ที่ทำเนียบรัฐบาล ได้มีพิธีเปิดปฏิบัติการ'รวมพลังประชาไทย พ้นภัยยาเสพติด' โดยมีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานแทนนายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช ที่ป่วยเป็นไข้หวัด นอกจากนี้ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ยุติธรรม ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย นายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.สาธารณสุข พร้อมด้วย คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับจังหวัด เข้าร่วมงาน ซึ่งมีทั้งสิ้นประมาณ 400 คน นายสมพงษ์ กล่าวรายงานว่า ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาสำคัญ ซึ่งมีผลกระทบและเป็นภัย ต่อความมั่นคง ของประเทศ จึงจำเป็นที่จะต้องดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อยุติสถานการณ์การแพร่ระบาดของยาเสพติด และนำความสงบสุขกลับสู่สังคมไทยอย่างยั่งยืน รัฐบาลภายใต้การบริหารงานของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กำหนดให้ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาเร่งด่วนที่จะต้องเร่งดำเนินการในปีแรก ในการเร่งรัดแก้ไขปัญหายาเสพติด และปราบปรามผู้มีอิทธิพล โดยยึดหลักการ 'ผู้เสพ' คือ ผู้ป่วยที่ต้องได้รับการรักษา ส่วนผู้ค้า คือ ผู้ที่ต้องได้รับโทษตามกระบวนการยุติธรรม รมว.ยุติธรรม กล่าวต่อว่า เพื่อให้การดำเนินงานสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล นายกรัฐมนตรีจึงได้ให้ความเห็นชอบให้มีการปฏิบัติการ 'รวมพลังประชาไทย พ้นภัยยาเสพติด' ระยะเวลา 1 เม.ย.-30 ก.ย.2551 มีจุดมุ่งเน้นสำคัญและเร่งด่วน ต่อการมุ่งลดปัญหาแพร่ระบาด ขจัดความเดือดร้อนประชาชน ภายใต้กลยุทธ์ 3 ลด 3 เพิ่ม 3 เน้น เพื่อลดระดับปัญหายาเสพติด ทั้งการผลิต นำเข้า ค้าและแพร่ระบาด และสร้างความพึงพอใจของประชาชนต่อการแก้ไขปัญหาในทุกระดับให้สูงขึ้น จากนั้นนายสมชาย กล่าวตอนหนึ่งว่า ผู้ค้ายามีความผิดที่จะต้องถูกจับกุมอย่างเฉียบขาด แต่ไม่ต้องห่วงว่าเจ้าหน้าที่จะฆ่าใครหรือทำร้ายใครเพราะมีกฎหมายรองรับ เจ้าหน้าที่ไม่ได้มีหน้าที่ไปฆ่าใคร แต่ต้องดูแลไม่ให้มีการฆ่ากันเอง จะได้ไม่มีข้อครหาเรื่องฆ่าตัดตอน ทั้งนี้ต้องมีการให้ความรู้เรื่องยาเสพติดแก่เยาวชน ตั้งแต่วัยเด็ก ให้รู้ว่าค่านิยมการใช้ยาเสพติดเป็นสิ่งที่ผิด ตนจะไปมอบเป็นนโยบายให้กับกระทรวงศึกษาต่อไป ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการเริ่มงาน ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ฝั่งตรงข้าม ก.พ.ได้มีเครือข่ายองค์กร ป้องกัน และปราบปรามยาเสพติดภาคประชาชน หรือศูนย์ต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดภาคประชาชน (ศตส.ภาคประชาชน) จำนวนกว่า 300 คน ได้เดินทางมายื่นข้อเรียกร้องกับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย เพื่อให้ดำเนินการ กับปัญหายาเสพติดให้หมดสิ้น โดย ร.ต.อ.เฉลิม ออกมารับหนังสือด้วยตนเอง เมื่อรับหนังสือเสร็จ ร.ต.อ.เฉลิม ได้โบกไม้โบกมือและส่งจูบให้กับกลุ่มผู้มายื่นหนังสือด้วย
รัฐบาลเรียกปปส.-ผู้ว่าทุกจังหวัดเข้ารับนโยบายปราปรามยาเสพติด 'สมชาย' อ้างอย่าห่วงไม่ให้มีฆ่าตัดตอน กลุ่มประชาชน300คนยื่นหนุน 'เฉลิม'ยิ้มร่ารับสนอง
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, April 3, 2008
รัฐบาลประกาศสงครามยาเสพติด 300คนชุมนุมหนุน
อย่าท้ารวมพล
///////////////////////////// คอลัมน์: เลือกคบ ไม่เลือกข้าง... จากหนังสือพิมพ์โลกวันนี้ ฉบับวันที่ 2/04/2551
ถ้าหากยุบพรรคไป หมายความว่าที่ยืนหรือแม้แต่ห่วงชูชีพที่จะเกาะเอาไว้เพื่อพยุงตนเองไม่ให้จมของคนเหล่านี้จะหมดไปในทันที พร้อมกับสิทธิทางการเมืองของคนหลายสิบล้านคนทั่วประเทศด้วย
การเมืองทั้งระบบในขณะนี้ดูจะย่นย่อมารวมศูนย์อยู่ที่การหยุดพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย หรือไม่เป็นสำคัญ
โดยเฉพาะในกรณีของพรรคพลังประชาชนนั้นออกจะเป็นความเข้มข้นอย่างเอกอุชนิดที่ทุกคนในประเทศและหลายประเทศทั่วโลกกำลังจับตามองด้วยใจเต้นระทึก
ขณะนี้ต้องวิเคราะห์สถานการณ์กันว่าการจะยุบพรรคหรือไม่ ยังไม่สำคัญเท่ากับว่าถ้าเดินหน้ายุบพรรคกันต่อไปตามใบสั่งของมือที่มองไม่เห็นกันจริงๆ แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับบ้านเมืองนี้
ที่จะวิเคราะห์ต่อไปนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะขู่เข็ญกัน แต่เป็นการบอกว่าเมื่อสถานการณ์ทางการเมืองมันครบวงจรคือ เกิดการโจมตีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง นำไปสู่บรรยากาศและเงื่อนไขของการรัฐประหาร มีรัฐบาลที่มาจากการแต่งตั้ง มีรัฐสภาที่มาจากคณะรัฐประหาร และมีผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ก็คือ ความถดถอยตกต่ำของประเทศชาติในช่วงเวลาทั้งหมดนั้น
เมื่อทุกคนบอกว่าพอคือพอ และเดินหน้ามาถึงขั้นที่ฟื้นพรรคเดิมที่เขารักกลับคืนมาใหม่ จนพรรคดังกล่าวได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล เขาก็มีความคาดหวังว่าการครบวงจรนี้จะทำให้มือที่มองไม่เห็นหรือเท้าที่เข้ามายุ่งทั้งหลายนั้นค่อยรามือหรือว่าราข้อไป เพราะยอมรับว่าประชาชนก็มีความแน่วแน่มั่นคงไม่แพ้กัน
แต่เมื่อยังเดินหน้ากันไป อ้างกฎหมายและข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และจะบดขยี้ถึงขั้นรุกฆาตกันให้ได้อย่างนี้ ก็ทำให้ประชาชนจำนวนมากของประเทศมีความรู้สึกว่าในเมื่อไม่สามารถจะพึ่งพาอาศัยกันได้ ก็รื้อมันทั้งหมดก็แล้วกัน
ความคิดอย่างนี้กำลังแผ่ซ่านไปทั่วประเทศอย่างน่าสนใจ ชนชั้นกลางในกรุงเทพมหานครและเมืองใหญ่ ซึ่งวันๆก็เจอแต่พวกตัวเองในชนชั้นเดียวกัน อย่านึกว่าตัวมีมากนะครับ เมื่อเทียบกับประชาชนทั่วประเทศแล้วก็มีเพียงหยิบมือเท่านั้นเอง
ถ้าจะระดมพลกันจริงๆแล้วก็ขอให้คิดอยู่บนฐานของความจริงสักทีว่า พลังของใครจะสามารถครอบงำประเทศนี้ได้
ภาษาแบบนี้คนไทยไม่ค่อยได้พูดกัน เพราะมีความรู้สึกว่าเราเจรจากันได้ เราคุยนอกรอบกันได้ เราใช้ภาษามิตรภาพกันได้ แต่มาถึงบัดนี้ดูเหมือนว่าหลายคนพร้อมจะใช้ภาษาดังกล่าวนั้นเพราะมันสื่อความในใจได้ดีกว่า
น่าแปลกใจเหลือเกินว่าเรายอมให้ประเทศชาติมาถึงจุดอับจนนี้ได้อย่างไรกัน
การยุบพรรคหรือไม่ในขณะนี้จึงเป็นเงื่อนไขที่สำคัญ ถ้าหากไม่ยุบพรรค ข้อกล่าวหาต่างๆต่อตัวบุคคลอย่างอดีตนายกรัฐมนตรี หรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการประชาธิปไตย ก็ยังเดินหน้าต่อไปถึงโรงศาล ไม่ได้หมดสภาพไปเมื่อไหร่
แต่ถ้าหากยุบพรรคไป หมายความว่าที่ยืนหรือแม้แต่ห่วงชูชีพที่จะเกาะเอาไว้เพื่อพยุงตนเองไม่ให้จมของคนเหล่านี้จะหมดไปในทันที พร้อมกับสิทธิทางการเมืองของคนหลายสิบล้านคนทั่วประเทศด้วย
ไม่มีใครจะน่ากลัวยิ่งไปกว่าคนที่จนตรอกและหมดทางสู้ ก็ถูกรุกเข้าซอกเข้าซอยอย่างไม่ควรจะเป็น
เอาล่ะครับเวลายังพอมี ตั้งสติรวบรวมความกล้าหาญของตนเอง และผลักส่วนที่ผิดพลาดออกไปจากกระบวนการทางการเมือง และย้อนกลับมาใช้ครรลองประชาธิปไตยโดยตรงจะดีกว่า
พูดมาอย่างนี้ก็ถือว่าชัดพอแล้วนะครับ หวังว่าจะสื่อความกันได้บ้างในยามที่อวิชชากำลังมารอจ่ออยู่หน้าบ้านอย่างนี้
สงสารประเทศชาติครับ.
Wednesday, April 2, 2008
คน “พันธมิตร” ถ่อยซ้ำกลางสภา – “สมเกียรติ” กร้าวประกาศท้าดวล
“สมเกียรติ” เล่นผิดเวที ออกอาการก้าวร้าวท้าทายกลางที่ประชุมสภา หลังจากที่ก่อนหน้านั้นคนของพันธมิตรฯ อย่าง “ประทิน สันติประภพ” ก็เคยวางมวยเพื่อน ส.ว. กลางห้องประชุมมาแล้ว
บ่ายวันนี้ (2 เม.ย.) ที่รัฐสภา หลังจากที่นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ หนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ออกอาการก้าวร้าวพูดจาท้าทายกลางห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ให้สมาชิกเข้าชื่อถอดถอนหากเห็นว่าการขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งท้าดวลนอกสภา นั้น
หลังจากอภิปรายเสร็จ นายสมเกียรติ ได้เดินออกจากห้องประชุมมายังห้องรับรอง ส.ส.ชั้น 2 ตึกอาคารรัฐสภา 1 ระหว่างนั้นนายการุณ โหสกุล ส.ส.เขตดอนเมือง พรรคพลังประชาชน ซึ่งไม่พอใจอาการท้าทายดังกล่าว ได้เดินเข้ากระโดดถีบ เฉียดนายสมเกียรติ ไป โดยมีส.ส. ผู้ใหญ่ห้ามปรามไว้
อย่างไรก็ตามประเด็นดังกล่าวได้เป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์บุคคลทั้งคู่อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะกรณีของนายสมเกียรติ ที่เป็นการใช้วาจาท้าทายและยั่วยุกลางห้องประชุมสภาฯ เป็นกิริยาที่ไม่เหมาะสมและ เสมือนจงใจให้เกิดปัญหาตามมา
ทั้งนี้กรณีพิพาทกลางสภาได้เคยเกิดขึ้นมาแล้วก่อนหน้านี้แล้วครั้งหนึ่ง เมื่อ 2 พฤศจิกายน 2547 เมื่อ พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ ส.ว.กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ขึ้นปราศัยบนเวทีพันธมิตรฯ ก่อนการรัฐประหาร ได้ปล่อยหมัดใส่นายอดุลย์ วันไชยธนวงศ์ ส.ว.แม่ฮ่องสอน จากความขัดแย้งในการอภิปรายในสภา
รองผู้ว่าฯ กทม. ชิงตั้งโต๊ะ แจงซื้อBRTโปร่งใส! อ้างเหตุลด “ขนาดรถ” ครั้งก่อน-ครั้งนี้ขัดกัน
หลังจากที่ คุณหญิงณัษฐนนท ทวีสิน อดีตปลัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) ยื่นเอกสารหลักฐานต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้ตรวจสอบความไม่โปร่งใสโครงการจัดซื้อรถโดยสารประจำทางด่วนพิเศษของกรุงเทพมหานคร (บีอาร์ที) จำนวน 45 คัน เป็นเงินกว่า 300 ล้านบาท โดยคุณหญิงณัษฐนนท แถลงเรื่องนี้ในเช้าวันนี้ (2 เม.ย.) ที่สถานีรถเมล์ด่วนฯ บีอาร์ที ช่องนนทรี
ขณะเดียวกัน วันนี้ (2 เม.ย.) นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) แถลงชี้แจงถึงการจัดซื้อรถบีอาร์ทีว่า มีความโปร่งใส และเป็นรถที่มีประสิทธิภาพ โดยตัวถังรถ ออกแบบใหม่ทั้งหมด และมีระบบไฟฟ้า ระบบเบรก และระบบป้องกันความปลอดภัยคล้ายกับรถบีทีเอส ที่สำคัญใช้ก๊าซเอ็นจีวี ซึ่งสามารถช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่าครึ่ง ภายในรถยังมีกล้องกล้องซีซีทีวีบันทึก เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารด้วย
ส่วนกรณีที่มีผู้ร้องเรียนว่า ตัวรถและที่นั่งรถไม่เป็นตามที่กำหนดนั้น รองผู้ว่าฯ กทม. ชี้แจงว่า ได้หารือกับทางตำรวจจราจร หากรถมีขนาด 12 เมตรจะเหมาะสมกับพื้นที่การจราจรของ กทม. มากกว่าความกว้างเดิมที่กำหนดไว้ 18 เมตร ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการตรวจรับ และรถยังไม่ถึงมือ กทม.
สำหรับโครงการดังกล่าว แต่เดิมกำหนดสเป็กรถยนต์ที่จะนำมาวิ่งในช่องทางบีอาร์ที เป็นรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เอ็นจีวี ความยาวรถ 18 เมตร สามารถจุคนได้ 150 คน แต่หลังจากนั้นมีการปรับทีโออาร์ใหม่ เป็นให้มีความยาว 12 เมตร สามารถจุคนได้ 80 คน พร้อมกับเพิ่มจำนวนรถเป็น 45 คัน จากเดิมถ้ารถยนต์ความยาว 18 เมตร จะได้แค่ 30 - 35 คัน
โดยก่อนหน้านี้ รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวถึงสาเหตุที่ต้องปรับทีโออาร์ว่า เนื่องจากรถความยาว 18 เมตร มีผู้ผลิตน้อยราย การแข่งขันมีไม่มาก ถ้าปรับขนาดรถยนต์ลงมาเหลือ 12 เมตร จะมีผู้ผลิตจำนวนมาก ทำให้เกิดการแข่งขันมากขึ้น มีทางเลือกมากขึ้นด้วย เพราะตอนนี้รถเครื่องเอ็นจีวีราคาถูกๆ มีมาก ทั้งจากประเทศจีนและที่อื่นๆ เนื่องจากส่วนใหญ่จะใช้รถยนต์ขนาด 12 เมตรเกือบทั้งหมด
โครงการ Bangkok BRT เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่า กทม. ที่ให้สัญญากับคนกรุงเทพฯ ว่าจะดำเนินการเมื่อเข้ามาบริหารงาน กทม. และได้เร่งรัดผลักดันโครงการมาโดยลำดับ จนกระทั่งได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2550
โดยที่ผ่านมาเส้นทางนำร่องรถโดยสารประจำทางด่วนพิเศษ ที่ ครม. อนุมัติคือ ช่องนนทรี-ราชพฤกษ์ ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขโครงการ เพื่อความเหมาะสม ลดปัญหาและผลกระทบด้านการจราจร และเพื่อความปลอดภัย โดยจะมี 12 สถานี จากเดิม 15 สถานี ระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร
อดีตส.ว.-สมาคมทนายความ-องค์กรครูผนึกกำลังหนุนแก้รธน.
ยึดปี 40 เป็นตัวตั้ง ชี้ม.309-237ไม่เป็นธรรมขณะที่ บรรดาวิชาการเตรียมเปิดเวทีสัมมนาหัวข้อ “แก้รัฐธรรมนูญปี 50 เพื่อใคร? ประชาชนได้อะไร?” ในวันจันทร์ที่ 7 เมษายน 2551 เวลา 13.30-16.00 น. ที่โรงแรมรามาการ์เด้น ถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. วันนี้ (2 เม.ย.) ชมรมสมาชิกวุฒิสภา 2543-2549 สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย และสหภาพครูแห่งชาติ นำโดย นายสามารถ รัตนประทีปพร อดีต ส.ว.หนองบัวลำภู
นายคำนวณ ชโลปถัมภ์ อดีตนายกสภาทนายความ นายเยี่ยมยอด ศรีมันตะ ผู้ประสานงานสสหภาพครูแห่งชาติ แถลงข่าวเชิญชวนให้ ส.ส. ส.ว. และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานสัมมนาครั้งนี้ด้วย
นายสามารถ อดีต ส.ว.หนองบัวลำภู กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรรมนูญ 2550 ประชาชนควรมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ในทัศนคติ 2 ด้านทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ขณะนี้ยังไม่มีเวเปิดกว้างสำหรับพี่น้องประชาชน จึงเห็นควรจัดเวทีสัมมนาในประเด็นดังกล่าวเพื่อเป็นทางเลือก และให้ทราบถึงข้อดีข้อเสียของการแก้กฎหมายนี้
ด้าน นายคำนวณ อดีตนายกสภาทนายความ และอดีต ส.ว.สิงห์บุรี 43 กล่าวถึงประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในฐานะที่เคยใกล้ชิดกับประชาชนระดับรากหญ้า ทำให้รู้ว่าประชาชนต้องการรับทราบถึงแนวทางการแก้ไขกฎหมาย และถือเป็นสิทธิของประชาชนที่ควรจะรับทราบเรื่องนี้ ส่วนตัวเห็นควรจะนำรัฐธรรมนูญ 40 และ 50 มารวมกัน โดยนำรัฐธรรมนูญ 40 เป็นตัวตั้ง 90% และให้มีการแก้ไขในบางมาตราที่ไม่เหมาะสม
อดีต ส.ว.ผู้นี้ ยังไม่เห็นด้วยกับข้อบัญญัติกฎหมายในมาตรา 309 และมาตรา 237 เนื่องจากมีความไม่เป็นธรรม โดยมาตรา 309 ระบุถึงองค์กรที่จัดตั้งขึ้นมาโดย คมช. (คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ) หากกระทำผิดก็ไม่สามารถลงโทษได้ทั้งทางแพ่งและอาญา ถือว่าไม่ยุติธรรม ส่วนมาตรา 237 เห็นควรจะมีการเอาผิดและให้โทษขั้นสูงสุดกับผู้ที่กระทำความผิดเพียงคนเดียว โดยไม่ควรจะทำให้ทางพรรคได้รับผลกระทบเช่นนี้
เมื่อถามถึงการแก้รัฐธรรมนูญในช่วงนี้สมควรหรือไม่นั้น อดีต ส.ว. กล่าวตอบว่า ในการจัดเวที เราไม่ได้เป็นผู้ชี้ขาดในเรื่องนี้ ส่วนที่รัฐบาลควรจะแก้ไขกฎหมายตอนนี้หรืออย่างไรนั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ส.ส. สว. และคณะรัฐมนตรี (ครม.) รวมถึงประชาชนที่เห็นด้วยกว่า 5 หมื่นที่เห็นควรจะปรับแก้เวลาใด ขณะนี้ มองว่ารัฐบาลทำงานอย่างยากลำบา และถูกท้วงติงตลอด
อย่างไรก็ดี ยืนยันถึงการจัดเวทีครั้งนี้ เป็นสิทธิที่สามารถกระทำได้ และภาคประชาชนควรมีส่วนรับรู้และมีส่วนร่วมความเป็นมาเป็นไปของกฎหมายได้
ขณะที่ นายเยี่ยมยอด ศรีมันตะ ผู้ประสานงานสหภาพครูแห่งชาติ กล่าวว่า ทางองค์กรครูเล็งเห็นว่า เราควรจะมีส่วนร่วมในกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เพื่อเป็นการพัฒนาระบบฐานการศึกษาในอนาคต รวมถึงการมีส่วนร่วมในกฎหมายนี้เพื่อให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และยืนยันว่า องค์กรครูจะเป็นส่วนหนึ่งในการเข้าร่วมในกระบวนการประชาธิปไตยทั้งหมด
“ดร.วรพล” นำทีมนักวิชาการถกรธน.50เพื่อใคร?ประชาชนได้อะไร?7 เม.ย.นี้
เมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. วันนี้ (2 เม.ย.) ชมรมสมาชิกวุฒิสภา 2543-2549 สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย และสหภาพครูแห่งชาติ นำโดย นายสามารถ รัตนประทีปพร อดีต ส.ว.หนองบัวลำภู
นายคำนวณ ชโลปถัมภ์ อดีตนายกสภาทนายความ นายเยี่ยมยอด ศรีมันตะ ผู้ประสานงานสสหภาพครูแห่งชาติ ร่วมแถลงข่าวเชิญให้ ส.ส. ส.ว. และสื่อมวลชน ร่วมงานสัมมนาวิชาการในหัวข้อ “แก้รัฐธรรมนูญปี 50 เพื่อใคร? ประชาชนได้อะไร?” ในวันจันทร์ที่ 7 เมษายน 2551 เวลา 13.30-16.00 น. ที่โรงแรมรามาการ์เด้น ถนนวิภาวดีรังสิต
ทั้งนี้ หลังจากได้พิจารณาร่วมกันแล้วเห็นว่า ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 มีความร้อนแรง และถูกนำมากล่าวอ้างกันมาก โดยเผยแพร่ข่าวต่อสื่อมวลชน ในทำนองว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้ไขไม่ได้บ้าง แก้ไขเพื่อตัวเองบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพยายามจูงใจให้เชื่อมโยงไปสู่กลุ่มการเมืองว่ามีเจตนาแฝงเร้น จนก่อให้เกิดความสับสนแก่คนในชาติเป็นอย่างยิ่ง นำไปสู่การแตกแยก ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนา เสริมสร้างความสามัคคี และความเจริญก้าวหน้าของชาติอย่างยั่งยืน
ฉะนั้น เพื่อขจัดปัญหาข้อขัดแย้งทางความคิดทางการเมืองของคนในชาติ และเพื่อเสริมสร้างความสมัครสมานสามัคคีในชาติ จึงได้จัดสัมมนาทางวิชาการครั้งนี้ขึ้นมา
สำหรับ สัมมนาทางวิชาการครั้งนี้ มีองค์ปาฐกรับเชิญ ได้แก่ ศ.ดร.กมล ทองธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสยาม รศ.คิม ไชยแสนสุข อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.วรพล พรหมิกบุตร คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประธานสหภาพครูแห่งชาติ และ รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ดำเนินรายการ
“ทักษิณ”ขึ้นเหนือเดินสายทำบุญ 3-4 เม.ย.นี้ ปลอบขวัญ“ยงยุทธ”ที่เชียงราย
และในช่วงวันที่ 3 - 4 เมษายนนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมครอบครัว จะเดินทางไปทำบุญที่ภาคเหนือ โดยวันที่ 3 เมษายน จะเดินทางไปที่วัดศรีโคมคำ หรือ วัดพระเจ้าตนหลวง อ.เมืองพะเยา เพื่อสักการะพระเจ้าตนหลวง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง จ.พะเยา เพื่อความเป็นสิริมงคล จากนั้นในวันที่ 4 เมษายน จะเดินทางไปยังโครงการปลูกป่าดอยตุง พร้อมกับไปไหว้พระธาตุดอยตุง จ.เชียงราย จากนั้นจะไปทำบุญไหว้พระตามวัดต่างๆ นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะแวะพบเพื่อให้กำลังใจนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร และ อดีต ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ที่จ.เชียงราย
หลังจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับสู่ประเทศไทยและได้ใช้เวลาพักผ่อนกับครอบครัวเป็นการส่วนตัวในช่วง 2 – 3 วันที่ผ่านมานั้น มีรายงานล่าสุดในช่วงวันที่ 3 – 4 เมษายนนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว มีกำหนดการจะเดินทางไปทำบุญในจังหวัดภาคเหนือ หลังจากนั้นจะเดินทางไปอีกครั้ง เพื่อทำบุญกระดูกอัฐิบรรพบุรุษในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 12 – 13 เมษายนนี้
แหล่งข่าวจากบุคคลใกล้ชิด เปิดเผยถึงความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ หลังเดินทางกลับประเทศไทย ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ใช้เวลาพักผ่อนอยู่ภายในบ้านพักซอยจรัญสนิทวงศ์ 69 กับครอบครัว โดยช่วงเช้าวันนี้ (2 เม.ย.) ได้ออกจากบ้านเพื่อปฏิบัติภารกิจส่วนตัวกับครอบครัวอย่างเงียบๆ
ยุทธการ ‘รื้อ...รัฐธรรมนูญโจร'
และก็พอคาดเดาได้ว่า กลุ่มก๊กไหนจะออกมาคัดค้านกันบ้าง ซึ่งก็ไม่พ้น พวกที่ได้ประโยชน์จากข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญโจรฉบับนี้ แต่ก็เชื่อขนมกินได้เลยเช่นกันว่า กระแส "แดง คว่ำรัฐธรรมนูญโจร" หรือตามนัยก็คือ ร่วมแก้รัฐธรรมนูญ จะเริ่มดังกึกก้องมากกว่าช่วงรณรงค์ "แดง ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญโจร" เมื่อคราวลงประชามติ ที่ผ่านมา.... เพราะเหตุใดหรือ .... ตอบง่ายๆ ก็คือ การใช้อำนาจรัฐโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถือทั้งกฎหมายและอาวุธ เพื่อสกัดกั้นให้ความรู้กับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา หมดไป หรือไม่สามารถทำได้เมื่อฝ่ายประชาธิปไตยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 หรืออย่างน้อย สิทธิและเสรีภาพของประชาชนภายใต้กรอบของกฎหมาย ได้กลับมางอกเงยขึ้นอีกครั้ง.... อย่างไรก็ตาม ในหมู่ของผู้ต้องการให้บ้านเมืองกลับสู่ประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบ อย่างน้อยก็ย้อนไปเพียงก่อนเกิด 19 กันยายน 2549 ต่างก็ยังถกเถียงกันอยู่ในประเด็นของการแก้ไขกฎหมายโจรฉบับนี้ ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าควรใช้วิธีการแก้ไข ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่า ควรยกเลิกไปเลย แล้วนำรัฐธรรมนูญของประชาชน 2540 กลับมาใช้....??? จะว่าไปแล้ว ผมคิดว่า ทุกคนทุกกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวให้ประชาธิปไตยของสังคมไทย สนองตอบต่ออำนาจของประชาชนอย่างสมบูรณ์แบบ ต่างปรารถนาเช่นเดียวกัน คือ ไม่ประสงค์จะใช้รัฐธรรมนูญโจรด้วยกันทั้งนั้น รวมถึงผมด้วย.... แต่ในกระบวนการยกเลิกไปเลยนั้น ผมเองก็ยังไม่พบทางออกด้านกฎหมายสามารถกระทำได้หรือไม่ เพียงใด เพราะไม่ใช่นักกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ารัฐบาลเองก็คิดเช่นนี้ และดูจะเป็นการเพิ่มจุดโจมตีจากฝ่ายเผด็จการที่จ้องล้มล้างอยู่แล้ว มากขึ้นด้วย หากผลีผลามยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 ในทันที เพราะเพียงแค่ เปิดยุทธการแก้ไขบางมาตราเท่านั้น เหล่ามารชั่วก็ออกมาตีโพยตีพายกันแล้ว สำหรับข้อกฎหมายที่บัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญ 2550 มีหมวดที่ 15 กำหนดถึงการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไว้ในมาตราที่ 291 (1) ระบุว่า ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมต้องมาจากคณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร หรือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา หรือจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าห้าหมื่นคนตามกฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย นั่นหมายถึง การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 1. ต้องมาจาก คณะรัฐมนตรีเสนอ 2. จาก ส.ส. 1 ใน 5 ของสภาผู้แทนฯที่ปัจจุบันมีอยู่คือ 96 คน จาก 480 คน หรือ 3. จากสมาชิก ส.ส.และ ส.ว. 1 ใน 5 ของทั้ง 2 สภา เช่นกัน คือ 105 คน จาก ส.ส. 480 คน บวกกับ ส.ว. 150 คน คือ 630 คน เมื่อรวมทั้ง 2 สภา ดังนั้น การใช้เสียงของ ส.ส.เฉพาะพรรคพลังประชาชนที่มีอยู่ 233 เสียง จึงไม่มีปัญหา แต่ไหนขั้นให้ผ่านความเห็นชอบเพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายได้ กำหนดไว้ใน มาตรา 291 (2) (3) (4) (5) (6) และ (7) คือใน (2) ให้พิจารณาเป็น 3 วาระ ขณะที่ (3) กำหนดให้การออกเสียงในวาระที่ 1 ขั้นรับหลักการ ให้ใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผย และต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้ง 2 สภา นั่นคือ ต้องใช้เสียงทั้งหมดครึ่งหนึ่งของ 630 คือ 315 เสียง ขณะที่เฉพาะ ส.ส.ซีกพรรคร่วมรัฐบาล 6 พรรค มีเสียงอยู่ในมือ 316 เสียง ซึ่งตามตรรกะแล้วไม่น่ามีปัญหา ส่วนในวาระที่ 2 คือ ใน (4) ขั้นพิจารณาเรียงลำดับมาตรา ยังกำหนดต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เข้าชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมด้วย และการออกเสียงในวาระที่ 2 ให้ถือเอาเสียงข้างมากเป็นประมาณ คือ เกินครึ่งที่ตัวเลข 315 ตามตรรกะ ก็ไม่น่ามีปัญหา แต่ผมยังสงสัยคำว่า "ต้อง"จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่เข้าชื่อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย จะหมายความว่า ต้องมีประชาชนอย่างน้อย 50,000 รายชื่อเสนอแก้ไขไปพร้อมกันด้วยหรือไม่....??? ส่วน (5)ให้รอไว้ 15 วัน แล้วค่อยให้รัฐสภาพิจารณาในวาระที่ 3 ต่อไป ขณะที่ (6) กำหนดให้การออกเสียงลงคะแนนในขั้นสุดท้ายนี้ ใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผย ใช้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดของ 2 สภารวมกัน และท้ายสุด (7) เมื่อเห็นชอบจาก 2 สภาแล้ว ให้นำร่างแก้ไขนี้ขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธย ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อบังคับใช้เป็นกฎหมายได้ต่อไป ตามบทบัญญัติในมาตรา 150 และ 151 ที่นำบทบัญญัติในส่วนของการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาแจงแจงกัน ก็เพื่อหวังให้พวกเราในซีกประชาธิปไตยได้มองเห็นอย่างทะลุปรุโปร่งในช่องทางต่างๆ ทั้งเพื่อปิดช่องโหว่ และเตรียมการยื่นเสนอให้ถูกต้องต่อไป แต่ผมยังไม่เห็นช่องทางของกฎหมายที่จะยกเลิกรัฐธรรมนูญ เพียงได้ยินมาว่า สามารถทำได้ โดยให้รัฐบาลออกเป็นพระราชกำหนดอะไรประเภทนั้น ซึ่งก็จะพยายามสอบถามผู้รู้ข้อกฎหมาย แล้วนำมาแจกแจงแถลงไขให้ทราบกันต่อไป แต่เมื่อนำบทบัญญัติที่ร่ายยาวมาตั้งแต่ต้นให้เห็นแล้ว ก็ยังคงเห็น "หลุมดำ" ที่เผด็จการวางไว้และกำลังกระทำอยู่ด้วย 1. คือ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลยังมีใบเหลือง -ใบแดง ให้ต้องฝ่าฟันอีก 2-3 คน หากจำไม่ผิด ซึ่งอาจไม่ครบ 316 เสียง ของซีกพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมด แต่ก็น่าจะมีในส่วนของ ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งกลุ่มหนึ่งเทสนับสนุนเข้ามาได้ ขณะที่ ปัญหาน่าห่วงและต้องดำเนินการอย่างแน่นอน คือ ในส่วนของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 50,000 รายชื่อนั่นเอง ซึ่งต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญโจรฉบับนี้ของ ส.ส. ด้วย ก็อยากจะเรียกร้องให้คนไทยหัวใจประชาธิปไตยทั่วทั้งประเทศ ผนึกกำลังให้มากกว่า 50,000 คน เป็นกองทัพประชาชน เสริมทัพ ส.ส. เปิดยุทธการ "รื้อ รัฐธรรมนูญ โจร" เป็นวาระแห่งชาติภาคประชาชนเพื่อไปสู่ "การปฏิรูปรัฐธรรมนูญ ไม่เอาอำนาจนอกระบบ"
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา กระแสการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อผ่าทางตันการเมือง ที่เผด็จการอำมาตยาธิปไตย รวมหัวกันสร้างหลุมดำเอาไว้ ดูจะเป็นเรื่องที่ร้อนแรงและกำลังจะกลายเป็นประเด็นหลักของสังคมไทยไปแล้ว...!!!
ศึกษา รัฐประหาร จังหวะก้าว ทางการเมือง ประสาน การทหาร
ขณะที่การยึดอำนาจไม่ว่าจะเมื่อเดือนมิถุนายน 2475 หรือเมื่อเดือนมิถุนายน 2476 เป็นเรื่องทางทหารล้วนๆ แต่นับจากการยึดอำนาจเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2490 เป็นต้นมา เป็นเรื่องของการประสานระหว่างการเมืองกับการทหาร นั่นก็คือ การเมืองเป็นฝ่ายสร้างเงื่อนไขในลักษณะของการปูทาง หากไม่มีการเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลของ พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ โดยพรรคประชาธิปัตย์ ระหว่างวันที่ 19-27 พฤษภาคม 2490 สถานการณ์เมื่อหัวค่ำของคืนวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 คงไม่ดำเนินไปด้วยความราบรื่น เช่นเดียวกับเมื่อมีการเดินทางไปจี้บังคับให้ นายควง อภัยวงศ์ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันที่ 6 เมษายน 2491 ก่อนหน้านั้นก็มีการเคลื่อนไหวของ "คณะประชาธิปไตย" ปรากฏตัวขึ้นที่ท้องสนามหลวง หรือแม้กระทั่งก่อนการยึดอำนาจในคืนวันที่ 16 กันยายน 2500 ของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็มีขบวนของประชาชนเคลื่อนจากท้องสนามหลวงมุ่งหน้าไปยังบ้านสี่เสาเทเวศร์ พร้อมกับเปล่งคำขวัญ "จอมพล ป.ออกไป จอมพล ป.ออกไป" ดังกระหึ่ม ปัจจัยชี้ขาดของการรัฐประหารขึ้นอยู่กับกองกำลังทางทหาร และด้านหลักจะต้องเป็นกำลังทหารจากกองทัพบกอย่างแน่นอน กระนั้น ทหารก็ต้องสนใจต่ออุณหภูมิทางการเมืองอย่างใกล้ชิด ก่อนที่ความร้อนแรงในคำขวัญ "ทักษิณ ออกไป ทักษิณ ออกไป" จะดังกึกก้องระหว่างการชุมนุมและการเดินขบวนนับแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2549 เป็นต้นมา ต้องยอมรับว่ามีการจุดประเด็นในเรื่องการรัฐประหารขึ้นอย่างเป็นระบบ ทำไมในการชุมนุมเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2549 จึงเป็นที่ลานพระบรมรูปทรงม้า และทำไมตอนดึกของคืนเดียวกันนั้นจึงมีการบุกไปเพื่อขอพบ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อย่าลืมเป็นอันขาดว่า พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็น ผู้บัญชาการทหารบก จึงไม่แปลกที่ยิ่งเมื่อ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แต่งเครื่องแบบเดินสายออกพูดกับนักเรียนนายร้อยไม่ว่าจะเป็นที่นายร้อย จปร. นายเรือและนายเรืออากาศ เน้นย้ำในเรื่องบทบาทของจ๊อกกี้กับคอกม้า เน้นบทบาทในเรื่องของทหารกับรัฐบาล ยิ่งมีความคึกคัก เป็นความคึกคักอันเหมือนกับปรอทแสดงอุณหภูมิทางการเมืองว่ามีความพร้อม มีความสุกงอมอย่างเพียงพอที่จะนำไปสู่การยึดอำนาจ จากนี้จึงเห็นได้ว่า การยึดอำนาจอาจเป็นปฏิบัติการทางทหารที่ฉับพลันทันใด มากด้วยความเด็ดขาด แน่วแน่ กระนั้น ก่อนการยึดอำนาจก็ต้องมีการปูทางและสร้างเงื่อนไขทางการเมือง บทบาทของพรรคประชาธิปัตย์เมื่อเดือนพฤษภาคม เป็นบทบาทที่ทรงความหมายยิ่งต่อการยึดอำนาจในเดือนพฤศจิกายน 2490 บทบาทของการปะทะขัดแย้งกรณีสามเณรถนอมเดินทางเข้ามา เป็นบทบาทที่ทรงความหมายยิ่งต่อการยึดอำนาจในเดือนตุลาคม 2519 บทบาทของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บทบาทของพรรคร่วมฝ่ายค้านซึ่งบอยคอตการเลือกตั้งทั่วไป สมัย 2 เมษายน 2549 เป็นบทบาทที่ทรงความหมายยิ่งต่อการยึดอำนาจเมื่อเดือนกันยายน 2549 นั่นก็คือ บทบาทของการปูทางและสร้างเงื่อนไขทางการเมือง ยิ่งสร้างเงื่อนไขให้ขึ้นสู่กระแสสูงมากเพียงใด ยิ่งเท่ากับเป็นการส่งเทียบเชิญให้ฝ่ายทหารได้เข้ามาแสดงบทบาทมากขึ้นเพียงนั้น หากไม่สามารถสร้างเงื่อนไขทางการเมือง ก็ยากที่จะสร้างเงื่อนไขทางการทหาร การประสานระหว่างเงื่อนไขทางการเมืองเพื่อนำไปสู่การยกระดับเงื่อนไขทางการทหารจึงเป็นสิ่งที่จะต้องจับตามองอย่างเป็นพิเศษ ถามว่าสภาพทางการเมืองในปัจจุบันมีฝ่ายที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ มีอย่างแน่นอน เพียงแต่จะเปลี่ยนแปลงโดยวิธีใด โดยวิธีการประชาธิปไตยผ่านระบบรัฐสภา โดยวิธีการที่เรียกว่าตุลาการภิวัตน์ โดยวิธีการชุมนุมและเคลื่อนไหวประชาชน ทุกบทก้าวล้วนอยู่ในการเฝ้าติดตามโดยฝ่ายที่มีกองกำลังติดอาวุธอย่างใกล้ชิดเสมอ
คอลัมน์ : วิภาคแห่งวิพากษ์
ร.ต.อ.เฉลิมฟ้องหมิ่นประมาทรองโฆษก ปชป.
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยทำหนังสือ มอบหมายอำนาจให้นายสมหมาย กู้ทรัพย์ ทนายความร้องทุกข์ ดำเนินคดีกับนายสาธิต ปิตุเตชะ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และบริษัทสารสู่อนาคต จำกัด เจ้าของหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ กรณีที่ให้สัมภาษณ์และนำไปลงข่าวว่า ร.ต.อ.เฉลิม ไม่มีผลงานในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา แต่กลับใช้เวลาไป ด่ากราดคนที่ไม่ใช่พวกของตนเอง และนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม เช่นที่ดินในจังหวัดนครราชสีมาที่คล้ายจะข่มขู่ ผู้ว่าราชการจังหวัดให้ดำเนินคดี และเรื่องที่ดินของบริษัทศรีสุบรรณฟาร์มของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ- พรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะที่ดินโคราชก็เป็นการแก้แค้นส่วนตัว เพราะนายตำรวจที่พูดถึงไม่ช่วยเหลือตอนที่ ลูกชายถูกกล่าวหาฆ่าคนตาย ซึ่งข้อความดังกล่าวเป็นการใส่ร้ายให้ตนเองเสียหาย ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง จึงมอบ อำนาจให้ทนายความเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสนานีตำรวจนครบาลสำราญราษฎร์ ในบ่ายวันนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ยังบอกด้วยว่า สำหรับที่ดินของบริษัทศรีสุบรรณฟาร์มจะขอพูดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย เพราะเรื่องกำลัง อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล โดยตั้งข้อสังเกตุไว้ 3 ข้อ 1. พรรคประชาธิปัตย์เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องที่ดิน บริษัทศรีสุบรรณฟาร์ม จึงมีการนำ สส.กทม.ฝั่งธนบุรีมาแถลงข่าวในเรื่องนี้ เพราะที่ผ่านมาตนเองพูดมาตลอดว่า ที่ดินนี้เป็นของบริษัทศรีสุบรรณฯ 2.ที่อ้างว่าตนเองกลั่นแกล้งนายสุเทพนั้น ข้อเท็จจริงเป็นเรื่องทีมีการฟ้องร้องมา นานแล้วตั้งแต่ปี 2547 จนกระทั่งปี 2549 อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษก็ได้ทำหนังสือไปถึงอธิบดีกรมที่ดินว่าที่ดิน ดังกล่าวทุกแปลงออกโดยมิได้แจ้งการครอบครอง และไม่เคยมีการเดินสำรวจที่ดินก่อนออกเอกสารสิทธิ์ จึงให้ กรมที่ดินใช้อำนาจเพิกถอนที่ดินดังกล่าว 3. ถ้าพรรคประชาธิปัตย์รับเป็นเจ้าภาพถึงกับส่ง สส.มาแถงข่าวในเรื่องนี้ อยากถามว่า ปชป.จะรับผิดชอบอย่างไรถ้ามีการเพิกถอนที่ดินดังกล่าว
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ส่งทนายความฟ้องหมิ่น ประมาทรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์กรณีที่ดินปากช่อง เป็นการแก้แค้นส่วนตัวเพราะนายตำรวจที่เป็นเจ้าของที่ดิน ไม่ช่วยเหลือลูกชายที่ถูกกล่าวหาฆ่าคนตาย









