หากยังพอจำช่วงของการรณรงค์ทั้งฝ่ายรับและไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 กันได้
จะเห็นว่า เหตุผลของฝ่าย “ไม่รับ” นอกจากมุ่งเป้าไปที่ “เนื้อหา” แล้ว
ยังพยายามสื่อสารให้เห็นช่องทาง “ลดเลี้ยว” หรือ “กับดัก” “หลุมพราง” ที่ถูกขุดไว้อย่างแยบยลนั้นด้วย
เช่น ประเด็นการแก้ไข...
ฝ่าย “รับ” หลายคน ที่แม้ไม่เห็นด้วยกับเนื้อหา แต่ยังคงวางใจ “รับๆ ไปก่อน”
ขณะที่ฝ่าย “ไม่รับ” เตือนชัดว่า หากลงมติรับร่างกันเมื่อไร ก็อย่าหวังจะได้แก้ไขง่ายๆ
เพราะเหตุผลที่ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ “ผ่านการทำประชามติ” โดยเสียงประชาชนข้างมากมาแล้ว...จะถูกหยิบใช้มาเป็นยันต์คุ้มกันอย่างแน่นอน
ถ้าคุ้มกันจากสิ่งชั่วร้ายก็แล้วไป...
แต่คุ้มกันสิ่งที่บิดเบือน บกพร่อง ให้ไม่อาจดำเนินการแก้ไขได้...นี่ต่างหากคือ “อันตราย” ที่ฝ่ายไม่รับเคยพยายามนำเสนอ
แล้วก็เป็นจริงดังว่า...
เพราะ “คาถา” ที่ฝ่ายซึ่งเคยเป็นทั้ง “ผู้ร่าง” “ผู้รับ” “ผู้สนับสนุน” รัฐธรรมนูญ 2550 นำมาใช้ ไม่พ้นไปจากที่ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการลงประชามติมาแล้ว รัฐบาลไม่มีสิทธิ์ยุ่ง
เช่น คนล่าสุดที่ออกโรงมาปกป้องรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นายวรากรณ์ สามโกเศศ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกฯ
นายวรากรณ์ กล่าวว่า “การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะกฎหมายฉบับนี้ผ่านการลงประชามติจากประชาชน และตนเชื่อว่าคนที่มาลงประชามติไม่ใช่คนโง่ ดังนั้น การจะทำอะไรกับกฎหมายรัฐธรรมนูญก็จะต้องเคารพมติของประชาชน”
“ไม่ใช่ว่าได้รับการเลือกตั้งเข้ามาแล้วก็ใช้อำนาจเข้ามาแก้ไข รัฐบาลจะมาอ้างว่าได้รับคะแนนเสียงข้างมาก แล้วคิดจะแก้ไขกฎหมายหรือทำอะไรก็ได้ไม่ได้” (ผู้จัดการออนไลน์ 2 เม.ย. 2550)
คำพูดตลบตะแลงย้อนแย้งกันเองอย่างน่าขัน
ประโยคหนึ่งบอกว่า รัฐธรรมนูญผ่านการลงประชามติจากประชาชน จะแก้ไขก็ต้องเคารพประชาชน
แต่อีกประโยคกลับบอกว่า รัฐบาลที่เข้ามาด้วยเสียงประชาชน...จะมาอ้างเสียงข้างมากไม่ได้
สรุปแล้ว ไม่รู้ว่าอดีตรัฐมนตรีขิงแก่ ให้ความสำคัญหรือไม่ให้ความสำคัญกับเสียงประชาชนกันแน่
และทั้งที่รัฐบาลนี้ก่อนเข้ามาก็ประกาศชัดเจนแล้วว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับอำมาตยาธิปไตย ให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น...
ถ้านายวรากรณ์เชื่อว่าประชาชนไม่ได้โง่จริงตามอย่างที่ปากพูด ก็ต้องยอมรับด้วยว่าประชาชนไม่ได้โง่ที่เลือกพรรคพลังประชาชนเข้ามา
และยิ่งไม่โง่ถึงกับไม่รู้ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญคือหนึ่งในเป้าหมาย
การที่ไม่โง่ รู้ และเลือก จึงเท่ากับเป็นการเห็นพ้องต้องกันว่ามันสมควรแก้ไข...อนุญาตให้แก้ไข...
เว้นเสียแต่นายวรากรณ์จะคิดไปอีกอย่าง คือ คิดว่าประชาชนที่ “รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ได้โง่...
แต่ประชาชนที่ “เลือก” รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศ เข้ามาให้แก้รัฐธรรมนูญนี้ต่างหากที่โง่...
เช่นนั้นหรือเปล่าหนอ
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, April 3, 2008
แก้ รธน.50 ประชาชนไม่โง่ แล้วใครโง่?
“กฎหมายและอำนาจยุบพรรคการเมือง พัฒนาหรือวิบากกรรมสังคมไทย”
ดร.วรพล พรหมิกบุตร กล่าวถึงประเด็นในวันนี้เกี่ยวข้องกับคดียุบพรรค ที่เป็นเพียงปัญหาแค่ส่วนหนึ่งของประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นที่มันเริ่มใหญ่โตในปัจจุบัน เป็นปัญหาของ “กลุ่มอำนาจ” ที่พยายามทำตัวออกนอกระบบประชาธิปไตย เพื่อเข้ามายึดอำนาจโดยผ่านทางรัฐธรรมนูญ 2550 และรัฐธรรมนูญฉบับอื่นที่เกี่ยวข้องนำมาประกอบกัน ที่เรารู้จักกันในนาม “กลุ่มอำมาตยาธิปไตย” ที่เรานิยามกันมา “สั่งยุบพรรคไทยรักไทย... “ยุบพรรคไร้ความโปร่งใส “กฎยุบพรรคล้าหลัง “มือที่มองไม่เห็นจัดฉากล้มพลังประชาชน” “กฎหมาย คมช. มุ่งหักพรรคการเมือง”
การสัมมนาวิชาการเรื่อง “กฎหมายและอำนาจยุบพรรคการเมือง: พัฒนาหรือวิบากกรรมสังคมไทย” จัดโดย คณะนักวิชาการการเมืองเพื่อประชาธิปไตยและสันติวิธี (คปส.) ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม เมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม 2551 ที่ผ่านมา
มีผู้เข้าร่วมสัมมนา อาทิ อ.วสันต์ ลิมป์เฉลิม สมาชิกนักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสันติวิธี นายกมล บันไดเพชร ตัวแทนพรรคพลังประชาชนและนักกฎหมาย นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตคณะกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ 2 และ อ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช นักวิชาการ โดยมี ดร.วรพล พรหมิกบุตร ดำเนินรายการ
ซึ่งไม่ได้เข้ามาแข่งขันกันในรูปแบบพรรคการเมือง แต่ต้องการเข้ามามีอำนาจในระบบการเมืองไทย โดยอาศัยรัฐธรรมนูญ 2550 ใช้อาจแต่งตั้งบุคคลเข้ามามีบทบาท เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เป็นต้น
จะเห็นว่ารัฐธรรมนูญ 2550 เข้ามากดอำนาจประชาธิปไตยของประชาชนให้อยู่ภายใต้อำนาจของผู้ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง โดยใช้อำนาจควบคุมนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง เช่น อาศัยกลไกรัฐธรรมนูญรวมกับ กกต. ในการสั่งยุบพรรค หรือควบคุมผ่านกลไกวุฒิสภา ในการถอดถอนนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ในประเด็นที่เราจะพูดคุยกันในวันนี้จึงเป็นเรื่องของการยุบพรรค รวมไปถึงเรื่องเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ
มีแต่ข้อสงสัย ไร้การติดตามหลักฐาน”
อ.วสันต์ ลิมป์เฉลิม สมาชิกนักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสันติวิธี
การยุบพรรคไทยรักไทย ในแง่ของความชอบธรรมและในแง่ของกฎหมายนั้นไม่น่าที่จะเกิดเหตุการณ์ที่จะทำให้เกิดการยุบพรรคได้ แต่สิ่งที่เราไม่คาดคิดก็สามารถเกิดขึ้นได้ โดยอ้างจากหนังสือของ อ.อมร จันทรสมบูรณ์ ที่วิจารณ์คำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในการยุบพรรคว่ามีความน่าเชื่อถือสูง ถึงแม้ว่าผมจะไม่เห็นด้วย ก็อยากที่จะให้ทุกท่านได้เข้าใจร่วมกัน ถึงสิ่งที่ อ.อมร ได้เขียนไว้ ผมเข้าใจว่าท่านเกิดความสับสนเหมือนกับคนไทยบางกลุ่ม ซึ่งเหตุการณ์ที่ผ่านมายังไม่ได้มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริง มีแต่เพียงการกล่าวหาทั้งนั้น
ที่ศาลรัฐธรรมนูญกล่าวหาว่า ผู้นำพรรคไทยรักไทยมีความขัดแย้งภายในพรรคหรือการกล่าวหาว่ามีผลประโยชน์ร่วมกับต่างชาติที่นำไปสู่กระบวนการยุบพรรคนั้น เป็นเพียงเหตุผลที่กล่าวอ้างที่ไม่ได้มีการพิสูจน์ว่า “ข้อกล่าวหาจะเป็นจริงหรือไม่ นั้นต้องเป็นกระบวนการของการพิสูจน์และหาหลักฐาน”
ส่วนข้อกล่าวหาที่ทำให้เกิดการยุบพรรคนั้น ต่างก็มีข้อเคลือบแคลงสงสัย เมื่อความคิดในเหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดความผิดพลาดขึ้น เราจะมีวิธีการแก้ไขอย่างไร จากที่ได้มีการนำเสนอการทำนิรโทษกรรมนั้น เป็นการตัดสินใจที่ผิด เพราะถ้าเราทำนิรโทษกรรมแสดงว่า เรายอมรับว่าการตัดสินที่ผ่านมาถูกต้อง ผมจึงไม่เห็นด้วยกับการทำนิรโทษกรรมกับกรณีการยุบพรรคในครั้งที่แล้ว และไม่เห็นด้วยกับการบรรเทาโทษ เพราะว่าไม่มีความผิด เมื่อไม่มีความผิดก็ไม่จำเป็นต้องบรรเทาโทษ ตอนนี้ทำได้อย่างเดียวคือการให้อภัยกับ คมช. (คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ) และหลักที่ผมจะนำเสนอคือ “บรรเทาความเสียหาย หยุดโทษที่จะเกิดขึ้น”
โดยตอนนี้ปัญหาที่ดูจะเลอะเลือนมาก คือการที่ให้คนตีความเป็นพวกเดียวกับคนร่างกฎหมายทั้งๆ ที่หลักสากลนั้นจะต้องเป็นกลุ่มคนคนละพวกกัน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว จะหาข้อยุติกับปัญหาให้เกิดความเป็นธรรมได้อย่างไร
แฉเบื้องหลังมีส่วนได้เสีย”
กมล บันไดเพชร ตัวแทนพรรคพลังประชาชนและอดีตนักกฎหมาย
ย้อนกลับไปดูรัฐธรรมนูญ 2540 ที่บอกว่าถ้าผู้สมัครคนใดได้ใบแดง ที่ไม่มีการตัดสินเหมือนกับรัฐธรรมนูญ 2550 เพราะว่าไม่ได้บอกว่า จะนำไปสู่การยุบพรรค ซึ่งเจตนารมณ์เดิมของ รัฐธรรมนูญ 2540 คือการป้องกันไม่ให้เกิดการรัฐประหาร ส่วนการพิจารณาคดีของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่มาจากคำสั่ง คปค. เราก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่า คนกลุ่มนี้มาจากคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองที่มารับรองด้วยรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2549
ซึ่งคดีใดก็ตามที่ค้างอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคดีต่อไป ต่อมาก็ออกมาประกาศ ฉบับที่ 29 กรณีการตัดสินคณะกรรมการบริหารพรรคไม่ให้เข้ารับการมีสิทธิในการรับเลือกตั้ง ซึ่งแท้จริงแล้วผู้ที่มีอำนาจในการสั่งเป็นของศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้นที่มีสิทธิในเรื่องดังกล่าว ผมจึงเห็นว่านี้เป็นเรื่องที่ผิดหลักการทางกฎหมายอย่างชัดเจน
หรือแม้แต่การสอบพยานก็ล้วนแล้วแต่เป็นพยานของฝ่ายผู้กล่าวหาทั้งสิน โดยไม่ได้เรียกให้อีกฝ่ายได้เข้ามาชี้แจ้ง โดยตุลาการรัฐธรรมนูญกล่าวอ้างว่า การยุบพรรคเป็นเรื่องของนายทะเบียนพรรคการเมืองที่คณะกรรมการทำการสอบสวนไม่จำเป็นที่จะต้องกระทำตามระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่กำหนดว่าการสอบสวนต้องให้ทั้ง 2 ฝ่ายเข้ามาชี้แจ้ง ผมทราบว่าในการสอบครั้งนั้นพรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้สอบสวนพยานแล้วว่า ถือเอาคำสอบสวนนั้นเป็นการสอบสวนของคณะอนุกรรมการที่เป็นฝ่ายกระทำ
ส่วนในเรื่องของการชั่งน้ำหนัก นายสุขสันต์ ชัยเทศ ในขณะนั้นเป็นสมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ อ้างตัวเองเป็นกรรมการพรรคพัฒนาชาติไทย จะต้องมีการพิสูจน์ให้เห็นว่าพยานปากนี้ไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ เพราะว่ามีส่วนได้เสียกับพรรคประชาธิปัตย์ ในรายละเอียดปลีกย่อย จะเห็นว่าการสอบพยานนั้น เป็นการเชื่อคำกล่าวหาทั้งหมด และคนที่ประชาชนเลือกมาต้องมาถูกตัดสิทธิทางการเมืองแค่คน 5 คนที่เป็น กกต. และ 9 คนที่เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แล้วเหตุการณ์เช่นนี้กำลังจะเวียนกลับมาให้เห็นอีก
ให้คนไม่กี่คนมีอำนาจบริหารประเทศ”
จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตคณะกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย
ระบบกฎหมายกติกาว่าด้วยการยุบพรรคในปัจจุบัน เป็นกฎหมายที่ล้าหลัง ไม่เห็นความสำคัญของพรรคการเมือง เป็นกฎหมายที่ต้องการให้พรรคการเมืองอ่อนแอ และส่งผลให้ประชาชนเกิดความอ่อนแอด้วย เพราะไม่เคารพหลักประชาธิปไตย ซึ่งกฎหมายดังกล่าวก็ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อการซื้อเสียงตามที่กล่าวอ้าง และตอนนี้ สิ่งที่จะทำให้บ้านเมืองไปสู่สถานการณ์วิกฤตก็เพราะกลุ่มคนที่มาจากการแต่งตั้งเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
ที่ผมสรุปให้เห็นแบบนี้ เพราะว่าระบบกฎหมายว่าด้วยการยุบพรรคไม่ได้เพิ่งมาเริ่มมีปัญหาในตอนนี้ แต่มีปัญหามาตั้งนานแล้ว ซึ่งกระบวนการที่จะทำให้เกิดการยุบพรรคอาศัย กกต. และศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผลมาจากการเพิ่ม มาตรา 237 ที่ถูกใส่ไปในรัฐธรรมนูญ 2550 เกิดวิกฤติการเมืองที่บ้านเมืองตกอยู่ในเงื้อมมือของคนที่มาจากการแต่งตั้งเพียงไม่กี่คน รัฐธรรมนูญ 2550 ทำให้กฎของการยุบพรรคเกิดความเลวร้ายมากที่สุด
คนเพียงไม่กี่คนที่มาจากการแต่งตั้ง 14 คนก็สามารถเปลี่ยนแปลงนาย ก. เปลี่ยนแปลงนโยบายอุดมการณ์ของ ส.ส. ที่ได้ให้สัญญากับประชาชนไว้ ถ้าอย่าง นาย ก.ไปสังกัดพรรคใหม่ แต่ออกมาประกาศใช้นโยบายเดิมก็ถูกกล่าวหาว่าเป็น “นอมินี” อีก การยุบพรรคไม่ใช่เป็นการลงโทษแต่พรรคการเมืองเท่านั้น แต่การยุบพรรคเป็นการลงโทษประชาชนด้วย เป็นการทำลายสิทธิของประชาชน เป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตย และส่งผลให้ระบบพรรคการเมืองเสียหาย ซึ่งการกระทำแบบนี้มันร้ายแรงยิ่งกว่า เด็กหนึ่งคนทำแจกันแตกแล้วโดนตีทั้งห้อง แต่หลังจากโดนตีแล้วโรงเรียนก็ถูกปิดไปเลย แล้วเด็กนักเรียนห้องอื่นที่ไม่รู้เห็นด้วย มันเป็นการกระทำที่ยุติธรรมแล้วหรือ
ในตอนนี้จะยุบพรรคไหนก็คงต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของคนทั้ง 14 คนนี้แล้ว ฉะนั้น บ้านเมืองในตอนนี้ถือว่าไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายของประชาธิปไตย แต่อยู่ภายใต้เงื้อมมือของคนไม่กี่คนที่มาจากการแต่งตั้ง ต้นตอก็มาจากคณะยึดอำนาจ ถึงแม้ว่าจะมีการต่อสู้กันตามเกณฑ์ และถึงแม้ว่าในตอนนี้ประชาชนจะเป็นผู้ชนะ แต่อย่าลืมว่าใครเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ ถ้าเราจะไปดูคดีของพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตยที่จะเกิดการยุบพรรค เห็นท่าว่าจะรอดยาก ถ้าว่ากันตามกฎหมาย เพราะว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นฉบับที่ล้าหลังไม่เป็นประชาธิปไตย เป็นภัยร้ายแรงต่อการพัฒนาและฟื้นฟูประชาธิปไตยต่อไปในอนาคต
ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ 2
จากที่คุณจาตุรนต์ได้กล่าวในตอนท้ายไว้ว่า ถ้าพระหนึ่งรูปปาราชิก แสดงว่าพระทั้งวัดก็ต้องปาราชิกทั้งหมด แล้วก็เผาวัดทิ้งไปเลย แล้วทำไมวันนี้พรรคที่มีเจตนาอย่างชัดเจนอย่างประชาธิปัตย์ที่เรียกร้องมาตรา 7 และวันที่ 24 มีนาคม 2549 ที่ตั้งเวทีปราศรัยที่ท้องสนามหลวง คุณอภิสิทธิ์บอกอย่างชัดเจนว่าอยากให้มีนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 7 แสดงว่าคุณอภิสิทธิ์ต้องการล้มรัฐธรรมนูญ 2540
เราจะเห็นว่าคนของพรรคประชาธิปัตย์บางคนมีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกพันธมิตรที่ออกมาทำการเคลื่อนไหวจนกระทั่งวันเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ก็จะเห็นแกนนำพันธมิตรเป็นจำนวนมากที่มาอยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ หนึ่งในนั้นคือ สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์
ถามว่า ศาลรัฐธรรมนูญใช้ตรรกะข้อใดมาอธิบายว่า พรรคไทยรักไทยล้มล้างรัฐธรรมนูญ จนมาถึงพรรคพลังประชาชนที่ได้มีกระบวนการตั้งธงว่า เมื่อมีการฉีกรัฐธรรมนูญแล้ว ก็จะทำลายระบบคุณทักษิณทั้งมือซ้ายมือขวาให้หมดสิ้น
จนมาถึงเรื่องของคุณยงยุทธ (ติยะไพรัช) ที่ไม่ได้เป็นคนในบ้านเลขที่ 111 จึงตกเป็นเป้าหมาย ซึ่ง “ผู้การ ท.” และ “พันตำรวจโท ส.” “พลเอก ส.” สั่งการให้ “ผู้การ ท.” ไปดูคดีที่ จ.เชียงรายว่าสามารถเอาผิดได้บ้าง แต่ปรากฏว่าไม่มี เอาผิดไม่ได้ ท่านเสรีพิศุทธ์ (เตมียาเวส) จึงสั่งย้าย ผู้การ ท.ไปที่ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส การจัดฉากที่เกิดขึ้นมาจากการเกิดรัฐประหารที่คิดว่า คุณทักษิณหรือพรรคไทยรักไทยเป็นตัวปัญหา จึงเป็นอุปสรรคมากที่ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งให้การสนับสนุนให้อีกพรรคหนึ่งมาบริหารประเทศ แต่เป็นเรื่องที่ยากมาก และไม่มีวี่แววจะเกิดขึ้น จึงได้ทำการดังกล่าวขึ้นมา
ถ้าคุณยงยุทธเป็น กุญแจสำคัญ ที่จะทำให้เกิดการยุบพรรคพลังประชาชน การจัดฉากต่างๆ มีตั้งแต่คำสั่งของ คมช. แล้ว มีคำสั่งของมือที่มองไม่เห็นที่จะให้พรรคประชาธิปัตย์มาบริหารประเทศ
ณ วันนี้กฎหมายในเมืองไทยไม่สามารถใช้ได้ เพราะเป็นการบังคับแค่คนกลุ่มหนึ่ง และเป็นสิ่งที่สืบอำนาจมาจากคณะรัฐประหาร ถ้าเรายังปล่อยให้เป็นเช่นนี้ รับรองว่าพรรคพลังประชาชนถูกยุบ 100 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้น ภาคประชาชนต้องรวบรวมรายชื่อให้ได้ 50,000 คนและรีบยื่นให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งมองว่าเป็น “ทางรอด” แค่ทางเดียว
อ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช นักวิชาการ
แนวโน้มของกฎหมายที่ใช้ในการยุบพรรค มีคำสั่ง คปค. ฉบับที่ 27 ข้อ 3 เอามาใส่ในมาตรา 68 กำหนดให้มีการเพิกถอนการเลือกตั้งย้อนหลัง เกิดเป็นประเด็นข้อกฎหมายว่าจะใช้กฎหมายไปเพิกถอนในภายหลังได้หรือไม่ เหมาะสมหรือไม่ที่เอาคำสั่งของ คมช. มาใส่ใน รัฐธรรมนูญ จากการที่ศึกษาเห็นว่าให้ยกเลิกการประหารชีวิต เพื่อให้สอดคล้องกับสิทธิพลเมือง ฉะนั้น ต่อไปจะมีการออกกฎหมายย้อนหลังได้อย่างนั้นหรือ เพราะว่ามันไม่ใช่กฎหมายอาญา ถ้าต่อไปถือเอาคดียุบพรรคนำมาเป็นบรรทัดฐาน ก็จะมีคนใช้กฎหมายย้อนหลังนำมาเล่นงานกัน ซึ่งในอนาคตต่อไปอาจมีเพิ่มมากขึ้น เพราะว่า “มันเนียน” กว่าการเกิดรัฐประหาร
ในมาตรา 237 ในรัฐธรรมนูญ 2540 ไม่มีอยู่ในหมวดคณะกรรมการการเลือกตั้ง จะมีความเหมาะสมหรือไม่ เพราะว่าเหมือนเป็นการให้อำนาจกับ กกต. มากเกินไป คล้ายกับมาตรา 68 เหมือนกันในแง่ของการกล่าวต่อท้ายด้วยคำว่า “ถือว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ” ตอนร่าง สสร.บอกว่าใช้เฉพาะ ส.ส. เท่านั้น แต่พอมีคดีเอกสารลับของ คมช. ก็เอามาตรา 309 ปิดปากเงียบ ส่วนในมาตรา 103 กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งให้เสนอการยุบพรรคให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งกรรมการของพรรคนั้น และให้มีการดำเนินคดีทางอาญากับผู้นั้น
จะเห็นว่ารุนแรงมาก ถ้าสังเกตดีๆ มีต่อท้ายประโยคว่า “ผู้นั้น” แสดงว่าไม่เกี่ยวกับ “ผู้อื่น” แต่ตอนเพิกถอนไม่มีคำว่า “ผู้นั้น” แต่ใช้คำว่า “พรรคนั้น” แสดงว่า เหมารวมทั้งหมด และในมาตรา 237 และมาตรา 68 ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้แสดงความบริสุทธิ์ จะเห็นว่าคณะรัฐประหารมุ่งใช้กฎหมายไปที่พรรคใดพรรคหนึ่ง
ถ้ารัฐบาลยอมพ่ายแพ้ต่ออำมาตยาธิปไตย ก็จะมีแนวโน้มการกอบโกยอำนาจกลับมารุ่งเรืองอีก แต่ถ้ารัฐบาลลุกขึ้นมาต่อสู้กับอำนาจอำมาตยาธิปไตย จะต้องอาศัยพลังมวลชนทั่วประเทศออกมาสนับสนุนอย่างชัดเจน ร่วมมือกันสนับสนุนรัฐบาลและพร้อมที่จะออกมาเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านอำนาจที่ไม่ชอบธรรม เพื่อรักษาอำนาจประชาธิปไตยไว้
ทิศทางการเมืองของเอ็นจีโอพันธมิตร
เมื่อคืนวันที่ 28 มีนาคม บนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีนักพัฒนาขององค์การเอกชน ที่นิยมเรียกว่า เอ็นจีโอ จากคำย่อในภาษาอังกฤษ non–governmental organization หลายคน เช่น บรรจง นะแส สุริยัน ทองหนูเอียด ขึ้นไปแสดงตัว และได้ยินประกาศชื่อ บำรุง คะโยธา วีรพล โสภา กึ่งผู้นำเกษตรกรกึ่งเอ็นจีโอ อีกด้วย นี่ไม่รวม พิภพ ธงไชย สุริยะใส กตะศิลา
ซึ่งเป็นแกนนำของพันธมิตรฯ แสดงให้เห็นว่า เอ็นจีโอเหล่านี้ ยังร่วมหัวจมท้ายกับขบวนการทางการเมืองที่เปิดประตูให้ทหารก่อรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน ล้มเลิกระบอบประชาธิปไตย แล้วสถาปนาระบอบเผด็จการทหารขึ้นมาอีก หลังจากนั้น ขบวนการนี้กลายเป็นสมุนเผด็จการ และเผยแพร่ความคิดทฤษฎีอุดมการณ์อนุรักษนิยม ทิศทางของเอ็นจีโอพันธมิตรจึงน่าเป็นห่วง
ผมเขียนถึงพวกเขาในฐานะที่เคยเป็นเอ็นจีโอ และเป็นพี่เป็นเพื่อนมากว่า 10 ปี เมื่อขบวนการ สนธิ ลิ้มทองกุล ก่อตัวขึ้น ผมได้เห็น ได้ยิน ได้ฟังว่า เอ็นจีโอจำนวนหนึ่งๆ กำลังตัดสินใจเข้าร่วมการเคลื่อนไหวขับไล่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร กับขบวนการนี้ แล้วก็เริ่มเข้าร่วมตั้งแต่การชุมนุม 4 กุมภาพันธ์ 2549 ต่อมา ไม่เพียงเอ็นจีโอส่วนใหญ่ คนเดือนตุลา หรืออดีตฝ่ายซ้ายกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ก็เข้าร่วม ทั้งๆ ที่ขบวนการสนธิ ซึ่งขยายตัวเป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ชูคำขวัญที่พวกเขาเคยวิพากษ์มาเสมอ
ความจริงเป็นเรื่องเข้าใจได้ เพราะเอ็นจีโอเติบโตมาจากการต่อต้านรัฐ ต่อต้านทุนนิยมโลกาภิวัตน์ และฝ่ายซ้ายเคยผ่านการต่อสู้ต่อต้านระบอบเผด็จการทหารก่อนกรณี 14 ตุลาคม 2516 มาถึงกรณีนองเลือด 6 ตุลาคม 2519 ต่อต้านจักรพรรดินิยมอเมริกา และเข้าร่วมขบวนการปฏิวัติที่นำโดยพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย จึงเกลียดเผด็จการ รักชาติ และคัดค้านทุนนิยม และที่สำคัญ เอ็นจีโอกลุ่มนี้ไม่ชอบอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร มาตั้งแต่เดือนแรกๆ และได้ต่อสู้คัดค้านรัฐบาลนี้มากว่า 5 ปี
เวลานั้นผมยังไม่รู้สึกอะไร ด้วยเห็นว่าเป็นเสรีภาพทางความคิดเห็นและความเชื่อ การเข้าร่วมชุมนุม ก็เป็นเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน พวกเขาส่วนใหญ่แสดงความคิดเห็นไปในทางเห็นด้วยทั้งโดยตรงและโดยอ้อม เช่น ไม่มีทางออก เป็นสิ่งจำเป็น พวกเขาส่วนใหญ่พยายามสร้างความชอบธรรมให้แก่รัฐประหาร
โดยพูดว่า ระบอบเผด็จการทหารดีกว่าระบอบทักษิณ แล้วมีไม่น้อยร่วมวิจารณ์โจมตีผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร โจมตีฝ่ายต่อต้านเผด็จการว่าเป็นลิ่วล้อทักษิณ เป็นพวกอำนาจเก่า บางคนถึงกับเรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และรัฐบาลปราบปรามประชาชนฝ่ายต่อต้านเผด็จการ พวกเขามีท่าทีดีต่อ คมช. สนับสนุนรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และเข้าร่วมการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 จุดยืนและความคิดทางการเมืองเสื่อมทรามลง จากเป็นนักประชาธิปไตยมาเป็นฝ่ายเผด็จการ
เกือบ 2 ปีที่ผ่านมา เอ็นจีโอกลุ่มนี้ไม่ได้สรุป ไม่ได้เรียนรู้อะไร ยังท่องคาถาสนธิ คาถาหมอประเวศ ร้องเพลงเก่า “ระบอบทักษิณ” “เผด็จการรัฐสภา” “ประชาธิปไตยไม่ใช่การเลือกตั้งอย่างเดียว” “พรรคการเมืองไม่ดี นักการเมืองเลว” “ประชาชนไม่รู้ข้อมูลข่าวสาร เสียงของประชาชนไม่มีคุณภาพ”
ทั้งๆ ที่พวกเขาเอ่ยถึงประชาชนไม่เว้นแต่ละวัน ว่าประชาชนเป็นเป้าหมายและเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา ผมคิดว่า จนกระทั่งวันนี้ เอ็นจีโอกลุ่มนี้ก็เหมือนกับปัญญาชนคนชั้นกลางฝ่ายพันธมิตรฯ คงยังไม่รู้ว่าทำไมประชาชน 10 กว่าล้านไปออกเสียงลงประชามติไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 และทำไมจึงไปลงคะแนนเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชนอย่างท่วมท้น จนได้เป็นรัฐบาล เอ็นจีโอพันธมิตรจึงไม่ใช่เพื่อนของประชาชนอย่างแท้จริง
ยิ่งสถานการณ์ปัจจุบัน ยังคงเป็นการต่อสู้ทางความคิดการเมืองระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยและเผด็จการ การไปยืนอยู่กับพันธมิตรฯ ที่ออกมาต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยเฉพาะคัดค้านกระแสแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 โดยเอารัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาใช้ ยิ่งแสดงออกอย่างชัดเจนมากขึ้นว่า เอ็นจีโอกลุ่มนี้
ซึ่งเคยมีส่วนร่วมในการจัดทำอย่างแข็งขัน สนับสนุนรัฐธรรมนูญของ คมช. ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย หากเป็นอำมาตยาธิปไตยมากกว่า พวกเขายืนอยู่กับฝ่ายนิยมเผด็จการ ซึ่งมีแนวโน้มเป็นกองหน้าของอำมาตยาธิปไตย และกำลังสร้างเงื่อนไขให้เกิดรัฐประหารอีก อันจะเป็นการทำร้ายประชาชน ทำร้ายประเทศชาติซ้ำสอง
รีบถอนตัวเถอะ อย่าถลำลึกจมปลักเผด็จการอีกต่อไป!
จรัล ดิษฐาอภิชัย
จดหมายเปิดผนึกจาก ดร.วรพล พรหมิกบุตร กรณีสื่อเทียม (จบ)
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
ข.กรณีรายการ “ยามเฝ้าแผ่นดิน” ออกอากาศทางเอเอสทีวี
ผู้ดำเนินรายการชายและหญิงสนทนาในรายการอย่างเออออสอดรับราบรื่นกันดี ฝ่ายหนึ่งเปิดประเด็น อีกฝ่ายหนึ่งเสริมประเด็นให้ผู้ชมเห็นจนได้ว่า นายวรพล มี “ที่มาที่ไปแบบนี้นี่เอง แล้วจะให้เข้าใจว่ายังไง” (ข้อสังเกตของคุณจินดารัตน์) หลังจากนั้นผู้ดำเนินรายการอีกท่านหนึ่งก็กล่าวเสริมสอดรับอีกหลายประโยคถัดมาว่า “ถ้าไม่มีใครมาล้วงประวัติเนี่ย ก็นึกว่าเป็นความบริสุทธิ์จากนักวิชาการ (คำสอดรับจากคุณปานเทพ)
ข้าพเจ้าศึกษาสาระข้อความจากผู้ดำเนินรายการชายหญิง 2 ท่านนี้แล้ว ทำให้นึกคิดเทียบเคียงกับการดำเนินรายการ “เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร” และ “ไม่สัญจร” ของพิธีกรคู่ขวัญชายหญิงอีกคณะหนึ่ง ในสังกัดสถานีเอเอสทีวีและเครือหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ว่าสามารถดำเนินรายการสนทนาเออออสอดรับทำนองนี้กันได้เหมาะเจาะกัน
จนกระทั่งผู้ดำเนินรายการฝ่ายชายซึ่งเป็นแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย ถูกศาลอาญาพิพากษาจำคุกโดยไม่รอการลงโทษไปแล้วเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยคำพิพากษาตอนหนึ่งสื่อความหมายชัดเจนว่า ผู้ดำเนินรายการฝ่ายชายท่านนั้นกระทำการใส่ความผู้อื่นโดยเปิดประเด็นใหม่ๆ ในการใส่ร้ายอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มุ่งจะให้มีการพิสูจน์
ข้าพเจ้าวิเคราะห์สาระข้อความที่ผู้ดำเนินรายการยามเฝ้าแผ่นดินกล่าวถึงเหตุการณ์และบุคคลต่างๆ หลายคน รวมทั้งถึงข้าพเจ้า ก็เห็นมีการเปิดประเด็นใหม่ๆ โดยการกล่าวถึงข้อเท็จจริงบางส่วนผสมปนเปกับคำกล่าวอ้างที่ไม่ตรงกับความจริง แต่สื่อความหมายไปในทางทำลายความน่าเชื่อถือของข้าพเจ้า และความเที่ยงตรงสุจริตในการทำงานทางวิชาการและงานการเมืองภาคประชาชนของข้าพเจ้า เช่น คุณจินดารัตน์กล่าวอ้างว่า “ดูไปดูมารายชื่อของนักวิชาการที่ไปร่วมยื่นหนังสือ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนไปร้องกองปราบฯ ให้แจ้งความดำเนินคดีกลับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย”
คำกล่าวอ้างของคุณจินดารัตน์เป็นเท็จ เพราะในรายการชื่อนักวิชาการที่ร่วมลงนามยื่นหนังสือมอบให้ ดร.ชูศักดิ์ ศิรินิล ที่ตึกบัญชาการทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2551 ไม่มีรายชื่อนักวิชาการคนใดปรากฏอยู่ในรายชื่อผู้แจ้งความดำเนินคดีต่อกลุ่มพันธมิตรฯ ที่กองบังคับการกองปราบปรามฯ ตามที่คุณจินดารัตน์และทีมงานนักสื่อสารมวลชนผู้จัดทำรายการยามเฝ้าแผ่นดินกล่าวอ้างเลย
แต่คำพูดของคุณจินดารัตน์เผยแพร่สู่สาธารณชนทั้งภายในและภายนอกประเทศไปเรียบร้อยแล้ว การตรวจสอบพิสูจน์ความจริงเรื่องนี้อาจกระทำได้โดยง่าย ด้วยการขอตรวจดูสำเนาหนังสือราชการ 2 ส่วนประกอบ คือ สำเนาหนังสือบักทึกที่คณะวิชาการยื่นต่อรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และสำเนาบันทึกประจำวันกองปราบปรามฯ
ซึ่งสื่อมวลชนหลายสำนักได้รับสำเนาไปบางส่วนแล้ว คุณจินดารัตน์กล่าวอ้าง “แถมยังพบว่า นายวรพล พรหมิกบุตร ที่ถูกทาบทามให้เข้ามาดูแลสถานีโทรทัศน์ MV 26 ซึ่งเป็นของพรรคการเมืองของรัฐบาล ฝั่งอำนาจเก่า” คำกล่าวอ้างข้อนี้สอดรับกับคำกล่าวอ้างเสริมของคุณปานเทพในรายการยามเฝ้าแผ่นดินครั้งเดียวกันว่า “2 ตุลาคม มีแนวคิดดำเนินรายการของ MV 26 นะครับ ที่ตอนนั้น MV 26 ค่อนข้างเข้าข้างไปทางคุณทักษิณ”
คำกล่าวอ้างของคุณจินดารัตน์สอดรับกับคำกล่าวอ้างของคุณปานเทพข้างต้น ไม่ตรงกับความจริง แต่ได้เผยแพร่สู่ผู้ชมรายการจำนวนมากเสมือนหนึ่งเป็นความจริง
ข้าพเจ้าได้รับการทาบทามจากคณะทำงานสถานีเคเบิลทีวี MV 26 ซึ่งข้าพเจ้าไม่เคยรู้จักกับบุคคลเหล่านี้เป็นส่วนตัวมาก่อน โดยคณะผู้ทาบทาม 3 คน (ชาย 1 คนและหญิง 2 คน) ทาบทามข้าพเจ้าภายหลังการอภิปรายที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ให้ข้าพเจ้าร่วมทำงานนอกเวลาราชการ เป็นพิธีกรดำเนินรายการ “ทางออกภายในประเทศไทย” ไม่ใช่ทาบทามข้าพเจ้าไปเป็น “ผู้ดูแลโทรทัศน์ MV 26”
ในขณะที่มีการทาบทามข้าพเจ้าก็ไม่เคยรู้จักสถานีโทรทัศน์ของ “พรรคการเมืองฝั่งรัฐบาล ฝั่งอำนาจเก่า” ตามที่คุณจินดารัตน์เปิดประเด็นกล่าวอ้างในรายการยามเฝ้าแผ่นดินหรือไม่
ข้าพเจ้าดำเนินรายการ “ทางออกประเทศไทย” รวมทั้งสิ้นเป็นเวลา 1 เดือนครึ่ง ได้รับค่าตอบแทนโดยสุจริตทั้งสิ้น 45,000 บาท หักภาษี ณ ที่จ่ายตามกฎหมาย และไม่เคยเรียกรับผลประโยชน์อื่นใดจากสถานีโทรทัศน์ หรือจากพรรคการเมืองใด หรือจากบุคคลใดที่ได้รับเชิญมาร่วมรายการ ข้าพเจ้ายุติการดำเนินรายการดังกล่าว เพราะเป็นงานที่ต้องใช้เวลาถ่ายทอดสด วันจันทร์-ศุกร์ ซึ่งข้าพเจ้าเหนื่อยจากงานบริหารทางวิชาการต่อองค์กรประชาธิปไตยส่วนอื่นๆ อยู่แล้ว จึงตัดสินใจลดภาระงานและลดรายได้ของตนจากการดำเนินรายการ “ทางออกประเทศไทย” ลง เพื่อมีเวลามากขึ้นในการทำงานวิชาการบริการประชาชนโดยไม่จำเป็นต้องเรียกรับรายได้เช่นที่กระทำวันนี้
คุณจินดารัตน์ตั้งข้อสังเกตในรายการยามเฝ้าแผ่นดินโดยกล่าวพาดพิงถึง “นายวรพล” ว่า “อ๋อ ที่มาที่ไปแบบนี้นี่เอง แล้วจะให้เข้าใจว่าอย่างไร” และคุณปานเทพกล่าวเสริมเป็นการแจกแจง “รอยประวัติของคนอย่าง อ.วรพล พรหมิกบุตร” เพื่อกล่าวสรุปต่อมาว่า “ถ้าไม่มีใครมาล้วงประวัติเนี่ย ก็นึกว่าเป็นความบริสุทธิ์จากนักวิชาการ”
ข้าพเจ้าจึงขอแจกแจง “รอยประวัติของคนอย่าง อ.วรพล พรหมิกบุตร” เพิ่มเติมให้ทราบโดยบันทึกแนบท้ายให้เห็นนอกจากนายวลพลจะมี “ความสัมพันธ์กับ นปก. จริง” แล้ว นายวรพลยังมีความสัมพันธ์โยงใยกับใครในการเมืองไทยอีกบ้างตลอดชีวิตการทำงานที่เกี่ยวข้อง
เมื่อพิจารณารอยประวัตินายวรพลเพิ่มเติมจากบันทึกแนบท้ายนี้แล้ว ข้าพเจ้าขอย้อนกลับมาตอบคำถามของคุณจินดารัตน์ข้างต้นว่า “อ้อ ที่มาที่ไปเป็นแบบนี้นี่เอง แล้วจะให้เข้าใจว่าอย่างไร” โดยมีคำตอบให้คณะทำงานรายการยามเฝ้าแผ่นดินและสื่อมวลชนสำนักอื่นๆ พิจารณาเลือกใช้ดุลพินิจ 2 ประการคือ (1) ให้เข้าใจตามหลักวิชาการสังคมวิทยาสื่อสารมวลชนได้ว่า “สื่อบิดเบือน” คือ สื่อมวลชนที่เผยแพร่ความเท็จ หรือ (2) ให้เข้าใจตามที่ผู้ดำเนินรายการยามเฝ้าแผ่นดินใช้ความพยายามจะให้ผู้ชมเข้าใจได้ว่า นายวรพลเป็นคนที่ควรถูก “นึกว่าเป็นความบริสุทธิ์จากนักวิชาการ” ตามที่คุณจินดารัตน์แนะนำว่าไม่บริสุทธิ์เช่นนั้นหรือไม่
คุณปานเทพอภิปรายย้อนรอยประวัติศาสตร์การทำงานของข้าพเจ้าประมาณ 9 ประเด็น ข้าพเจ้าจะช่วยให้ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อประโยชน์ต่อทุกฝ่ายดังนี้
วันที่ 20 มิถุนายน 2550 นายวรพล ขึ้นเวทีปราศรัย นปก. ท้องสนามหลวง และปราศรัยช่วยกันบริจาคเงินในการต่อสู้กับเผด็จการ
เรื่องนี้จริงเป็นอย่างยิ่ง และข้าพเจ้าภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ขึ้นเวทีปราศรัย นปก. ท้องสนามหลวง เพื่อร่วมกับประชาชนในการต่อสู้กับเผด็จการ คมช. และข้าพเจ้าร่วมบริจาคเงินสมทบในวันนั้นด้วยจำนวน 3,000 บาทถ้วน เป็นเงินจากรายได้ประจำในอาชีพวิชาการ
นอกจากนั้น ข้าพเจ้าไม่เคยคิดจะอภิปรายสนับสนุนเวทีปราศรัยของ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” เลยแม้จะมีความสัมพันธ์ด้านการงานกับแกนนำพันธมิตรฯ หลายคน เพราะข้าพเจ้าเห็นว่า ชื่อจัดตั้งของคนกลุ่มนี้ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ตั้งหน้าตั้งตาโค่นล้มรัฐบาลพรรคไทยรักไทย และรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคพลังประชาชน
วันที่ 20 กรกฎาคม 2550 นายวรพลเรียกร้องให้ปล่อยแกนนำ นปก.
เรื่องนี้จริงเป็นอย่างยิ่ง สืบเนื่องจากตัวข้าพเจ้าเองถูกเจ้าหน้าที่ที่ใช้แก๊สน้ำตา โล่ และกระบอง ขับไล่ผลักดันด้วยการใช้อำนาจรุนแรงต่อประชาชน บนถนนหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ในคืนวันเกิดเหตุ และข้าพเจ้ายังได้เสนอตัวเป็นพยานฝ่าย นปก. โดยให้ถ้อยคำเป็นพยานฝ่าย นปก. โดยให้ถ้อยคำเป็นพยานต่อพนักงานสอบสวนแล้ว
นายวรพลบอกว่าขณะนี้ประชาธิปไตยไทยมีความเปราะบาง อาจนำไปสู่ความรุนแรง
เรื่องนี้เป็นความเห็นจากการวิเคราะห์ข้อมูลสถานการณ์หลายส่วนประกอบกัน รวมทั้งข้อมูลความเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ
วันที่ 19 กันยายน 2550 นายวรพลและกลุ่มคนเดือนตุลาฯ ไม่เอาเผด็จการ แถลงเรียกร้องให้ลบชื่อ อ.ธีรยุทธ บุญมี ออกจากทำเนียบนักวิชาการและทำเนียบวีรชนประชาธิปไตยด้วย
เรื่องนี้เป็นความจริง
วันที่ 30 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา นายวรพลขึ้นเวทีปราศรัยร่วมกับอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ที่ลานคนเมืองกรุงเทพ
เรื่องนี้เป็นความจริงอย่างยิ่ง และเป็นความภูมิใจในประวัติการทำงานอย่างยิ่งที่นักวิชาการไร้อันดับอย่างข้าพเจ้ามีโอกาสอภิปรายแลกเปลี่ยนข้อมูลและโลกทัศน์กับนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ที่ได้รับความเชื่อถือสูงทั้งภายในและต่างประเทศ เช่น คุณปองพล อดิเรกสาร คุณอดิศร เพียงเกษ คุณจาตุรนต์ ฉายแสง และ นพ.ทศพร เสรีรักษ์ เป็นต้น
กรณีกล่าวอ้างว่านายวรพลรับการทาบทามเป็นผู้ดูแลสถานีโทรทัศน์ MV 26 ข้าพเจ้าขอให้ข้อมูลแล้วว่าเป็นการกล่าวอ้างขัดกับความจริง
วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2551 นายวรพลให้ความเห็นว่าตุลาการรัฐธรรมนูญทั้งคณะต้องลาออก
เรื่องนี้เป็นความจริงอย่างยิ่ง และในวันที่ 30 มีนาคม ศกนี้ ข้าพเจ้าจะนำเสนอบทวิเคราะห์คำวินิจฉัยตุลาการรัฐธรรมนูญ (เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2550) ฉบับสมบูรณ์ให้สื่อมวลชนและสาธารณชนรับทราบอีกครั้ง ว่าเป็นคำวินิจฉัยที่เหมาะสมถูกต้องตามหลักนิติธรรมหรือไม่เพียงใด
วันที่ 10 มีนาคม นายวรพลพร้อมด้วย รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ ดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษ นายสนธิ ลิ้มทองกุล และแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ หลังจากกลุ่มพันธมิตรฯ มีการแค่ประชุมออกแถลงการณ์
เรื่องนี้ นายวรพล อ.พิชิต และ อ.วสันต์ มีชื่อปรากฏในแถลงการณ์ตำหนิติติงกลุ่มพันธมิตรฯ และแนะนำประชาชนให้ดำเนินมาตรการทางกฎหมายเพื่อป้องกันการปะทะรุนแรงระหว่างองค์กรภาคประชาชน
รศ.ดร.พิชิต มีภาระการงานและไม่ได้เดินทางไปร่วมแจ้งความกล่าวโทษ นายสนธิ ลิ้มทองกุล และพวกที่กองปราบปรามฯ หรือที่อื่นใดมาก่อน
ส่วนแถลงการณ์ของกลุ่มพันธมิตรฯ มีข้อความที่อาจเข้าข่ายเป็นการกระทำผิดกฎหมายอาญา ประชาชนจึงร่วมกันแจ้งความให้ตำรวจพิจารณาดำเนินคดี ซึ่งพนักงานสอบสวนรับเรื่องร้องทุกข์ดังกล่าว เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไปแล้ว โดยมีการประสานงานระหว่างกองปราบปรามฯ กับสถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม ซึ่งเป็นท้องที่เกิดเหตุ
คุณปานเทพกล่าวถึง “อาจารย์คนนี้” (เข้าใจว่า คือนายวรพล) และ “วิธีการของคนคนนี้” โดยกล่าวว่า “แต่ว่าเอาล่ะ เมื่อเราเข้าใจว่ากลุ่มคนเหล่านี้ คือ คนกลุ่มทำนองเดียวกัน คิดคล้ายๆ กัน ทำอะไรเพื่อประโยชน์ของคนกลุ่มเดียวกันของรัฐบาลชุดนี้และพรรคพลังประชาชน”
เรื่องนี้เป็นความเข้าใจผิดอย่างยิ่งยวดของคุณปานเทพ และ “อาจารย์คนนี้” สามารถยืนยันว่า การทำงานทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ของ “อาจารย์คนนี้” และของบุคคลจำนวนมากใน “คนกลุ่มทำนองเดียวกัน” เป็นการทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนส่วนรวมในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่หากพรรคพลังประชาชนและบุคคลต่างๆ ในรัฐบาลชุดนี้มีความเห็นสอดคล้องกัน ทำนองเดียวกันว่ามีการบริหารประเทศเพื่อประโยชน์ของประชาชน ก็ถือได้ว่าเป็นความสอดคล้องที่น่ายินดีสำหรับประชาชนส่วนรวมของประเทศ แม้ว่ากลุ่มพันธมิตรฯ จะดำเนินการเคลื่อนไหวขัดขวางหรือไม่ ก็เป็นไปตามสภาพการณ์สังคมไทย
คุณจินดารัตน์ตั้งชื่อเรียก “คนกลุ่มนี้” ว่า “กลุ่มอาจารย์รักทักษิณ” แล้วคุณปานเทพกล่าวเออออสอดรับกระหนุงกระหนิงว่า “เออ กลุ่มอาจารย์รักทักษิณ ชัดๆ ไปเลยครับ อย่าไปอายครับ ทำอะไรให้ชัดเจน ประชาชนเขาจะไม่สับสนครับ”
ข้าพเจ้าคิดว่าหากเรียกชื่อนักวิชาการกลุ่มนี้ว่า “กลุ่มอาจารย์นับถือนายกรัฐมนตรีทักษิณ” จะฟังได้ชัดเจนกว่าชื่อ “กลุ่มอาจารย์รักทักษิณ” และผมยินดีหากจะถูกเรียกว่าเป็น “อาจารย์นับถือนายกรัฐมนตรีทักษิณ” โดยไม่มีอะไรให้อายครับ ชัดเจน ไม่มีความสับสนต่อประชาชนเลย
ส่วนชื่อกลุ่ม “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ที่นายจ้างผู้ดำเนินรายการยามเฝ้าแผ่นดินใช้เรียกกลุ่มจัดตั้งของตนจนถึงทุกวันนี้ ควรถูกพิจารณาเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องตรงกับรูปธรรม การดำเนินงานของกลุ่มด้วย เพื่อไม่ให้ประชาชนสับสนกันไปยิ่งกว่าทุกวันนี้
คุณปานเทพกล่าวว่า “ถ้าไม่มีใครมาล้วงประวัติเนี่ย ก็นึกว่าเป็นความบริสุทธิ์จากนักวิชาการ”
ข้าพเจ้าจึงขอช่วยแจ้งข้อมูลเพิ่มเติมให้ครบถ้วนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับ “เบื้องหลังความสัมพันธ์ของ รศ.ดร.วรพล พรหมิกบุตร ทางการเมือง” เพื่อสื่อมวลชนสำนักอื่นๆ ช่วยตรวจสอบทั้งนายวรพลและนายปานเทพด้วยว่า มีความบริสุทธิ์เชิงวิชาชีพเพียงใดหรือไม่
นายวรพล พรหมิกบุตร
เชื้อชั่วเผด็จการขวางแก้ รธน.
บิ๊กโบ๊ต (แทน)
กระแสการแก้ไขรัฐธรรมนูญเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกขณะ
อย่างน้อยที่สุดก็ชัดเจนว่าประชาชนส่วนใหญ่จากหลายภาคส่วนเห็นพ้องกันว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 มีเนื้อหาหมกเม็ด เป็นโทษต่อการพัฒนาบ้านเมืองทั้งในวันนี้และในวันข้างหน้า สมควรที่จะได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน
แม้ว่าจะมีความเห็นแตกต่างกันอยู่บ้างในรูปแบบการแก้ไข การรณรงค์ การเคลื่อนไหว หรือแม้แต่ตัวเนื้อหาของรัฐธรรมนูญที่ยังเห็นต่างกันอยู่บ้างว่า ควรแก้ไขมาตราใดบ้าง
แต่อย่างน้อยสำหรับประชาชนชาวบ้านร้านตลาดก็ดูจะสบายใจได้ว่า การเรียกร้องแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้นในขณะนี้ ไม่ใช่เป็นการกระทำไปเพื่อประโยชน์ของใครคนใดคนหนึ่ง หรือใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอย่างแน่นอน
เพราะการที่กลุ่มคนซึ่งออกมาเคลื่อนไหว มีที่มาจากต่างกลุ่มต่างขั้ว แต่มีความคิดเห็นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ย่อมหมาย
ถึงการมาด้วยใจ ไม่ได้มีใครหลอกลวง ชักจูง หรือแม้แต่จ้างวานแน่
ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนิสิตนักศึกษา ที่นำโดยสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ที่ในอดีตเคยมีบทบาทร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯ แต่ถึงวันนี้ก็มีจุดยืนชัดว่าจะสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเต็มที่
พร้อมกับการประสานงานกับเครือข่ายในมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อจัดเวทีให้ความรู้กับเพื่อนนิสิตนักศึกษา รวมทั้งประชาชน ถึงความจำเป็นที่จะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550
ซึ่งจะมีการประเดิมเวทีแรกกันที่ ม.รามคำแหง และขยับขยายไปในภาคต่างๆ
ทั้งภาคอีสานที่ ม.ขอนแก่น ภาคเหนือที่ ม.นเรศวร และภาคใต้ที่ ม.สงขลานครินทร์
หรือจะเป็นองค์กรภาคประชาชน 8 กลุ่ม 35 องค์กร ที่รวมตัวกันใหม่ ภายใต้ชื่อ คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปร.)
ก็ถือเป็นการรวมตัวกันเพื่อเป้าหมายอันหนึ่งอันเดียว
เป็นการสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า แม้ทั้ง 35 องค์กรดังกล่าวจะมีแนวคิด และมีภารกิจหลักที่แตกต่างกันออกไป มีพื้นที่ มีเวทีในการขับเคลื่อนผิดแผกแตกต่างกันอกไป
แต่ในยามที่ต้องออกมาเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ คนที่ต่างแนวคิด ต่างอุดมการณ์ ก็สามารถรวมพลังกันได้อย่างกลมกลืน
และกำลังจะเกิดกิจกรรมตามมามากมาย อย่างเช่น การเดินสายเพื่อให้ประชาชนทั่วทั้งประเทศมีโอกาสแสดงความคิดเห็นต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างทั่วถึง
เพื่อนำเอามาประมวลเป็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ตามแนวทางที่วางเอาไว้เบื้องต้นว่า จะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 ทุกมาตรา โดยนำเอารัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาใช้ใหม่ หลังจากมีการแก้ไขในบางมาตราแล้ว
เป็นการดำเนินการภายใต้ธง “ปฏิรูปรัฐธรรมนูญ ไม่เอาอำนาจนอกระบบ”
เช่นเดียวกับกลุ่มนักวิชาการที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาอันเดียวกัน
และกำลังทยอยเปิดเวทีแสดงความคิดความเห็นต่อเรื่องดังกล่าวอย่างกว้างขวาง อย่างเช่น เวที “แก้รัฐธรรมนูญ 50 เพื่อใคร ประชาชนจะได้อะไร” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 7 เมษายนนี้ ที่โรงแรมรามาการ์เด้น ถ.วิภาวดีรังสิต
มีวิทยากรน่าสนใจทั้ง ศ.ดร.กระมล ทองธรรมชาติ จาก ม.สยาม รศ.คิม ไชยแสนสุข อธิการบดี ม.รามคำแหง ดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ดร.วรพล พรหมิกบุตร คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
รวมไปถึงเวทีวิชาการอีกหลายเวที ที่กำลังจะมีการจัดตามมาอย่างต่อเนื่อง
ยังไม่รวมถึงฝ่ายการเมือง ที่มติวิปพรรคร่วมรัฐบาลมีความเห็นตรงกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า จะต้องดำเนินการแก้ไขในมาตราใด อย่างไรบ้าง
เหลืออยู่เพียงขั้นตอนการบรรจุเป็นวาระการประชุม แล้วก็ไปพูดจากันต่อในกระบวนการของรัฐสภาเท่านั้น
ขณะเดียวกัน ในส่วนของประชาชนเอง ก่อนหน้านี้ผลการสำรวจความคิดเห็นของเอแบคโพล ก็ชี้ชัดว่าประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลหลักๆ ว่าอยากเห็นความเป็นธรรมเกิดขึ้นในบ้านเมือง
เพียงเท่านี้ก็พอจะเป็นการยืนยันได้ว่า ปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ เป็นเรื่องที่ติดค้างอยู่ในใจและเป็นที่กังวลของคนหลายกลุ่ม หลายฝ่าย อย่างเห็นได้ชัดเจน
เป็นประเด็นปัญหาของบ้านเมืองที่หลายฝ่ายไม่สบายใจ และอยากจะเห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เกิดขึ้น
จะมีก็แต่พวกเชื้อชั่วเผด็จการ พวกสมุนรับใช้เผด็จการ และพวกสนองตัณหาอำมาตยาธิปไตยเท่านั้น ที่ออกมาหลับหูหลับตาขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบหัวชนฝา ไม่สนใจว่าชาวบ้านชาวเมืองเขาคิดอ่านกันอย่างไร
คนพวกนี้สมควรให้ตายไปพร้อมกับ รธน.50 จริงๆ...!!!
แก้ไขดีกว่าฉีกทิ้ง
เอกฉัตร
ใครที่ติดตามข่าวสารการบ้านการเมืองในห้วงเวลานี้ คงจะสับสนกับการแสดงความคิดเห็นของนักการเมือง นักวิชาการ และสื่อมวลชน โดยเฉพาะการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 ของ ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาล ที่มีความเห็นตรงกันว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหามากมาย
เป็นรัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นมาเพื่อทำลายระบบพรรคการเมือง เพราะวันนี้มีพรรคการเมือง 3 พรรคที่เข้าคิวขึ้นเขียงให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรค คือ พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตย และพรรคพลังประชาชน
มีเพียงพรรคประชาธิปัตย์พรรคเดียวเท่านั้น ที่แสดงความคิดเห็นในทำนองว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เพิ่งใช้ ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบแก้ไข และมองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคร่วมรัฐบาลเป็นการดิ้นรนเพื่อตัวเอง เพราะพรรคจะถูกยุบ
ทำเอา นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ที่เคยรับบทโฆษกให้กับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. ตอนนี้เริ่มเห็นทางธรรมและรู้แจ้งเห็นจริงแล้วกับพฤติกรรมของพรรคประชาธิปัตย์ ที่นายบรรหารยอมสลัดความรู้สึกที่เจ็บปวด เพื่อให้ความสัมพันธ์ของพรรคร่วมฝ่ายค้านในอดีตเป็นไปด้วยความราบรื่น กรณีกระดาษแผ่นเดียวที่ นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ควักออกมาอภิปรายไม่ไว้วางใจ จนนายบรรหารมึน ไม่รู้ว่าตัวเองเกิดที่ จ.สุพรรณบุรี หรือที่เมืองจีนกันแน่
แต่...วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ แทนที่จะเห็นใจและเข้าใจนักการเมืองใกล้ฝั่ง แต่กำลังจะสูญเสียพรรคการเมืองที่หวังจะฝากผีฝากไข้ โดยให้ลูกสาวลูกชายรับมรดก
กลับแสดงอาการแล้งน้ำใจ ไม่สนับสนุนก็น่าจะวางเฉย ไม่ใช่ดาหน้ากันออกมาคัดค้าน ใครเป็นนายบรรหารวันนี้ก็ย่อมเจ็บกระดองใจ
จนถึงวันนี้ ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะออกอาการมือไม่พายแต่เอาเท้าราน้ำ สมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลก็มีเสียงเพียงพอที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้
เพียงแต่เสียดายแทนพรรคประชาธิปัตย์ วันนี้โอกาสเปิดให้พรรคประชาธิปัตย์ได้ฟอกตัวให้ประชาชนเห็นว่า ในรอบหนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมา ไม่ได้เออออห่อหมกรับใช้เผด็จการตามที่ถูกกล่าวหา
ไม่ทราบว่ามีอะไรบังตา พรรคประชาธิปัตย์กลับไม่พยายามที่จะฟอกตัวให้พ้นข้อกล่าวหา
กลับสนับสนุนเผด็จการอย่างออกหน้าออกตา จนลืมแสดงความมีน้ำใจกับนายบรรหารที่เคยร่วมหัวจมท้ายกันมา
ที่ผมบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนเผด็จการ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนขึ้นมาภายหลังการทำรัฐประหาร รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยากที่จะปฏิเสธว่าไม่ได้เขียนขึ้นมาจากการบงการของเผด็จการ เพราะหลายมาตราของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทำลายระบบพรรคการเมือง มุ่งหวังล้างเผ่าพันธุ์พรรคการเมืองบางพรรค ซึ่งไม่มีประเทศไหนในโลกนี้จะยุบพรรคการเมืองง่ายเหมือนกับรื้อเพิงหมาแหงนริมถนน
นอกจากนั้น พฤติกรรมของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์หลายคน ไปสอดคล้องกับการแสดงความคิดเห็นของผู้ที่ร่วมกันสุมเศียรร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาด้วยใจอคติ และไปสอดคล้องกับการแสดงความคิดเห็นของนายทหารที่ร่วมกันทำรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับของประชาชน ปี 2540 ยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย
และ...ที่น่าเป็นห่วงคือ การแสดงความคิดเห็นจากฝ่ายที่คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในทำนองข่มขู่ว่า ระวังประเทศจะเกิดวิกฤติ บ้านเมืองจะลุกเป็นไฟ
มันอะไรกันนักหนา เพียงแค่แก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีปัญหาในทางปฏิบัติ จะทำให้บ้านเมืองลุกเป็นไฟเชียวหรือ
รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ เขียนขึ้นมาจากคน ดังนั้นคนก็ควรจะมีสิทธิ์แก้ไขได้ เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริงในสถานการณ์ปัจจุบัน
หรือว่าผู้ที่คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องการให้มีการฉีกรัฐธรรมนูญแทนการแก้ไข กระนั้นหรือ
สวน‘พันธมิตร’ อาชญากรปชต.ตัวจริง * ‘ม็อบไข่ป๋า’ ต้นเหตุทำสภาป่วน
ท่ามกลางกระแสการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่หลายฝ่ายต่างเห็นพ้องว่าจะต้องเร่งดำเนินการ ก่อนจะเกิดความเสียหายตามมามากมาย โดยเฉพาะผลกระทบที่จะเกิดกับการเมืองและการบริหารบ้านเมือง โดยหลายกลุ่มได้มีการผนึกกำลัง และกำหนดการเคลื่อนไหว พร้อมทั้งกิจกรรมกันต่างๆ เอาไว้อย่างต่อเนื่อง นั้น ถาม “พันธมิตร”เจ็บปวดอะไรนักหนา พวกคัดค้านเป็นพวกอำมาตยาธิปไตย แก้รธน.สร้างความเป็นธรรมให้สังคม “สมชาย”ห่วงแก้รธน.เป็นชนวนแตกแยก สุดท้ายประชาชนจะเป็นคนตัดสิน “เฉลิม” ย้ำแก้ ม.309 ไม่ใช่ปกป้องทักษิณ เริ่มถกแก้รธน.ได้ปลายเดือนเมษา วิปรัฐบาลยันม.291มีสิทธิยื่นแก้รธน. “ม็อบไข่ป๋า”ชนวนทำสภาปั่นป่วน
สวนกลับแถลงการณ์ “พันธมิตร” ใครกันแน่ที่เป็นอาชญากรประชาธิปไตย ร่วมกันเปิดประตูให้ทหารเข้ามายึดอำนาจ ฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญ จนบ้านเมืองต้องอยู่ในบรรยากาศเผด็จการนานนับปี แถมเนื้อหาในแถลงการณ์ยังพาดพิงเบื้องสูงจนส่อว่าอาจถึงขั้นถอนประกันตัว “เจ๊กลิ้ม” ซัดพวกที่ออกมาขวางล้วนเป็นพวก “อำมาตยาธิปไตย” ขณะที่วิปรัฐบาลเดินหน้าแก้ไข รธน. คาดเริ่มพิจารณาได้ปลายเดือนนี้ ขณะที่ญัตติกรณี “สมเกียรติ” ร่วมวงพันธมิตรฯ จุดชนวนความขัดแย้งในสภา
ขณะเดียวกันทางฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ค้านหัวชนฝาทุกเรื่องที่เป็นความคิดความเห็นของรัฐบาล ก็ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 5 ระบุหัวเรื่องว่า “พร้อมต่อต้านอาชญากรประชาธิปไตยล้มล้างรัฐธรรมนูญฟอกความผิดให้ตัวเอง”
โดยกลุ่มพันธมิตรฯ ได้คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 237 และมาตรา 309 ทั้งยังคงอ้างถึงคำว่า “ระบอบทักษิณ” และคำว่า “ทุนนิยมสามานย์” ทั้งที่ก่อนหน้านี้นักวิชาการหลายต่อหลายคนเคยอกมาท้วงติงไปแล้วว่าคำพูดเหล่านี้ไม่ได้มีอยู่จริงและไม่มีความหมาย
พร้อมกันนี้กลุ่มพันธมิตรยังประกาศว่าจะขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกรูปแบบ และจะยื่นเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว หรือยื่นให้เกิดยุบพรรคการเมือง
พร้อมกับประกาศล่า 2 หมื่นรายชื่อ ยื่นถอดถอน ส.ส. พรรคพลังประชาชนที่เคลื่อนไหวแก้รัฐธรรมนูญ และขู่ว่าจะปลุกประชาชนเข้าร่วมการต่อต้านทุกรูปแบบ
ย้อนพันธมิตรอาชญากรปชต.ตัวจริง
นายจรัล ดิษฐาอภิชัย ประธาน คปร. กล่าวถึงแถลงการณ์ดังกล่าวว่าเป็นการประดิษฐ์วาทกรรมขึ้นมาใหม่อีก ออกมากล่าวหาว่ารัฐบาลพรรคพลังประชาชนเป็นอาชญากรประชาธิปไตย แต่ดกูดีๆ ว่าใครกันแน่นเป็นอาชญากรประชาธิปไตย ที่เมื่อ 2 ปีที่แล้วร่วมล่มประชาธิปไตยด้วยการเปิดประตูให้ทหารเข้ามา เพราะฉะนั้นคนที่เป็นอาชญากรประชาธิปไตยที่แท้จริง และทำมาเรื่อยๆ ก็คือพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เป็นอาชญากรประชาธิปไตยที่แท้จริง เป็นกลุ่มคนที่ออกมาทำลายระบอบประชาธิปไตย
“การกล่าวหาว่ารัฐบาลแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของตัวเอง ก็ต้องกลับไปถามว่าใครกันแน่ที่ออกมาเคื่อนไหวจนเกิดการสืบอำนาจเผด็จการ คนพวกนี้และพันธมิตรฯ ต่างหากที่มองเห็นแต่ประโยชน์ตัวเองชัดเจนยิ่งกว่า และคนพวกนี้แหละที่เป็นอาชญากรทางประชาธิปไตย เป็นมือสังหารประชาธิปไตย”
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงแถลงการณ์ดังกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นข้อสรุปมาตั้งนานแล้วว่าการที่รัฐบาลชุดนี้จะทำอะไรก็ตาม กลุ่มพันธมิตรจะต้องออกมาขวาง ออกมาต่อต้านอย่างยิ่ง ทั้งนี้ไม่อาจทราบได้ว่าไปสร้งความทรมานใจอะไรให้กลุ่มพันธมิตรฯ อีกทั้งไม่เข้าใจว่าการแก้รัฐธรรมนูญที่จะทำให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและบ้านเมืองไปสร้างความเจ็บปวดอะไรให้
“ไม่ทราบว่าการแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองและประชาชน สร้างความปวดแสบปวดร้อนอะไรนักหนากับกลุ่มพันธมิตร”
นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า การดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวกับรํฐธรรมนูญแม้ไม่ได้เป็นหุ้นส่วนหรือเป็นหุ้นส่วนข้างน้อย ย่อมเป็นธรรมดากับการที่หุ้นส่วนข้างมากจะมีเสียงสนับสนุนมากกว่าหุ้นส่วนที่เป็นเผด็จการ
การที่นายสนธิบอกว่าการพยายามแก้รัฐธรรมนูญอาจนำไปสู่การสูญสิ้นอำนาจระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่อยู่ในคำแถลงการณ์ฉบับที่ 5 นั้นเป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรง ซึ่งคำพูดที่นายสนธิ พูดนั้นเป็นประเด็นที่ศาลได้เคยระบุไว้ในคำอนุญาตให้พิพากษาไม่ลงอาญา หรือคำพูดนี้จะนำไปสู่การเพิกถอนอนุญาติให้ประกันตัวหรือไม่
พร้อมทั้งแสดงความเชื่อด้วยว่าใครก็ตามที่พยายามจะขัดขวางการแก้รัฐธรรมนูญ ย่อมมีความเป็นเผด็จการหรืออยู่ในระบอบอำมาตยาธิปไตย
อย่างไรก็ตามตนยังยืนยันว่ารัฐบาลไม่ควรแก้รัฐธรรมนูญมาตราใดใตราหนึ่ง แต่ควารแก้ทั้งฉบับ ทั้งนี้อยากให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับประชาธิไตยฉบับสมบูรณ์ อีกทั้งการแก้มาตราใดมาตราหนึ่งอาจทำให้รัฐธรรมนูญเป็นปัญหาได้
ด้านนายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เพื่อเป็นการนำหลักนิติศาสตร์-นิติรัฐ กลับคืนมาและเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินการขององค์กรที่แต่งตั้ง โดยคณะรัฐประหาร ฟ้องร้องต่อสู้คดีได้ โดยไม่ได้เป้นการแก้ไขเพื่อไม่ให้มีการยุบพรรคหรือเพื่อตนเอง ขณะเดียวกันได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับแล้ว
อย่างไรก็ตามรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรียังเน้นว่า การออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญของนักวิชาการนั้นถือว่าเป็นสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ
ทางด้านนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ศึกษาธิการ ยอมรับ เป็นห่วงความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังมีหลายฝ่ายออกมาแสดงท่าทีคัดค้าน ซึ่งถือว่าเป็นสิทธิตามระบอบประชาธิปไตย แต่ทั้งนี้เห็นว่าท้ายที่สุดแล้วก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชน อย่างไรก็ตาม เห็นว่าปัญหาดังกล่าวจะไม่บานปลาย หากทุกฝ่ายยึดมั่นในกรอบกติกา เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลนั้นถือเป็นความชอบธรรมตามกรอบกฎหมาย
ส่วนกรณีชมรม ส.ส.ร.50 ออกมาระบุ จะยื่นถอดถอนหาก ส.ส.แก้รัฐธรรมนูญ เพื่อผลประโยชน์ของตนเองว่า ขณะนี้ฝ่ายที่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญ ก็อ้างต้องการทำให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และใช้กลไกตามรัฐธรรมนูญ กำหนดทั้งช่องทางและวิธีการ ซึ่งมีการระบุไว้ชัดว่าต้องทำอย่างไร เช่นเดียวกับผู้ที่อ้างจะถอดถอน ส.ส.ก็เป็นการใช้กลไกตามรัฐธรรมนูญ เมื่อเป็นเช่นนี้เห็นว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องของรัฐสภา ซึ่งถือเป็นกลไกตามระบอบประชาธิปไตย
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าที่สุดแล้วประชาชนทั้ง 63 ล้านคน จะเป็นผู้ตัดสิน
สำหรับความเหมาะสมของเวลา และประเด็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องแก้ไขให้เสร็จก่อนการตัดสินคดียุบพรรคการเมืองหรือไม่ นายสมชาย เห็นว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องของคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลจะดำเนินการ
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า กรณีที่หลายฝ่าย รวมทั้ง พรรคประชาธิปัตย์ ไม่เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญ ว่าฝ่ายค้านวิจารณ์และไม่เห็นด้วย ถือเป็นเรื่องปกติ ไม่ต้องตื่นเต้นตกใจ แต่เห็นว่า การที่อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) บางส่วนออกมาเคลื่อนไหว รณรงค์ให้ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลยุติ เป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรม ขอยืนยันว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถทำได้ และรัฐบาลไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของตัวเอง ดังนั้น จะต้องดูว่าสุดท้ายแล้ว ที่ประชุมรัฐสภาจะมีความเห็นอย่างไร
ต่อกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 เป็นการทำเพื่อช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้พ้นคดีที่อยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ที่ผ่านมาก็มีการออกรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว นิรโทษกรรมความผิดในการปฏิวัติรัฐประหารเรียบร้อยไปแล้ว แล้วเหตุใดรัฐธรรมนูญ ฉบับถาวร จึงยังมีมาตรา 309 อีก
ท้าปชป.ออกมาการันตีมาตรา309
นอกจากนี้ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ในส่วนของ คตส. ก็ยังมีคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ 30 กำหนดว่า ถ้า คตส.ทำงานไม่เสร็จ ก็ให้ส่งเรื่องต่อให้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการต่อ เรื่องก็จบ และเดือนมิถุนายนนี้ คตส. ก็ต้องยุบตัวเองตามกฎหมายกำหนด แต่เวลานี้ คตส.ทำไมยังอ้อยอิ่งอยู่ แล้วเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับการแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 309
“หากพรรคประชาธิปัตย์ยอมรับมาตรา 309 ก็ออกมายืนยันกับสังคม ถ้าประชาชนเห็นด้วยกับจุดยืน พรรคประชาธิปัตย์ก็ได้ที่นั่งเยอะ แต่พรรคพลังประชาชนไม่เห็นด้วย เพราะใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเยอะแล้ว คุณยังเอามาใส่ไว้ในฉบับถาวรอีก ในอดีตที่ทำไว้แล้วไม่ผิด แต่ยังแปลความว่า ในอนาคตยังจะคุ้มครองอีก ผมไม่มีวันเห็นด้วย ส่วนเหตุผลเอาไว้พูดในสภาฯ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่ได้ปกป้อง พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะคดีอยู่ที่ศาลฎีกาแล้ว” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว
ขณะที่การประชุมคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล หรือ วิปรัฐบาล วันเดียวกันนี้ ได้นำผลการหารือของที่ประชุมแต่ละพรรคร่วมรัฐบาล ในเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเข้าหารือเพื่อสรุปเป็นร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่จะเสนอร่วมกัน ในนาม ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล
นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ รองประธานวิปรัฐบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้มี ส.ส.พรรคพลังประชาชน ลงชื่อกว่า 200 คน เพื่อเตรียมยื่นญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้รัฐสภาเป็นผู้พิจารณาแล้ว และจะมี ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลร่วมลงรายชื่อด้วย โดยจะยื่นรายชื่อพร้อมกันต่อประธานรัฐสภา ในสัปดาห์หน้า คาดว่าจะสามารถบรรจุให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาในวาระแรกได้ประมาณปลายเดือนเมษายน และพิจารณาในวาระ 2 และ 3 ระหว่างที่รัฐสภาเปิดประชุมสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552
ทั้งนี้ นายสุขุมพงศ์ ยืนยันว่า การเสนอขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เป็นการกระทำผิดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 122 โดยยืนยันว่า ส.ส.สามารถเสนอญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้โดยชอบธรรม ไม่ถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่ถูกกต้อง หรือทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว และย้ำว่าการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 122 (ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่ขัดกันแห่งผลประโยชน์)
ทั้งนี้ การเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปตามมาตรา 291 ที่เปิดโอกาสให้ ส.ส.สามารถเข้าชื่อเพื่อยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยใช้เสียง 96 เสียง ในวาระแรก และการขอความเห็นชอบในวาระ 3 ให้ใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา จึงจะผ่านความเห็นชอบ
ชมรม ส.ว.เปิดเวทีถกแก้รธน.
ขณะที่วันเดียวกันนี้ ชมรม ส.ว.43-49 นำโดยนายคำนวณ ชโลปถัมภ์ อดีตส.ว.สิงห์บุรี นายสามารถ รัตนประทีปพร อดีตส.ว.หนองบัวลำภู ร่วมกันแถลงว่า ชมรมฯ ร่วมกับสภาทนายความ สหภาพครูแห่งชาติ จะจัดสัมมนาวิชาการหัวข้อ “แก้รัฐธรรมนูญปี 50 เพื่อใคร ? ประชาชนได้อะไร ?” ในวันที่ 7 เม.ย.นี้ เวลา 13.30 น.-16.00 น.ที่โรงแรมรามาการ์เดน
เพื่อเป็นเวทีกลางในการแสดงความเห็นและหาข้อสรุปร่วมกันเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเรื่องดังกล่าวเป็นที่ถกเถียงในสังคมมาก และมีการเผยแพร่ข่าวทำนองว่า การแก้รัฐธรรมนูญทำเพื่อตัวนักการเมือง มีเจตนาแฝงเร้น ชมรมฯ จึงจัดเวทีกลางเพื่อขจัดปัญหาข้อขัดแย้งทางความคิดว่าควรจะแก้แค่ 7 ประเด็นตามที่วิปรัฐบาลเสนอ หรือควรจะแก้ทั้งฉบับ
อดีตนายกสภาทนายหนุนแก้ม.237
ทั้งนี้จะมีวิทยากรได้แก่ นายกระมล ทองธรรมชาติ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นายคิม ไชยแสนสุข อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง นายอมร วาณิชวิวัฒน์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายวรพล พรหมิกบุตร อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการโดยนายสุขุม เฉลยทรัพย์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
นายคำนวณ กล่าวด้วยว่าส่วนตัวเห็นด้วยกับรัฐบาล กรณีที่พยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 237โดยไม่ควรเหมารวมคนที่ไม่ได้กระทำความผิดกฎหมายเลือกตั้ง และควรจะลงโทษกรรมการบริหารพรรคที่กระทำผิดเพียงคนเดียวจะเหมาะสมกว่า ทั้งนี้ยังมีมาตรา 309 ยังเป็นการขัดต่อกระบวนการยุติธรรม ที่ยังไปคุ้มครององค์กรที่แต่งตั้งโดย คมช.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบ่ายวันเดียวกันนี้ ในการประชุมสภาฯ ได้มีการพูดจากันถึงกรณีที่นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ซึ่งมีสถานภาพเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ไปร่วมขึ้นเวทีกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และนายสมเกียรติ ได้ใช้สิทธิพาดพิงออกมาพูดจาท้าทายกลางห้องประชุม ให้สมาชิกเข้าชื่อถอดถอนหากเห็นว่าการขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งท้าดวลนอกสภา
จนเป็นเหตุให้เมื่อ นายสมเกียรติ ได้เดินออกจากห้องประชุมมายังห้องรับรอง ส.ส.ชั้น 2 ตึกอาคารรัฐสภา 1 ได้เกิดการกระทบกระทั่งกับ นายการุณ โหสกุล ส.ส.เขตดอนเมือง พรรคพลังประชาชน ที่ไม่พอใจกับอาการท้าทายดังกล่าวขึ้น
อย่างไรก็ตามท่ามกลางเสียงตำหนินายการุณ จากฝ่ายพันธมิตรฯ กรณีแบบเดียวกันนี้ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อ 2 พฤศจิกายน 2547 จากกรณีที่ พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ ส.ว.กรุงเทพมหานคร ซึ่งภายหลังเป็นหนึ่งในผู้ที่รวมเวทีพันธมิตรฯ ก่อนการรัฐประหาร ได้ปล่อยหมัดใส่นายอดุลย์ วันไชยธนวงศ์ ส.ว.แม่ฮ่องสอน จากความขัดแย้งในการอภิปรายในสภา
อดีตครม.ขิงแก่แนะฟังเสียงประชาชน
ด้านนายวรากรณ์ สามโกเศศ อดีตรัฐมนตรีช่วยกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึง การดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะกฏหมายฉบับนี้ผ่านการลงประชามติ
ดังนั้น การจะทำอะไรกับกฏหมายรัฐธรรมนูญ ก็จะต้องเคารพมติของประชาชน ไม่ใช่ว่าได้รับการเลือกตั้งเข้ามาแล้วก็ใช้อำนาจเข้ามาแก้ไข เพราะการบริหารประเทศ ไม่ได้สิ้นสุดแค่การเลือกตั้งเสมอไป ซึ่งรัฐบาลจะมาอ้างว่า ได้รับคะแนนเสียงข้างมาก แล้วคิดจะแก้ไขกฏหมายหรือทำอะไรก็ได้
ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเพิ่งประกาศใช้ได้ไม่กี่เดือน ก็จะแก้เสียแล้ว บางมาตรายังไม่ได้ถูกหยิบยกมาใช้ด้วยซ้ำ หากจะมีการแก้ไข รัฐธรรมนูญก็ควรมีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ด้วย
‘ทักษิณ’ทำพิธีสืบชะตาวันนี้ รับนัด ‘ฮุนเซน’ดวลวงสวิง
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เริ่มเดินทางไปทำบุญที่ภาคเหนือ โดยวันที่ 3 เมษายน เดินทางไปที่วัดศรีโคมคำ หรือ วัดพระเจ้าตนหลวง อ.เมืองพะเยา เพื่อสักการะพระเจ้าตนหลวง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง จ.พะเยา เพื่อความเป็นสิริมงคล
“ทักษิณ”นัดทำพิธีสืบชะตาตามประเพณีล้านนา 13.30 น.ที่วัดพระเจ้าตนหลวง จ.พะเยา วันนี้ ก่อนขึ้นเชียงรายทำบุญต่อ ขณะที่เจ้าตัวขอแวะทานก๋วยเตี๋ยวเนื้อรสเยี่ยม “มติ แซ่อั้ง” ก่อน ด้าน “โฆษกส่วนตัว” เผยเตรียมดวลวงสวิงกับ “ฮุนเซน” ช่วงวันหยุดที่กัมพูชา นัดหารือนักธุรกิจบราซิล - ยุโรปที่จะมาลงทุนในไทยด้วย ขณะที่ ทีมทนายร่างคำชี้แจงข้อกล่าวหาปล่อยกู้พม่าเสร็จแล้ว
จากนั้นในวันที่ 4 เมษายน จะเดินทางไปยังโครงการปลูกป่าดอยตุง พร้อมกับไปไหว้พระธาตุดอยตุง จ.เชียงราย และจะไปทำบุญไหว้พระตามวัดต่างๆ และเตรียมเดินทางไปออกรอบตีกอล์ฟกับสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ตามคำเชิญ ในวันที่ 5 - 6 เมษายนนี้ ที่ประเทศกัมพูชา
นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ เปิดเผยกำหนดการและภารกิจต่างๆ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ขณะนี้เตรียมเดินทางไปออกรอบตีกอล์ฟกับสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา และภายหลังเดินทางกลับมาแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ จะร่วมหารือกับนักธุรกิจชาวบราซิลและยุโรป 2 คน ที่จะมาลงทุนในประเทศไทย
ขณะเดียวกันยังไม่ได้รับแจ้งจากอดีตนายกรัฐมนตรีว่าจะมีการแถลงชี้แจงเกี่ยวกับคดีปล่อยเงินกู้ให้กับพม่าจำนวน 4 พันล้านบาท หลังคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) มีมติแจ้งข้อกล่าวหาและเตรียมส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดภายใน 14 วัน อย่างไรก็ดี ยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม และมั่นใจในพยานหลักฐานที่ทีมทนายความเตรียมพร้อมไว้แก่ต่างในชั้นศาล
ในขณะเดียวกัน นายวิมล ปิงเมืองเหล็ก ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดพะเยา เปิดเผยว่า ตนและเจ้าหน้าที่สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพะเยา ได้รับการประสานงานจาก น.ส.อรุณี ชำนาญยา และ นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.พะเยา แจ้งว่าในวันที่ 3 เมษายน พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางมาทำพิธีสืบชะตา ณ วิหารวัดศรีโคมคำ อ.เมือง จ.พะเยา
ทั้งนี้ ทางคณะได้จัดเตรียมงานพิธีกรรม อาราธนานิมนต์พระธรรมวิมลโมลี ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 6 และเจ้าอาวาสวัดศรีโคมคำ พร้อมพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ในจังหวัด ทั้งหมดจำนวน 9 รูป สวดมนต์ทำพิธีสืบชะตา จากนั้นเมื่อเสร็จสิ้นพิธี พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางต่อไปยังจังหวัดเชียงรายเพื่อทำบุญเช่นกัน
ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดพะเยา ระบุว่า การมาพะเยาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ครั้งนี้จากการประสานงานของ ส.ส.ในพื้นที่แล้ว ยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มาด้วยเหตุผลเดียว คือ ต้องการทำบุญตามจารีตประเพณีทางล้านนา โดยเฉพาะขณะนี้ใกล้ถึงช่วงสงกรานต์ คนล้านนาเชื่อว่าจะย่างเข้าสู่ปีใหม่แล้ว การทำบุญสืบชะตาจะทำให้เป็นการเสริมบุญบารมีให้กับชีวิตมีความสุข
ปธ.สภาวัฒนธรรมจังหวัดพะเยา กล่าวต่อว่า แต่เดิมกำหนดการเดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเป็นช่วงเช้าเวลาประมาณ 09.00 น.เพื่อเข้าพิธีสืบชะตาในเวลา 10.30 น.ปรากฏว่า ติดปัญหาเรื่องเวลาของเครื่องบินลงที่จังหวัดเชียงรายช้ากว่ากำหนด จึงต้องเลื่อนเวลาออกไปทำพิธีสืบชะตาในช่วงบ่าย วันนี้ (3 เม.ย.) ประมาณ 13.30 น. ขณะนี้ภายในวิหารวัดศรีโคมคำ เจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมเครื่องใช้ในพิธีสืบชะตาพร้อมกับการโยงด้านสายสิญจน์เรียบร้อยแล้ว เพื่อรองรับพิธีกรรมดังกล่าว
สำหรับการเดินทางมาครั้งนี้ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มีเรื่องการเมือง เป็นเพียงการทำทำบุญตามประเพณีทางเหนือเพื่อให้เกิดความสบายใจเท่านั้น
ทั้งนี้ มีรายงานว่า เมื่ พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางถึง จ.เชียงราย แล้วจะเดินทางไปที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อรสเยี่ยมของ นางมติ แซ่อั้ง แฟนคลับตัวยง ก่อนเดินทางไปทำพิธีสืบชะตาที่พะเยา จากนั้นจะย้อนกลับไปทำบุญที่พระธาตุดอยตุงอีกครั้งหนึ่งในวันเดียวกัน
มีรายงานว่า ขณะเดียวกันนั้น นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน พักผ่อนอยู่ที่บ้านใน จ.เชียงราย ซึ่งอาจเป็นโอกาสที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะได้พบกับนายยงยุทธ เพื่อพูดคุยถึงสถานการณ์การเมืองต่างๆ รวมถึงเรื่องทั่วไปในฐานะที่มีความสนิทสนมกันด้วย
ส่วนความคืบหน้ากรณีที่ คตส.กล่าวหาเกี่ยวกับธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือ เอ็กซิมแบงก์ ปล่อยเงินกู้ให้กับรัฐบาลสหภาพพม่า 4 พันล้านบาท นายฉัตรทิพย์ ตัณฑประศาสน์ ทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ขณะนี้ทีมทนายความได้ร่างคำชี้แจงกรณีดังกล่าวแล้ว และจะมอบให้โฆษกส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ แถลงต่อสื่อมวลชนต่อไป
ในส่วนของข้อสังเกตของ คตส. เกี่ยวกับคำนำหน้าชื่อ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยาที่ปรากฏในเอกสารที่ยื่นต่อ คตส.ไม่ตรงกับความเป็นจริง ซึ่งอาจเป็นการทำเอกสารย้อนหลังนั้น นายฉัตรทิพย์ กล่าวว่า อยู่ระหว่างการตรวจสอบกับผู้ที่เกี่ยวข้อง
ตามคุ้ยหญิงเป็ด ให้คู่สัญญา สตง. เช่าตึกผัวตัวเอง
เมื่อตอนสายวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา นายวันชัย จงจรูญหิรัณย์ ประธานกลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองและต่อต้านการคอรัปชั่น พร้อมสมาชิกจำนวนกว่า 20 คน ได้นำหนังสือเข้าร้องเรียนต่อ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อให้ตรวจสอบพฤติกรรมของ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน กรณีการจัดจ้างให้มีการอบรมสัมมนาข้าราชการของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ว่าเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.การเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 หรือไม่
กลุ่มติดตามปฏิรูปการเมือง บุกร้อง “ดีเอสไอ–รมว.ยุติธรรม” ตามคุ้ยกรณี “หญิงเป็ด” ให้บริษัทคู่สัญญา สตง. เช่าอาคารพาณิชย์ผัวตัวเองทำสำนักงาน ทั้งที่ไม่มีเจ้าหน้าที่และไม่มีการขึ้นป้าย แถมบริษัทเดียวกันยังผูกขาดจัดอบรมต่อเนื่อง 5 ครั้งรวด แบบไม่มีคู่แข่ง ขวนให้สงสัยอาจเป็นการทุจริตใช้อำนาจหน้าที่มิชอบ หรืออาจมีผลประโยชน์ทับซ้อน
เนื่องจากก่อนหน้านี้ ได้ว่าจ้าง บริษัท ออดิต แอนด์ แมเนจเม้นท์ คอนซัลแตนท์ จำกัด ซึ่งมี นางพิไล เปี่ยมพงศ์สานต์ และ น.ส.ชนิดาภา สุขสะอาด เป็นผู้บริหาร ให้มาดูแลจัดการอบรมสัมมนาเจ้าหน้าที่ สตง. (สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน) จำนวนถึง 5 รุ่น ผูกขาดเพียงบริษัทเดียว
ทั้งนี้ ส่อเจตนาว่า คุณหญิงจารุวรรณ อาจจะได้รับผลประโยชน์ในทางมิชอบด้วยกฎหมายและอาจมีการยักย้ายถ่ายโอนเงินที่เข้าข่ายการฟอกเงินและผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากบริษัทดังกล่าวมีสำนักงานใหญ่ที่เช่าอาคารพาณิชย์ ที่มี นายทรงเกียรติ เมณฑกา สามีตามกฎหมายของ คุณหญิงจารุวรรณ เป็นเจ้าของ จึงเป็นที่น่าสงสัยถึงความสัมพันธ์เชื่อมโยงและผลประโยชน์ที่ซับซ้อนระหว่าง คุณหญิงจารุวรรณ กับบริษัท ออดิตฯ ดังกล่าว และเชื่อว่า การเช่าอาคารดังกล่าวอาจมีการทำนิติกรรมอำพรางเพื่อประโยชน์ในการหลีกเลี่ยงภาษี
นอกจากนี้ นายวันชัย ยังได้ยื่นหนังสือร้องเรียนดังกล่าวต่อ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ยุติธรรม ที่เดินทางเข้ามอบนโยบายต่อดีเอสไอด้วย
ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์รายวันได้เคยนำเสนอข่าวไปแล้ว และพยายามติดต่อขอทราบรายละเอียดจากคุณหญิงจารุวรรณ แต่ได้รับการบ่ายเบี่ยงโดยตลอด แม้แต่เมื่อมีการนัดหมายกันแล้วที่ สตง. เมื่อถึงเวลานัดหมายคุณหญิงจารุวรรณ ก็ยังไม่ลงมาตามนัด
ขณะเดียวกันคุณหญิงจารุวรรณ ก็ได้ไปให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์บางฉบับในทำนองว่ามีการเสนอข่าวที่จงใจให้ร้ายและกำลังให้ทนายความรวบรวมหลักฐานฟ้องร้อง แต่เวลาผ่านมานานหลายเดือนแล้วก็ปรากฎว่าเรื่องยังคงเงียบอยู่
ทั้งนี้ การนำเสนอข่าวของประชาทรรศน์ในครั้งนั้นได้นำเสนอเอกสารทางการเงินของบริษัทฯ ออดิตฯ ที่มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงรับงานจาก สตง. และยังมีภาพถ่ายอาคารพาณิชย์ของนายทรงเกียรติ ที่ระบุว่าเป็นสำนักงานของบริษัทออดิตฯ ที่เช่าในราคาประมาณเดือนละ 50,000 บาท แต่กลับไม่พบว่ามีคนทำงาน และไม่พบว่ามีการติดป้ายบริษัทตามที่กฎหมายกำหนดแต่อย่างใด
รวมทั้งกรณีดังกล่าวยังมีการตั้งข้อสังเกตุถึงความสัมพันธ์ของคุณหญิงจารุวรรณ กับเจ้าของบริษัทดังกล่าวด้วย โดยมีการเทียบเคียงกับกรณีที่คุณหญิงจารุวรรณ นำเอาลูกตัวเองมาเป็นเลขาฯ กินเงินเดือนของ สตง. ด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่ามีลูกอยู่ใกล้ๆ จะได้ไม่เกิดข้อครหาเชิงชู้สาว
ขีดเส้นตาย 6 เดือน ลุยปราบยาเสพติด ยันไม่มีฆ่าตัดตอน
เมื่อตอนสายวันที่ 2 เมษายน ที่ผ่านมา นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีเปิดปฏิบัติการ "รวมพลังประชาไทย พ้นภัยยาเสพติด" ซึ่งจัดโดยศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ศอ.ปส.) ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมีร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ยุติธรรม นายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.สาธารณสุข นายพงศ์โพยม วาศภูติ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายกิตติ ลิ้มไชยกิจ เลขาธิการปปส. พร้อมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดและหัวหน้าส่วนข้าราชการที่เกี่ยวข้อง ทหาร ตำรวจ ร่วมงานอย่างคับคั่ง “ไม่ใช่นโยบายการฆ่าตัดตอนอะไร การทำความผิดเรื่องยาเสพติดเป็นเรื่องของการทำผิดพรบ.ยาเสพติด เพราะฉะนั้นทางที่ดีคือดำเนินคดีกับทุกคน ที่ผิดตามพรบ.นี้ ไม่ใช่เรื่องที่ไปฆ่าใคร แล้วก็ตำรวจหรือผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายต้องไม่ไปฆ่าหรือทำร้ายประชาชน เว้นแต่เรื่องที่ว่าเท่าเทียมตามกฎหมายคือป้องกันตัวของเขา ซึ่งต้องไปขึ้นศาล รวมทั้งวิสามัญก็ต้องไปขึ้นศาล และตำรวจต้องระมัดระวังไม่ให้เขาฆ่ากันเอง ถ้าใครฆ่ากันต้องจับมาดำเนินคดีทันที จะได้รู้ว่าใครเป็นคนร้าย”นายสมชาย กล่าว
รัฐบาลประกาศเดินหน้าปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง ภายใต้ปฏิบัติการ "รวมพลังประชาไทย พ้นภัยยาเสพติด" ขีดเส้น 6 เดือนก่อนประเมินผลความสำเร็จ พร้อมกับเร่งประชาสัมพันธ์เพื่อไม่ให้เกิดผู้เสพหน้าใหม่ “สมชาย” ยืนยันไม่มีการฆ่าตัดตอนอย่างที่มีคนพยายายมกล่าวหาแน่
นายสมชาย กล่าวมอบนโยบายว่าท่านนายกรัฐมนตรีป่วยกระทันหันไม่สามารถมาร่วมงานได้ แต่ถ้าเลื่อนกำหนดการไปวันเวลาก็ไม่รอคอยยาเสพติดก็เพิ่มทุกวัน ท่านจึงมอบหมายให้มาทำหน้าที่แทน ทั้งนี้นโยบายการปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาลชุดนี้จะเริ่มเอาจริงเอาจังและมีการประเมินความสำเร็จตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. – 30 ก.ย. ภายใต้กลยุทธ์ที่มีสโลแกนว่า “3 ลด 3 เพิ่ม 3 เน้น”
นายมชาย กล่าวตอนหนึ่งว่า นโยบายปราบปรามยาเสพติดอยู่ในทุกรัฐบาล และรัฐบาลนี้แถลงต่อสภาว่ามุ่งมั่นจะปราบปรามซึ่งเป็นสัญญาประชาคมที่ให้ไว้ อย่างไรก็ตามการปราบปรามนั้นขึ้นอยู่เพียงว่าในยุคใดสมัยใดที่มีความเข้มเข้นเน้นหนักเอาจริงเอาจังเอาจังแค่ไหน ซึ่งบางรัฐบาลที่ผ่านมาก็เอาจริงเอาจัง เด็ดขาดและยาเสพติดลดปริมาณจำนวนมาก แต่ก็ยังมีปัญหาเกิดขึ้นซึ่งเป็นการบั่นทอนความรู้สึกและความตั้งใจของผู้ปฏิบัติที่ดำเนินการ แต่สุดท้ายตนเชื่อว่ารัฐบาลที่มานั่งทำงานจะต้องมองถึงปัญหาและมองสวัสดิภาพและความสุขของประชาชนเป็นที่ตั้ง
พร้อมกันนี้ยังได้อธิบายถึงปัญหาฆ่าตัดตอนว่า ยาเสพเป็นเรื่องของการทำผิดกฎหมายอย่างหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ที่ว่าผู้ใดมีไว้หรือผู้ใดค้าก็มีความผิดตามกฎหมาย ซึ่งเมื่อก่อนเป็นการประกาศสงครามกับยาเสพติดก็ทำให้มุมมองกลายเป็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เหมือนจะไปฆ่าฟันทำลาย ทำร้ายร่างกายประชาชน ทั้งที่คิดง่ายๆว่าเป็นการทำผิดกฎหมายอย่างหนึ่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่บ้านเมืองมีหน้าที่ต้องดูแลและปราบปราม
“คนทำผิดกฎหมายทุกคนต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าทหาร ตำรวจหรือคนที่มีส่วนในการช่วยเหลือดูแลก็ต้องดำเนินการทุกอย่างเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ผู้มียาเสพติด ผู้ค้ายาเสพติดต้องถูกดำเนินคดี จริงๆแล้วผมคิดว่าถ้าพูดง่ายๆก็พูดว่าการเน้นในการดำเนินคดีกับผู้มีความผิดตามกฎหมาย แต่พอพูดเป็นเรื่องสงคราม ทำให้มุมมองแตกต่างไป”
นายสมชาย กล่าวอีกว่า สำหรับรัฐบาลชุดนี้เพื่อไม่ให้ไขว้เขวกับความรู้สึกไม่ว่าจะด้านใดก็ตาม อยากะจะเรียนว่าสิ่งที่รัฐบาลต้องการเอาจริงเอาจังกับการดำเนินการจับกุมหรือดำเนินการทางการเงินกับผู้ค้ายา ผู้ทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดจึงเป็นที่มาของการรวมพลังประชาไทยพ้นภัยยาเสพติด
“เพื่อความเข้าใจกัน ไม่ใช่นโยบายที่ต้องการให้ทำร้ายร่างกายหรือฆ่าใคร เดี๋ยวจะเบนเป็นประเด็นเรื่องของการฆ่าตัดตอนกันอีก และอยากเรียนว่าผู้ค้ายาหรือผู้มีครอบครองมีความผิดทางกฎหมายจะต้องถูกจับกุมและทำดำเนินคดีโดยผู้มีหน้าที่โดยตรง”
นายสมชาย กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาตนไม่เชื่อว่าเจ้าหน้าที่จะไปฆ่าใคร แต่การที่มีคนตายโดยเจ้าหน้าที่นั้นมีกฎหมายรองรับและประมวลกฎหมายอาญามีชัดเจน “ผู้ใดกระทำเพื่อป้องกันภยันตราย ที่จะมาถึงแล้วป้องกันไปตามสมควรแก่เหตุ” ตรงนี้เห็นชัดเจนว่าไม่มีเรื่องที่จะฆ่าคน ไม่มีเรื่องที่จะทำร้ายคน แต่ถ้าเขาฆ่ากันเองก็ดำเนินคดี จะได้ตัดปัญหาที่ว่านโยบายฆ่าตัดตอน ซึ่งนโยบายนี้ไม่มีและท่านนายกเน้นย้ำมาแน่นอน เพราะรัฐบาลเป็นห่วงเจ้าหน้าที่ทุกท่านในการดำเนินการเรื่องนี้รวมทั้งที่ผ่านมาก็ตาม
นโยบายจะสวยอย่างไรก็ตามหากเจ้าหน้าที่ไม่ทำงาน ไม่สนใจ รวมทั้งหากรัฐบาลก็ไม่สามารถก็ไม่สามารถสื่อสารกับผู้ปฏิบัติ ไม่สามารถทำความเข้าใจหรือไม่มีความเห็นอกเห็นใจกับผู้ปฏิบัติ ทุกอย่างก็จะไม่ประสบความสำเร็จ ฉะนั้นตั้งแต่สวัสดิการหรือการดูแลเราก็ต้องเข้าอกเข้าใจผู้ปฏิบัติ ดังนั้นจะต้องเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน มิฉะนั้นจะล้มเหลว
นายสมชาย กล่าวอีกว่า ในเรื่องของการป้องกันยาเสพติดท่านนายกได้มอบหมายให้ ร.ต.อ.เฉลิม ซึ่งทุกฝ่ายไม่ว่าราชการ ตำรวจ กองทัพ ฝ่ายปกครองและประชาชนต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง นอกจากนี้ต้องมีการให้ความรู้กับเยาวชนชองชาติที่อาจจะเป็นผู้เสพรายใหม่ว่าการเสพยาไม่ได้โก้ไม่ได้เก๋ ดังนั้นต้องให้นโยบายว่าต้องเสียสละเวลาในวิชาต่างๆในการสร้างความเข้าใจกับเด็กในเรื่องพิษภัยของยาเสพติดเพื่อไม่ให้เข้าไปอยู่ในวงจรอุบาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังพิธีนายสมชาย ให้สัมภาษณ์อีกครั้งถึงระยะเวลาที่มีการกำหนดระหว่างวันที่ 1 เม.ย.-30 ก.ย.ว่า การปราบปรามทำตลอดทุกปีแต่อยู่ที่ว่าใครจะทำจริงหรือไม่จริง แต่ช่วงนี้เป็นช่วงที่ต้องเข้มข้นและเน้นย้ำ เพราะเป็นรัฐบาลใหม่ ต้องการทำจริงจัง และไม่ใช่ว่าจะครบกำหนด 30 ก.ย.แล้วจะหยุดดำเนินการ จะต้องประเมินจุดดีจุดเด่นจุดด้อยว่าอยู่ตรงไหน









