WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, April 4, 2008

ชาวพะเยาต้อนรับอดีตนายกฯทักษิณอบอุ่น

พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาสักการะพระเจ้าตนหลวง พร้อมทำบุญสืบชะตา ภายในพระวิหารหลวงวัดศรีโคมคำ โดยมีนายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต,นายดำรง อารีกิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา พร้อมด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพะเยา ได้ให้การต้อนรับ ในโอกาสเดียวกันนี้ได้มีประชาชนจำนวนมากที่ทราบข่าวการเดินทางมาของอดีตนายกรัฐมนตรี ได้ให้การต้อนรับอดีตนายกรัฐมนตรีพร้อมมอบดอกกุหลาบสีแดงให้กับอดีตนายกรัฐมนตรี
จากนั้น พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะได้เข้าสักการะพระเจ้าตนหลวง ซึ่งเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดพะเยา พร้อมทำบุญสืบชะตาในโอกาสใกล้ถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์ หรือปี๋ใหม่เมือง ซึ่งประชาชนในภาคเหนือ จะร่วมสรงน้ำ สักการะพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง พร้อมทั้งทำบุญรดน้ำดำหัว และทำบุญสืบชะตา เพื่อให้เกิดความเป็นมงคลกับชีวิต

จาก hi-thaksin

ขบถปราบกบฏ

"กระแสข่าวการปฎิวัติเราไม่ต้องตรวจสอบ ผมมั่นใจ และผมได้รับรองท่านนายกฯไปแล้วเมื่อสักครู่นี้ ไม่ต้องมีการตรวจสอบอะไร เพราะถ้ามีอะไร ผมก็รับผิดชอบ เมื่อผมยืนยันไปแล้วผมก็รับผิดชอบอยู่แล้ว"

ลั่นตรงจากปากคำเจ้าของเสียงเนื้อๆอย่างนี้ "บิ๊กป๊อก" พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก หนักแน่นต่อสื่อมวลชน กระหึ่มกังวานว่าเที่ยวทริปนี้ ใครอย่าคิดก่อกษฎปฎิวัติรัฐประหารซ้ำเสียให้ยาก อย่างที่ท่านรีบประกาศแจ้งไว้ไมตรีแก่พันธมิตร "พอแล้วมั้ง จะไปออกศึกรบกับใครอีก"

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. จัดอยู่ขั้นขุนพลคุมเกม แยกแยะ สุขุม ลุ่มลึก รอบคอบ ทั้งบู๊บุ่นมีครบ มีเหมาะสมนั่งจ่าฝูงผู้นำทัพในยามนี้ยิ่งนัก ทหารอาชีพกลับคืนสู่ทหารรั้วของชาติ ทหารในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ...นักรบทหารเสือราชินีอย่างแท้จริง

ตบหน้าล้างบางประวัติศาสตร์ ลับลวงโลก ตํารับแผนพิฆาต 4 ขั้น พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน "นายพลหน้าขาว" หัวหน้าคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) พูดจาสับปลักกลับไปกลับมาตลอดเวลาที่ปฎิวัติรัฐประหารไม่อยู่กะร่องกะรอย ค้นหาหลักฐานคําพูดคำจาตลอดเวลา 1ปี 7เดือน เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา

จบมาเรียงต่อกันโกหกไม่ซ้ำหน้าซ้ำรอยเดิม..."เริ่มที่พูดเรื่องบุญคุณที่ไม่เคยลืม แต่หน้าที่ของชาติต้องมาก่อน"..."สมัยผมรับรองไม่มีการปฎิวัติอย่างแน่นอน"..."วิจารณ์พฤติกรรมรัฐบาลอดีตนายกฯทักษิณมันแทะจนเหลือแต่กระดูก"..."การปฎิวัติครั้งนี้ไม่มีวีรบุรุษ คนวางแผนครั้งนี้มีเพียงผมกับลูกน้องยศ พ.อ.สองคนเท่านั้นเอง"..."การปฎิวัติครั้งนี้ทำให้รู้ว่าใครมิตรและไม่ใช่มิตร"..."ผมยังยืนยันการปฎิวัติที่ผ่านมามันไม่สูญเปล่า"ภาค1.2.3 จะนำพูดคําต่อคำมาลงตีแผ่จะจะ...บางเสี้ยวบางตอน...วาทกรรมงี่เง่าของ นายพลหน้าขาว ท่านนี้

เขกกะบาลเรียกความโง่ออกจากหัวซักเสียบ้าง ต่ออาการแบล็คเมล์อำนาจคนอื่น ดับฝันฝันร้ายของประชาชนได้แล้ว ทหารนักการค้าต่อรองของมืออาชีพเท่านั้น ตกที่นั่งลำบากแรงจูงใจประกาศสงครามแย่ง "ความจงรักภักดี" มันเกินงาม ข้อหาคลาลสิก "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" ข้อต่อรองหากินปฎิวัติทุกครั้งต้องยัดเหยีดข้อกล่าวไว้ข้อใดข้อหนึ่งของคําแถลงการณ์คณะยึดอำนาจเสมอมา

ไหนๆๆก็ไหนๆๆแล้วไม่ขัดศรัทธาเอาภาค1 ตอนที่1 ผมเองตั้งใจจะนำบทสัมภาษณ์เป็นฉากๆๆทั้ง พล.อ.สนธิ จอมลับลวง...พรางเพื่อน...ปลิ้นปล้อนกักฬะในหมู่ลูกแกะ พอดีขอขอบคุณข้อความที่โพส ชื่อคุณ guest แสดงความคิดเห็นต่อข้อเขียนของผม ตรงจังหวะพอดิบพอดีที่ตั้งใจหยิบขึ้นมาเขียนเล่าความ

... คือบทสัมภาษณ์พิเศษ ขวักเจาะใจ "พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร"ตีความต่อ "พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน...ผมไม่นับญาติ

สัมภาษณ์พิเศษ เมื่อวันที่ Saturday, February 23, 2008

"ขออภัยในความไม่สำเร็จ"

วาทกรรมที่พรั่งพรูที่ไม่มีเขื่อนทำนบกั้นขวางสื่อลับลวงพรางโกหก ทั้งต่อหน้าและลับหลังตีกินแม้กระทั่งเพื่อนนักรบเดียวกันเอง คณะนายทหารที่ร่วมก่อการปฎิวัติรัฐหารยึดอำนาจมาด้วยกันแท้ๆๆ ...โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง...นายพลหน้าขาว...บิ๊กบัง...หวานใจของเมียหลายหลายคน..รับฟังได้เปล่าหรือแกล้งทำลืมไม่รู้ไม่ชี้ไม่เห็นว่าการหักหลังใคร...เขาคนนั้นเจ็บปวด...ประเทศชาติ...ใครกันแน่ที่แทะตบทรัพย์บานเบอะ ตบตาประชาชน

ตั้งโต๊ะเจรจาต่อรองหลอกตั้งพรรคการเมือง......... รักชาติ รักหมู รักหมา รักตัวเอง รักชาติน้ำลายหก รักแล้วฟัน รักลับลวงพราง สุดท้าย...รักเงินที่สุด ก่อนเข้าเรื่องเพื่อนฆ่าเพื่อน เพื่อนหักหลังเพื่อน และเพื่อนลับลวงพรางแทงเพื่อน

ตั้งโต๊ะเข้าชื่อเพื่อทวงถามหน่วยงาน คตส. หัวเรือใหญ่นายนาม ยิ้มแย้ม ต้องกล้าตรวจสอบข้อสงสัยเหล่านี้ อย่าเกรงใจคนแต่งตั้งองค์กร คตส.มากับมือเช่นเดียวกัน

ข้อที่1 ข่าวลับลวงพราง ที่เป็นข่าวอื้อฉาว อย่าแทรกแซงหัวดื้อถามหาใบเสร็จ และเอกสารหลักฐานตัวจริงตัวปลอม ใบปลิวย่อมไม่ใช่...งบหลวงที่จัดซื้อจัดหาอาวุธยทโทปกรณ์ งบกลางเบี้ยเสี่ยงภัย นายพลหน้าขาวท่านใดอมพกเข้าห่อรวยอยู่บนซากศพ เหยียบศพคนอื่นหากิน ทหารชั้นผู้น้อยบาดเจ็บล้มตาย ทําเรื่องเบิกจ่ายยากเย็นเข็ญใจรอจนเบื่อหน่ายเซ็งไปเอง...องค์กรท่านนาม ตงฉิน ภารกิจเร่งด่วน...กล้าดำเนินการตรวจสอบไหม

สามัญชนคนธรรมดารับทราบ ท่านนาม...อยากเจอ ม157 ตอนเกษียณในหน้าที่ ค้าความตอนแก่ไม่สนุก สุภาษิตจีน "เป็นความกัน กินขี้หมาดีกว่า" เจรจายอมความ ฐานเข้าใจดีแต่ไม่ถูกต้อง "ให้ถือว่า เงินหลวงตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้" อยู่รอดปลอดภัยจนเกษียณจนตาย เสียงสาปแช่งก่นด่า...ไหนๆขยันเอาผิดทุกคนไม่เลือกหน้าตาเลือกตา ตลอดที่ชีวิตรับราชการรับทราบดีว่าค่าคอมมิชชั่นกรม กอง เหล่านั้น มีตามน้ำทวนน้ำกี่เปอร์เซ็นต์ อย่าทำตัวถ่านฟอกสี ใครต่อใครอยู่เลย

ข้อที่สอง ข้อมูลพบว่านายพลหน้าขาว นั่งหัวโต๊ะเชิญนักธุรกิจระดมทุนหาเงินจัดตั้งพรรครักชาติบ้าง รักชาติเหลว โดนดัดหลังโดดร่มเชิดเงินเข้ากระเป๋าหายเข้ากลีบเมฆ โดยไม่ชี้แจงวัตถุประสงค์ของเงินทั้งหมดเฉียดหลักพันกว่าล้านบาท สบายเฉิ่มอีกก้อนโต มีประจักษ์พยานคนใหญ่คนโตเข็ดขยาด ที่หวนคิดถึงลับลวงโลภ (มากจริงๆๆ) คนพรรค์นี้

ข้อที่สามและข้อที่สี่ ห้า หก เจ็ด ทุนนิยมเผด็จการสามานย์ฉบับหมกเมล็ด...เราจะตามไปดู...ตายเป็นตาย...เจ๊งเป็นเจ๊ง...กลียุคเป็นกลียุค...ทุนนิยมเผด็จการสามนย์...พันธมิตรรุ่นเด็ก รุ่นกลาง รุ่นใหญ่ จัดเสวนาตรวจสอบกล้าๆๆหน่อยหรือมีธง แค่คู่อริทางการเมืองฝ่ายตรงข้าม...พันธมิตรปลอมพันธมิตรเก๊...หยุดวงจรอุบาทว์แค่หน้าฉาก...หลังฉาก... รีบกวาดบ้านเผด็จการคราบประชาธิปไตย...อมเงินหลวงทุกรูปแบบ

อดใจรอมาหลายย่อหน้า ต่อจากนี้คือความในใจลูกผู้ชายชื่อ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร อดีตผู้ช่วยเลขาธิการคมช. ซึ่งตกปากรับคำจาก พล.อ.สนธิ เสร็จภาระกิจพาดบันไดก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผบ.ทบ.ชัวร์ แต่มิตรกลับออกลายกลับลำชู (พล.อ.มนตรี สังขทรัพย์) เพื่อนรู้ใจอีกคนขึ้นแทนแต่สะดุดขาตัวเองล้มอีกครั้ง ผลที่สุด พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา คว้าผบ.ทบ.

พล.อ.สพรั่ง โดนเด้งข้ามห้วยนั่งรองปลัดกระทรวงกลาโหมมาถึงปัจจุบัน เป็นผลต่อเนื่องจากเพื่อนดัดหลัง จนต้องพูดฝากใจ...นับไม่ญาติ กับคนชื่อ(พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน) ตามบทสัมภาษณ์พิเศษ ดังนี้

-ถามตรงๆว่ามีความรู้สึกที่มีต่อ พล.อ.สนธิ ยังเหมือนเดิมหรือไม่ เพราะมีข่าวตอนนี้ไม่มองหน้ากันแล้ว

พล.อ.สพรั่ง - เอาเป็นว่าไม่โกหก คือเหมือนคนใหม่ อยากขอสื่อลงให้ชัดว่า "เหมือนคนใหม่" นั่นคือคําตอบ เหมือนกับคนที่เพิ่งรู้จักกันครั้งแรก

-ความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่

พล.อ.สพรั่ง - ก่อนการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารเมื่อปลายเดือน ต.ค.ปีที่ผ่านมา ไม่นับญาติ ไม่ถือว่าคุ้นเคย และอื่นๆในความหมายของมัน คนมันต้องมีความจริงใจ หากขาดเสียซึ่งความจริงใจมันก็...

ความจริงใจเหมือนยาที่มีคุณภาพมาก ความจริงใจจะทำให้วงจรชีวิตของยามีคุณภาพ แต่เมื่อไหร่วงจรชีวิตมันหมดก็จะสูญเสีย ยาก็จะไม่มีคุณภาพ ยานั้นก็จะต้องทิ้ง ความจริงใจเป็นคุณสมบัติอันนี้ ถ้าอยู่ในคุณสมบัติชองใครจะทําให้คนนั้นเป็นคนดี แต่ถ้าไม่มีความจริงใจจะน่าคบหรือไม่...เป็นเพื่อนร่วมทางกันไม่ได้

-แสดงว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรุนแรงมาก พูดได้หรือไม่ว่าจะไม่เผาผีกับ พล.อ.สนธิ อีก

พล.อ.สพรั่ง - เพราะมันตายกันคนละเวลาแน่นอน ปกติผมก็ไม่ค่อยไปงานพวกนี้อยู่แล้ว เพียงแต่จะเลือกไปเท่านั้น คนที่ทำร้ายผมได้คือคนที่ใกล้ชิด รักกันชอบกัน

-เคยทุบโต๊ะบ่นเจ็บใจหรือไม่ว่าทําไมถึงทํากับนักรบชื่อ พล.อ.สพรั่ง ได้

พล.อ.สพรั่ง - ก็ต้องไปถามเขา แต่ผมไม่แปลกใจ เพราะรู้จักคน ก็เหมือนร่วมอาชีพ บางทีเราอยากจะหนี แต่ทําไม่ได้

-ความสัมพันธ์กับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. เป็นอย่างไรบ้าง

พล.อ.สพรั่ง - น้องเขาให้ความเคารพสม่ำเสมอ น้องเขามีไมตรีจิตดีเป็นปกติ ตอนนี้ พล.อ.อนุพงษ์ ได้เป็นผบ.ทบ. ผมก็แสดงความยินดี พล.อ.อนุพงษ์ ก็บอกว่าพี่มีอะไรเต็มที่เหมือนเดิม ผมก็บอกว่าพี่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ผมยังขอบคุณ พล.อ.อนุพงษ์ เลย

-รู้สึกอย่างไรที่เจอมรสุมทั้งผู้บังคับบัญชา และเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดที่เรียกว่า "มิตรอำมหิต"

พล.อ.สพรั่ง - ข่าวหนังสือพิมพ์ที่เข้าข่ายโจมตี ผมได้ดำเนินการทางกฎหมายไปแล้ว ผมอยากจะหาตัวผู้อยู่เบื้องหลัง ซึ่งก็ไม่ใช่ใครอื่น มิตรรักแฟนเพลงกันทั้งนั้น เจ้าตัวรู้ดี เป็นใครไปไม่ได้ แต่ผมไม่อยากทะเลาะผ่านสื่อ เพราะไม่อยากตกเป็นเหยื่อของการเล่น ปัญหาบ้านเมืองมีอีกเยอะ

จากปากคำ พล.อ.สพรั่ง คนกันเองที่ถูกหมางเมิน...เปลือยกายเปลือยใจจุดยืนนายพลหน้าขาวเปลี่ยนสี ถอดสี ถอดใจ ปันใจให้คนอื่น ใครอย่าเปลี่ยนใจผม จะตามล่าขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า เงินงบหลวงอยู่กับคนมันชั่วปฎิวัติยึดอำนาจ เงินทองอยู่ติดมือ จะใต้ดินบนดินจะกี่พันกี่หมื่นล้านบาท ให้ถือว่า กำลังนี้กรรมมันติดจรวดกับคนมันชั่วอยู่ครับ

จาก hi-thaksin

Thursday, April 3, 2008

สิ่งตกค้างจาก คมช.

คอลัมน์ : ฝ่าเปลวแดด
โดย : ดาวประกายพรึก


เชื่อว่าการปฏิวัติแบบลากปืนออกมาไล่รัฐบาลเลือกตั้งไม่มีหรอก อย่างน้อยก็อีก 4-5 ปี ต่อจากนี้ เพราะความล้มเหลวของ "คมช." และรัฐบาล "ขิงแก่" ที่บริหารงานได้หดหู่เอามาก ๆ ยังติดตาตรึงใจคนไม่เลิก ออกไปก็มีแต่เสียงก่นด่าไล่หลังแทบไม่ได้ผุดได้เกิด ทหารมีหรือจะไม่รู้

เรื่องอะไรจะปฏิวัติซ้ำ ปฏิวัติซ้อน ให้ไม่มีแผ่นดินอยู่ เพราะคนไม่ยอมรับแล้ว

แต่นั่นละ ใช่ว่ากลุ่มแก๊งที่ร่วมปฏิวัติและขบวนการที่ปูทางให้ยึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญ จะเลิกราง่าย ๆ บังเอิญ มือที่มองไม่เห็น เป็นพวก "จอมอาฆาต" ใครทำเจ็บ เอาถึงตาย เล่ากันว่า ตอนมีอำนาจสูงสุด ทหารที่เป็นปฏิปักษ์ ไม่มีโอกาสได้เติบโต เพราะเสนอชื่อมากี่ครั้ง มือที่มองไม่เห็นเอาปากกาขีดชื่อออกทุกครั้ง

เชื่อแล้วว่า ปฏิบัติการสืบทอดอำนาจรูปแบบใหม่ อาศัยรัฐธรรมนูญปิศาจ ส.ว.ลากตั้ง องค์กรอิสระบางแห่ง กระบวนการ "ตุลาการภิวัตน์" ที่กำลังไล่บี้ไล่ล้างรัฐบาลอยู่นี่แหละ เป็นเครื่องมือหลัก !?!

ก็ดูสิ ถึงพลังประชาชนได้เป็นรัฐบาล 6 พรรค แต่ก็บริหารประเทศไม่ได้ง่ายดาย หมอเลี้ยบ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รมว.คลังบอก เข้ามานั่งเก้าอี้ใหม่ขุนคลังเดือนแรก มีแต่คนถามเมื่อไหร่จะยกเลิกมาตรการ 30% แค่เดือนที่ 2 มีแต่คนถาม เมื่อไหร่จะถูกถอดถอนหรือถูกยุบพรรค

มันน่าหดหู่มั้ยเล่า!!!

อย่างที่รู้ เกมยุบพรรคพลังประชาชนและพรรคร่วมรัฐบาล ชาติไทย มัชฌิมาธิป ไตย พลังประชาชน กำลังเดินหน้าอย่างเข้มข้น ควบคู่ไปกับเกมถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ไล่ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช ถูก คตส.กล่าวหาคดีทุจริตซื้อรถดับเพลิง กทม.หากศาลฎีกาประทับรับฟ้องเมื่อไหร่ ก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที, "หมอเลี้ยบ" ที่กำลังลุยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ถูกคดีหวยบนดินจ่อคอหอย ศาลรับฟ้องเมื่อไหร่ คงไม่เกินต้นพฤษาคมนี้ ก็ต้องหยุดทำหน้าที่ทันที ไม่ต้องพูดถึง ยงยุทธ ติยะไพรัช ที่หลุดจากเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎรก่อนหน้านี้แล้ว

สำหรับคดียุบพรรคที่ต้องไปชี้ชะตากันในศาลรัฐธรรมนูญก็อีกไม่นานเกินรอหรอก

เดือนเมษายนนี้ การตรวจสอบประ วัติ "9 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ" ชุดใหม่ (จากสรรหา 4, ศาลฎีกาแต่งตั้ง 3 และศาลปกครอง 2) จะเรียบร้อย พฤษภาคม ส.ว. รับรอง จากนั้นกระบวนการยุบพรรคจะเดินเครื่องทันที

ประมาณสิงหาคม ชาติไทยกับมัช ฌิมาธิปไตย ก็จะถูกยุบ และหลังจากนั้นเดือนกันยายนหรือตุลาคม ก็เป็นคิวของพลังประชาชนบ้าง

ปฏิทินเวลาคร่าว ๆ ล็อกกันอย่างนี้???

รัฐบาลที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนทั่วประเทศ มีเสียงท่วมท้นตั้ง 316 เสียง แต่บริหารไม่ถึง 2 เดือนกลับต้องเผชิญกับเกมถอดถอนและการยุบพรรค จนไร้เสถียรภาพ ถามหน่อยเถอะ มัน "บ้าบอ" หรือเปล่า ???

การแก้ไขรัฐธรรมนูญปิศาจจึงจำเป็นอย่างยิ่งยวด แต่คงไม่ทัน นอกจากหาทางเอารัฐธรรมนูญฉบับประชาชนปี 2540 มาใช้ก่อน อย่างอื่นพูดทีหลัง !!!

นี่ถ้ามือที่มองไม่เห็น นึกถึงความสงบสุขของประเทศชาติอย่างปากว่าจริง ก็ต้องสมควรเลิกอาฆาต เลิกจองเวร แล้วปล่อยให้บ้านเมืองเดินไปตาม "ครรลองประชาธิปไตย"ที่ควรจะเป็น บ้านเมืองก็จะไม่เข้าสู่กลียุค

คนเรา หัวหงอก จะเข้าโลงอยู่แล้ว ยังจะยึดมั่น ถือมั่น อยู่อีก บ้านเมืองมันถึงยุ่งไม่เลิกไงเล่า.


เด้ง ! อธิบดีกรมขนส่งทางบก เรียกผลประโยชน์จากเอกชน

เด้ง อธิบดีกรมการขนส่งทางบก มาช่วยราชการในกระทรวงฯ หลังผลสอบกรณีเรียกรับผลประโยชน์จากเอกชนมีมูล

นายชัยสวัสดิ์ กิตติพรไพบูลย์ ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ในวันนี้ได้ลงนามในคำสั่งโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง โดยได้ให้นายศิลปชัย จารุเกษมรัตนะ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก มาช่วยราชการในกระทรวงคมนาคม พร้อมลงนามแต่งตั้งให้นายชัยรัตน์ สงวนชื่อ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก มาทำหน้าที่รักษาการอธิบดีกรมการขนส่งทางบกแทน ทั้งนี้ การโยกย้ายดังกล่าวมาจากสาเหตุหลังจากมีการร้องเรียนเกี่ยวกับกรณีที่นายศิลปชัยถูกกล่าวหาว่า มีการเรียกรับผลประโยชน์จากเอกชน และกระทรวงคมนาคมได้แต่งตั้งนายปิยะพันธ์ จัมปาสุต รองปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธานคณะกรรมการสอบสวน ซึ่งผลสอบสวนพบว่า มีการกระทำที่มีมูลความผิดจริง หลังจากนี้จะมีการตั้งคณะกรรมการสอบวินัยกับนายศิลปชัยด้วย โดยคำสั่งโยกย้ายดังกล่าวให้มีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นตันไป


ยุติธรรมสั่งDSIยกระดับงานสืบสวนสอบสวนเทียบเท่าตุลาการ

รัฐมนตรียุติธรรม สั่งดีเอสไอ ยกระดับงานสืบสวนสอบสวนให้เชี่ยวชาญเทียบเท่าตุลาการ เพื่อให้การทำงานมีความเที่ยงธรรม


พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เปิดเผยว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้มอบนโยบายให้ดีเอสไอ ยกระดับการสืบสวนสอบสวนของบุคลากรในกรม ให้เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านสืบสวนสอบสวนอย่างแท้จริง โดยยึดมาตราฐานประหนึ่งเป็นตุลาการ เพื่อให้มีความเที่ยงธรรมและโปร่งใสในการดำเนินคดีกับทุกฝ่าย ทั้งนี้ดีเอสไอถือว่ามีความได้เปรียบหน่วยงานอื่นๆ เนื่องจากมีบุคลากรในหลายอาชีพเข้ามาช่วยงาน ดังนั้นเมื่อได้รับมอบหมายนโยบายแล้วก็จะต้องเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วน เนื่องจากดีเอสไอยังมีคดีที่คั่งค้างอยู่มาก อย่างไรก็ตามอธิบดีดีเอสไอ ยืนยันหากต้องมีการสอบสวนเพิ่มเติมในคดีตุกติกโครงสร้างผู้ถือหุ้นบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จะไม่มีการเปลี่ยนชุดพนักงานสอบสวนอย่างแน่นอน


ส.ส.พปช.เตรียมพร้อมสถานที่รับทักษิณ

ส.ส.พรรคพลังประชาชน จ.พะเยา ประสาน สภาวัฒนธรรมจังหวัดพะเยา เตรียมสถานที่รองรับ อดีตนายกฯทักษิณ ทำพิธีสืบชะตาที่วัดพระเจ้าตนหลวงพรุ่งนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่นไหว ก่อนการเดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่จะเดินทางมาทำพิธีสืบชะตา ณ วิหารวัดศรีโคมคำ อ.เมือง จ.พะเยา ในวันพรุ่งนี้ ว่า คณะผู้เกี่ยวข้องได้จัดเตรียมงานพิธีกรรม-อาราธนานิมนต์ พระธรรมวิมลโมลี ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 6 และเจ้าอาวาสวัดศรีโคมคำ พร้อมพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ในจังหวัดพะเยา ทั้งหมดจำนวน 9 รูป สวดมนต์ทำพิธีสืบชะตา จากนั้นเมื่อเสร็จสิ้นพิธีสืบชะตา พ.ต.ท.ทักษิณ ก็จะเดินทางต่อไปยังวัดในจังหวัดเชียงรายเพื่อทำบุญเช่นกัน

ขณะที่ นายวิมล ปิงเมืองเหล็ก ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดพะเยา เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพะเยาได้รับการประสานงานจาก น.ส.อรุณี ชำนาญยา และ นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.พะเยา ในการเดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิน ซึ่งการมาพะเยาครั้งนี้ของ พ.ต.ท.ทักษิณ มาด้วยเหตุผลเดียว คือ ต้องการทำบุญตามจารีตประเพณีทางล้านนา โดยเฉพาะขณะนี้ใกล้ถึงช่วงสงกรานต์ คนล้านนาเชื่อว่าจะย่างเข้าสู่ปีใหม่แล้ว การทำบุญสืบชะตาจะทำให้เป็นการเสริมบุญบารมีให้กับชีวิตมีความสุข

ทั้งนี้ แต่เดิมกำหนดการการเดินทางมาจังหวัดพะเยา ของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเป็นช่วงเช้าเวลาประมาณ 09.00 น.เพื่อเข้าพิธีสืบชะตาในเวลา 10.30 น.ปรากฏว่า ติดปัญหาเรื่องเวลาของเครื่องบิน ลงที่จังหวัดเชียงรายช้ากว่ากำหนด จึงต้องเลื่อนเวลาออกไปทำพิธีสืบชะตาในช่วงบ่าย ประมาณ 13.30 น.อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ภายในวิหารวัดศรีโคมคำ เจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมเครื่องใช้ในพิธีสืบชะตาพร้อมกับการโยงด้านสายสิญจน์เรียบร้อยแล้ว เพื่อรองรับพิธีกรรมในวันพรุ่งนี้ (3 เมย.)


ทีมทนาย พ.ต.ท.ทักษิณ ทำเอกสารแจงคดีเอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้พม่าเสร็จแล้ว

กทม. 2 เม.ย. - นายฉัตรทิพย์ ตัณฑประศาสน์ ทนายความส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีที่ถูกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) กล่าวหาว่าใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบในการเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจของตัวเอง และพวกพ้อง เปิดเผยว่า ขณะนี้ทีมทนายความได้ทำเอกสารชี้แจงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูก คตส.ชี้มูลความผิด ในคดีธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ ปล่อยเงินกู้ให้กับทางการพม่า และได้จัดส่งให้ทีมโฆษกของ พ.ท.ต.ทักษิณ รับทราบ เพื่อนำไปใช้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนแล้ว.- สำนักข่าวไทย



อัพเดตเมื่อ 2008-04-02 17:56:49


เดิมพันกับหมอ

ปลายเมษายน..จะเกิดจลาจลรัฐประหารครั้งใหญ่ นองเลือด คนตายเป็นเบือ
ปลายพฤษภาคม..จะเกิดแผ่นดินไหว คลื่นยักษ์จะขึ้นฝั่งจากอันดามันอีกครั้งปลายมิถุนายน..คนสำคัญของแผ่นดินจะเจ็บไข้ได้ป่วย อาการจะรุนแรงอย่างคาดไม่ถึงและอาจสูญเสียชีวิตนั่นคือคำทำนายของ..คนที่ถูกเรียกว่านอสตราดามุส..หมอดูที่ชื่อโสรัจจะ นวลอยู่

ดวงดาวบนฟากฟ้า..จะให้ภาพเด่นชัดแจ่มใสเหมือน..จอทีวีอย่างนั้นเลยหรือ..สวนตำรา..พยากรณ์..กันไว้ตรงนี้ปลายเมษายน..จะเกิดจราจลรัฐประหาร..มองจากต้นเมษายน..จากนี้ไปประเทศไทยจะอยู่ในช่วงวันมหาสงกรานต์..ที่จะติดพันยาวนานไปจนถึงวันที่ 20 เมษายน..คงจะไม่มีใครอุตริประชุมกำลังเรียกทหารจากงานรื่นเริง มาใส่ชุดสนามขับรถถังออกมายึดเมือง..

นักรัฐประหาร..อาจจะจู่โจมไปอุ้มตัว ทักษิณ ชินวัตร..จากงานรดน้ำดำหัวเอาตัวมาควบคุมไว้ แต่มันจะได้อะไร..วันนี้ ทักษิณ ชินวัตร..ก็คืออดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีคดีเป็นผู้ต้องหา..ครั้งจะไปอุ้ม สมัคร สุนทรเวช จากกลางตลาด..มันก็เปลี่ยนแปลงประเทศไม่ได้..ท่านมาทำงานในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี..เพราะคนที่ประชาชนอยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น..เขายืนยันจะไม่เล่นการเมืองอุ้มสมัครวันนี้ พรุ่งนี้หมอเลี้ยบหรือผู้พิพากษาสมชาย..ท่านก็เป็นแทน

ยิ่งทำนายว่า..จะนองเลือดยิ่งไปกันใหญ่..มันจะไปเอาเลือดที่ไหนมานอง..ทุกครั้ง..ประชาชนก็หลีกให้กับกองทัพ และแล้วกองทัพก็หลีกให้กับประชาชน..หรือจะทำนายว่าทหารกับทหารจะฆ่ากัน..นั่นยิ่งเป็นไปไม่ได้..ถืออาวุธระดับเปลี่ยนกรุงเทพฯ เป็นกองขยะได้..คำสั่งย้ายก็คือคำสั่งย้าย..ยังไม่เห็นใครกดปุ่มเปิดสงครามซะที..ยิ่งวันนี้เวลานี้ยิ่งไม่มีทาง..อินโดจีนแผ่นดินไหว..มันไม่ใช่เรื่องแปลก..แผ่นดินไหวตรงนั้น..มันจำเจซ้ำซากจนนอนตาหลับ..ทายว่าจะเกิดสึนามิเกยฝั่ง..ย้อนหลังไป 200 ปี..ประเทศไทยเคยมีครั้งเดียว..แต่นี่ 4 ปีจะมี 2 ครั้ง..เอามาแสนแลกล้านจะพนันกันไหมคุณหมอ

ปลายมิถุนายน..คนสำคัญของแผ่นดินจะป่วยตาย..งานนี้ทายง่ายทายอย่างไรก็ไม่ผิด..คนสำคัญของแผ่นดินต้องเป็นคนแก่..และแผ่นดินก็มีคนสำคัญมากมาย..ที่ต้องแก่แล้วตายก็เป็นปรกติเหมือนน้ำขึ้นน้ำลง..ทายว่า..พรุ่งนี้พระอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันออก..มันจะทายผิดได้อย่างไร ทายแบบนี้เมื่อไหร่มันก็แม่น ปฏิวัติรัฐประหารนั้น..“เมื่อผมยืนยันว่าไม่มี ผมก็รับผิดชอบอยู่แล้ว”..หมอรู้ไหมใครพูด..พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา..ผู้บัญชาการทหารบก..

พญาไม้


แก้ รธน.50 ประชาชนไม่โง่ แล้วใครโง่?

หากยังพอจำช่วงของการรณรงค์ทั้งฝ่ายรับและไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 กันได้

จะเห็นว่า เหตุผลของฝ่าย “ไม่รับ” นอกจากมุ่งเป้าไปที่ “เนื้อหา” แล้ว

ยังพยายามสื่อสารให้เห็นช่องทาง “ลดเลี้ยว” หรือ “กับดัก” “หลุมพราง” ที่ถูกขุดไว้อย่างแยบยลนั้นด้วย

เช่น ประเด็นการแก้ไข...

ฝ่าย “รับ” หลายคน ที่แม้ไม่เห็นด้วยกับเนื้อหา แต่ยังคงวางใจ “รับๆ ไปก่อน”

ขณะที่ฝ่าย “ไม่รับ” เตือนชัดว่า หากลงมติรับร่างกันเมื่อไร ก็อย่าหวังจะได้แก้ไขง่ายๆ

เพราะเหตุผลที่ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ “ผ่านการทำประชามติ” โดยเสียงประชาชนข้างมากมาแล้ว...จะถูกหยิบใช้มาเป็นยันต์คุ้มกันอย่างแน่นอน

ถ้าคุ้มกันจากสิ่งชั่วร้ายก็แล้วไป...

แต่คุ้มกันสิ่งที่บิดเบือน บกพร่อง ให้ไม่อาจดำเนินการแก้ไขได้...นี่ต่างหากคือ “อันตราย” ที่ฝ่ายไม่รับเคยพยายามนำเสนอ

แล้วก็เป็นจริงดังว่า...

เพราะ “คาถา” ที่ฝ่ายซึ่งเคยเป็นทั้ง “ผู้ร่าง” “ผู้รับ” “ผู้สนับสนุน” รัฐธรรมนูญ 2550 นำมาใช้ ไม่พ้นไปจากที่ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการลงประชามติมาแล้ว รัฐบาลไม่มีสิทธิ์ยุ่ง

เช่น คนล่าสุดที่ออกโรงมาปกป้องรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นายวรากรณ์ สามโกเศศ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกฯ

นายวรากรณ์ กล่าวว่า “การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะกฎหมายฉบับนี้ผ่านการลงประชามติจากประชาชน และตนเชื่อว่าคนที่มาลงประชามติไม่ใช่คนโง่ ดังนั้น การจะทำอะไรกับกฎหมายรัฐธรรมนูญก็จะต้องเคารพมติของประชาชน”

“ไม่ใช่ว่าได้รับการเลือกตั้งเข้ามาแล้วก็ใช้อำนาจเข้ามาแก้ไข รัฐบาลจะมาอ้างว่าได้รับคะแนนเสียงข้างมาก แล้วคิดจะแก้ไขกฎหมายหรือทำอะไรก็ได้ไม่ได้” (ผู้จัดการออนไลน์ 2 เม.ย. 2550)

คำพูดตลบตะแลงย้อนแย้งกันเองอย่างน่าขัน

ประโยคหนึ่งบอกว่า รัฐธรรมนูญผ่านการลงประชามติจากประชาชน จะแก้ไขก็ต้องเคารพประชาชน

แต่อีกประโยคกลับบอกว่า รัฐบาลที่เข้ามาด้วยเสียงประชาชน...จะมาอ้างเสียงข้างมากไม่ได้

สรุปแล้ว ไม่รู้ว่าอดีตรัฐมนตรีขิงแก่ ให้ความสำคัญหรือไม่ให้ความสำคัญกับเสียงประชาชนกันแน่

และทั้งที่รัฐบาลนี้ก่อนเข้ามาก็ประกาศชัดเจนแล้วว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับอำมาตยาธิปไตย ให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น...

ถ้านายวรากรณ์เชื่อว่าประชาชนไม่ได้โง่จริงตามอย่างที่ปากพูด ก็ต้องยอมรับด้วยว่าประชาชนไม่ได้โง่ที่เลือกพรรคพลังประชาชนเข้ามา

และยิ่งไม่โง่ถึงกับไม่รู้ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญคือหนึ่งในเป้าหมาย

การที่ไม่โง่ รู้ และเลือก จึงเท่ากับเป็นการเห็นพ้องต้องกันว่ามันสมควรแก้ไข...อนุญาตให้แก้ไข...

เว้นเสียแต่นายวรากรณ์จะคิดไปอีกอย่าง คือ คิดว่าประชาชนที่ “รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ได้โง่...

แต่ประชาชนที่ “เลือก” รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศ เข้ามาให้แก้รัฐธรรมนูญนี้ต่างหากที่โง่...

เช่นนั้นหรือเปล่าหนอ



“กฎหมายและอำนาจยุบพรรคการเมือง พัฒนาหรือวิบากกรรมสังคมไทย”

การสัมมนาวิชาการเรื่อง “กฎหมายและอำนาจยุบพรรคการเมือง: พัฒนาหรือวิบากกรรมสังคมไทย” จัดโดย คณะนักวิชาการการเมืองเพื่อประชาธิปไตยและสันติวิธี (คปส.) ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม เมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม 2551 ที่ผ่านมา

มีผู้เข้าร่วมสัมมนา อาทิ อ.วสันต์ ลิมป์เฉลิม สมาชิกนักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสันติวิธี นายกมล บันไดเพชร ตัวแทนพรรคพลังประชาชนและนักกฎหมาย นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตคณะกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ 2 และ อ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช นักวิชาการ โดยมี ดร.วรพล พรหมิกบุตร ดำเนินรายการ

ดร.วรพล พรหมิกบุตร กล่าวถึงประเด็นในวันนี้เกี่ยวข้องกับคดียุบพรรค ที่เป็นเพียงปัญหาแค่ส่วนหนึ่งของประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นที่มันเริ่มใหญ่โตในปัจจุบัน เป็นปัญหาของ “กลุ่มอำนาจ” ที่พยายามทำตัวออกนอกระบบประชาธิปไตย เพื่อเข้ามายึดอำนาจโดยผ่านทางรัฐธรรมนูญ 2550 และรัฐธรรมนูญฉบับอื่นที่เกี่ยวข้องนำมาประกอบกัน ที่เรารู้จักกันในนาม “กลุ่มอำมาตยาธิปไตย” ที่เรานิยามกันมา

ซึ่งไม่ได้เข้ามาแข่งขันกันในรูปแบบพรรคการเมือง แต่ต้องการเข้ามามีอำนาจในระบบการเมืองไทย โดยอาศัยรัฐธรรมนูญ 2550 ใช้อาจแต่งตั้งบุคคลเข้ามามีบทบาท เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เป็นต้น

จะเห็นว่ารัฐธรรมนูญ 2550 เข้ามากดอำนาจประชาธิปไตยของประชาชนให้อยู่ภายใต้อำนาจของผู้ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง โดยใช้อำนาจควบคุมนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง เช่น อาศัยกลไกรัฐธรรมนูญรวมกับ กกต. ในการสั่งยุบพรรค หรือควบคุมผ่านกลไกวุฒิสภา ในการถอดถอนนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ในประเด็นที่เราจะพูดคุยกันในวันนี้จึงเป็นเรื่องของการยุบพรรค รวมไปถึงเรื่องเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ

“สั่งยุบพรรคไทยรักไทย...
มีแต่ข้อสงสัย ไร้การติดตามหลักฐาน”
อ.วสันต์ ลิมป์เฉลิม สมาชิกนักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสันติวิธี


การยุบพรรคไทยรักไทย ในแง่ของความชอบธรรมและในแง่ของกฎหมายนั้นไม่น่าที่จะเกิดเหตุการณ์ที่จะทำให้เกิดการยุบพรรคได้ แต่สิ่งที่เราไม่คาดคิดก็สามารถเกิดขึ้นได้ โดยอ้างจากหนังสือของ อ.อมร จันทรสมบูรณ์ ที่วิจารณ์คำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในการยุบพรรคว่ามีความน่าเชื่อถือสูง ถึงแม้ว่าผมจะไม่เห็นด้วย ก็อยากที่จะให้ทุกท่านได้เข้าใจร่วมกัน ถึงสิ่งที่ อ.อมร ได้เขียนไว้ ผมเข้าใจว่าท่านเกิดความสับสนเหมือนกับคนไทยบางกลุ่ม ซึ่งเหตุการณ์ที่ผ่านมายังไม่ได้มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริง มีแต่เพียงการกล่าวหาทั้งนั้น

ที่ศาลรัฐธรรมนูญกล่าวหาว่า ผู้นำพรรคไทยรักไทยมีความขัดแย้งภายในพรรคหรือการกล่าวหาว่ามีผลประโยชน์ร่วมกับต่างชาติที่นำไปสู่กระบวนการยุบพรรคนั้น เป็นเพียงเหตุผลที่กล่าวอ้างที่ไม่ได้มีการพิสูจน์ว่า “ข้อกล่าวหาจะเป็นจริงหรือไม่ นั้นต้องเป็นกระบวนการของการพิสูจน์และหาหลักฐาน”

ส่วนข้อกล่าวหาที่ทำให้เกิดการยุบพรรคนั้น ต่างก็มีข้อเคลือบแคลงสงสัย เมื่อความคิดในเหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดความผิดพลาดขึ้น เราจะมีวิธีการแก้ไขอย่างไร จากที่ได้มีการนำเสนอการทำนิรโทษกรรมนั้น เป็นการตัดสินใจที่ผิด เพราะถ้าเราทำนิรโทษกรรมแสดงว่า เรายอมรับว่าการตัดสินที่ผ่านมาถูกต้อง ผมจึงไม่เห็นด้วยกับการทำนิรโทษกรรมกับกรณีการยุบพรรคในครั้งที่แล้ว และไม่เห็นด้วยกับการบรรเทาโทษ เพราะว่าไม่มีความผิด เมื่อไม่มีความผิดก็ไม่จำเป็นต้องบรรเทาโทษ ตอนนี้ทำได้อย่างเดียวคือการให้อภัยกับ คมช. (คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ) และหลักที่ผมจะนำเสนอคือ “บรรเทาความเสียหาย หยุดโทษที่จะเกิดขึ้น”

โดยตอนนี้ปัญหาที่ดูจะเลอะเลือนมาก คือการที่ให้คนตีความเป็นพวกเดียวกับคนร่างกฎหมายทั้งๆ ที่หลักสากลนั้นจะต้องเป็นกลุ่มคนคนละพวกกัน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว จะหาข้อยุติกับปัญหาให้เกิดความเป็นธรรมได้อย่างไร

“ยุบพรรคไร้ความโปร่งใส
แฉเบื้องหลังมีส่วนได้เสีย”
กมล บันไดเพชร ตัวแทนพรรคพลังประชาชนและอดีตนักกฎหมาย


ย้อนกลับไปดูรัฐธรรมนูญ 2540 ที่บอกว่าถ้าผู้สมัครคนใดได้ใบแดง ที่ไม่มีการตัดสินเหมือนกับรัฐธรรมนูญ 2550 เพราะว่าไม่ได้บอกว่า จะนำไปสู่การยุบพรรค ซึ่งเจตนารมณ์เดิมของ รัฐธรรมนูญ 2540 คือการป้องกันไม่ให้เกิดการรัฐประหาร ส่วนการพิจารณาคดีของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่มาจากคำสั่ง คปค. เราก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่า คนกลุ่มนี้มาจากคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองที่มารับรองด้วยรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2549

ซึ่งคดีใดก็ตามที่ค้างอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคดีต่อไป ต่อมาก็ออกมาประกาศ ฉบับที่ 29 กรณีการตัดสินคณะกรรมการบริหารพรรคไม่ให้เข้ารับการมีสิทธิในการรับเลือกตั้ง ซึ่งแท้จริงแล้วผู้ที่มีอำนาจในการสั่งเป็นของศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้นที่มีสิทธิในเรื่องดังกล่าว ผมจึงเห็นว่านี้เป็นเรื่องที่ผิดหลักการทางกฎหมายอย่างชัดเจน

หรือแม้แต่การสอบพยานก็ล้วนแล้วแต่เป็นพยานของฝ่ายผู้กล่าวหาทั้งสิน โดยไม่ได้เรียกให้อีกฝ่ายได้เข้ามาชี้แจ้ง โดยตุลาการรัฐธรรมนูญกล่าวอ้างว่า การยุบพรรคเป็นเรื่องของนายทะเบียนพรรคการเมืองที่คณะกรรมการทำการสอบสวนไม่จำเป็นที่จะต้องกระทำตามระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่กำหนดว่าการสอบสวนต้องให้ทั้ง 2 ฝ่ายเข้ามาชี้แจ้ง ผมทราบว่าในการสอบครั้งนั้นพรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้สอบสวนพยานแล้วว่า ถือเอาคำสอบสวนนั้นเป็นการสอบสวนของคณะอนุกรรมการที่เป็นฝ่ายกระทำ

ส่วนในเรื่องของการชั่งน้ำหนัก นายสุขสันต์ ชัยเทศ ในขณะนั้นเป็นสมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ อ้างตัวเองเป็นกรรมการพรรคพัฒนาชาติไทย จะต้องมีการพิสูจน์ให้เห็นว่าพยานปากนี้ไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ เพราะว่ามีส่วนได้เสียกับพรรคประชาธิปัตย์ ในรายละเอียดปลีกย่อย จะเห็นว่าการสอบพยานนั้น เป็นการเชื่อคำกล่าวหาทั้งหมด และคนที่ประชาชนเลือกมาต้องมาถูกตัดสิทธิทางการเมืองแค่คน 5 คนที่เป็น กกต. และ 9 คนที่เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แล้วเหตุการณ์เช่นนี้กำลังจะเวียนกลับมาให้เห็นอีก

“กฎยุบพรรคล้าหลัง
ให้คนไม่กี่คนมีอำนาจบริหารประเทศ”
จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตคณะกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย


ระบบกฎหมายกติกาว่าด้วยการยุบพรรคในปัจจุบัน เป็นกฎหมายที่ล้าหลัง ไม่เห็นความสำคัญของพรรคการเมือง เป็นกฎหมายที่ต้องการให้พรรคการเมืองอ่อนแอ และส่งผลให้ประชาชนเกิดความอ่อนแอด้วย เพราะไม่เคารพหลักประชาธิปไตย ซึ่งกฎหมายดังกล่าวก็ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อการซื้อเสียงตามที่กล่าวอ้าง และตอนนี้ สิ่งที่จะทำให้บ้านเมืองไปสู่สถานการณ์วิกฤตก็เพราะกลุ่มคนที่มาจากการแต่งตั้งเพียงไม่กี่คนเท่านั้น

ที่ผมสรุปให้เห็นแบบนี้ เพราะว่าระบบกฎหมายว่าด้วยการยุบพรรคไม่ได้เพิ่งมาเริ่มมีปัญหาในตอนนี้ แต่มีปัญหามาตั้งนานแล้ว ซึ่งกระบวนการที่จะทำให้เกิดการยุบพรรคอาศัย กกต. และศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผลมาจากการเพิ่ม มาตรา 237 ที่ถูกใส่ไปในรัฐธรรมนูญ 2550 เกิดวิกฤติการเมืองที่บ้านเมืองตกอยู่ในเงื้อมมือของคนที่มาจากการแต่งตั้งเพียงไม่กี่คน รัฐธรรมนูญ 2550 ทำให้กฎของการยุบพรรคเกิดความเลวร้ายมากที่สุด

คนเพียงไม่กี่คนที่มาจากการแต่งตั้ง 14 คนก็สามารถเปลี่ยนแปลงนาย ก. เปลี่ยนแปลงนโยบายอุดมการณ์ของ ส.ส. ที่ได้ให้สัญญากับประชาชนไว้ ถ้าอย่าง นาย ก.ไปสังกัดพรรคใหม่ แต่ออกมาประกาศใช้นโยบายเดิมก็ถูกกล่าวหาว่าเป็น “นอมินี” อีก การยุบพรรคไม่ใช่เป็นการลงโทษแต่พรรคการเมืองเท่านั้น แต่การยุบพรรคเป็นการลงโทษประชาชนด้วย เป็นการทำลายสิทธิของประชาชน เป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตย และส่งผลให้ระบบพรรคการเมืองเสียหาย ซึ่งการกระทำแบบนี้มันร้ายแรงยิ่งกว่า เด็กหนึ่งคนทำแจกันแตกแล้วโดนตีทั้งห้อง แต่หลังจากโดนตีแล้วโรงเรียนก็ถูกปิดไปเลย แล้วเด็กนักเรียนห้องอื่นที่ไม่รู้เห็นด้วย มันเป็นการกระทำที่ยุติธรรมแล้วหรือ

ในตอนนี้จะยุบพรรคไหนก็คงต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของคนทั้ง 14 คนนี้แล้ว ฉะนั้น บ้านเมืองในตอนนี้ถือว่าไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายของประชาธิปไตย แต่อยู่ภายใต้เงื้อมมือของคนไม่กี่คนที่มาจากการแต่งตั้ง ต้นตอก็มาจากคณะยึดอำนาจ ถึงแม้ว่าจะมีการต่อสู้กันตามเกณฑ์ และถึงแม้ว่าในตอนนี้ประชาชนจะเป็นผู้ชนะ แต่อย่าลืมว่าใครเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ ถ้าเราจะไปดูคดีของพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตยที่จะเกิดการยุบพรรค เห็นท่าว่าจะรอดยาก ถ้าว่ากันตามกฎหมาย เพราะว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นฉบับที่ล้าหลังไม่เป็นประชาธิปไตย เป็นภัยร้ายแรงต่อการพัฒนาและฟื้นฟูประชาธิปไตยต่อไปในอนาคต

“มือที่มองไม่เห็นจัดฉากล้มพลังประชาชน”
ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ 2


จากที่คุณจาตุรนต์ได้กล่าวในตอนท้ายไว้ว่า ถ้าพระหนึ่งรูปปาราชิก แสดงว่าพระทั้งวัดก็ต้องปาราชิกทั้งหมด แล้วก็เผาวัดทิ้งไปเลย แล้วทำไมวันนี้พรรคที่มีเจตนาอย่างชัดเจนอย่างประชาธิปัตย์ที่เรียกร้องมาตรา 7 และวันที่ 24 มีนาคม 2549 ที่ตั้งเวทีปราศรัยที่ท้องสนามหลวง คุณอภิสิทธิ์บอกอย่างชัดเจนว่าอยากให้มีนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 7 แสดงว่าคุณอภิสิทธิ์ต้องการล้มรัฐธรรมนูญ 2540

เราจะเห็นว่าคนของพรรคประชาธิปัตย์บางคนมีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกพันธมิตรที่ออกมาทำการเคลื่อนไหวจนกระทั่งวันเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ก็จะเห็นแกนนำพันธมิตรเป็นจำนวนมากที่มาอยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ หนึ่งในนั้นคือ สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์

ถามว่า ศาลรัฐธรรมนูญใช้ตรรกะข้อใดมาอธิบายว่า พรรคไทยรักไทยล้มล้างรัฐธรรมนูญ จนมาถึงพรรคพลังประชาชนที่ได้มีกระบวนการตั้งธงว่า เมื่อมีการฉีกรัฐธรรมนูญแล้ว ก็จะทำลายระบบคุณทักษิณทั้งมือซ้ายมือขวาให้หมดสิ้น

จนมาถึงเรื่องของคุณยงยุทธ (ติยะไพรัช) ที่ไม่ได้เป็นคนในบ้านเลขที่ 111 จึงตกเป็นเป้าหมาย ซึ่ง “ผู้การ ท.” และ “พันตำรวจโท ส.” “พลเอก ส.” สั่งการให้ “ผู้การ ท.” ไปดูคดีที่ จ.เชียงรายว่าสามารถเอาผิดได้บ้าง แต่ปรากฏว่าไม่มี เอาผิดไม่ได้ ท่านเสรีพิศุทธ์ (เตมียาเวส) จึงสั่งย้าย ผู้การ ท.ไปที่ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส การจัดฉากที่เกิดขึ้นมาจากการเกิดรัฐประหารที่คิดว่า คุณทักษิณหรือพรรคไทยรักไทยเป็นตัวปัญหา จึงเป็นอุปสรรคมากที่ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งให้การสนับสนุนให้อีกพรรคหนึ่งมาบริหารประเทศ แต่เป็นเรื่องที่ยากมาก และไม่มีวี่แววจะเกิดขึ้น จึงได้ทำการดังกล่าวขึ้นมา

ถ้าคุณยงยุทธเป็น กุญแจสำคัญ ที่จะทำให้เกิดการยุบพรรคพลังประชาชน การจัดฉากต่างๆ มีตั้งแต่คำสั่งของ คมช. แล้ว มีคำสั่งของมือที่มองไม่เห็นที่จะให้พรรคประชาธิปัตย์มาบริหารประเทศ

ณ วันนี้กฎหมายในเมืองไทยไม่สามารถใช้ได้ เพราะเป็นการบังคับแค่คนกลุ่มหนึ่ง และเป็นสิ่งที่สืบอำนาจมาจากคณะรัฐประหาร ถ้าเรายังปล่อยให้เป็นเช่นนี้ รับรองว่าพรรคพลังประชาชนถูกยุบ 100 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้น ภาคประชาชนต้องรวบรวมรายชื่อให้ได้ 50,000 คนและรีบยื่นให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งมองว่าเป็น “ทางรอด” แค่ทางเดียว

“กฎหมาย คมช. มุ่งหักพรรคการเมือง”
อ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช นักวิชาการ


แนวโน้มของกฎหมายที่ใช้ในการยุบพรรค มีคำสั่ง คปค. ฉบับที่ 27 ข้อ 3 เอามาใส่ในมาตรา 68 กำหนดให้มีการเพิกถอนการเลือกตั้งย้อนหลัง เกิดเป็นประเด็นข้อกฎหมายว่าจะใช้กฎหมายไปเพิกถอนในภายหลังได้หรือไม่ เหมาะสมหรือไม่ที่เอาคำสั่งของ คมช. มาใส่ใน รัฐธรรมนูญ จากการที่ศึกษาเห็นว่าให้ยกเลิกการประหารชีวิต เพื่อให้สอดคล้องกับสิทธิพลเมือง ฉะนั้น ต่อไปจะมีการออกกฎหมายย้อนหลังได้อย่างนั้นหรือ เพราะว่ามันไม่ใช่กฎหมายอาญา ถ้าต่อไปถือเอาคดียุบพรรคนำมาเป็นบรรทัดฐาน ก็จะมีคนใช้กฎหมายย้อนหลังนำมาเล่นงานกัน ซึ่งในอนาคตต่อไปอาจมีเพิ่มมากขึ้น เพราะว่า “มันเนียน” กว่าการเกิดรัฐประหาร

ในมาตรา 237 ในรัฐธรรมนูญ 2540 ไม่มีอยู่ในหมวดคณะกรรมการการเลือกตั้ง จะมีความเหมาะสมหรือไม่ เพราะว่าเหมือนเป็นการให้อำนาจกับ กกต. มากเกินไป คล้ายกับมาตรา 68 เหมือนกันในแง่ของการกล่าวต่อท้ายด้วยคำว่า “ถือว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ” ตอนร่าง สสร.บอกว่าใช้เฉพาะ ส.ส. เท่านั้น แต่พอมีคดีเอกสารลับของ คมช. ก็เอามาตรา 309 ปิดปากเงียบ ส่วนในมาตรา 103 กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งให้เสนอการยุบพรรคให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งกรรมการของพรรคนั้น และให้มีการดำเนินคดีทางอาญากับผู้นั้น

จะเห็นว่ารุนแรงมาก ถ้าสังเกตดีๆ มีต่อท้ายประโยคว่า “ผู้นั้น” แสดงว่าไม่เกี่ยวกับ “ผู้อื่น” แต่ตอนเพิกถอนไม่มีคำว่า “ผู้นั้น” แต่ใช้คำว่า “พรรคนั้น” แสดงว่า เหมารวมทั้งหมด และในมาตรา 237 และมาตรา 68 ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้แสดงความบริสุทธิ์ จะเห็นว่าคณะรัฐประหารมุ่งใช้กฎหมายไปที่พรรคใดพรรคหนึ่ง

ถ้ารัฐบาลยอมพ่ายแพ้ต่ออำมาตยาธิปไตย ก็จะมีแนวโน้มการกอบโกยอำนาจกลับมารุ่งเรืองอีก แต่ถ้ารัฐบาลลุกขึ้นมาต่อสู้กับอำนาจอำมาตยาธิปไตย จะต้องอาศัยพลังมวลชนทั่วประเทศออกมาสนับสนุนอย่างชัดเจน ร่วมมือกันสนับสนุนรัฐบาลและพร้อมที่จะออกมาเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านอำนาจที่ไม่ชอบธรรม เพื่อรักษาอำนาจประชาธิปไตยไว้