WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, April 4, 2008

งูหรือหมองู

เป็นครูบาอาจารย์..สอนกฎหมาย..ใจมันจะต้องเป็นครู..แต่..ครูกฎหมายหมายเลข 1 ของ..ม.แห่งความวุ่นวาย ที่กำลังรันทดใจอยู่กับความปราชัยของฝักฝ่ายพันธมิตรฯ..

และจุดไฟไม่ติดเมื่อปลายเดือนที่แล้ว..ครูคนนี้..น่าจะมีปัญหา เพราะ..ลูกศิษย์ลูกหาที่จบไปแล้วเป็นใหญ่เป็นโตในปัจจุบัน กับลูกศิษย์ที่กำลังเป็นปัจจุบัน..กำลังงงกันอยู่ว่า..มันจะเอามหาวิทยาลัยไปพัง..มีอย่างที่ไหน..สำหรับการเมืองแล้ว..ผู้ชนะได้รับสัญญาจากประชาชน ก็คือคนบริหารราชการแผ่นดิน..การณ์ใดๆ ก็ตามที่สร้างปัญหาให้กับการบริหารราชการแผ่นดิน การณ์นั้นจะต้องได้รับการแก้ไขหลักการนี้เป็นหลักสากล

รัฐบาลนี้เกิดจากการรวมตัวกันของพรรคการเมือง 6 พรรค ที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน เท่ากับว่าประชาชนให้เขามาเป็นสภาร่างกฎหมาย แก้ไขกฎหมาย และยกเลิกกฎหมายรวมทั้งเป็นผู้บริหารราชการแผ่นดินเมื่อ..กฎหมายที่ร่างโดยเผด็จการทหารตั้งมา..และคณะบุคคลจำนวนน้อยนิดที่ได้สิทธิ์ยิ่งใหญ่..กำลังจะทำให้การบริหารการปกครองมีปัญหา..

เพื่อเสถียรภาพของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน ปัญหานั้นก็ต้องได้รับการปัดเป่าและความเป็นสากลจะต้องกลับมา..ความยุติธรรมจะต้อง..เป็นไปตามกระบวนการอันเป็นสากล ผู้ถูกกล่าวหา ผู้ต้องคำพิพากษา จะต้อง..มีสิทธิ์ในการต่อสู้ไปตามลำดับ..ไม่ใช่ศาลเตี้ยศาลเดียว

ศาลต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา..ก็เคยกลับคำพิพากษาปล่อยนักโทษออกจากคุกที่ถูกจองจำมาแล้วนับ 10 ปี..เพราะพบว่าเขาบริสุทธิ์..นั่นแค่ความผิดต่อบุคคล..แค่กับประเทศชาติ ประชาธิปไตยและฉันทานุมัติจากประชาชน..คนแค่ไม่ถึง 2 กำมือ..จะถืออาญาสิทธิ์เทียบเท่ากับพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์..กระนั้นหรือ..เราจะย้อนหลัง..กันไปถึงไหน..

มันยังจะเป็นครูบาอาจารย์สอนกฎหมายกันอยู่ได้อย่างไร..ที่พูดออกมาว่า..รู้ว่าทำผิดแล้วแก้กฎหมายย้อนหลังนั้น มันไม่ถูกต้อง..ก็กฎหมายบอกไว้ไม่ใช่หรือว่า..ตราบเท่าที่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด..ให้ถือว่า..ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์..คุณเป็น “หมองู” หรือ “งู”

พญาไม้

พระหรือโจร?

ดูเหมือนความเป็น นักจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ของ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ จะไปได้ไม่ดีนักกับ...การวางแผนการขายและการตลาดอย่างเป็นระบบนายมิ่งขวัญ อาจจะประสบผลสำเร็จอย่างงาม จากการ จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ในองค์กรที่มีตัวสินค้าดีอยู่แล้ว เช่น...“โตโยต้า” หรือ “อสมท” ที่เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “โมเดิร์นไนน์” แต่กับภารกิจ...ความเป็น รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ซึ่งต้องกำกับดูแลการค้าขายสินค้าและบริการของประเทศ มันไม่ง่ายอย่างที่คิด??? แค่ “ไอเดีย” นำข้าวสาร 5% จากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2549 มาบรรจุถุง 5 กก. ขายที่ราคา 85.70-86.50 บาท หรือเฉลี่ย 17.14-17.30 บาทต่อ กก. ก็ผิดเสียแล้ว???

คุณมิ่งขวัญ เข้าใจหรือไม่ว่า...มาตรฐานของความเป็นข้าว 5% นั้น ประกอบด้วยอะไรบ้าง? รู้หรือเปล่าว่า...ทุกๆ 1 กก. ของข้าว 5% จะต้องมีข้าวเปลือก 7 เมล็ดผสมอยู่แล้วยิ่งเป็นข้าวค้างสต็อกอายุ 2 ปีด้วยแล้ว สิ่งปนเปื้อนต่างๆ ที่ผสมปนเปอยู่ในนั้น ยังมีอีกมากมาย!!!ไม่ว่าจะเป็น...ฝุ่น รา รำ ปลายข้าว รวมถึง เมล็ดข้าวสีเหลือง ที่จะต้องคัดแยกแล้วนำไป “ขัดขาว” เสียใหม่ หาก นายมิ่งขวัญ คิดแบบ..คนที่ขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับข้าวอย่างลึกซึ้ง โอกาสจะ “เสียคน” มีสูงมากเหลือเกิน!!! ก็ต้องบอกว่า...วงการนี้ “เขี้ยวลากดิน” เอามากๆ ที่สำคัญ อย่าได้เผลอไปคิดแบบสูตรคณิตศาสตร์ ว่า...1+1 ต้องเท่ากับ 2 สำหรับวงการค้าขายในเมืองไทยเด็ดขาด เพราะ ผิดถนัด!!!แน่นอน หากมีการนำข้าวสาร 5% จากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2549 มาบรรจุถุง 5 กก. ขาย โดยไม่ทำการปรับปรุงคุณภาพข้าวเสียก่อนล่ะก็คงหาคนซื้อข้าวล็อตนี้ลำบากอย่างแน่นอนเพราะคุณภาพของข้าวบรรจุถุง 5 กก. ของกระทรวงพาณิชย์ ต่ำกว่ามาตรฐานมากนักข้อเสนอที่ “บางกอกทูเดย์” สอบถามจาก “ผู้รู้” ในระดับผู้เชี่ยวชาญและคลุกคลีอยู่กับวงการข้าวมานาน ก็คือ...กระทรวงพาณิชย์จะต้องเร่งปรับปรุงคุณภาพข้าวในโครงการดังกล่าวโดยเร็ว โดยการ...ทำความสะอาด “ร่อน” และ “กำจัด” ฝุ่น รา รำ และปลายข้าว ออกให้หมดจากนั้น ก็ทำการขัดขาว 1 ครั้ง ก่อนจะนำไป “ขัดมัน” อีก 2 ครั้งต่อด้วยการ “ร่อนกัดปลาย” เพื่อปรับให้เป็นข้าว 5% จริงๆ ที่เหลือจึงจะนำเข้าไปผ่านเครื่องแยกสี นำ “ข้าวเปลือก” และ “ข้าวเหลือง” ออกไปให้หมดแล้วจึงนำไปบรรจุถุงขายให้กับชาวบ้านปกติ ต้นทุนรับจำนำข้าวเปลือก 5% ในปี 2549 ของกระทรวงพาณิชย์ อยู่ที่ตันละ 7,000 บาทหากนำข้าวเปลือก 5% ดังกล่าว ไปผ่านกระบวนการปรับปรุงคุณภาพข้าวก่อนบรรจุถุงขาย เช่นที่ “บางกอกทูเดย์” บอกเอาไว้ข้างต้น ก็จะต้องมีต้นทุนดำเนินการและค่าความสูญเสียระหว่างกระบวนการผลิตไปบ้างอย่างไรก็ตาม ต้นทุนและความสูญเสียที่เกิดขึ้น เมื่อหักกลบลบหนี้กันแล้ว ราคาต้นทุนจริงๆ ก่อนการนำไปขายก็ยังเฉลี่ยอยู่ที่ กก. ละ 12.92 บาทดังนั้น การกำหนดราคาขายบรรจุถึงที่ กก. ละ 17.14-17.30 บาท เช่นที่กระทรวงพาณิชย์และนายมิ่งขวัญพยายามจะเร่งรัดดำเนินการนั้นส่วนต่างที่เกิดขึ้นราว 4.22–4.38 บาท ต่อ กก. จะไปตกอยู่กับใคร???อย่าลืมว่า...ข้าวเปลือก 5% จากโครงการรับจำนำข้าวฯ ในปี 2549 ของกระทรวงพาณิชย์ มีมากมายหลายแสนตัน1 ตัน เท่ากับ 1,000 กก.1 แสนตัน ก็จะเท่ากับ 100,000,000 กก. (1 ร้อยล้าน กก.)ลองคิดดูว่า...หากส่วนต่างราคาขายข้าว 5% บรรจุถุง 5 กก. ที่ระดับ 4.22-4.38 บาทต่อ กก. เมื่อนำมาคำนวณผลต่างต่อ 1 แสนตัน หรือ 100 ล้าน กก. นั่นก็หมายความว่า...กระทรวงพาณิชย์หรือใครก็ตาม จะมีกำไรส่วนต่างทันที 422–438 ล้านบาทส่วนต่างตรงนี้ จะเข้ากระเป๋าใคร???แล้วข้าวเปลือก 5% จากโครงการรับจำนำข้าวฯ ในปี 2549 ก็ไม่ได้มีแค่ 1 แสนตัน เท่านั้นเท่าที่ นายมิ่งขวัญ เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ เมื่อวันที่ 26 มี.ค.ที่ผ่านมา เห็นว่า...จะนำข้าวจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2549 ในสต็อก มาบรรจุถุง 5 กก. รวมกันถึง 9 แสนตัน หรือราว 10% ของปริมาณการบริโภคข้าวแต่ละปีที่ 9 ล้านต้นลองคิดดู 1 แสนตัน กระทรวงพาณิชย์จะมีกำไรส่วนต่าง 422–438 ล้านบาท แล้วหากเป็น 9 แสนตัน กำไรส่วนนี้จะขยับเป็น 9 เท่า หรือราว 3,798–3,942 ล้านบาทน้อยซะที่ไหนกัน???ตรงนี้เอง ที่อาจจะทำให้ นายมิ่งขวัญ คนนี้ “เสียคน” กลายเป็นอีกคนที่โดดลงไปในวังวนผลประโยชน์ ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือเพราะ “รู้เท่าไม่ถึงการณ์” ก็ตามกระนั้น คนเป็น...รองนายกรัฐมนตรี ควบ เสนาบดีกระทรวงพาณิชย์ จะมีข้ออ้างไม่ได้เลยใน “ทุกความผิดพลาด”คนที่เคยเป็น รมว.พาณิชย์ ลงจากเวทีแบบ “ศพไม่สวย” ก็มีมากมายให้เห็นกันมาแล้ว “บางกอกทูเดย์” ไม่อยากนำชื่อมาเขียนซ้ำ เพื่อ “กระเทือนซาง” ต่อเกียรติยศวงศ์ตระกูลของคนเหล่านี้นายมิ่งขวัญกำลังพลาด!!ต้องรีบหาทางแก้ไขและทบทวน ก่อนที่คนไทยทั้งประเทศจะมองว่าเป็น “รมว.พาณิชย์ อีกคน” ที่มีสมองและสติปัญญาเหมือน “ก๊อบปี้” มาจาก “พ่อค้าข้าว” ระดับเบิ้มๆ (ที่ผูกขาด) ของประเทศนี้มาว่ากันต่อ...นายมิ่งขวัญ อาจสงสัยถึงต้นทุนหลังการผ่านกระบวนการปรับปรุงคุณภาพข้าว ที่ “บาง กอกทูเดย์” บอกว่า...ราคาต้นทุนจริงๆ อยู่ที่ 12.92 บาทต่อ กก.นั้น มาจากไหน???เริ่มต้นจากตรงนี้ก่อน กล่าวคือ กระทรวงพาณิชย์ และ นายมิ่งขวัญ จะต้องสร้างกรอบนโยบายให้ชัดเจน เพื่อที่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติจะได้ดำเนินงานตามรอบนโยบายและแผนงานได้อย่างราบรื่น ด้วยการสร้างกติกาใหม่ที่ว่า...กระบวนการปรับปรุงคุณภาพข้าว ก่อนบรรจุถุงขายทั้งหมด จะต้องให้ “โรงสี” ซึ่งมีเครื่องมือและอุปกรณ์ปรับปรุงคุณภาพข้าวครบ และมีที่ตั้งอยู่ภายในจังหวัด ซึ่งมีโกดังที่ องค์การคลังสินค้า หรือ อคส. (ไม่มีเครื่องมือและอุปกรณ์ดังกล่าว) เช่าเก็บข้าวสารอยู่เกือบทั่วประเทศรับดำเนินการไปทั้งจำนวนโดยใช้วิธีการ “บาร์เตอร์” หรือการแลกเปลี่ยนสินค้าเป็นค่าจ้าง ด้วยการนำ...รำ ข้าวปลาย และข้าวเหลือง ที่ได้จากคัดแยกออกมาเป็นค่าจ้างต่างตอบแทนถามว่า...แล้ว “โรงสี” จะเอาหรือ???ก็ต้องบอกต่อไปว่า...เอาแน่ๆ เพราะ..รำ ข้าวปลาย และ ข้าวเหลือง ที่ได้จากกระบวนการปรับปรุงข้าวมีจำนวนมหาศาล!!แถมอัตราการเพิ่มขึ้นของราคาขายในท้องตลาดทุกวันนี้ ก็ไม่ได้น้อยกว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของราคาขายข้าวสารแต่อย่างใดปกติ ข้าวเปลือกทุกๆ 1 ตัน ต่อการแปลงสภาพเป็นข้าวสาร จะมีค่าความสูญเสียระหว่างกระบวนการผลิตและส่วนอื่นๆ ที่ต้องถูกคัดแยกออกไปทำให้เหลือเป็นข้าวสารจริงๆ เพียง 587 กก. เท่านั้นกว่า 400 กก. ก็คือ รำ-ข้าวปลาย และ ข้าวเหลือง ที่โรงสีจะได้รับเป็นค่าจ้างนั่นเอง เหตุที่ต้องใช้ “โรงสี” เป็นผู้รับจ้าง ก็เพราะเงื่อนไขข้างต้นกล่าวคือ...นอกจาก กระทรวงพาณิชย์ จะไม่ต้องเสียเงินเป็นค่าจ้างในการปรับปรุงคุณภาพข้าว เพราะ “โรงสี” คือ กลุ่มคนที่ใช้ประโยชน์จาก...รำ ข้าวปลาย และ ข้าวเหลือง ได้เต็มๆ แล้วยังเป็นการลดค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าขนส่ง เนื่องจากจะเลือกเฉพาะ “โรงสี” ที่ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกับโกดังเก็บข้าวของ อคส. ทำให้ต้นทุนค่าขนส่งแทบจะไม่มีหรือหากจะมี ก็ต้องถือว่า...ต่ำมากๆเมื่อรู้แล้วว่า...ข้าวเปลือก 1 ตัน ที่ราคารับซื้อ 7,000 บาท เมื่อนำไปผ่านกระบวนการปรับปรุงคุณภาพข้าว ก็จะเหลือข้าวสารเพียง 587 กก.เมื่อนำมาหารเฉลี่ย ก็จะได้ต้นทุนข้าวรับซื้อมาอยู่ที่ 11.92 บาทต่อ กก.หักค่าความสูญเสียที่เกิดขึ้น ซึ่งมาตรฐานทั่วไปอยู่ที่ 10% ก็จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นอีกราวๆ 1.2 บาทต่อ กก. บวกกับค่ากระสอบและถุงบรรจุข้าว ก็จะทำให้ต้นทุนเบื้องต้นอยู่ราวๆ 13.12 บาทต่อ กก.แต่เฉพาะกระสอบบรรจุข้าว สามารถนำไปขายที่ราคาใบละ 20-25 บาท ก็จะได้เงินคืนกลับมาเฉลี่ย 0.20 บาทต่อ กก.นำไปลบกับต้นทุนเบื้องต้น ก็จะเหลือต้นทุนแท้จริงอยู่ที่ 12.92 บาท อย่างที่ “บางกอกทูเดย์” บอกไว้ในช่วงต้น…ตรงเป๊ะ!!ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างเกราะป้องกัน มิให้มีการนำข้าวถุงออกมา “เวียนเทียน” ขายใหม่ซ้ำๆ ซากๆ ใน “ร้านโมเดิร์นเทรด” ผู้รู้ในวงการข้าว จึงบอกผ่าน “บางกอกทูเดย์” มาว่า...น่าที่ กระทรวงพาณิชย์ ควรจะปรับเปลี่ยนขนาดของบรรจุภัณฑ์เสียใหม่จากถุงบรรจุ 5 กก. เป็น 7 กก. ซึ่งจะแปลกและแตกต่างไปจากท้องตลาด นอกจากจะสามารถป้องกันการ “เวียนเทียน” ได้แล้ว ยังบอกได้อีกว่า...ข้าวสารบรรจุถุง 7 กก. เป็น ข้าวสารของภาครัฐ ที่ต้องการจะนำออกมาช่วยเหลือคนไทย ซึ่งได้รับความเดือดร้อนจากราคาข้าวที่แพงขึ้นส่วนขั้นตอนการขายข้าวให้กับชาวบ้านนั้น ผู้รู้ท่านนี้ บอกว่า...หลังการบรรจุแล้ว ให้นำข้าวถุงไปกองเอาไว้ ณ สถานที่บรรจุ เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการขนส่ง แล้วให้ อบต.ต่างๆ ไปซื้อที่พาณิชย์จังหวัด หรือหน่วยงานของรัฐโดยออก “ตั๋ว” ให้มารับของ ณ คลังสินค้าที่รับแปรสภาพข้าวสาร ซึ่งหน่วยงานรัฐจะทราบได้ว่า...องค์การบริหารส่วนตำบล หรือ อบต. แต่ละแห่ง มีประชาชกรเท่าใด???ตรงนี้จะช่วยให้ควบคุมจำนวนได้ และยังเป็นการขนส่งจากคลังสินค้าไปยังผู้ซื้อในคราวเดียว โดยไม่ต้องเข้าคิวซื้อทีละถุงเหมือนประเทศอื่นๆแม้ขั้นตอนอาจดูยุ่งยากไปสักนิดแต่ก็รัดกุม และสามารถจะกระจายข้าวถุงไปสู่ “รากหญ้า” และ “คนจนในเมือง” โดยตรงและครบจำนวนไหนๆ รัฐบาลของ นายสมัคร สุนทรเวช ที่มี รองนายกฯ ฝ่ายจุลภาค อย่าง...นายมิ่งขวัญ คอยกำกับดูแล กระทรวงพาณิชย์ คิดจะช่วยเหลือคนไทยแล้วก็ต้องทำอย่าง “มืออาชีพ” และ “ทำอย่างเป็นระบบ”อย่าสักแต่ว่า...ทำแบบ “ผักชีโรยหน้า” หรือ “ขายผ้าเอาหน้ารอด” แบบ “นักโปรโมชั่น” เน้น “ภาพลักษณ์” และ “ยอดขายหลอกๆ” ไปวันๆที่สำคัญ ราคาต้นทุนข้าวบรรจุถุงจริงๆ ก็ไม่เกิน 12.92 บาทต่อ กก. ครั้นจะบวกเป็นค่ากำไรหรือเงินชดเชย เมื่อครั้งรับจำนำข้าวเปลือกเอาไว้เมื่อปี 2549 อย่างไรก็ไม่น่าจะถึงระดับราคาขายที่ 17.14-17.30 บาทต่อ กก. หรือถุงละ 85.70-86.50 บาทต่อ 5 กก. เช่นที่...นายมิ่งขวัญคิดจะทำ???ส่วนต่างที่เกิดขึ้น 4.22-4.38 บาทต่อ กก. หรือ 422–438 ล้านบาทต่อ 1 แสนตันนั้นมันมากเกินไปหรือเปล่า???หากจะช่วยชาวบ้านแล้ว กระทรวงพาณิชย์ และ นายมิ่งขวัญ ได้โปรดกรุณา “ลดราคาขายต่อ กก.” ลงมาอีกได้มั้ย???หรือจะเก็บส่วนต่างตรงนี้เอาไว้ให้ใคร???“บางกอกทูเดย์” เชื่อโดยไม่มีอะไรเคลือบแคลงในความเป็น “คนดี-ใจซื่อ-มือสะอาด” ของ นายมิ่งขวัญ แต่กับ “วงการค้าข้าว” ซึ่งมีประวัติและพฤติกรรมชั่วร้ายติดต่อกันมาหลายชั่วคน มันได้ทำให้คนดีๆ กลายเป็น “คนเลว” มานักต่อนักแล้วนายมิ่งขวัญต้องไม่มองข้าม!! แล้วก็อย่า “ชะล่าใจ” ในความคิดอ่านของตัวเองเพียงสถานเดียว เพราะมันอาจจะทำให้ตัวเองหลงเข้าไปใน “ชุมโจรค้าข้าวสาร” เหมือนอย่างที่ รมว.พาณิชย์ หลายคนเคยหลงเข้าไปแล้ว...ประคองตัวไว้!! อย่าให้ชีวิตที่สวยงามมาจบลงด้วย “คำถาม” จะเป็นพระหรือจะเป็นโจร??

กระทรวงศึกษาฯ ตรวจสอบ มธ.ให้พันธมิตรฯเช่าหอประชุม

“สมชาย” มอบ “บุญลือ” ตรวจสอบ อธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ให้กลุ่มพันธมิตรฯเช่าหอประชุมฯ เหมาะสมหรือไม่ ด้านรองอธิการบดี ร้อนก้น แจ้ง ข่าวปฏิเสธฯให้กลุ่มประชาธิปไตยเช่าหอวันที่ 4 ไม่ได้เลือกปฎิบัติ

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีที่ ส.ส.พรรคพลังประชาชน อภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ขอให้กระทรวงศึกษาธิการ เข้าไปตรวจสอบการชุมนุมของนักศึกษา ที่ใช้คำพูดไม่เหมาะสม และตรวจสอบอธิการบดีที่อนุญาตให้กลุ่มผู้ชุมนุมเข้าไปใช้สถานที่ในสถาบันอุดมศึกษาเป็นที่ชุมนุมว่ามีความเป็นกลางหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ตนจะมอบหมายให้นายบุญลือ ประเสริฐโสภา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะกำกับดูแล สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ให้เข้าไปตรวจสอบว่า การอนุญาตให้กลุ่มบุคคลเข้าไปดำเนิน

กิจกรรมต่างๆ ในมหาวิทยาลัยเป็นเรื่องที่ถูกต้องและเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งการเข้าไปใช้พื้นที่ในสถาบันอุดมศึกษา จะต้องไม่รบกวนสมาธิการเรียนการสอนของนักศึกษาในสถาบัน หรือก่อให้เกิดปัญหาที่ไม่เหมาะสมขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เท่านั้น สถาบันอุดมอื่นๆ ก็ต้องระมัดระวัง และให้ดูแลเรื่องนี้ด้วย

ด้าน รศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต รองอธิการฝ่ายบริหาร ท่าพระจันทร์ กล่าวว่า ตามที่มีข่าวปรากฏตามสื่อมวลชนว่า กลุ่มที่มีความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ไม่เห็นด้วยกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่เช่าหอประชุมใหญ่

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดการอภิปรายและแสดงความคิดเห็นทางการเมือง เมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา จะขอเช่าใช้หอประชุมใหญ่ มธ. เพื่อจัดกิจกรรมทำนองเดียวกัน ในวันที่ 4 และ 10 เมษายน และมหาวิทยาลัยปฏิเสธการขอเช่าเป็นการกีดกันและเลือกปฏิบัตินั้น

มธ. ขอชี้แจงว่าในวันที่ 5 เมษายน ได้มีหน่วยงานเอกชนขอเช่าหอประชุมใหญ่ไว้ล่วงหน้าแล้ว เพื่อจัดการแสดงโขนและละคร และการขออนุญาตเข้าใช้พื้นที่เพื่อติดตั้งฉากและเวทีการแสดงตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน ดังนั้น มหาวิทยาลัยจึงไม่อาจอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้หอประชุมในวันที่ 4 เมษายนได้อีก สำหรับวันที่ 10 เม.ย.นั้น หอประชุมใหญ่ยังว่างอยู่และสามารถให้เช่าใช้ประโยชน์จัดกิจกรรมต่างๆ ได้โดยจะต้องชำระค่าเช่าและค่าสาธารณูปโภคต่างๆ ตามระเบียบของมหาวิทยาลัย


“สมัคร”กลับบ้านแล้ว-ฟิตพบสื่อที่ทำเนียบพรุ่งนี้

ทีมแพทย์อนุญาตให้ “นายกฯ” กลับบ้านได้แล้ว หลังฟื้นไข้ พร้อมอนุญาตให้ช่างภาพเข้าไปเก็บบรรยากาศ เตรียมพบสื่อทำเนียบศุกร์นี้ทันที หลังหายหน้าจากจอทีวีไปหลายวัน

วันนี้ (3 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานถึงบรรยากาศช่วงเช้าที่ผ่านมา ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ได้มีบุคคลต่างๆ เข้าเยี่ยม นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม อาทิ กระเช้าของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รวมถึงตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆ ร่วมส่งแจกันดอกไม้เยี่ยมอาการป่วยของนายกรัฐมนตรี หลังเข้ารับการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ เมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา

ต่อมาเมื่อเวลา 11.45 น.นายเคารพ วงศ์ประเสริฐ ผู้จัดการอาวุโสแผนกสื่อสารและประชาสัมพันธ์ของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยกับสื่อมวลชน ว่า นายสมัครได้อนุญาตให้ตัวแทนช่างภาพนิ่ง และช่างภาพทีวี อย่างละ 2 คน ขึ้นไปเก็บภาพบรรยากาศตรงชั้น 11 เพื่อรายงานข่าว และนายกฯ ได้ฝากบอกว่า ในวันที่ 4 เมษายนพร้อมเจอนักข่าว ที่ทำเนียบรัฐบาล ทั้งนี้ คณะแพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้ ทำให้สีหน้าของนายสมัครสดชื่นขึ้นมาก ส่วนจะนัดตรวจร่างกายเมื่อใดนั้นไม่ทราบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 12.15 น.นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายไพศาล อัคคะสารกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรีสวมสูทสีดำได้เดินทางออกจากโรงพยาบาลด้วยรถตู้โฟล์กสีดำ ป้ายทะเบียน ศร 3333 กรุงเทพมหานคร ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม โดยไม่ให้สัมภาษณ์แต่อย่างใดกับผู้สื่อข่าว



คนเชียงรายแห่ต้อนรับ “ทักษิณ” คับคั่ง พร้อมให้กำลังใจ

พ.ต.ท.ทักษิณ ถึงเชียงราย ประชาชน - ส.ส. รอต้อนรับอย่างอบอุ่น ก่อนตรงดิ่งเข้าร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อรสเยี่ยมของนางมติ ท่ามกลางกลุ่มคนรักอีกจำนวนมากที่ยังพร้อมกล่าวให้กำลังใจอดีตนายกฯ ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยต่อไป จากนั้นจะเดินสายทำบุญที่วัดศรีโคมคำ เมืองกว๊านฯ – ดอยตุง ก่อนกลับมาร่วมงานวันเกิด “ยงยุทธ” เย็นนี้

เมื่อเวลา10.30 น.วันนี้ (3 เม.ย.) พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย และนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน น.ส.ศันสนีย์ นาคพงศ์ โฆษกส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ และคณะติดตามอีก 2 คน ได้เดินทางด้วยเครื่องบินจาก กทม.มาถึงท่าอากาศยานเชียงราย โดยมีประชาชน และ 8 ส.ส.เชียงราย นำโดยนายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เขต 1 พรรคพลังประชาชน ไปรอต้อนรับ โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับช่อดอกไม้จากชาวบ้านและแจกลายเซ็นให้กับผู้ที่มารอขอ โดย พ.ต.ท.ทักษิณ มีสีหน้าสดชื่น

จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมคณะ ได้เดินทางด้วยรถยนต์มารับประทานก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัวรสเยี่ยม ถนนพรรพปราการ อ.เมืองเชียงราย ของนางมติ แซ่อั้ง แกนนำชมรมคนรักทักษิณ จ.เชียงราย ที่ให้การต้อนรับและโห่ร้องดีใจ พร้อมโผเข้ากอด พ.ต.ท.ทักษิณ ก่อนจะมีผู้มารอขอถ่ายภาพจำนวนมาก ทั้งชมรมคนรักทักษิณ กลุ่มเสรีชนจาก กทม. กลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านเผด็จการ โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับประทานก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัว โต๊ะเดียวกับนายยงยุทธ ติยะไพรัช มีนายพานทองแท้ นั่งโต๊ะติดกันกับบรรดา ส.ส.เชียงราย

ขณะที่ภายในร้ายมีการจำหน่ายเสื้อชมรมคนรักทักษิณและติดสติ๊กเกอร์ชมรมคนรักทักษิณ และภาพถ่ายในอดีตของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ได้กล่าวว่า มาทำบุญ และคิดถึงประชาชนทุกคนมากๆ

ด้านนางมติ กล่าวว่า ในสมัยที่มีการยึดอำนาจ หลายคนต้องถูกเจ้าหน้าที่ทหารกดดันต่างๆ นานา แต่ก็ต่อสู้มาจนได้ทุกวันนี้ เพราะมี พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นกำลังใจและจะต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยต่อไป พร้อมกันนั้นได้ขอให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ปลงผมให้สมาชิกชมรมคนรักทักษิณที่จะไปบวชด้วย 1 คน

นางปิยะวรรณ สนองญาติ อดีตครู วัย 60 ปี กล่าวว่า ดีใจที่ได้พบ พ.ต.ท.ทักษิณ และเป็นตัวแทนของประชาชนมามอบดอกไม้เพื่อเป็นกำลังใจให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ต่อสู้กับความไม่ถูกต้องต่อไป และดีใจมากในวันนี้ หลังจากติดตามข่าวสารมานาน

ต่อจากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมคณะ ได้เดินทางไปทำบุญที่วัดศรีโคมคำ อ.เมือง จ.พะเยา และช่วงบ่ายเดินทางด้วยรถยนต์ กลัมาทำบุญต่อที่วัดพระธาตุดอยตุง อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ซึ่งเป็นวัดเดียวกันกับที่ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร เคยมาทำบุญเมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

ส่วนในช่วงเย็นคาดว่าจะร่วมงานเลี้ยงวันเกิดนายยงยุทธ ติยะไพรัช ที่บ้านพัก ใน อ.แม่จัน จ.เชียงราย พร้อมกับพักค้างแรมที่เชียงราย1 คืน แต่ไม่ระบุว่าพักที่ใด จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางกลับ กทม.เวลา15.30 น.ของวันที่ 4 เม.ย.



ทักษิณเดินสายทำบุญ การเมืองไม่ยุ่งมุ่งทำประโยชน์

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี วันนี้ (3 เม.ย.) ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมด้วย นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย ได้ปรากฏตัวต่อสื่ออีกครั้ง ก่อนเดินทางไป จังหวัดเชียงราย เพื่อเดินสายทำบุญ

โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ปฏิเสธตอบคำถามเกี่ยวกับประเด็นทางการเมือง รวมถึงอาการป่วยของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยกล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า การเมืองไม่ยุ่งขอทำประโยชน์ ์ให้กับประเทศชาติและบ้านเมือง การเดินทางไปจังหวัดเชียงราย เพื่อเดินสายทำบุญ และในวันที่ 5-6 เมษายนนี้ จะเดินทางไปพบกับสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา เพื่อออกรอบตีกอล์ฟ ในฐานะคนรู้จักคุ้นเคย ก่อนที่วันที่ 8-9 เมษายนนี้ จะกลับมาต้อนรับนักธุรกิจชาวบราซิลและยุโรป 2 คน ที่จะมาลงทุนในประเทศไทย

ด้านนายรักเกียรติ วัฒนพงษ์ เลขานุการศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กล่าวถึงกระแสข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เตรียมเดินทางไปร่วมออกรอบตีกอล์ฟกับสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ว่า การเดินทางออกนอกประเทศครั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ทำเรื่องขออนุญาตศาล เดินทางออกนอกประเทศแล้ว และศาลก็มีคำสั่งอนุญาตตามที่ร้องขอ ซึ่งการเดินทางออกนอกประเทศทุกครั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ จะต้องยื่นเรื่องขออนุญาตจากศาลหลังตกเป็นจำเลยในคดีทุจริตที่ดินรัชดาภิเษก และศาล มีคำสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต

'อานันท์' จี้รัฐตอบโจทย์แก้รธน.เพื่อใคร

อดีตนายกรัฐมนตรี 'อานันท์ ปันยารชุน' จี้ รัฐฯตอบโจทย์แก้รัฐธรรมนูญมุ่งประโยชน์เพื่อประชาชน และชาติเป็นหลักหรือไม่

นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งและการยุบพรรคการเมืองว่า รัฐธรรมนูญทุกประเทศซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแก้ไขได้ง่าย เพราะในแต่ละประเทศไม่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง แต่รัฐธรรมนูญทุกฉบับมักเปิดช่องทางให้แก้ไขได้เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

แต่ความต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ต้องตอบคำถามประชาชนให้ได้ ว่าการแก้ไขดังกล่าวมุ่งประโยชน์ของประเทศชาติ และมุ่งไปสู่ประชาชนภายในประเทศหรือไม่ ซึ่งหากตอบคำถามดังกล่าวได้ จึงค่อยนำมาพิจารณาแก้ไข

‘สดศรี'หนุนแก้รธน.ให้ยุบพรรคทำได้ยาก

นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. กล่าวถึงการแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 237 ที่เกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองว่า หากมีการแก้ไขจริง ก็ควรจะเขียนในบทเฉพาะกาลให้ชัดเจน โดยเฉพาะการให้บังคับใช้ย้อนหลังถึงเดือนสิงหาคม 2550 ส่วนจะเหมาะสมหรือไม่ ที่จะแก้ไขในช่วงที่ กกต.พิจารณาคดียุบพรรค ทุกอย่างขึ้นอยู่กับรัฐบาล และฝ่ายนิติบัญญัติจะพิจารณา กกต.มีหน้าที่ทำตามกฎหมาย นอกจากนี้ยังเห็นว่าจะแก้กฎหมายให้การจัดตั้งพรรคการเมือง และยุบพรรคได้ยาก ไม่ใช่ตั้งง่ายและยุบง่ายเหมือนกฎหมายปัจจุบัน เพราะพรรคการเมืองถือเป็นสถาบันที่ควรจะมีความน่าเชื่อถือ รวมทั้งอยากให้ตั้งศาลเลือกตั้งขึ้นมาพิจารณาคดีเลือกตั้งโดยเฉพาะ เพราะปัจจุบัน กกต. ถูกฟ้องร้องมาโดยตลอด ทั้งที่ทำทุกอย่างตามขั้นตอน
ส่วนการพิจารณาคดียุบพรรคชาติไทย และมัชฌิมาธิปไตย วันที่ 8 เมษายนนั้น ไม่แน่ใจว่าจะสามารถลงมติได้เลยหรือไม่ ต้องรอฟ้งการชี้แจงของทั้ง 2 พรรคก่อน โดยยืนยันว่า กกต. ไม่ได้ยื้อเวลาให้ล่าช้า แต่ต้องการให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

จาก hi-thaksin

‘จักรภพ'ยืนยันชัดเจน!ไม่แก้รธน.ถือว่า‘เสียชาติเกิด'

ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 12.15 น. 3 เม.ย. 51 นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ขณะนี้บานปลายโดยมีการรวมพลังของทั้งกลุ่มพันธมิตรฯและนักวิชาการที่ออกมาคัดค้าน ว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องใหญ่ ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะแสดงความคิดเห็นและต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกมาก แต่รัฐบาลขอยืนยันว่าแนวความคิดในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่อยู่ในนโยบายการหาเสียงของพรรคการเมืองที่มาจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันหลายพรรค โดยเฉพาะพรรคพลังประชาชนสัญญาชัดเจนว่าต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เหตุที่มีคนพูดว่ามาเปลี่ยนแปลงฉับพลันในตอนนี้ รีบแก้รัฐธรรมนูญเพราะเรื่องยุบพรรค ก็ต้องบอกว่ามีทั้งส่วนจริงและไม่จริง ความคิดในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นมีกำหนดเป็นนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว
" แต่ตอนแรกก็มีเสียงจากนายกรัฐมนตรีว่าควรจะรอเวลาสักหน่อย เพื่อแก้ไขในตอนหลัง ก็เพราะเราเข้าใจว่าฝ่ายที่ไม่ต้องการให้แก้ไขรัฐธรรมนูญจะยอมรับวิถีทางประชาธิปไตยบ้าง ไม่ใช่ว่าบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยแล้วก็ยังใช้ระบบพรรคพวก ไม่ยอมให้บริหารประเทศ ไปทางซ้ายก็ติด ไปทางขวาก็ติด วางยาจะให้ประสบความล้มเหลวในการบริหารประเทศ พอจะแก้ไขรัฐธรรมนูญก็มาบอกว่าห้ามแก้ อย่างนี้ก็เหมือนกับเรื่องหมาป่ากับลูกแกะ การแก้ไขรัฐธรรมนูญขณะนี้เหมือนเรื่องหมาป่ากับลูกแกะ เอ็งไม่เคยทำข้า พ่อเอ็งก็ทำ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เราจะยอมรับได้ในประเทศไทยในปีพุทธศักราชนี้ หากมีความเห็นที่ตรงกันหรือขัดแย้งกันก็ให้แสดงออกมา แต่กระบวนการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องเดินหน้าต่อไป เปลี่ยนแปลงจากระบอบที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยกลับมาเป็นประชาธิปไตย ถ้าไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญก็เสียชาติเกิด " นายจักรภพ กล่าว
เมื่อถามว่าแต่ในส่วนของพรรคพลังประชาชนเองก็ยังมีความเห็นที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับประเด็นการแก้ไข นายจักรภพ กล่าวว่า เป็นเรื่องธรรมดา ถ้าพรรคพลังประชาชนสั่งได้ก็คงเป็นพรรคที่เผด็จการตั้ง แต่นี่คือพรรคประชาธิปไตย ซึ่งความเห็นที่แตกต่างนั้นสามารถพูดกันได้ สังคมควรจะดีใจที่พรรคการเมืองอย่างพรรคพลังประชาชนมีข้อถกเถียงและมีความขัดแย้งทางความคิด เมื่อถามย้ำว่าแต่ความขัดแย้งลุกลามจนถึงขั้นมีการกระโดดถีบกันกลางสภาผู้แทนราษฎรระหว่าง ส.ส.สองฝั่ง นายจักรภพ กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่น่าจะเกิด เราไม่สนับสนุนและไม่เห็นด้วยเลยที่จะให้มีการแสดงออกด้วยความรุนแรงอย่างนั้น แต่ต้องยอมรับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงว่าเรื่องนี้หลายคนให้ความสำคัญ โดยลงไปถึงจิตใจและความรู้สึก มองในแง่บวกว่าถ้ารัฐธรรมนูญไม่สำคัญขนาดนี้ก็คงไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น แต่เราก็ขอร้องและอ้อนวอนว่าทุกฝ่ายที่ต้องการให้มีการแก้ไข หรือฝ่ายที่ไม่อยากเห็นรัฐธรรมนูญเปลี่ยนแปลงมาเป็นประชาธิปไตยก็ตาม ควรต้องมีเวทีพูดกันอย่างสันติ ที่สำคัญคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นต้องอาศัยความช่วยเหลือจากทุกพรรคการเมือง รวมทั้งฝ่ายค้านด้วย ดังนั้นเรื่องนี้เป็นการมองหามติร่วมระหว่างทุกฝ่ายอยู่แล้ว
นายจักรภพ กล่าวว่า ตนคิดว่าโดยกระบวนการถ้าหากกลุ่มพลังภายนอกจะยอมให้ดำเนินไปตามครรลองที่ควรเป็น ก็จะมีวิธีการป้องกันความขัดแย้งอยู่แล้วในตัว อย่าลืมว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในอดีตที่นำไปสู่ปัญหาเป็นเพราะมีกลุ่มพลังนอกระบบเข้าไปเกี่ยวข้องทั้งสิ้น ถ้าหากว่าปล่อยให้เป็นไปตามระบบก็จะไม่เกิดปัญหา เมื่อถามว่ามีหลายฝ่ายมองว่าเหตุการณ์ขณะนี้เหมือนกับก่อนเกิดเหตุการณ์รัฐประหารที่ผ่านมา นายจักรภพ กล่าวว่า ตนไม่เห็นว่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะถ้ามีคนที่คิดจะทำอะไรอย่าง 19 ก.ย.อีก เราก็คงคิดปิดกิจการประเทศไทยกันได้ ความคิดอย่างนั้นเป็นความคิดของคนที่เอาผลประโยชน์ทางการเมืองเฉพาะหน้าเป็นหลัก ซึ่งตนเชื่อว่าน่าจะเริ่มสูญพันธุ์หรือเป็นพันธุ์ที่ไม่น่าจะเติบโตได้มาก ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้เกี่ยวกับรัฐบาล แต่เกี่ยวกับประชาชนที่มีวุฒิภาวะ มีความรู้สึกร่วมในการเป็นเจ้าของประเทศ แล้วจะยอมให้คนหยิบมือเดียวมาทำอะไรบุ่มบ่าม รุนแรง เพื่อจะเปลี่ยนแปลงทิศทางทางการเมืองและการพัฒนาประเทศ ตนเชื่อว่าประชาชนไม่ยอมเหมือนสมัยก่อนอีกแล้ว
เมื่อถามว่ามั่นใจว่าจะสามารถควบคุมความเห็นที่แตกต่างภายในพรรคได้ใช่หรือไม่ นายจักรภพ กล่าวว่า สบายมาก เราเคยมีความเห็นที่ไม่ตรงกันมากกว่านี้มาแล้ว ดังนั้นผ่านมาถึงขนาดนี้ความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันแค่นี้ถือว่าสบายมาก ประชุมกันครั้งหรือสองครั้งก็เนียนหมด ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลนั้นก็เป็นเรื่องของแต่ละพรรค ตนคงจะไม่ไปก้าวล่วงในพรรคอื่น
ผู้สื่อข่าวถามว่าสัญญาณอย่างนี้จะนำไปสู่ความขัดแย้ง แสดงว่าประเทศไทยเลยจุดที่จะสมานฉันท์ได้แล้วใช่หรือไม่ นายจักรภพ กล่าวว่า ตนคิดว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาการเป็นประชาธิปไตยในทางปฏิบัติ คือ เราต้องอยู่ร่วมกันให้ได้ท่ามกลางความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน คำว่าเอกภาพท่ามกลางความหลากหลายเป็นคำที่เราต้องเรียนรู้และทำให้เกิดขึ้นได้จริง ยุคที่ผ่านมาก็มีความเห็นขัดแย้งกัน แต่ที่ดูเหมือนกับเงียบกันไปหมดก็เพราะว่ากดกันเอาไว้ได้ แต่ตอนนี้ไม่มีใครไปกดใคร ทุกคนเปิดโอกาสให้มีการแสดงออกกันอย่างเต็มที่ ดังนั้นช่วงเวลานี้อาจต้องว้าวุ่นหัวใจกันหน่อย แต่ถ้าเรายอมรับสภาพนี้ได้ มีการจัดระเบียบตัวเอง วางระบบการทำงานร่วมกันให้ดี ใครมีความเห็นขัดแย้งก็พูดกันในที่เปิดเผย กลางที่ประชุม ไม่ใช่ทำใต้ดิน ตนคิดว่าความขัดแย้งก็จะน้อยลงไป
เมื่อถามว่าในส่วนของรัฐบาลจะมีวิธีการอย่างไรที่จะทำให้เกิดความคิดไปในแนวทางเดียวกัน โดยเฉพาะในส่วนของนักวิชาการที่ขณะนี้ออกมารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก นายจักรภพ กล่าวว่า แนวความคิดในการสนับสนุนให้แก้รัฐธรรมนูญก็มีมาก เพียงแต่อยู่ในกลุ่มประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งประชาชนไม่มีทางไปให้สัมภาษณ์ หรือจัดสัมมนา ดังนั้นเรื่องนี้ต้องยอมรับความจริงว่าถ้าหากจะระดมความคิดเห็นในเชิงปริมาณกันจริงๆ ตนคิดว่าฝ่ายสนับสนุนสามารถจะเอาชนะได้โดยไม่ยาก แต่เราไม่ควรจะทำแบบนั้น ควรจะให้กระบวนการนิติบัญญัติจุดชนวนว่าเราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร ซึ่งประชาชนก็จะอยู่เบื้องหลัง ส.ส. และ ส.ว.อีกที ดังนั้นกระบวนการนี้ลงตัวและพร้อมอยู่แล้ว ก็ไม่อยากเห็นการเคลื่อนไหวอะไรที่จะส่งเสริมความรุนแรง ตนคิดว่าการยอมรับระบบเป็นเรื่องที่ดีที่สุด คนที่ออกมาแสดงความเห็นคัดค้านก็เป็นเรื่องของท่านแต่อย่าทำตัวอยู่เหนือระบบ
ผู้สื่อข่าวถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตว่าขณะนี้มีการพยายามยั่วยุนำไปสู่ความรุนแรง เพื่อที่รัฐบาลจะทำการปฏิวัติตัวเอง นายจักรภพ กล่าวว่า คงไม่ถึงขั้นนั้น ตอนนี้เราสับสนเพราะเราอยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์มานาน พอมาอยู่ในระบบประชาธิปไตย ไม่มีนายตามสังกัดที่จะคอยบอกว่าจะให้ทำอย่างไร เราเริ่มเข้าสู่ระยะประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ดังนั้นเราก็ต้องอยู่ร่วมกับคนที่เราไม่ชอบหน้า ไม่ชอบความเห็นให้ได้ ลัทธิหมั่นไส้ อิจฉาริษยาแบบไทยต้องทำให้ลดลง ไม่เช่นนั้นเราจะไม่สามารถผลักดันประเทศให้เดินหน้าได้ ขณะนี้ขอให้เห็นใจรัฐบาลกันบ้าง เพราะทุกวันนี้ไปเชิญชวนต่างประเทศมาลงทุนก็มีแต่คำถามว่าแน่ใจหรือว่าจะไม่มีการยึดอำนาจอีก แต่ถ้ามาคอยกระแซะกันอยู่ คอยเสนอความเห็นว่าอาจจะมีได้ก็ทำให้ประเทศไม่สามารถเดินหน้าได้ ทั้งนี้ตนเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่วนคนที่ไม่ต้องการก็บอกมาให้ชัดว่าไม่ต้องการให้แก้มาตราใด การไม่เห็นด้วยกับการแก้บางมาตราแล้วมาบอกว่าไม่ควรแก้ทั้งฉบับนั้นเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง การแก้รัฐธรรมนูญเป็นฉันทามติที่รัฐบาลทุกพรรครับมาจากประชาชน ดังนั้นต้องเดินหน้าแก้ไข
เมื่อถามว่ากรณี ส.ส.ก่อเหตุทะเลาะวิวาทกลางสภาจำเป็นต้องเอามาตรฐานของ ส.ว.เมื่อปี 2547 มาใช้หรือไม่ นายจักรภพ กล่าวว่า เรื่องนี้นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรับมนตรี คงจะตอบได้ดีกว่าตน เพราะดูแลทั้งวิปและกฎหมาย เมื่อถามย้ำว่าส่วนตัวคิดว่า ควรมีการแสดงสปิริตลาออกจากการเป็น ส.ส.หรือไม่ เพราะพฤติกรรมดังกล่าวก้าวร้าวและรุนแรง นายจักรภพ กล่าวว่า ตนคิดว่าเรื่องนี้ต้องมองให้เห็นถึงเจตนา แน่นอนว่าพฤติกรรมอย่างนี้ไม่ควรส่งเสริมอย่างแน่นอน แต่เรื่องนี้ต้องอธิบายให้ชัดเจนว่าทำไปเพราะอะไร เรื่องนี้คงจะเป็นวิจารณญาณของแต่ละคน
ผู้สื่อข่าวถามว่าทางพรรคมีกระบวนการจัดการหรืออบรมบ่มนิสัย ส.ส.ประเภทนี้หรือไม่ เพราะมีลักษณะนี้หลายคนที่ออกมาขู่ว่าพร้อมประจันบาญ นายจักรภพ กล่าวว่า เราคงจะพูดกันในพรรคอย่างพี่น้อง เรื่องการบันดาลโทสะมีกันได้ทุกวงการ ไม่เฉพาะในการเมืองหรือพรรคใดพรรคหนึ่งเท่านั้น แต่เมื่อเกิดขึ้นในบรรยากาศแบบนี้ก็ดังหน่อย ดังนั้นคงจะพูดกันภายในว่าต้องแสดงตัวอย่างที่ดีให้ประชาชนที่มอบความไว้วางใจให้บริหารประเทศ โดยส่วนตัวเชื่อว่าบุคคลสาธารณะไม่สามารถพูด หรือแสดงกิริยาต่างๆอันเป็นเรื่องส่วนตัวได้ จะต้องคิดเรื่องการเป็นตัวอย่างที่ดีของสังคมด้วย ส่วนที่มีการฟ้องร้องกันไปมานั้นก็เป็นเรื่องที่ดี แสดงว่าระบบยังทำงานอยู่

จาก hi-thaksin

ชาวพะเยาต้อนรับอดีตนายกฯทักษิณอบอุ่น

พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาสักการะพระเจ้าตนหลวง พร้อมทำบุญสืบชะตา ภายในพระวิหารหลวงวัดศรีโคมคำ โดยมีนายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต,นายดำรง อารีกิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา พร้อมด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพะเยา ได้ให้การต้อนรับ ในโอกาสเดียวกันนี้ได้มีประชาชนจำนวนมากที่ทราบข่าวการเดินทางมาของอดีตนายกรัฐมนตรี ได้ให้การต้อนรับอดีตนายกรัฐมนตรีพร้อมมอบดอกกุหลาบสีแดงให้กับอดีตนายกรัฐมนตรี
จากนั้น พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะได้เข้าสักการะพระเจ้าตนหลวง ซึ่งเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดพะเยา พร้อมทำบุญสืบชะตาในโอกาสใกล้ถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์ หรือปี๋ใหม่เมือง ซึ่งประชาชนในภาคเหนือ จะร่วมสรงน้ำ สักการะพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง พร้อมทั้งทำบุญรดน้ำดำหัว และทำบุญสืบชะตา เพื่อให้เกิดความเป็นมงคลกับชีวิต

จาก hi-thaksin