วานนี้ (4 เม.ย.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงเทศกาลสงกรานต์ซึ่งเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทย ว่า วันที่ 13 เมษายน 2551 เวลา 09.00 น. ขอเชิญสื่อมวลชนทุกคนมาที่บ้านนายกรัฐมนตรี เพื่อมารดน้ำขอพรจากนายกรัฐมนตรี พร้อมกล่าวว่า จะสอนวิธีรดน้ำ ขอพรแบบภาคกลางที่ถูกต้องให้กับสื่อมวลชนว่าควรปฏิบัติอย่างไร และกล่าวถึงอาหารว่างที่จะนำมาเลี้ยงสื่อมวลชนในวันนั้นจะมี ขนมครก ปาท่องโก๋ และน้ำเต้าหู้ โดยห้ามสื่อมวลชนนำสิ่งของหรือพวงมาลัยมามอบให้ตนเอง เพราะได้จัดเตรียมพวงมาลัยดอกไม้ไว้ให้
ไทยรัฐ
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Saturday, April 5, 2008
“สมัคร” เชิญสื่อรดน้ำขอพร ช่วงเทศกาลสงกรานต์ [5 เม.ย. 51 - 05:44]
อย่าปล่อยโอกาสทอง [5 เม.ย. 51 - 02:55]
มัวแต่สาละวนอยู่กับการเมืองเรื่องถีบๆถ่อยๆเถื่อนๆ ทางเสือเดิน ทางหมาผ่าน ไม่มีแก่นสารอะไรกับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน
ทั้งที่เรื่องใหญ่และน่าตื่นเต้นเป็นประวัติการณ์ของชาติไทยในห้วงไม่รู้กี่ร้อยปี
ยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องฝันไป ปีทองของชาวนาไทย ข้าวซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจอันดับหนึ่งคู่บ้านคู่เมืองของเรามาช้านาน กำลังทำสถิติโลกใหม่
ราคาพุ่งกระฉูด ไต่เพดานไม่หยุด
ข้าวมีค่าราวกับทองคำ ถึงขั้นเกิดคดีลักเกี่ยวข้าวในท้องนา ขโมยข้าวเปลือกในยุ้งฉางขายกันเลย
จากที่ต้องกระอักจากพิษน้ำมันราคาทะลัก เราคนไทยได้แต่นั่งทำตาปริบๆรอรับชะตากรรมจากแขกเจ้าของบ่อน้ำมัน เพราะผลิตน้ำมันเองไม่ได้
ต้องลุ้นน้ำมันจะลดทีละ 40-50 สตางค์ แล้วก็พุ่งขึ้นพรวดๆ 1-2 บาท
ขายข้าวไม่พอซื้อน้ำมัน
แต่วันนี้สำนักข่าวธอมสัน นิวส์ ในฮ่องกง ได้รายงานเมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมาว่า บรรดาผู้ค้าข้าวในหลายประเทศต่างวิตกว่า ราคาข้าวในตลาดโลกจะพุ่งสูงไม่หยุด หลังจากที่ประเทศไทยในฐานะผู้ส่งออกข้าวหลักของโลก
ได้เตรียมลดปริมาณการส่งออกแล้ว
รายงานระบุด้วยว่า ผู้ผลิตข้าวเพื่อการส่งออกของไทยต่างยังคงลังเลที่จะทำสัญญาการซื้อขายข้าวกับผู้ซื้อในต่างประเทศ เนื่องจากปัญหาค่าเงินบาทของไทยที่แข็งตัวอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งราคาข้าวในประเทศของไทยเองก็สูงขึ้นกว่าเมื่อช่วงต้นปีถึง 50%
นอกจากนี้ ผู้ค้าข้าวหลายรายทั้งในฮ่องกง และฟิลิปปินส์ ได้ร้องเรียนว่า แม้ในขณะนี้ยังไม่ได้รับคำยืนยันจากผู้ส่งออกข้าวของไทย ว่าปริมาณการส่งออกข้าวจากไทยจะลดลง แต่ก็กังวลว่าผู้ส่งออกข้าวของไทยกำลังหันกลับไปมองตลาดภายในประเทศมากขึ้น
ต่างชาติผวาไทยในฐานะผู้ส่งออกหลักจำกัดปริมาณส่งออกข้าว
ประเทศไทยอยู่ในฐานะผู้กำหนดชะตา คุมกลไกราคาข้าวได้
และก็เป็นอะไรที่เชื่อว่ามีคนเคยคิดแบบเพ้อฝันไว้ว่าสักวันหนึ่งจะเกิดขึ้นกับเมืองไทย ล่าสุดนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ วางแผนล่วงหน้า
เตรียมหาแนวทางกำหนดราคาข้าวเหมือนกลุ่มโอเปกกำหนดราคาน้ำมัน
วิกฤติราคาข้าวทำให้โลกตื่นตะลึง ถึงขนาดมีการหวั่นเกรงกันว่า กองทุนเฮดจ์ฟันด์จะแห่มาเก็งกำไรข้าว เหมือนกับที่เก็งกำไรน้ำมันล่วงหน้า ปั่นราคาจนพุ่งทะลักเพดาน
ข้าวกำลังไต่เพดานไปประกบกับน้ำมัน
กลายเป็นสินค้าสำคัญที่มีผลต่อโลก
จะต่างกันตรงที่ไม่มีน้ำมัน คนเรายังมีชีวิตอยู่ได้ แต่ไม่มีข้าวกินเป็นอาหารก็อดตาย
แนวโน้มจึงเป็นปีทองของชาวนาไทยอย่างแท้จริง
และแน่นอน เมื่อข้าวในฐานะพืชเศรษฐกิจอันดับหนึ่งไต่ราคาทะลักเพดาน ชาวนาไทยมีโอกาสทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ
ฐานรากเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งซะอย่าง ภาคธุรกิจอื่นก็จะขับเคลื่อนโดยอัตโนมัติ
โอกาสงามๆแบบนี้ หากปล่อยหลุดลอยไป ต้องเขกกบาลตัวเอง
และแม้จะเสียฟอร์มไปหน่อยกับอารามดีใจ นายมิ่งขวัญรีบประกาศยุชาวนาอย่าเพิ่งขายข้าว เพราะราคาข้าวหอมมะลิจะดัมพ์ขึ้นไปตันละ 3 หมื่นบาท
ตั้งใจปั่นราคาขายให้ชาวนา
แต่อีกมุมก็เผลอไปเข้าทางพ่อค้าคนกลางเจ้าเล่ห์ที่รอกักตุนเก็งกำไร ก่อให้เกิดอาการตื่นตระหนกในหมู่ผู้บริโภคกลัวข้าวขาดตลาด แห่ซื้อข้าวตุนกันยกใหญ่
ทำให้อุปสงค์กับอุปทานไม่สมดุลกัน
“มิ่งขวัญ” พลาด อาจจะชินกับบทเซียนการตลาด ถนัดการปั่นกระแสสร้างราคา แต่ในเชิงของธุรกิจการค้ายังอ่อนประสบการณ์
มันก็ยังไม่สายเกินไป งานนี้ต้องฉวยจังหวะดีที่ข้าวกำลังไต่เพดานติดลมบน รวมไปถึงพืชเศรษฐกิจหลักๆของประเทศไทย ทั้งมันสำปะหลัง อ้อย ก็ราคาสูงขึ้นตาม
ยุคทองอู่ข้าวอู่น้ำของไทย
ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายที่นายมิ่งขวัญจะไปขอคำปรึกษามือเศรษฐกิจชั้นอ๋องอย่างนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตกระบี่มือหนึ่งทีมเศรษฐกิจรัฐบาลพรรคไทยรักไทย หรือพ่อค้ามือโปรอย่างนายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ อดีต รมช.พาณิชย์ ที่รู้เหลี่ยมทันเกมพ่อค้าเจ้าเล่ห์
กำหนดยุทธศาสตร์ข้าวของไทยให้ติดลมบนยาว.
ไทยรัฐ
Friday, April 4, 2008
รมว.พาณิชย์ เตรียมหารือกับ 2 ประเทศผู้นำการส่งออกข้าวเพื่อร่วมกันกำหนดราคาข้าวในตลาดโลก
กัญจนาหวั่นเสียสัตยาบัน ค้านแก้รธน.เพื่อล้มคตส. [4 เม.ย. 51 - 05:08]
น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา รองหัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าววานนี้ (3 เม.ย.) ถึงแนวคิดรัฐบาลในการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า หลายคนในพรรคชาติไทยเห็นตรงกันว่าไม่เห็นด้วยในการแก้ไขมาตรา 309 และจะต้องมีการหารือกันภายในพรรคเพื่อแสดงจุดยืนของพรรคชาติไทย แต่เนื่องจากตนไม่ได้เป็นวิปรัฐบาล จึงไม่สามารถลงรายละเอียดได้มาก ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าหากแก้ไขมาตรานี้แล้วจะมีผลอย่างไร อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้เพื่อล้มเลิกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) อย่างแน่นอน เนื่องจากเป็นห่วงเรื่องสัตยาบัน 5 ข้อ ในการเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคชาติไทยกับพรรคเพื่อแผ่นดิน ส่วนเรื่องการแก้มาตรา 237 ที่ระบุโทษถึงหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคในกรณีที่เห็นว่าเป็นการปล่อยปละละเลยเรื่องใบแดงนั้น ถือเป็นโทษรุนแรงเกินไป มันไม่ยุติธรรมกับพรรคการเมือง
ด้าน นายเอกพจน์ ปานแย้ม ส.ส.ปทุมธานี พรรคชาติไทย ในฐานะวิปรัฐบาล และคณะอนุกรรมการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 กล่าวว่า ที่ประชุมวิปรัฐบาลเห็นด้วยที่จะให้แก้ไขถ้อยคำในรัฐธรรมนูญบางส่วน แต่ส่วนใหญ่ยังคงเห็นด้วยกับร่างเดิม ที่คณะอนุกรรมการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของ นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่เสนอมาในมาตรา 309 ให้แก้ไขวรรคสอง โดยเพิ่มข้อความว่า "ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับกับบรรดาการใด หรือการกระทำใดที่มิได้เป็นไปตาม หลักอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย หลักนิติธรรม หลักสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญนี้ ประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่ หรือหลักธรรมนูญทั่วไป ทั้งนี้ ไม่ว่าการนั้นหรือการกระทำนั้นเกิดขึ้นก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2549 และรัฐธรรมนูญฉบับนี้" แทนการตัดออกทั้งมาตรา ทุกพรรคต่างเห็นด้วย เพราะหากถอนมาตรานี้ออกทั้งหมดอาจไม่ชอบ แต่การใส่ถ้อยคำดังกล่าว เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่ถูกฟ้องร้องสามารถต่อสู้ในชั้นศาลได้
กฎหมายกับการยุบพรรค [4 เม.ย. 51 - 15:39]
ข้อเสนอที่จะให้ตัดทิ้ง หรือยกเลิก มาตรา 309 ทั้งมาตรา กลายเป็นความขัดแย้งที่สำคัญ ทำให้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมองว่าเป็นการ แก้ไขเพื่อพรรคและพวกอย่างโจ่งแจ้งและล่อนจ้อนยิ่งขึ้น ชมรม ส.ส.ร.50 มีมติไม่เห็นด้วย เพราะเห็นว่าเป็น การแก้ไขเพื่อประโยชน์ส่วนตน ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 122 ซึ่งอาจนำไปสู่การยื่นถอดถอน ส.ส.ผู้เสนอแก้ไขได้ อันที่จริง ถ้าหากไม่โลภมากจน เกินไป การแก้ไขมาตรา 237 เพียงมาตราเดียว อาจประสบความสำเร็จโดยเร็ว เพราะจะไม่นำไปสู่ความขัดแย้งที่ขยายวงออกไปมากนัก เนื่องจากมีหลายฝ่ายเห็นด้วย ในหลักการที่ว่า พรรคเป็นสถาบันทางการเมือง ไม่ควรถูกยุบได้โดยง่าย เว้นแต่จะกระทำผิดร้ายแรงจริงๆ เช่น พรรคนาซีของฮิตเลอร์ ซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตยชัดแจ้ง ส่วนการกระทำความผิด อันเป็น เหตุให้ต้องยุบพรรคตามกฎหมายของไทย ก็วางหลักเกณฑ์ไว้ค่อนข้างสูง กล่าวคือ พรรคจะต้องกระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย หรือกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐ โดยวิถีทางนอกรัฐธรรมนูญ หรือกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตย หรืออาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรือขัดต่อกฎหมาย หรือความสงบเรียบร้อย แต่บทบัญญัติที่เป็นปัญหา คือ ส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามาใหม่ในรัฐธรรมนูญ 2550 คือการฝ่าฝืน พ.ร.บ.การเลือกตั้ง หรือระเบียบหรือประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นผลทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ผู้สมัคร ส.ส.ที่ฝ่าฝืนอาจโดนใบ แดง 1 ปี แต่ถ้าหัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรค “ผู้ใด” มีส่วนรู้เห็น อาจโดนใบแดงทั้งคณะ 5 ปี และต้องเสนอให้ยุบพรรค รัฐธรรมนูญและกฎหมายการ เลือกตั้ง ระบุว่า ถ้าหัวหน้าพรรคหรือกรรมการ บริหารพรรค แม้แต่เพียงคนเดียว มีส่วนรู้เห็นการกระทำผิดของผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค จนโดนใบแดง “ให้ถือว่า” พรรคนั้นกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการนอกวิถีทางรัฐธรรมนูญ ถือว่าเป็นการกระทำความผิดที่ร้ายแรง พอๆกับการใช้กำลังยึดอำนาจ จึงให้ยุบพรรค ประเด็นที่เป็นข้อโต้แย้งก็คือ เพียงแต่กรรมการบริหารพรรคคนเดียว มีส่วนรู้เห็นในการทำผิดของผู้สมัคร ส.ส. หรือกรรม-การบริหารพรรคเพียงคนเดียวทำผิดเสียเอง จะเหมารวมเอาว่าเป็นการกระทำของพรรค จน ถึงกับต้องโดนยุบ จะเป็นธรรมหรือไม่? จะแยก การกระทำผิดของส่วนบุคคลกับของพรรคได้อย่างไร? และแค่ไหนจึงจะถือว่าทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
เห็นได้ชัดว่าแนวความคิดใน การแก้รัฐธรรมนูญของพรรคพลังประชาชน ยังขาดเอกภาพ มีการเปลี่ยนประเด็นที่จะแก้ไขเป็นรายวัน เริ่มต้นจากการเสนอแก้ไขมาตรา 237 เรื่องการยุบพรรคเพียงมาตราเดียว ต่อมาเพิ่มเป็น 2 มาตรา 5 มาตรา จนเพิ่มเป็น 7 ประเด็น และยังไม่ทราบว่าจะมีการเพิ่มประเด็นอีกหรือไม่ เพราะยังมีบางกลุ่มที่ต้องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ
พ.ต.ท.ทักษิณ ร่วมงานวันเกิดยงยุทธ ที่เชียงราย
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมงานเลี้ยงครบรอบวันเกิดปีที่ 48 ของ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่บ้านพัก อ.แม่จัน จ.เชียงราย โดยมี ส.ส ภาคเหนือของพรรคพลังประชาชน และรัฐมนตรีเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง เช่น นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สำหรับงานคืนนี้ มีการนำอาหารจากร้านอาหารชื่อดังของจังหวัดเชียงรายกว่า 20 ร้าน มาจัดเลี้ยงชาวบ้านนับพันคน นอกจากนี้ยังมีพิธีบายศรีสู่ขวัญตามประเพณีล้านนา ขณะที่นายยงยุทธ มอบจตุคามรามเทพเป็นของที่ระลึกแก่ผู้ที่มาร่วมงาน . ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย
เชียงราย 3 เม.ย.-อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมงานวันคล้ายวันเกิดประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่บ้านพัก จ.เชียงราย โดยมี ส.ส.และรัฐมนตรี เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง
อัพเดตเมื่อ 2008-04-03 22:09:11
การุณท้าสมเกียรติลาออกหากผลสอบบอกไม่ผิด

นายการุณ โหสกุล ยืนยันไม่ได้ทำร้ายร่างกายนาย
สมเกียรติ พงศ์ไพบูลย์ คู่กรณีจากประชาธิปัตย์ พร้อมแจ้ง
ความกลับเมื่อคืน ซ้ำยังท้านายสมเกียรติให้ลาออก หากผล
สอบบอกว่าตัวเองไม่ผิด
นายการุณ ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ที่รัฐสภา โดยชี้แจงว่าไม่ได้เป็นคนทำร้ายร่างกายนายสมเกียรติก่อน แต่ได้พยายามเข้าไปถามว่าสิ่งที่ นายสมเกียรติพูดในที่ประชุมหมายความว่าอย่างไร
เพราะคำพูดของนายสมเกียรติเป็นการท้าทาย ส.ส.ทุกคน ทำให้ถูก ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่อยู่ในห้องกาแฟ
ฮือเข้ามาผลักติดผนังห้อง หลังเกิดเหตุ ส.ส.พรรคประธิปัตย์กลับไปให้ข่าวกับสื่อ และแจ้งความดำเนินคดีกับตน ทั้งที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้ตกลงในที่ประชุมสภาฯแล้วว่าให้พูดเรื่องนี้ในสภาฯ แสดงว่านายสมเกียรติไม่เชื่อฟังคำสั่งหัวหน้าพรรค ดังนั้นตนจึงเพิ่งตัดสินใจได้ตอนตี 1 ไปแจ้งความเอาผิดนายสมเกียรติที่ สน.ดุสิต ข้อหาแจ้งความเท็จ
ทั้งนี้นายการุณ ได้ยกย่องการเคลื่อนไหวของกลุ่มนายประชา ประสพดี ที่เมื่อหัวหน้าพรรคขอร้องก็ยอมยุติความเคลื่อนไหว ผิดกับนายสมเกียรติที่เป็น ส.ส. แต่พอขึ้นเวทีพันธมิตรกลับทำตัวเหมือนกุ้ยข้างถนน พร้อมกับด่านายสมเกียรติด้วยว่า เมื่อเป็นหมามาอยู่ทางเสือหากปรับตัวไม่ได้ก็กลับไปเป็นหมาเหมือนเดิม
งูหรือหมองู
เป็นครูบาอาจารย์..สอนกฎหมาย..ใจมันจะต้องเป็นครู..แต่..ครูกฎหมายหมายเลข 1 ของ..ม.แห่งความวุ่นวาย ที่กำลังรันทดใจอยู่กับความปราชัยของฝักฝ่ายพันธมิตรฯ..
และจุดไฟไม่ติดเมื่อปลายเดือนที่แล้ว..ครูคนนี้..น่าจะมีปัญหา เพราะ..ลูกศิษย์ลูกหาที่จบไปแล้วเป็นใหญ่เป็นโตในปัจจุบัน กับลูกศิษย์ที่กำลังเป็นปัจจุบัน..กำลังงงกันอยู่ว่า..มันจะเอามหาวิทยาลัยไปพัง..มีอย่างที่ไหน..สำหรับการเมืองแล้ว..ผู้ชนะได้รับสัญญาจากประชาชน ก็คือคนบริหารราชการแผ่นดิน..การณ์ใดๆ ก็ตามที่สร้างปัญหาให้กับการบริหารราชการแผ่นดิน การณ์นั้นจะต้องได้รับการแก้ไขหลักการนี้เป็นหลักสากล
รัฐบาลนี้เกิดจากการรวมตัวกันของพรรคการเมือง 6 พรรค ที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน เท่ากับว่าประชาชนให้เขามาเป็นสภาร่างกฎหมาย แก้ไขกฎหมาย และยกเลิกกฎหมายรวมทั้งเป็นผู้บริหารราชการแผ่นดินเมื่อ..กฎหมายที่ร่างโดยเผด็จการทหารตั้งมา..และคณะบุคคลจำนวนน้อยนิดที่ได้สิทธิ์ยิ่งใหญ่..กำลังจะทำให้การบริหารการปกครองมีปัญหา..
เพื่อเสถียรภาพของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน ปัญหานั้นก็ต้องได้รับการปัดเป่าและความเป็นสากลจะต้องกลับมา..ความยุติธรรมจะต้อง..เป็นไปตามกระบวนการอันเป็นสากล ผู้ถูกกล่าวหา ผู้ต้องคำพิพากษา จะต้อง..มีสิทธิ์ในการต่อสู้ไปตามลำดับ..ไม่ใช่ศาลเตี้ยศาลเดียว
ศาลต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา..ก็เคยกลับคำพิพากษาปล่อยนักโทษออกจากคุกที่ถูกจองจำมาแล้วนับ 10 ปี..เพราะพบว่าเขาบริสุทธิ์..นั่นแค่ความผิดต่อบุคคล..แค่กับประเทศชาติ ประชาธิปไตยและฉันทานุมัติจากประชาชน..คนแค่ไม่ถึง 2 กำมือ..จะถืออาญาสิทธิ์เทียบเท่ากับพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์..กระนั้นหรือ..เราจะย้อนหลัง..กันไปถึงไหน..
มันยังจะเป็นครูบาอาจารย์สอนกฎหมายกันอยู่ได้อย่างไร..ที่พูดออกมาว่า..รู้ว่าทำผิดแล้วแก้กฎหมายย้อนหลังนั้น มันไม่ถูกต้อง..ก็กฎหมายบอกไว้ไม่ใช่หรือว่า..ตราบเท่าที่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด..ให้ถือว่า..ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์..คุณเป็น “หมองู” หรือ “งู”
พระหรือโจร?
ดูเหมือนความเป็น นักจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ของ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ จะไปได้ไม่ดีนักกับ...การวางแผนการขายและการตลาดอย่างเป็นระบบนายมิ่งขวัญ อาจจะประสบผลสำเร็จอย่างงาม จากการ จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ในองค์กรที่มีตัวสินค้าดีอยู่แล้ว เช่น...“โตโยต้า” หรือ “อสมท” ที่เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “โมเดิร์นไนน์” แต่กับภารกิจ...ความเป็น รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ซึ่งต้องกำกับดูแลการค้าขายสินค้าและบริการของประเทศ มันไม่ง่ายอย่างที่คิด??? แค่ “ไอเดีย” นำข้าวสาร 5% จากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2549 มาบรรจุถุง 5 กก. ขายที่ราคา 85.70-86.50 บาท หรือเฉลี่ย 17.14-17.30 บาทต่อ กก. ก็ผิดเสียแล้ว???
คุณมิ่งขวัญ เข้าใจหรือไม่ว่า...มาตรฐานของความเป็นข้าว 5% นั้น ประกอบด้วยอะไรบ้าง? รู้หรือเปล่าว่า...ทุกๆ 1 กก. ของข้าว 5% จะต้องมีข้าวเปลือก 7 เมล็ดผสมอยู่แล้วยิ่งเป็นข้าวค้างสต็อกอายุ 2 ปีด้วยแล้ว สิ่งปนเปื้อนต่างๆ ที่ผสมปนเปอยู่ในนั้น ยังมีอีกมากมาย!!!ไม่ว่าจะเป็น...ฝุ่น รา รำ ปลายข้าว รวมถึง เมล็ดข้าวสีเหลือง ที่จะต้องคัดแยกแล้วนำไป “ขัดขาว” เสียใหม่ หาก นายมิ่งขวัญ คิดแบบ..คนที่ขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับข้าวอย่างลึกซึ้ง โอกาสจะ “เสียคน” มีสูงมากเหลือเกิน!!! ก็ต้องบอกว่า...วงการนี้ “เขี้ยวลากดิน” เอามากๆ ที่สำคัญ อย่าได้เผลอไปคิดแบบสูตรคณิตศาสตร์ ว่า...1+1 ต้องเท่ากับ 2 สำหรับวงการค้าขายในเมืองไทยเด็ดขาด เพราะ ผิดถนัด!!!แน่นอน หากมีการนำข้าวสาร 5% จากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2549 มาบรรจุถุง 5 กก. ขาย โดยไม่ทำการปรับปรุงคุณภาพข้าวเสียก่อนล่ะก็คงหาคนซื้อข้าวล็อตนี้ลำบากอย่างแน่นอนเพราะคุณภาพของข้าวบรรจุถุง 5 กก. ของกระทรวงพาณิชย์ ต่ำกว่ามาตรฐานมากนักข้อเสนอที่ “บางกอกทูเดย์” สอบถามจาก “ผู้รู้” ในระดับผู้เชี่ยวชาญและคลุกคลีอยู่กับวงการข้าวมานาน ก็คือ...กระทรวงพาณิชย์จะต้องเร่งปรับปรุงคุณภาพข้าวในโครงการดังกล่าวโดยเร็ว โดยการ...ทำความสะอาด “ร่อน” และ “กำจัด” ฝุ่น รา รำ และปลายข้าว ออกให้หมดจากนั้น ก็ทำการขัดขาว 1 ครั้ง ก่อนจะนำไป “ขัดมัน” อีก 2 ครั้งต่อด้วยการ “ร่อนกัดปลาย” เพื่อปรับให้เป็นข้าว 5% จริงๆ ที่เหลือจึงจะนำเข้าไปผ่านเครื่องแยกสี นำ “ข้าวเปลือก” และ “ข้าวเหลือง” ออกไปให้หมดแล้วจึงนำไปบรรจุถุงขายให้กับชาวบ้านปกติ ต้นทุนรับจำนำข้าวเปลือก 5% ในปี 2549 ของกระทรวงพาณิชย์ อยู่ที่ตันละ 7,000 บาทหากนำข้าวเปลือก 5% ดังกล่าว ไปผ่านกระบวนการปรับปรุงคุณภาพข้าวก่อนบรรจุถุงขาย เช่นที่ “บางกอกทูเดย์” บอกเอาไว้ข้างต้น ก็จะต้องมีต้นทุนดำเนินการและค่าความสูญเสียระหว่างกระบวนการผลิตไปบ้างอย่างไรก็ตาม ต้นทุนและความสูญเสียที่เกิดขึ้น เมื่อหักกลบลบหนี้กันแล้ว ราคาต้นทุนจริงๆ ก่อนการนำไปขายก็ยังเฉลี่ยอยู่ที่ กก. ละ 12.92 บาทดังนั้น การกำหนดราคาขายบรรจุถึงที่ กก. ละ 17.14-17.30 บาท เช่นที่กระทรวงพาณิชย์และนายมิ่งขวัญพยายามจะเร่งรัดดำเนินการนั้นส่วนต่างที่เกิดขึ้นราว 4.22–4.38 บาท ต่อ กก. จะไปตกอยู่กับใคร???อย่าลืมว่า...ข้าวเปลือก 5% จากโครงการรับจำนำข้าวฯ ในปี 2549 ของกระทรวงพาณิชย์ มีมากมายหลายแสนตัน1 ตัน เท่ากับ 1,000 กก.1 แสนตัน ก็จะเท่ากับ 100,000,000 กก. (1 ร้อยล้าน กก.)ลองคิดดูว่า...หากส่วนต่างราคาขายข้าว 5% บรรจุถุง 5 กก. ที่ระดับ 4.22-4.38 บาทต่อ กก. เมื่อนำมาคำนวณผลต่างต่อ 1 แสนตัน หรือ 100 ล้าน กก. นั่นก็หมายความว่า...กระทรวงพาณิชย์หรือใครก็ตาม จะมีกำไรส่วนต่างทันที 422–438 ล้านบาทส่วนต่างตรงนี้ จะเข้ากระเป๋าใคร???แล้วข้าวเปลือก 5% จากโครงการรับจำนำข้าวฯ ในปี 2549 ก็ไม่ได้มีแค่ 1 แสนตัน เท่านั้นเท่าที่ นายมิ่งขวัญ เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ เมื่อวันที่ 26 มี.ค.ที่ผ่านมา เห็นว่า...จะนำข้าวจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2549 ในสต็อก มาบรรจุถุง 5 กก. รวมกันถึง 9 แสนตัน หรือราว 10% ของปริมาณการบริโภคข้าวแต่ละปีที่ 9 ล้านต้นลองคิดดู 1 แสนตัน กระทรวงพาณิชย์จะมีกำไรส่วนต่าง 422–438 ล้านบาท แล้วหากเป็น 9 แสนตัน กำไรส่วนนี้จะขยับเป็น 9 เท่า หรือราว 3,798–3,942 ล้านบาทน้อยซะที่ไหนกัน???ตรงนี้เอง ที่อาจจะทำให้ นายมิ่งขวัญ คนนี้ “เสียคน” กลายเป็นอีกคนที่โดดลงไปในวังวนผลประโยชน์ ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือเพราะ “รู้เท่าไม่ถึงการณ์” ก็ตามกระนั้น คนเป็น...รองนายกรัฐมนตรี ควบ เสนาบดีกระทรวงพาณิชย์ จะมีข้ออ้างไม่ได้เลยใน “ทุกความผิดพลาด”คนที่เคยเป็น รมว.พาณิชย์ ลงจากเวทีแบบ “ศพไม่สวย” ก็มีมากมายให้เห็นกันมาแล้ว “บางกอกทูเดย์” ไม่อยากนำชื่อมาเขียนซ้ำ เพื่อ “กระเทือนซาง” ต่อเกียรติยศวงศ์ตระกูลของคนเหล่านี้นายมิ่งขวัญกำลังพลาด!!ต้องรีบหาทางแก้ไขและทบทวน ก่อนที่คนไทยทั้งประเทศจะมองว่าเป็น “รมว.พาณิชย์ อีกคน” ที่มีสมองและสติปัญญาเหมือน “ก๊อบปี้” มาจาก “พ่อค้าข้าว” ระดับเบิ้มๆ (ที่ผูกขาด) ของประเทศนี้มาว่ากันต่อ...นายมิ่งขวัญ อาจสงสัยถึงต้นทุนหลังการผ่านกระบวนการปรับปรุงคุณภาพข้าว ที่ “บาง กอกทูเดย์” บอกว่า...ราคาต้นทุนจริงๆ อยู่ที่ 12.92 บาทต่อ กก.นั้น มาจากไหน???เริ่มต้นจากตรงนี้ก่อน กล่าวคือ กระทรวงพาณิชย์ และ นายมิ่งขวัญ จะต้องสร้างกรอบนโยบายให้ชัดเจน เพื่อที่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติจะได้ดำเนินงานตามรอบนโยบายและแผนงานได้อย่างราบรื่น ด้วยการสร้างกติกาใหม่ที่ว่า...กระบวนการปรับปรุงคุณภาพข้าว ก่อนบรรจุถุงขายทั้งหมด จะต้องให้ “โรงสี” ซึ่งมีเครื่องมือและอุปกรณ์ปรับปรุงคุณภาพข้าวครบ และมีที่ตั้งอยู่ภายในจังหวัด ซึ่งมีโกดังที่ องค์การคลังสินค้า หรือ อคส. (ไม่มีเครื่องมือและอุปกรณ์ดังกล่าว) เช่าเก็บข้าวสารอยู่เกือบทั่วประเทศรับดำเนินการไปทั้งจำนวนโดยใช้วิธีการ “บาร์เตอร์” หรือการแลกเปลี่ยนสินค้าเป็นค่าจ้าง ด้วยการนำ...รำ ข้าวปลาย และข้าวเหลือง ที่ได้จากคัดแยกออกมาเป็นค่าจ้างต่างตอบแทนถามว่า...แล้ว “โรงสี” จะเอาหรือ???ก็ต้องบอกต่อไปว่า...เอาแน่ๆ เพราะ..รำ ข้าวปลาย และ ข้าวเหลือง ที่ได้จากกระบวนการปรับปรุงข้าวมีจำนวนมหาศาล!!แถมอัตราการเพิ่มขึ้นของราคาขายในท้องตลาดทุกวันนี้ ก็ไม่ได้น้อยกว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของราคาขายข้าวสารแต่อย่างใดปกติ ข้าวเปลือกทุกๆ 1 ตัน ต่อการแปลงสภาพเป็นข้าวสาร จะมีค่าความสูญเสียระหว่างกระบวนการผลิตและส่วนอื่นๆ ที่ต้องถูกคัดแยกออกไปทำให้เหลือเป็นข้าวสารจริงๆ เพียง 587 กก. เท่านั้นกว่า 400 กก. ก็คือ รำ-ข้าวปลาย และ ข้าวเหลือง ที่โรงสีจะได้รับเป็นค่าจ้างนั่นเอง เหตุที่ต้องใช้ “โรงสี” เป็นผู้รับจ้าง ก็เพราะเงื่อนไขข้างต้นกล่าวคือ...นอกจาก กระทรวงพาณิชย์ จะไม่ต้องเสียเงินเป็นค่าจ้างในการปรับปรุงคุณภาพข้าว เพราะ “โรงสี” คือ กลุ่มคนที่ใช้ประโยชน์จาก...รำ ข้าวปลาย และ ข้าวเหลือง ได้เต็มๆ แล้วยังเป็นการลดค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าขนส่ง เนื่องจากจะเลือกเฉพาะ “โรงสี” ที่ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกับโกดังเก็บข้าวของ อคส. ทำให้ต้นทุนค่าขนส่งแทบจะไม่มีหรือหากจะมี ก็ต้องถือว่า...ต่ำมากๆเมื่อรู้แล้วว่า...ข้าวเปลือก 1 ตัน ที่ราคารับซื้อ 7,000 บาท เมื่อนำไปผ่านกระบวนการปรับปรุงคุณภาพข้าว ก็จะเหลือข้าวสารเพียง 587 กก.เมื่อนำมาหารเฉลี่ย ก็จะได้ต้นทุนข้าวรับซื้อมาอยู่ที่ 11.92 บาทต่อ กก.หักค่าความสูญเสียที่เกิดขึ้น ซึ่งมาตรฐานทั่วไปอยู่ที่ 10% ก็จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นอีกราวๆ 1.2 บาทต่อ กก. บวกกับค่ากระสอบและถุงบรรจุข้าว ก็จะทำให้ต้นทุนเบื้องต้นอยู่ราวๆ 13.12 บาทต่อ กก.แต่เฉพาะกระสอบบรรจุข้าว สามารถนำไปขายที่ราคาใบละ 20-25 บาท ก็จะได้เงินคืนกลับมาเฉลี่ย 0.20 บาทต่อ กก.นำไปลบกับต้นทุนเบื้องต้น ก็จะเหลือต้นทุนแท้จริงอยู่ที่ 12.92 บาท อย่างที่ “บางกอกทูเดย์” บอกไว้ในช่วงต้น…ตรงเป๊ะ!!ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างเกราะป้องกัน มิให้มีการนำข้าวถุงออกมา “เวียนเทียน” ขายใหม่ซ้ำๆ ซากๆ ใน “ร้านโมเดิร์นเทรด” ผู้รู้ในวงการข้าว จึงบอกผ่าน “บางกอกทูเดย์” มาว่า...น่าที่ กระทรวงพาณิชย์ ควรจะปรับเปลี่ยนขนาดของบรรจุภัณฑ์เสียใหม่จากถุงบรรจุ 5 กก. เป็น 7 กก. ซึ่งจะแปลกและแตกต่างไปจากท้องตลาด นอกจากจะสามารถป้องกันการ “เวียนเทียน” ได้แล้ว ยังบอกได้อีกว่า...ข้าวสารบรรจุถุง 7 กก. เป็น ข้าวสารของภาครัฐ ที่ต้องการจะนำออกมาช่วยเหลือคนไทย ซึ่งได้รับความเดือดร้อนจากราคาข้าวที่แพงขึ้นส่วนขั้นตอนการขายข้าวให้กับชาวบ้านนั้น ผู้รู้ท่านนี้ บอกว่า...หลังการบรรจุแล้ว ให้นำข้าวถุงไปกองเอาไว้ ณ สถานที่บรรจุ เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการขนส่ง แล้วให้ อบต.ต่างๆ ไปซื้อที่พาณิชย์จังหวัด หรือหน่วยงานของรัฐโดยออก “ตั๋ว” ให้มารับของ ณ คลังสินค้าที่รับแปรสภาพข้าวสาร ซึ่งหน่วยงานรัฐจะทราบได้ว่า...องค์การบริหารส่วนตำบล หรือ อบต. แต่ละแห่ง มีประชาชกรเท่าใด???ตรงนี้จะช่วยให้ควบคุมจำนวนได้ และยังเป็นการขนส่งจากคลังสินค้าไปยังผู้ซื้อในคราวเดียว โดยไม่ต้องเข้าคิวซื้อทีละถุงเหมือนประเทศอื่นๆแม้ขั้นตอนอาจดูยุ่งยากไปสักนิดแต่ก็รัดกุม และสามารถจะกระจายข้าวถุงไปสู่ “รากหญ้า” และ “คนจนในเมือง” โดยตรงและครบจำนวนไหนๆ รัฐบาลของ นายสมัคร สุนทรเวช ที่มี รองนายกฯ ฝ่ายจุลภาค อย่าง...นายมิ่งขวัญ คอยกำกับดูแล กระทรวงพาณิชย์ คิดจะช่วยเหลือคนไทยแล้วก็ต้องทำอย่าง “มืออาชีพ” และ “ทำอย่างเป็นระบบ”อย่าสักแต่ว่า...ทำแบบ “ผักชีโรยหน้า” หรือ “ขายผ้าเอาหน้ารอด” แบบ “นักโปรโมชั่น” เน้น “ภาพลักษณ์” และ “ยอดขายหลอกๆ” ไปวันๆที่สำคัญ ราคาต้นทุนข้าวบรรจุถุงจริงๆ ก็ไม่เกิน 12.92 บาทต่อ กก. ครั้นจะบวกเป็นค่ากำไรหรือเงินชดเชย เมื่อครั้งรับจำนำข้าวเปลือกเอาไว้เมื่อปี 2549 อย่างไรก็ไม่น่าจะถึงระดับราคาขายที่ 17.14-17.30 บาทต่อ กก. หรือถุงละ 85.70-86.50 บาทต่อ 5 กก. เช่นที่...นายมิ่งขวัญคิดจะทำ???ส่วนต่างที่เกิดขึ้น 4.22-4.38 บาทต่อ กก. หรือ 422–438 ล้านบาทต่อ 1 แสนตันนั้นมันมากเกินไปหรือเปล่า???หากจะช่วยชาวบ้านแล้ว กระทรวงพาณิชย์ และ นายมิ่งขวัญ ได้โปรดกรุณา “ลดราคาขายต่อ กก.” ลงมาอีกได้มั้ย???หรือจะเก็บส่วนต่างตรงนี้เอาไว้ให้ใคร???“บางกอกทูเดย์” เชื่อโดยไม่มีอะไรเคลือบแคลงในความเป็น “คนดี-ใจซื่อ-มือสะอาด” ของ นายมิ่งขวัญ แต่กับ “วงการค้าข้าว” ซึ่งมีประวัติและพฤติกรรมชั่วร้ายติดต่อกันมาหลายชั่วคน มันได้ทำให้คนดีๆ กลายเป็น “คนเลว” มานักต่อนักแล้วนายมิ่งขวัญต้องไม่มองข้าม!! แล้วก็อย่า “ชะล่าใจ” ในความคิดอ่านของตัวเองเพียงสถานเดียว เพราะมันอาจจะทำให้ตัวเองหลงเข้าไปใน “ชุมโจรค้าข้าวสาร” เหมือนอย่างที่ รมว.พาณิชย์ หลายคนเคยหลงเข้าไปแล้ว...ประคองตัวไว้!! อย่าให้ชีวิตที่สวยงามมาจบลงด้วย “คำถาม” จะเป็นพระหรือจะเป็นโจร??
กระทรวงศึกษาฯ ตรวจสอบ มธ.ให้พันธมิตรฯเช่าหอประชุม
“สมชาย” มอบ “บุญลือ” ตรวจสอบ อธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ให้กลุ่มพันธมิตรฯเช่าหอประชุมฯ เหมาะสมหรือไม่ ด้านรองอธิการบดี ร้อนก้น แจ้ง ข่าวปฏิเสธฯให้กลุ่มประชาธิปไตยเช่าหอวันที่ 4 ไม่ได้เลือกปฎิบัติ
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีที่ ส.ส.พรรคพลังประชาชน อภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ขอให้กระทรวงศึกษาธิการ เข้าไปตรวจสอบการชุมนุมของนักศึกษา ที่ใช้คำพูดไม่เหมาะสม และตรวจสอบอธิการบดีที่อนุญาตให้กลุ่มผู้ชุมนุมเข้าไปใช้สถานที่ในสถาบันอุดมศึกษาเป็นที่ชุมนุมว่ามีความเป็นกลางหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ตนจะมอบหมายให้นายบุญลือ ประเสริฐโสภา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะกำกับดูแล สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ให้เข้าไปตรวจสอบว่า การอนุญาตให้กลุ่มบุคคลเข้าไปดำเนิน
กิจกรรมต่างๆ ในมหาวิทยาลัยเป็นเรื่องที่ถูกต้องและเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งการเข้าไปใช้พื้นที่ในสถาบันอุดมศึกษา จะต้องไม่รบกวนสมาธิการเรียนการสอนของนักศึกษาในสถาบัน หรือก่อให้เกิดปัญหาที่ไม่เหมาะสมขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เท่านั้น สถาบันอุดมอื่นๆ ก็ต้องระมัดระวัง และให้ดูแลเรื่องนี้ด้วย
ด้าน รศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต รองอธิการฝ่ายบริหาร ท่าพระจันทร์ กล่าวว่า ตามที่มีข่าวปรากฏตามสื่อมวลชนว่า กลุ่มที่มีความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ไม่เห็นด้วยกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่เช่าหอประชุมใหญ่
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดการอภิปรายและแสดงความคิดเห็นทางการเมือง เมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา จะขอเช่าใช้หอประชุมใหญ่ มธ. เพื่อจัดกิจกรรมทำนองเดียวกัน ในวันที่ 4 และ 10 เมษายน และมหาวิทยาลัยปฏิเสธการขอเช่าเป็นการกีดกันและเลือกปฏิบัตินั้น
มธ. ขอชี้แจงว่าในวันที่ 5 เมษายน ได้มีหน่วยงานเอกชนขอเช่าหอประชุมใหญ่ไว้ล่วงหน้าแล้ว เพื่อจัดการแสดงโขนและละคร และการขออนุญาตเข้าใช้พื้นที่เพื่อติดตั้งฉากและเวทีการแสดงตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน ดังนั้น มหาวิทยาลัยจึงไม่อาจอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้หอประชุมในวันที่ 4 เมษายนได้อีก สำหรับวันที่ 10 เม.ย.นั้น หอประชุมใหญ่ยังว่างอยู่และสามารถให้เช่าใช้ประโยชน์จัดกิจกรรมต่างๆ ได้โดยจะต้องชำระค่าเช่าและค่าสาธารณูปโภคต่างๆ ตามระเบียบของมหาวิทยาลัย







