| ||||
| มติชน | ||||
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Saturday, April 5, 2008
ฉะ แฉ ฉาว 2
ทักษิณ ให้ ยอดรัก รักษาที่ โรงพยาบาลพระรามเก้า จนหาย
"อริสมันต์" เผย "ทักษิณ" สวมบทเศรษฐีใจบุญให้ "ยอดรัก" ไปรักษาที่ โรงพยาบาลพระรามเก้าจนกว่าจะหาย เจ้าตัวขอหารือแพทย์ศิริราชก่อนย้าย โรงพยาบาล ยังไม่มีการติดต่อขอซื้อบ้าน เข็ดถูกโจมตีอย่างหนัก หลังพูดอ้อนเศรษฐีใจดีจากเมืองนอกมาซื้อบ้าน
เมื่อวันที่ 3 เมษายน นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง รองโฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวเกี่ยวกับกรณีกระแสข่าว พ.ต.ท.ทักษิณ ยื่นมือช่วยเหลือ นายนิพนธ์ ไพรวัลย์ หรือ "ยอดรัก สลักใจ" นักร้องลูกทุ่งชื่อดัง เพื่อรักษาโรคมะเร็งตับว่า กระแสข่าวดังกล่าวเป็นเรื่องจริง เนื่องจากที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณทราบข่าวไม่สบายของยอดรักมาตลอด จึงให้ติดต่อประสานไปยังยอดรัก และตัดสินใจช่วยเหลือทางการเงินในการรักษาพยาบาลแก่ยอดรักเมื่อ 1 เดือนที่ผ่านมา โดย พ.ต.ท.ทักษิณให้ยอดรักไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลพระรามเก้าจนกว่าจะหายดี โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เนื่องจากเมื่อการเลือกตั้งปี 2549 ที่ผ่านมา ยอดรักเคยประสานว่าจะมาลงสมัคร ส.ส.พรรคพลังประชาชน แต่บังเอิญมีปัญหาติดขัด ทั้งนี้ ยอดรัก สลักใจ ก็มีความรักใคร่ชอบพอกับ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ จึงทำให้ไม่สามารถตัดสินใจมาลงสมัคร ในนามพรรคพลังประชาชนได้
เมื่อถามว่าพ.ต.ท.ทักษิณจะช่วยเหลือเฉพาะค่ารักษาพยาบาล หรือจะซื้อบ้านที่ยอดรัก สลักใจ ประกาศขายมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท ด้วยหรือไม่ นายอริสมันต์กล่าวว่า ทางฝ่ายของยอดรักเสนอไป ซึ่งตนทำหน้าที่ประสานอยู่ แต่ตอนนี้ พ.ต.ท.ทักษิณยังไม่ได้ตัดสินใจใดๆ อยู่ระหว่างการพิจารณา อีกทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณบอกยอดรักว่า อยากให้รักษาตัวให้หายก่อน โดย พ.ต.ท.ทักษิณ จะช่วยเหลือทางการเงินในเรื่องค่ารักษาพยาบาล แต่เรื่องการขายบ้านที่ยอดรักต้องการขายนั้น พ.ต.ท.ทักษิณแนะนำยอดรักไปว่า ให้เก็บบ้านไว้อยู่กับครอบครัว นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังเตือนยอดรักในเรื่องความขัดแย้งระหว่าง สายัณห์ สัญญา ว่าไม่ควรจะมาสร้างเรื่อง และไม่ควรจะมาพูดกันผ่านสื่อ เพราะจะทำยิ่งให้เข้าใจผิด
ขณะเดียวกันยอดรัก สลักใจ กล่าวในงานเลี้ยงขอบคุณพี่น้องสื่อมวลชน และคนในวงการบันเทิง ที่หมู่บ้านกฤษดานคร 17 ถนนพุทธมณฑล สาย 3 ว่า ข่าวที่บอกว่าอดีตนายกฯ มาซื้อบ้านนั้นไม่เป็นความจริง ก่อนหน้านี้มีคนทั่วไปติดต่อมา แต่ก็เงียบหายไป รู้สึกงงกับข่าวที่ออกไป แต่เรื่องการรักษาพยาบาลยอมรับว่ามีการคุยกันจริง โดยนายอริสมันต์มาพูดคุยเมื่อวันที่ 26 มีนาคม ที่ผ่านมา ว่าทางผู้ใหญ่ให้เป็นผู้ประสานเรื่องการรักษาพยาบาล โดยให้ไปทำการรักษาที่โรงพยาบาลพระรามเก้าฟรีทั้งหมด ซึ่งเป็นการช่วยเหลือกันในเบื้องต้น ส่วนจะไปรักษาที่โรงพยาบาลดังกล่าวเมื่อไร กำลังปรึกษาหมอที่โรงพยาบาลศิริราชอยู่ ซึ่งน่าจะไปรักษาหลังสงกรานต์ โดยอาจจะใช้รักษาวิธีบล็อกเส้นเลือด
"ผมยืนยันนะ ว่าเศรษฐีใจบุญที่ว่าไม่ใช่อดีตท่านนายกฯ บอกได้แค่ว่าเป็นเศรษฐีนิรนาม ที่อยากมาช่วยเหลือผมจริงๆ แต่ไม่อยากเป็นข่าว แต่ถ้าทางโน้นจะให้ข่าวก็ให้ไป ผมเข็ดแล้ว เพราะตั้งแต่ที่บอกว่าให้เศรษฐีใจดีมาซื้อบ้าน ผมก็โดนโจมตีกระหน่ำแล้ว ส่วนเรื่องการรักษาโรคด้วยวิธีบล็อกเส้นเลือก คาดว่าหลังสงกรานต์จะให้หมอที่ศิริราชเช็กอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง ว่าขั้นตอนการบล็อกจะเป็นอย่างไร ซึ่งในขั้นต้นหมอให้พักผ่อนมากๆ เพื่อจะได้มีพลังในการรักษา" ยอดรัก สลักใจกล่าว
เมื่อถามถึงการรักษาตัวที่ประเทศอังกฤษซึ่งเศรษฐีใจดีจะเป็นผู้ดูแลค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด ว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน นักร้องชื่อดังบอกว่า คงต้องฟังหมอศิริราชเป็นหลักก่อนว่าการรักษาจะออกมาในลักษณะไหน จะรักษาหายหรือดีขึ้นอย่างไร ถ้ารักษาแล้ว แต่ยังไม่หาย ก็คงไม่จำเป็นต้องไปถึงอังกฤษ เนื่องจากเชื่อในความสามารถของหมอศิริราช
"ผมเข็ดแล้ว ถ้ามีข่าวอะไรยังไง ผมจะแจ้งให้สื่อมวลชนทราบอีกครั้งหนึ่ง ข่าวลือต่างๆ อย่าเพิ่งไปหลงเชื่อ จนกว่าจะมีความชัดเจนออกมาจากทางผม ข่าวลือก็คือข่าวลือ อย่างไรก็ตาม อยากฝากผ่านสื่อ แสดงความเสียใจไปถึงครอบครัวของ "น้ำ" เดอะ สตาร์ ที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งด้วย เพราะโรคพวกนี้มันเร็วมาก" นักร้องลูกทุ่งรุ่นใหญ่กล่าว
“สมัคร” เชิญสื่อรดน้ำขอพร ช่วงเทศกาลสงกรานต์ [5 เม.ย. 51 - 05:44]
วานนี้ (4 เม.ย.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงเทศกาลสงกรานต์ซึ่งเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทย ว่า วันที่ 13 เมษายน 2551 เวลา 09.00 น. ขอเชิญสื่อมวลชนทุกคนมาที่บ้านนายกรัฐมนตรี เพื่อมารดน้ำขอพรจากนายกรัฐมนตรี พร้อมกล่าวว่า จะสอนวิธีรดน้ำ ขอพรแบบภาคกลางที่ถูกต้องให้กับสื่อมวลชนว่าควรปฏิบัติอย่างไร และกล่าวถึงอาหารว่างที่จะนำมาเลี้ยงสื่อมวลชนในวันนั้นจะมี ขนมครก ปาท่องโก๋ และน้ำเต้าหู้ โดยห้ามสื่อมวลชนนำสิ่งของหรือพวงมาลัยมามอบให้ตนเอง เพราะได้จัดเตรียมพวงมาลัยดอกไม้ไว้ให้
ไทยรัฐ
อย่าปล่อยโอกาสทอง [5 เม.ย. 51 - 02:55]
มัวแต่สาละวนอยู่กับการเมืองเรื่องถีบๆถ่อยๆเถื่อนๆ ทางเสือเดิน ทางหมาผ่าน ไม่มีแก่นสารอะไรกับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน
ทั้งที่เรื่องใหญ่และน่าตื่นเต้นเป็นประวัติการณ์ของชาติไทยในห้วงไม่รู้กี่ร้อยปี
ยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องฝันไป ปีทองของชาวนาไทย ข้าวซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจอันดับหนึ่งคู่บ้านคู่เมืองของเรามาช้านาน กำลังทำสถิติโลกใหม่
ราคาพุ่งกระฉูด ไต่เพดานไม่หยุด
ข้าวมีค่าราวกับทองคำ ถึงขั้นเกิดคดีลักเกี่ยวข้าวในท้องนา ขโมยข้าวเปลือกในยุ้งฉางขายกันเลย
จากที่ต้องกระอักจากพิษน้ำมันราคาทะลัก เราคนไทยได้แต่นั่งทำตาปริบๆรอรับชะตากรรมจากแขกเจ้าของบ่อน้ำมัน เพราะผลิตน้ำมันเองไม่ได้
ต้องลุ้นน้ำมันจะลดทีละ 40-50 สตางค์ แล้วก็พุ่งขึ้นพรวดๆ 1-2 บาท
ขายข้าวไม่พอซื้อน้ำมัน
แต่วันนี้สำนักข่าวธอมสัน นิวส์ ในฮ่องกง ได้รายงานเมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมาว่า บรรดาผู้ค้าข้าวในหลายประเทศต่างวิตกว่า ราคาข้าวในตลาดโลกจะพุ่งสูงไม่หยุด หลังจากที่ประเทศไทยในฐานะผู้ส่งออกข้าวหลักของโลก
ได้เตรียมลดปริมาณการส่งออกแล้ว
รายงานระบุด้วยว่า ผู้ผลิตข้าวเพื่อการส่งออกของไทยต่างยังคงลังเลที่จะทำสัญญาการซื้อขายข้าวกับผู้ซื้อในต่างประเทศ เนื่องจากปัญหาค่าเงินบาทของไทยที่แข็งตัวอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งราคาข้าวในประเทศของไทยเองก็สูงขึ้นกว่าเมื่อช่วงต้นปีถึง 50%
นอกจากนี้ ผู้ค้าข้าวหลายรายทั้งในฮ่องกง และฟิลิปปินส์ ได้ร้องเรียนว่า แม้ในขณะนี้ยังไม่ได้รับคำยืนยันจากผู้ส่งออกข้าวของไทย ว่าปริมาณการส่งออกข้าวจากไทยจะลดลง แต่ก็กังวลว่าผู้ส่งออกข้าวของไทยกำลังหันกลับไปมองตลาดภายในประเทศมากขึ้น
ต่างชาติผวาไทยในฐานะผู้ส่งออกหลักจำกัดปริมาณส่งออกข้าว
ประเทศไทยอยู่ในฐานะผู้กำหนดชะตา คุมกลไกราคาข้าวได้
และก็เป็นอะไรที่เชื่อว่ามีคนเคยคิดแบบเพ้อฝันไว้ว่าสักวันหนึ่งจะเกิดขึ้นกับเมืองไทย ล่าสุดนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ วางแผนล่วงหน้า
เตรียมหาแนวทางกำหนดราคาข้าวเหมือนกลุ่มโอเปกกำหนดราคาน้ำมัน
วิกฤติราคาข้าวทำให้โลกตื่นตะลึง ถึงขนาดมีการหวั่นเกรงกันว่า กองทุนเฮดจ์ฟันด์จะแห่มาเก็งกำไรข้าว เหมือนกับที่เก็งกำไรน้ำมันล่วงหน้า ปั่นราคาจนพุ่งทะลักเพดาน
ข้าวกำลังไต่เพดานไปประกบกับน้ำมัน
กลายเป็นสินค้าสำคัญที่มีผลต่อโลก
จะต่างกันตรงที่ไม่มีน้ำมัน คนเรายังมีชีวิตอยู่ได้ แต่ไม่มีข้าวกินเป็นอาหารก็อดตาย
แนวโน้มจึงเป็นปีทองของชาวนาไทยอย่างแท้จริง
และแน่นอน เมื่อข้าวในฐานะพืชเศรษฐกิจอันดับหนึ่งไต่ราคาทะลักเพดาน ชาวนาไทยมีโอกาสทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ
ฐานรากเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งซะอย่าง ภาคธุรกิจอื่นก็จะขับเคลื่อนโดยอัตโนมัติ
โอกาสงามๆแบบนี้ หากปล่อยหลุดลอยไป ต้องเขกกบาลตัวเอง
และแม้จะเสียฟอร์มไปหน่อยกับอารามดีใจ นายมิ่งขวัญรีบประกาศยุชาวนาอย่าเพิ่งขายข้าว เพราะราคาข้าวหอมมะลิจะดัมพ์ขึ้นไปตันละ 3 หมื่นบาท
ตั้งใจปั่นราคาขายให้ชาวนา
แต่อีกมุมก็เผลอไปเข้าทางพ่อค้าคนกลางเจ้าเล่ห์ที่รอกักตุนเก็งกำไร ก่อให้เกิดอาการตื่นตระหนกในหมู่ผู้บริโภคกลัวข้าวขาดตลาด แห่ซื้อข้าวตุนกันยกใหญ่
ทำให้อุปสงค์กับอุปทานไม่สมดุลกัน
“มิ่งขวัญ” พลาด อาจจะชินกับบทเซียนการตลาด ถนัดการปั่นกระแสสร้างราคา แต่ในเชิงของธุรกิจการค้ายังอ่อนประสบการณ์
มันก็ยังไม่สายเกินไป งานนี้ต้องฉวยจังหวะดีที่ข้าวกำลังไต่เพดานติดลมบน รวมไปถึงพืชเศรษฐกิจหลักๆของประเทศไทย ทั้งมันสำปะหลัง อ้อย ก็ราคาสูงขึ้นตาม
ยุคทองอู่ข้าวอู่น้ำของไทย
ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายที่นายมิ่งขวัญจะไปขอคำปรึกษามือเศรษฐกิจชั้นอ๋องอย่างนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตกระบี่มือหนึ่งทีมเศรษฐกิจรัฐบาลพรรคไทยรักไทย หรือพ่อค้ามือโปรอย่างนายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ อดีต รมช.พาณิชย์ ที่รู้เหลี่ยมทันเกมพ่อค้าเจ้าเล่ห์
กำหนดยุทธศาสตร์ข้าวของไทยให้ติดลมบนยาว.
ไทยรัฐ
Friday, April 4, 2008
รมว.พาณิชย์ เตรียมหารือกับ 2 ประเทศผู้นำการส่งออกข้าวเพื่อร่วมกันกำหนดราคาข้าวในตลาดโลก
กัญจนาหวั่นเสียสัตยาบัน ค้านแก้รธน.เพื่อล้มคตส. [4 เม.ย. 51 - 05:08]
น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา รองหัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าววานนี้ (3 เม.ย.) ถึงแนวคิดรัฐบาลในการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า หลายคนในพรรคชาติไทยเห็นตรงกันว่าไม่เห็นด้วยในการแก้ไขมาตรา 309 และจะต้องมีการหารือกันภายในพรรคเพื่อแสดงจุดยืนของพรรคชาติไทย แต่เนื่องจากตนไม่ได้เป็นวิปรัฐบาล จึงไม่สามารถลงรายละเอียดได้มาก ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าหากแก้ไขมาตรานี้แล้วจะมีผลอย่างไร อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้เพื่อล้มเลิกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) อย่างแน่นอน เนื่องจากเป็นห่วงเรื่องสัตยาบัน 5 ข้อ ในการเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคชาติไทยกับพรรคเพื่อแผ่นดิน ส่วนเรื่องการแก้มาตรา 237 ที่ระบุโทษถึงหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคในกรณีที่เห็นว่าเป็นการปล่อยปละละเลยเรื่องใบแดงนั้น ถือเป็นโทษรุนแรงเกินไป มันไม่ยุติธรรมกับพรรคการเมือง
ด้าน นายเอกพจน์ ปานแย้ม ส.ส.ปทุมธานี พรรคชาติไทย ในฐานะวิปรัฐบาล และคณะอนุกรรมการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 กล่าวว่า ที่ประชุมวิปรัฐบาลเห็นด้วยที่จะให้แก้ไขถ้อยคำในรัฐธรรมนูญบางส่วน แต่ส่วนใหญ่ยังคงเห็นด้วยกับร่างเดิม ที่คณะอนุกรรมการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของ นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่เสนอมาในมาตรา 309 ให้แก้ไขวรรคสอง โดยเพิ่มข้อความว่า "ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับกับบรรดาการใด หรือการกระทำใดที่มิได้เป็นไปตาม หลักอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย หลักนิติธรรม หลักสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญนี้ ประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่ หรือหลักธรรมนูญทั่วไป ทั้งนี้ ไม่ว่าการนั้นหรือการกระทำนั้นเกิดขึ้นก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2549 และรัฐธรรมนูญฉบับนี้" แทนการตัดออกทั้งมาตรา ทุกพรรคต่างเห็นด้วย เพราะหากถอนมาตรานี้ออกทั้งหมดอาจไม่ชอบ แต่การใส่ถ้อยคำดังกล่าว เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่ถูกฟ้องร้องสามารถต่อสู้ในชั้นศาลได้
กฎหมายกับการยุบพรรค [4 เม.ย. 51 - 15:39]
ข้อเสนอที่จะให้ตัดทิ้ง หรือยกเลิก มาตรา 309 ทั้งมาตรา กลายเป็นความขัดแย้งที่สำคัญ ทำให้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมองว่าเป็นการ แก้ไขเพื่อพรรคและพวกอย่างโจ่งแจ้งและล่อนจ้อนยิ่งขึ้น ชมรม ส.ส.ร.50 มีมติไม่เห็นด้วย เพราะเห็นว่าเป็น การแก้ไขเพื่อประโยชน์ส่วนตน ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 122 ซึ่งอาจนำไปสู่การยื่นถอดถอน ส.ส.ผู้เสนอแก้ไขได้ อันที่จริง ถ้าหากไม่โลภมากจน เกินไป การแก้ไขมาตรา 237 เพียงมาตราเดียว อาจประสบความสำเร็จโดยเร็ว เพราะจะไม่นำไปสู่ความขัดแย้งที่ขยายวงออกไปมากนัก เนื่องจากมีหลายฝ่ายเห็นด้วย ในหลักการที่ว่า พรรคเป็นสถาบันทางการเมือง ไม่ควรถูกยุบได้โดยง่าย เว้นแต่จะกระทำผิดร้ายแรงจริงๆ เช่น พรรคนาซีของฮิตเลอร์ ซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตยชัดแจ้ง ส่วนการกระทำความผิด อันเป็น เหตุให้ต้องยุบพรรคตามกฎหมายของไทย ก็วางหลักเกณฑ์ไว้ค่อนข้างสูง กล่าวคือ พรรคจะต้องกระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย หรือกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐ โดยวิถีทางนอกรัฐธรรมนูญ หรือกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตย หรืออาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรือขัดต่อกฎหมาย หรือความสงบเรียบร้อย แต่บทบัญญัติที่เป็นปัญหา คือ ส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามาใหม่ในรัฐธรรมนูญ 2550 คือการฝ่าฝืน พ.ร.บ.การเลือกตั้ง หรือระเบียบหรือประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นผลทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ผู้สมัคร ส.ส.ที่ฝ่าฝืนอาจโดนใบ แดง 1 ปี แต่ถ้าหัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรค “ผู้ใด” มีส่วนรู้เห็น อาจโดนใบแดงทั้งคณะ 5 ปี และต้องเสนอให้ยุบพรรค รัฐธรรมนูญและกฎหมายการ เลือกตั้ง ระบุว่า ถ้าหัวหน้าพรรคหรือกรรมการ บริหารพรรค แม้แต่เพียงคนเดียว มีส่วนรู้เห็นการกระทำผิดของผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค จนโดนใบแดง “ให้ถือว่า” พรรคนั้นกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการนอกวิถีทางรัฐธรรมนูญ ถือว่าเป็นการกระทำความผิดที่ร้ายแรง พอๆกับการใช้กำลังยึดอำนาจ จึงให้ยุบพรรค ประเด็นที่เป็นข้อโต้แย้งก็คือ เพียงแต่กรรมการบริหารพรรคคนเดียว มีส่วนรู้เห็นในการทำผิดของผู้สมัคร ส.ส. หรือกรรม-การบริหารพรรคเพียงคนเดียวทำผิดเสียเอง จะเหมารวมเอาว่าเป็นการกระทำของพรรค จน ถึงกับต้องโดนยุบ จะเป็นธรรมหรือไม่? จะแยก การกระทำผิดของส่วนบุคคลกับของพรรคได้อย่างไร? และแค่ไหนจึงจะถือว่าทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
เห็นได้ชัดว่าแนวความคิดใน การแก้รัฐธรรมนูญของพรรคพลังประชาชน ยังขาดเอกภาพ มีการเปลี่ยนประเด็นที่จะแก้ไขเป็นรายวัน เริ่มต้นจากการเสนอแก้ไขมาตรา 237 เรื่องการยุบพรรคเพียงมาตราเดียว ต่อมาเพิ่มเป็น 2 มาตรา 5 มาตรา จนเพิ่มเป็น 7 ประเด็น และยังไม่ทราบว่าจะมีการเพิ่มประเด็นอีกหรือไม่ เพราะยังมีบางกลุ่มที่ต้องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ
พ.ต.ท.ทักษิณ ร่วมงานวันเกิดยงยุทธ ที่เชียงราย
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมงานเลี้ยงครบรอบวันเกิดปีที่ 48 ของ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่บ้านพัก อ.แม่จัน จ.เชียงราย โดยมี ส.ส ภาคเหนือของพรรคพลังประชาชน และรัฐมนตรีเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง เช่น นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สำหรับงานคืนนี้ มีการนำอาหารจากร้านอาหารชื่อดังของจังหวัดเชียงรายกว่า 20 ร้าน มาจัดเลี้ยงชาวบ้านนับพันคน นอกจากนี้ยังมีพิธีบายศรีสู่ขวัญตามประเพณีล้านนา ขณะที่นายยงยุทธ มอบจตุคามรามเทพเป็นของที่ระลึกแก่ผู้ที่มาร่วมงาน . ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย
เชียงราย 3 เม.ย.-อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมงานวันคล้ายวันเกิดประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่บ้านพัก จ.เชียงราย โดยมี ส.ส.และรัฐมนตรี เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง
อัพเดตเมื่อ 2008-04-03 22:09:11
การุณท้าสมเกียรติลาออกหากผลสอบบอกไม่ผิด

นายการุณ โหสกุล ยืนยันไม่ได้ทำร้ายร่างกายนาย
สมเกียรติ พงศ์ไพบูลย์ คู่กรณีจากประชาธิปัตย์ พร้อมแจ้ง
ความกลับเมื่อคืน ซ้ำยังท้านายสมเกียรติให้ลาออก หากผล
สอบบอกว่าตัวเองไม่ผิด
นายการุณ ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ที่รัฐสภา โดยชี้แจงว่าไม่ได้เป็นคนทำร้ายร่างกายนายสมเกียรติก่อน แต่ได้พยายามเข้าไปถามว่าสิ่งที่ นายสมเกียรติพูดในที่ประชุมหมายความว่าอย่างไร
เพราะคำพูดของนายสมเกียรติเป็นการท้าทาย ส.ส.ทุกคน ทำให้ถูก ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่อยู่ในห้องกาแฟ
ฮือเข้ามาผลักติดผนังห้อง หลังเกิดเหตุ ส.ส.พรรคประธิปัตย์กลับไปให้ข่าวกับสื่อ และแจ้งความดำเนินคดีกับตน ทั้งที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้ตกลงในที่ประชุมสภาฯแล้วว่าให้พูดเรื่องนี้ในสภาฯ แสดงว่านายสมเกียรติไม่เชื่อฟังคำสั่งหัวหน้าพรรค ดังนั้นตนจึงเพิ่งตัดสินใจได้ตอนตี 1 ไปแจ้งความเอาผิดนายสมเกียรติที่ สน.ดุสิต ข้อหาแจ้งความเท็จ
ทั้งนี้นายการุณ ได้ยกย่องการเคลื่อนไหวของกลุ่มนายประชา ประสพดี ที่เมื่อหัวหน้าพรรคขอร้องก็ยอมยุติความเคลื่อนไหว ผิดกับนายสมเกียรติที่เป็น ส.ส. แต่พอขึ้นเวทีพันธมิตรกลับทำตัวเหมือนกุ้ยข้างถนน พร้อมกับด่านายสมเกียรติด้วยว่า เมื่อเป็นหมามาอยู่ทางเสือหากปรับตัวไม่ได้ก็กลับไปเป็นหมาเหมือนเดิม
งูหรือหมองู
เป็นครูบาอาจารย์..สอนกฎหมาย..ใจมันจะต้องเป็นครู..แต่..ครูกฎหมายหมายเลข 1 ของ..ม.แห่งความวุ่นวาย ที่กำลังรันทดใจอยู่กับความปราชัยของฝักฝ่ายพันธมิตรฯ..
และจุดไฟไม่ติดเมื่อปลายเดือนที่แล้ว..ครูคนนี้..น่าจะมีปัญหา เพราะ..ลูกศิษย์ลูกหาที่จบไปแล้วเป็นใหญ่เป็นโตในปัจจุบัน กับลูกศิษย์ที่กำลังเป็นปัจจุบัน..กำลังงงกันอยู่ว่า..มันจะเอามหาวิทยาลัยไปพัง..มีอย่างที่ไหน..สำหรับการเมืองแล้ว..ผู้ชนะได้รับสัญญาจากประชาชน ก็คือคนบริหารราชการแผ่นดิน..การณ์ใดๆ ก็ตามที่สร้างปัญหาให้กับการบริหารราชการแผ่นดิน การณ์นั้นจะต้องได้รับการแก้ไขหลักการนี้เป็นหลักสากล
รัฐบาลนี้เกิดจากการรวมตัวกันของพรรคการเมือง 6 พรรค ที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน เท่ากับว่าประชาชนให้เขามาเป็นสภาร่างกฎหมาย แก้ไขกฎหมาย และยกเลิกกฎหมายรวมทั้งเป็นผู้บริหารราชการแผ่นดินเมื่อ..กฎหมายที่ร่างโดยเผด็จการทหารตั้งมา..และคณะบุคคลจำนวนน้อยนิดที่ได้สิทธิ์ยิ่งใหญ่..กำลังจะทำให้การบริหารการปกครองมีปัญหา..
เพื่อเสถียรภาพของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน ปัญหานั้นก็ต้องได้รับการปัดเป่าและความเป็นสากลจะต้องกลับมา..ความยุติธรรมจะต้อง..เป็นไปตามกระบวนการอันเป็นสากล ผู้ถูกกล่าวหา ผู้ต้องคำพิพากษา จะต้อง..มีสิทธิ์ในการต่อสู้ไปตามลำดับ..ไม่ใช่ศาลเตี้ยศาลเดียว
ศาลต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา..ก็เคยกลับคำพิพากษาปล่อยนักโทษออกจากคุกที่ถูกจองจำมาแล้วนับ 10 ปี..เพราะพบว่าเขาบริสุทธิ์..นั่นแค่ความผิดต่อบุคคล..แค่กับประเทศชาติ ประชาธิปไตยและฉันทานุมัติจากประชาชน..คนแค่ไม่ถึง 2 กำมือ..จะถืออาญาสิทธิ์เทียบเท่ากับพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์..กระนั้นหรือ..เราจะย้อนหลัง..กันไปถึงไหน..
มันยังจะเป็นครูบาอาจารย์สอนกฎหมายกันอยู่ได้อย่างไร..ที่พูดออกมาว่า..รู้ว่าทำผิดแล้วแก้กฎหมายย้อนหลังนั้น มันไม่ถูกต้อง..ก็กฎหมายบอกไว้ไม่ใช่หรือว่า..ตราบเท่าที่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด..ให้ถือว่า..ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์..คุณเป็น “หมองู” หรือ “งู”





