ประธานวุฒิสภา ปัด ไม่มีอำนาจดำเนินการกรณี “ไชยา” แต่ดันออกความเห็นชี้นำ ค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
หลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ชี้ คู่สมรสของนายไชยา สะสมทรัพย์ ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินกรณีการถือหุ้นเกินร้อยละ 5 เลยกำหนด 30 วัน ส่งผลให้นายไชยา ขาดคุณสมบัติสิ้นการเป็นรัฐมนตรีนั้น
ต่อเรื่องนี้ นายประสบสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา กล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 91 ให้อำนาจสภาผู้แทนราษฎร ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย โดยวุฒิสภาไม่มีอำนาจในการดำเนินการ
ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญขณะนี้ ประธานวุฒิสภา ไม่เห็นด้วยที่จะมีการแก้ไข โดยเห็นว่า ควรจะมีการรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวไปจนกว่าจะครบ 1 ปี แล้ว จึงมีการแก้ไข
อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า การดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในขั้นพิจารณาจำต้องใช้เสียงของทั้ง 2 สภา รวมกัน ซึ่งในฐานะประธานวุฒิสภาแล้ว ควรต้องวางตัวเป็นกลาง เพื่อให้สมาชิก ส.ว.ได้ใช้ความคิดเห็นอย่างอิสระ แต่นายประสบสุข ได้ออกความคิดเห็นคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญออกมาเป็นระยะนับแต่ได้เป็นประธานวุฒิสภา ซึ่งนายประสบสุขเป็น 1 ใน 74 ส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้ง ตามรัฐธรรมนูญ 2550
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, April 9, 2008
ปธ.วุฒิสภา ล้ำเส้น ออกความเห็นชี้นำ ค้านการแก้ไข รธน.
ปัดฝุ่นคดี ปรส. / ดีเอสไอ เดินหน้าส่งอัยการฟ้องสิ้นเดือนนี้
ดีเอสไอ หยิบคดี ปรส.มาเดินเครื่องต่อ หลังถูกดองยุคเผด็จการครองเมือง โดยมีมติส่งอัยการฟ้องปลายเดือนนี้ เผยมีผู้ต้องหาหลัก 2 ราย ผู้สนับสนุนอีก 6 ราย ส่วนเป็นใคร ยังไม่ยอมเปิดเผยทั้งนี้ คดีการขายสินทรัพย์ 56 สถาบันการเงิน เมื่อครั้งเศรฐกิจตกต่ำเมื่อปี 2540 ซึ่งต่อมาพบว่าเกินความเสียหายนับหมื่นล้านบาท และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทำการสอบสวนมาอย่างต่อเนื่อง จนท้ายสุด ดีเอสไอมีมติให้ส่งสำนวนต่ออัยการฟ้องร้องเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2550 แต่ก็เงียบหายไป
ล่าสุด ดีเอสไอ ได้หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาอีกครั้งเมื่อวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา ในที่ประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าคดีการขายสินทรัพย์ 56 สถาบันการเงิน ขององค์การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) โดยการประชุมประกอบด้วย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีดีเอสไอ นายวีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายวิชช์ จีระแพทย์ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีช่วยเหลือทางกฎหมาย ร่วมประชุมใช้เวลาประชุมประมาณ 3 ชั่วโมง
ภายหลังการประชุม นายธาริต เพ็งดิษฐ์ รองอธิบดีดีเอสไอ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีการขายสินทรัพย์ 56 สถาบันการเงินของ ปรส.เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากการประชุมเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2550 พนักงานสอบสวนได้เคยมีมติให้ดำเนินคดีกับกลุ่มผู้กระทำความผิดในคดี ปรส.ไว้แล้ว
ซึ่งที่ประชุมได้มีความเห็นยืนยันให้ดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ต้องหาตามฐานความผิดและบทกฎหมายที่เคยมีความเห็นไว้เมื่อ 22 ตุลาคม 2550 ที่สำคัญวันนี้ ดดยนายวีรพงษ์ ได้ให้ข้อสังเกตสำคัญหลายประการ ซึ่งพนักงานสอบสวนจะสรุปสำนวนส่งอัยการภายในปลายเดือนเมษายนนี้ต่อไป
ทั้งนี้ การดำเนินคดีกับกลุ่มผู้กระทำผิดกรณีนี้ ในฐานขายสินทรัพย์ของ 56 สถาบันการเงินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ 2502 มาตรา 11 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 86
โดยผู้ต้องหาประกอบด้วย ผู้กระทำความผิดหลัก 2 ราย และผู้สนับสนุนอีก 6 ราย แบ่งเป็นนิติบุคคลหรือบริษัท 4 บริษัท และในนามบุคคลอีก 2 คน ส่วนจะเป็นใครบ้าง ดีเอสไอยังไม่สามารถเปิดเผยให้ทราบได้ แต่จะเปิดเผยได้ทั้งหมดเมื่อส่งสำนวนให้อัยการในปลายเดือนเมษายนนี้
สำหรับผู้บริหารคณะกรรมการปรส. ในขณะนั้น ประกอบด้วย นายอมเรศ ศิลาอ่อน เป็นประธานกรรมการบริหาร และนายวิชรัตน์ วิจิตรวาทการ เป็นเลขานุการ และอยู่ในช่วงของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์

นพ.สุรพงษ์ เชื่อการแก้ไข รธน.ทำให้ต่างชาติมั่นใจไทยมีพัฒนาการ ปชต.
ทำเนียบรัฐบาล 9 เม.ย. – “นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี” ระบุทุกฝ่ายเห็นด้วยที่จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย แต่เรื่องกระบวนการ โดยเฉพาะวิธีที่จะทำให้หลายฝ่ายมีส่วนร่วมจะต้องหารือกันต่อไป มอบหมายวิปรัฐบาลเป็นแกนนำประสาน ยืนยันการแก้ไข รธน.ทำให้ต่างชาติมั่นใจว่าไทยมีการพัฒนาทางประชาธิปไตย นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีที่พรรคพลังประชาชนมีมติให้แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แต่พรรคเพื่อแผ่นดินยังมีเงื่อนไขว่า ควรตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษา ว่า ควรดำเนินการไปทีละขั้น โดยขณะนี้เราเริ่มต้นที่รัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งมีหลายมาตราที่ไม่เป็นประชาธิปไตย มีการวิจารณ์ตั้งแต่ก่อนลงประชามติแล้ว และมีผู้ที่ออกมาให้ความเห็นว่า ให้รับไปก่อน เพื่อให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นโดยเร็ว จากนั้นค่อยมาแก้ไข ซึ่งหลักการที่จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ เชื่อว่าคนจำนวนมากเห็นด้วยว่าควรจะแก้ไขให้เป็นประชาธิปไตย แต่ในแง่ของกระบวนการและวิธีการเป็นเรื่องที่ต้องหารือกันต่อไป ว่าวิธีใดที่จะทำให้หลายฝ่ายมีส่วนร่วมมากขึ้น ซึ่งในเรื่องนี้ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน ก็มาคุยเรื่องกระบวนการว่าจะทำอย่างไร เมื่อถามว่าระดับแกนนำที่ นพ.สุรพงษ์ เป็นผู้ประสาน ได้มีการนัดหารือหรือไม่ นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า มอบหมายให้คณะกรรมการประสานงาน (วิป) รัฐบาลไปดำเนินการ ซึ่งเชื่อว่ามีการประสานอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว โดยประสานแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกัน ต่อข้อถามว่า พรรคชาติไทยไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการแก้ไขมาตรา 309 จะเป็นเงื่อนไขให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่สำเร็จหรือไม่ นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า คงไม่ใช่อย่างนั้น เพราะความเห็นที่หลากหลายนี้จะนำไปคุยกันต่อถึงกระบวนการว่า การที่จะได้มาถึงแนวทางแก้ไขนั้น ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมมากน้อยแค่ไหน หากเสียงส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่าควรจะแก้หรือเพิ่มเติมอย่างไร คงจะเป็นไปตามนั้น ส่วนกรณีพรรคประชาธิปัตย์ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า การที่พรรคร่วมรัฐบาลยังไม่แสดงความชัดเจนในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะกลายเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ต่างชาติไม่มั่นใจในสถานการณ์ทางการเมือง นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ตรงกันข้าม การที่เรามีทิศทางว่า จะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย ตรงนี้จะเป็นสิ่งที่ต่างชาติจะเกิดความมั่นใจว่า ประเทศไทยมีการพัฒนาทางประชาธิปไตย ซึ่งการรับฟังความเห็นเป็นเรื่องที่ดี “การที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ทุกคนเห็นพ้องกันว่าควรจะแก้ ยังไม่มีใครบอกว่าไม่ควรแก้เลย เพียงแต่ว่าจะแก้อย่างไรเท่านั้น” นพ.สุรพงษ์ กล่าว.-สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-04-09 15:13:11
พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุหากได้เงินคืนจะตั้งกองทุนเอเชีย
ผู้สื่อข่าวรายงานจากโรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท ว่า เมื่อเวลา 10.00 น. วันนี้ (9 เม.ย.) พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “คิดเป็น ทำเป็น ปั้นเด็กไทยให้เรียนรู้ และรู้โลก” โดยมี นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ นพ.สุชัย เจริญรัตนกุล นายวราเทพ รัตนากร นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล นายประชา มาลีนนท์ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เข้าร่วม พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ขอบคุณที่ช่วยกันบริจาคเงินเข้ามูลนิธิไทยคมกว่า 20 ล้านบาท ซึ่งจะนำไปใช้ 2 ส่วน คือ เป็นทุนการศึกษาให้กับเด็กผู้ยากไร้ ซึ่งจะนำไปสมทบกับทุนส่วนตัวที่ใช้ไปแล้วกว่า 1,000 ล้านบาท อีกส่วนหนึ่งจะจัดทำโครงการพิเศษช่วยเด็กหูหนวก ด้วยการฝังไมโครชิปด้านหลังหู ทำให้กลับมาได้ยิน จำนวน 10 คน อายุระหว่าง 3-13 ปี อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่าโลกปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงมาก ความไม่แน่นอนสูง มีความยุ่งยากซับซ้อน และความไม่ชัดเจน จึงต้องมีวิสัยทัศน์ในการเข้าใจโลก มีมุมมองที่ชัดเจน มีความเด็ดขาดแม่นยำ ส่วนตัวเป็นห่วงอนาคตของประเทศ หลังจากที่ทำงานเพื่อประเทศชาติมาหลายปี อยากจะหาทางช่วยในทุกทางที่ช่วยได้ การลงทุนกับเด็ก เหมือนเป็นการเตรียมการให้กับประเทศในอนาคต “เด็กเปรียบเหมือนเจนเนอเรชั่นที่สอง หากไม่มีคุณภาพ ประเทศก็จะไม่มีคุณภาพด้วย โลกทุกวันนี้การพัฒนาสมองเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อไปบริหารขับเคลื่อนเศรษฐกิจในวันข้างหน้า หากไม่มีคนที่มีคุณภาพ ประเทศก็จะแย่ ผมเป็นห่วงเด็กไทยคิดไม่เป็นและมีอยู่ทั่วไป ทั้งที่มีวัตถุดิบที่ดี มีความเก่งอยู่ในตัว แต่ขาดความคิดสร้างสรรค์ กล้าคิดกล้าแสดงออก ขาดการเจียระไนที่ดี” พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลังการปฏิวัติที่ผ่านมา พยายามคิดตลอดเวลา ได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่สอนให้ปล่อยวาง ไม่เครียด หลังจากนั้นจึงได้เดินทางไปหลายประเทศทั่วโลก เพื่อค้นหาสิ่งต่าง ๆ นำมารวบรวมช่วยเหลือประเทศ ตนยืนยันว่าจะไม่กลับมาเล่นการเมืองแล้ว อยากทำหน้าที่ในฐานะคนไทย อย่างน้อยก็ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี ที่จะช่วยสร้างบ้านเมืองให้เดินไปสู่ทิศทางที่ดีในวันข้างหน้าได้ ตนอยากให้ประเทศไทยทำอะไรที่คิดสร้างสรรค์ เพื่อหาปัญหาของสิ่งที่เกิดขึ้น คิดวิธีแก้ การจัดการต้องเริ่มตั้งแต่ระบบการศึกษา พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ขณะนี้การศึกษาต้องเน้นใช้ทฤษฎีควบคู่ด้วยการเชิญครูกับเด็ก ให้เด็กสามารถมีความคิด แสดงออกได้อย่างเต็มที่ เกิดการพัฒนา เชิงความคิดสร้างสรรค์ ต้องมองในทางบวกให้มาก ซึ่งขณะนี้เป็นปัญหาอยู่ เด็กไทยคิดในทางบวกน้อย ดังนั้น จึงอยากให้เกิดการพัฒนาทางความคิดตั้งแต่เด็ก ซึ่งจะเป็นการพัฒนาคนรุ่นใหม่ ให้เป็นตัวแทนของเรา พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวอีกว่า ปีนี้ราคาน้ำมันคงถึง 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลแน่นอน ดังนั้น ถึงเวลาลงทุนโครงการเมกะโปรเจกต์แล้ว เพราะค่าเงินบาทแข็ง รัฐบาลต้องเร่งทำโดยด่วนด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีของภาคเอกชนร่วมกัน และหากมีอะไรก็ควรหันหน้าพูดคุยกัน ไม่ใช่เอะอะอะไรก็จะเดินขบวน ไม่มีประโยชน์ ต้องช่วยกันเสนอแนะแนวคิดแก้ไขปัญหาที่สร้างสรรค์กับรัฐบาล ที่ผ่านมาหลายประเทศก็สนใจมาลงทุนโครงการเมกะโปรเจกต์ โดยเฉพาะตอนที่ตนเองเป็นนายกรัฐมนตรี เพียงแต่รัฐต้องส่งสัญญาณให้ดี และประชาชนในบ้านเมืองมีความสามัคคี “และหากได้เงินคืนมาก็สนใจจะไปตั้งกองทุนเอเชีย สร้างความเชื่อมั่นในภูมิภาค นำเงินสดที่อยู่ในโลกขณะนี้เข้าประเทศเยอะ ๆ เพื่อจะช่วยคนไทย แต่ก็อยากให้คนไทยรวมพลังให้ได้มากกว่านี้ เลิกขัดแย้งทะเลาะกัน ปล่อยวาง อย่าถือทิฐิใส่กัน มองโลกในแง่บวก ช่วยกันทำในสิ่งที่ดี บ้านเมืองจะได้ไปได้ ที่ผ่านมาก็สนับสนุนให้คนรักกีฬา เพราะกีฬาจะสอนให้คนมีวินัย เคารพกฎกติกา ทำอะไรอยู่ในระเบียบ” พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะมีกำลังใจให้ทุกคน ที่มาให้กำลังใจตนและอยากให้กำลังใจคนไทย ยอมรับว่าชีวิตในต่างประเทศมีทั้งความสุขและความทุกข์ แต่ขณะนี้ปล่อยวางแล้ว เพราะคิดว่าเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป ชีวิตก็มีแค่นี้ บางคนบอกว่าดีที่ชีวิตเกิดมาครั้งหนึ่งได้รู้จักทั้ง นรก สวรรค์ ในชาติเดียว ที่ผ่านมาเดินทางไปที่ญี่ปุ่นก็ถูกกลั่นแกล้งจากเจ้าหน้าที่ มีการตรวจค้นซักถามมากกว่าบุคคลธรรมดา ซึ่งบางครั้งไม่สามารถเล่ารายละเอียดได้ อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้นำระดับสูงของหลายประเทศโทรศัพท์มาให้กำลังใจ พอกลับมาถึงเมืองไทยก็มีพรรคพวกชวนตั้งมูลนิธิ 111 เพื่อทำประโยชน์ให้กับส่วนร่วม แต่ตนไม่ได้พูดอะไรมาก ต้องยอมรับว่าคนที่เข้ามาทำงานทางการเมืองจะมีประมาณร้อยละ 50 ที่รักประชาชน รักประเทศชาติบ้านเมือง อยากทำงานให้ส่วนร่วม.-สำนักข่าวไทย
กรุงเทพฯ 9 เม.ย. – “พ.ต.ท.ทักษิณ” ปาฐกถายืนยันปล่อยวางและเลิกเล่นการเมือง หันมาทำงานเพื่อสังคม โดยเฉพาะเด็กด้อยโอกาส ขณะเดียวกัน จี้รัฐบาลเร่งโครงการเมกะโปรเจกต์ ระบุหากได้เงินคืนจะตั้งกองทุนเอเชีย สร้างความเชื่อมั่นในภูมิภาค
อัพเดตเมื่อ 2008-04-09 15:06:39
สนนท.ยื่นหนังสือให้สภาฯ ยกเลิก รธน.ปี 50 พร้อมคำสั่ง คปค.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 12.40 น. วันนี้ (9 เม.ย.) ตัวแทนสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) นำโดย นายพงษ์สุวรรณ สิทธิเสนา เลขาธิการ สนนท. ได้ยื่นหนังสือต่อ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณายกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 เนื่องจาก สนนท.มองว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นผลพวงมาจากเหตุการณ์รัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 ก.ย.กันยายน 2549 จึงขอเรียกร้องต่อสภาฯ ให้ยกเลิก แล้วนำรัฐธรรมนูญปี 2540 มาเป็นต้นร่าง เพื่อแก้ไขวิกฤติทางการเมืองอย่างเร่งด่วน รวมทั้งขอให้ยกเลิกประกาศคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) และขอให้สภาฯ สนับสนุนส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย โดยจัดให้มีการเลือกตั้งทุกระบบ พร้อมทั้งกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง พ.อ.อภิวันท์ กล่าวว่า โดยส่วนตัวเห็นด้วยกับข้อเสนอที่จะให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2550 แล้วนำรัฐธรรมนูญปี 2540 มาปรับแก้ไข เพราะรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นรัฐธรรมนูญที่ทุกฝ่ายยอมรับว่าเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด แต่ยอมรับว่าบางจุดยังมีข้อบกพร่อง ก็ควรนำส่วนดีของปี 2550 มาปรับใช้พ่วงกับรัฐธรรมนูญปี 2540
รัฐสภา 9 เม.ย.- สนนท.ยื่นหนังสือให้สภาฯ ยกเลิก รธน.ปี 50 แล้วนำ รธน.ปี 40 มาเป็นต้นร่างปรับแก้ เพื่อแก้วิกฤติการเมือง พร้อมเสนอให้ยกเลิกประกาศคำสั่งของ คปค.ด้วย
ส่วนญัตติที่ขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษาปัญหารัฐธรรมนูญที่ ส.ส.พรรคพลังประชาชนเสนอมานั้น รองประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ต้องให้คณะกรรมการประสานงาน (วิป) ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลประสานมา ทั้งนี้ เห็นว่าไม่จำเป็นต้องเร่งรีบที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นเรื่องใหญ่ และมีผลกระทบต่อประชาชน.-สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-04-09 14:59:52
นายกฯ สั่งปลด ผบ.ตร.ออกจากราชการไว้ก่อน
มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 733/2551 ลงวันที่ 8 เมษายน ให้ปลด พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกจากราชการไว้ก่อน เพื่อรอฟังผลการสอบสวนพิจารณาทางวินัย กรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงใน 3 เรื่อง คือ โครงการเช่ารถ ซึ่งมีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริต ฝ่าฝืนระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทผู้ให้เช่ารถ รวมถึงสั่งการโดยใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม ในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของหน่วยงาน และแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจในกองบังคับการต่าง ๆ โดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และกฎระเบียบของทางราชการ ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ซึ่งผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองได้ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่รับแจ้ง หรือรับทราบคำวินิจฉัยอุทธรณ์. -สำนักข่าวไทย
กทม. 9 เม.ย. - นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งปลดผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกจากราชการไว้ก่อน กรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยร้ายแรง โดยมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองได้ภายใน 90 วัน
อัพเดตเมื่อ 2008-04-09 01:07:54
Tuesday, April 8, 2008
จรรยาบรรณหมอดู [8 เม.ย. 51 - 14:13]
หมอเทวดาสมัยสามก๊ก ชื่อฮูโต๋...เก่งในการรักษาจนถูกเรียกว่าหมอเทวดา แต่ไม่เก่งในการ...รู้จัก รู้ใจคน ตอนไปรักษาโรคปวดหัวให้โจโฉ เสนอวิธีผ่ากะโหลก
โจโฉโกรธ ว่ารับแผนคู่แค้นทางการเมืองมาฆ่า สั่งจับไปขังคุกมืดไว้...จนตาย
เป็นอันว่า โจโฉไม่ศรัทธาหมอรักษาคน...แต่ไพล่ไปศรัทธา... หมอดู
หมอดูเอกสมัยสามก๊ก เป็นลูกประมุขชนเผ่าลังยา...ชื่อกวนลอ นิสัยชอบสุรา พอๆกับชอบดูดาว ศึกษาดาราศาสตร์แตกฉาน ก็ไล่เรียงไปศึกษาโหราศาสตร์ ไสยศาสตร์ วิปัสสนา อุตุนิยมวิทยา มนุษยลักษณวิทยา ฯลฯ
เรียนรู้เจนจบ จนได้ฉายาว่า...ขงเบ้ง ผู้หยั่งรู้ดินฟ้า
แต่ขงเบ้งคนนี้ ไม่โด่งดังเปรี้ยงปร้างเท่าขงเบ้ง...จูกัดเหลียง กุนซือเล่าปี่
กระนั้น ชื่อเสียงกวนลอก็โด่งดังไปเข้าหูตันสูจุ้น เจ้าเมืองเปงหงวน ตันสูจุ้น เชิญกวนลอเข้าจวน ประลองปัญหาด้านดาราศาสตร์ กวนลอเอาชนะตันสูจุ้นได้ ชื่อเสียงก็เลื่องลือยิ่งขึ้น
สังข์ พัธโนทัย เขียนไว้ใน พิชัยสงครามสามก๊ก กวนลอแสดงวิชาช่วยชีวิตคนไว้มากมาย เจอเด็กหนุ่มอายุ 19 ปี รู้ว่าจะตายในสามวัน
เมื่อถูกขอร้องให้ช่วย กวนลอแนะวิธีให้เอาเครื่องเซ่น ไปสังเวยสองเทวทูต เทวทูตกินสินบนแล้วก็จำใจช่วย แก้ตัวเลขอายุเด็กหนุ่มจาก 19 ปี เป็น 99 ปี...ไม่เพียงรอดตาย ยังอายุยืนจนแก่เฒ่า
นับแต่นั้น กวนลอก็ไม่ยอมทำนายเรื่องตายให้ใคร อ้างว่า การเอาความลับของมฤตยูมาเปิดเผย
ผิดจรรยาบรรณหมอดู
ดังขนาดนี้ ไม่ช้า...ท่านสมุหนายกโจโฉก็เรียกตัวเข้าไปให้ช่วยทำนายชะตาบ้านเมือง
“หมูป่าจะรบกับเสือโคร่ง...” กวนลอทำนาย “ถ้าท่านยกทัพไปภาคใต้ จะเสียแขนข้างหนึ่ง”
โจโฉถามถึงอนาคตตัวเอง กวนลอทำนายว่า “ท่านจะเป็นราชสีห์อยู่ในวัง ลูกหลานท่านจะมีเกียรติสูงยิ่ง” เมื่อถูกขอให้ทำนายรูปลักษณ์ “คนมีบุญญาธิการขนาดท่าน ยังจะปรารถนาอะไรยิ่งไปกว่านี้อีก”
โจโฉถามว่า “อันเมืองกังตั๋ง (ก๊กซุนกวน) กับเสฉวน (ก๊กเล่าปี่) จะเป็นศัตรูกับข้าพเจ้าหรือไม่” กวนลอบอกว่า “เวลานี้กังตั๋งเสียแม่ทัพ ส่วนเสฉวนกำลังยกทัพมาโจมตีท่าน”
ไม่ช้า...ม้าเร็วก็รายงาน “โลซกแม่ทัพกังตั๋งตาย เล่าปี่ เตียวหุย (ก๊กเล่าปี่) ยกทัพมายึดช่องเขาใกล้เมืองฮันต๋ง” โจโฉก็เพิ่มความ เลื่อมใสกวนลอ ถามคำถามสุดท้าย สงครามคราวนี้จะชนะหรือแพ้
กวนลอบอกว่า ถ้าท่านยกทัพไป ไฟจะไหม้ใหญ่ในพระนครหลวง...
ไม่นาน เรื่องราวก็เป็นไปตามที่กวนลอทำนาย โจโฉตั้งให้เป็นโหรประจำราชสำนัก กวนลอปฏิเสธ จัดเงินทองให้ กวนลอก็ไม่รับ อ้างว่าเป็นหมอดูเพื่อประชาชน
ว่าแล้ว กวนลอก็ลาโจโฉ สัญจรเร่ร่อนไปช่วยประชาชน
อ่านสามก๊กถึงตอนนี้ พอได้ข้อสรุปว่า บทเรียนจากหมอฮูโต๋ ทำให้กวนลอรู้แจ้งว่า นายนิสัยแบบโจโฉ ขืนภักดีรับใช้ นอกจากอนาคตจะไม่รุ่งแล้ว ไม่แน่ว่า...ตัวก็อาจจะตาย
หมอดูสมัยสามก๊กนอกจากทายแม่นแล้ว ยังรู้จักเหลี่ยมคูการ เมือง...รู้ดีว่า หากการเมืองพลิกด้าน...ตัวเองก็พลอยไม่รอด
ไม่เหมือนหมอดูสมัยใหม่...สมัยไหนก็ไม่รู้ ทายผิดแล้ว ก็ยังหน้าด้านทายผิดต่อไปอีก.
กิเลน ประลองเชิง
ใช้ 28 ล้านพัฒนากลุ่มอาชีพ นำร่องสินค้า สหกรณ์ 4 ประเภท [3 เม.ย. 51 - 00:28]
นายธีระชัย แสนแก้ว รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2551 กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน 27,964,600 บาท ไว้ส่งเสริมพัฒนา กลุ่มอาชีพในสังกัดสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรให้มีความยั่งยืนต่อเนื่อง อันเป็นการสร้างรายได้ ให้แก่สมาชิกและสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในอนาคต โดยมีเป้าหมายในการต่อยอดกลุ่ม อาชีพเดิมให้มีความเข้มแข็งมากขึ้นอีก 300 กลุ่ม เพื่อให้เป็นกลุ่มและผลิตภัณฑ์นำร่อง พร้อมจัดตั้ง กลุ่มอาชีพใหม่ในพื้นที่โครงการพระราชดำริจำนวน 100 กลุ่ม เพื่อให้สมาชิกในโครงการมีโอกาส รับการสนับสนุน เพื่อให้สามารถผลิตสินค้า และพัฒนาศักยภาพการผลิตให้ได้มาตรฐานยิ่งขึ้น
รมช.กระทรวงเกษตรฯกล่าวถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์นำร่องว่า แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ อาหารแปรรูปจากพืช อาหารแปรรูปจากสัตว์ ผลิตภัณฑ์จากผ้า และเครื่องใช้ของที่ระลึก ของประดับตกแต่งประเภทจักสาน โดยเน้นให้กลุ่มอาชีพได้มีการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ ให้เป็นที่ยอมรับของตลาด มีคุณภาพตรงความต้องการทั้งในด้านการเลือกใช้วัตถุดิบ ที่เหมาะสมกับท้องถิ่น การพัฒนารูปแบบ สีสัน รสชาติ และบรรจุภัณฑ์ของสินค้า
ทั้งนี้ กลุ่มที่ผ่านการคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการ จะเปิดให้นำผลิตภัณฑ์มาร่วมกันวางแผน กำหนดทิศทางการตลาดให้เหมาะสม ทำให้สามารถบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างยั่งยืน และสิ่งสำคัญการพัฒนากลุ่มอาชีพก็คือสร้างเครือข่ายเพื่อเชื่อมโยงด้านการผลิตการตลาดร่วมกัน โดยสหกรณ์เป็นแกนหลัก อย่างไรก็ตาม กรมยังได้เชิญตัวแทนกลุ่มที่ประสบความสำเร็จ มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ให้กลุ่มอาชีพต่างๆรับฟังเพื่อนำหลักไปพัฒนาสินค้าให้มีคุณ ภาพต่อไป.
ไทยรัฐ
'หมอลักษณ์'ฟันธงต้องเร่งแก้รธน.ให้เร็วสุด-เลี่ยงนองเลือด
(7 เม.ย.51) ที่ห้องบุษราคัม โรงแรมดิอิมเพอเรอ นายลักษณ์ เรขานิเทศ เลขาธิกาสถาบนพยากรณ์ศาสตร์ หรือ โหรฟันธง ได้เปิดแถลงข่าวในหัวข้อ "ปฏิวัติ นองเลือด วิกฤตชะตาเมืองกับทางออกของประเทศไทย" ว่า ตนเห็นว่าขณะนี้บ้านเมืองถึงจุดที่มีภัย และยินยันเรื่องน้ไม่ใช่เรื่องตลก เพราะก่อนหน้านี้นก็เคยพูดเรื่องดวงเมือง รวมทั้งยังเคยฟันธงว่า นายสมัคร สุนทรเวช จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี และหลังจากนั้นภายใน 1 ปีที่นายสมัครบริหารประเทศจะเกิดเหตุวุ่นวายและนำไปสู่การนองเลือด ซึ่งทั้งหมดนี้ตนมีเหตุและผลที่จะทำนาย โดยผ่านการศึกษาเกี่ยวกับด้านโหรศาสตร์มาเป็นอย่างดี อีกทั้งตนต้องออกมาพูด เนื่องจากที่ผ่านมานายกฯได้ออกมาด่าโหร ทำให้ตนซึ่งเป็นนักโหรศาสตร์ได้รับผลกระทบ ดังนั้นตนจึงต้องออกมาทำนายทายทัก
นายลักษณ์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาสังคมก็รับรู้ว่า ตนนั้นสามารถทายถูกในหลายๆ เรื่อง ซึ่งทุกเรื่องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสาธารณะ ล้วนแต่ทายถูก เพราะหากทายไม่ถูก ตนคงเลิกเป็นโหรศาสตร์ไปแล้ว ดังนั้นตนจึงมีความชอบธรรมในการที่จะแนะนำเพื่อหาทางออกตามวิถีทางของโหร ซี่งตนได้นำตำรามาศึกษา โดยเฉพาะเอกสารสถิติเกี่ยวกับรัฐสภา 72 ปี ซึ่งที่ผ่านมา มีทั้งเรื่องรายงานการบริหาร การปฏิวัติ และจากการศึกษาที่ผ่านมาจึงต้องชี้แจงต่อประชาชนให้ได้รับรู้ว่า ขณะนี้ถึงแม้บ้านเมืองมีรัฐบาลแล้ว ข้าวมีราคาดี น้ำมันถูกค้นพบ แต่ทำไมยังเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ดี โดยเฉพาะกรณีที่มีกลุ่มบุคคลออกมาตีรวน จนทำให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปไม่ได้ วันนี้ตนจึงจะมาแนะนำวิธีในการหาทางออกเพื่อให้บ้านเมืองเดินต่อไปข้างหน้า
โหรพันธง กล่าวต่อว่า ดังนั้นขอเชิญชวนพ่น้องประชาชนมีส่วนในการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง เพราะในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าจะเกิดเหตุการณ์ที่ร้ายแรงที่สุดกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะดวงเมืองของประเทศไทย ตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2335 และดวงเมืองที่ตนกำลังจะทำนายไม่ได้ผูกกับการวิเคราะห์ แต่ดูจากดวงดาว และขณะนี้ดวงเมืองที่ผ่านมา 220 กว่าปี เกิดเหตุการณ์ปฏิวัติและนองเลือดมาทุก 12 ปี
"คราวนี้ก็มาตรงกับบ้านเมืองในขณะนี้ที่ดาวพฤหัสตรงกับช่วงที่มีการร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาตรงกับการโคจรดาวมรณะของดวงเมืองที่ตรงกับวันที่ 22 ต.ค.49 จนถึง 16 พ.ย.50 ซึ่งจะเห็นว่าตรงกับการร่างรัฐธรรมนูญพอดี และเมื่อรัฐธรรมนูญคลอดในช่วงนี้ถือเป็นดวงที่อับโชค ทำให้รัฐธรรมนูญมีปัญหา และส่งผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลชุดนี้ ดังนั้นผมฟันธงได้เลยว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นมรณะ และจะมีปัญหาต่อรัฐบาลชุดนี้และชุดต่อๆ ไป ดังนั้นต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนญ ถ้าไม่แก้ไขสังคมจะความแตกแยกกันทางความคิด และเกิดการนองเลือดในช่วงเดือนสิงหาฯและกันยาฯ และหากใครที่เรียนทางด้านโหราศาสตร์มาเห็นต่างจากผมและเกิดเป็นจริงตามนั้นผมยินดีให้เลยล้านนึง ดังนั้นผมยังยืนยันว่าถ้าไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญไฟจะเกิดขึ้นกลางเมือง"นายลักษณ์ กล่าว อ.ลักษณ์ กล่าวอีกว่า ไม่มีเหตุการณ์อะไรเลยที่ทำให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าได้ ดังนั้นถ้าต้องการให้ประเทศก้าวไปขเงหน้าต้องมีการแก้รํฐธรรมนูญ ประชาชนต้องร่วม และยินยอม
นายลักษณ์ กล่าวต่อว่า พูดไปอย่างนี้ ต้องมีคำถามต่อไปว่าทำไม ประชาชถึงโหวตรัล่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งไม่ช่เป็นการโหวตที่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับบนี้ แต่โหวตเพราต้องการมให้มีการเลือกตั้ง จะได้จบๆไป และการที่จะแก้ต้องมีมตราฐาน เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหา หรือเช่นการทำประชาวิจารณ์ หรือนำธงเหลืองมาติดหน้าบ้าน ดังนั้นทางออกไขประเทศไทย เราต้องแก้รัฐธรรมนูญ และบ้านเมืองกำลังไปได้ดี แต่มีคนบางกลุ่ม ไม่ว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่ ก็มาสร้างให้เกิดความขัดแย้ง อยากถามว่าเก่งกาจนักหลอ ทำไมไม่ไปรวมกลุ่มตั้งพรรคการเมือง แต่มาคิดแทนรัฐบาล ตั้งกลุ่มประท้วง ไม่ให้รัฐบาลบรหรประเทศได้ ทำอะร็ถูกด่า เมื่อพ่ายแพ้ต้องรู้หลักการยอมแพ้ และท้าเกิดคนที่เลือรัฐบาลชุดนี้มา หรือยุคหน้าไม่พอใจกลมที่มาเป็นพันธมิตร แล้วยกมากระทืบจะว่าอย่างไร ก็จะตามาด้วยเหตุการนองเลือด สุดท้ายทหารก็ต้องออกมาปฏิวัติ มันก็เข้าสู่วงจร
โหรฟันธง กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาคนไทยอดทน ปล่อยไปให้มีการเลือกตั้ง แต่เลือกตั้งก็แล้ว และวิเคราะห์จากดวงนายสมัคร ซึ่งเป็นคนราศี มังกร เกิด 13 มิถุนายน ป็นคนดวงใหญ่ มีความสมารถ และมีบารมี ประกอบกับเป็นคนที่มีความเที่ยงตรงตามราศีตราชัง ดังนั้นจึงไม่มีเรื่องทุจริต เพราะไม่มีธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง สามารถที่จะพูดให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติได้ แต่มีบุคคลิกที่รัดกุม กล้าพูด กล้าได้ กล้าเสีย แต่เสียอย่างเดียวคือ "ปากเสีย" แต่ก็สามารถที่จะบริหารประเทศได้
"นายกที่ผ่านมาทุกคนมีความรู้ความสามารถ แต่นายกที่มีบารมีหากเกิดเหตุเพศภัยทีกระทบต่อประทศชาติ นายกที่มีบารมีสามารถที่จะสั่งฟ้า ฝนได้ เพราะคนที่มีบารมีจะทำคุณเพื่อตอบสนองประเทศชาติ แต่นายกก็มีดวงเสียต่อราศีเกิด เพราะเป็นคนที่โผงผาง ไม่สามารถเก็บความลับของประเทศได้ บางครั้งไปเปิดเผยความลับของประเทศทำให้คนวิจารณ์และนำมาต่อต้าน ทำให้ความลับไม่เป็นความลับ ดังนั้นนายสมัครต้องเปลี่ยนใหม่คือหากไม่พอใจเรื่องใดก็ไม่สมควรพูด ไม่ต้องตอบ"นายลักษณ์ กล่าว และว่า ช่วงนี้นายสมัครมีเคราะห์ มีอาการป่วยและทางที่จะแก้ไขคือการพักผ่อนรวมทั้งต้องพูดน้อย และหลังจากพ้นเคราะห์ไปแล้วหากพูดน้อยและตั้งสติให้ดี ปัญหาหาต่างๆก็จะคลี่คลายทั้งเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงหากตั้งใจดีแม้แต่ปัญหาภาคใต้ 2 ปี ปัญหาจะหมดไป ตรงนี้สามารถฟันธงได้ "ฟันธง"
"นางสงกรานต์ปีนี้นอนบนหลังครุฑ มีนาคให้น้ำถึง 4 ตัว แสดงว่าข้าวน้ำจะบริบูรณ์ ประเทศจะมีเศรษฐกิจที่ดี จะมีอุบัตเหตุน้อยแต่หลังจากวันที่ 17 เม.ย. เป็นวันพฤหัสซึ่งถือเป็นวันโลกาวินาศ ทิศทางของบ้านเมืองจะเป็นไปในทางที่ไม่ดี จะเกิดปัญหา ผู้ใหญ่ไม่เป็นผู้ใหญ่ เหตุการณ์ในสภาอาจจะเกิดอีกครั้ง ดังนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกันแก้ไขและก็มีแค่ทางเดียว คือการแก้แม่บทของรัฐธรรมนูญ"นายลักษณ์ กล่าวว่า
นายลักษณ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ในวันที่ 17 เม.ย.เวลา 18.30 น.จะเป็นวันที่ทุกคนในประเทศจะฮือฮา 18 ปีจะมีครั้งนึง ที่เรียกว่าตำแหน่งมหาจักร จะเป็นวันที่ตำแหน่งราหูยกเป็นตำแหน่งที่รุนแรงมาก เชื่อว่าทั่วประเทศจะต้องมีการสวดมนต์ครั้งใหญ่ เป็นบทบูชาราหู เพื่อนำพระพุทธศาสนาข่มราหู และหลังจากนั้นในวันที่ 21 เม.ย.ที่เป็นดวงเมืองของประเทศไทยและเป็นช่วงที่บ้านเมืองจะเริ่มต้นเกิดเหตุเพศภัยและจะตามมาด้วยเหตุการณ์นองเลือด จึงขอเชิญชวนคนทั้งประเทศทำบุญ เพราะเราทำบาปมาเยอะมีการปราบปรามยาเสพติดโดยการฆ่าตัดตอนในรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายก มีการฆ่าเป็ด ฆ่าไก่ ฆ่าวัว-ควาย เป็นการฆ่าที่ไม่ได้นำเป็นอาหาร แต่เป็นการฆ่าเพราะไม่ต้องการให้เป็นโรคทำให้เกิดชะตาเคราะห์ของประเทศ ดังนั้นเราต้องร่วมกันทำบุญเพื่อให้บ้านเมืองพ้นเคราะห์และอยู่เย็นเป็นสุข เพราะหากไม่ทำเมื่อถึงเดือนส.ค.จะเข้าหลักวัวหายแล้วล้อมคอก เพราะจะเกิดภัยร้าย เนื่องจากนักวิชาการ นักการเมืองแตกความสามัคคี ดังนั้นเราจึงควรนำหลักศาสนาเข้ามาแก้ไขเพื่อให้ประชาชนสามัคคีกันด้วยการทำบุญเสียก่อน
นายลักษณ์ กล่าวว่า เราเองก็อยากได้นายกและนักการเมืองที่บริสุทธิ์ แต่ที่ผ่านมาในอดีตเราได้นายกที่เป็นคนดี อาทิ นายธานินท์ ไกรวิเชียร นายสัญญา ธรรมศักดิ์ และพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ล้วนแล้วแต่เป็นคนดีแต่ไม่สามารถที่จแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้เคลื่อนตัวไปได้ ดังนั้นเราจึงเอาคนดีไม่ดีปะปนเพื่อให้บริหารประเทศและบ้านเมืองไปได้ ซึ่งเห็นว่า ณ เวลานี้คนไทยเลือกพรรคพลังประชาชนเขาจึงมีสิทธิ์บริหารประเทศไปอีก 4 ปี ซึ่งเมื่อครบ 4 ปีหรือมีการยุบสภา แล้วให้มีการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ ดังนั้นเราต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เลือกคนที่จะเข้ามาบริหารประเทศใหม่ แต่ต้องไม่มีเหตุการณ์ที่ฝ่ายแพ้มาชุมนุมเพื่อชวนตี อย่างนั้นบ้านเมืองจะพัง ทั้งนี้ถ้ามีคนกลุ่มหนึ่งหมั่นไส้บ้านเมืองฉิบหายเลยดังนั้นคนที่ไม่ชอบรัฐบาลเพราะไม่ได้เลือกเขา ในชุดนี้หรือชุดต่อไป คนที่แพ้ต้องข่มใจให้ครบ 4 ปี ตามกติกาแล้วมาเลือกตั้งใหม่ ปัญหานองเลือดจะได้ไม่เกิด เพราะวันนี้บ้านเมืองล่อแหลมเหลือเกินมีทั้งปฏิวัติ ดังนั้นทุกฝ่ายต้องร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญ
"ดวงเมืองที่เกิดรัฐธรรมนูญต้องแก้ไข เพราะมีจุดที่น่าเป็นห่วง คือเรื่องชาติมีปัญหา เนื่องจากคนไทยนับถือศาสนาพุทธ ที่ขณะนี่กำลังถึงจุดเสื่อม ผมจึงอยากเสนอกลุ่มองค์กรที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากแก้ไขควรบรรจุศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ และสนับสนุนศาสนาอื่นประชาชนมีสิทธิ์เลือกศาสนานับถือได้"นายลักษณ์ กล่าว
นายลักษณ์ กล่าวถึงพรรคประชาธิปัตย์ว่า ตนไม่ได้เกลียดพรรคประชาธัตย์และพลังประชาชน แต่ปชป.คนที่เป็นหัวหน้าพรรคได้ดีคือคนที่ชื่อนายชวน หลีกภัย ที่เข้ามาบริหารประเทศตั้งแต่ปี 41 - 43 เนื่องจากคุณชวนได้ทำคุณงามความดีต่อพุทธศาสนาและประเทศชาติโดยการสังคยานา ในการเป็นประธานสังคายนาพระไตรปิฎกและจัดพิมพ์พระไตรปิฎกฉบับหมาจุฬา และนายสมัครก็เช่นเดียวกันเพราะต้องแต่เข้ามารับตำแหน่งนายกก็ได้รับปากว่าจะสร้างพระมหามลฑบ เพื่อประเดิษฐานพระทองคำที่สร้างในสมัยสุโขทัย ในช่วงที่คณะพระวัดไตรมิตรฯ และพระสงฆ์ได้เจริญพระพุทธมนต์ที่บ้านในวันรับตำแหน่ง ซึ่งถือเป็นมหากุศลอย่างยิ่งำให้เกิดพลังในการเปลี่ยนแปลง
ผู้สื่อข่าวถามว่านอกจากดวงเมืองที่ต้องจะแก้ไขด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วยังต้องมีการปรับครม.ใช่หรือไม่ นายลักษณ์ กล่าวฟันธงอีกว่า ในช่วงส.ค.ตั้งแต่วันที่ 1-17 สิงหาคม จะเกิดเหตุเพศภัยที่เรียกว่าเกิดฆาต จึงมีแนวโน้มที่จะเป็นไปได้ที่รับบาลชุดนี้น่าจะมีการปรับครม.ประมาณ 90%
เมื่อถามว่า ควรแก้รัฐธรรมนูญก่อนเดิอนสิงหาคมหรือไม่ โหรฟันธง กล่าวว่า ใช่ ควรนับหนึ่งตั้งแต่วันเริ่มแก้ไขรัฐธรรมนูญและต้องเริ่มแก้ไขเร็วๆ นี้และควรแก้ไขมาตราที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเป็นข้อแรก เพราะก่อนหน้านี้พระทั่วประเทศได้สวดสาปส่ง มากกว่าสวดให้พรคนทั้งประเทศ ดังนั้นต้องเริ่มต้นและประกาศแก้ ณ แต่บัดนี้ เพราะหากไม่แก้และให้ล่วงเลยเข้าเดิอนสิงหาฯ-กันยาฯ ตนอาจต้องเอามือปิดตา และเอาตาข้างเดียวดู เหตุการณ์นองเลือดในบ้านเมืองเรา
ผู้สื่อข่าวถามว่า ดวงของอดีตนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะสนับสนุนให้ดวงเมืองเดืนหน้าหรือถอยหลังหรือไม่ นายลักษณ์ กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้ประกาศวางมือการเมืองไปแล้ว จึงขอให้คุณทักษิณทำอย่างที่พูด เพราะคำพูดนั้นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะที่ผ่านมาคุณทักษิณโชคดีที่ได้กลับประเทศ และได้มาแก้ตัว แก้ต่างตามกฎหมาย และถือว่าโชคดีของทักษิณ เพราะที่ผ่านมาอดีตนายกฯหลายคน เมื่อเกิดปฏิวัติแล้วไม่ได้กลับมา หรือไม่ก็กลับมาตาย ดังนั้นพ.ต.ท.ทักษิณ ควรที่จะเดินหน้าทำการกุศลหรือทำมูลนิธิจะดีกว่าเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง
"ดังนั้นผมขอให้คุณทักษิณยึดมั่น ทั้งกาย วาจา ใจ ว่าจะไม่เข้ายุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีก เพราะหากทักษิณเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองมาล้วงลูกข้างหลัง โดยเฉพาะช่วงเดือนตุลาคมที่จะมีการโยกย้ายข้าราชการทหาร อยากขอร้องว่า ให้ทักษิณไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองทั้งปาก และใจ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง เพราะไม่เช่นนั้น ไม่อย่างนั้นไม่มีแผ่นดินอยู่แน่ หากมายุ่งกับการเมืองจะทำให้เกิดเรื่องร้าย และเป็นชนวนทำให้เกิดความขัดแย้งภายในประเทศ เพราะดวงชะตาของคุณทักษิณเป็นอริต่อดวงเมืองของไทย ดังนั้นคุณทักษิณต้องเลิกเล่นการเมืองตลอดชีวิต แล้วชีวิตจะมีความสุขสวัสดี ถ้ามายุ่งเกี่ยวชีวิตบรรลัยแน่" โหรฟันธง กล่าวและว่า ตัวอย่างที่ดีคือนายสมัครที่ไม่เข้าไปล้วงลูกนายทหารที่ผ่านมา อีกทั้งนายสมัครก็น่าสงสาร เพราะอยู่โดดเดี่ยว เนื่องจากไม่ได้เป็นคนจ่ายเงินให้กับส.ส.ทั้งที่จริงแล้ว ส.ส.นอกจากรับเงินภาษีประชาชน และยังรับเงินเดือนจากพรรคการเมืองอีกทาง ทำให้นายสมัครไม่มีอำนาจและกำลังที่จะสั่งคน หรือปราบส.ส.ในพรรคให้อยู่ในกรอบ
ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก มีสิทธิเป็นนายกฯ ตามที่โหรทำนายหรือไม่ นายลักษณ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเมื่อไรที่รัฐบาลที่มาจากประชาชนไม่สามารถนำพาประเทศไปข้างหน้าได้ ทหารมักจะออกมา แต่ขณะนี้โลกเราเดินไปข้างหน้าแล้ว ถ้าในวันพรุ่งนี้ทหารออกมาและเป็นนายกรัฐมนตรี ที่มาจากระบบที่ไม่มาจากประชาธิปไตย บ้านเมืองจะเกิดความฉิบหาย และต่อไปนี้นายทหารคนใดมาเป็นนายกฯ ที่ไม่ได้มาจากระบอบประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้ง แต่มาจากการปฏิวัติและอ้างเหตุผลเกี่ยวกับความแตกแยก จะทำให้บ้านเมืองพัง ดังนั้นตนเชื่อว่า พล.อ.อนุพงษ์ เข้าใจในระบบกติกาเป็นอย่างดี และคงไม่ออกมาปฏิวัติ
เมื่อถามว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันจะอยู่ครบวาระ 4 ปีหรือไม่ หมอลักษณ์ กล่าวฟันธงว่า หากดูจากดวงดาวแล้วคุณสมัครสามารถบริหารประเทศ หากอยู่ได้ 2 ปีโดยที่ไม่สั่นคลอนก็ถือว่าเก่งมากแล้ว เมื่อถามว่าปชป.และนายอภิสิทธิ์จะขึ้นเป็นนายกได้หรือไม่ นายลักษณ์ กล่าวว่า หลังจากรัฐบาลชุดนี้บริหารประเทศได้ 2 ปี และหลังจากวันที่ 10 ส.ค.2552 ปชป.จะเริ่มสว่างและเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมาของปชป. อย่างไรก็ตามหากเกิดสะดุดก่อนช่อง 2 ปีที่กล่าวมานั้นปชป.ก็ไม่มีหวัง แต่หากพ้น 2 ปีไปแล้วปชป.ต้องไปลุ้นดวงชะตากับพรรคชาติไทยและรวมใจไทยฯ ซึ่งไม่รู้ว่าเขาจะรวมกันหรือไม่ต้องติดตามดู เพราะเนื่องจากดวงของนายบรรหาร ศิลปอาชาและนายสุวัจน์ ลิปตภัลลภ ก็สว่างสดใสเช่นกันช่วงนั้น อย่างไรก็ตามหลังจากปี 53-55 ดวงของปชป.เด่นมาก
Hi-thaksin
'พปช' จองกฐินรื้อม.309 แม้ถอยแก้รธน.50 ทั้งฉบับ
<
นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษากฎหมายพรรคพลังประชาชน (พปช.) กล่าววันนี้ (7 เม.ย.) ว่า จะเสนอให้ที่ประชุมพรรคพลังประชาชนทบทวนมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 โดยเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้งฉบับตามที่มีเสียงเรียกร้องจากหลายฝ่าย ซึ่งหากพรรคพลังประชาชน มีมติจะนำไปหารือกันในการประชุมพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อเป็นมติร่วมกันอีกครั้ง
ที่ปรึกษากฎหมายพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงมาตรา 309 ที่มีเนื้อหาคุ้มครองการกระทำที่ผ่านมา ขององค์กรที่จัดตั้งขึ้นโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ว่า จะไม่ตัดมาตรานี้ออก แต่จะเพิ่มถ้อยคำในวรรค 2 ของมาตรา 309 แทน เพื่อให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบนำไปเป็นประเด็นต่อสู้กับคำสั่ง หรือ การกระทำที่ขัดกับสิทธิเสรีภาพ และหลักนิติธรรมที่ได้รับการคุ้มครองตามาตรา 309 ในชั้นศาลได้
วันเดียวกัน นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ในฐานะโฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า หากพรรคพลังประชาชนจะแก้ไข รัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับ จริงควรทำในรูปคณะกรรมการสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) โดยเปิดโอกาสให้มีตัวแทนจากทุกภาคส่วน ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 8 เดือน และท้ายที่สุดจะต้องลงประชามติในขั้นตอนสุดท้ายเช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550
โฆษกพันธมิตรฯ กล่าวต่อว่า ถ้าเป็นเช่นนี้ กลุ่มพันธมิตรฯ ก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่รับ ยกเว้นเพียงรัฐบาลต้องการ แก้ไขทั้งฉบับเพื่อต้องการแก้ไขเพียง 2 มาตรา คือ มาตรา 237 และ 309 ซึ่งกลุ่มพันธมิตรฯ ยังจะหารือเพื่อกำหนด ยุทธศาสตร์ในการคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 19 เม.ย.นี้ และหากรัฐบาลยังทำเพื่อประโยชน์ของตัวเอง จะเริ่มต้นล่ารายชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ที่สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ




