"ดีเอสไอ" โชว์เอกสารจัดจ้างพิมพ์บัตรเลือกตั้งวงเงินกว่า 130 ล้าน ที่มีการแยกสัญญาแบ่งซื้อแบ่งจ้างให้วงเงินน้อยลง วอน กกต.ให้ความร่วมมือ หลังจากนี้หากโยกโย้ไม่ให้ข้อมูลจะดำเนินการตามกฎหมาย ยืนยันดีเอสไอไม่ได้เป็นเครื่องมือของฝ่ายใดเพื่อกลั่นแกล้ง
ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ รองอธิบดีดีเอสไอ แถลงข่าวชี้แจงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาโต้แย้งเรื่องอำนาจสอบสวนในคดีฮั้วประมูลการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ว่า ภายหลังดีเอสไอเข้าตรวจสอบข้อร้องเรียนเรื่องการทุจริตพิมพ์บัตรเลือกตั้ง การพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินเป็นจำนวนมาก และการจัดการเลือกตั้งโดยทุจริต ดีเอสไอได้ขอความร่วมมือจากสำนักงาน กกต.ให้ช่วยจัดส่งเอกสารต่างๆมาให้ดีเอสไอตรวจสอบ แต่ปรากฏว่าผู้บริหารระดับสูงของ กกต.กลับให้ข่าวต่อสื่อมวลชนว่า ดีเอสไอไม่มีอำนาจสอบสวนคดี เพราะวงเงินในการจัดซื้อจัดจ้างในการพิมพ์บัตรเลือกตั้งต่ำกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งการให้ข่าวดังกล่าวทำให้สาธารณชนเกิดความสับสน และส่งผลเสียหายต่อการปฏิบัติงานของพนักงานสอบสวนดีเอสไอ ตนจึงจำเป็นต้องแถลงข่าวเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมด
นายธาริต กล่าวอีกว่า ขณะนี้มีผู้ร้องเรียนให้ดีเอสไอตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.หลายเรื่อง ซึ่งผลการตรวจสอบพบว่า มีพยานหลักฐานเพียงพอให้น่าเชื่อว่ามีการจัดซื้อจัดจ้าง โดยให้โรงพิมพ์ของเอกชนพิมพ์บัตรเลือกตั้งให้กกต.นั้น เป็นการดำเนินการในคราวเดียว มีการใช้งบประมาณเกินกว่า 100 ล้านบาท แต่ได้มีการแบ่งซื้อแบ่งจ้าง แยกทำสัญญาให้วงเงินต่ำกว่า 100 ล้านบาท เป็นผลให้อำนาจการสั่งซื้อสั่งจ้างเปลี่ยนแปลงไปด้วย ซึ่งน่าเชื่อว่าเป็นความผิด ดีเอสไอต้องถือเอาวงเงินรวมที่เจตนาจัดซื้อจัดจ้างในคราวเดียวเป็นหลัก ซึ่งเป็นแนวทางที่ถูกต้องในการสืบสวนสอบสวนคดีเกี่ยวกับการฮั้วประมูลอื่นๆ ที่ดีเอสไอรับผิดชอบอยู่เป็นจำนวนมาก จึงขอยืนยันว่ากรณีการกล่าวหาว่ามีการฮั้วประมูลพิมพ์บัตรเลือกตั้งเป็นคดีพิเศษที่ดีเอสไอมีอำนาจสอบสวนตามพ.ร.บ.สอบสวนคดีพิเศษ
ทั้งนี้อยากขอความร่วมมือจากกกต.ให้ยุติการโต้แย้งเรื่องอำนาจหน้าที่ และหันมาร่วมมือกับดีเอสไอ ด้วยการจัดส่งเอกสารหลักฐานและเข้าให้ข้อมูลตามที่ดีเอสไอร้องขอ เพื่อพิสูจน์ความจริงให้สาธารณชนได้รับทราบ อย่างไรก็ตาม หากกกต.ไม่ให้ความร่วมมือตามคำร้องขอของดีเอสไอ ก็จำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมาย เช่น ออกหมายเตือนให้ปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานสอบสวน
“กกต.เป็นองค์กรอิสระและมีเกียรติ แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นอิสระจากการตรวจสอบ แต่อยากให้เข้าใจด้วยว่า ดีเอสไอมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบด้านการตรวจสอบ ผมจึงอยากขอร้องให้ผู้ใหญ่ของกกต.ให้ความร่วมมือกับดีเอสไอ เพื่อพิสูจน์ความจริงให้สาธารณชนได้รับทราบ และขอยืนยันอีกครั้งว่าดีเอสไอไม่ได้เป็นเครื่องมือของฝ่ายใดเพื่อการกลั่นแกล้ง”รองอธิบดีดีเอสไอกล่าว
นายธาริต กล่าวอีกว่า สำหรับความคืบหน้าในการสอบสวนคดีทุจริตการเลือกตั้งจากการพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินจำนวนผู้มีสิทธิลงคะแนนเป็นจำนวนมากนั้น ดีเอสไอได้สอบปากคำผู้เกี่ยวข้องบางส่วนแล้ว เช่น โรงพิมพ์ของเอกชน บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด (มหาชน) และพยานบุคคลอีกหลายปาก เพื่อรวบรวมข้อมูลว่าบัตรเลือกตั้งที่พิมพ์เกินถูกนำออกไปนอกหน่วยเลือกตั้งได้อย่างไร นอกจากนี้ในการประชุมร่วมระหว่างพนักงานสอบสวนกับนายยุวรัตน์ กมลเวชช และนายโคทม อารียา อดีตกกต. ในฐานะที่ปรึกษาคดีพิเศษ ได้ให้คำแนะนำว่า ก่อหน้านี้กกต.เคยพิมพ์บัตรพอดีกับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และพิมพ์เกินเล็กน้อย กรณีที่การพิมพ์บัตรเกินจำนวนมากควรรับฟังเหตุผลของกกต.ชุดปัจจุบันว่า มีเจตนา เหตุผลอย่างไร โดยพยานแวดล้อมจะมีความสำคัญมาก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รองอธิบดีดีเอสไอได้นำประกาศสำนักงานกกต.เรื่องการประกวดราคาจ้างพิมพ์บัตรเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ.2550 ซึ่งลงนามโดยนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการกกต. มาประกอบการแถลงข่าวด้วย โดยเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารชิ้นหนึ่งที่ดีเอสไอขอให้กกต.จัดส่งมาให้ตรวจสอบ แต่กกต.ไม่ยินยอมส่งเอกสารตามคำร้องขอ ซึ่งเนื้อหาของประกาศดังกล่าวระบุว่า กกต.มีความประสงค์จะประกาดราคาพิมพ์บัตรเลือกตั้ง 4 รายการ ได้แก่ บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต จำนวน 50,270,000 ฉบับ บัตรเลือกตั้งแบบสัดส่วน จำนวน 55,170,000 ฉบับ ตัวอย่างบัตรเลือกตั้งจำนวน 5 ล้านฉบับ และบัตรทาบบัตรเลือกตั้งสำหรับผู้พิการทางสายตา จำนวน 177,000 แผ่น รวมวงเงินทั้งสิ้น 130,736,000 บาท
ต่อมานายวัฒนา เซ่งไพเราะ ผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส.กทม.เขต 8 พรรคพลังประชาชน ได้เข้าพบรองอธิบดีดีเอสไอ เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษให้ตรวจสอบการทำงานของกกต. กรณีที่นายวัฒนาเข้าร้องคัดค้านผลการเลือกตั้งตั้งแต่วันที่ 3 ม.ค.ที่ผ่านมา
เนื่องจากพบหลักฐานการกระทำความผิดกฎหมายเลือกตั้งของผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ ได้แก่ การติดป้ายหาเสียงก่อนกกต.ประกาศพื้นที่สำหรับติดป้ายหาเสียง การติดป้ายหาเสียงในหมู่บ้านจัดสรรซึ่งเป็นสถานที่ของเอกชน และการให้สัมภาษณ์ผ่านรายการโทรทัศน์มีเนื้อหาใส่ความไม่ให้ประชาชนลงคะแนนเลือกผู้สมัครพรรคพลังประชาชน ซึ่งขณะนี้เวลาผ่านมานาน 4 เดือน ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ทั้งที่กฎหมายเลือกตั้งเป็นกฎหมายพิเศษ ซึ่งจะต้องตรวจสอบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งอย่างเร่งด่วน
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, May 1, 2008
DSI ตอกกลับกกต.มีสิทธิ์สอบฮั้วพิมพ์บัตรลต.โชว์เอกสารจัดจ้างวงเงินกว่า 130 ล้าน!
สมชาย หนุนแนวคิดให้คนกลางไกล่เกลี่ยสถานการณ์การเมือง
กรุงเทพฯ 1 พ.ค. - นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน สนับสนุนข้อเสนอของ พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ที่ให้คนกลางเข้ามาไกล่เกลี่ยปัญหาความรุนแรงทางการเมืองในขณะนี้ แม้จะเห็นว่าประเทศไทยไม่ได้แตกแยกเป็น 2 ฝ่าย จนต้องมีใครคนใดคนหนึ่งเข้ามาเชื่อม เพราะถึงจะไม่มีคนกลางเข้ามาเชื่อม ก็ควรหันหน้าเข้ามาพูดคุยกันด้วยเหตุผล และมุ่งประโยชน์ของชาติเป็นหลัก แต่เท่าที่ฟังจากข่าว คิดว่าเป็นเจตนาที่ดีต่อบ้านเมือง นอกจากนี้ ยังไม่เชื่อว่าจะมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น อย่างที่หลายคนวิตกกังวลอยู่ในขณะนี้ “ถ้าเรายึดถือเหตุผล กติกาของบ้านเมือง เอาประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรรุนแรง เพราะความรุนแรงไม่มีประโยชน์อะไรทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้แพ้หรือผู้ชนะ ขอให้มองประชาชนเป็นหลัก ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาทุกอย่าง นายกรัฐมนตรีได้ย้ำให้ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองให้เรียบร้อย และทำตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์โดยเร็ว สิ่งเหล่านี้จะทำให้สถานการณ์คลี่คลายไปได้ เพราะสุดท้ายคนที่ใหญ่ที่สุดก็คือประชาชน” นายสมชาย กล่าว. - สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-05-01 16:22:25
ชูศักดิ์ เชื่อการสรรหาประธานสภาฯ คนใหม่ไม่กระทบร่าง รธน.
ทำเนียบฯ 1 พ.ค. - “ชูศักดิ์ ศิรินิล” เชื่อการสรรหาบุคคลมาดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ แทน “ยงยุทธ ติยะไพรัช” ไม่ทำให้ร่าง รธน.สะดุด คาดพรรคหารือเรื่องนี้ในสัปดาห์หน้า ยืนยันไม่มีใบสั่งจาก “พ.ต.ท.ทักษิณ” ตั้งประธานสภาฯ คนใหม่
นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงการสรรหาคนมาดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร หลังนายยงยุทธ ติยะไพรัช ลาออกจากตำแหน่งประธานสภาฯ ว่า เป็นเรื่องของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี แกนนำ และคณะผู้บริหารพรรค ที่จะหารือกัน และคาดว่าพรรคจะหารือเรื่องดังกล่าวในสัปดาห์หน้า
“เป็นเรื่องปกติ เมื่อมีการลาออกต้องมีการสรรหาตามข้อบังคับ ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปถ่วงเวลาไว้ ส่วนจะเป็นใครนั้น ขอให้เป็นเรื่องของพรรคที่จะตัดสินใจ ทุกคนในพรรคมีความเหมาะสมทั้งนั้น เพราะมีวุฒิภาวะ มีความรู้ ความสามารถ ซึ่งการตัดสินใจต้องพิจารณารอบด้าน ทั้งในแง่ของคุณสมบัติ การเมือง และการทำหน้าที่ และเชื่อว่าเรื่องนี้จะไม่ทำให้การร่างรัฐธรรมนูญสะดุด” นายชูศักดิ์ กล่าว
นายชูศักดิ์ ยืนยันว่า การลาออกของนายยงยุทธ และการสรรหาบุคคลเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ นั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง และทุกครั้งที่มีการแต่งตั้งต่าง ๆ จะมีกระแสข่าวเกิดขึ้นทุกครั้งว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีส่วน ขอยืนยันว่า พรรคหารือกันทุกครั้งว่าใครมีความเหมาะสมกับตำแหน่งอะไร
เมื่อถามว่า คิดว่าสถานการณ์การเมืองขณะนี้จะทำให้การร่างรัฐธรรมนูญเป็นไปตามกรอบเวลาที่วางไว้หรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลที่จะหารือกัน ซึ่งทราบว่ามีการนัดกันเรียบร้อยแล้ว หากเห็นพ้องกันก็สามารถนำเสนอสภาฯ ได้ในสมัยประชุมนี้ และเท่าที่ได้รับฟังมา คงไม่มีใครขัดข้อง เพียงแต่ต้องหารือกันถึงรูปแบบและวิธีการว่าจะดำเนินการอย่าไร
ต่อกรณีขณะนี้พรรคพลังประชาชนมีปัญหาความไม่เป็นเอกภาพ รวมทั้งหัวหน้าพรรคไม่สามารถจะจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นได้ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า เป็นธรรมชาติของพรรคการเมือง ส.ส.แต่ละคนย่อมมีความเห็นของตัวเอง แต่เมื่อมีการประชุมหารือกันแล้ว ควรจะมีข้อยุติ
“ส่วนความเห็นที่ไม่ตรงกันระหว่าง ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรค กับนายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ ก็อยากให้ทั้ง 2 ท่านไปหาสำนักพระพุทธศาสนา จะได้สงบสติอารมณ์กันบ้าง จะได้สบาย ๆ” นายชูศักดิ์ กล่าว. - สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-05-01 16:17:51
สมชาย ยืนยันไม่มีใบสั่งจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ให้หาประธานสภาฯ คนใหม่
กรุงเทพฯ 1 พ.ค. - นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ปฏิเสธกระแสข่าวที่ระบุว่า มีใบสั่งจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้หาประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ พร้อมขอร้องให้เลิกคิดเรื่องเช่นนี้ ยืนยันว่า ไม่มีใบสั่งใด ๆ เมื่อครั้งที่พรรคพลังประชาชนเลือกนายยงยุทธ ติยะไพรัช เป็นประธานสภาฯ ก็เป็นมติพรรค ไม่มีใครจะมามีใบสั่งได้
“ผมยอมรับว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นคนดัง และมีคนสนใจ แต่ไม่อยากให้มีอะไรก็พุ่งเป้าไปที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ บอกแล้วว่าจะไม่ยุ่งเรื่องการเมือง จึงเป็นไปไม่ได้ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะมาสั่งอะไร เห็นกันอยู่ชัดเจนแล้วว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้ต้องการเข้ามายุ่งเรื่องการเมือง และให้เกียรติพรรค ให้เกียรติ ส.ส.” นายสมชาย กล่าว. - สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-05-01 16:12:20
ภารกิจนายกรัฐมนตรีเยือนมาเลเซีย
25 เม.ย. - ภารกิจนายกรัฐมนตรีในการเยือนมาเลเซีย เมื่อวานนี้ ไทยและมาเลเซียตกลงความร่วมมือในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชนในพื้นที่ชายแดน
โดยย้ำความมุ่งมั่นที่จะสานต่อความร่วมมืออันใกล้ชิดด้านความมั่นคง
ติดตามรายละเอียดจาก โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-04-25 20:35:19
มท.1 เสนอปรับปรุงชายทะเลบางขุนเทียนเป็นที่พักผ่อนคนกรุงฯ
กรุงเทพฯ 1 พ.ค.- เมื่อเวลา 09.30 น. วันนี้ (1 พ.ค.) ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “มหกรรมแรงงานสู่อาชีพชุมชน ครั้งที่ 1” จัดโดยสภาวัฒนธรรม สำนักงานเขตบางขุนเทียน และ กศน.บางขุนเทียน ณ คาร์ฟูร์ พระราม 2
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า มีแนวคิดตั้งแต่สมัยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่า จะทำให้ชายทะเลบางขุนเทียนเป็นสถานที่พักผ่อนของคน กทม. ที่ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที เหมือนกับเกาะฮาวาย มีเรือเฟอร์รี่วิ่ง และเป็นจุดเชื่อมต่อไปยังเมืองพัทยา ระยอง จันทบุรี ตราด ซึ่งตอนนี้ตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงอยากทำเรื่องนี้ต่อ แต่ตอนนี้พื้นที่บริเวณดังกล่าวมีคนอาศัยอยู่มาก หากจะดำเนินการต้องทำประชาพิจารณ์ ซึ่งจะสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับประชาชน. -สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-05-01 14:09:53
Thursday, April 17, 2008
เสนาะหนุนแก้รัฐธรรมนูญ อคติการเมือง 100 เปอร์เซ็นต์
นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช กล่าววันนี้ (16 เม.ย.) ถึงประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญหากเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่การดำเนินการเพื่อประโยชน์ส่วนตัว เนื่องจากเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีอคติต่อฝ่ายการเมือง เป็นเหตุให้ควรมีการแก้ไข อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธที่จะวิจารณ์รายละเอียดว่าควรจะแก้ไขในประเด็นใด โดยเฉพาะมาตรา 237 และ มาตรา 309 เชื่อว่าจะไม่เกิดปัญหาความวุ่นวาย หากทุกฝ่ายมีความบริสุทธิ์ ใจ แต่ไม่เห็นด้วยหากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะหยิบยกประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาใช้ในการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล
นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช กล่าววันนี้ (16 เม.ย.) ถึงประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญหากเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่การดำเนินการเพื่อประโยชน์ส่วนตัว เนื่องจากเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีอคติต่อฝ่ายการเมือง เป็นเหตุให้ควรมีการแก้ไข อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธที่จะวิจารณ์รายละเอียดว่าควรจะแก้ไขในประเด็นใด โดยเฉพาะมาตรา 237 และ มาตรา 309 เชื่อว่าจะไม่เกิดปัญหาความวุ่นวาย หากทุกฝ่ายมีความบริสุทธิ์ ใจ แต่ไม่เห็นด้วยหากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะหยิบยกประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาใช้ในการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล
หัวหน้าพรรคประชาราช กล่าวด้วยว่า ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายในรัฐบาลหันหน้าเข้าหากันเพื่อแก้ไขปัญหาบ้านเมือง หลังมีปัญหาความแตกแยก อย่างไรก็ตามเห็นว่า ไม่มีความจำเป็นต้องปรับ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ในขณะนี้
ด้าน นางสิริพรรณ นกสวน อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องไม่สร้างเงื่อนไขให้เกิดความรุนแรง และต้องไม่ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ขณะเดียวกัน ควรแก้ไขทั้งฉบับผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมภาคประชาชน ด้วยการตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มีตัวแทนจากทุกภาคส่วนมาแก้ไข เพราะการตั้ง ส.ส.ร.จะช่วยลดความกดดันของสังคม เนื่องจากรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ
นางสิริพรรณ กล่าวต่อว่า ส่วนตัวเห็นว่าควรแก้มาตรา 291 ที่เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญควบคู่ด้วย เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญทำได้ยากขึ้น เพราะเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ และในประเทศที่พัฒนาแล้ว การแก้ไขต้องใช้เสียงที่เป็นฉันทามติสูงสุด ขณะเดียวกันเชื่อว่าหากรัฐบาลจะแก้ไขเฉพาะมาตรา 237 และ 309 โดยผ่านกระบวนการของ ส.ส. และ ส.ว. เท่านั้น จะทำให้ถูกมองว่าการแก้ไขเป็นไปอย่างไม่ชอบธรรม รัฐบาลไม่ควรดึงดันโดยอ้างเสียงข้างมากเป็นตัววัด
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวต่อถึงการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า หากทำประชามติเช่นที่ผ่านมาจะทำให้เสียค่าใช้จ่ายสูง จึงไม่ควรดำเนินการ แต่ควรส่งเสริมให้มีการทำประชาพิจารณ์ ให้ประชาชน มีความเข้าใจกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญอย่างเข้มข้นจะทำให้เกิดประโยชน์มากกว่า เห็นว่า การแก้ไขควรให้ระยะเวลา ไม่ควรเอาเงื่อนไขการยุบพรรคหรือสถานการณ์ทางการเมืองมาเป็นตัวบีบบังคับให้ต้องเร่งดำเนินการ และเห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา 237 ที่พรรคไม่ควรร่วมรับผิดชอบกับการกระทำของกรรมการบริหารพรรค เพียงคนเดียว เพราะเป็นการตัดสิทธิขั้นพื้นฐาน ทำให้กลไกทางการเมืองและเสถียรภาพทางการเมือง ลดลง ขณะเดียวกัน หากมีการแก้ไข มาตรา 309 ก็จะทำให้ถูกมองว่าเป็นการทำลายกระบวนการตรวจสอบการทุจริตที่เป็นสาเหตุของการทำรัฐประหาร และจะนำมาสู่ความขัดแย้งในสังคมอีกครั้ง
'เฉลิม'เล็งออกมาตรการคุมขายเหล้าลดอุบัติเหตุ
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์อุบัติเหตุช่วงสงกรานต์ว่า ตนไปตรวจมาหลายพื้นที่ ตนฟันธงว่าสถานการณ์แก้ไขอุบัติเหตุบนถนนจะลดลงไม่ได้ทั้งสงกรานต์และปีใหม ่ถ้ามีการดื่มสุรากันขนาดนี้ ดังนั้นจะต้องมีมาตรการควบคุมการจำหน่วยสุรา โดยไม่ให้มีการจำหน่ายเลยจะดีที่สุด แต่ก็ทำได้ยาก ดังนั้นอาจจะจำหน่ายให้น้อยวัน รวมทั้งการควบคุมอายุคนซื้อ ตนจะทำเป็นประชาพิจารณ์และหารือ กับหน่วยงานต่างๆ ทั้งนี้ต้องดูว่าจะออกมาเป็นกฎหมายหรือกฎกระทรวง เชื่อว่าจะสามารถออกมาตรการทันใชัใน ปีใหม่นี้
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ตนจะสั่งการไปยังปลัดกระทรวงมหาดไทยให้สั่งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อขอความร่วมมือกับตำรวจในการสร้างวินัย ในยุคที่ตนเป็นมท.1 ต้องมีคำภีร์ติดใจผู้ขับขี่มอไซด์ว่าจะต้องมี หมวกนิรภัยทั้งคนขับและคนซ้อน จะให้เข้มงวดตั้งแต่วันพรุ่งนี้ และการเล่นน้ำสงกรานต์ยุคนี้แปลกเพราะจะออกมายืน เล่นริมถนนใหญ่สาดรถทุกคันไม่ว่าใครจะผ่าน เรื่องนี้ต้องมีมาตรการเพื่อให้รู้สึกว่าใครทำเรื่องนี้ถือว่าผิด หากมีมาตรการนี้จะแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุ ขอฝากไปถึงประชาชนที่จะกลับมาทำงานด้วยว่าต้องหยุดดื่มสุรา และสวมหมวกนิรภัย อย่าทำปิดกฎจราจร กระทรวงมหาดไทยจะไม่คาดโทษผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีอุบัติเหตุสูง เพราะผู้ว่าราชการจังหวัด ทำงานเต็มที่อยู่แล้ว หากมีข้อบกพร่องจะนำมาปรับวิธีการในปีหน้า
'เรื่องการจะงดจำหน่ายสุราผมคงจะไม่นำเรื่องไปเชิญผู้ประกอบการมาร่วมหารือ แต่จะเชิญองค์กรเอกชนที่ทำเรื่องเมาไม่ขับมาทำประชาพิจารณ์ว่ากระทรวงมหาดไทยมีแนวคิดเช่นนี้หากเห็นด้วยจะเดินหน้าต่อไป' ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว
'มาร์ค'รู้ดีความรู้สึกพรรคจะถูกยุบ ยก ปชป.ก็เคยโดน
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
กล่าวถึงกรณีที่มีรายงานข่าวระบุว่ามี ส.ส.พรรคชาติไทยติดต่อขอเข้าสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ์หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติให้ส่งเรื่องให้อัยการเสนอศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายุบพรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ว่า ยังไม่เคยมี และคิดว่าเป็นเรื่องที่มีกระบวนการอีกยาว ซึ่งพรรคชาติไทยตั้งใจที่จะต่อสู้คดี ดังนั้นขั้นตอนกว่าจะผ่านอัยการไปถึงศาลรัฐธรรมนูญยังอีกยาว ไม่ได้สิ้นสุดเพียงแค่ กกต.
และที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ก็เคยถูก กกต.มีมติให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายุบพรรคมาแล้ว แต่ในที่สุดหากพิสูจน์ได้ว่าพรรคไม่ได้กระทำผิด จึงไม่มีการยุบ ดังนั้นในกรณีของพรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตยจึงมีช่องทางในการต่อสู้ ซึ่งตนมั่นใจว่าศาลรัฐธรรมนูญจะให้ความเป็นธรรม โดยทุกอย่างจะตรงไปตรงมา
ส่วนกรณีที่แกนนำพรรคที่ ถูก กกต.มีมติในเรื่องดังกล่าวระบุว่า
พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยอยู่ในภาวะที่พรรคจะถูกยุบจึงได้ออกมาแสดงความเห็นนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พรรคเคยผ่านจุดนี้มาแล้ว และตอนนั้นถูกพรรคไทยรักไทยร้องให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคต้องต่อสู้คดี ีโดยใช้เวลาเป็นปี ฉะนั้นทราบดีว่าเป็นความกังวลและเป็นความหนักใจ แต่เมื่อพรรคการเมืองต่างมั่นใจ ก็ต้องต่อสู้.
มท.1ปัดไม่รู้ใบปลิวโจมตีพล.อ.เปรม ท้า'ชวน'เปิดข้อมูล
'เฉลิม'ปัดไม่รู้เรื่องใบปลิวโจมตีประธานองคมนตรี ท้า'ชวน'เปิดข้อมูล ขณะที่รองโฆษกพปช.โต้ หวังผลทางการเมือง ชี้ทำไมได้รับใบปลิวคนเดียว
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณี นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ระบุมีกลุ่มคนมีเงินเดินเกมใต้ดินส่งใบปลิวโจมตีพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เพื่อทำให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวายว่า ตนไม่ทราบเรื่อง แต่ก็ต้องมีการตรวจสอบ และถ้าเป็นเรื่องจริง นายชวน ก็ต้องเอาข้อมูลมาให้เจ้าหน้าที่
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังได้ปฏิเสธกระแสข่าวที่จะมีย้ายปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด และอธิบดีบางกรม ว่ายังไม่ได้คิดและไม่มีการย้ายฟ้าผ่าข้าราชการระดับสูงคนใด ตอนนี้ขอดูเรื่องการจัดระเบียบสังคมก่อน
ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวถึง นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องให้ลงพื้นที่ดูแล แก้ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า นายสาทิตย์คงไม่เข้าใจเรื่องดังกล่าว เป็นงานของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน(กอ.รมน.) และกองทัพ โดยผู้บัญชาการทหารบก เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบปัญหาทั้งหมด
'ผมไม่มีอำนาจเข้าไปดูแลในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม ถ้าไปตรวจสอบจะพบว่าปัญหาภาคใต้ ได้รับการแก้ไข จนอยู่ในระดับที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นผลงานของกองทัพ และคงจะทำให้เกิดความสงบได้โดยเร็ว' ร.ต.อ.เฉลิม ระบุ
รองโฆษกพปช.ตอก'ชวน'ตีข่าวใบปลิวโจมตี'เปรม'
นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่า วันนี้ประชาชนที่อยู่ตรงกลาง ไม่ได้เชียร์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง คงจะสงสัยในพฤติกรรมของนายชวน หลีกภัย ที่ออกมาพูดถึงกรณีนี้ ซึ่งตนสงสัยเจตนา ของนายชวน ต้องการให้บ้านเมืองเกิดความปั่นป่วนหรือไม่ และเหตุใดนายชวนถึงได้รับจดหมาย ดังกล่าวอยู่เพียง คนเดียว
รองโฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องให้องค์กรอิสระทำงานด้วยความมั่นคงนั้น ตนเห็นด้วย โดยเฉพาะการปฎิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ การเลือกตั้ง(กกต.) กรณีการแจกใบแดงให้กับผู้สมัครส.ส.ของพรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมามีคณะกรรมการ บริหารพรรคประชาธิปัตย์ รายหนึ่ง คือนายวิฑูรย์ นามบุตร ร่วมกับผู้สมัครส.ส.อุบลราชธานี แจกจ่ายบัตรชมภาพยนต์ ให้คนไปชมภาพยนต์ในเขตเทศบาลเมือง อุบลราชธานี และมีการแจกจ่ายงาน รวมถึงนายวิฑูรย์ ก็ได้ปราศรัยหาเสียง ในโรงหนังด้วย ซึ่งกรณีนี้มีหลักฐานเป็นภาพถ่ายจากกล้องวีดีโอพร้อม แต่เมื่อนายสมบัติ รัตตโน ผู้สมัครส.ส.อุบลราชธานี พรรคพลังประชาชน ไปร้องทุกข์ กกต. เรื่องนี้ก็กลับเงียบหายไป
'หากเทียบเคียงกรณีนี้เหมือนกับการตัดสินยุบพรรคมัชฌิมาธิปไตย พรรคชาติไทย และพรรคพลังประชาชนนั้น พฤติกรรมของพรรคประชาธิปัตย์ก็ย่อมจะได้ใบแดงเช่นกัน และจะได้ดำเนินการยุบพรรคให้พร้อมกันทั้งหมด ผมจึงขอเรียกร้องให้ กกต.ปฎิบัติหน้าที่ตามคำที่นายชวนเรียกร้องด้วย' นายศุภชัย กล่าว
Hi-thaksin






