WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, May 1, 2008

กกต.ยกคำร้อง พปช.เป็นนอมินี ทรท.ไม่เข้าข่ายเอาผิด กม.

กรุงเทพฯ 1 พ.ค. - กกต.ยกคำร้องกรณีพรรคพลังประชาชนถูกกล่าวหาเป็นนอมินีพรรคไทยรักไทย แม้จะพบหลักฐาน “สมัคร” เป็นนอมินี “พ.ต.ท.ทักษิณ” ตามหลักฐานของ “วีระ สมความคิด” แต่ไม่สามารถเอาผิดได้ เพราะไม่เข้าข่าย พ.ร.บ.พรรคการเมือง

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงว่าที่ประชุม กกต. บ่ายวันนี้ (1พ.ค.) ได้พิจารณาเรื่องพรรคพลังประชาชนถูกกล่าวหาว่า เป็นนอมินีพรรคไทยรักไทย โดยกกต.เสียงข้างมากมีมติยกคำร้องทั้งสองคำร้อง ประกอบด้วย คำร้องของ นายประสิทธิ์ ดอนโพธิ์งาม ที่ขอให้ดำเนินคดีกับ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน และยุบพรรคพลังประชาชนที่เป็นนอมินีพรรคไทยรักไทย

“กกต.เสียงข้างมาก 4 ต่อ 1 เสียง เห็นควรยกคำร้อง เนื่องจากไม่ปรากฏหลักฐานการเป็นนอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ทั้งนี้ 1 เสียงเสนอให้นายทะเบียนพรรคการเมืองตรวจสอบตาม พ.ร.บ.พรรคการเมืองมาตรา 94 อย่างไรก็ตาม การพิจารณาของ กกต.ในคำร้องดังกล่าวเป็นไปตามความเห็นของคณะอนุกรรมการฯ ที่เห็นควรให้ยกคำร้อง เพราะไม่มีหลักฐาน” นายสุทธิพลกล่าว

ส่วนคำร้องของนายวีระ สมความคิด แกนนำเครือข่ายประชาชนต่อต้านคอร์รัปชั่น (คปต.) ที่ร้องว่าพรรคพลังประชาชนเป็นนอมินีอดีตพรรคไทยรักไทย และได้นำหลักฐานการปราศัยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาประกอบคำร้องด้วยนั้น ที่ประชุม กกต.เสียงข้างมาก 3 ต่อ 1 ต่อ 1 เห็นว่าการกระทำของนายสมัครมีลักษณะเป็นนอมินี แต่ไม่เข้าข่าย พ.ร.บ.พรรคการเมือง ขณะที่อีก 1 เสียงเห็นว่าไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจน และอีก 1 เสียงเสนอให้นายทะเบียนพรรคการเมืองตรวจสอบตาม พ.ร.บ.พรรคการเมืองมาตรา 94 ซึ่งในคำร้องนี้ กกต.ก็เห็นตามคณะอนุกรรมการฯ ที่เห็นว่า มีหลักฐานเพียงพอ แต่ไม่เข้าข่าย พ.ร.บ.พรรคการเมือง. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-01 18:08:10

'สมัคร'ชักยัวะถูกหาว่าหยาบเลิกนัดพบสื่อ

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 30 เม.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ทำพิธีต้อนรับ พล.อ.เต็ง เส่ง นายกรัฐมนตรีพม่า และคณะ เนื่องในโอกาสเดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการตามคำเชิญของรัฐบาลไทย โดยนายสมัครนำ พล.อ.เต็ง เส่ง ตรวจแถว ทหารกองเกียรติยศ จากนั้นได้ร่วมหารือข้อราชการแบบทวิภาคี และร่วมหารือแบบเต็มคณะ ต่อมาเวลา 17.30 น. นายสมัครนำ พล.อ.เต็ง เส่ง เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต และเวลา 19.00 น. นายสมัครเป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารค่ำแก่ พล.อ.เต็ง เส่ง และคณะ ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

ชงไอเดียจับมือกำหนดราคาข้าว

สำหรับผลการหารือระหว่างนายกฯไทยกับนายกฯพม่านั้น นายสมัครให้สัมภาษณ์ว่า ได้หารือถึงความร่วมมือการพัฒนาของ 2 ประเทศ ต่อไปนี้ไทยจะลงทุนร่วมกับพม่า จีน ลาว ในโครงการพัฒนาต่างๆ เช่น โครงการท่าเรือ น้ำลึกทวาย โดยวันที่ 15 พ.ค. จะเดินทางไปพบกับนายหู จิ่น เทา ประธานาธิบดีจีน เพื่อหารือเรื่องการเชื่อมเส้นทางรถไฟจากคุนหมิงมาที่หลวงพระบาง เวียงจันทน์ ต่อไปยัง จ.กาญจนบุรี สิ้นสุดที่ท่าเรือน้ำลึกทวาย และพม่ายังมีโครงการเปิดนิคมอุตสาหกรรม โครงการปลูกพืชเมืองหนาว ทดแทนการปลูกแทนฝิ่น และได้หารือเรื่องการปลูกข้าว โดยเสนอให้เวียดนาม ไทย ลาว กัมพูชา และพม่า ตกลงจับมือกันในการตั้งราคาร่วมกัน แต่คงไม่ไปรวมกลุ่มแบบประเทศโอเปค เพราะจะน่าเกลียดเกินไป

หนุนพม่าจัดการเลือกตั้ง

ประชาธิปไตย แม้ประชาธิปไตยจะไม่เต็มใบ แต่จะมีการลงประชามติ ซึ่งคนที่เกลียดก็จะไม่รับประชามติ โดยจะใช้เวลา 2 ปีถึงจัดให้มีการเลือกตั้ง เพราะต้องใช้เวลาในการตั้งพรรคการเมือง ต่อไปทหารจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว ทั้งนี้ในเดือน ธ.ค.จะนำเรื่องนี้มาหารืออีกครั้งในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน เมื่อถามว่า พม่ายืนยันหรือไม่ว่าจะปล่อยตัวนางอองซาน ซูจี นายสมัครตอบว่า พม่าไม่ได้ปล่อย แต่บอกว่าจะเอาไว้บนหิ้ง เพราะไม่อยากยุ่งเกี่ยวอะไร ต่างชาติไม่ยอมรับเรื่องนี้ แต่เราเห็นว่าถ้าจะเอาไว้บนหิ้งก็ไม่เห็นจะเป็นไร รัฐธรรมนูญพม่าก็ได้เขียนกันไว้แล้วว่า ห้ามคนที่มีสามีต่างชาติลงสมัครรับเลือกตั้ง นี่คือประชาธิปไตยแบบครึ่งใบ

น้อยใจถูกด่า-ยกเลิกนัดพบสื่อ

ภายหลังเปิดเผยผลการหารือระหว่างนายกฯสองประเทศแล้ว นายสมัครกล่าวว่า จะงดให้สัมภาษณ์สื่อในวันอังคารและวันศุกร์แล้ว เพราะโดนต่อว่าเป็นนายกรัฐมนตรีที่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย พูดจาไม่สุภาพ จึงเห็นว่าวิธีที่จะไม่มีคำเหล่านี้คือไม่พูด แล้วให้โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นคนแถลง แต่ก็จะให้ข่าวหรือให้สัมภาษณ์เป็นเรื่องๆไป เช่น กรณีการหารือข้อราชการกับนายกฯพม่าก็จะให้ข่าวเอง “คนใหญ่ๆเขาว่ารุนแรงเลยว่าเกิดมาไม่เคยเห็นนายกรัฐมนตรีคนไหนพูดจาหยาบคาย ส่วนรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ยังมีอยู่ แต่เขาก็บอกว่าให้ค่อยๆพูด”

ผู้สื่อข่าวถามว่า อย่างนี้จะยุ่งหรือไม่ เพราะต้องตามไปสัมภาษณ์ นายสมัครกล่าวว่า ก็คงยุ่งเหมือนกัน วันนี้ตนปรารภและลองโยนหินถามทางดูก่อนว่าจะว่ากันอย่างไร เขาต่อว่า 2 วันที่ให้สัมภาษณ์สื่อ พูดพร่ำทำเพลง พูดจาหยาบคาย ตนเลยถามว่า เช่นคำว่าอะไรบ้าง เขาบอกว่าเช่น เฮงซวย ทำหอกอะไร และกระเหี้ยนกระหือรือ ดังนั้นจะไปหารือกับราชบัณฑิตยสถาน เพราะคำว่า กระเหี้ยนกระหือรือ ไม่ใช่คำหยาบ

นายกรัฐมนตรี ย้ำภาครัฐตระหนักถึงความสำคัญของผู้ใช้แรงงาน พยายามช่วยเหลือทุกด้าน

นายกรัฐมนตรี ย้ำรัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของผู้ใช้แรงงาน โดยพยายามออกมาตรการในการดูแลผู้ใช้แรงงานให้ครอบคลุมทุกด้าน
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวปราศรัยเนื่องในโอกาสวันแรงงานแห่งชาติ ว่า จากสภาพเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบันรัฐบาลตระหนักถึงปัญหาค่าครองชีพของผู้ใช้แรงงานที่สูงขึ้นเนื่องจากราคาน้ำมัน รัฐบาลจึงได้กำหนดมาตรการในการดูแลผู้ใช้แรงงานทั้งเรื่องค่าตอบแทนซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะปรับขึ้นในอัตราใดจึงจะเหมาะสม โดยไม่กระทบต่อประชาชนส่วนมาก และยังมีมาตรการช่วยเหลือแรงงานให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมจำนวน 9 ล้านคน ในสถานประกอบการ 381,506 แห่ง จะได้รับการดูและจ่ายประโยชน์ทดแทนเรื่องการรักษาพยาบาล ทุพพลภาพ คลอดบุตร และค่าทำศพ ซึ่งได้ขยายฐานประกันสังคมไปสู่แรงงานนอกระบบ เช่น กลุ่มคนขับรถแท็กซี่
นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ในปี 2551 กระทรวงแรงงานได้ประกาศเรื่อง"แรงงานปลอดภัยและสุขภาพอนามัยดี" เป็นระเบียบวาระแห่งชาติแล้ว ซึ่งแรงงานจะได้รับการพัฒนาคุณภาพชีวิตโดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยในการทำงานเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังส่งเสริมการมีงานทำและคุ้มครองคนหางาน ซึ่งขณะนี้มีประชาชนได้รับบริการส่งเสริมการมีงานทำแล้วกว่า 6 แสนคน พร้อมดำเนินการพัฒนาแรงงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อยกระดับฝีมือแรงงานโดยเฉพาะผู้ประสบสาธารณภัย คนพิการ ผู้ว่างงาน และผู้ถูกเลิกจ้าง เป็นต้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเพิ่มโอกาสการมีงานทำ มีรายได้มากขึ้น


ทุกข์ของนายกรัฐมนตรีหน้าใหม่

รายการ “สนทนาประสาสมัคร” โดย นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม 2551 เวลา 08.30–09.30 น.

ความตอนหนึ่งว่า เนื่องจากวันที่ 2 เมษายน เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งทรงงานอย่างหนัก และทรงสนพระทัยแสวงหาความรู้อยู่ตลอดเวลา รวมถึงได้ทรงดำเนินกิจการร้านภูฟ้า 11 สาขาทั่วประเทศ รับซื้อวัสดุและสินค้าจากชาวบ้านมาดัดแปลง เพื่อจำหน่ายและนำรายได้มาช่วยเรื่องการศึกษาของประชาชนในชนบท ซึ่งได้เคยทูลถามพระองค์ว่า ทรงเหนื่อยบ้างหรือไม่ ก็ทรงมีรับสั่งตอบว่า ชอบทรงงาน ไม่เหนื่อย เพราะทำเพื่อบ้านเมืองและประชาชน ทำให้รู้สึกซาบซึ้งอย่างยิ่ง

ทั้งนี้ จะได้เจรจากับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงจังหวัดต่างๆ ในการสนับสนุนร้านภูฟ้า เพื่อบรรเทาพระราชภาระของพระองค์

เปิดนโยบายปราบปรามยาเสพติด 2 เม.ย. นี้
วันที่ 2 เมษายน จะเริ่มงานเกี่ยวกับการปราบปรามยาเสพติด เมื่อสักครู่ก่อนเข้ามา มีสุภาพสตรีมาร้องทุกข์เรื่องยาเสพติด และกระทบกับตำรวจเรื่องนั้นเรื่องนี้ ผมไม่บอกสถานที่ครับ เพราะผมรับปากเธอไว้ว่าจะช่วยดูแลให้ แต่ว่าที่ไม่ค่อยชอบใจคือว่า ต้องฉุดต้องยื้อกัน พอขอบใจก็วิ่งเข้ามาจะมากราบ ผมบอกไม่ได้ อย่า ต้องอบรมกันตรงนั้นว่าอย่า ห้ามทำอย่างนี้ ผมจะไปดูแลให้

ชี้แจงสื่อวิพากษ์วิจารณ์ไปเดินตลาดที่สิงคโปร์
เป็นภารกิจหน้าที่ของผู้นำประเทศ ที่ต้องแนะนำตัวให้เป็นที่รู้จัก โดยเฉพาะประเทศสมาชิกในกลุ่มอาเซียน อย่างกรณีที่มีสื่อบางฉบับวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของตน ในช่วงที่เดินทางเยือนประเทศสิงคโปร์ ว่าตนใช้เวลาระหว่างปฏิบัติภารกิจไปเดินชมตลาดสดของสิงคโปร์ สร้างความวุ่นวายและเดือดร้อนนั้น ขอชี้แจงว่า เป็นช่วงเวลาว่างจากภารกิจในช่วงเช้า และต้องการศึกษาสภาพเศรษฐกิจพื้นฐาน ค่าครองชีพของประเทศสิงคโปร์เพื่อเปรียบเทียบกับไทย ซึ่งพบว่ามีความแตกต่างกันมาก โดยราคาสินค้าของสิงคโปร์แพงกว่าไทย 3-4 เท่า แต่ค่าตอบแทนหรือเงินเดือนของชาวสิงคโปร์จะมากกว่าไทย 10 เท่า ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ ไทยต้องนำมาพิจารณาแก้ปัญหาต่อไป

นอกจากนี้ ได้มีการเจรจาข้อตกลงในเรื่องพลังงานและอาหาร โดยอินโดนีเซีย ซึ่งมีศักยภาพในการเป็นแหล่งผลิตน้ำมัน ก็จะให้ความมั่นคงทางพลังงานแก่ไทย (Energy Security) ขณะที่ไทยจะให้ความมั่นคงทางอาหารแก่อินโดนีเซีย (Food Security) แลกเปลี่ยนกัน และจะมีการหารือแก้ปัญหาเรื่องราคาปุ๋ย โดยมอบหมายให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเจรจาและดูแลต่อไป

“มาถึงวันนี้ ครม. ขี้เหร่ของรัฐบาลสมัคร 1 ชื่อ สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม คุยโวว่าทำงานได้ กำลังแสดงธาตุแท้ออกมาให้เห็นหลายคน และยังไม่รวมถึงคนแถวหน้าห้องนายกฯ สมัคร บางคนที่เริ่มแสดงสันดานชั่วออกมาให้เห็น ด้วยการติดต่อเรียกร้องผลประโยชน์จากโครงการต่างๆ แบบไม่ละอายต่อฟ้าดิน ตรวจสอบดูเถอะ เมื่อเป็นเช่นนี้ให้ถูกมองว่ารัฐบาลนี้อาจจะอยู่ไม่ครบเทอม และรัฐมนตรีรวมถึงเลขากับผู้ติดตาม อาจจะต้องกระเด็นจากตำแหน่ง จึงต้องรีบสวาปามผลประโยชน์ต่างๆ กันไว้เนิ่นๆ พี่น้องชาวไทยเตรียมใจสวดมนต์สาปแช่งไว้ได้ล่วงหน้าเลย ถ้าเป็นเช่นนั้น กลายเป็นรัฐมนตรีที่ถูกมองว่าลุแก่อำนาจสำหรับ จักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็พูดจาก้าวร้าวเกินตัว แถมยังแสดงธาตุแท้ที่จะเล่นงานพวกที่อยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างไม่แยแสใคร ผู้เจนเวทีการเมืองมองท่าทีน่าสงสารและเวทนา” รัฐมนตรีฯ จักรภพ เดี๋ยวเขาจะได้ชี้แจงแก้ตัวของเขา แต่นายกรัฐมนตรีสมัคร ได้อย่างไรครับ

เล่าถึงทุกข์ของนายกรัฐมนตรีหน้าใหม่
“ทุกข์ของนายกรัฐมนตรีหน้าใหม่” อย่าลืมครับ หัวข้อสารคดีของผมวันนี้คือ ทุกข์ของนายกรัฐมนตรีหน้าใหม่ หน้าเก่าเป็นอย่างไร หน้าเก่าก็อยู่นานๆ ครับ อยู่มา 10 ปี 15 ปี อย่างนั้นหน้าเก่าอยู่ติดต่อกัน 5–6 ปีก็หน้าเก่า อยู่กันไปนานๆ สัก 2 ปีก็ยังถือว่าหน้าเก่า แต่ผมอยู่ยังไม่ชน 2 เดือนก็มีความทุกข์ เมื่อเช้า อ.สุขุม นวลสกุล ช่อง 3 บอกว่า ขอดูหน่อยจะมีทุกข์อะไร เป็นความทุกข์ที่ผมต้องเอามาปรับทุกข์ ไม่มีปัญหาอื่นหรอกครับ เป็นทุกข์ที่อยู่ในใจผม และผมจะชวนท่านผู้ฟังได้ลองฟังความทุกข์ของนายกรัฐมนตรีหน้าใหม่ ซึ่งคนเป็นนายกรัฐมนตรีเขาก็ว่ากลายเป็นบุคคลสาธารณะ ใครจะดุด่าว่ากล่าวตบตีอะไรได้ทั้งนั้น ผมก็บอก คงไม่ได้ทุกอย่างหรอก

ขาดสิทธิเสรีภาพส่วนตัวเป็นทุกข์อย่างหนึ่ง
นายกรัฐมนตรี คือ รปภ. กันจนเกิดเหตุเลย เหมือนกับเป็นเกียรติยศชนิดหนึ่งต้องเอามาแบกใส่บ่านายกฯ ไว้ คนเป็นนายกฯ ไม่มีอิสรเสรีภาพ ผมเป็นนายกฯ ที่ผมต้องการอิสรภาพของผม ความปลอดภัย ใครๆ ก็กลัวตายกันทุกคน ไม่ใช่ผมไม่กลัวตาย แต่ว่าเอาการป้องกันมาใส่แอบไว้กับผมๆ ไม่ชอบอย่างนี้ นี่เป็นทุกข์ข้อหนึ่ง

แต่ว่าทุกข์ยิ่งกว่านั้น เขากำหนดไว้ว่าคนเป็นนายกรัฐมนตรีจะพูดจาอะไรอย่างที่ต้องการพูดไม่ได้ ผมเป็นคนช่างพูดช่างคิด บางทีแม้แต่คิดเขาก็ไม่ให้คิดอย่างนี้ ยิ่งพูดก็พูดไม่ได้ ที่ผมมาปรับทุกข์ ผมไม่ได้ว่าอะไรหรอกครับ ผมบอกอย่างนี้ ผมเป็นนายกรัฐมนตรีหน้าใหม่ บางครั้งก็ต้องพลาดพลั้งไปบ้าง ก็ต้องให้อภัยผมบ้าง ผมจะไปรู้ได้อย่างไรไปบ้านเมืองนี้ อยากจะรู้ความเป็นไปของเขา ไปคุยไปฟังความเสร็จแล้วต้องเก็บไว้ พูดไม่ได้ เล่าไม่ได้ สัมภาษณ์ไม่ได้ เพราะในโลกนี้มีคุณพ่ออยู่หลายคน

เป็นนายกรัฐมนตรีหน้าใหม่ต้องปรับตัว
นี่คือทุกข์ใจของคนเป็นนายกรัฐมนตรีหน้าใหม่ ผมเกิดมาผมไม่เคยรู้อย่างนี้เลยครับ เป็นนายกรัฐมนตรี คำว่า “เหตุผล” บางครั้งต้องเอาออกจากพจนานุกรม ต้องทำอะไรที่ไม่มีเหตุผล บางครั้งคำว่าจริงใจใช้ไม่ได้ครับ เห็นใจก็ไม่ได้อีก แล้วคนเราคบค้าสมาคมกันอย่างนี้ได้อย่างไร ผมต้องบ่นเรื่องนี้ แต่ผมไม่ให้กระทบกระเทือนคนที่เขาต้องรับผิดชอบอยู่ ผมพูดกันลอยๆ ให้ฟังอย่างนี้เท่านั้น ถ้าคนนี้ๆ เขาว่าอย่างนี้ ถ้าเราจะอยู่กับคนนี้เราต้องไม่ยุ่งกับคนนี้ แล้วต้องทำอย่างนี้ ผมบอกชอบกลนะ คนนั้นจะสั่งอย่างไรต้องซ้ายหันขวาหันกับเขาหมด ถ้าท่านเป็นผมท่านจะรู้สึกอย่างไร ผมหน้าใหม่นะครับ คือต้องเปลี่ยนแปลงตัวไป นี่สัญชาตญาณของคนนะครับ ต้องวิพากษ์วิจารณ์ เท่านั้นละครับเป็นเรื่องใหญ่ กูเกิ้ลเอาที่ผมพูดไปออกทั่วโลกเลย เป็นนายกรัฐมนตรีพูดอะไรไม่ได้มันจดหมด ต้องคิดตามอย่างนั้นด้วย ลูกพี่บอกไม่ ต้องไม่ ลูกพี่บอกอย่าต้องอย่า นี่ละครับทุกข์ของคนเป็นนายกรัฐมนตรีเมืองไทยหน้าใหม่

ผมต้องร้องถามเลยว่า แล้วมันอะไรกันครับโลกนี้ อยู่กันได้อย่างไรครับ คำว่าเลือกปฏิบัติ ถ้าอย่างนี้ๆ ไม่เป็นไร มีผลประโยชน์ ไม่ว่า แต่นี่ไม่ได้ อย่างนี้ๆ โอเค อย่างนี้ๆ ไม่ได้ ผมไม่ได้ออกชื่อนะ ไม่ได้ออกประเทศด้วย ไม่ได้ออกกระทรวงไหนด้วย แต่ผมมีสิทธิ์จะต้องบ่น นี่ละครับทุกข์ของนายกรัฐมนตรีหน้าใหม่ ผมจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวผม ผมจะต้องไปทำอะไรอย่างไร คนนี้ผมไม่ออกชื่อเขานะ ต้องไปเอาคำว่าเหตุผลออกจากพจนานุกรม เอาคำว่าเข้าใจออกจากพจนานุกรม เห็นใจออกจากพจนานุกรม เล่าปัญหาให้ฟัง คำว่าเล่าปัญหาของอีกข้างหนึ่งก็จะต้องเป็นคำที่วงเล็บว่า คำนี้ห้ามปฏิบัติ ถ้าหากจะให้ประเทศอยู่ในลักษณะดี เป็นพวกเป็นพ้องกับทางนี้เขา ไหวไหมครับ ไม่ไหวนะครับ

ต้องยอมอยู่ในกรอบของการคิด พูด แสดงความเห็น
ทุกข์ของคนเป็นนายกรัฐมนตรีหน้าใหม่มีเรื่องประเภทพรรค์อย่างนี้ละครับ ทุกข์ใจเรื่องประเภทคนดุด่าว่ากล่าวโดยไม่มีเหตุผลนั่นก็ส่วนหนึ่ง ยังพอแก้ไขได้ ตอบโต้กันตรงนี้ได้ แต่รายการหลังนี้เขาห้ามตอบโต้ครับ แสดงความเห็นไม่ได้ คิดอะไรไม่ได้ บอกว่าอะไรกันนักกันหนา เขามีกรอบของเขาไว้เลย ผมก็อยู่ในกรอบครับ จะเป็นนายกรัฐมนตรีต้องยอมอยู่ในกรอบ ต้องเป็นคนอย่างนี้ คิดก็ไม่ได้ พูดก็ไม่ได้ แสดงความเห็นก็ไม่ได้ อธิบายเปรียบเทียบยังไม่ได้เลยครับ กูเกิ้ลเอาไปลง กลายเป็นว่าถ้านายกฯ ไทยพูด แปลว่านโยบายเป็นอย่างนี้ มันบ้าอะไรกันแบบนี้ นโยบายก็ไปตรวจสิ แต่ความเห็นส่วนตัวไม่ได้ เขาห้าม ผมก็ไม่ว่าอะไร แต่เป็นความทุกข์ที่ผมต้องมาบ่น เพราะผมจะต้องทุกข์อยู่ต่อไป เพราะผมเป็นคนประเภทที่อาจจะเป็นนายกฯ ไปไม่ตลอดรอดฝั่ง ก็เพราะความรู้สึกนึกคิดอันนี้ ผมว่าโลกนี้ไม่เป็นธรรม ประเทศใหญ่โตมโหฬารบอกว่าสิทธิเสรีภาพอยู่เหนือสิ่งอื่นใด แต่ในขณะเดียวกัน ไปกดคนอื่นเขา คิดอย่างอื่นไม่ได้ คิดนอกกรอบไม่ได้ ผมเองมาหลงเข้ากรอบเขาเอง แต่ผมมีสิทธิจะปรับทุกข์ได้ ผมไม่ออกชื่อใคร ไม่ได้ออกประเทศไหน ไม่ได้ออกกระทรวงไหนด้วย

ผมบอกให้ฟังเท่านั้นเอง ว่าผมมีความทุกข์ในใจเรื่องนี้ เพราะว่าถ้าเป็นอย่างนี้โลกนี้จะต้องอยู่กันอย่างนี้ไปอีกเท่าไร อย่างนั้นยอมได้ๆ อย่างนี้ทำได้ ผมบอก อย่างนั้นทำไมทำเขาอย่างนั้นได้ เท่านั้นละครับ กูเกิ้ลเอาไปเลย มันไม่ใช่นโยบายของรัฐบาลนี้ เอาละครับ ผมก็จะต้องยอมรับเข้ามากรอบของเขาแล้ว ออกความเห็นไม่ได้ เปรียบเทียบไม่ได้ คำว่าเปรียบเทียบก็ต้องเอาออกจากพจนานุกรมเหมือนกัน เปรียบเทียบไม่ได้ เดี๋ยวลูกพี่เขาจะว่าอย่างนั้นเอา สังคมก็จะเป็นอย่างนี้ ผมบอกว่าผมมาเข้ากรอบเขาแล้ว แต่ต้องพูด พูดให้คนทั้งประเทศรู้ว่าคนเป็นนายกรัฐมนตรีก็มีความทุกข์เหมือนกันครับ แล้วจะพูดให้สื่อสารมวลชน ไม่ได้เขย้อแขย่ง ไม่ได้อยากได้ใคร่ดี ไม่ได้กระเหี้ยนกระหือรือ วันนี้เป็นพรุ่งนี้ไม่เป็น ผมก็เฉยๆ ผมเป็นมาหมดแล้ว แล้วไม่ต้องการจะแสวงหา ไม่ต้องการสะสมอะไรด้วย แต่ว่าผมทำงานให้บ้านเมืองผม

ผมไปมา 6 ประเทศ ดีมากที่เขาจัดให้ เพราะได้รู้ความสัมพันธ์ว่าเพื่อนบ้านของเรากำลังจะครบ 9 เป็น 10 เรารู้กัน นี่คือความแข็งแรง 500 กว่าล้าน พูดเป็นเสียงเดียวกันอย่างนี้ ภาษายังแตกต่าง แต่ความคิดเขาบอกเราอยู่ในครอบครัวเดียวกัน เห็นไหมครับ ครอบครัวคืออาเซียน คือทำงานร่วมกัน เขาหวังพึ่งเรา เราหวังพึ่งเขา และเราเก่ง เขาก็บอกรับความเก่งแต่ไปช่วยเขาหน่อย ได้เลยครับ นี่คืองานที่ไปทำ เหน็ดเหนื่อย ไม่ได้หยุดไม่ได้หย่อน เข้าห้องน้ำเสร็จออกห้องน้ำ เขายกป้ายเวลาจะหมดครับ ตอบคำถามให้มีเรื่องหน่อย

อยากให้นายกฯ สนับสนุนเรื่องการศึกษาทุกระดับ โดยให้ทุนและให้กู้ยืม…เขาแก้ไขแล้วครับ เขาดำเนินการแก้ไขแล้ว ทีแรกเขาให้กู้เฉยๆ ทีหลังเขาบอกว่ามีอาชีพที่ทำแล้วได้เงิน เขาเลยทำสัญญาว่าตอนได้เงินเดือนต้องเอามาใช้ เขากำลังจะปรับปรุง 2 อันนี้ให้กู้ยืมแน่นอน ไม่มีปัญหาหรอกครับ ทำให้ เทศกาลสงกรานต์จะมีมาตรการแก้ไขเรื่องคนตายน้อยที่สุดอย่างไร…ผมไม่อยากจะพูดคำว่าปล่อยไปตามธรรมชาติ แต่ว่าถ้าคนเราไม่รักชีวิตตัวเอง คนอื่นเขาจะช่วยป้องกันอย่างไร ก็ดูแลกันภายใน จะเน้นก็คือว่า ท่านผู้ว่าฯ น่าจะช่วยงานหน่อย ในท้องถิ่น และเหตุเกิดร้อยละ 70–80 เป็นมอเตอร์ไซค์ ขอบอกว่าสงกรานต์ 7 วันเลิกขี่มอเตอร์ไซค์ได้ไหม ทุกจังหวัด มอเตอร์ไซค์เก็บหมดเลย 7 วัน ไปไหนมาไหนเดิน เขาบอกว่าถ้าไม่กินเหล้าเมายาก็ไม่มีอุบัติเหตุ ก็ช่วยกันดูแลสิครับ ป้องกันตรงนั้นหน่อย

ประเทศไทยอาชีพหลักเกี่ยวกับการเกษตร อยากให้รัฐบาลสนับสนุนเกษตรให้มาก...ไม่มีปัญหาครับ เราเป็นเกษตรแต่ว่าถึงสมัยนี้ต้องเป็นเกษตรอุตสาหกรรม และจริงๆ แล้วก็ยังมีการถกเถียงกันอยู่ ความจริงนี่ผมพูดไว้เรื่องรายได้ต่ำและรายจ่ายสูงเป็นอย่างไร ผมมีคำตอบมาแล้ว เป็นวิชาการเลย แต่ผมได้แปลเป็นภาษาผมธรรมดา

เขาแจ้งว่าเวลาหมดครับ ผมก็พอหมดเวลาออกจากนี่ไปผมต้องไปขึ้นเครื่องบิน ไปทำหน้าที่ ไปประชุมลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศประชุมกัน [ร่วมประชุมสุดยอด 6 ประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 3 (3rd GMS Summit)]

วันนี้นายกรัฐมนตรี 6 ประเทศใน 10 ประเทศจะประชุมกัน และที่จริงมี 5 ไปบวกจีนเข้า 1 เขาจะมาประชุมกันเรื่องลุ่มแม่น้ำโขง 2 วัน วันนี้พรุ่งนี้ค่ำๆ พรุ่งนี้ดึกๆ ผมกลับก็ไปทำงานครับ อยากจะบอกให้นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามได้รู้บ้างว่า ผมไม่ได้ไปหมกมุ่นเรื่องไปต่อต้านใครไปปฏิวัติใครอย่างไร แล้วไม่ต้องมาหาเหตุกับผม อย่ามาขุดหลุมล่อเลย ผมไม่บอกหรอก จะชื่อใคร อะไร อย่างไร แต่ผมยืนยันไปแล้วว่า ทหารเขาไม่เกี่ยวข้อง ยังอุตส่าห์ไปเที่ยวถามเที่ยวซักอะไรเขา ก็มีคนคิด ผมรู้เขาคิดว่า แต่จะมาบอกจะเอามาตรารัฐธรรมนูญยากครับ อย่ามานั่นเลย ผมก็บอกให้รู้ไว้เท่านั้นเอง อย่าพยายามมาขุดบ่อล่อให้ผมไปตกหลุมเลย วันนี้ผมต้องขึ้น ไม่ได้ ไม่ใช่ว่าผมต้องไปตกหลุมนั่น ผมต้องรีบไปขึ้นเครื่องบิน เพราะจะไปประชุมตอนสายๆ วันอาทิตย์หน้า 08.30 น. เจอกันใหม่ครับ วันนี้ลาก่อนสวัสดีครับ


ชีวิต THAKSIN

น่าเห็นใจอย่างยิ่ง!

ทั้งที่ก่อนหน้านี้ พงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้แถลงถ้อยวาจา...

ขออย่ามีการพาดพิงถึง “อดีตนายกฯ” ในการเคลื่อนไหวใดๆ ในประเทศ อันจะก่อให้เกิดความไม่ปรองดอง

(หากได้คิดเสียแล้ว) ก็มิควรกระทำอย่างยิ่ง...

เสียงขานรับจากการปิดฉากเว็บไซต์ “Hi-Thaksin” ชั่วกัลปาวสาน เป็นสิ่งที่ควรแก่การยกย่อง เนื่องด้วยเท่ากับเป็น

การให้ “เกียรติ” แก่ “พ.ต.ท.ทักษิณ” อย่างเต็มภาคภูมิ และเต็มใจอย่างยิ่งเช่นกัน

แต่ฉับพลันที่มีการหยิบยกประเด็นในเหตุการณ์

ที่มีการนำ ธงไตรรงค์ ไปกางติดอยู่บนอัฒจันทร์ ในสนามซิตี้ออฟแมนเชสเตอร์ สเตเดี้ยม อังกฤษ

ในการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ชิพ ระหว่าง “ทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้” กับ “ฟูแล่ม” เมื่อวันที่ 26 เมษายน ที่ผ่านมา

ผลแห่งความพ่ายแพ้ของทีม “เรือใบสีฟ้า” ด้วยสกอร์ 2 ต่อ 3 มิได้ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ประธานสโมสร แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ผิดหวัง ได้มากเทียบเท่ากับ “ความไม่สบายใจ”

อันเกิดในเหตุการณ์ที่มีชื่อ “THAKSIN” อยู่บนธงชาติไทยดังกล่าว

ที่ซ้ำร้ายกลายเป็นประเด็นเข้าทาง “สื่อ” หลายหัวให้หยิบขึ้นมาพาดข่าวกันสนุกมือ

เหมือนจะสะท้อนชื่อของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ไม่จางหายไปจากความทรงจำของใครต่อใครได้

และก็ดูเหมือนจะสะท้อนถึงความเป็น พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ยังทรง “อิทธิพล” ในทุกสภาวการณ์การเคลื่อนไหว
น่าดีใจ!

หากเป็นเสียงชื่นชม เสียงอบอุ่น ที่ยังคงดังกึกก้องอยู่ในความรู้สึกของปวงชนชาวไทย

แต่เมื่อการณ์กลับกลายเป็นเช่นนี้เสียแล้ว ประเด็นที่ต้องฉุกคิด คือการตกเป็น “เหยื่อ” ของ “คนข่าว” อย่างมิได้เต็มใจ

เช่นนั้นแล้ว ความไม่สบายใจ จึงเกิดกับตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ในทันที

ความไม่สบายใจที่ว่า ได้ถูกถ่ายทอดผ่าน โฆษกส่วนตัว ที่ยกหูสอบถามเรื่องดังกล่าวไปยังทีมงานของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ประเทศอังกฤษทันที

และได้รับคำยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และ สโมสรแมนฯ ซิตี้ แต่อย่างใด

หากแต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจาก ความชื่นชม ของ แฟนบอลชาวอังกฤษ จนกลายมาเป็นการแสดงออกในรูปแบบอย่างที่เห็น

หากจะมองอย่าง “เป็นกลาง” และ “เป็นธรรม”

คล้ายๆ จะเป็น “วัฒนธรรมการเชียร์” ตามปกติของคนอังกฤษ ที่มักนำธงเข้าไปสร้างสีสันในการเชียร์ เพียงแค่นั้น
และเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็น “คนไทย” ทั้งกายและใจ

เป็น “คนไทย” ที่ภูมิใจใน เกียรติภูมิ และ ศักดิ์ศรี

และยังเป็นตัวแทน “คนไทย” นำชื่อเสียงของประเทศไปสร้างชื่อให้ก้องโลก

เช่นนี้แล้ว จะมีเหตุผลใดกันเล่าต้องทำเช่นนั้น

แม้ว่าเหตุการณ์นี้จะกระทบ ความรู้สึก ของ คนไทย ด้วยกันเอง

แต่เมื่อมองให้ “เข้าใจ” ในวัฒนธรรมของชาวต่างประเทศ ที่แตกต่างจาก คนไทย เสียแล้ว

ก็ย่อมที่จะ “เข้าใจ” ในสิ่งที่เกิดขึ้นได้ไม่ยากเย็นนัก

เรื่องนี้แก้ไขได้...

เป็นคำชี้แจงจากการมองในภาพเหตุการณ์เดียวกัน แต่ต่างมุมจาก นพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ

เชื่อว่า อาจจะเป็นเรื่องที่ “รู้เท่าไม่ถึงการณ์”

และจะได้พยายามเข้าไปดูแล ทั้งในเรื่อง “กฎหมาย” และ “ความเหมาะสม”

แม้ตัว พ.ต.ท.ทักษิณ จะไม่รู้สึกหวั่นไหวหากจะถูกนำไปเชื่อมโยงเป็นประเด็นการเมือง อีกทั้งชีวิตเจอมาหนักกว่านี้
แต่เมื่อกลายเป็นประเด็น “ละเอียดอ่อน” กระทบต่อ “ความรู้สึก” คนไทยได้ง่ายแล้ว

ก็ได้ให้ติดตาม และ “ระมัดระวัง” กันให้มากขึ้น

เกมจบ ก็เก็บ ธง กลับบ้านไป

ขณะที่ เกมการเมือง ยังมิได้จบสิ้นตามกันไป...

ก็เท่านั้นเอง

สายน้ำจันทน์ (แทน)



ต้นเหตุแห่งทุกข์ และ วิธีการดับทุกข์

วันนี้ การเมืองไทยกำลังจะก่อวิกฤติอีกระลอก โดยกลุ่มคนไม่กี่คนที่ “ดึงฟ้าต่ำ ทำหินแตก แยกแผ่นดิน” โดยทำพฤติกรรมเดิมๆ ในการดึงสถาบันเบื้องสูงมาเป็นเครื่องมือเพื่อหวังผลทางการเมือง ในอนาคตที่จะเกิดขึ้น

หลายคนฟันธงว่า การเคลื่อนไหวในเรื่องที่ว่ากันนั้น เป็นเพราะต้องการสร้างความแตกแยกของผู้คนในสังคม หวังให้มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายในบ้านเมือง

กลุ่มคนกลุ่มนี้ เล่นกันเป็นระบบ เป็นขบวนการ มีทั้ง อำมาตยาธิปไตย ข้าราชการและอดีตข้าราชการ นักการเมืองและอดีตนักการเมืองบางคน และสื่อชั่ว ร่วมมือกันดำเนินการ ตั้งตนเป็นศาลเตี้ย พิพากษาคนแบบเหมารวม เพื่อจงใจให้คนจงเกลียดจงชังในสิ่งที่สร้างเรื่องสร้างราว

นำกรณีคนแจกใบปลิวที่ท่าน้ำนนทบุรี ตั้งแต่ปีที่แล้ว มาโยนขี้ให้กับคนฝั่งฝาที่เรียกร้องประชาธิปไตย

นำกรณีคนไม่ยืนตรงที่โรงหนังแห่งหนึ่งกลางกรุงเทพฯ มาโยนขี้ให้กับคนในฝั่งฝาที่เรียกร้องประชาธิปไตย

นำกรณีการออกสารคดีในประเทศเนปาล และบทความเรื่องของการล่มสลายกษัตริย์เนปาลมาอ้าง

ทั้งหมดนี้ปฏิเสธไม่ได้ที่จะทำเพื่อผลทางการเมือง หวังดิสเครดิตให้ผู้คนในสังคมเข้าใจผิดว่า แกนนำ นปก. หรือ คปพร. ไม่จงรักภักดี แล้วจะให้ลามไปถึงรัฐบาล ที่ไม่ดำเนินการเรื่องนี้แต่อย่างใด เพราะ พวกขวางโลกเหล่านี้ เกี่ยวข้องกับทุกม็อบมาตั้งแต่อดีต เป็นข้อมูลที่สันติบาลเองรับรู้รับทราบ

คนไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี นั้นเคยเข้าร่วมเวทีพันธมิตรฯ ที่บริเวณ สะพานมัฆวานรังสรรค์ ไม่ใช่หรือ

วันนี้คงจะต้องมาทบทวนแล้ว ก่อนที่บ้านเมืองจะพังพาบลงไปนั้น ต้องแก้ไขที่ ต้นเหตุแห่ง ปัญหา ปัญหาที่เกิดขึ้นคือการปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

ปัญหาในข้อเคลือบแคลงใจในเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จะพูดว่าไม่เกี่ยวข้องอย่างเดียวไม่พอเสียแล้ว ท่านต้องออกมาพูดถึงความจริงในขณะนั้นอีกครั้ง

ทำไมต้องไปปลุกเร้าตามหน่วยทหารหลายรอบ

ทำไมถึงมีรูปท่านปรากฏตามที่ คมช. อ้างว่า เป็นการเข้าเฝ้าฯ ร่วมกัน คณะเดียวกัน
มันแปลกไหมล่ะท่านๆ ทั้งหลาย

นี่ไม่นับรวมสิ่งที่แกนนำพันธมิตรฯ ออกมาพูดจาเออเอง ออเอง ว่าเป็นท่านที่เข้ามาข้องเกี่ยว ข้องแวะ กับกิจที่ไม่ควรยุ่ง

เมื่อ ต้นเหตุแห่งปัญหา มันถูก จุดปะทุ ขึ้นมาโดย ไม่หยุดหย่อน ยิ่งพูด ยิ่งมัด ตัวเองเข้าไปทุกที

คู่ขัดแย้ง คงไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้

ต้นเหตุปัญหา คืออะไร ต้องแก้ไขที่ตรงนั้น

ตัวปัญหา จะต้องรู้ตัวเองและจัดการกับตัวเอง เพื่อธำรงรักษาเอาไว้ซึ่งสถาบันที่ปวงชนชาวไทยทุกคนเทิดทูน เคารพ สักการะ ด้วยความรัก

อยู่ที่ว่าตัวปัญหาจะรู้ตัว และมีสปิริตในการยอมรับกับปัญหาที่เกิดขึ้นหรือไม่เพียงใด และกล้าที่จะจัดการตนเองหรือไม่เพียงใด


อย่าดึงฟ้าต่ำ-อย่าโหนสถาบัน

เป็นที่รู้กันดีว่านับตั้งแต่รัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช เข้ามาทำงานบริหารบ้านเมือง ก็มีคนบางกลุ่มบางพวกตั้งหน้าตั้งตาคัดค้านการทำงานของรัฐบาลเสียทุกเรื่องทุกราว

ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เป็นคนเคลื่อนไหวส่งลูกให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

หรือจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ที่เชื่อกันว่ามีความเชื่อมโยงกับกลุ่มพันธมิตรฯ ดังจะเห็นได้จากภาพเก่าที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค นำทีมไปคารวะนายสนธิ ลิ้มทองกุล ถึงบ้านพระอาทิตย์

อีกทั้งในช่วงการเลือกตั้งยังมีข่าวออกมาว่าฝ่ายทหารมีเอกสารชัดแจ้งสั่งกำลังพลให้สกัดกั้นพรรคพลังประชาชน ขณะเดียวกันในทางลับก็ยังมีการออกปากให้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะที่มีหลักฐานเป็นวีซีดีที่เขตดุสิต

และเมื่อมาถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ตามพันธสัญญาที่พรรคพลังประชาชนและหลายพรรคการเมืองมีต่อประชาชนในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง

คนเหล่านี้ก็กระโดดออกมาคัดค้านตามเคย ตามมาด้วยกลุ่ม สสร.50 ที่ถูกแต่งตั้งโดย คมช. เป็นกลุ่มคนที่มีที่มาจากเผด็จการชัดแจ้งเป็นที่สุด

และในประดาคนกลุ่มนั้นก็ยังหมายถึงการมี น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ที่มีสัมพันธ์อันดีกับพรรคประชาธิปัตย์เป็นประธาน มี พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ ร่วมอยู่ในนั้น และยังมีคนในชายคา “เครือผู้จัดการ” มีนายทหารที่มีสายสัมพันธ์กับพวกปฏิวัติรวมอยู่มากมาย

อย่างไรก็ดีการคัดค้านของกลุ่มคนเหล่านี้ต้องถือว่าได้รับการตอบรับเพียงวงแคบ และแม้ในช่วงเริ่มต้นจะเสมือนมีคนหลายหมู่เหล่า แต่พอเอาเข้าจริงๆ ก็สามารถเชื่อมโยงได้ว่าผู้คนที่ออกมาเคลื่อนไหวทั้งหลายล้วนเป็นคนที่มาจาก “รากเหง้า” อันเดียวกัน

ในขณะที่กระแสสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 กลับขยายตัวเป็นวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ จากฝ่ายการเมือง สู่ภาคประชาชน ไปจนถึงขบวนการนิสิต นักศึกษา และนักวิชาการ

แม้ว่ากลุ่มพันธมิตรฯ และพวกพ้องจะพยายามงัดกลยุทธ์ออกมามากมาย ทั้งการออกแถลงการณ์ฉบับแล้วฉบับเล่า ด้วยภาษาที่มุ่ง “ชวนเชื่อ” ให้ประชาชนตื่นตระหนกคิดว่าเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้นในบ้านเมือง

แต่ก็ไม่เป็นผล นัยว่าประชาชนจะเริ่มรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมคนเหล่านี้มากขึ้น และประชาชนคงตระหนักถึงความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในยามบ้านเมืองอยู่ในห้วงเผด็จการ

ถึงแม้ความพยายามต่อมาจะพยายามระดมคนออกมาเคลื่อนไหว ด้วยการเปิดเวที “ยามเฝ้าแผ่นดิน” บังหน้า โดยความเอื้อเฟื้อให้เช่าใช้สถานที่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

แต่ความก็มาแตก เมื่อมีการแฉเรื่องการจ้างคนมาร่วมชุมนุมเสียก่อน

ซึ่งอาจจะเป็นผลพวงให้คนที่มาร่วมรับฟังที่หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บางตา มีเพียงคนที่นั่งในห้องประชุมจำนวนหนึ่ง กับคนที่ออกมาเดินเพ่นพ่านโดยรอบอีกจำนวนหนึ่ง และไม่ได้มีคนเรือนหมื่นอย่างราคาคุยที่บอกเอาไว้ล่วงหน้า

ยิ่งเมื่อการจัดเวทียามฯ เป็นหนที่ 2 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็ยิ่งเห็นได้ชัดผ่านการถ่ายทอดของ ASTV เอง ว่าผู้คนบางตาลงไปมากทีเดียว

เพียงเท่านี้ก็เป็นการชี้วัดแล้วว่าความพยายามของกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น ประสบผลสำเร็จหรือล้มเหลวมากน้อยเพียงไหน
และอาจจะด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้หรือไม่ จึงทำให้เกิดความพยายามของบรรดาแกนนำผู้คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายต่อหลายคน ออกมาพูดด้วยความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

ด้วยการพยายามหยิบเอาประเด็นหมิ่นเบื้องสูงมาเล่นงานผู้เรียกร้องแก้ รัฐธรรมนูญ 2550 เล่นงานรัฐบาล และพาลไปถึงการเล่นงาน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ทั้งที่ข้อกล่าวอ้างของบรรดาผู้ที่ออกมากล่าวหา ไม่ได้มีหลักฐานยืนยันชัดแจ้ง เป็นเพียงแค่ความพยายามในการจับแพะชนแกะ และออกมาพูดเพียงเพื่อหวังให้ประชาชนที่เคารพเทิดทูนในสถาบันเบื้องสูงเกิดความไขว้เขว

เป็นการเปิดช่องให้เกิดความชอบธรรมในการที่ทหารจะนำกำลังเข้ายึดอำนาจในบ้านเมืองอีกครั้ง

และยังอาจหมายถึงการมุ่งหวังให้เกิดเหตุการณ์นองเลือดแบบเดยวกับความรุนแรงหลายครั้งในประวัติศาสตร์ ที่มีการจุดชนวนด้วยข้ออ้างอันเดียวกัน

ขณะที่ความพยายามต่างๆ เหล่านี้ของกลุ่มพันธมิตรฯ และผองเพื่อน ที่ดึงฟ้าต่ำอย่างมิบังควร เพื่อสู้กับการแก้ รัฐธรรมนูญ 2550 เองต่างหากที่น่าจะเห็นชัดเจนกว่าว่าเป็นการกล่าวถึงสถาบันอย่างไม่เหมาะสม

อาจเหมือนกับกรณีที่คำพิพากษาในคดีหมิ่นประมาทของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่มีการระบุชัดว่าไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะทำตัวแอบอิงกับสถาบัน หรือใช้เรื่องดังกล่าวทำลายคู่ต่อสู้ในทางการเมือง

หากกลุ่มพันธมิตรฯ และประดาแนวร่วมเล็งเห็นถึงประโยชน์ของ รัฐธรรมนูญ 2550 เล็งเห็นว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย และจะทำให้ประเทศชาติเจริญก้าวหน้า

ทำไมจึงไม่เลือกที่จะออกมารณรงค์ทำความเข้าใจกับประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ชี้ให้เห็นข้อดีกันไปเลยเป็นข้อๆ แบบที่อีกฝ่าย อีกแนวความคิดกำลังดำเนินการอยู่

ทำไมถึงได้จิตใจคับแคบมองว่าคนที่มีความคิดแตกต่างเป็นคนเลวร้าย และทำไมจึงเลือกที่จะโจมตีอีกฝ่ายด้วยเหตุผลอื่น ที่อยู่นอกเหนือเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ

โดยเฉพาะการที่ออกมากล่าวอ้างถึงสถาบันอันเป็นที่รักของคนไทยทั้งประเทศ

นั่นเป็นเพราะถึงทางตัน อับจนหนทางต่อสู้ เพื่อล้มรัฐบาลตามใบสั่ง...อย่างนั้นหรือเปล่า...!!

บิ๊กโบ๊ต (แทน)


บทพิสูจน์สปิริต จารุวรรณ เมณฑกา

เปิดโปงขบวนการฮั้วประมูล งานจัดอบรมและสัมมนา มูลค่าหลายล้านบาท ภายในหน่วยงานของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ซึ่งมี คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา นั่งเป็นหัวหน้าหน่วยงานนี้อยู่

มีการจ้างบริษัท ออดิตฯ ซึ่งเป็นบริษัทตรวจสอบบัญชีเล็กๆ เข้ามาเป็นคู่สัญญาในการจัดสัมมนาให้กับเจ้าหน้าที่ สตง. มาหลายปี ชนิดที่เรียกได้ว่าจะเป็นคู่สัญญาถาวร โดยเนื้อหาในการจัดอบรมสัมมนานั้นไม่ได้พิเศษพิสดารอะไรมากมายไปกว่าการเชิญบุคคลสำคัญทางการเมือง เศรษฐกิจ การเงิน มาให้ความรู้รายชั่วโมง และมีการเชิญวิทยากรมาพูดเรื่องการเมืองการปกครองประเทศด้วย

บริษัท ออดิต แอนด์ แมเนจเม้นท์ คอนซัลแตนท์ นี้ มีที่ตั้งสำนักงานอยู่ที่ตึกแถวแห่งหนึ่งในถนนซอยจรัญสนิทวงศ์ ซึ่งเป็นชื่อเดียวกันกับ นายทรงเกียรติ เมณฑกา สามีของคุณหญิงจารุวรรณ นั่นเอง!!!

ถามว่าจะมีการเอื้อประโยชน์กันหรือไม่ เพราะมีเลขที่อยู่เกี่ยวพันกัน อันนี้คงจะเป็นประเด็นคำถามค้างคาใจ เพราะตึกแถวแห่งนี้ไม่ใช่อาคารสำนักงานที่มีรูปแบบการให้ผู้ประกอบการธุรกิจมาเช่า ใครจะเช่ากันอย่างไรก็ได้ คงไม่ใช่

บ้านคน กว่าจะมาตัดสินใจให้คนอื่นหรือบริษัทอื่นมาเช่านั้น เป็นเรื่องน่าลำบากใจ หากไม่รู้จักกันแบบสนิทชิดเชื้อจริงๆ ใช่ไม่ใช่?

แถมเช่าแล้วยังไม่มีคนอยู่ทำงานในเวลาทำการอีกด้วย น่าแปลกประหลาดเข้าไปใหญ่ ที่บริษัทบัญชีหรือตรวจสอบบัญชีตามปกติจะต้องมีคนอยู่ประจำ เพื่อติดต่อกับลูกค้า หรือรับงานจากลูกค้า แต่นี่ ตึกกลับปิดเงียบเหมือนไม่มีคนอยู่อาศัย

ถามคนบริเวณใกล้เคียงได้รับคำตอบเดียวกันว่า “ไม่มีคนอยู่หรอก นานทีจึงจะมีคนเข้ามาอยู่สักครั้งหนึ่ง” !!!

บริษัทตึกแถวแบบนี้หรือ ที่เป็นคู่สัญญากับรัฐได้งบประมาณปีละหลายล้านบาท ติดต่อกัน 8 งวด มันพิลึกไหม?

การจัดอบรมสัมมนา โดยปกติหน่วยงานราชการสามารถจัดเองได้ โดยไม่ต้องเสียงบประมาณไปจ้างเอกชน ให้กินค่าเหนื่อยค่าหัวคิวกัน เพราะเจ้าหน้าที่ภาครัฐแค่โทรศัพท์ไปติดต่อสถานที่ ซึ่ง จริงๆ แล้ว สตง. มีห้องประชุมเยอะแยะ หากจะประหยัดงบประมาณสามารถใช้ห้องประชุมตัวเองในการสัมมนาได้ไม่ใช่หรือ ทำไมต้องไปเช่าห้องโรงแรมเสียค่าใช้จ่ายบานตะไท แล้วออกจดหมายเชิญวิทยากร ซึ่งทุกคนพร้อมให้ความร่วมมืออยู่แล้ว ในฐานะที่ สตง. เป็นหน่วยงานระดับชาติ ดังนั้นจึงไม่เกินขีดความสามารถของคนใน สตง. ที่จะจัดงานอบรมสัมมนา เรื่องกระจอกๆ แบบนี้ ไม่ใช่หรือ

เป็นตัวอย่างที่ดีกับส่วนราชการอื่นแล้วหรือ ในการนำงบประมาณชาติมาผลาญกันแบบนี้ ภาษีอากรที่มาจากประชาชนตาดำๆ ที่ทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำ ด้วยความเหน็ดเหนื่อย เอามาละลายกับค่าโรงแรมหรูๆ อาหารแพงๆ ชุดน้ำชา กาแฟ แพงๆ เป็นคำถามที่ส่งตรงให้หน่วยงานนี้ช่วยตอบหน่อย!!!

ประเด็นปัญหาวันนี้คือ มีการยื่นเรื่องร้องเรียนจากประชาชนผู้เสียภาษีตาดำๆ นี่แหละ ให้มีการสอบสวนทวนความหลังจากหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ ได้ตีพิมพ์เนื้อหาข่าว หลักฐาน และเอกสารต่างๆ อย่างละเอียด และ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ได้ข่มขู่โดยประกาศจะดำเนินการตามกฎหมาย แต่เวลาล่วงเลยมานานกว่า 3 เดือนแล้ว

ถือเป็นเรื่องน่าเสียใจไม่น้อย ที่หน่วยงานที่จะไปตรวจสอบหน่วยงานอื่นในเรื่องการทุจริตประพฤติมิชอบ ฉ้อราษฎร์ บังหลวง ยักยอกทรัพย์ อะไรตามนี้จะมีจิตสำนึกในการรักษามาตรฐาน ความโปร่งใส ธรรมาภิบาล การเปิดเผยข้อมูลเพื่อให้สื่อสารมวลชนตรวจสอบในระดับที่ผ่านมานี้

เทพยดามีตา ฟ้าดินมีใจ วันนี้มีประชาชนผู้รักชาติและประชาธิปไตย ทนไม่ได้กับพฤติกรรมดังว่ามาทั้งหมด หาญกล้ายื่นเรื่องไปที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ และมีแนวโน้มว่า ข้อมูลเบื้องต้นที่ได้มานั้นจะมีมูล และจะมีการชงเรื่องให้ คณะกรรมการดีเอสไอได้ดำเนินการรับไว้ในอ้อมกอด

อยากจะถามหาสปิริตของ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ในฐานะคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. และในฐานะผู้ว่าการสำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ว่า ยังมีอยู่หรือไม่

เมื่อมีข้อคลางแคลงใจเกิดขึ้นแบบนี้ ทำไมท่านจึง ไม่พักงาน หรือลาออกจากตำแหน่ง เพื่อ เปิดทาง ให้มี การสืบสาวราวเรื่องอย่างจริงจังและจริงใจ เหมือนผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงคนอื่นๆ ที่มีมาตรฐานรับรองเอาไว้

เตือนด้วยความหวังดี ระวังจะโดนสังคมเขานินทากล่าวหาว่า “นั่งทับขี้” แล้วจะหาว่าไม่เตือน!!!



กกต.ยื้อหลักฐานโกงบัตร แก้เกมสอบอำนาจดีเอสไอ

กกต. ดึงเรื่องคดีโกงเลือกตั้ง ไม่ส่งเอกสารจัดซื้อจัดจ้างให้ดีเอสไอตามร้องขอ อ้างสำนักกฎหมายชี้ไม่มีอำนาจสอบ ยันซ้ำในแต่ละสัญญามีมูลค่าไม่เกิน 100 ล้าน จวก“พ.ต.อ.สุชาติ” ให้ข่าวสื่อมั่ว ทำภาพลักษณ์เสียหาย เตรียมเชิญมาทำความเข้าใจกันใหม่ ระบุตอนนี้ยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ด้าน “ธาริต” มั่นใจ ก.ม.ให้อำนาจเต็มที่

ภายหลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ทำหนังสือถึง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอเอกสารการจัดซื้อจัดจ้างในการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง เพื่อไปประกอบการพิจารณาในคดีฮั้วประมูลบัตรเลือกตั้ง แต่จนถึงขณะนี้ ทาง กกต. ก็ยังไม่ได้ส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวกับคดีมาให้ทางดีเอสไอ แต่อย่างใด ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการประวิงเวลาการสอบสวน ส่งผลให้คดีดังกล่าวไม่คืบหน้า และยังไม่มีความชัดเจน

ขณะเดียวกัน นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมาชี้แจงในเรื่องดังกล่าว ว่า กกต.มีมติให้สำนักงานดำเนินการ 2 แนวทาง คือ ในกรณีที่ดีเอสไอขอให้ส่งเอกสารสัญญาเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดการและเอกสารทุกประเภทให้ดีเอสไอนั้น กกต. มีมติให้สำนักกฎหมายและคดีตรวจสอบอำนาจหน้าที่ของ กกต. และดีเอสไอว่า มีอำนาจตรวจสอบคดีฮั้วจัดซื้อบัตรเลือกตั้งหรือไม่ จากการตรวจสอบพบว่า แต่ละสัญญาของ กกต. มีมูลค่าไม่ถึง 100 ล้านบาท ดังนั้น เรื่องนี้จึงอยู่นอกเหนือการตรวจสอบของดีเอสไอ

อีกทั้ง จากที่ พล.ต.ต.เสวก ปิ่นสินชัย อดีตผู้บังคับการตำรวจป่าไม้ อ้างว่า กกต.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยละเว้นไม่ดำเนินการตรวจสอบการร้องคัดค้านทั้งที่ยื่นเข้ามาตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2551 นั้นก็ไม่เป็นความจริง เพราะหลังจากนั้น ฝ่ายสืบสวนสอบสวนฯ ของ กกต. ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินการแล้วถึง 4 ชุด

เลขาธิการ กกต. กล่าวอีกว่า หลังจากนี้ กกต. จะเชิญ พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย ผู้บัญชาการสำนักกิจการต่างประเทศ และคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ ของดีเอสไอ ในฐานะหัวหน้ากรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว มาหารือเพื่อทำความเข้าใจ เพราะที่ผ่านมา พ.ต.อ.สุชาติ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนมีข้อมูลไม่ตรงกับข้อเท็จจริง จนทำให้ภาพลักษณ์ กกต. เสียหาย ประกอบกับ กกต. มีมติห้ามตอบโต้ ดังนั้น การเชิญมาครั้งนี้จึงจะทำให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น

“เราคงไม่ขอให้ดีเอสไอยุติการสืบสวนสอบสวน แต่จะทำความเข้าใจเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในการให้ข้อมูลแก่ประชาชน หากประชาชนเข้าใจผิดก็จะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของ กกต. ที่ยากต่อการแก้ไข ขณะนี้ กกต.ถือว่า เป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ได้เป็นจำเลย และไม่เคยกลัวการตรวจสอบจากดีเอสไอ แต่อยากให้การสื่อสารข้อมูลถึงประชาชนเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง” เลขาธิการ กกต. กล่าว

ส่วนที่ดีเอสไอได้ตั้ง นายโคทม อารียา และ นายยุวรัตน์ กมลเวช อดีต กกต. มาร่วมเป็นที่ปรึกษาอนุกรรมการของดีเอสไอ ถือเป็นเรื่องดี เพราะทั้ง 2 คนเป็นอดีต กกต.ที่เป็นผู้วางระบบภายในสำนักงาน กกต. ซึ่งการจัดการภายในสำนักงานหลายๆ อย่างของกกต.ชุดนี้ก็เดินตามแนวทางของ กกต.ชุดแรก

ในขณะที่ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ รองอธิบดีดีเอสไอ ในฐานะผู้รับผิดชอบการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว ให้สัมภาษณ์โต้ในเรื่องนี้ว่า เรื่องนี้ก็คงต้องให้ทาง กกต. ดำเนินการไป คงไม่สามารถไปห้ามได้ แต่ทางดีเอสไอมั่นใจว่า มีอำนาจสามารถดำเนินการเรื่องได้อยู่แล้ว เนื่องจากอยู่ในขอบเขตของกฎหมายที่มีกรอบระบุไว้ชัดเจน

ก่อนหน้านี้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รักษาราชการแทนอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เคยให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า ดีเอสไอมีอำนาจในการตรวจสอบ กกต. อาศัย พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 และบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 รวมทั้งอาศัยอำนาจของประกาศ และระเบียบของดีเอสไอ ที่สามารถตรวจสอบองค์กรอิสระได้

รองอธิบดีดีเอสไอ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการสอบสวนในคดีนี้ว่า หลังจากได้เชิญนายโคทมและนายยุวรัตน์ มาเป็นที่ปรึกษาในคดีนี้นั้น ทำให้ดีเอสไอเข้าใจระเบียบข้อบังคับแนวทางปฏิบัติในหลายประเด็นที่ กกต.กำหนดไว้ ทั้งนี้เพื่อนำมาพิจารณาตรวจสอบว่าตรงกับข้อเท็จจริงในสิ่งที่ กกต. ชุดปัจจุบันทำนั้นถูกต้องหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินจำนวน หรือการเปิดให้บริษัทเข้ามาประมูลงานพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ซึ่งทางดีเอสไอกำลังดำเนินการ ในส่วนของ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ พร้อมที่จะตรวจพิสูจน์ในเรื่องของบัตรเลือกตั้งที่รั่วไหลออกมาว่าเป็นของจริงหรือของปลอม

อย่างไรก็ดี ขณะนี้กำลังรอให้ กกต. ส่งเอกสารหลักฐานที่ร้องขอไปมาให้ดีเอสไอตรวจสอบ หาก กกต.ไม่รีบส่งมาก็จะเรียกติดตามต่อไป


“จักรภพ” เซง มรดกเผด็จการ จุดพลุรื้อกฎหมาย กทช.

เผย สนช.ในยุคเผด็จการ อาจปัดสวะ ผ่านกฎหมายออกมาโดยไม่ครบองค์ประชุม เตรียมหาช่องทางแก้ไขใหม่

นายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในการสัมมนา “สื่อ...ความหวังของเด็ก เยาวชน และครอบครัว” ตอนนหนึ่งว่า พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กทช.) 2551 ซึ่งมีผลบังคับใช้ไปแล้วเมื่อวันที่ 5 มี.ค. ที่ผ่านมา เป็น พ.ร.บ. ที่ออกมาจากรัฐบาลชุดที่แล้ว

โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งเชื่อว่าอาจไม่ครบองค์ประชุม แต่ประเด็นคือ รัฐบาลนี้ไม่สามารถทำหน้าที่ออกนอกกฎกติกาที่เกิดขึ้นใหม่ดังกล่าว ได้แต่ก้มหน้าก้มตาทำตามทั้งที่ไม่เห็นด้วย ฉะนั้นในทรรศนะส่วนตัวคิดว่า คนที่คิดกฎหมายกับคนคิดกรอบรัฐธรรมนูญในตอนแรก กับคนที่คิดกฎหมายนี้ในตอนหลัง เป็นคนที่มีมุมมองกันคนละโลกโดยสิ้นเชิง เพราะฉะนั้นในฐานะที่ตนดูแล ถ้ายกเลิกกฎหมายนี้จะง่ายกว่า แต่ถ้ายกเลิกไม่ได้ก็จะแก้ไขโดยที่ทุกท่านต้องมาช่วยกันคิดว่า ของใหม่ต้องการอะไร

“อันดับแรกจะดูว่า กฎหมายนี้มีปัญหากับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับแรกหรือไม่ นั่นคือไม่ครบองค์ประชุม สนช. ถ้ามีปัญหานั้นก็แก้ง่าย ด้วยการมานั่งร่างกฎหมายใหม่ แต่ถ้าบังคับใช้สมบูรณ์ก็จะมาพูดในเรื่องของการแก้กฎหมาย” นายจักรภพ กล่าว