WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, May 1, 2008

5 หมื่นรายชื่อคือผู้เสียหาย

นับเป็นสิ่งที่ถูกต้องเมื่อช่วงบ่ายวานนี้ (30 เม.ย.) ที่ผ่านมา โดยการเปิดแถลงข่าวของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช.

ต่อกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ นำโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล ออกมากล่าวร้ายป้ายสี ขบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีเป้าประสงค์คิดไม่ดีต่อสถาบันอันเป็นที่เคารพยิ่งของคนไทย ที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อค่ำคืนวันที่ 25 เม.ย.ที่ผ่านมา

เหตุหนึ่งเพราะ .... นปช.กำลังเดินหน้าเรียกร้องมหาชนคนไทยทั่วประเทศ ลุกขึ้นมาช่วยกันล้างกฎหมายโจรให้หมดไปจากแผ่นดินไทย...

ซึ่งหากปล่อยไว้ อาจทำให้กระบวนการเดินหน้าเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญโจรฉบับนี้ ถูกเบี่ยงเบนให้เกิดความเข้าใจผิด และนำพาไปสู่ความวุ่นวายต่อไปได้

เหตุหนึ่งเพราะ .... นปช.ก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยที่เทิดทูนสถาบันเบื้องสูง ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากลุ่มอื่นๆ เฉกเช่นเดียวกับคนไทยทุกคนที่รักและหวงแหน และจะไม่ยินยอมให้ผู้ใดมาทำลายล้าง...

การกล่าวหาเรื่องสถาบันจึงเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนไทยทุกคน ยิ่งกว่าการกล่าวหาอื่นใด....!!!

การออกมาของ นปช. ครั้งนี้ จึงถือเป็นการทำความจริงให้ปรากฏขึ้นแก่สาธารณชนว่า การกล่าวหาของกลุ่มพันธมิตรฯด้วยการนำสถาบันเบื้องสูงมากล่าวอ้างนั้น ปราศจากซึ่งความเป็นจริงในทุกถ้อยคำ

และที่สำคัญยิ่งก็คือ เรื่องราวทั้งหมดเป็นการกล่าวที่โป้ปดมดเท็จอย่างไม่น่าอภัยแต่อย่างใดทั้งสิ้น....!!!

เพราะสถาบันที่คนไทยเคารพและเทิดทูนนี้ ไม่สมควรที่ผู้หนึ่งผู้ใด และไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามจะนำมากล่าวอ้างได้ โดยคาดนัยอันสมควร ทั้งแก่ประโยชน์และกาลเทศะ

แต่แกนนำพันธมิตรฯ ก็หาคำนึงไม่ เพราะหากนำคำกล่าวอ้างทั้งหมด ย้อนกลับมาฟังดูแล้ว จะพบได้อย่างชัดแจ้งว่า แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ หาได้สำรวมที่จะคิดว่าเป็นการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทหรือไม่....???

ชัดเจนยิ่งเมื่อหากถอดคำกล่าวของ “จำลอง ศรีเมือง” หนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ จะพบประหนึ่งว่า ไม่แยแสต่อการนำสถาบันเบื้องสูงมาใส่ร้ายป้ายสีให้แก่ผู้อื่น โดยขาดหลักฐานและพยานอย่างเด่นชัด

ชัดเจนยิ่งเพราะ จำลอง ศรีเมือง ระบุถึงกลุ่มที่กำลังดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ในขณะนี้ มีเป้าหมายไปถึงสถาบันเบื้องสูง

คำถามจึงเกิดขึ้นว่า แล้วใครคือผู้เสียหาย ...??? หากไม่ใช่มวลมหาประชาชนทั้งเหนือ ใต้ กลาง ตะวันออก ตะวันตก ที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ประเทศชาติกลับไปสู่ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

และหากย้อนกลับไปดูคำพิพากษาให้นายสนธิ ลิ้มทองกุล ติดคุก 5 ปี โดยไม่รอลงอาญา โดยอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยื่นฟ้องหมิ่นประมาทที่ถูกกล่าวหาในลักษณะเช่นเดียวกัน จะพบว่าข้อสรุปของคำพิพากษามีนัยเช่นเดียวกัน โดยระบุว่า

จากพฤติการณ์แห่งคดี เห็นว่าจำเลยที่ 1 (คือนายสนธิ ลิ้มทองกุล) กล่าวหมิ่นประมาทโจทก์เป็นลำดับ มีการเปิดประเด็นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ได้มุ่งพิสูจน์ความจริงตามหลักนิติธรรม

บางครั้งปล่อยให้เป็นที่สงสัยกำกวม เร่งเร้าให้เกิดความสับสนวุ่นวายในสังคม ก่อให้เกิดความครอบงำบิดเบือนเนื้อหาข้อมูล ทำให้ขาดดุลความจริง

หวังมุ่งสร้างกระแสเพื่อโค่นล้มโจทก์ออกจากตำแหน่งนายกฯโดยไม่ใช้วิธีการที่รัฐธรรมนูญขณะนั้นกำหนด การกระทำดังกล่าวกระทบโครงสร้างทางสังคมครั้งใหญ่

เกิดความขัดแย้งอย่างมากระหว่างผู้ที่สนับสนุนโจทก์กับฝ่ายตรงข้ามโจทก์ ต่างมุ่งห้ำหั่นล้างผลาญกันทุกวิถีทาง สถานภาพของสังคมไทย เกิดความสูญเสียทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง

ทางนำสืบจำเลยที่ 1 และพฤติการณ์การกล่าวปราศรัยของจำเลยที่ 1 ตามวัตถุพยานของจำเลยที่ 1 ก็ดี การแต่งกายของจำเลยที่ 1 ไม่ว่ามีสีของเสื้อที่ใช้สีเหลือง อันเป็นสีประจำพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และตัวอักษรที่หน้าอกเสื้อคำว่า "เราจะสู้เพื่อในหลวง" ก็ดี

ล้วนพยายามสร้างภาพของโจทก์และผู้สนับสนุนโจทก์ให้มีภาพยืนอยู่ตรงข้ามกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และพยายามสร้างภาพของจำเลยกับพวกให้อิงแอบแนบชิดกับสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันสูงสุดที่ประชาชนคนไทยทุกหมู่เหล่าต่างเทิดทูน

เพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์กับพวกไม่จงรักภักดี ทำตัวเสมอพระมหากษัตริย์ หรือไม่ถวายพระเกียรติพระมหากษัตริย์ เป็นการแยกประชาชนคนไทยที่จงรักภักดีบางส่วนให้เป็นฝ่ายตรงข้ามสถาบันพระมหากษัตริย์ นับเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ

การที่จำเลยที่ 1 พยายามดึงสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพ เทิดทูนสูงสุดของประชาชนทุกหมู่เหล่ามาเป็นเครื่องมือในการกำจัดโจทก์กับพวกในทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พฤษติการณ์แห่งคดีมีลักษณะร้ายแรง และเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคลหรือคณะบุคคลอื่นอีกต่อไป จึงพิพากษาจำคุกโดยไม่รอลงอาญา....!!!

มาถึงตรงนี้ จึงเป็นเรื่องที่น่าขบคิดว่า เมื่อการใส่ร้ายป้ายสีที่เกี่ยวโยงไปถึงสถาบันเบื้องสูง ที่คนไทยทุกผู้ทุกนามมิอาจยินยอมได้แล้ว

ใยจะปล่อยให้กลุ่มแก๊งกวนเมืองเหล่านี้ เชิดหน้า กระหยิ่มยิ้มหย่องต่อพฤติกรรมชั่วร้ายของตัวเองต่อไปอีก

ไหนๆ ก็จะมีถึง 5 หมื่นคน 5 หมื่นรายชื่อ เพื่อยื่นต่อสภาให้แก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว ก็หาทาง
ฟ้องร้องเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง เพื่อให้หลาบจำเสียอีกคน เสียอีกคดีจะดีไหม

เพราะ 5 หมื่นรายชื่อนี่แหละครับ คือผู้ที่ถูกกล่าวหาจากปากของ จำลอง ศรีเมือง... ใครรู้กฎหมายช่วยตอบหน่อย....???

พร ภัทร



แล้วแต่มุมมอง

สถานการณ์ทางการเมืองแต่ละครั้ง แต่ละเหตุการณ์ มีผู้คนที่มองปัญหาในขณะนั้นแตกต่างกันไป ทั้งนี้จะโดยเหตุผลใดก็ตาม แต่ละพวกแต่ละกลุ่มก็อาจมีเหตุผลสนับสนุนความคิดเห็นของตนอย่างหนักแน่นอยู่เสมอ บางทีพาลเอะอะไปกล่าวโทษความเห็นอีกฝ่ายหนึ่งว่า ล้าหลัง รับใช้นายทุน รับใช้ศักดินา รับใช้พวกอำมาตยาฯ รับใช้ทหาร เผด็จการ ไปก็มี

สังคมจึงเกิดการแตกแยก การแตกแยกครั้งนี้เป็นการแตกแยกที่แตกต่างจากความแตกแยกทั้งหลายในอดีตที่เกิดขึ้นมาในประเทศไทยของเรา

คราวนี้แตกคงแตกไปเลย ยากที่จะทวนย้อนกลับมา “สมาน” ให้เหมือนเดิมได้ เป็นการแตกแยกที่จะนำไปสู่ “ความถาวร” ถ้าตราบใดแต่ละฝ่ายยังยืนยันว่า ความคิดเห็นของตน “ถูกต้อง” แต่เพียงฝ่ายเดียว โดยหันหลังปฏิเสธแนวความคิดที่เห็นแตกต่างกัน

ทั้งๆ ที่ในอดีตพวกเขาเคยคิดเห็นเหมือนกัน กินเหมือนกัน ขี้เหมือนกัน จับอาวุธในป่าเขาลำเนาไพรเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายด้วยกัน

“ฤๅจะเป็นอดีตไปจริงๆ”

ความเป็น “สหาย” ที่เคยต่อสู้ร่วมรบกันในสภาวะที่ยากลำบากในอดีต จะไม่มีเหลือไว้สรรเสริญอีกแล้วหรือ

ความยากลำบากในอดีต เป็นแผลเป็นที่ทุกคนมีจารึกไว้ในห้วงแห่งความคิด การเสียสละด้วยใจที่สู้รบของบรรดา

“สหาย” ฤๅจะจางหายไป

อะไรกำลังเกิดขึ้นกับพวก “สหาย” เรา ในขณะนี้

การปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ได้แบ่งแยกพวกเราออกจากกันโดยสิ้นเชิง ฤๅจะเป็นแผนของฝ่ายที่ประสงค์จะทำให้พวกเราแตกแยกกัน พวกเขาพยายามทำมาแล้วในอดีตแต่ไม่สำเร็จ แต่กำลังจะทำสำเร็จ ก็ตอนที่พวกเขาทำการปฏิวัตินี่เอง

นอกจากเขาจะปฏิวัติโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนได้สำเร็จ เขายังสามารถ “โค่น” นักคิดนักเขียน นักต่อสู้ที่ก้าวหน้าในอดีต แยกพวกเขาออกจากกันอย่างแยบยล

ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่าง “สุรชัย จันทิมาธร” แห่ง “วงคาราวาน” จะไปยืนอยู่กับฝ่ายทหารที่ก่อการปฏิวัติ โดยให้ “สอบผ่าน” ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่าง “ประสาร มฤคพิทักษ์” จะกล้าไปเป็นกระบอกเสียงให้แก่รัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร ซ้ำยังกล้าแว้งกัดพรรคพวกที่เคยร่วมต่อสู้กันมาในอดีตอย่างหน้าตาเฉย ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่าง “สุรพล นิติไกรพจน์” อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะกล้าประกาศตัวรับใช้เผด็จการ โดยยอมตนไปเป็น “สนช.” ของพวกเผด็จการ ไม่น่าเชื่อ...ฯลฯ...ว่าเขาจะกล้ายืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับฝ่ายปฏิวัติรัฐประหารเผด็จการ

เมื่อพวกทหารปฏิวัติ “ฉีก” รัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชนทิ้ง พวกเหล่านี้ไม่กล้าแม้จะคัดค้านชี้ผิดชี้ถูกให้แก่บ้านเมือง

ทำไมคนอย่าง “จิ้น กรรมาชน” ผู้ที่ต่อสู้กับเผด็จการอย่างเอาการเอางาน ตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 และเข้าป่าจับปืนสู้รบกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย แห่งวง “กรรมาชน” จึงออกมาต่อสู้คัดค้านกับการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 อย่างกล้าหาญ และไม่เกรงกลัวภัยเผด็จการทั้งมวลที่กระทำต่อเขา
ทำไมคนอย่าง “วิสา คัญทัพ” กวีเอก “เมื่อฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” อดีต 13 กบฏยุค 14 ตุลาคม 2516 จึงกล้าออกมาต่อสู้กับเผด็จการ

ทำไมคนอย่าง “หมอเหวง โตจิราการ” นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ผู้ไม่ประสงค์ได้ตำแหน่งใดกับทุกอำนาจรัฐ จึงกล้านำการต่อสู้กับเผด็จการทหารและพวกอำมาตยาฯ

ทำไมคนอย่าง “จาตุรนต์ ฉายแสง” สหายแห่งกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย จึงออกมาต่อสู้กับเผด็จการทหารอย่างกล้าหาญองอาจ ทำไมคนอย่าง...ฯลฯ...จึงกล้าต่อสู้กับเผด็จการทหารและอำมาตยาฯ

และทำไม พวกเขาจึงคิดต่างกันอย่างสิ้นเชิง

มีแต่วีรชนที่เสียสละชีวิตไปแล้วเท่านั้น จะรู้ว่าใครคือ “คนจริง” ใครคือ “ของปลอม”

เวลาเท่านั้นเป็นเครื่องพิสูจน์!

ดร.อดิศร เพียงเกษ

อธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุ ไม่มีความจำเป็นที่ผู้ประกอบการสินค้าที่อาจได้รับผลกระทบจากการขึ้นราคาน้ำตาลทราย จะขอยื่นปรับขึ้นราคา

อธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุ ยังไม่มีความจำเป็นที่ผู้ประกอบการสินค้าที่อาจได้รับผลกระทบจากการขึ้นราคาน้ำตาลทราย จะขอยื่นปรับขึ้นราคา
นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า หลังจากที่คณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) มีมติให้ปรับขึ้นราคาน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์อีกกิโลกรัมละ 5.35 บาท ส่งผลให้ราคาน้ำตาลทรายขาวบรรจุถุง ปรับขึ้นราคาจากเดิม 18.25 บาท เป็น 23.60 บาทต่อกิโลกรัม ทั้งนี้ การปรับขึ้นราคาจำหน่ายดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อกลุ่มอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ต้องใช้น้ำตาลทรายเป็นวัตถุดิบ ซึ่งส่วนใหญ่ ได้แก่ สินค้านมข้นหวาน น้ำอัดลม และผลไม้กระป๋อง โดยหากรวมกับผลกระทบต่อต้นทุนแล้วยังเพิ่มไม่ถึงร้อยละ 10 ซึ่งถือว่าเป็นผลกระทบที่ไม่สูงนัก ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นที่ผู้ประกอบการสินค้าที่อาจได้รับผลกระทบดังกล่าวจะขอยื่นปรับขึ้นราคา
อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นราคาน้ำตาลทรายของรัฐบาลนั้น อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า รายได้ส่วนหนึ่งจะนำเข้าสู่ระบบเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างแท้จริงด้วย


รมว.พาณิชย์ ยืนยัน จะประสานงานกับ ก.แรงงาน ดูแลข้อเรียกร้องขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 9 บาทของกลุ่มลูกจ้างให้สำเร็จ


รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยืนยัน จะประสานงานกับกระทรวงแรงงาน ดูแลข้อเรียกร้องขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 9 บาทของกลุ่มลูกจ้างให้สำเร็จ
นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานงานวันแรงงานแห่งชาติ 2551 ที่ลานพระราชวังดุสิต ว่า รัฐบาลตระหนักในปัญหาของผู้ใช้แรงงาน ขณะที่ต้องสร้างความเชื่อมั่นด้านการลงทุน แต่ขณะนี้มั่นใจสถานการณ์ทางเศรษฐกิจกำลังดีขึ้น จึงพร้อมจัดสวัสดิการให้ผู้ใช้แรงงานอย่างทั่วถึง และเป็นธรรม รวมทั้งส่งเสริมการมีงานทำและคุ้มครองสิทธิต่างๆ ของแรงงานไทย ยืนยันพร้อมดูแลผู้ใช้แรงงานโดยร่วมมือกับ นางอุไรวรรณ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน โดยเฉพาะการที่กลุ่มผู้ใช้แรงงานเรียกร้องขอขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอีกวันละ 9 บาท ตนเองจะทำให้สำเร็จเป็นประการแรก
ทั้งนี้ ข้อเรียกร้องของสภาองค์การลูกจ้าง 12 สภา และสหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย 8 ข้อ ที่ยื่นต่อนายกรัฐมนตรี ในวันแรงงานแห่งชาติ 2551 ได้รวมถึงการขอให้รัฐบาลประกาศใช้พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานโดยเร็ว ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ 2550 ยกเลิกการแปรรูปรัฐวิสาหกิจทั้งหมด ตลอดจนขอให้สำนักงานประกันสังคมจัดตั้งโรงพยาบาลประกันสังคมต้นแบบสำหรับผู้ประกันตนด้วย


สุดารัตน์ ยันบ้านเลขที่ 111 ไม่หารือนิรโทษกรรม

อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย สุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ยัน มูลนิธิ บ้านเลขที่111 จะไม่มีหารือเรื่องการนิรโทษกรรมเพิ่มอุณหภูมิทางการเมือง ในขณะนี้

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เดินทางมาเป็นเจ้าภาพในงานวันเกิด 47 ปี ที่สโมสรตำรวจ โดยกล่าวยืนยันถึงการประชุมร่วมกันและเปิดมูลนิธิบ้านเลขที่ 111 พรรคไทยรักไทยในวันพรุ่งนี้ว่า จะไม่มีการนำเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการนิรโทษกรรมอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เข้าหารือในที่ประชุมอย่างแน่นอน พร้อมระบุ มูลนิธิบ้านเลขที่ 111 พรรคไทยรักไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อการกุศล สาธารณประโยชน์เป็นหลัก ดังนั้นสถานการณ์การเมืองที่ร้อนแรงอยู่ในขณะนี้ จะไม่เข้าไปเพิ่มอุณหภูมิและดีกรีทางการเมืองให้ร้อนแรงไปมากกว่านี้

ทั้งนี้ยอมรับว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา บ้านเมืองเกิดความแตกแยกทางความคิดมาโดยตลอด ดังนั้นวันเกิดตนในปีนี้ จึงอยากให้บ้านเมืองเกิดความปรองดองและทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญหากเห็นว่าส่วนไหนมีข้อบกพร่องขอให้ยกเฉพาะส่วนนั้นมาแก้ไข โดยยึดฉบับปี 2540 เป็นหลักโดย ให้รัฐบาลเป็นตัวกลางให้ทุกฝ่ายแสดงความคิดเห็นได้

อย่างไรก็ตาม คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวถึงการคัดเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ ว่าจะต้องรอผลการลงมติของ ส.ส.ภาคกรุงเทพฯ ก่อนว่าจะเสนอใครนั่งตำแหน่งประธานสภาฯ คนใหม่

เสนอทางออกลดความขัดแย้ง 'จรัญ' แนะพักแก้รธน.

นายจรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าววันนี้ (1 พ.ค.) ภายหลังมอบงานให้กับนายธงทอง จันทรางศุ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะรักษาการปลัดกระทรวงยุติธรรม ว่า ไม่มีงานด้านใดจะฝากกับปลัดกระทรวงยุติธรรมคนใหม่เป็นพิเศษ เนื่องจากมั่นใจในความรู้ความสามารถ ว่าจะทำให้งานในกระบวนการยุติธรรมมีคุณภาพ ช่วยเหลือสังคมได้ และเชื่อมั่นว่าจะไม่มีการเมืองเข้ามาแทรกแซง เพราะหากบุคคลใดนำการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม จะนำมาซึ่งความเสื่อมกับตนเองและสังคมขาดการยอมรับ พร้อมฝากถึงบุคลากรในงานยุติธรรมกว่า 20,000 คน ให้เร่งกันพัฒนาบุคลิกภาพและอัตตาลักษณ์ด้านความยุติธรรมเพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นและศรัทธา

ส่วนความคาดหวังในงานด้านศาลรัฐธรรมนูญนั้น นายจรัญ กล่าวว่า ต้องการสนับสนุนให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรด้านตุลาการอย่างแท้จริง เป็นกลาง เป็นอิสระและไม่มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ต้องการให้มีการยับยั้ง และขีดเส้นพักเรื่องของความขัดแย้งและทะเลาะวิวาทไว้ก่อน ควรหันมาสงวนจุดต่างแสดงจุดร่วม เพราะความสงบของประเทศชาติไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้ใหญ่ในบ้านเมืองว่ามีความสุจริตธรรม ศีลธรรม และสามัคคีธรรมหรือไม่ หากสังคมใดมีครบทั้ง 3 ข้อ เชื่อว่าสังคมนั้นจะเจริญ

หลังจากนั้น นายธงทอง ได้มอบอัลบั้มภาพถ่ายของนายจรัญ ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม แฟ้มภาพและข่าว รวมถึงจัดทำวาทะและคำกล่าวต่างๆ ของนายจรัญให้เป็นที่ระลึก

สำหรับนายจรัญ เข้ารับตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม รวม 1 ปี 7 เดือน 1 วัน และในวันพรุ่งนี้ (2 พ.ค.) ในเวลา 14.00 น.นายจรัญจะเดินทางมาเก็บของใช้ส่วนตัวออกกระทรวง และอำลาข้าราชการกระทรวงยุติธรรมด้วย


นายกฯ พม่า เยี่ยมชมโครงการพัฒนาดอยตุง

เชียงราย 1 พ.ค.- นายกรัฐมนตรีแห่งสหภาพพม่า เยี่ยมชมโครงการพัฒนาดอยตุง จ.เชียงราย ในวันสุดท้ายของการมาเยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล

พลเอกเต็ง เส่ง นายกรัฐมนตรีแห่งสหภาพพม่า และคณะ ได้เข้าเยี่ยมชมโครงการพัฒนาดอยตุง ตำบลแม่ฟ้าหลวง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โดยเข้าเยี่ยมชมพื้นที่ส่วนต่าง ๆ ด้วยความสนใจ โครงการพัฒนาดอยตุง เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2530 ดำเนินงานโดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กองทัพบก และหน่วยงานต่าง ๆ มีวัตถุประสงค์เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยเร่งฟื้นฟูสภาพธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมในพื้นที่โครงการ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธารต่าง ๆ ในภาคเหนือจำนวนกว่า 93,000 ไร่ จากการตัดไม้ทำลายป่า เพื่อทำไร่เลื่อนลอย และปลูกฝิ่นของราษฎรชาวเขาในพื้นที่ให้กลับคืนสู่สภาพปกติ รวมทั้งแก้ไขปัญหาความยากจน ปัญหาสุขภาพอนามัย และการปลูกพืชเสพติด โดยเฉพาะฝิ่น ซึ่งจากการดำเนินงานจนถึงปัจจุบัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มุ่งมั่นทำงานสนองพระราชดำริ โดยการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ การจัดให้การศึกษา และสาธารณสุข ปรากฏผลเป็นรูปธรรมระดับหนึ่ง โดยทำให้ราษฎรในพื้นที่จำนวน 27 กลุ่มบ้าน 1,602 ครัวเรือน มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น และสภาพป่ากลับคืนความสมบูรณ์มากขึ้น

ในการนี้ นายกรัฐมนตรีพม่า ได้ขอให้มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ให้ความช่วยเหลือ พร้อมให้เจ้าหน้าที่จากจังหวัดเชียงตุง สหภาพพม่า มาศึกษาดูงาน เพราะสภาพป่าในจังหวัดเชียงตุงขณะนี้มีการบุกรุกทำลายเหมือนกับดอยตุงในอดีตเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-01 21:05:27

อัยการเผยกรณี ธงชาติ สอบสวนได้ ไม่ต้องมีผู้ร้องทุกข์

สำนักงานอัยการสูงสุด 1 พ.ค. - นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงขั้นตอนการสอบสวนการกระทำผิดที่เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร โดยเฉพาะกรณีมีการนำธงชาติไทยไปปักชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินัวตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า การกระทำใดที่เป็นความผิดต่อแผ่นดิน ไม่ต้องมีผู้แจ้งความร้องทุกข์ เจ้าพนักงานตำรวจมีอำนาจสอบสวนได้ทันที แต่ถ้าการกระทำนั้นเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรไทย พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวนก็ต้องแจ้งให้อัยการทราบ เพื่อเสนออัยการสูงสุดแต่งตั้งพนักงานสอบสวน ซึ่งตามปกติอัยการสูงสุดก็จะแต่งตั้งและมอบหมายให้พนักงานสอบสวนนั้นเป็นผู้ทำการสอบสวน. - สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-05-01 18:35:18


ธีรยุทธ เชื่อรัฐบาลอยู่นานกว่าที่คาดการณ์

ธรรมศาสตร์ 1 พ.ค. - “ธีรยุทธ บุญมี” เชื่อรัฐบาลจะอยู่ได้ยาวนานกว่าที่มีการคาดการณ์ เพราะความชอบธรรมจากการเลือกตั้ง เตือนไม่ควรรีบแก้ไขรัฐธรรมนูญ ห่วงเกิดความร่วมแรง ชนวนรัฐประหารย่อยๆ

นายธีรยุทธ บุญมี อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดวิพากษ์การเมืองไทย วันนี้ (1 พ.ค.) ที่ห้องประภาศน์ อวยชัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เตือนรัฐบาลอย่าหมกมุ่นกับการแก้ปัญหาของตัวเอง เศรษฐกิจไทยต้องปรับโครงสร้าง เพื่อฉวยประโยชน์ให้มากที่สุด รัฐบาลพรรคพลังประชาชนมีความชอบธรรมเต็มที่ที่จะจัดตั้งรัฐบาล และอยู่ไปได้ 4 ปี แต่คนจะยอมรับฝีมือในการบริหารหรือไม่ เป็นอีกปัญหาหนึ่ง โดยคาดว่าภายใน 6 เดือนถึง 1 ปี จะมีผู้คนลุกขึ้นมาต่อต้านมากขึ้น แต่รัฐบาลน่าจะอยู่ได้ยาวกว่าที่มีการคาดการณ์ เพราะมีความชอบธรรมจากการเลือกตั้ง ส่วนจุดอ่อนของพรรคพลังประชาชนอยู่ตรงนโยบายประชานิยม คือการเอาตัวแทนจากท้องถิ่นมาเป็นรัฐบาลมากขึ้น ทำให้ขัดแย้งกับชนชั้นกลางใน กทม. และจังหวัดใหญ่ๆ ที่คาดหวังการตั้งรัฐบาลที่มีผู้เชี่ยวชาญ หรือมืออาชีพเป็นหลัก

นายธีรยุทธ ชี้ว่าประเทศมี 10 ปัจจัยเอื้อความรุนแรงที่อยู่ในความเสี่ยงสูงมาก อาทิ การมองปัญหาอย่างแยกส่วนตัดตอน วัฒนธรรมไทยไม่เอื้อต่อการแก้วิกฤติ นอกจากนี้ ประชาชนไม่ศรัทธาในกระบวนการแก้ปัญหาของรัฐสภาที่ปกป้องคนโกง กลไกข้าราชการ มีส่วนซ้ำเติมปัญหาให้เป็นวิกฤติรุนแรงขึ้น ส่งผลให้คนไทยเบื่อหน่ายการเมือง และมีขีดความอดทนลดต่ำลง ดังนั้น รัฐบาลต้องหาทางแก้ไขทั้ง 10 ปัจจัยความรุนแรง ที่สำคัญเฉพาะหน้าคือ ต้องแยกม็อบระหว่างฝ่ายพันธมิตรฯ กับฝ่ายรักทักษิณออกจากกันอย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันความรุนแรงที่พร้อมจะขยายตัว” นายธีรยุทธ กล่าว

สำหรับทางออกของปัญหา นายธีรยุทธ เห็นว่าจะต้องมีประชาธิปไตยสมดุล ภาคสังคมและประชาชน ต้องเข้มแข็งในการตรวจสอบวิจารณ์รัฐบาลมากขึ้น รัฐบาลต้องทำตามหน้าที่ของตัวเอง บริหารประเทศให้ได้ดี ไม่ควรรีบร้อนแก้รัฐธรรมนูญ การแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถทำได้ในช่วงเวลาที่เหมาะสม และจะต้องสร้างบรรทัดฐานที่ดีในการแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ทำเพื่อประโยชน์ตัวเองให้พ้นผิด ส่วนมาตรา 237 ที่เกี่ยวข้องกับการยุบพรรค ควรได้รับการถกเถียงอย่างกว้างขวาง ในนักวิชาการสายนิติศาสตร์ เพราะกฎหมายนี้ได้มีบทบัญญัติลงโทษกลุ่ม เมื่อบุคคลทำผิด จะเป็นการย้อนยุคหรือไม่ และคตส. - ป.ป.ช.เร่งทำคดีอย่างเต็มที่ และถ้าศาลได้พิจารณาคดีความต่างๆ อย่างเที่ยงตรง ยุติธรรม และรวดเร็วทันกาล ก็จะคลี่คลายปัญหาลงไปได้

อย่างไรก็ตาม นายธีรยุทธ เกรงว่า หากพรรคร่วมรัฐบาลรีบแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะทำให้ประเทศเข้าสู่วิกฤตรอบ 2 จะมีการประท้วงเกิดความขัดแย้ง แม้ไม่เข้มข้น แต่จะยืดเยื้อ และเสี่ยงต่อความรุนแรง “ผมเป็นห่วงว่าจะเกิดความรุนแรง และมีสิทธิเกิดรัฐประหารย่อยๆ (mini coup d'etat) ชนิดที่มีการขัดแย้งกันเองในหมู่ทหาร แม้ผู้บัญชาการทหารบกจะยืนยันว่าจะไม่มีการปฏิวัติ ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่หากมีการชุมนุมประท้วงคัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญ จะเป็นจุดเริ่มต้นให้กองทัพอ้างสถานการณ์เข้ามาแทรกแทรก แต่ผมก็ยังมองว่ายังเป็นเรื่องที่ไกล อีกหลายปีข้างหน้าจึงจะเกิดขึ้น” นายธีรยุทธ กล่าว

นายธีรยุทธ กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากเป็นประเด็นที่ดี คนอาจจะรับฟัง ส่วนคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ว่าจะตัดสินออกมาอย่างไร ย่อมมีคนบางกลุ่มไม่พอใจ แต่สังคมก็พยายามแก้วิกฤติทุกวิธีแล้ว ต้องถือว่าองค์กรอิสระที่ถูกตั้ง คือ คตส. และ ป.ป.ช. ได้ค้นหาความจริงแล้ว ดังนั้น หากศาลตัดสินออกมา ทุกฝ่ายควรรับฟัง และหมดข้อยุติ ถ้าหากไม่จบ ก็ไม่มีกลไกสถาบันใดคลี่คลายได้ . - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-01 18:20:25


"วีระ"หน้าแหก! กกต.ยกคำร้องพปช.เป็นนอมินี ชี้ไม่มีกฎหมายเอาผิด


คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)พิจารณาข้อยุติคดีพรรคพลังประชาชนเป็นนอมินีพรรคไทยรักไทย ซึ่งผลสรุปของคณะอนุกรรมการสอบข้อเท็จจริงทั้ง 2ชุด ได้เสนอความเห็นตรงกันให้ยกคำร้องในสำนวนดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่า ไม่มีข้อกฎหมายในการเอาผิดได้

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาของกกต.วันนี้ ได้มีมติมติยกคำร้องกรณีที่นายวีระ สมความคิด และนายประสิทธิ์ ดอนโพธิงาม ร้องนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน และพรรคพลังประชาชน มีการกระทำเข้าข่ายตัวแทนพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทยและพรรคไทยรักไทย โดยในคำร้องของนายประสิทธิ์นั้น กกต.มีมติ4ต่อ1 เห็นควรให้ยกคำร้อง เนื่องจากพยานหลักฐานในการเอาผิดไม่เพียงพอ

ส่วนกรณีของนายวีระ สมความคิด กกต.มีมติด้วยเสียง 3 ต่อ 1 ต่อ 1 โดยเสียงข้างมาก 3 เสียงเห็นว่า พรรคพลังประชาชนมีความผิดกระทำเข้าข่ายนอมินีพรรคไทยรักไทย แต่ไม่มีกฎหมายเทียบเคียงเอาผิดได้ หนึ่งเสียงเห็นว่าไม่ปรากฏหลักฐาน ควรยกคำร้อง ส่วนอีกหนึ่งเสียงนั้นเห็นว่ามีการกระทำผิด เข้าข่ายควรให้นายทะเบียนพรรคดำเนินการตรวจสอบตามพ.ร.บ.พรรคการเมืองมาตรา94

ด้านนายวีระ สมความคิด ประธานอำนวยการเครือข่ายประชาชนต่อต้านคอร์รัปชั่น กล่าวว่าได้คิดอยู่นานแล้วหลังจากที่คณะอนุกรรมการให้ข่าวแต่ต้นปีว่าไม่มีกฎหมายที่จะเอาผิดได้ เท่ากับไปยึดเอาประเด็นนอมินีเป็นหลักแทนที่จะใช้พฤติกรรมเป็นหลัก ถ้าดูในคำร้องของตนก็จะเน้นคำว่าตัวแทนตัวการ ทำไม กกต.ไม่ปรับให้เข้าหลักตัวแทนตัวการตามกฎหมายแพ่ง แต่กลับไปจับคำว่านอมินีซึ่งถือว่าเป้นความพยายามที่จะบิดพริ้ว

“คำว่าตัวแทนมันไม่มีในกฎหมายไทยเลยหรือ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมกกต. ถึงไปคิดว่าผมไปให้ความสำคัญกับคำว่านอมีนี”นายวีระกล่าว

นายวีระกล่าวอีกว่า กำลังจะดูกฎหมาย อาจจะขอดำเนินคดีกับคณะอนุกรรมการชุดนายไพฑูรย์ เนติโพธิ หากมีช่องทางพิสูจน์ได้ว่าคณะอนุกรรมการชุดนี้พยายามบิดเบือนน้ำหนักของคำร้องให้ไปผิดทาง

ส่วนความพยายามที่จะดำเนินการกับพรรคพลังประชาชนนั้น นายวีระกล่าวว่า ก็จะพยายามต่อไป เพราะไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นบรรทัดฐาน ให้อีก 3 - 4 พรรคการเมืองที่กำลังจะถูกยุบพรรค ไปวิ่งหาพรรคใหม่ที่เป็นนอมินีแน่นอน