WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, May 2, 2008

กกต.เสียงข้างมาก ซัด “วีระ” มั่วข้อกล่าวหา พปช. เป็น นอมินี

“อภิชาต - สุเมธ” กกต.เสียงข้างมาก แจงเหตุยกคำร้องคดี “พปช.-สมัคร” พ้นข้อกล่าวหา นอมินี ทรท. ไม่มีกม.เอาผิด ระบุหลักฐานชัดพลังประชาชนจดทะเบียนตั้งพรรค 41 ซัด “วีระ” มั่วข้อกล่าวหา ย้อนกลับ ใครว่าผิด เอากม.มายัน

หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติ 3 : 1 : 1 เห็นว่าพลังประชาชนเป็นนอมินีพรรคไทยรักไทย แต่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้เป็นความผิด โดย 3 เสียงข้างมากประกอบด้วย นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. นายสุเมธ อุปนิสากร กกต. ด้านการมีส่วนร่วม นางสดศรี สัตยธรรม กกต. ด้านกิจการพรรคการเมือง

ส่วน กกต. 1 เสียงที่เห็นควรให้นายทะเบียนพรรคการเมืองเป็นผู้ดำเนินการต่อไปคือ นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต.ด้านบริหารการเลือกตั้ง และ กกต.อีก 1 เสียงที่เห็นควรให้ยกคำร้องทั้ง 2 สำนวน เนื่องจากเห็นว่าไม่มีพฤติการณ์เป็นนอมินี และไม่มีกฎหมายมหาชนบัญญัติให้กรณีดังกล่าวเป็นความผิดคือ นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ด้านสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย

นายสุเมธ หนึ่งใน กกต. เสียงข้างมาก เผยความเห็นว่า ตามมาตรา 95 เรื่องยุบพรรคน่าเป็นของนายทะเบียนพรรคการเมือง ไม่ใช่ กกต. เรียนว่าทั้งคำร้อง 2 เรื่องจุดประสงค์คือขอให้ยุบพรรคพลังประชาชน และให้ดำเนินคดีกับ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ที่กระทำความผิด ทั้งนี้ กรณียุบพรรค ตามมาตรา 94 เราดูแล้วก็ไม่น่าจะเข้าข่าย ก็เห็นด้วยที่คณะอนุกรรมการสอบสวนบอกว่าควรจะยกคำร้องไป

“คดี นอมินี ท้ายคำร้องขอให้ยุบพรรค แต่มีคำร้องหนึ่งขอให้ดำเนินคดีกับนายสมัครด้วย โดยประเด็นยุบพรรคเมื่อดูมาตรา 94 ไม่เข้าเงื่อนไข อีกทั้งพรรคพลังประชาชนจดทะเบียนตั้งแต่ปี 2541 ก่อนพรรคไทยรักไทยจะจดเสียอีก เราดูกันแล้ว ซึ่งเขาก็มีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการเท่านั้นเอง จะมาบอกว่าเป็นนอมินีก็ยาก ผมก็พยายามบอกว่า ใครบอกว่าผิด เป็นนอมินีข้อไหน ช่วยบอกหน่อยสิ ส่วนประเด็นที่กล่าวหานายสมัครเป็น นอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณ (ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี) ก็ยิ่งไม่มีกฎหมายห้าม เพราะนายสมัครไม่ได้อยู่ใน 111 คนที่ต้องห้าม” นายสุเมธกล่าว

ส่วนกรณีที่นายวีระ สมความคิด 1 ในผู้ร้องบอกว่าจะพุ่งเป้าเอาผิดไปที่คณะอนุกรรมการชุดนายไพฑูรย์ เนติโพธิ ที่มีธงให้หลุดจากคดี นายสุเมธ กล่าวว่า “คงไม่ถูกมั้งครับ เพราะคณะของนายไพฑูรย์เห็นว่าเป็นนอมินีของไทยรักไทย แต่พรรคพลังประชาชนจดทะเบียนปี 2541 จึงบอกว่า ไม่มีกฎหมายเข้า หากใครคิดว่าเข้ากฎหมายใด ก็ช่วยบอกมาหน่อย”

ส่วนคดีการปลอมลายเซ็นนายสิทธิชัย โควสุรัตน์ นั้น นายสุเมธ กล่าวว่า เราดูแล้วว่าไม่ปลอม ต้องรอการพิสูจน์จากกองปราบปรามว่าลงความเห็นว่าอย่างไร เรื่องการพิสูจน์ลายมือชื่อ มันต่างจากที่ศาลฎีกาตัดสิน ซึ่งเราก็ต้องดูกันอีกที ว่าอะไรจะเกิดขึ้น คงยุ่งพอสมควร เบื้องต้นอนุกรรมการสอบสวนพิจารณาแล้ว เห็นว่าไม่ใช่เป็นการปลอมลายเซ็น ส่วนนายสิทธิชัยจะเจอความผิดอะไรหรือไม่ ก็ต้องว่ากันอีกทีว่าจะเข้าข่ายฟ้องเท็จแจ้งเท็จหรือไม่

เช่นเดียวกับ นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. ให้สัมภาษณ์ในเรื่องเดียวกันว่า จากที่ได้พิจารณาอย่างละเอียดแล้วเห็นว่า ผลการตรวจสอบของอนุกรรมการฯ ที่มีนายไพฑูรย์ เนติโพธิ์ เป็นประธานนั้น ไม่มีกฎหมายเอาผิด เพราะกฎหมายห้ามเฉพาะอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คนที่ถูกตัดสิทธิด้วยการถูกศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค ไม่ให้เป็นกรรมการบริหารพรรคหรือจัดตั้งพรรคใหม่เท่านั้น แต่กรณีนี้พรรคพลังประชาชนถูกต้องมาก่อนแล้ว ไม่ถือว่าเป็นการตั้งเพื่อมารองรับพรรคไทยรักไทยเป็นการเฉพาะ

อีกทั้งนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนนั้น ก็ไม่ได้เป็นสมาชิพรรคไทยรักไทยเดิม เพราะเป็นเพียงผู้ที่เข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคใหม่เท่านั้น เหตุเหล่านี้จึงไม่ถือว่าจะเป็นการกระทำผิดกฎหมาย

“การที่อดีตกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกตัดสินจะเป็นนอมินีหรือไปสนับสนุนอยู่เบื้องหลังหรือสั่งการอะไร เมื่อไม่มีกฎหมายโดยตรงเอาผิด เราก็ทำอะไรไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องนี้ไม่มีความเชื่อมโยงไปถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องเหล่านั้น ดังนั้น การจะเอาผิดก็ต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้มีความชัดเจนมากขึ้น แต่ตอนนี้ กกต. ก็พิจารณาไปเท่าที่มีกฎหมายบัญญัติไว้ ไม่ได้ทำอะไรนอกเหนือกฎหมาย” ประธาน กกต. กล่าว

และว่า ส่วนจะมีการเสนอให้แก้ไขกฎหมายเพื่อให้เอาผิดหรือไม่นั้น ขณะนี้ กกต.ยังไม่มีแนวคิดจะแก้ไขกฎหมาย และไม่มีหน้าที่ออกกฎหมาย



รุมสับ “ธีรยุทธ” ด่านักการเมืองเลว ป้ายสีด่ารัฐบาล-ชั่วครองเมือง

รัฐบาล โต้ “ธีรยุทธ” ป้ายสีด่ารัฐบาลชั่วครองเมือง “วิเชียรโชติ” ท้าเผยชื่อ กุมารทอง ย้ำอย่าเป็นอีแอบ โฆษกพปช. “มาร์ค” ผสมโรงอย่าด่าเหมารวมว่านักการเมืองเลว ชี้รัฐบาลต้องพิสูจน์ตัวเอง

พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุถึงการที่นายธีรยุทธ บุญมี อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ ได้วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลพร้อมตั้งฉายา “รัฐบาลลูกกรอก 1” ว่ารัฐบาลไม่ให้ความสำคัญกับการตั้งฉายารัฐบาลลูกกรอก 1 ของนายธีรยุทธ บุญมี โดยเชื่อว่าประชาชนจะตัดสินเองได้ว่ารัฐบาลมีลักษณะที่เป็นตามนั้นหรือไม่ พร้อมเรียกร้องความกล้าหาญโดยให้นายธีรยุทธ ออกมาระบุให้ชัดเจนว่ากุมารทอง 2 ตนในรัฐบาลนั้นหมายถึงใคร อย่าทำเป็นอีแอบอยู่อย่างนี้

ส่วนข้อเสนอของนายธีรยุทธ ที่ให้นักวิชาการสายนิติศาสตร์เข้ามาช่วยให้ความเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 ในมาตรา 237 นั้น พล.ต.ท.วิเชียรโชติ ได้ฝากให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเข้ามาช่วยตรวจสอบว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ เพราะส่วนตัวแล้วเห็นว่ามีอย่างน้อย 4 มาตราที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนมากที่สุด โดยหนึ่งในนั้นคือมาตรา 237 ซึ่งหากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเห็นว่ารัฐธรรมนูญูปี 2550 ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนแล้ว ตนในฐานะนักการเมืองก็พร้อมจะยอมรับ ทั้งนี้ประชาชนจากทุกภาคส่วนสามารถส่งความคิดเห็นต่างๆ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านมาได้ทางสภาผู้แทนราษฎร

ด้านร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวเช่นเดียวกันว่า การใช้คำพูดเปรียบเปรยของนายธีรยุทธนั้น ถือเป็นเรื่องปกติที่มักจะมีการประดิดประดอยถ้อยคำเพื่อวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของทุกรัฐบาลอยู่แล้ว ถือเป็นนักวิชาการ แสดงความเห็นเพราะหวังดีกับบ้านเมือง มีความยินดีกับที่ออกมาเตือนสติสังคม แต่อยากชี้ให้เห็นว่าการเป็นนักวิชาการไม่ใช่มีสิทธิเหนือคนอื่น ซึ่งทั้งนี้รัฐบาลก็ยินดีรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน

แต่การที่ใช้ถ้อยคำว่าเป็นรัฐบาลชั่วครองเมืองนั้น เป็นลักษณะการกล่าวหาและใส่ร้ายป้ายสี ซึ่งถือว่าเป็นการหมิ่นประมาท และตามหลักวิชาการนั้น การพูดไม่ควรจะใส่ความเห็นลงไป เพราะการจะตัดสินว่าใครดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของผู้ฟังเองมากกว่า ทั้งนี้พรรคพลังประชาชนคงจะไม่ถึงขึ้นฟ้องร้องเอาความเพราะนักการเมืองถือเป็นบุคคลสาธารณะที่ย่อมจะถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์ได้

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายธีรยุทธ วิพากษ์การเมืองไทย จาก คมช. ถึง ชคม. นักการเมืองชั่วครองเมือง ว่า เป็นการใช้คำที่แรง และไม่ควรเหมารวมว่าการเมืองหรือนักการเมืองทุกคน ทุกพรรคจะต้องเลวร้ายเสมอไป นักการเมืองจะต้องพิสูจน์ตัวเอง ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้ เพราะประชาชนมองว่านักการเมืองคำนึงถึงประโยชน์ของตัวเองเป็นใหญ่ ฝ่ายค้านและรัฐบาลจะต้องช่วยกันกอบกู้ภาพลักษณ์ของการเมือง

ส่วนกรณีที่ตั้งฉายารัฐบาล เป็นรัฐบาลลูกกรอก1 หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า รัฐบาลต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยการทำงาน ทุกฝ่ายอยากให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งประสบความสำเร็จในการบริหารประเทศ หากรัฐบาลใส่ใจแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด การวิพากษ์วิจารณ์จะลดลง จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างดีขึ้น และอยากเห็นรัฐบาลทำงานแก้ปัญหา มากกว่าการตอบโต้ หากตอบโต้ด้วยคำพูด หรือไปสร้างปมขัดแย้งก็ไม่ช่วยอะไร สิ่งที่ดีกว่าคำพูดคือการทำให้เห็น



“พงษ์เทพ”ย้ำชัด “ทักษิณ” ไม่เกี่ยว “ธงชาติ” วอน ปชช.ให้ใช้สติ

โฆษกทักษิณ หนุนทำประชามติแก้ รธน. เสียสละงบ 2 - 3 พันล้านไม่เป็นไร วอน ปชช. ใช้สติรับฟังข่าว ชี้ยังมี “ผู้ไม่หวังดี” ดึง “สถาบัน” จ้องล้มรัฐบาล ย้ำอีกครั้ง “ทักษิณ” ไม่เกี่ยว “ธงชาติ”

วันนี้ (2 พ.ค.) นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สนับสนุนให้มีการทำประชามติต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเห็นว่ารัฐบาลควรยอมเสียเงิน 2 – 3 พันล้านบาท เพื่อให้ประชาชนได้พิจารณาด้วยตัวเอง เพราะที่ผ่านมารัฐธรรม 2550 ก็ได้มาด้วยการกรรโชกประชาชนว่าหากไม่เลือกฉบับนี้จะเจออะไรที่ไม่ดีมากว่าเดิม จึงควรให้โอกาสประชาชนได้เป็นผู้เลือกประชาธิปไตยด้วยตัวเอง

ส่วนกรณีที่มีความพยายามดึง “สถาบัน” มาเป็นเงื่อนไขทางการเมืองขณะนี้นั้น นายพงศ์เทพ กล่าวว่า อยากให้คนที่ฟังได้ใช้สติคิดตามอย่างมีเหตุผล อย่าเพิ่งเชื่อทั้งหมด เพื่อไม่ให้เกิดผลเสียกับทุกฝ่าย ส่วนที่มีการติดชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร บนธงชาติไทยระหว่างการแข่งขันฟุตบอลที่สนามสโมสรแมนเชสเตอร์ซิตี้นั้น นายพงศ์เทพ กล่าวว่า เชื่อว่าไม่มีคนไทยคนไหนคิดว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นประโยชน์ต่อตัวเองแน่ พ.ต.ท.ทักษิณ เองก็เสียใจและจะพยายามไม่ให้มีเหตุการณ์ลักษณะนี้อีก แต่ท่านไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกิดขึ้น

นายพงษ์เทพ ยังกล่าวถึงการประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรของนายยงยุทธ ติยะไพรัช และมีการวิจารณ์ว่าเป็นเกมการเมืองนั้น หากนายยงยุทธมีจุดประสงค์อย่างที่มีการวิจารณ์จริง ก็คงจะลาออกตั้งนานแล้ว ไม่ใช่เพราะถอยไปตั้งหลักอย่างที่เข้าใจ ดังนั้น อยากให้ทุกฝ่ายฟังเหตุผลของนายยงยุทธด้วยใจเป็นธรรม

นายพงศ์เทพ กล่าวเพิ่มเติมว่า ไม่ได้คิดว่าการมีประธานสภาฯ หรือไม่มี จะทำให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญง่ายหรือยากขึ้นกว่าเดิม เพราะหากยังคัดเลือกผู้มาทำหน้าที่ประธานคนใหม่ไม่ทันก็ยังมีประธานวุฒิสภาฯ ซึ่งต้องทำหน้าที่อย่างเป็นกลางที่สุด เพราะข้อกฎหมายล็อคอยู่ ซึ่งประธานวุฒิจะไปเอนเอียงไม่ได้ ในส่วนของเนื้อหาในร่างแก้ไขรับธรรมนูญเรื่องบทเฉพาะกาลที่เกี่ยวกับการลดวาระขององค์กรอิสระนั้น ตนมองว่ารัฐบาลควรจะอธิบายเหตุผลแก่สังคมได้ว่าเพิ่มหรือแก้ในประเด็นใดเพราะอะไร มิเช่นนั้นจะถูกมองว่าเลือกปฏิบัติ



“เฉลิม” ชี้เห็นต่างใน พปช. คือประชาธิปไตย เชื่อเลือกปธ.สภาฯไม่ขัดแย้ง

“สิงห์เหลิม” ระบุ ความเห็นต่างในพรรคพปช.ต่อการเลือกประธานสภาคนใหม่ เป็นเรื่องดี ชี้ได้ว่าไม่มีใบสั่งจากใคร เชื่อมั่นท้ายสุดจะได้ข้อยุติ ส่วนการตั้งมูลนิธิของบ้านเลขที่ 111 คาดจะทำให้การเมืองแข็มแข็ง

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชาชน ในการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่แทนที่นาย ยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรว่า ความเห็นที่แตกต่างกันของสมาชิกภายในพรรคพลังประชาชน ถือเป็นเรื่องดี ที่จะแสดงให้เห็นว่าพรรคไม่เคยรับใบสั่งจากใคร และถือว่าพรรคมีความเป็นประชาธิปไตย เพราะเปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงความเห็นได้ ซึ่งตนเชื่อว่าท้ายสุดแล้วจะสามารถได้ข้อยุติ

ส่วนกรณีที่มีการชิงตำแหน่งระหว่างกลุ่มภาคเหนือและภาคอีสาน จนอาจทำให้เกิดความแตกแยกภายในพรรค ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวเสริมว่า เรื่องนี้ถือเป็นความเป็นประชาธิปไตยในพรรค และเมื่อได้บุคคลที่เหมาะสมแล้วก็จบ ไม่มีปัญหาอะไร พร้อมระบุไม่ควรตกใจกับคำวิพากษ์วิจารณ์ เพราะมีคนบางกลุ่มกำลังทุกข์ และกลัวว่ารัฐบาลจะอยู่ยาว ซึ่งรัฐบาลจะอยู่สั้นหรือยาวก็ไม่เป็นไร ถ้าอยู่และทำประโยชน์ให้กับประชาชนก็ขออยู่ต่อไป

นอกจากนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังกล่าวแสดงความเห็นชอบ ในการที่อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน จะตั้งมูลนิธิ โดยการตั้งมูลนิธิดังกล่าว จะช่วยให้การเมืองแข็งแรง และการที่นักประชาธิปไตยออกมาทำกิจกรรมก็ถือเป็นเรื่องดี ทั่วโลกยอมรับ การเมืองไม่มีอะไรที่ต้องซีเรียส มองว่าจะเป็นปัญหาส่วนมีการจดทะเบียนการตั้งมูลนิธิหรือยังนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้ตรวจสอบ

ปชป. พ่ายเมื่อไร้เงาทหาร?

หลายคนตั้งข้อสังเกตถึงการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นของพรรคประชาธิปัตย์ ในพื้นที่ภาคใต้ ที่ส่งผลสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั้งแผ่นดินไทย

เพราะมูลเหตุจากที่ ภาคใต้ ใครๆ ก็รู้ดีว่าเป็นภาคที่มีความนิยมชมชอบ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะ นายหัวชวน หลีกภัย ที่เปรียบดังเทพเจ้า ในการดึงคะแนนเสียงอย่างเป็นกอบเป็นกำ ด้วยวัยวุฒิ คุณวุฒิ ที่คนใต้ชอบ

แต่ทำไมการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นไม่กี่วันที่ผ่านมา เราได้พบว่า สนามแข่งขันต่างๆ ในภาคใต้คนของ พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็น อดีต ส.ส. หรือ อดีตนายกเทศมนตรี กลับไม่ได้รับเลือกตั้งเข้ามา แม้จะดูว่าไม่ได้ลงสมัครในนาม พรรคประชาธิปัตย์ แต่ดูอย่างไรก็ใช่ ที่พรรคมีส่วนสนับสนุน จะว่าเป็น นอมินี คงไม่ผิดนัก

ไม่นับรวมภาคอื่นๆ ที่ พรรคประชาธิปัตย์ พ่ายแบบไม่มีหูรูดด้วยซ้ำ เช่น ภาคตะวันออก ภาคอีสาน และภาคเหนือ ที่ส่ง นอมินีกันยั้วเยี้ย ไปหมด แต่ก็พ่ายเสียเป็นส่วนใหญ่

วันนี้กระแส พรรคประชาธิปัตย์ ตกต่ำจริงหรือไม่ เป็นเรื่องน่าจะหยิบมาขบคิดกัน

ประชาธิปัตย์ ภายใต้การกุมบังเหียนของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เด็กในคาถา ชวน หลีกภัย

บุคคลผู้จงรักภักดีต่อ พรรคประชาธิปัตย์ มานานหลายสิบปี ประเมินว่าการเดินเกมการเมืองของมาร์ค พลาดแล้วพลาดอีกอย่างไม่น่าให้อภัย

เป็นพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบไหน จึงไม่ส่งคนลงสมัครรับเลือกตั้ง

เป็นพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบไหน จึงเสนอเรื่อง นายกรัฐมนตรี พระราชทาน ตาม มาตรา 7 ซึ่งไม่ใช่วิถีทางประชาธิปไตย

เป็นพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบไหน จึงแสดงท่าทีเข้าด้วยช่วยเหลือฝ่ายปฏิวัติรัฐประหาร ไม่มีแม้แต่จะออกมาคัดค้านการกระทำที่เป็นการ ปล้นอำนาจอธิปไตย ไปจากประชาชน ไม่ยอมต่อสู้ต่ออำนาจเถื่อนบนปลายกระบอกปืน

ประชาชนทั้งประเทศ กังขา

พรรคประชาธิปัตย์ เคยประกาศสโลแกน “ผมยึดมั่นระบบรัฐสภา”

คนในพรรค สุดกังขาไม่แพ้กัน

พรรคประชาธิปัตย์มีจุดยืนและอุดมการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนไปหรือไม่ ไปเข้าด้วยช่วยเหลือกับการปฏิวัติรัฐประหารได้อย่างไร

วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้การกุมบังเหียนของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะมีคำถามมากมายหลายอย่างเกิดขึ้นเสียแล้ว เป็นคำถามตัวโตๆ ที่ขุนพลพรรคประชาธิปัตย์ หลายสายตั้งคำถาม

ดีกรีทางการเมืองยังไม่ถึงขั้น

นี่ขนาดยังไม่เป็นนายกรัฐมนตรี กลับช้ำที่สุด

แกนนำระดับผู้ช่วยหลายคนวิ่งออกจากพรรค ไม่เข้าด้วยช่วยงานเหมือนก่อน เพราะเซ็งกับแนวทางของพรรคประชาธิปัตย์

ยกตัวอย่าง ขุมกำลังเริ่มถดถอย เฮโลไปช่วย ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ที่จะลงสนามชิงชัยในตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

ดร.เกรียงศักดิ์ มีรอยแค้นที่ไม่มีวันลืมกับ หนุ่มมาร์ค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

มิตรกำลังจะกลายเป็นศัตรู

ความเพลี่ยงพล้ำของพรรคประชาธิปัตย์ เกิดขึ้นหลังจากที่คณะรัฐประหารได้ถอนกำลังทหาร และลดบทบาททางการเมืองลงไป

หรือเป็นเพราะ ท.ทหาร ไม่เข้าด้วยช่วยเหลือ แบบเดียวกับที่ทำในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ที่มีการเลือกตั้งใหญ่ เลยทำให้อาณาบารมีลดน้อยถอยลงไปได้ถึงเพียงนี้


‘ยุทธ’ ไขก๊อก...สปิริตหรือการเมือง

“...จึงขอลาออกจากทั้ง 2 ตำแหน่ง เพื่อรักษาศักดิ์ศรีของหัวหน้าฝ่ายนิติบัญญัติที่ต้องไปยืนอยู่กลางศาล ถูกไต่สวน ซึ่งไม่สง่างาม และที่สำคัญเพื่อไม่ต้องการให้เพื่อนสมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติต้องมารับสิ่งเหล่านี้ด้วย ยืนยันว่าการลาออกครั้งนี้ไม่มีนัยทางการเมือง หรือมีผลประโยชน์ทางการเมืองที่เกี่ยวกับผมและพรรคพลังประชาชน แต่ที่ทำเช่นนี้เพื่อต้องการให้สังคมเห็นว่า ใจลึกๆ ของนักการเมืองไม่ใช่เป็นคนชั่วร้าย และไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของตัวเอง แต่ทำเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง…”

จากที่ก่อนหน้านี้ นายยงยุทธ ติยะไพรัช เคยแสดงสปิริตด้วยการประกาศยุติการปฏิบัติหน้าที่ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นการชั่วคราว หลังโดนใบแดงจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง

แต่ในที่สุด วันที่ 30 เมษายน ที่ผ่านมา นายยงยุทธก็เปิดแถลงข่าวประกาศลาออกจากทั้งตำแหน่งประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร ด้วยเหตุผลว่า เพื่อออกไปสู้คดีใบแดงที่กำลังจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลคดีเลือกตั้ง ในวันที่ 2 พฤษภาคมนี้ อย่างเต็มที่ เต็มตัว

ออกไปเพื่อสะสางเรื่องของตัวเอง ขณะเดียวกันก็เพราะ “ความสง่างาม” ของสมาชิกนิติบัญญัติที่เหลือทั้งหมด

บทนี้ ถ้าไม่เรียก “พระเอก” แล้ว ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร

แต่ก็นั่นแหละ...การกระทำของพระเอก ไม่เคยจะราบรื่นโดยไม่มีตัวประกอบหรือตัวอิจฉาคอยตั้งแง่สงสัย

กระแสวิพากษ์วิจารณ์ตอกกลับจึงไปอยู่ที่คำถามว่า เป็นการลาออกเพื่อหลีกทางให้มีการสรรหาประธานสภาฯ คนใหม่ ในช่วงที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้หรือเปล่า

ด้าน “หล่อใหญ่” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งข้อสังเกตทันทีว่า นี่เป็นเกมที่ต้องการให้มีประธานรัฐสภาที่มาจากพรรคพลังประชาชน มาทำหน้าที่คุมเกมการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550

เพราะอย่างที่รู้ว่า ในตอนนี้ผู้ที่ทำหน้าที่รักษาการประธานรัฐสภา คือ นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นคนในสังกัด คมช. (คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ) จึงไม่น่าจะยอมบรรจุญัตติการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ได้ง่ายๆ

ข่าวลาออกยังไม่ทันพ้นข้ามคืน กระแสเลือก “ประธานสภาฯ คนใหม่” ก็ลือสะพัดสะบัดหยั่งเชิง

เจ้าของฉายา “ดาวยั่ว” นายเทพไท เสนพงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเสนอชื่อ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 นั่งตำแหน่งแทน เนื่องจาก พ.อ.อภิวันท์ มีความเป็นกลาง

แต่ที่น่าจับตาและน่าจะเป็นตัวเต็งมีอยู่ 2 หน่อ ฟากหนึ่ง คาดหมายว่านายยงยุทธอาจจะเสนอชื่อ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ที่เจ้าตัวเองก็ยืนยันว่าตนเองมีความพร้อมเพราะทำงานในหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกันอยู่แล้ว อีกทั้งที่ผ่านมาก็ทำงานร่วมกันระหว่างประธานสภาฯ และรองฯ ทั้ง 2 ท่าน กลมเกลียวสนิทสนมอย่างกับผัวเมีย

แต่กระแสเสียงอีกฟากหนึ่งก็มีชื่อ “ปู่ชัย” นายชัย ชิดชอบ โดดเด้งขึ้นมา สั่งตรงจากกลุ่ม ส.ส. อีสานใต้

กลายเป็นอาหารปากให้คนได้ ‘เมาท์’ กันอร่อยว่า ฤๅนี่จะเป็นอีกหนึ่งศึกชิงเก้าอี้ในพรรคพลังประชาชน ระหว่างสิงห์เหนือกับเสือ (อีสาน) ใต้...

ลงเอยจะตกไปอยู่กับใคร ยังไงก็อย่าให้แย่งกันจนน่าเกลียด...ประชาชนเขารู้ทันและจับตาดูอยู่


คนจนในไทยมีเพียง 10%!

“คนจน...ความจน” คือประเด็นที่ กลุ่มเอ็นจีโอ นักวิชาการ ชาวบ้าน ที่มักจะอ้างว่า “เป็นตัวแทนภาคประชาชน” ใช้เคลื่อนไหว วิพากษ์ วิจารณ์นโยบายรัฐบาลให้แก้ปัญหาของ “ความจน และคนจน” และวิพากษ์วิจารณ์ ระบอบทุนนิยม นายทุน ว่าเป็นปิศาจทำให้คนจนที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศยากจนลง มาเกือบทุกยุคทุกสมัย

กระทั่งปัจจุบันเอ็นจีโอ และนักวิชาการที่ตกกับดัก “ความจน” กลายไปเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการพันธมารที่ประดิษฐ์ถ้อยคำ “ทุนนิยมสามานย์” เพื่อโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

แล้ว คนจนเป็นคนส่วนใหญ่ในประเทศจริงหรือ?

ดร.โสภณ พรโชคชัยประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย ได้เขียนบทความชวนวิวาทะไว้ เกี่ยวกับความเข้าใจที่ “คลาดเคลื่อน” ชื่อ “คนจนในไทยมีเพียง 10%” ความดังนี้...

“คนจนคือชนกลุ่มน้อยนิดในประเทศไทย! จากข้อมูลของ CIA ระบุว่า ประเทศไทยมีคนจนอยู่เพียง 10% ของประชากรทั้งประเทศ แล้วทำไมบางคนยังเข้าใจว่าคนไทยส่วนใหญ่ยากจนอยู่อีก เมื่อเร็ว ๆ นี้ ตอน คุณรสนา โตสิตระกูล ในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ ตอบโต้กับคุณปลื้ม ก็ยังอ้างว่าประชาชนไทย 70% ยากจน เรามี “คนยากจน” หรือ “คนอยากจน” จำนวนมากกันแน่ คนที่มักวาดภาพว่าคนไทยส่วนใหญ่ยากจนนั้นเป็นเพราะความเข้าใจผิดหรือมีวาระซ่อนเร้นอะไร เรามักชอบเอาคนจนหรือความจนมาอ้างหรือไม่

*ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้
ข้อมูลจากหลาย ๆ แหล่งที่เชื่อถือได้ต่างระบุสอดคล้องกันว่าประชากรไทยที่ยากจนคืออยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจนมีเพียง 9-10% โดยประมาณ แม้แต่เมื่อปี 2505 ประชากรไทยที่ถือว่ายากจนก็มีเพียงครึ่งหนึ่ง (57%) ไม่ใช่ 70% เช่นที่เข้าใจกัน และหลังจากนั้นประชากรที่ยากจนก็เป็นคนส่วนน้อยมาโดยตลอด

จากชุดข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ระบุว่า ณ ปี 2549 จำนวนคนจนลดเหลือ 9.6% ของคนไทยทั้งประเทศ หรือ 6.1 ล้านคนจาก 63.4 ล้านคน ช่องว่างความยากจนก็ลดลง ความรุนแรงของปัญหาความยากจนก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามในการลงทะเบียนคนจนในสมัยรัฐบาลทักษิณปรากฏว่ามีผู้ลงทะเบียน ถึง 8,258,435 คนหรือ 13.2% ทั้งนี้อาจเป็นเพราะรวม “คนอยากจน” เข้าไว้ด้วย แต่ก็ยังถือว่าคนเหล่านี้เป็นชนกลุ่มน้อยในประเทศไทย

สำหรับรายละเอียดรายได้ต่อหัวของสภาพัฒน์ฯ พบว่า เส้นความยากจนในเขตกรุงเทพมหานครอยู่ที่รายได้ 2,020 บาทต่อหัวต่อเดือน หมายความว่าในครอบครัวที่หัวหน้าครอบครัวมีรายได้ประมาณ 8,000 บาทต่อเดือน หากต้องเลี้ยงคู่ครองที่ไม่มีรายได้และลูกอีก 2 คน ถือว่าเป็นคนยากจน แต่ถ้าเป็นในชนบทภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เส้นความยากจนอยู่ที่ 1,215 บาท ที่กำหนดไว้ต่ำกว่าก็เพราะค่าครองชีพถูกกว่าและชาวชนบทยังสามารถหาผักปลาจากแหล่งธรรมชาติโดยไม่ต้องใช้เงินอีกด้วย

*ประเทศไทยดีขึ้นกว่าแต่ก่อน
ที่ว่าคนไทยที่ยากจนมีเพียง 10% นั้น ไม่ใช่ไปตีความแบบศรีธนญชัยว่า 90% เป็นคนรวย นอกจากคนยากจนแล้ว ยังมี “คนเกือบจน” คือผู้ที่มีรายได้สูงกว่าเส้นความยากจนไม่เกิน 20% อีก 8.2% แสดงว่าประชากรส่วนใหญ่ของไทยมากกว่า 80% ไม่ใช่คนยากจนอย่างแน่นอน และในอีกด้านหนึ่งประเทศไทยมี “คนจนมาก” หรือมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนเกินกว่า 20% แต่มีเพียง 3.8% เท่านั้น

การที่ประเทศไทยมีคนจนน้อยลงอย่างเด่นชัดก็เพราะได้พัฒนาจากประเทศเกษตรกรรมเป็นประเทศอุตสาหกรรมแล้ว ในปี 2494 ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) ถึง 38% มาจากภาคเกษตรกรรม แต่ในปี 2548 เหลือเพียง 10% ในขณะที่ GDP ภาคอุตสาหกรรมเติบโตจาก 14% เป็น 38% ในช่วงเวลาเดียวกัน สินค้าออกสำคัญในอดีตคือข้าว ยางพารา ไม้สัก แต่ทุกวันนี้ได้แก่ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ เสื้อผ้า รถยนต์ เป็นต้น

อย่าง ไรก็ตามประชากรไทยส่วนใหญ่ยังอยู่ในชนบท ซึ่งต่างจากประเทศที่จนกว่าไทย เช่น ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตเมือง ทั้งนี้ มีเหตุผลที่ผู้คนมักไม่ทราบก็คือ ประเทศเหล่านี้เป็นประเทศเกาะ ประชากรจึงมักต้องอยู่ในเขตเมืองท่า แต่ประเทศไทยมีผืนดินติดต่อกันเป็นป่าไม้อันอุดม จึงมีการบุกรุกถากถางป่ากันมากมาย ประมาณว่าหมู่บ้านชนบท 70,000 หมู่บ้าน ครึ่งหนึ่งเกิดเมื่อ 50 ปีหลังนี้เอง

เมื่อ 50 ปีก่อน แอปเปิ้ล 1 ผลราคา 5 บาท แต่ค่าแรงขั้นต่ำวันละ 10 บาท ครัวเรือนใดมีโอกาสรับประทานทุเรียนหรือมีโทรทัศน์ถือว่าเป็นผู้มีฐานะ แต่เดี๋ยวนี้คนไทยมีกินมีใช้ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน อัตราการฆ่าตัวตายที่หลายคนคิดว่าเพิ่มขึ้นก็กลับลดลง และอยู่ในอัตราต่ำกว่าประเทศส่วนใหญ่ในโลกเสียอีก โดยในปี 2549 มีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จประมาณ 5.7 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน เป็นตัวเลขที่ลดลงจากปี 2548 ที่ 6.3 คน ปี 2547 ที่ 6.9 คน และปี 2546 ที่ 7.1 คนต่อประชากรหนึ่งแสนคน และหากเปรียบเทียบกับทั่วโลก อัตราการฆ่าตัวตายของไทยจัดอยู่อันดับที่ 72 จาก 100 ประเทศ

*การวิเคราะห์เปรียบเทียบ
ในภูมิภาคอาเซียน ประเทศที่ถือว่าไม่มีคนยากจนก็คือบรูไนและสิงคโปร์ ส่วนมาเลเซียดีกว่าไทยคือมีคนยากจนเพียง 5.1% สำหรับประเทศที่มีคนยากจนถึงหนึ่งในสามก็คือกัมพูชา พม่า ลาวและฟิลิปปินส์ ในกรณีประเทศเวียดนามซึ่งเพิ่งสำรวจล่าสุดเมื่อปี 2550 พบว่ามีคนยากจนเพียง 14.8% ดัง นั้นถ้าใครจะคิดว่าไทยมีคนจนมากกว่าเวียดนามก็คงต้องคิดใหม่ หรือถ้าคิดว่าคนไทยยากจนเป็นส่วนใหญ่ก็คงเข้าใจว่าเราแย่กว่ากัมพูชาหรือ พม่าเสียอีก

สำหรับกรณีชุมชนแออัดในเขตกรุงเทพมหานครนั้น ไม่ใช่ที่อยู่อาศัยของคนยากจนเป็นส่วนใหญ่ เพราะสภาพัฒน์ ระบุว่า คนยากจนในกรุงเทพมหานครมีไม่ถึง 1% เท่า นั้น หรือต่ำกว่าหนึ่งในร้อย ดังนั้นหากพบใครในกรุงเทพมหานครบอกว่าตนเองยากจน แสดงว่าเขาพูดเล่น โกหกหรือพูดโดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้จากการสำรวจยังพบว่า ในชุมชนแออัด ยังมีมือถือ โทรทัศน์ เครื่องเล่นซีดี ตู้เย็น เครื่องซักผ้า กันเป็นส่วนใหญ่และมีจำนวนมากกว่า 1 หน่วยในครัวเรือนหนึ่งอีกด้วย

*ผลร้ายของความคลาดเคลื่อน
การ มีข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง จะสร้างวิสัยทัศน์ที่สร้างสรรค์ได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นักบริหารทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ก็ควรมีข้อมูลและความเชื่อที่ถูกต้องสอดคล้องกับความเป็นจริง การจงใจทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนย่อมก่อความเสียหาย เช่น การที่ NGO บางแห่งเคยให้ข้อมูลที่เป็นเท็จอย่างร้ายแรงว่า ประเทศไทยมีโสเภณี 2 ล้านคน ทำให้พจนานุกรมลองแมน เคยให้คำจำกัดความของกรุงเทพมหานครว่าเป็นนครแห่งโสเภณีในปี 2536 จะสังเกตได้ว่านักเคลื่อนไหวทางสังคมมักพยายามโฆษณาว่าปัญหาที่ตนเกี่ยว ข้องอยู่มีขนาดใหญ่ ด้วยหวังให้สังคมให้ความสนใจ และให้ความช่วยเหลือ แต่น่าเสียดายที่ทุกคนก็ใช้วิธีเดียวกันจนเฝือ สังคมเลย “มึน” และกลับคิดว่าปัญหาทั้งหลายนั้นสุดแก้ไข กลายเป็นปัญหาโลกแตกไป

รัฐบาล ทักษิณที่ผ่านมา ก็ได้รับข้อมูลเท็จจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ชุมชนแออัดซึ่งเข้าใจว่าเป็นที่อยู่อาศัยของคนจนมีจำนวนมหาศาล โดยระบุว่าในประเทศไทยมีการบุกรุกที่ดินถึง 5,000 ชุมชน รวม 1.6 ล้านครอบครัว จนเกิดโครงการ “บ้านเอื้ออาทร” และ “บ้านมั่นคง” แต่ความจริง ความต้องการที่อยู่อาศัยมีน้อยมาก สิ่งที่สร้างขึ้นกลับกลายเป็นการ “เอื้ออาทร” ต่อผู้รับเหมาและผู้ร่วมทุนโครงการมากกว่า แทนที่จะสร้างบ้านตามความต้องการจริง กลับสร้างตามความต้องการลวง หรือสร้างเกินกว่าความต้องการจนขายไม่ออก

คนที่ดีใจถ้าประเทศไทยมีคนจนเพิ่มขึ้น ก็คงมีแต่พวก NGO ลักษณะ องค์กรนอกกฎหมายบางแห่งโดยเฉพาะที่รับเงินต่างชาติมาเคลื่อนไหวหรือทำ กิจกรรม เพราะจะได้มีงานทำไปเรื่อย ๆ ผมว่าเราต้องรักศักดิ์ศรีของชาติและของคนไทย ต้องพัฒนาประเทศให้คนไทยหายจน ถ้าเรามัวคิดว่าเรายากจนและติดกรอบคิดแบบคนยากจนอยู่เรื่อย เมื่อไรไทยเราจะลืมตาอ้าปากได้

คนไทยจนๆ เป็นคนส่วนน้อย โปรดอย่านำมาแอบอ้างหากิน”



สปริต กกต.

ไม่อยากเชื่อว่าหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการจับผิดการเลือกตั้ง ชี้ชะตา ส.ส. ทั่วบ้านทั่วเมือง พอถึงคราวตัวเองตกเป็นฝ่ายถูกตรวจสอบบ้างจะออกอาการ “ดิ้น” เอาตัวรอดอย่างไม่น่าเชื่อ

อย่างกรณีที่ พล.ต.ต.เสวก ปิ่นสินชัย อดีตผู้บังคับการตำรวจป่าไม้ ร้องต่อกระทรวงยุติธรรม และกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ให้เข้าไปตรวจสอบการพิมพ์บัตรเลือกตั้งของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.

ที่นอกจากจะพบว่ามีการพิมพ์บัตรเกินจำนวนผู้ใช้สิทธินับสิบล้านใบ จนน่าตกใจแล้ว ยังส่อว่าอาจจะมีการฮั้ว และบัตรที่ถูกพิมพ์เกินก็ยังส่อว่าอาจจะถูกนำไปใช้เพื่อการทุจริตเลือกตั้ง

กรณีดังที่ว่านี้ไม่ใช่มีเพียง พล.ต.ต.เสวก เป็นผู้ร้อง แต่ยังมีผู้เกี่ยวข้องทั้งฝ่ายการเมือง และประชาชน ทำเรื่องร้องเรียน นำเสนอข้อมูลเพิ่มเติมมาอีกหลายราย

รวมทั้งการลงพื้นที่สอบหาข้อเท็จจริงในพื้นที่ก็ได้หลักฐาน และพยานสำคัญมากมาย จนทำให้เชื่อได้ว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวมีมูลและดีเอสไอพร้อมจะบรรจุเรื่องเป็นคดีพิเศษ เพื่อดำเนินการตามกระบวนการขั้นตอนต่อไป

ตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา การสอบหาข้อเท็จจริงก้าวหน้าไปมากจนน่าชื่นชม เพราะได้รับความร่วมมืออย่างดีจากผู้ที่มีข้อมูล และจากหลายฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

ยกเว้นเพียงหน่วยงานเดียว คือ กกต.

ที่ไม่ยอมให้ความร่วมมือตั้งแต่ต้นเรื่อง แม้ว่าดีเอสไอ จะมีหนังสืออย่างเป็นทางการเพื่อขอตรวจสอบข้อมูลเอกสาร ก็ไม่ได้รับการสนองตอบ

มีเพียงถ้อยแถลงจาก สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาฯ กกต. ที่ออกมาระบุว่าการสอบสวนเรื่องดังกล่าวไม่อยู่ในกรอบอำนาจหน้าที่ของ ดีเอสไอ

ทำให้ถูกมองได้ว่า กกต. เองพยายามหลบเลี่ยงที่จะให้ข้อมูลในเรื่องดังกล่าว แต่จะเป็นเพราะกลัวเรื่องราวความจริงจะถูกเปิดโปง หรือขัดข้องประการใดนั้นไม่รู้แน่ชัด

ที่สำคัญการออกมาโต้แย้งเรื่องบัตรเลือกตั้งดังกล่าวของ กกต. ไม่เคยแย้งที่ประเด็นเนื้อหา ไม่เคยบอกว่ามีเหตุผลเช่นไรในการพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินเป็นจำนวนมาก ทั้งที่ กกต.ยุคก่อนๆ ก็ไม่เคยปรากฏปัญหาแบบเดียวกันนี้

หรือจะเป็นการแยกพิมพ์บัตรเลือกตั้งในหลายโรงพิมพ์ ที่หลายคนตั้งข้อสงสัยในความไม่ชอบมาพากล กกต. เองก็ไม่เคยออกมาเอ่ยถึง

รวมทั้งข้อกล่าวหาที่ว่า มีการนำบัตรในส่วนที่พิมพ์เกินไปสลับสับเปลี่ยนในการนับคะแนนเลือกตั้ง ก็ไม่มีคำอธิบายว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรกันแน่

เพราะหากมีเค้าความจริงก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้ผลการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเสียงของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศเกิดความเบี่ยงเบน

ที่สำคัญเรื่องนี้ไม่ใช่ข่าวเลื่อนลอย แต่เป็นข่าวลือที่มีเหตุผลสนับสนุน เพราะในเวลาต่อมาก็พบว่าบัตรเลือกตั้งส่วนเกิน ที่ กกต. ต้องเก็บรักษาไว้นั้น กลับหลุดรอดออกมาภายนอกได้อย่างง่ายดาย โดยที่ กกต. ไม่มีใครรู้เรื่องเลยสักคน

แถมยังมีข้อแก้ตัวมักง่ายว่า เป็นความพยายามของบางกลุ่มที่ต้องการดิสเครดิต กกต.

เรื่องนี้เคยมีนักข่าวไปถามกับ สุทธิพล คนเดิม ว่าจะต้องมีการตั้งกรรมการสอบหาข้อเท็จจริงอย่างไรหรือไม่ ก็ได้รับคำชี้แจงว่า มีการตั้งกรรมการสอบสวนมาก่อนหน้านี้นานแล้ว

แต่ข้อเท็จจริงก็คือว่าจะตั้งกรรมการมานานแค่ไหน ก็ไม่ใช่สาระสำคัญเพราะจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้าออกมาจาก กกต. ยังคงไม่มีคำชี้แจงในสิ่งที่ประชาชนเฝ้ารอฟังข้อเท็จจริงออกมาแม้แต่น้อย

ฝากถามถึงสุทธิพล และบรรดา กกต. ทั้ง 5 คนสักหน่อย

ประการแรกหากมีความบริสุทธิ์ใจในสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว จะเป็นดีเอสไอ หรือ ป.ป.ช. หรือจะเป็นหน่วยงานใดเข้ามาตรวจสอบจะมีความแตกต่างกันตรงไหน

ประการที่สอง หาก กกต.มีการตั้งกรรมการขึ้นมาสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้วข้อสรุปของการสอบสวนเป็นอย่างไร มีความเกี่ยวพันถึงใครบ้าง จะสามารถนำออกมาเปิดเผยต่อสาธารณชนเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ได้หรือไม่

ประการที่สาม การที่พยายามอ้างว่าดีเอสไอไม่มีอำนาจสอบสวนเพราะมูลค่าในการพิมพ์บัตรเลือกตั้งไม่ถึง 100 ล้านบาท อันเนื่องมาจากมีการแบ่งแยกพิมพ์หลายแห่งนั้น เข้าข่ายหัวหมอ หรือตะแบง หรือจะเป็นเล่ห์เหลี่ยมอย่างไรหรือไม่

สุดท้าย หากดีเอสไอรับเรื่องนี้เป็นคดีพิเศษ ซึ่งหมายถึงการชี้ชัดว่าคดีมีมูล
บรรดา กกต. ทั้งหลายจะมีสปิริตพอ ที่จะยุติบทบาทการทำงานเพื่อเปิดทางให้เกิดกระบวนการตรวจสอบหรือไม่...!?

บิ๊กโบ๊ต



Thursday, May 1, 2008

5 หมื่นรายชื่อคือผู้เสียหาย

นับเป็นสิ่งที่ถูกต้องเมื่อช่วงบ่ายวานนี้ (30 เม.ย.) ที่ผ่านมา โดยการเปิดแถลงข่าวของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช.

ต่อกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ นำโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล ออกมากล่าวร้ายป้ายสี ขบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีเป้าประสงค์คิดไม่ดีต่อสถาบันอันเป็นที่เคารพยิ่งของคนไทย ที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อค่ำคืนวันที่ 25 เม.ย.ที่ผ่านมา

เหตุหนึ่งเพราะ .... นปช.กำลังเดินหน้าเรียกร้องมหาชนคนไทยทั่วประเทศ ลุกขึ้นมาช่วยกันล้างกฎหมายโจรให้หมดไปจากแผ่นดินไทย...

ซึ่งหากปล่อยไว้ อาจทำให้กระบวนการเดินหน้าเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญโจรฉบับนี้ ถูกเบี่ยงเบนให้เกิดความเข้าใจผิด และนำพาไปสู่ความวุ่นวายต่อไปได้

เหตุหนึ่งเพราะ .... นปช.ก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยที่เทิดทูนสถาบันเบื้องสูง ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากลุ่มอื่นๆ เฉกเช่นเดียวกับคนไทยทุกคนที่รักและหวงแหน และจะไม่ยินยอมให้ผู้ใดมาทำลายล้าง...

การกล่าวหาเรื่องสถาบันจึงเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนไทยทุกคน ยิ่งกว่าการกล่าวหาอื่นใด....!!!

การออกมาของ นปช. ครั้งนี้ จึงถือเป็นการทำความจริงให้ปรากฏขึ้นแก่สาธารณชนว่า การกล่าวหาของกลุ่มพันธมิตรฯด้วยการนำสถาบันเบื้องสูงมากล่าวอ้างนั้น ปราศจากซึ่งความเป็นจริงในทุกถ้อยคำ

และที่สำคัญยิ่งก็คือ เรื่องราวทั้งหมดเป็นการกล่าวที่โป้ปดมดเท็จอย่างไม่น่าอภัยแต่อย่างใดทั้งสิ้น....!!!

เพราะสถาบันที่คนไทยเคารพและเทิดทูนนี้ ไม่สมควรที่ผู้หนึ่งผู้ใด และไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามจะนำมากล่าวอ้างได้ โดยคาดนัยอันสมควร ทั้งแก่ประโยชน์และกาลเทศะ

แต่แกนนำพันธมิตรฯ ก็หาคำนึงไม่ เพราะหากนำคำกล่าวอ้างทั้งหมด ย้อนกลับมาฟังดูแล้ว จะพบได้อย่างชัดแจ้งว่า แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ หาได้สำรวมที่จะคิดว่าเป็นการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทหรือไม่....???

ชัดเจนยิ่งเมื่อหากถอดคำกล่าวของ “จำลอง ศรีเมือง” หนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ จะพบประหนึ่งว่า ไม่แยแสต่อการนำสถาบันเบื้องสูงมาใส่ร้ายป้ายสีให้แก่ผู้อื่น โดยขาดหลักฐานและพยานอย่างเด่นชัด

ชัดเจนยิ่งเพราะ จำลอง ศรีเมือง ระบุถึงกลุ่มที่กำลังดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ในขณะนี้ มีเป้าหมายไปถึงสถาบันเบื้องสูง

คำถามจึงเกิดขึ้นว่า แล้วใครคือผู้เสียหาย ...??? หากไม่ใช่มวลมหาประชาชนทั้งเหนือ ใต้ กลาง ตะวันออก ตะวันตก ที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ประเทศชาติกลับไปสู่ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

และหากย้อนกลับไปดูคำพิพากษาให้นายสนธิ ลิ้มทองกุล ติดคุก 5 ปี โดยไม่รอลงอาญา โดยอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยื่นฟ้องหมิ่นประมาทที่ถูกกล่าวหาในลักษณะเช่นเดียวกัน จะพบว่าข้อสรุปของคำพิพากษามีนัยเช่นเดียวกัน โดยระบุว่า

จากพฤติการณ์แห่งคดี เห็นว่าจำเลยที่ 1 (คือนายสนธิ ลิ้มทองกุล) กล่าวหมิ่นประมาทโจทก์เป็นลำดับ มีการเปิดประเด็นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ได้มุ่งพิสูจน์ความจริงตามหลักนิติธรรม

บางครั้งปล่อยให้เป็นที่สงสัยกำกวม เร่งเร้าให้เกิดความสับสนวุ่นวายในสังคม ก่อให้เกิดความครอบงำบิดเบือนเนื้อหาข้อมูล ทำให้ขาดดุลความจริง

หวังมุ่งสร้างกระแสเพื่อโค่นล้มโจทก์ออกจากตำแหน่งนายกฯโดยไม่ใช้วิธีการที่รัฐธรรมนูญขณะนั้นกำหนด การกระทำดังกล่าวกระทบโครงสร้างทางสังคมครั้งใหญ่

เกิดความขัดแย้งอย่างมากระหว่างผู้ที่สนับสนุนโจทก์กับฝ่ายตรงข้ามโจทก์ ต่างมุ่งห้ำหั่นล้างผลาญกันทุกวิถีทาง สถานภาพของสังคมไทย เกิดความสูญเสียทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง

ทางนำสืบจำเลยที่ 1 และพฤติการณ์การกล่าวปราศรัยของจำเลยที่ 1 ตามวัตถุพยานของจำเลยที่ 1 ก็ดี การแต่งกายของจำเลยที่ 1 ไม่ว่ามีสีของเสื้อที่ใช้สีเหลือง อันเป็นสีประจำพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และตัวอักษรที่หน้าอกเสื้อคำว่า "เราจะสู้เพื่อในหลวง" ก็ดี

ล้วนพยายามสร้างภาพของโจทก์และผู้สนับสนุนโจทก์ให้มีภาพยืนอยู่ตรงข้ามกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และพยายามสร้างภาพของจำเลยกับพวกให้อิงแอบแนบชิดกับสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันสูงสุดที่ประชาชนคนไทยทุกหมู่เหล่าต่างเทิดทูน

เพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์กับพวกไม่จงรักภักดี ทำตัวเสมอพระมหากษัตริย์ หรือไม่ถวายพระเกียรติพระมหากษัตริย์ เป็นการแยกประชาชนคนไทยที่จงรักภักดีบางส่วนให้เป็นฝ่ายตรงข้ามสถาบันพระมหากษัตริย์ นับเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ

การที่จำเลยที่ 1 พยายามดึงสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพ เทิดทูนสูงสุดของประชาชนทุกหมู่เหล่ามาเป็นเครื่องมือในการกำจัดโจทก์กับพวกในทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พฤษติการณ์แห่งคดีมีลักษณะร้ายแรง และเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคลหรือคณะบุคคลอื่นอีกต่อไป จึงพิพากษาจำคุกโดยไม่รอลงอาญา....!!!

มาถึงตรงนี้ จึงเป็นเรื่องที่น่าขบคิดว่า เมื่อการใส่ร้ายป้ายสีที่เกี่ยวโยงไปถึงสถาบันเบื้องสูง ที่คนไทยทุกผู้ทุกนามมิอาจยินยอมได้แล้ว

ใยจะปล่อยให้กลุ่มแก๊งกวนเมืองเหล่านี้ เชิดหน้า กระหยิ่มยิ้มหย่องต่อพฤติกรรมชั่วร้ายของตัวเองต่อไปอีก

ไหนๆ ก็จะมีถึง 5 หมื่นคน 5 หมื่นรายชื่อ เพื่อยื่นต่อสภาให้แก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว ก็หาทาง
ฟ้องร้องเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง เพื่อให้หลาบจำเสียอีกคน เสียอีกคดีจะดีไหม

เพราะ 5 หมื่นรายชื่อนี่แหละครับ คือผู้ที่ถูกกล่าวหาจากปากของ จำลอง ศรีเมือง... ใครรู้กฎหมายช่วยตอบหน่อย....???

พร ภัทร



แล้วแต่มุมมอง

สถานการณ์ทางการเมืองแต่ละครั้ง แต่ละเหตุการณ์ มีผู้คนที่มองปัญหาในขณะนั้นแตกต่างกันไป ทั้งนี้จะโดยเหตุผลใดก็ตาม แต่ละพวกแต่ละกลุ่มก็อาจมีเหตุผลสนับสนุนความคิดเห็นของตนอย่างหนักแน่นอยู่เสมอ บางทีพาลเอะอะไปกล่าวโทษความเห็นอีกฝ่ายหนึ่งว่า ล้าหลัง รับใช้นายทุน รับใช้ศักดินา รับใช้พวกอำมาตยาฯ รับใช้ทหาร เผด็จการ ไปก็มี

สังคมจึงเกิดการแตกแยก การแตกแยกครั้งนี้เป็นการแตกแยกที่แตกต่างจากความแตกแยกทั้งหลายในอดีตที่เกิดขึ้นมาในประเทศไทยของเรา

คราวนี้แตกคงแตกไปเลย ยากที่จะทวนย้อนกลับมา “สมาน” ให้เหมือนเดิมได้ เป็นการแตกแยกที่จะนำไปสู่ “ความถาวร” ถ้าตราบใดแต่ละฝ่ายยังยืนยันว่า ความคิดเห็นของตน “ถูกต้อง” แต่เพียงฝ่ายเดียว โดยหันหลังปฏิเสธแนวความคิดที่เห็นแตกต่างกัน

ทั้งๆ ที่ในอดีตพวกเขาเคยคิดเห็นเหมือนกัน กินเหมือนกัน ขี้เหมือนกัน จับอาวุธในป่าเขาลำเนาไพรเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายด้วยกัน

“ฤๅจะเป็นอดีตไปจริงๆ”

ความเป็น “สหาย” ที่เคยต่อสู้ร่วมรบกันในสภาวะที่ยากลำบากในอดีต จะไม่มีเหลือไว้สรรเสริญอีกแล้วหรือ

ความยากลำบากในอดีต เป็นแผลเป็นที่ทุกคนมีจารึกไว้ในห้วงแห่งความคิด การเสียสละด้วยใจที่สู้รบของบรรดา

“สหาย” ฤๅจะจางหายไป

อะไรกำลังเกิดขึ้นกับพวก “สหาย” เรา ในขณะนี้

การปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ได้แบ่งแยกพวกเราออกจากกันโดยสิ้นเชิง ฤๅจะเป็นแผนของฝ่ายที่ประสงค์จะทำให้พวกเราแตกแยกกัน พวกเขาพยายามทำมาแล้วในอดีตแต่ไม่สำเร็จ แต่กำลังจะทำสำเร็จ ก็ตอนที่พวกเขาทำการปฏิวัตินี่เอง

นอกจากเขาจะปฏิวัติโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนได้สำเร็จ เขายังสามารถ “โค่น” นักคิดนักเขียน นักต่อสู้ที่ก้าวหน้าในอดีต แยกพวกเขาออกจากกันอย่างแยบยล

ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่าง “สุรชัย จันทิมาธร” แห่ง “วงคาราวาน” จะไปยืนอยู่กับฝ่ายทหารที่ก่อการปฏิวัติ โดยให้ “สอบผ่าน” ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่าง “ประสาร มฤคพิทักษ์” จะกล้าไปเป็นกระบอกเสียงให้แก่รัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร ซ้ำยังกล้าแว้งกัดพรรคพวกที่เคยร่วมต่อสู้กันมาในอดีตอย่างหน้าตาเฉย ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่าง “สุรพล นิติไกรพจน์” อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะกล้าประกาศตัวรับใช้เผด็จการ โดยยอมตนไปเป็น “สนช.” ของพวกเผด็จการ ไม่น่าเชื่อ...ฯลฯ...ว่าเขาจะกล้ายืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับฝ่ายปฏิวัติรัฐประหารเผด็จการ

เมื่อพวกทหารปฏิวัติ “ฉีก” รัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชนทิ้ง พวกเหล่านี้ไม่กล้าแม้จะคัดค้านชี้ผิดชี้ถูกให้แก่บ้านเมือง

ทำไมคนอย่าง “จิ้น กรรมาชน” ผู้ที่ต่อสู้กับเผด็จการอย่างเอาการเอางาน ตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 และเข้าป่าจับปืนสู้รบกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย แห่งวง “กรรมาชน” จึงออกมาต่อสู้คัดค้านกับการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 อย่างกล้าหาญ และไม่เกรงกลัวภัยเผด็จการทั้งมวลที่กระทำต่อเขา
ทำไมคนอย่าง “วิสา คัญทัพ” กวีเอก “เมื่อฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” อดีต 13 กบฏยุค 14 ตุลาคม 2516 จึงกล้าออกมาต่อสู้กับเผด็จการ

ทำไมคนอย่าง “หมอเหวง โตจิราการ” นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ผู้ไม่ประสงค์ได้ตำแหน่งใดกับทุกอำนาจรัฐ จึงกล้านำการต่อสู้กับเผด็จการทหารและพวกอำมาตยาฯ

ทำไมคนอย่าง “จาตุรนต์ ฉายแสง” สหายแห่งกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย จึงออกมาต่อสู้กับเผด็จการทหารอย่างกล้าหาญองอาจ ทำไมคนอย่าง...ฯลฯ...จึงกล้าต่อสู้กับเผด็จการทหารและอำมาตยาฯ

และทำไม พวกเขาจึงคิดต่างกันอย่างสิ้นเชิง

มีแต่วีรชนที่เสียสละชีวิตไปแล้วเท่านั้น จะรู้ว่าใครคือ “คนจริง” ใครคือ “ของปลอม”

เวลาเท่านั้นเป็นเครื่องพิสูจน์!

ดร.อดิศร เพียงเกษ