WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, May 2, 2008

เปิดคดีใบแดง “ยงยุทธ” ดึงพยาน 50 ปากสู้คดี ไต่สวนนัดแรก 8 พ.ค.

ศาลฎีกาฯ สอบข้อเท็จจริงคดีใบแดง “ยงยุทธ” หลัง กกต. ยื่นคำร้องให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง รวมไปถึง “ละออง” น้องสาว นัดไต่สวนพยานนัดแรก 8 พ.ค. ขณะที่ ทีมกฎหมายดึงพยาน “กำนัน – จนท.รัฐ” 50 ปากสู้ชั้นศาล ชี้พยานฝ่ายผู้ร้องไม่น่าเชื่อถือ อ้างสร้างสถานการณ์เกินความเป็นจริง เจ้าตัวยันบริสุทธิ์ มั่นใจในกระบวนการยุติธรรม

วันนี้ (2 พ.ค.) ที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง สนามหลวง เวลา 09.00 น.นายกำธร โพธิ์สุวัฒนากุล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา พร้อมองค์คณะรวม 3 คน ออกนั่งบัลลังก์ตรวจสอบพยานหลักฐาน คดีหมายเลขดำที่ ลต.38 /2551 ระหว่าง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ร้อง และ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.สัดส่วนกลุ่มที่ 1 และรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน และ น.ส.ละออง ติยะไพรัช น้องสาวนายยงยุทธ ส.ส.แบ่งเขต 3 จ.เชียงราย พรรคพลังประชาชน ผู้คัดค้านที่ 1-2 กระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) พ.ศ.2550 ด้วยการทุจริตการเลือกตั้งด้วยการแจกเงินให้กับกลุ่มกำนัน อ.แม่จัน จ.เชียงรายซึ่งเป็นตัวแทน (หัวคะแนน) ของนายยงยุทธ แจกเงินซื้อเสียงเพื่อให้มีการลงคะแนนเลือกผู้สมัครของพรรคประชาชน โดย กกต.ยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง นายยงยุทธ ซึ่งให้ถูกใบแดง และสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ ในเขต 3 จังหวัดเชียงราย ที่ น.ส.ละออง ถูกให้ใบเหลือง

ทางฝ่าย กกต.โดยมี พ.ต.อ.นัฐศักดิ์ นานาวัน ผู้อำนวยการสำนักสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยของ กกต. และคณะ ได้นำแผ่นวีซีดี จำนวน 8 แผ่น และคำวินิจฉัยส่วนตนของ กกต.ทั้ง 5 คน มาส่งมอบให้กับศาลตามที่ทนายความฝ่ายผู้คัดค้านของนายงยุทธ และ น.ส.ละออง ร้องขอไว้

อย่างไรก็ดี นายยงยุทธ และน.ส.ละอองไม่ได้เดินทางมาที่ศาลด้วยตนเอง แต่ได้มอบอำนาจให้ นายพิชิฏ ชื่นบาน ทนายความและคณะมาดำเนินการแทน

ทั้งนี้ ศาลได้ส่งวีซีดีจำนวน 8 แผ่น และคำวินิจฉัยส่วนตนของ กกต.ทั้ง 5 คน ให้ทนายความของนายยงยุทธแล้ว เพื่อให้ไปตรวจสอบเนื้อหาในวีซีดี ว่า ตรงกับเนื้อหาซึ่ง กกต.ถอดมาจากวีซีดี ยื่นเป็นพยานเอกสารแล้วในสำนวนดังกล่าวหรือไม่ ในประเด็นที่ทนายความต้องการทราบถึงกรณีที่พันเอกธนัชย์ ปัญญา รอง ผอ.กอ.รมน.จ.เชียงราย เรียกกำนันใน อ.แม่จัน จ.เชียงราย จำนวน 10 คน ไปให้การในวันที่ 11 และ 17 ธันวาคม 2550 ซึ่ง พ.ต.อ.นัฐศักดิ์ ได้ยืนยันต่อศาลว่า วีซีดี 8 ทั้งแผ่นมีเนื้อหาครบถ้วนทั้งในส่วนของรายละเอียดเกี่ยวกับการเดินทางที่มีการทุจริตจ่ายเงินซื้อเสียง รวมทั้งรายละเอียดที่มีการเรียกกำนันใน อ.แม่จัน ทั้ง10 คน มาสอบถาม

จากนั้นศาลได้สอบข้อเท็จจริงจากคำร้องและคำคัดค้านของทั้งสองฝ่ายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งทั้งสองฝ่ายรับกันได้สรุปว่า เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2550 หลังจากมีพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้ง มีส.ส. กำนันใน อ.แม่จัน จ.เชียงราย จำนวน 10 ประกอบด้วย นายไชยวัฒน์ ฉางข้าวคำ นายอดิศร เรือนคำ นายพัฒน์ จางตาอ่อน นายบุญคำ กำพระ นายจรินทร์ วงศ์ธานี นายพรชาติ สุวรรณรัตน์ นายชด บุตรชา นายสมบูรณ์ อรินต๊ะทราย เดินทางจากจังหวัดเชียงรายด้วยสายการบินแอร์เอเชีย มาลงที่สนามบินสุวรรณภูมิ

พร้อมกับนายบรรจง ยางยืน นายก อบจ.เดินทางมาด้วย นอกจากนี้ ยังมี ด.ต.มานิตย์ สุฉายา ด.ต.สุเทพ ศรีสุข พ.ต.อ.ประภาส ปิยะมงคล นางกัณรส ชาภู่พวง เป็นคณะติดตามข้อเท็จจริงของ กกต. ติดตามมาด้วย จากนั้นกำนันทั้ง 10 คน ได้เดินทางขึ้นรถตู้ไปยังที่ทำการพรรคพลังประชาชน ถนนเพชรบุรี กรุงเทพฯ และไปพบกับนายยงยุทธ ติยะไพรัช ซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน ที่โรงแรมเอสซีปาร์ค และ มีการพูดคุยกัน กำนันทั้ง 10 คนพักค้าง 1 คืน และเดินทางกลับ จ.เชียงราย

ต่อมา กกต.จัดการเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ผู้ร้องทั้งสองได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.และ กกต.ประกาศรับรอง แต่ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2550 ก่อนวันลงคะแนนเลือกตั้ง นายวิจิตร ย่อสุวรรณ ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง เขต 3 จ.เชียงราย พรรคชาติไทย ได้ยื่นคำร้องโดยกล่าวหาว่า การที่กำนันใน อ.แม่จัน จ.เชียงรายทั้ง 10 คน เดินทางไปพบกับนายยงยุทธ ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน ที่กรุงเทพฯ เชื่อว่า น่าจะมีการเสนอให้ สัญญาว่าจะให้ ทรัพย์สินที่สามารถประเมินราคาได้ เพื่อจูงใจให้ลงคะแนนให้กับผู้สมัครพรรคพลังประชาชน งดเว้นการลงคะแนนให้พรรคการเมืองอื่น เข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง มีผลทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม

ต่อมาคณะกรรมการสืบสวนสอบสวน กกต.สอบสวนแล้วเสนอ กกต.ผู้ร้อง ว่า ผู้คัดค้านทั้งสองกระทำผิด ม.53 (1) และ ม.57 พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว.พ.ศ.2550 เห็นควรให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง นายยงยุทธ ผู้คัดค้านที่ 1 และจัดการเลือกตั้งในเขต 3 จ.เชียงราย ใหม่ โดย กกต.ผู้ร้องวินิจฉัยชี้ขาดแล้วมีมติว่า นายยงยุทธ ผู้คัดค้านที่ 1

กระทำผิด ม.53 พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส.และการกระทำของนายยงยุทธ ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นเหตุให้การเลือกตั้ง เขต 3 จ.เชียงราย ในส่วนของน.ส.ละออง ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่เที่ยงธรรม เห็นควรให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและดำเนินคดีอาญา นายยงยุทธ ผู้คัดค้านที่ 1 ตาม ม.53 และ 57 พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส.และจัดให้มีการเลือกตั้งเขต 3 จ.เชียงรายใหม่ แทน น.ส.ละออง ผู้คัดค้านที่ 2

ภายหลังศาลสอบข้อเท็จจริงคู่ความทั้งสองฝ่ายเสร็จสิ้น จึงนัดไต่สวนพยานฝ่าย กกต.ผู้ร้อง ในวันที่ 8 พฤษภาคม เวลา 09.00 น.และนัดไต่สวนพยานผู้คัดค้านในวันที่ 12 พฤษภาคม เวลา 09.00 น.

ด้าน นายพิชิฏ ชื่นบาน ทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้นำพยานหลักฐาน ประกอบด้วย บัญชีรายชื่อพยานบุคคล 50 ปาก ที่มีทั้งกำนัน และเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมถึงพยานเอกสารมายื่นให้ต่อศาล ส่วนประเด็นที่จะใช้ต่อสู้ในชั้นศาลนั้นจะชี้ให้เห็นถึงความไม่น่าเชื่อถือของพยานฝ่ายผู้ร้อง เนื่องจากมีข้อบกพร่อง ที่เป็นความเชื่อมโยงของพยานหลักฐานในส่วนของเจ้าหน้าที่รัฐกับผู้ร้อง มันเกินความเป็นจริง ขณะที่นายยงยุทธเองได้ยืนยันถึงความบริสุทธิ์ของตนเอง และ น.ส.ละออง พร้อมมั่นใจในกระบวนการยุติธรรม


รมว.ไอซีที ยืนยันจะนำร่าง กม.กสทช.เข้าสภาฯ ก่อน 17 ส.ค.

รัฐสภา 2 พ.ค.-ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณากระทู้ถามของนายอนันต์ วรธิติพงศ์ ส.ว.สรรหา เรื่องการจัดตั้งองค์กร เพื่อทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่และกำกับดูแลกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม โดยได้สอบถามว่า รัฐบาลดำเนินการเพื่อให้มีกฎหมายจัดตั้งองค์กรเพื่อทำหน้าที่ดังกล่าวอย่างไร และมีแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในการบริหารจัดการกิจการสื่อสารและโทรคมนาคม โดยเฉพาะวิทยุชุมชน และการบริหารจัดการความถี่อย่างไร หากกฎหมายดังกล่าวไม่แล้วเสร็จตามที่กำหนด


นายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า ยอมรับว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีความถดถอยในกิจการโทรคมนาคม ทั้งที่เดิมมีการตั้งเป้าว่าเป็นศูนย์กลางโทรคมนาคมในภูมิภาค และถูกลดอันดับประเทศที่มีขีดความสามารถในกิจการด้านโทรคมนาคม ผิดกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีการปรับอันดับขึ้นทุกปี สำหรับกฎหมายที่ก่อให้เกิดองค์กรที่เรียกว่า กสทช. (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งรัฐบาลชุดนี้เข้ามาสานต่อรัฐบาลที่แล้ว อย่างไรก็ตาม จะเร่งร่างกฎหมายฉบับนี้เพื่อส่งเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาได้ก่อนวันที่ 17 ส.ค.เป็นอย่างช้า เพราะจะเป็นวันที่ครบกำหนด 180 วัน ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด หากเป็นไปได้จะทำให้เสร็จก่อน ดังนั้น ขอความร่วมมือจากวุฒิสภาด้วยว่า เมื่อกฎหมายฉบับนี้เข้ามาแล้ว ขอให้พิจารณาโดยเร็วเพื่อจะได้จัดการคลื่นความถี่ในระบบ 3 จี และวายแม็กซ์ ซึ่งเกือบจะทั่วโลกได้ใช้ระบบนี้เกือบทั้งหมด ขณะที่เรายังไม่ได้เริ่มเลย.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-02 15:40:37


ประธาน กกต.ยืนยันเมื่อไม่มี กม.เอาผิดคดีนอมินีได้ต้องยกคำร้อง

สำนักงาน กกต. 2 พ.ค. - นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงมติ กกต. ยกคำร้องสำนวนการกล่าวหาพรรคพลังประชาชนเป็นนอมินีพรรคไทยรักไทย ว่า ได้พิจารณาอย่างละเอียดแล้ว เห็นว่าผลการตรวจสอบของอนุกรรมการฯ ที่มีนายไพฑูรย์ เนติโพธิ์ เป็นประธาน ไม่มีกฎหมายเอาผิด เพราะกฎหมายห้ามเฉพาะอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน ที่ถูกตัดสิทธิกรณีถูกศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค ไม่ให้เป็นกรรมการบริหารพรรคหรือจัดตั้งพรรคใหม่เท่านั้น

แต่พรรคพลังประชาชนได้ตั้งมาถูกต้องก่อนหน้านี้แล้ว จึงไม่ถือว่าเป็นการตั้งเพื่อมารองรับพรรคไทยรักไทยเป็นการเฉพาะ อีกทั้งนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยเดิมด้วย โดยเป็นเพียงผู้ที่เข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคใหม่เท่านั้น เหตุเหล่านี้จึงไม่ถือว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมาย

“การที่อดีตกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกตัดสิน จะเป็นนอมินีหรือไปสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง หรือสั่งการอะไร เมื่อไม่มีกฎหมายโดยตรงเอาผิด เราก็ทำอะไรไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องนี้ไม่มีความเชื่อมโยงไปถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องเหล่านั้น ดังนั้น การจะเอาผิดต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้มีความชัดเจนมากขึ้น แต่ตอนนี้ กกต.พิจารณาไปเท่าที่มีกฎหมายบัญญัติไว้ ไม่ได้ทำอะไรนอกเหนือกฎหมาย” นายอภิชาต กล่าว

ต่อกรณี กกต.จะเป็นผู้เสนอให้แก้ไขกฎหมายเพื่อเอาผิดหรือไม่นั้น นายอภิชาต กล่าวว่า กกต.ยังไม่มีแนวคิดจะแก้ไขกฎหมาย แต่คงต้องหารือในที่ประชุม กกต. ว่ามีความเห็นอย่างไร แต่ กกต.ไม่มีหน้าที่ออกกฎหมาย. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-02 15:14:17

สุเมธ ถามดีเอสไอใช้อำนาจใดสอบ กกต.

กกต. 2 พ.ค. - “สุเมธ อุปนิสากร” ถามดีเอสไอมีอำนาจอะไรเรียก กกต.แจงกรณีมีการร้องเรียนฮั้วประมูลบัตรเลือกตั้ง ด้านเลขาฯ กกต.แจงการจัดซื้อจัดจ้างการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ยืนยันเป็นไปตามระเบียบปฏิบัติการจัดซื้อจัดจ้าง

นายสุเมธ อุปนิสากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านการมีส่วนร่วม กล่าวถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้ กกต.ส่งเอกสารเพื่อประกอบการสอบสวนกรณีที่ถูกร้องเรียนว่าฮั้วบัตรเลือกตั้งภายใน 30 วัน และจะออกหมายเรียกให้ กกต.ไปชี้แจง ว่า ไม่ทราบเรื่องดังกล่าว และเห็นว่าดีเอสไอไม่มีอำนาจในการเรียกเอกสารจาก กกต. และไม่มีอำนาจในการตรวจสอบ กกต. หากดีเอสไอออกหมายเรียกให้ไปชี้แจง ต้องถามว่าดีเอสไอมีอำนาจหรือไม่ เรื่องนี้ควรมีคนกลางมาตัดสินอำนาจระหว่างองค์กร เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าดีเอสไอมีอำนาจตรวจสอบ กกต.หรือไม่

“ผมนึกไม่ออกว่า กกต.จะฮั้วบัตรเลือกตั้งได้อย่างไร เพราะตั้งแต่เข้ามาทำงานที่ กกต. และมีส่วนร่วมในการจัดการเลือกตั้ง เรามีการเปิดประมูล ซึ่งเมื่อได้ 2 บริษัทที่จะมาพิมพ์บัตรเลือกตั้งแล้ว เราก็ได้แยกสัญญาออกเป็น 2 สัญญา ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอีกหนึ่งชุดเพื่อติดตามการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งเป็นการเฉพาะ ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการฮั้วบัตรเลือกตั้ง” นายสุเมธ กล่าว

ด้านนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. กล่าวถึงกรณีที่ดีเอสไอระบุพบหลักฐานในการจัดซื้อจัดจ้างการพิมพ์บัตรเลือกตั้งของ กกต.ที่ใช้งบเกินกว่า 130 ล้านบาท ว่า ดีเอสไอเข้าใจผิด เพราะความจริงแล้วในการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งของ กกต.จะต้องปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติในการจัดซื้อจัดจ้างของสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งในการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งจะแบ่งสัญญาเป็น 2 ส่วน คือ สัญญาการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต และสัญญาการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งแบบสัดส่วน โดยทั้งสองส่วนจะนำวงเงินมารวมกันไม่ได้ นอกจากนี้ ยังมีคณะกรรมการบริหารพัสดุคอยควบคุมไม่ให้ราคาเปลี่ยนแปลงไปจากที่กำหนด ซึ่งหลังจากนี้คณะกรรมการ 4 ชุดที่ กกต.ตั้งขึ้นมาสอบสวนคู่ขนานกับดีเอสไอจะเดินหน้าสอบสวนให้ข้อเท็จจริงปรากฏ และจะเชิญดีเอสไอเพื่อมาหารือในข้อเท็จจริงด้วย

นายสุทธิพล กล่าวถึงการตรวจสอบอำนาจของดีเอสไอในการออกหมายเตือนให้ กกต.ปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานสอบสวน เนื่องจาก กกต.ไม่ให้ความร่วมมือในการจัดส่งเอกสารว่า การที่ กกต.ตรวจสอบอำนาจดีเอสไอ ถือว่าเป็นสิทธิที่สามารถทำได้ เพราะเมื่อคนที่ไม่ใช่เจ้าของบ้านจะมาขอข้อมูล เราก็ต้องตรวจสอบก่อนว่าคนที่มาขอข้อมูลนั้นมีอำนาจหรือไม่

“ถ้าดีเอสไอบริสุทธิ์ใจ ก็ควรถอยออกมาก้าวหนึ่ง และควรดูว่าตัวเองมีกรอบอำนาจแค่ไหน ไม่ใช่เอาแต่บอกว่าตนเองมีอำนาจ ซึ่งในความเป็นจริงเราไม่จำเป็นต้องทักท้วงดีเอสไอก็ได้ ปล่อยให้ดีเอสไอทำผิดไป แล้วค่อยมาเล่นงานภายหลัง แต่ กกต.ไม่อยากทำ และยืนยันว่า กกต.ไม่ได้ดึงเรื่องให้ยืดเยื้อ เพราะ กกต.ได้แต่ตั้งรับ ไม่ได้จู่โจม” นายสุทธิพล กล่าว.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-02 15:08:04

อดีต ส.ส.ร. 40 ชี้ รธน.ปี 50 ให้อำนาจตุลาการฯ มากเกินไป

โรงแรมมิราเคิลฯ 2 พ.ค.- “พนัส ทัศนียานนท์” ชี้รัฐธรรมนูญปี 2550 ให้อำนาจตุลาการเป็นใหญ่ ระบบเลือกตั้งทำให้ประชาชนมีสิทธิไม่เท่าเทียมกัน ด้าน “เสรี สุวรรณภานนท์” เตือน ส.ส.ลงชื่อยื่นญัตติแก้รัฐธรรมนูญระวังถูกถอดถอน เพราะเป็นการทำเพื่อตัวเองมากกว่าส่วนรวม ขณะที่ “สุริยะใส” แนะให้สังคมเป็นเจ้าภาพเพื่อลดความแตกแยก

สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจัดสัมมนา “เรื่องสถานการณ์รัฐธรรมนูญไทย” โดยผู้ร่วมอภิปรายในภาคเช้า ประกอบด้วย นายเสรี สุวรรณภานนท์ อดีตรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)ปี 2550 นายพนัส ทัศนียานนท์ อดีต ส.ส.ร.ปี 2540 และอดีต ส.ว.ปี 2543 นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.)

นายพนัส กล่าวว่า รัฐธรรมนูญถือเป็นประเด็นที่ขณะนี้มีความคิดเห็นแตกแยกอย่างมากในสังคม และตนไม่มีความคิดว่าควรแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ ขณะเดียวกันไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจ เพราะไม่เชื่อว่าจะนำไปสู่ประชาธิปไตย และเห็นว่า มาตรา 309 ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เป็นเรื่องที่ให้ประชาชนยอมรับการทำรัฐประหารและการนิรโทษกรรม ส่วนระบบการเลือกตั้งที่เปลี่ยนไปในรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ทำให้เกิดความเสมอภาค เพราะในแต่ละจังหวัดเลือก ส.ส.ได้จำนวนไม่เท่ากัน ซึ่งขัดกับหลักการเท่าเทียมกันในรัฐธรรมนูญ

นายพนัส กล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นองค์กรอิสระในรัฐธรรมนูญปี 2550 ให้อำนาจตุลาการในการสรรหา ซึ่งมองได้ว่าเป็นการปกครอง โดยตุลาการเป็นใหญ่ ที่เราเรียกว่า “ตุลาการภิวัตน์” ซึ่งสหรัฐได้เรียนรู้ในเรื่องนี้มาแล้ว เขาจึงเริ่มจำกัดอำนาจตุลาการ ดังนั้น อยากฝากเรื่องนี้ไว้ให้คิดกัน

ด้านนายเสรี กล่าวว่า จุดยืนของชมรม ส.ส.ร. 2550 ไม่ได้ต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่การแก้ไขต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และขณะนี้ประชาชนสับสนว่า แก้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือส่วนรวม โดยฝ่ายรัฐบาลบอกว่า ต้องการแก้รัฐธรรมนูญตามที่หาเสียงไว้ แต่มีอีกฝ่ายระบุว่า เป็นการแก้ไขเพื่อตัวเอง และส่วนตัวเห็นว่า เจตนาแก้รัฐธรรมนูญของรัฐบาลเป็นการทำเพื่อตัวเองให้พ้นจากคดียุบพรรค และพ้นจากคดีความต่าง ๆ และทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระ รวมถึงการแก้รัฐธรรมนูญให้อัยการสูงสุดกลับมาอยู่ภายใต้นักการเมือง

“เราพยายามส่งสัญญาณโดยไม่ต้องการให้เกิดความไม่สงบในบ้านเมือง แต่ต้องการให้หลังเลือกตั้งสงบเรียบร้อย ไม่ใช่ยังทะเลาะกันอยู่เหมือนปัจจุบัน ให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองมากที่สุด การร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ยึดรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งรัฐธรรมนูญ 2540 เป็นฉบับที่ดีมีการป้องกันเรื่องความไม่โปร่งใส แต่ผิดที่ผู้ที่นำไปใช้ไม่ดี จึงเป็นที่มาของรัฐธรรมนูญปี 2550” นายเสรี กล่าว

นายเสรี กล่าวว่า ขณะนี้มีเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้น เพื่อทำลายรัฐธรรมนูญปี 2550 เมื่อ 2-3 วันก่อนมีคนออกมาบอกว่า การร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 56 เป็นโมฆะ เพราะองค์ประชุมไม่ครบ ซึ่งเรื่องนี้ผ่านกระบวนการมาหมดแล้ว การออกมาท้วงติงตอนนี้เป็นเรื่องไม่สมเหตุผล และอยากส่งสัญญาณเตือนว่า หากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำผิดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 122 เพราะไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ดังนั้น ส.ส.ที่จะลงชื่อเพื่อยื่นญัตติดังกล่าวอาจจะถูกถอดถอนได้ ทำให้การทำงานของสภาต้องหยุดชะงัก

ส่วนนายสุริยะใส กล่าวว่า ไม่ได้คัดค้านหากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ต้องสมเหตุผลและถูกต้องตามวิธีทางประชาธิปไตย โดยต้องไม่ทำให้เกิดความขัดแย้ง หากพบว่าความขัดแย้งเกิดขึ้นในสังคมก็ต้องหยุด ซึ่งไม่เข้าใจว่าทำไมรัฐบาลต้องทำให้เสร็จภายใน 1-2 เดือน และการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ของรัฐบาล ทำให้เกิดความหวาดระแวง เพราะมีประเด็นที่นอกเหนือรัฐธรรมนูญ ทำไมไม่เร่งแก้ไขปัญหาด่วน คือ เรื่องปากท้องของประชาชน

“ทางออกเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ หวังว่าพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 5 พรรค สะกิดพรรคพลังประชาชนว่า ถ้าทำเรื่องนี้แล้วแตกแยก ควรออกแบบการแก้รัฐธรรมนูญให้สังคมเป็นเจ้าภาพ จะลดเรื่องความแตกแยกได้ ไม่เช่นนั้นเมื่อมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น พรรคร่วมรัฐบาลจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ฐานการแก้รัฐธรรมนูญต้องทำให้เกิดความชอบธรรมแต่ต้น จะไม่เกิดการชุมนุมต่อต้าน การทำประชามติจะทำให้วิวาทะเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญเป็นวาระทางสังคม และทำให้การแก้รัฐธรรมนูญไม่เป็นเงื่อนไขของการทำรัฐประหารอีกครั้ง และมีความชอบธรรม” นายสุริยะใส กล่าว.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-02 14:53:29


จักรภพ ไม่สนใจ ธีรยุทธ ชี้อยู่ 4 ปีคงมีฉายาเป็นร้อย

ทำเนียบฯ 2 พ.ค. - นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายธีรยุทธ บุญมี อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิพากษ์การเมืองไทย ตั้งฉายารัฐบาล เป็นรัฐบาลลูกกรอก 1 ว่า ต้องขอขอบคุณที่คนไทยเห็นถึงความสำคัญของระบอบประชาธิปไตย แสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล เป็นการสร้างบรรยากาศที่ดี ที่สังคมต้องการการแสดงออกที่เป็นประชาธิปไตย สร้างบรรยากาศที่วิจารณ์ได้ ถ้ารัฐบาลอยู่ 4 ปี ก็ต้องมีถึง 100 ฉายา แต่รัฐบาลจะมีฉายาหรือไม่ คงไม่สำคัญ เพราะเมื่อพ้นไปแล้วฉายาถาวรที่เป็นประวัติศาสตร์ถือว่าสำคัญกว่าฉายาในตอนนี้ ส่วนจะชอบฉายานี้หรือไม่นั้น นายจักรภพ เห็นว่า คึกครื้นดี ขลังดี และส่วนตัวคงไม่วิจารณ์การตั้งฉายา

“รัฐบาลตอนนี้ต้องการที่จะทำไส้กรอกมากกว่า ต้องการผลิตอาหารเลี้ยงคนไทยและต่างชาติมากกว่า เพราะตอนนี้สินค้าแพง เกิดการขาดแคลน เพราะฉะนั้นตอนนี้ไม่ใช่ลูกกรอก แต่ขอเป็นไส้กรอก” นายจักรภพ กล่าว. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-02 14:07:22

กกต.เสียงข้างมาก ซัด “วีระ” มั่วข้อกล่าวหา พปช. เป็น นอมินี

“อภิชาต - สุเมธ” กกต.เสียงข้างมาก แจงเหตุยกคำร้องคดี “พปช.-สมัคร” พ้นข้อกล่าวหา นอมินี ทรท. ไม่มีกม.เอาผิด ระบุหลักฐานชัดพลังประชาชนจดทะเบียนตั้งพรรค 41 ซัด “วีระ” มั่วข้อกล่าวหา ย้อนกลับ ใครว่าผิด เอากม.มายัน

หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติ 3 : 1 : 1 เห็นว่าพลังประชาชนเป็นนอมินีพรรคไทยรักไทย แต่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้เป็นความผิด โดย 3 เสียงข้างมากประกอบด้วย นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. นายสุเมธ อุปนิสากร กกต. ด้านการมีส่วนร่วม นางสดศรี สัตยธรรม กกต. ด้านกิจการพรรคการเมือง

ส่วน กกต. 1 เสียงที่เห็นควรให้นายทะเบียนพรรคการเมืองเป็นผู้ดำเนินการต่อไปคือ นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต.ด้านบริหารการเลือกตั้ง และ กกต.อีก 1 เสียงที่เห็นควรให้ยกคำร้องทั้ง 2 สำนวน เนื่องจากเห็นว่าไม่มีพฤติการณ์เป็นนอมินี และไม่มีกฎหมายมหาชนบัญญัติให้กรณีดังกล่าวเป็นความผิดคือ นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ด้านสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย

นายสุเมธ หนึ่งใน กกต. เสียงข้างมาก เผยความเห็นว่า ตามมาตรา 95 เรื่องยุบพรรคน่าเป็นของนายทะเบียนพรรคการเมือง ไม่ใช่ กกต. เรียนว่าทั้งคำร้อง 2 เรื่องจุดประสงค์คือขอให้ยุบพรรคพลังประชาชน และให้ดำเนินคดีกับ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ที่กระทำความผิด ทั้งนี้ กรณียุบพรรค ตามมาตรา 94 เราดูแล้วก็ไม่น่าจะเข้าข่าย ก็เห็นด้วยที่คณะอนุกรรมการสอบสวนบอกว่าควรจะยกคำร้องไป

“คดี นอมินี ท้ายคำร้องขอให้ยุบพรรค แต่มีคำร้องหนึ่งขอให้ดำเนินคดีกับนายสมัครด้วย โดยประเด็นยุบพรรคเมื่อดูมาตรา 94 ไม่เข้าเงื่อนไข อีกทั้งพรรคพลังประชาชนจดทะเบียนตั้งแต่ปี 2541 ก่อนพรรคไทยรักไทยจะจดเสียอีก เราดูกันแล้ว ซึ่งเขาก็มีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการเท่านั้นเอง จะมาบอกว่าเป็นนอมินีก็ยาก ผมก็พยายามบอกว่า ใครบอกว่าผิด เป็นนอมินีข้อไหน ช่วยบอกหน่อยสิ ส่วนประเด็นที่กล่าวหานายสมัครเป็น นอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณ (ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี) ก็ยิ่งไม่มีกฎหมายห้าม เพราะนายสมัครไม่ได้อยู่ใน 111 คนที่ต้องห้าม” นายสุเมธกล่าว

ส่วนกรณีที่นายวีระ สมความคิด 1 ในผู้ร้องบอกว่าจะพุ่งเป้าเอาผิดไปที่คณะอนุกรรมการชุดนายไพฑูรย์ เนติโพธิ ที่มีธงให้หลุดจากคดี นายสุเมธ กล่าวว่า “คงไม่ถูกมั้งครับ เพราะคณะของนายไพฑูรย์เห็นว่าเป็นนอมินีของไทยรักไทย แต่พรรคพลังประชาชนจดทะเบียนปี 2541 จึงบอกว่า ไม่มีกฎหมายเข้า หากใครคิดว่าเข้ากฎหมายใด ก็ช่วยบอกมาหน่อย”

ส่วนคดีการปลอมลายเซ็นนายสิทธิชัย โควสุรัตน์ นั้น นายสุเมธ กล่าวว่า เราดูแล้วว่าไม่ปลอม ต้องรอการพิสูจน์จากกองปราบปรามว่าลงความเห็นว่าอย่างไร เรื่องการพิสูจน์ลายมือชื่อ มันต่างจากที่ศาลฎีกาตัดสิน ซึ่งเราก็ต้องดูกันอีกที ว่าอะไรจะเกิดขึ้น คงยุ่งพอสมควร เบื้องต้นอนุกรรมการสอบสวนพิจารณาแล้ว เห็นว่าไม่ใช่เป็นการปลอมลายเซ็น ส่วนนายสิทธิชัยจะเจอความผิดอะไรหรือไม่ ก็ต้องว่ากันอีกทีว่าจะเข้าข่ายฟ้องเท็จแจ้งเท็จหรือไม่

เช่นเดียวกับ นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. ให้สัมภาษณ์ในเรื่องเดียวกันว่า จากที่ได้พิจารณาอย่างละเอียดแล้วเห็นว่า ผลการตรวจสอบของอนุกรรมการฯ ที่มีนายไพฑูรย์ เนติโพธิ์ เป็นประธานนั้น ไม่มีกฎหมายเอาผิด เพราะกฎหมายห้ามเฉพาะอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คนที่ถูกตัดสิทธิด้วยการถูกศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค ไม่ให้เป็นกรรมการบริหารพรรคหรือจัดตั้งพรรคใหม่เท่านั้น แต่กรณีนี้พรรคพลังประชาชนถูกต้องมาก่อนแล้ว ไม่ถือว่าเป็นการตั้งเพื่อมารองรับพรรคไทยรักไทยเป็นการเฉพาะ

อีกทั้งนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนนั้น ก็ไม่ได้เป็นสมาชิพรรคไทยรักไทยเดิม เพราะเป็นเพียงผู้ที่เข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคใหม่เท่านั้น เหตุเหล่านี้จึงไม่ถือว่าจะเป็นการกระทำผิดกฎหมาย

“การที่อดีตกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกตัดสินจะเป็นนอมินีหรือไปสนับสนุนอยู่เบื้องหลังหรือสั่งการอะไร เมื่อไม่มีกฎหมายโดยตรงเอาผิด เราก็ทำอะไรไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องนี้ไม่มีความเชื่อมโยงไปถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องเหล่านั้น ดังนั้น การจะเอาผิดก็ต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้มีความชัดเจนมากขึ้น แต่ตอนนี้ กกต. ก็พิจารณาไปเท่าที่มีกฎหมายบัญญัติไว้ ไม่ได้ทำอะไรนอกเหนือกฎหมาย” ประธาน กกต. กล่าว

และว่า ส่วนจะมีการเสนอให้แก้ไขกฎหมายเพื่อให้เอาผิดหรือไม่นั้น ขณะนี้ กกต.ยังไม่มีแนวคิดจะแก้ไขกฎหมาย และไม่มีหน้าที่ออกกฎหมาย



รุมสับ “ธีรยุทธ” ด่านักการเมืองเลว ป้ายสีด่ารัฐบาล-ชั่วครองเมือง

รัฐบาล โต้ “ธีรยุทธ” ป้ายสีด่ารัฐบาลชั่วครองเมือง “วิเชียรโชติ” ท้าเผยชื่อ กุมารทอง ย้ำอย่าเป็นอีแอบ โฆษกพปช. “มาร์ค” ผสมโรงอย่าด่าเหมารวมว่านักการเมืองเลว ชี้รัฐบาลต้องพิสูจน์ตัวเอง

พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุถึงการที่นายธีรยุทธ บุญมี อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ ได้วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลพร้อมตั้งฉายา “รัฐบาลลูกกรอก 1” ว่ารัฐบาลไม่ให้ความสำคัญกับการตั้งฉายารัฐบาลลูกกรอก 1 ของนายธีรยุทธ บุญมี โดยเชื่อว่าประชาชนจะตัดสินเองได้ว่ารัฐบาลมีลักษณะที่เป็นตามนั้นหรือไม่ พร้อมเรียกร้องความกล้าหาญโดยให้นายธีรยุทธ ออกมาระบุให้ชัดเจนว่ากุมารทอง 2 ตนในรัฐบาลนั้นหมายถึงใคร อย่าทำเป็นอีแอบอยู่อย่างนี้

ส่วนข้อเสนอของนายธีรยุทธ ที่ให้นักวิชาการสายนิติศาสตร์เข้ามาช่วยให้ความเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 ในมาตรา 237 นั้น พล.ต.ท.วิเชียรโชติ ได้ฝากให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเข้ามาช่วยตรวจสอบว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ เพราะส่วนตัวแล้วเห็นว่ามีอย่างน้อย 4 มาตราที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนมากที่สุด โดยหนึ่งในนั้นคือมาตรา 237 ซึ่งหากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเห็นว่ารัฐธรรมนูญูปี 2550 ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนแล้ว ตนในฐานะนักการเมืองก็พร้อมจะยอมรับ ทั้งนี้ประชาชนจากทุกภาคส่วนสามารถส่งความคิดเห็นต่างๆ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านมาได้ทางสภาผู้แทนราษฎร

ด้านร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวเช่นเดียวกันว่า การใช้คำพูดเปรียบเปรยของนายธีรยุทธนั้น ถือเป็นเรื่องปกติที่มักจะมีการประดิดประดอยถ้อยคำเพื่อวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของทุกรัฐบาลอยู่แล้ว ถือเป็นนักวิชาการ แสดงความเห็นเพราะหวังดีกับบ้านเมือง มีความยินดีกับที่ออกมาเตือนสติสังคม แต่อยากชี้ให้เห็นว่าการเป็นนักวิชาการไม่ใช่มีสิทธิเหนือคนอื่น ซึ่งทั้งนี้รัฐบาลก็ยินดีรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน

แต่การที่ใช้ถ้อยคำว่าเป็นรัฐบาลชั่วครองเมืองนั้น เป็นลักษณะการกล่าวหาและใส่ร้ายป้ายสี ซึ่งถือว่าเป็นการหมิ่นประมาท และตามหลักวิชาการนั้น การพูดไม่ควรจะใส่ความเห็นลงไป เพราะการจะตัดสินว่าใครดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของผู้ฟังเองมากกว่า ทั้งนี้พรรคพลังประชาชนคงจะไม่ถึงขึ้นฟ้องร้องเอาความเพราะนักการเมืองถือเป็นบุคคลสาธารณะที่ย่อมจะถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์ได้

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายธีรยุทธ วิพากษ์การเมืองไทย จาก คมช. ถึง ชคม. นักการเมืองชั่วครองเมือง ว่า เป็นการใช้คำที่แรง และไม่ควรเหมารวมว่าการเมืองหรือนักการเมืองทุกคน ทุกพรรคจะต้องเลวร้ายเสมอไป นักการเมืองจะต้องพิสูจน์ตัวเอง ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้ เพราะประชาชนมองว่านักการเมืองคำนึงถึงประโยชน์ของตัวเองเป็นใหญ่ ฝ่ายค้านและรัฐบาลจะต้องช่วยกันกอบกู้ภาพลักษณ์ของการเมือง

ส่วนกรณีที่ตั้งฉายารัฐบาล เป็นรัฐบาลลูกกรอก1 หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า รัฐบาลต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยการทำงาน ทุกฝ่ายอยากให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งประสบความสำเร็จในการบริหารประเทศ หากรัฐบาลใส่ใจแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด การวิพากษ์วิจารณ์จะลดลง จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างดีขึ้น และอยากเห็นรัฐบาลทำงานแก้ปัญหา มากกว่าการตอบโต้ หากตอบโต้ด้วยคำพูด หรือไปสร้างปมขัดแย้งก็ไม่ช่วยอะไร สิ่งที่ดีกว่าคำพูดคือการทำให้เห็น



“พงษ์เทพ”ย้ำชัด “ทักษิณ” ไม่เกี่ยว “ธงชาติ” วอน ปชช.ให้ใช้สติ

โฆษกทักษิณ หนุนทำประชามติแก้ รธน. เสียสละงบ 2 - 3 พันล้านไม่เป็นไร วอน ปชช. ใช้สติรับฟังข่าว ชี้ยังมี “ผู้ไม่หวังดี” ดึง “สถาบัน” จ้องล้มรัฐบาล ย้ำอีกครั้ง “ทักษิณ” ไม่เกี่ยว “ธงชาติ”

วันนี้ (2 พ.ค.) นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สนับสนุนให้มีการทำประชามติต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเห็นว่ารัฐบาลควรยอมเสียเงิน 2 – 3 พันล้านบาท เพื่อให้ประชาชนได้พิจารณาด้วยตัวเอง เพราะที่ผ่านมารัฐธรรม 2550 ก็ได้มาด้วยการกรรโชกประชาชนว่าหากไม่เลือกฉบับนี้จะเจออะไรที่ไม่ดีมากว่าเดิม จึงควรให้โอกาสประชาชนได้เป็นผู้เลือกประชาธิปไตยด้วยตัวเอง

ส่วนกรณีที่มีความพยายามดึง “สถาบัน” มาเป็นเงื่อนไขทางการเมืองขณะนี้นั้น นายพงศ์เทพ กล่าวว่า อยากให้คนที่ฟังได้ใช้สติคิดตามอย่างมีเหตุผล อย่าเพิ่งเชื่อทั้งหมด เพื่อไม่ให้เกิดผลเสียกับทุกฝ่าย ส่วนที่มีการติดชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร บนธงชาติไทยระหว่างการแข่งขันฟุตบอลที่สนามสโมสรแมนเชสเตอร์ซิตี้นั้น นายพงศ์เทพ กล่าวว่า เชื่อว่าไม่มีคนไทยคนไหนคิดว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นประโยชน์ต่อตัวเองแน่ พ.ต.ท.ทักษิณ เองก็เสียใจและจะพยายามไม่ให้มีเหตุการณ์ลักษณะนี้อีก แต่ท่านไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกิดขึ้น

นายพงษ์เทพ ยังกล่าวถึงการประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรของนายยงยุทธ ติยะไพรัช และมีการวิจารณ์ว่าเป็นเกมการเมืองนั้น หากนายยงยุทธมีจุดประสงค์อย่างที่มีการวิจารณ์จริง ก็คงจะลาออกตั้งนานแล้ว ไม่ใช่เพราะถอยไปตั้งหลักอย่างที่เข้าใจ ดังนั้น อยากให้ทุกฝ่ายฟังเหตุผลของนายยงยุทธด้วยใจเป็นธรรม

นายพงศ์เทพ กล่าวเพิ่มเติมว่า ไม่ได้คิดว่าการมีประธานสภาฯ หรือไม่มี จะทำให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญง่ายหรือยากขึ้นกว่าเดิม เพราะหากยังคัดเลือกผู้มาทำหน้าที่ประธานคนใหม่ไม่ทันก็ยังมีประธานวุฒิสภาฯ ซึ่งต้องทำหน้าที่อย่างเป็นกลางที่สุด เพราะข้อกฎหมายล็อคอยู่ ซึ่งประธานวุฒิจะไปเอนเอียงไม่ได้ ในส่วนของเนื้อหาในร่างแก้ไขรับธรรมนูญเรื่องบทเฉพาะกาลที่เกี่ยวกับการลดวาระขององค์กรอิสระนั้น ตนมองว่ารัฐบาลควรจะอธิบายเหตุผลแก่สังคมได้ว่าเพิ่มหรือแก้ในประเด็นใดเพราะอะไร มิเช่นนั้นจะถูกมองว่าเลือกปฏิบัติ



“เฉลิม” ชี้เห็นต่างใน พปช. คือประชาธิปไตย เชื่อเลือกปธ.สภาฯไม่ขัดแย้ง

“สิงห์เหลิม” ระบุ ความเห็นต่างในพรรคพปช.ต่อการเลือกประธานสภาคนใหม่ เป็นเรื่องดี ชี้ได้ว่าไม่มีใบสั่งจากใคร เชื่อมั่นท้ายสุดจะได้ข้อยุติ ส่วนการตั้งมูลนิธิของบ้านเลขที่ 111 คาดจะทำให้การเมืองแข็มแข็ง

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชาชน ในการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่แทนที่นาย ยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรว่า ความเห็นที่แตกต่างกันของสมาชิกภายในพรรคพลังประชาชน ถือเป็นเรื่องดี ที่จะแสดงให้เห็นว่าพรรคไม่เคยรับใบสั่งจากใคร และถือว่าพรรคมีความเป็นประชาธิปไตย เพราะเปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงความเห็นได้ ซึ่งตนเชื่อว่าท้ายสุดแล้วจะสามารถได้ข้อยุติ

ส่วนกรณีที่มีการชิงตำแหน่งระหว่างกลุ่มภาคเหนือและภาคอีสาน จนอาจทำให้เกิดความแตกแยกภายในพรรค ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวเสริมว่า เรื่องนี้ถือเป็นความเป็นประชาธิปไตยในพรรค และเมื่อได้บุคคลที่เหมาะสมแล้วก็จบ ไม่มีปัญหาอะไร พร้อมระบุไม่ควรตกใจกับคำวิพากษ์วิจารณ์ เพราะมีคนบางกลุ่มกำลังทุกข์ และกลัวว่ารัฐบาลจะอยู่ยาว ซึ่งรัฐบาลจะอยู่สั้นหรือยาวก็ไม่เป็นไร ถ้าอยู่และทำประโยชน์ให้กับประชาชนก็ขออยู่ต่อไป

นอกจากนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังกล่าวแสดงความเห็นชอบ ในการที่อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน จะตั้งมูลนิธิ โดยการตั้งมูลนิธิดังกล่าว จะช่วยให้การเมืองแข็งแรง และการที่นักประชาธิปไตยออกมาทำกิจกรรมก็ถือเป็นเรื่องดี ทั่วโลกยอมรับ การเมืองไม่มีอะไรที่ต้องซีเรียส มองว่าจะเป็นปัญหาส่วนมีการจดทะเบียนการตั้งมูลนิธิหรือยังนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้ตรวจสอบ