WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, May 2, 2008

“สมัคร” ฉะพวกปลุกระดม ค้าน รธน. “ดัดจริต” หวังสร้างสถานการณ์นองเลือด

“สมัคร” หนุนแก้รธน.50 สุดตัว ชี้คนร่างล้วนเกลียดชัง อดีตนายกฯ ซัดพวกปลุกระดม ดัดจริตใช้เงื่อนไขแก้ รธน. ปั่นหัวทหารออกมายึดอำนาจอีกรอบ ย้ำต้องรีบแก้ และเป็นหน้าที่ของสภาฯ แจงตัวเองไม่ใช่ “นอมินี”

วันนี้ (2 พ.ค.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวในหัวข้อสถานการณ์รัฐธรรมนูญไทย จัดโดยสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ วิภาวดีรังสิต ตอนหนึ่งว่า รธน. ฉบับนี้ถูกเขียนขึ้นมาโดยกลุ่มบุคคลที่เกลียดชัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (อดีตนายกรัฐมนตรี) เชื่อว่าหากนายกรัฐมนตรีคนที่แล้วไม่ใช่เศรษฐี และพรรคไทยรักไทยกุมเสียงข้างมาก รธน.ฉบับปี 40 ยังคงมีบังคับใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้ แม้จะหัวกุดท้ายมังกรบ้าง ก็ยังดีกว่าฉบับนี้ แม้ในอดีตจะไม่เห็นกับรธน.ปี 40 แต่วันนี้ก็เห็นว่ายังดีกว่าปี 50

นายสมัคร ยังได้ยกตัวอย่างคำเปรียบเปรย รธน.50 ตามข้อเสนอของนายวีระศักดิ์ โค้วสุรัตน์ รองหัวหน้าพรรคชาติไทย ว่า รธน.ฉบับมีข้อบกพร่อง 4 ประการ ยางบวม คันทรีเขย่ง หน้าปัดมัว ไม่มีฟิวส์บ็อกซ์ สรุปใช้ไม่ได้ต้องรีบแก้ไข พร้อมย้ำว่าการเร่งแก้ไข รธน.ปี 40 เป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร และไม่ช่วยให้ พ.ต.ท.ทักษิณ หลุดพ้นคดี

พร้อมกล่าวย้ำว่า ไม่เข้าใจพวกดัดจริต พอจะแก้ รธน. มีพวกออกมาปลุกระดม หวังให้เกิดการนองเลือด ขณะที่กลุ่มทำรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับกลับเพิกเฉย ไม่ดัดจริตออกมาคัดค้าน ตนไม่ใช่นอมินีทักษิณ ความคิดความเห็นต่างกัน เป็นหัวหน้ารัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้ง ประวัติศาสตร์ไม่ซ้ำรอยเหมือนเมื่อครั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกยึดอำนาจแน่ เพราะกว่าจะนำบ้านเมืองกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยแทบกระอักเลือด แต่พอเข้ามาบริหารบ้านเมืองได้ 3 เดือน มีกลุ่มบุคคลจะออกมาปลุกปั่นให้ทหารออกยึดอำนาจอีก บอกได้เลยว่าเป็นไปไม่ได้



จักรภพ ยันมูลนิธิ 111 ไม่เกี่ยวข้องกับการแก้ รธน.

ตัวแทนสื่อมวลชนมอบเสื้อรณรงค์หวั่นสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนโลกให้กับ รมต.สร.ขณะเดียวกันก็ออกมายืนยันว่าการเปิดมูลนิธิ 111 ไม่เกี่ยวข้องกับการแก้ไข รธน.

เนื่องจากในวันพรุ่งนี้ ซึ่งตรงกับวันที่ 3 พฤษภาคม ถือว่าเป็นวันสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนโลก วันนี้นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ เลขาธิการสมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้เดินทางมามอบเสื้อรณรงค์ต่อต้านการคุกคามประชาชน เนื่องในวันสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนโลกให้กับนายจักรภาพ เพ็ญแข รมต.สร. ที่ทำเนียบรัฐบาล

ขณะเดียวกัน รมต.สร. ก็เปิดเผยภายหลังการเป็นประธานเปิดเวทีประชาพิจารณ์ร่างแผนแม่บทการเสริมสร้าง
เอกลักษณ์ของชาติ โดยออกมายืนยันว่า การเปิดมูลนิธิ 111 ไม่ได้มีนัยยะทีแอบแฝง หรือเกี่ยวข้องกับการแก้ไข รธน.เพื่อให้อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยทั้ง 111 คนกลับเข้าสู่สนามทางการเมือง

นอกจากนี้ยังเห็นว่า หากการจัดตั้งมูลนิธิเป็นไปเพื่อประโยชน์ของสังคมก็จะถือว่าจะเป็นสิ่งที่ดีไม่ใช่น้อย เพราะ
อดีตกรรมการบริหารพรรคแต่ละคนก็ถือว่าเป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ นอกจากนี้ก็ยังเชื่อมั่นว่า การที่นายกฯ
หยุดให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนจะไม่ส่งผลกระทบต่อการสื่อสารระหว่างรัฐบาลและประชาชน เนื่องจากประชาชน
ส่วนใหญ่ก็ยอมรับและเข้าใจในบุคลิกของนายกฯ อย่างไรก็ตาม ในการแก้ไข รธน.ทางรัฐบาลก็พร้อมที่จะรับฟัง
ความคิดเห็นจากประชาชนอย่างเต็มที่ ไม่เคยมีแนวความคิดที่จะไม่ฟังเสียงใคร
(02/05/51)


วุฒิสภามีมติเลือก 4 ตุลาการศาลปกครองสูงสุดแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (2 พ.ค.) ว่า ที่ประชุมวุฒิสภา ให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลปกครองสูงสุดแล้ว โดยหลังจากที่ประชุมรับทราบรายงานการตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อทั้ง 4 คน ซึ่งประกอบด้วยนายวิษณุ วรัญญู รองอธิบดีศาลปกครอง นายนพดล เฮงเจริญ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นายวรวิทย์ กังศศิเทียม อธิบดีศาลปกครองพิษณุโลก และนายวราวุธ ศิริยุทธ์วัฒนา รองอธิบดีศาลปกครองกลาง ที่ประชุมได้ลงมติโดยการลงคะแนนลับ

สำหรับผลการลงมติปรากฏว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้บุคคลทั้ง 4 ให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลปกครองสูงสุด ตามที่คณะกรรมการตุลาการศาลปกครองได้พิจารณาคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติ และความเหมาะสมมาให้วุฒิสภาเห็นชอบ โดยนายวิษณุได้คะแนนเห็นชอบ 122 ไม่เห็นชอบ 8 และไม่ออกเสียง 5 นายนพดล เห็นชอบ 110 ไม่เห็นชอบ 22 ไม่ออกเสียง 10 นายวรวิทย์ เห็นชอบ 129 ไม่เห็นชอบ 5 ไม่ออกเสียง 3 และนายวราวุธ เห็นชอบ 134 ไม่เห็นชอบ 3 และไม่ออกเสียง 2 คะแนน

ขึ้นค่าจ้าง 9 บ.ใน 9 จังหวัด เชียงรายปรับสูงสุด 11 บ.

สื่อข่าวรายงานว่า นายจุฑาธวัช อินทรสุขศรี ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธาน การประชุมคณะกรรมการค่าจ้างกลาง วันนี้ (2 พ.ค.) ซึ่งใช้เวลาประชุมกว่า 4 ชั่วโมง โดยมีมติขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 9 บาท ใน 9 จังหวัด คือกรุงเทพมหานครและปริมณฑล บวกจังหวัดเชียงใหม่ อุบลราชธานี สระบุรี ขณะที่จังหวัดเชียงราย ปรับสูงสุด 11 บาท ส่วนจังหวัดที่ปรับขึ้นต่ำสุด มี 3 จังหวัด คือ สุโขทัย อุตรดิตถ์ และชัยภูมิ ปรับขึ้น 2 บาท ส่วนที่เหลืออีก 62 จังหวัด จะปรับขึ้นค่าจ้างตามอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 5 เปอร์เซ็นต์ลดหลั่นกันลงไป



เปิดคดีใบแดง “ยงยุทธ” ดึงพยาน 50 ปากสู้คดี ไต่สวนนัดแรก 8 พ.ค.

ศาลฎีกาฯ สอบข้อเท็จจริงคดีใบแดง “ยงยุทธ” หลัง กกต. ยื่นคำร้องให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง รวมไปถึง “ละออง” น้องสาว นัดไต่สวนพยานนัดแรก 8 พ.ค. ขณะที่ ทีมกฎหมายดึงพยาน “กำนัน – จนท.รัฐ” 50 ปากสู้ชั้นศาล ชี้พยานฝ่ายผู้ร้องไม่น่าเชื่อถือ อ้างสร้างสถานการณ์เกินความเป็นจริง เจ้าตัวยันบริสุทธิ์ มั่นใจในกระบวนการยุติธรรม

วันนี้ (2 พ.ค.) ที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง สนามหลวง เวลา 09.00 น.นายกำธร โพธิ์สุวัฒนากุล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา พร้อมองค์คณะรวม 3 คน ออกนั่งบัลลังก์ตรวจสอบพยานหลักฐาน คดีหมายเลขดำที่ ลต.38 /2551 ระหว่าง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ร้อง และ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.สัดส่วนกลุ่มที่ 1 และรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน และ น.ส.ละออง ติยะไพรัช น้องสาวนายยงยุทธ ส.ส.แบ่งเขต 3 จ.เชียงราย พรรคพลังประชาชน ผู้คัดค้านที่ 1-2 กระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) พ.ศ.2550 ด้วยการทุจริตการเลือกตั้งด้วยการแจกเงินให้กับกลุ่มกำนัน อ.แม่จัน จ.เชียงรายซึ่งเป็นตัวแทน (หัวคะแนน) ของนายยงยุทธ แจกเงินซื้อเสียงเพื่อให้มีการลงคะแนนเลือกผู้สมัครของพรรคประชาชน โดย กกต.ยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง นายยงยุทธ ซึ่งให้ถูกใบแดง และสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ ในเขต 3 จังหวัดเชียงราย ที่ น.ส.ละออง ถูกให้ใบเหลือง

ทางฝ่าย กกต.โดยมี พ.ต.อ.นัฐศักดิ์ นานาวัน ผู้อำนวยการสำนักสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยของ กกต. และคณะ ได้นำแผ่นวีซีดี จำนวน 8 แผ่น และคำวินิจฉัยส่วนตนของ กกต.ทั้ง 5 คน มาส่งมอบให้กับศาลตามที่ทนายความฝ่ายผู้คัดค้านของนายงยุทธ และ น.ส.ละออง ร้องขอไว้

อย่างไรก็ดี นายยงยุทธ และน.ส.ละอองไม่ได้เดินทางมาที่ศาลด้วยตนเอง แต่ได้มอบอำนาจให้ นายพิชิฏ ชื่นบาน ทนายความและคณะมาดำเนินการแทน

ทั้งนี้ ศาลได้ส่งวีซีดีจำนวน 8 แผ่น และคำวินิจฉัยส่วนตนของ กกต.ทั้ง 5 คน ให้ทนายความของนายยงยุทธแล้ว เพื่อให้ไปตรวจสอบเนื้อหาในวีซีดี ว่า ตรงกับเนื้อหาซึ่ง กกต.ถอดมาจากวีซีดี ยื่นเป็นพยานเอกสารแล้วในสำนวนดังกล่าวหรือไม่ ในประเด็นที่ทนายความต้องการทราบถึงกรณีที่พันเอกธนัชย์ ปัญญา รอง ผอ.กอ.รมน.จ.เชียงราย เรียกกำนันใน อ.แม่จัน จ.เชียงราย จำนวน 10 คน ไปให้การในวันที่ 11 และ 17 ธันวาคม 2550 ซึ่ง พ.ต.อ.นัฐศักดิ์ ได้ยืนยันต่อศาลว่า วีซีดี 8 ทั้งแผ่นมีเนื้อหาครบถ้วนทั้งในส่วนของรายละเอียดเกี่ยวกับการเดินทางที่มีการทุจริตจ่ายเงินซื้อเสียง รวมทั้งรายละเอียดที่มีการเรียกกำนันใน อ.แม่จัน ทั้ง10 คน มาสอบถาม

จากนั้นศาลได้สอบข้อเท็จจริงจากคำร้องและคำคัดค้านของทั้งสองฝ่ายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งทั้งสองฝ่ายรับกันได้สรุปว่า เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2550 หลังจากมีพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้ง มีส.ส. กำนันใน อ.แม่จัน จ.เชียงราย จำนวน 10 ประกอบด้วย นายไชยวัฒน์ ฉางข้าวคำ นายอดิศร เรือนคำ นายพัฒน์ จางตาอ่อน นายบุญคำ กำพระ นายจรินทร์ วงศ์ธานี นายพรชาติ สุวรรณรัตน์ นายชด บุตรชา นายสมบูรณ์ อรินต๊ะทราย เดินทางจากจังหวัดเชียงรายด้วยสายการบินแอร์เอเชีย มาลงที่สนามบินสุวรรณภูมิ

พร้อมกับนายบรรจง ยางยืน นายก อบจ.เดินทางมาด้วย นอกจากนี้ ยังมี ด.ต.มานิตย์ สุฉายา ด.ต.สุเทพ ศรีสุข พ.ต.อ.ประภาส ปิยะมงคล นางกัณรส ชาภู่พวง เป็นคณะติดตามข้อเท็จจริงของ กกต. ติดตามมาด้วย จากนั้นกำนันทั้ง 10 คน ได้เดินทางขึ้นรถตู้ไปยังที่ทำการพรรคพลังประชาชน ถนนเพชรบุรี กรุงเทพฯ และไปพบกับนายยงยุทธ ติยะไพรัช ซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน ที่โรงแรมเอสซีปาร์ค และ มีการพูดคุยกัน กำนันทั้ง 10 คนพักค้าง 1 คืน และเดินทางกลับ จ.เชียงราย

ต่อมา กกต.จัดการเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ผู้ร้องทั้งสองได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.และ กกต.ประกาศรับรอง แต่ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2550 ก่อนวันลงคะแนนเลือกตั้ง นายวิจิตร ย่อสุวรรณ ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง เขต 3 จ.เชียงราย พรรคชาติไทย ได้ยื่นคำร้องโดยกล่าวหาว่า การที่กำนันใน อ.แม่จัน จ.เชียงรายทั้ง 10 คน เดินทางไปพบกับนายยงยุทธ ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน ที่กรุงเทพฯ เชื่อว่า น่าจะมีการเสนอให้ สัญญาว่าจะให้ ทรัพย์สินที่สามารถประเมินราคาได้ เพื่อจูงใจให้ลงคะแนนให้กับผู้สมัครพรรคพลังประชาชน งดเว้นการลงคะแนนให้พรรคการเมืองอื่น เข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง มีผลทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม

ต่อมาคณะกรรมการสืบสวนสอบสวน กกต.สอบสวนแล้วเสนอ กกต.ผู้ร้อง ว่า ผู้คัดค้านทั้งสองกระทำผิด ม.53 (1) และ ม.57 พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว.พ.ศ.2550 เห็นควรให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง นายยงยุทธ ผู้คัดค้านที่ 1 และจัดการเลือกตั้งในเขต 3 จ.เชียงราย ใหม่ โดย กกต.ผู้ร้องวินิจฉัยชี้ขาดแล้วมีมติว่า นายยงยุทธ ผู้คัดค้านที่ 1

กระทำผิด ม.53 พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส.และการกระทำของนายยงยุทธ ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นเหตุให้การเลือกตั้ง เขต 3 จ.เชียงราย ในส่วนของน.ส.ละออง ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่เที่ยงธรรม เห็นควรให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและดำเนินคดีอาญา นายยงยุทธ ผู้คัดค้านที่ 1 ตาม ม.53 และ 57 พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส.และจัดให้มีการเลือกตั้งเขต 3 จ.เชียงรายใหม่ แทน น.ส.ละออง ผู้คัดค้านที่ 2

ภายหลังศาลสอบข้อเท็จจริงคู่ความทั้งสองฝ่ายเสร็จสิ้น จึงนัดไต่สวนพยานฝ่าย กกต.ผู้ร้อง ในวันที่ 8 พฤษภาคม เวลา 09.00 น.และนัดไต่สวนพยานผู้คัดค้านในวันที่ 12 พฤษภาคม เวลา 09.00 น.

ด้าน นายพิชิฏ ชื่นบาน ทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้นำพยานหลักฐาน ประกอบด้วย บัญชีรายชื่อพยานบุคคล 50 ปาก ที่มีทั้งกำนัน และเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมถึงพยานเอกสารมายื่นให้ต่อศาล ส่วนประเด็นที่จะใช้ต่อสู้ในชั้นศาลนั้นจะชี้ให้เห็นถึงความไม่น่าเชื่อถือของพยานฝ่ายผู้ร้อง เนื่องจากมีข้อบกพร่อง ที่เป็นความเชื่อมโยงของพยานหลักฐานในส่วนของเจ้าหน้าที่รัฐกับผู้ร้อง มันเกินความเป็นจริง ขณะที่นายยงยุทธเองได้ยืนยันถึงความบริสุทธิ์ของตนเอง และ น.ส.ละออง พร้อมมั่นใจในกระบวนการยุติธรรม


รมว.ไอซีที ยืนยันจะนำร่าง กม.กสทช.เข้าสภาฯ ก่อน 17 ส.ค.

รัฐสภา 2 พ.ค.-ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณากระทู้ถามของนายอนันต์ วรธิติพงศ์ ส.ว.สรรหา เรื่องการจัดตั้งองค์กร เพื่อทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่และกำกับดูแลกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม โดยได้สอบถามว่า รัฐบาลดำเนินการเพื่อให้มีกฎหมายจัดตั้งองค์กรเพื่อทำหน้าที่ดังกล่าวอย่างไร และมีแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในการบริหารจัดการกิจการสื่อสารและโทรคมนาคม โดยเฉพาะวิทยุชุมชน และการบริหารจัดการความถี่อย่างไร หากกฎหมายดังกล่าวไม่แล้วเสร็จตามที่กำหนด


นายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า ยอมรับว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีความถดถอยในกิจการโทรคมนาคม ทั้งที่เดิมมีการตั้งเป้าว่าเป็นศูนย์กลางโทรคมนาคมในภูมิภาค และถูกลดอันดับประเทศที่มีขีดความสามารถในกิจการด้านโทรคมนาคม ผิดกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีการปรับอันดับขึ้นทุกปี สำหรับกฎหมายที่ก่อให้เกิดองค์กรที่เรียกว่า กสทช. (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งรัฐบาลชุดนี้เข้ามาสานต่อรัฐบาลที่แล้ว อย่างไรก็ตาม จะเร่งร่างกฎหมายฉบับนี้เพื่อส่งเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาได้ก่อนวันที่ 17 ส.ค.เป็นอย่างช้า เพราะจะเป็นวันที่ครบกำหนด 180 วัน ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด หากเป็นไปได้จะทำให้เสร็จก่อน ดังนั้น ขอความร่วมมือจากวุฒิสภาด้วยว่า เมื่อกฎหมายฉบับนี้เข้ามาแล้ว ขอให้พิจารณาโดยเร็วเพื่อจะได้จัดการคลื่นความถี่ในระบบ 3 จี และวายแม็กซ์ ซึ่งเกือบจะทั่วโลกได้ใช้ระบบนี้เกือบทั้งหมด ขณะที่เรายังไม่ได้เริ่มเลย.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-02 15:40:37


ประธาน กกต.ยืนยันเมื่อไม่มี กม.เอาผิดคดีนอมินีได้ต้องยกคำร้อง

สำนักงาน กกต. 2 พ.ค. - นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงมติ กกต. ยกคำร้องสำนวนการกล่าวหาพรรคพลังประชาชนเป็นนอมินีพรรคไทยรักไทย ว่า ได้พิจารณาอย่างละเอียดแล้ว เห็นว่าผลการตรวจสอบของอนุกรรมการฯ ที่มีนายไพฑูรย์ เนติโพธิ์ เป็นประธาน ไม่มีกฎหมายเอาผิด เพราะกฎหมายห้ามเฉพาะอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน ที่ถูกตัดสิทธิกรณีถูกศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค ไม่ให้เป็นกรรมการบริหารพรรคหรือจัดตั้งพรรคใหม่เท่านั้น

แต่พรรคพลังประชาชนได้ตั้งมาถูกต้องก่อนหน้านี้แล้ว จึงไม่ถือว่าเป็นการตั้งเพื่อมารองรับพรรคไทยรักไทยเป็นการเฉพาะ อีกทั้งนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยเดิมด้วย โดยเป็นเพียงผู้ที่เข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคใหม่เท่านั้น เหตุเหล่านี้จึงไม่ถือว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมาย

“การที่อดีตกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกตัดสิน จะเป็นนอมินีหรือไปสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง หรือสั่งการอะไร เมื่อไม่มีกฎหมายโดยตรงเอาผิด เราก็ทำอะไรไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องนี้ไม่มีความเชื่อมโยงไปถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องเหล่านั้น ดังนั้น การจะเอาผิดต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้มีความชัดเจนมากขึ้น แต่ตอนนี้ กกต.พิจารณาไปเท่าที่มีกฎหมายบัญญัติไว้ ไม่ได้ทำอะไรนอกเหนือกฎหมาย” นายอภิชาต กล่าว

ต่อกรณี กกต.จะเป็นผู้เสนอให้แก้ไขกฎหมายเพื่อเอาผิดหรือไม่นั้น นายอภิชาต กล่าวว่า กกต.ยังไม่มีแนวคิดจะแก้ไขกฎหมาย แต่คงต้องหารือในที่ประชุม กกต. ว่ามีความเห็นอย่างไร แต่ กกต.ไม่มีหน้าที่ออกกฎหมาย. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-02 15:14:17

สุเมธ ถามดีเอสไอใช้อำนาจใดสอบ กกต.

กกต. 2 พ.ค. - “สุเมธ อุปนิสากร” ถามดีเอสไอมีอำนาจอะไรเรียก กกต.แจงกรณีมีการร้องเรียนฮั้วประมูลบัตรเลือกตั้ง ด้านเลขาฯ กกต.แจงการจัดซื้อจัดจ้างการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ยืนยันเป็นไปตามระเบียบปฏิบัติการจัดซื้อจัดจ้าง

นายสุเมธ อุปนิสากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านการมีส่วนร่วม กล่าวถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้ กกต.ส่งเอกสารเพื่อประกอบการสอบสวนกรณีที่ถูกร้องเรียนว่าฮั้วบัตรเลือกตั้งภายใน 30 วัน และจะออกหมายเรียกให้ กกต.ไปชี้แจง ว่า ไม่ทราบเรื่องดังกล่าว และเห็นว่าดีเอสไอไม่มีอำนาจในการเรียกเอกสารจาก กกต. และไม่มีอำนาจในการตรวจสอบ กกต. หากดีเอสไอออกหมายเรียกให้ไปชี้แจง ต้องถามว่าดีเอสไอมีอำนาจหรือไม่ เรื่องนี้ควรมีคนกลางมาตัดสินอำนาจระหว่างองค์กร เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าดีเอสไอมีอำนาจตรวจสอบ กกต.หรือไม่

“ผมนึกไม่ออกว่า กกต.จะฮั้วบัตรเลือกตั้งได้อย่างไร เพราะตั้งแต่เข้ามาทำงานที่ กกต. และมีส่วนร่วมในการจัดการเลือกตั้ง เรามีการเปิดประมูล ซึ่งเมื่อได้ 2 บริษัทที่จะมาพิมพ์บัตรเลือกตั้งแล้ว เราก็ได้แยกสัญญาออกเป็น 2 สัญญา ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอีกหนึ่งชุดเพื่อติดตามการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งเป็นการเฉพาะ ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการฮั้วบัตรเลือกตั้ง” นายสุเมธ กล่าว

ด้านนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. กล่าวถึงกรณีที่ดีเอสไอระบุพบหลักฐานในการจัดซื้อจัดจ้างการพิมพ์บัตรเลือกตั้งของ กกต.ที่ใช้งบเกินกว่า 130 ล้านบาท ว่า ดีเอสไอเข้าใจผิด เพราะความจริงแล้วในการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งของ กกต.จะต้องปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติในการจัดซื้อจัดจ้างของสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งในการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งจะแบ่งสัญญาเป็น 2 ส่วน คือ สัญญาการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต และสัญญาการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งแบบสัดส่วน โดยทั้งสองส่วนจะนำวงเงินมารวมกันไม่ได้ นอกจากนี้ ยังมีคณะกรรมการบริหารพัสดุคอยควบคุมไม่ให้ราคาเปลี่ยนแปลงไปจากที่กำหนด ซึ่งหลังจากนี้คณะกรรมการ 4 ชุดที่ กกต.ตั้งขึ้นมาสอบสวนคู่ขนานกับดีเอสไอจะเดินหน้าสอบสวนให้ข้อเท็จจริงปรากฏ และจะเชิญดีเอสไอเพื่อมาหารือในข้อเท็จจริงด้วย

นายสุทธิพล กล่าวถึงการตรวจสอบอำนาจของดีเอสไอในการออกหมายเตือนให้ กกต.ปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานสอบสวน เนื่องจาก กกต.ไม่ให้ความร่วมมือในการจัดส่งเอกสารว่า การที่ กกต.ตรวจสอบอำนาจดีเอสไอ ถือว่าเป็นสิทธิที่สามารถทำได้ เพราะเมื่อคนที่ไม่ใช่เจ้าของบ้านจะมาขอข้อมูล เราก็ต้องตรวจสอบก่อนว่าคนที่มาขอข้อมูลนั้นมีอำนาจหรือไม่

“ถ้าดีเอสไอบริสุทธิ์ใจ ก็ควรถอยออกมาก้าวหนึ่ง และควรดูว่าตัวเองมีกรอบอำนาจแค่ไหน ไม่ใช่เอาแต่บอกว่าตนเองมีอำนาจ ซึ่งในความเป็นจริงเราไม่จำเป็นต้องทักท้วงดีเอสไอก็ได้ ปล่อยให้ดีเอสไอทำผิดไป แล้วค่อยมาเล่นงานภายหลัง แต่ กกต.ไม่อยากทำ และยืนยันว่า กกต.ไม่ได้ดึงเรื่องให้ยืดเยื้อ เพราะ กกต.ได้แต่ตั้งรับ ไม่ได้จู่โจม” นายสุทธิพล กล่าว.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-02 15:08:04

อดีต ส.ส.ร. 40 ชี้ รธน.ปี 50 ให้อำนาจตุลาการฯ มากเกินไป

โรงแรมมิราเคิลฯ 2 พ.ค.- “พนัส ทัศนียานนท์” ชี้รัฐธรรมนูญปี 2550 ให้อำนาจตุลาการเป็นใหญ่ ระบบเลือกตั้งทำให้ประชาชนมีสิทธิไม่เท่าเทียมกัน ด้าน “เสรี สุวรรณภานนท์” เตือน ส.ส.ลงชื่อยื่นญัตติแก้รัฐธรรมนูญระวังถูกถอดถอน เพราะเป็นการทำเพื่อตัวเองมากกว่าส่วนรวม ขณะที่ “สุริยะใส” แนะให้สังคมเป็นเจ้าภาพเพื่อลดความแตกแยก

สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจัดสัมมนา “เรื่องสถานการณ์รัฐธรรมนูญไทย” โดยผู้ร่วมอภิปรายในภาคเช้า ประกอบด้วย นายเสรี สุวรรณภานนท์ อดีตรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)ปี 2550 นายพนัส ทัศนียานนท์ อดีต ส.ส.ร.ปี 2540 และอดีต ส.ว.ปี 2543 นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.)

นายพนัส กล่าวว่า รัฐธรรมนูญถือเป็นประเด็นที่ขณะนี้มีความคิดเห็นแตกแยกอย่างมากในสังคม และตนไม่มีความคิดว่าควรแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ ขณะเดียวกันไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจ เพราะไม่เชื่อว่าจะนำไปสู่ประชาธิปไตย และเห็นว่า มาตรา 309 ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เป็นเรื่องที่ให้ประชาชนยอมรับการทำรัฐประหารและการนิรโทษกรรม ส่วนระบบการเลือกตั้งที่เปลี่ยนไปในรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ทำให้เกิดความเสมอภาค เพราะในแต่ละจังหวัดเลือก ส.ส.ได้จำนวนไม่เท่ากัน ซึ่งขัดกับหลักการเท่าเทียมกันในรัฐธรรมนูญ

นายพนัส กล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นองค์กรอิสระในรัฐธรรมนูญปี 2550 ให้อำนาจตุลาการในการสรรหา ซึ่งมองได้ว่าเป็นการปกครอง โดยตุลาการเป็นใหญ่ ที่เราเรียกว่า “ตุลาการภิวัตน์” ซึ่งสหรัฐได้เรียนรู้ในเรื่องนี้มาแล้ว เขาจึงเริ่มจำกัดอำนาจตุลาการ ดังนั้น อยากฝากเรื่องนี้ไว้ให้คิดกัน

ด้านนายเสรี กล่าวว่า จุดยืนของชมรม ส.ส.ร. 2550 ไม่ได้ต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่การแก้ไขต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และขณะนี้ประชาชนสับสนว่า แก้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือส่วนรวม โดยฝ่ายรัฐบาลบอกว่า ต้องการแก้รัฐธรรมนูญตามที่หาเสียงไว้ แต่มีอีกฝ่ายระบุว่า เป็นการแก้ไขเพื่อตัวเอง และส่วนตัวเห็นว่า เจตนาแก้รัฐธรรมนูญของรัฐบาลเป็นการทำเพื่อตัวเองให้พ้นจากคดียุบพรรค และพ้นจากคดีความต่าง ๆ และทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระ รวมถึงการแก้รัฐธรรมนูญให้อัยการสูงสุดกลับมาอยู่ภายใต้นักการเมือง

“เราพยายามส่งสัญญาณโดยไม่ต้องการให้เกิดความไม่สงบในบ้านเมือง แต่ต้องการให้หลังเลือกตั้งสงบเรียบร้อย ไม่ใช่ยังทะเลาะกันอยู่เหมือนปัจจุบัน ให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองมากที่สุด การร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ยึดรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งรัฐธรรมนูญ 2540 เป็นฉบับที่ดีมีการป้องกันเรื่องความไม่โปร่งใส แต่ผิดที่ผู้ที่นำไปใช้ไม่ดี จึงเป็นที่มาของรัฐธรรมนูญปี 2550” นายเสรี กล่าว

นายเสรี กล่าวว่า ขณะนี้มีเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้น เพื่อทำลายรัฐธรรมนูญปี 2550 เมื่อ 2-3 วันก่อนมีคนออกมาบอกว่า การร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 56 เป็นโมฆะ เพราะองค์ประชุมไม่ครบ ซึ่งเรื่องนี้ผ่านกระบวนการมาหมดแล้ว การออกมาท้วงติงตอนนี้เป็นเรื่องไม่สมเหตุผล และอยากส่งสัญญาณเตือนว่า หากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำผิดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 122 เพราะไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ดังนั้น ส.ส.ที่จะลงชื่อเพื่อยื่นญัตติดังกล่าวอาจจะถูกถอดถอนได้ ทำให้การทำงานของสภาต้องหยุดชะงัก

ส่วนนายสุริยะใส กล่าวว่า ไม่ได้คัดค้านหากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ต้องสมเหตุผลและถูกต้องตามวิธีทางประชาธิปไตย โดยต้องไม่ทำให้เกิดความขัดแย้ง หากพบว่าความขัดแย้งเกิดขึ้นในสังคมก็ต้องหยุด ซึ่งไม่เข้าใจว่าทำไมรัฐบาลต้องทำให้เสร็จภายใน 1-2 เดือน และการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ของรัฐบาล ทำให้เกิดความหวาดระแวง เพราะมีประเด็นที่นอกเหนือรัฐธรรมนูญ ทำไมไม่เร่งแก้ไขปัญหาด่วน คือ เรื่องปากท้องของประชาชน

“ทางออกเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ หวังว่าพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 5 พรรค สะกิดพรรคพลังประชาชนว่า ถ้าทำเรื่องนี้แล้วแตกแยก ควรออกแบบการแก้รัฐธรรมนูญให้สังคมเป็นเจ้าภาพ จะลดเรื่องความแตกแยกได้ ไม่เช่นนั้นเมื่อมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น พรรคร่วมรัฐบาลจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ฐานการแก้รัฐธรรมนูญต้องทำให้เกิดความชอบธรรมแต่ต้น จะไม่เกิดการชุมนุมต่อต้าน การทำประชามติจะทำให้วิวาทะเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญเป็นวาระทางสังคม และทำให้การแก้รัฐธรรมนูญไม่เป็นเงื่อนไขของการทำรัฐประหารอีกครั้ง และมีความชอบธรรม” นายสุริยะใส กล่าว.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-02 14:53:29


จักรภพ ไม่สนใจ ธีรยุทธ ชี้อยู่ 4 ปีคงมีฉายาเป็นร้อย

ทำเนียบฯ 2 พ.ค. - นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายธีรยุทธ บุญมี อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิพากษ์การเมืองไทย ตั้งฉายารัฐบาล เป็นรัฐบาลลูกกรอก 1 ว่า ต้องขอขอบคุณที่คนไทยเห็นถึงความสำคัญของระบอบประชาธิปไตย แสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล เป็นการสร้างบรรยากาศที่ดี ที่สังคมต้องการการแสดงออกที่เป็นประชาธิปไตย สร้างบรรยากาศที่วิจารณ์ได้ ถ้ารัฐบาลอยู่ 4 ปี ก็ต้องมีถึง 100 ฉายา แต่รัฐบาลจะมีฉายาหรือไม่ คงไม่สำคัญ เพราะเมื่อพ้นไปแล้วฉายาถาวรที่เป็นประวัติศาสตร์ถือว่าสำคัญกว่าฉายาในตอนนี้ ส่วนจะชอบฉายานี้หรือไม่นั้น นายจักรภพ เห็นว่า คึกครื้นดี ขลังดี และส่วนตัวคงไม่วิจารณ์การตั้งฉายา

“รัฐบาลตอนนี้ต้องการที่จะทำไส้กรอกมากกว่า ต้องการผลิตอาหารเลี้ยงคนไทยและต่างชาติมากกว่า เพราะตอนนี้สินค้าแพง เกิดการขาดแคลน เพราะฉะนั้นตอนนี้ไม่ใช่ลูกกรอก แต่ขอเป็นไส้กรอก” นายจักรภพ กล่าว. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-02 14:07:22