WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, May 2, 2008

นายกฯ ยืนยันแก้ รธน.แม้มีข่าวปฏิวัติ

กรุงเทพฯ 2 พ.ค.-“สมัคร” ยืนยันจำเป็นต้องแก้ รธน.เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยเฉพาะประเด็นเลือกตั้งเขตละ 1 คน ให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ยืนยันเมื่อมีโอกาสควรรีบแก้ ยอมรับมีการปล่อยข่าวปฏิวัติ จับรัฐมนตรีขึ้น ฮ.นำไปไว้ที่เดียวกัน

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “สถานการณ์รัฐธรรมนูญไทย” ซึ่งจัดโดยสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในตอนหนึ่งว่า รัฐธรรมนูญปี 2540 ร่างขึ้นมาเพื่อมีเจตนาให้รัฐบาลมีความเข้มแข็ง และถ้าไม่มีพรรคไทยรักไทย ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรค รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คงยังได้ใช้อยู่ และถ้าการเลือกตั้งครั้งนั้น พรรคประชาธิปัตย์ได้ 126 เสียงก็คงไม่มีปัญหา เพราะสามารถยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ แต่ความจริง คนเลือก พ.ต.ท.ทักษิณ มากเกินไปถึง 377 เสียง พอคนเลือก พ.ต.ท.ทักษิณ มาก เลยบอกว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีเกินไปเสียแล้ว

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งแรกของรัฐธรรมนูญปี 2540 พรรคไทยรักไทยได้เสียง 248 เสียง พอการเลือกตั้งครั้งที่ 2 พรรคไทยรักไทยได้เพิ่มขึ้นเป็น 377 เสียง จึงมีการคิดกันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะอยู่ตลอดไป จึงพยายามทุกวิถีทาง ในที่สุดก็ยุบสภามีการเลือกตั้งใหม่ จากนั้น มีคนไปร้องศาลปกครองว่าการเลือกตั้งไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หันหน้าหันหลังออกคูหา

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า รัฐธรรมนูญต้องแก้ไขเพื่อการเลือกตั้งครั้งต่อไป ซึ่งตนอยากให้มีการเลือกตั้งเขตละ 1 คน และอยากให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด และยังมีอีกหลายประเด็นที่บกพร่อง ถ้าไม่มีเรื่องใบเหลืองใบแดงก็คงจะเบาบางลง

“ทำไมถึงอยากแก้รัฐธรรมนูญ เรามี 233 เสียง ร่วมกับ 5 พรรคร่วม เป็น 316 เสียง และวุฒิสมาชิกส่วนหนึ่ง ถ้าพร้อมใจก็แก้รัฐธรรมนญ เมื่อแก้ไขได้ทำไมไม่แก้” นายสมัคร กล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นประโยชน์ต่อการเลือกตั้งครั้งต่อไป ทำไมทำเป็นเหมือนจะเป็นจะตาย ปลุกระดมกันไปใหญ่ คนอย่างตนจะเหมือน พ.ต.ท.ทักษิณ ได้อย่างไร แค่ชื่อยังไม่เหมือนกันเลย ความคิดก็ไม่เหมือนกัน ตนก็เป็นตน เป็นหัวหน้ารัฐบาลถูกต้องตามกฎหมาย บริหารงานมาแล้ว 3 เดือนก็มีคนพยายามจะเอาตนไปพัวพัน แล้วจะนำไปปลุกให้ทหารปฏิวัติอีก มีข่าวจะจับรัฐมนตรีขึ้น ฮ.ไปรวมไว้ที่เดียวกัน

นายสมัคร กล่าวว่า ที่ผ่านมาเปลี่ยนรัฐธรรมนูญมาแล้ว 18 ฉบับ แก้ไขมาแล้ว 30 หน ก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไร แล้วทำไมคราวนี้เหมือนอยากจะนองเลือด ตนพูดไว้เป็นหลักฐานเลยว่า ไม่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อผลประโยชน์หรือแก้เพื่อใบเหลืองใบแดง หรือช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะยังไงก็ต้องขึ้นศาลอยู่ดี

“ขอให้พี่น้องประชาชนไปไตร่ตรองดูว่า กว่าจะมาถึงตรงนี้เลือดตาแทบกระเด็น กว่าจะเอาบ้านเมืองกลับมาได้ เราทำงานมาได้ 3 เดือนจะปั่นจะล่อกันอีกแล้ว เอารัฐธรรมนูญมาเป็นเหตุ สำหรับผมสถานการณ์รัฐธรรมนูญถือว่าปกติ บอกแล้วว่ารัฐธรรมนูญมันกินไม่ได้ ทาไม่ได้ แต่มันเป็นหัวใจของการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย ถ้ามันไม่ดี เราก็ต้องทำให้มันดี” นายสมัคร กล่าว.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-02 17:25:45

อภิสิทธิ์ ย้ำจุดยืน ปชป.แก้ไข รธน.เพื่อประโยชน์ของประเทศ

รร.มิราเคิลแกรนด์ 2 พ.ค.-“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ย้ำจุดยืน ปชป.แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตัว หนุนตั้งคณะกรรมาธิการร่วมยกร่างแก้ไข เปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านมีส่วนร่วม เสนอนำรัฐธรรมนูญปี 40 มาปรับปรุงแก้ไข

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในการสัมมนา “สถานการณ์รัฐธรรมนูญไทย” ว่า จุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ยังเหมือนเดิม คือแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ แต่ไม่ต้องการให้แก้เพื่อวางรากฐานในอนาคต และเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งการที่นายกรัฐมนตรีพยายามบอกว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของสภาฯ อยากย้อนถามว่าหากเป็นเรื่องของสภาฯ จริง เหตุใดจึงไม่ให้ตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาศึกษา หรือร่วมยกร่างแก้ไข เพื่อให้ฝ่ายค้านเข้าไปมีส่วนร่วม แต่กลับประชุมกันแค่ 6 พรรคการเมือง หรือเป็นเพราะว่ามีเสียงพอที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งในส่วนของพรรคขอย้ำว่า ควรให้ภาคประชาชน ภาควิชาการ เข้ามามีส่วนร่วม โดยอาจตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาศึกษาก่อน หรือทำในรูปแบบของสภาร่างรัฐธรรมนูญก็ได้ แต่พรรคไม่เห็นด้วยกับการรวบรัดตัดตอนและแก้ไขโดยมีวาระแอบแฝง

สำหรับกรณีที่นายกรัฐมนตรีระบุว่า มีความพยายามเดินขบวนสร้างเงื่อนไขต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่รัฐบาลจะนำรัฐธรรมนูญปี 40 มาใช้นั้น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ต้องการให้เอาความจริงมาพูดว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และคนที่สร้างเงื่อนไขความขัดแย้งก็คือรัฐบาล โดยเฉพาะที่บอกว่าการแก้ไขครั้งนี้ ไม่หวังผลเรื่องของกระบวนการตรวจสอบและกระบวนการยุติธรรม ก็อยากบอกว่าขณะนี้ร่างของรัฐบาลอยู่ในมือของตน และชัดเจนว่าได้มีบทเฉพาะกาลเขียนไว้ให้องค์กรอิสระบางองค์กรอยู่ต่อไป แต่บางองค์กร เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กลับจะไม่ให้อยู่ การทำเช่นนี้จึงเป็นการทำให้เกิดเหตุการณ์รัฐธรรมนูญ

“ถ้าผมพูดว่า วันนี้มีความพยายามจะให้ใบแดงผู้บริหารของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งหากพรรคโดนร้อง มีคนมาถาม ผมก็จะบอกว่าขอให้ กกต.ตัดสินตามเนื้อผ้า ถ้ามีแนวโน้มว่าผิด พรรคประชาธิปัตย์ก็ยืนยันว่าไม่มีความคิดที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตัวเอง เพราะเรื่องรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องใหญ่ของบ้านเมือง จะคิดแก้เพื่อประโยชน์ตัวเองไม่ได้ จะทำแบบไม่ได้เรียนรู้เหตุการณ์ที่ผิดพลาดในอดีตไม่ได้ ผมเป็นฝ่ายค้านและไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งที่ผ่านมา แต่ยืนยันว่าต้องการให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าด้วยความสงบสุข” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นเจตนารมณ์ที่ดี แต่ต้องยอมรับว่าเกิดปัญหาเพราะผู้มีอำนาจไปบิดเบือน จึงเป็นที่มาของการไม่เห็นด้วย และเห็นว่า ควรต้องมีการปรับปรุงครั้งใหญ่ ซึ่งตนไม่ได้ดัดจริตว่าตอนแรกเห็นด้วย แล้วมาวันนี้ไม่เห็นด้วย แต่ถ้าย้อนกลับไปดูเมื่อช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2549 ตนได้เรียกร้องให้มีการปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญ 40 ครั้งใหญ่ โดยมีหลายพรรคการเมืองร่วมลงสัตยาบัน และแม้รัฐบาลในขณะนั้นจะไม่มาร่วม แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคไทยรักไทยในขณะนั้น ยังเรียกพรรคการเมืองเล็กมาหารือ พื่อที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนั้นการที่จะเอารัฐธรรมนูญปี 40 กลับมาทั้งหมด เท่ากับว่าไม่ได้มีการเรียนรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ อยากท้าให้ทุกคนไปดูจุดยืนของนักการเมืองในแต่ละพรรคที่ออกมาประกาศจุดยืนเรื่องรัฐธรรมนูญว่ามีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่อย่างไร.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-02 16:33:29

“สมัคร” ฉะพวกปลุกระดม ค้าน รธน. “ดัดจริต” หวังสร้างสถานการณ์นองเลือด

“สมัคร” หนุนแก้รธน.50 สุดตัว ชี้คนร่างล้วนเกลียดชัง อดีตนายกฯ ซัดพวกปลุกระดม ดัดจริตใช้เงื่อนไขแก้ รธน. ปั่นหัวทหารออกมายึดอำนาจอีกรอบ ย้ำต้องรีบแก้ และเป็นหน้าที่ของสภาฯ แจงตัวเองไม่ใช่ “นอมินี”

วันนี้ (2 พ.ค.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวในหัวข้อสถานการณ์รัฐธรรมนูญไทย จัดโดยสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ วิภาวดีรังสิต ตอนหนึ่งว่า รธน. ฉบับนี้ถูกเขียนขึ้นมาโดยกลุ่มบุคคลที่เกลียดชัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (อดีตนายกรัฐมนตรี) เชื่อว่าหากนายกรัฐมนตรีคนที่แล้วไม่ใช่เศรษฐี และพรรคไทยรักไทยกุมเสียงข้างมาก รธน.ฉบับปี 40 ยังคงมีบังคับใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้ แม้จะหัวกุดท้ายมังกรบ้าง ก็ยังดีกว่าฉบับนี้ แม้ในอดีตจะไม่เห็นกับรธน.ปี 40 แต่วันนี้ก็เห็นว่ายังดีกว่าปี 50

นายสมัคร ยังได้ยกตัวอย่างคำเปรียบเปรย รธน.50 ตามข้อเสนอของนายวีระศักดิ์ โค้วสุรัตน์ รองหัวหน้าพรรคชาติไทย ว่า รธน.ฉบับมีข้อบกพร่อง 4 ประการ ยางบวม คันทรีเขย่ง หน้าปัดมัว ไม่มีฟิวส์บ็อกซ์ สรุปใช้ไม่ได้ต้องรีบแก้ไข พร้อมย้ำว่าการเร่งแก้ไข รธน.ปี 40 เป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร และไม่ช่วยให้ พ.ต.ท.ทักษิณ หลุดพ้นคดี

พร้อมกล่าวย้ำว่า ไม่เข้าใจพวกดัดจริต พอจะแก้ รธน. มีพวกออกมาปลุกระดม หวังให้เกิดการนองเลือด ขณะที่กลุ่มทำรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับกลับเพิกเฉย ไม่ดัดจริตออกมาคัดค้าน ตนไม่ใช่นอมินีทักษิณ ความคิดความเห็นต่างกัน เป็นหัวหน้ารัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้ง ประวัติศาสตร์ไม่ซ้ำรอยเหมือนเมื่อครั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกยึดอำนาจแน่ เพราะกว่าจะนำบ้านเมืองกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยแทบกระอักเลือด แต่พอเข้ามาบริหารบ้านเมืองได้ 3 เดือน มีกลุ่มบุคคลจะออกมาปลุกปั่นให้ทหารออกยึดอำนาจอีก บอกได้เลยว่าเป็นไปไม่ได้



จักรภพ ยันมูลนิธิ 111 ไม่เกี่ยวข้องกับการแก้ รธน.

ตัวแทนสื่อมวลชนมอบเสื้อรณรงค์หวั่นสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนโลกให้กับ รมต.สร.ขณะเดียวกันก็ออกมายืนยันว่าการเปิดมูลนิธิ 111 ไม่เกี่ยวข้องกับการแก้ไข รธน.

เนื่องจากในวันพรุ่งนี้ ซึ่งตรงกับวันที่ 3 พฤษภาคม ถือว่าเป็นวันสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนโลก วันนี้นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ เลขาธิการสมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้เดินทางมามอบเสื้อรณรงค์ต่อต้านการคุกคามประชาชน เนื่องในวันสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนโลกให้กับนายจักรภาพ เพ็ญแข รมต.สร. ที่ทำเนียบรัฐบาล

ขณะเดียวกัน รมต.สร. ก็เปิดเผยภายหลังการเป็นประธานเปิดเวทีประชาพิจารณ์ร่างแผนแม่บทการเสริมสร้าง
เอกลักษณ์ของชาติ โดยออกมายืนยันว่า การเปิดมูลนิธิ 111 ไม่ได้มีนัยยะทีแอบแฝง หรือเกี่ยวข้องกับการแก้ไข รธน.เพื่อให้อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยทั้ง 111 คนกลับเข้าสู่สนามทางการเมือง

นอกจากนี้ยังเห็นว่า หากการจัดตั้งมูลนิธิเป็นไปเพื่อประโยชน์ของสังคมก็จะถือว่าจะเป็นสิ่งที่ดีไม่ใช่น้อย เพราะ
อดีตกรรมการบริหารพรรคแต่ละคนก็ถือว่าเป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ นอกจากนี้ก็ยังเชื่อมั่นว่า การที่นายกฯ
หยุดให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนจะไม่ส่งผลกระทบต่อการสื่อสารระหว่างรัฐบาลและประชาชน เนื่องจากประชาชน
ส่วนใหญ่ก็ยอมรับและเข้าใจในบุคลิกของนายกฯ อย่างไรก็ตาม ในการแก้ไข รธน.ทางรัฐบาลก็พร้อมที่จะรับฟัง
ความคิดเห็นจากประชาชนอย่างเต็มที่ ไม่เคยมีแนวความคิดที่จะไม่ฟังเสียงใคร
(02/05/51)


วุฒิสภามีมติเลือก 4 ตุลาการศาลปกครองสูงสุดแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (2 พ.ค.) ว่า ที่ประชุมวุฒิสภา ให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลปกครองสูงสุดแล้ว โดยหลังจากที่ประชุมรับทราบรายงานการตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อทั้ง 4 คน ซึ่งประกอบด้วยนายวิษณุ วรัญญู รองอธิบดีศาลปกครอง นายนพดล เฮงเจริญ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นายวรวิทย์ กังศศิเทียม อธิบดีศาลปกครองพิษณุโลก และนายวราวุธ ศิริยุทธ์วัฒนา รองอธิบดีศาลปกครองกลาง ที่ประชุมได้ลงมติโดยการลงคะแนนลับ

สำหรับผลการลงมติปรากฏว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้บุคคลทั้ง 4 ให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลปกครองสูงสุด ตามที่คณะกรรมการตุลาการศาลปกครองได้พิจารณาคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติ และความเหมาะสมมาให้วุฒิสภาเห็นชอบ โดยนายวิษณุได้คะแนนเห็นชอบ 122 ไม่เห็นชอบ 8 และไม่ออกเสียง 5 นายนพดล เห็นชอบ 110 ไม่เห็นชอบ 22 ไม่ออกเสียง 10 นายวรวิทย์ เห็นชอบ 129 ไม่เห็นชอบ 5 ไม่ออกเสียง 3 และนายวราวุธ เห็นชอบ 134 ไม่เห็นชอบ 3 และไม่ออกเสียง 2 คะแนน

ขึ้นค่าจ้าง 9 บ.ใน 9 จังหวัด เชียงรายปรับสูงสุด 11 บ.

สื่อข่าวรายงานว่า นายจุฑาธวัช อินทรสุขศรี ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธาน การประชุมคณะกรรมการค่าจ้างกลาง วันนี้ (2 พ.ค.) ซึ่งใช้เวลาประชุมกว่า 4 ชั่วโมง โดยมีมติขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 9 บาท ใน 9 จังหวัด คือกรุงเทพมหานครและปริมณฑล บวกจังหวัดเชียงใหม่ อุบลราชธานี สระบุรี ขณะที่จังหวัดเชียงราย ปรับสูงสุด 11 บาท ส่วนจังหวัดที่ปรับขึ้นต่ำสุด มี 3 จังหวัด คือ สุโขทัย อุตรดิตถ์ และชัยภูมิ ปรับขึ้น 2 บาท ส่วนที่เหลืออีก 62 จังหวัด จะปรับขึ้นค่าจ้างตามอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 5 เปอร์เซ็นต์ลดหลั่นกันลงไป



เปิดคดีใบแดง “ยงยุทธ” ดึงพยาน 50 ปากสู้คดี ไต่สวนนัดแรก 8 พ.ค.

ศาลฎีกาฯ สอบข้อเท็จจริงคดีใบแดง “ยงยุทธ” หลัง กกต. ยื่นคำร้องให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง รวมไปถึง “ละออง” น้องสาว นัดไต่สวนพยานนัดแรก 8 พ.ค. ขณะที่ ทีมกฎหมายดึงพยาน “กำนัน – จนท.รัฐ” 50 ปากสู้ชั้นศาล ชี้พยานฝ่ายผู้ร้องไม่น่าเชื่อถือ อ้างสร้างสถานการณ์เกินความเป็นจริง เจ้าตัวยันบริสุทธิ์ มั่นใจในกระบวนการยุติธรรม

วันนี้ (2 พ.ค.) ที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง สนามหลวง เวลา 09.00 น.นายกำธร โพธิ์สุวัฒนากุล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา พร้อมองค์คณะรวม 3 คน ออกนั่งบัลลังก์ตรวจสอบพยานหลักฐาน คดีหมายเลขดำที่ ลต.38 /2551 ระหว่าง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ร้อง และ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.สัดส่วนกลุ่มที่ 1 และรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน และ น.ส.ละออง ติยะไพรัช น้องสาวนายยงยุทธ ส.ส.แบ่งเขต 3 จ.เชียงราย พรรคพลังประชาชน ผู้คัดค้านที่ 1-2 กระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) พ.ศ.2550 ด้วยการทุจริตการเลือกตั้งด้วยการแจกเงินให้กับกลุ่มกำนัน อ.แม่จัน จ.เชียงรายซึ่งเป็นตัวแทน (หัวคะแนน) ของนายยงยุทธ แจกเงินซื้อเสียงเพื่อให้มีการลงคะแนนเลือกผู้สมัครของพรรคประชาชน โดย กกต.ยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง นายยงยุทธ ซึ่งให้ถูกใบแดง และสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ ในเขต 3 จังหวัดเชียงราย ที่ น.ส.ละออง ถูกให้ใบเหลือง

ทางฝ่าย กกต.โดยมี พ.ต.อ.นัฐศักดิ์ นานาวัน ผู้อำนวยการสำนักสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยของ กกต. และคณะ ได้นำแผ่นวีซีดี จำนวน 8 แผ่น และคำวินิจฉัยส่วนตนของ กกต.ทั้ง 5 คน มาส่งมอบให้กับศาลตามที่ทนายความฝ่ายผู้คัดค้านของนายงยุทธ และ น.ส.ละออง ร้องขอไว้

อย่างไรก็ดี นายยงยุทธ และน.ส.ละอองไม่ได้เดินทางมาที่ศาลด้วยตนเอง แต่ได้มอบอำนาจให้ นายพิชิฏ ชื่นบาน ทนายความและคณะมาดำเนินการแทน

ทั้งนี้ ศาลได้ส่งวีซีดีจำนวน 8 แผ่น และคำวินิจฉัยส่วนตนของ กกต.ทั้ง 5 คน ให้ทนายความของนายยงยุทธแล้ว เพื่อให้ไปตรวจสอบเนื้อหาในวีซีดี ว่า ตรงกับเนื้อหาซึ่ง กกต.ถอดมาจากวีซีดี ยื่นเป็นพยานเอกสารแล้วในสำนวนดังกล่าวหรือไม่ ในประเด็นที่ทนายความต้องการทราบถึงกรณีที่พันเอกธนัชย์ ปัญญา รอง ผอ.กอ.รมน.จ.เชียงราย เรียกกำนันใน อ.แม่จัน จ.เชียงราย จำนวน 10 คน ไปให้การในวันที่ 11 และ 17 ธันวาคม 2550 ซึ่ง พ.ต.อ.นัฐศักดิ์ ได้ยืนยันต่อศาลว่า วีซีดี 8 ทั้งแผ่นมีเนื้อหาครบถ้วนทั้งในส่วนของรายละเอียดเกี่ยวกับการเดินทางที่มีการทุจริตจ่ายเงินซื้อเสียง รวมทั้งรายละเอียดที่มีการเรียกกำนันใน อ.แม่จัน ทั้ง10 คน มาสอบถาม

จากนั้นศาลได้สอบข้อเท็จจริงจากคำร้องและคำคัดค้านของทั้งสองฝ่ายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งทั้งสองฝ่ายรับกันได้สรุปว่า เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2550 หลังจากมีพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้ง มีส.ส. กำนันใน อ.แม่จัน จ.เชียงราย จำนวน 10 ประกอบด้วย นายไชยวัฒน์ ฉางข้าวคำ นายอดิศร เรือนคำ นายพัฒน์ จางตาอ่อน นายบุญคำ กำพระ นายจรินทร์ วงศ์ธานี นายพรชาติ สุวรรณรัตน์ นายชด บุตรชา นายสมบูรณ์ อรินต๊ะทราย เดินทางจากจังหวัดเชียงรายด้วยสายการบินแอร์เอเชีย มาลงที่สนามบินสุวรรณภูมิ

พร้อมกับนายบรรจง ยางยืน นายก อบจ.เดินทางมาด้วย นอกจากนี้ ยังมี ด.ต.มานิตย์ สุฉายา ด.ต.สุเทพ ศรีสุข พ.ต.อ.ประภาส ปิยะมงคล นางกัณรส ชาภู่พวง เป็นคณะติดตามข้อเท็จจริงของ กกต. ติดตามมาด้วย จากนั้นกำนันทั้ง 10 คน ได้เดินทางขึ้นรถตู้ไปยังที่ทำการพรรคพลังประชาชน ถนนเพชรบุรี กรุงเทพฯ และไปพบกับนายยงยุทธ ติยะไพรัช ซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน ที่โรงแรมเอสซีปาร์ค และ มีการพูดคุยกัน กำนันทั้ง 10 คนพักค้าง 1 คืน และเดินทางกลับ จ.เชียงราย

ต่อมา กกต.จัดการเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ผู้ร้องทั้งสองได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.และ กกต.ประกาศรับรอง แต่ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2550 ก่อนวันลงคะแนนเลือกตั้ง นายวิจิตร ย่อสุวรรณ ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง เขต 3 จ.เชียงราย พรรคชาติไทย ได้ยื่นคำร้องโดยกล่าวหาว่า การที่กำนันใน อ.แม่จัน จ.เชียงรายทั้ง 10 คน เดินทางไปพบกับนายยงยุทธ ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน ที่กรุงเทพฯ เชื่อว่า น่าจะมีการเสนอให้ สัญญาว่าจะให้ ทรัพย์สินที่สามารถประเมินราคาได้ เพื่อจูงใจให้ลงคะแนนให้กับผู้สมัครพรรคพลังประชาชน งดเว้นการลงคะแนนให้พรรคการเมืองอื่น เข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง มีผลทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม

ต่อมาคณะกรรมการสืบสวนสอบสวน กกต.สอบสวนแล้วเสนอ กกต.ผู้ร้อง ว่า ผู้คัดค้านทั้งสองกระทำผิด ม.53 (1) และ ม.57 พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว.พ.ศ.2550 เห็นควรให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง นายยงยุทธ ผู้คัดค้านที่ 1 และจัดการเลือกตั้งในเขต 3 จ.เชียงราย ใหม่ โดย กกต.ผู้ร้องวินิจฉัยชี้ขาดแล้วมีมติว่า นายยงยุทธ ผู้คัดค้านที่ 1

กระทำผิด ม.53 พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส.และการกระทำของนายยงยุทธ ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นเหตุให้การเลือกตั้ง เขต 3 จ.เชียงราย ในส่วนของน.ส.ละออง ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่เที่ยงธรรม เห็นควรให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและดำเนินคดีอาญา นายยงยุทธ ผู้คัดค้านที่ 1 ตาม ม.53 และ 57 พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส.และจัดให้มีการเลือกตั้งเขต 3 จ.เชียงรายใหม่ แทน น.ส.ละออง ผู้คัดค้านที่ 2

ภายหลังศาลสอบข้อเท็จจริงคู่ความทั้งสองฝ่ายเสร็จสิ้น จึงนัดไต่สวนพยานฝ่าย กกต.ผู้ร้อง ในวันที่ 8 พฤษภาคม เวลา 09.00 น.และนัดไต่สวนพยานผู้คัดค้านในวันที่ 12 พฤษภาคม เวลา 09.00 น.

ด้าน นายพิชิฏ ชื่นบาน ทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้นำพยานหลักฐาน ประกอบด้วย บัญชีรายชื่อพยานบุคคล 50 ปาก ที่มีทั้งกำนัน และเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมถึงพยานเอกสารมายื่นให้ต่อศาล ส่วนประเด็นที่จะใช้ต่อสู้ในชั้นศาลนั้นจะชี้ให้เห็นถึงความไม่น่าเชื่อถือของพยานฝ่ายผู้ร้อง เนื่องจากมีข้อบกพร่อง ที่เป็นความเชื่อมโยงของพยานหลักฐานในส่วนของเจ้าหน้าที่รัฐกับผู้ร้อง มันเกินความเป็นจริง ขณะที่นายยงยุทธเองได้ยืนยันถึงความบริสุทธิ์ของตนเอง และ น.ส.ละออง พร้อมมั่นใจในกระบวนการยุติธรรม


รมว.ไอซีที ยืนยันจะนำร่าง กม.กสทช.เข้าสภาฯ ก่อน 17 ส.ค.

รัฐสภา 2 พ.ค.-ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณากระทู้ถามของนายอนันต์ วรธิติพงศ์ ส.ว.สรรหา เรื่องการจัดตั้งองค์กร เพื่อทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่และกำกับดูแลกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม โดยได้สอบถามว่า รัฐบาลดำเนินการเพื่อให้มีกฎหมายจัดตั้งองค์กรเพื่อทำหน้าที่ดังกล่าวอย่างไร และมีแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในการบริหารจัดการกิจการสื่อสารและโทรคมนาคม โดยเฉพาะวิทยุชุมชน และการบริหารจัดการความถี่อย่างไร หากกฎหมายดังกล่าวไม่แล้วเสร็จตามที่กำหนด


นายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า ยอมรับว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีความถดถอยในกิจการโทรคมนาคม ทั้งที่เดิมมีการตั้งเป้าว่าเป็นศูนย์กลางโทรคมนาคมในภูมิภาค และถูกลดอันดับประเทศที่มีขีดความสามารถในกิจการด้านโทรคมนาคม ผิดกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีการปรับอันดับขึ้นทุกปี สำหรับกฎหมายที่ก่อให้เกิดองค์กรที่เรียกว่า กสทช. (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งรัฐบาลชุดนี้เข้ามาสานต่อรัฐบาลที่แล้ว อย่างไรก็ตาม จะเร่งร่างกฎหมายฉบับนี้เพื่อส่งเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาได้ก่อนวันที่ 17 ส.ค.เป็นอย่างช้า เพราะจะเป็นวันที่ครบกำหนด 180 วัน ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด หากเป็นไปได้จะทำให้เสร็จก่อน ดังนั้น ขอความร่วมมือจากวุฒิสภาด้วยว่า เมื่อกฎหมายฉบับนี้เข้ามาแล้ว ขอให้พิจารณาโดยเร็วเพื่อจะได้จัดการคลื่นความถี่ในระบบ 3 จี และวายแม็กซ์ ซึ่งเกือบจะทั่วโลกได้ใช้ระบบนี้เกือบทั้งหมด ขณะที่เรายังไม่ได้เริ่มเลย.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-02 15:40:37


ประธาน กกต.ยืนยันเมื่อไม่มี กม.เอาผิดคดีนอมินีได้ต้องยกคำร้อง

สำนักงาน กกต. 2 พ.ค. - นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงมติ กกต. ยกคำร้องสำนวนการกล่าวหาพรรคพลังประชาชนเป็นนอมินีพรรคไทยรักไทย ว่า ได้พิจารณาอย่างละเอียดแล้ว เห็นว่าผลการตรวจสอบของอนุกรรมการฯ ที่มีนายไพฑูรย์ เนติโพธิ์ เป็นประธาน ไม่มีกฎหมายเอาผิด เพราะกฎหมายห้ามเฉพาะอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน ที่ถูกตัดสิทธิกรณีถูกศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค ไม่ให้เป็นกรรมการบริหารพรรคหรือจัดตั้งพรรคใหม่เท่านั้น

แต่พรรคพลังประชาชนได้ตั้งมาถูกต้องก่อนหน้านี้แล้ว จึงไม่ถือว่าเป็นการตั้งเพื่อมารองรับพรรคไทยรักไทยเป็นการเฉพาะ อีกทั้งนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยเดิมด้วย โดยเป็นเพียงผู้ที่เข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคใหม่เท่านั้น เหตุเหล่านี้จึงไม่ถือว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมาย

“การที่อดีตกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกตัดสิน จะเป็นนอมินีหรือไปสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง หรือสั่งการอะไร เมื่อไม่มีกฎหมายโดยตรงเอาผิด เราก็ทำอะไรไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องนี้ไม่มีความเชื่อมโยงไปถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องเหล่านั้น ดังนั้น การจะเอาผิดต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้มีความชัดเจนมากขึ้น แต่ตอนนี้ กกต.พิจารณาไปเท่าที่มีกฎหมายบัญญัติไว้ ไม่ได้ทำอะไรนอกเหนือกฎหมาย” นายอภิชาต กล่าว

ต่อกรณี กกต.จะเป็นผู้เสนอให้แก้ไขกฎหมายเพื่อเอาผิดหรือไม่นั้น นายอภิชาต กล่าวว่า กกต.ยังไม่มีแนวคิดจะแก้ไขกฎหมาย แต่คงต้องหารือในที่ประชุม กกต. ว่ามีความเห็นอย่างไร แต่ กกต.ไม่มีหน้าที่ออกกฎหมาย. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-02 15:14:17

สุเมธ ถามดีเอสไอใช้อำนาจใดสอบ กกต.

กกต. 2 พ.ค. - “สุเมธ อุปนิสากร” ถามดีเอสไอมีอำนาจอะไรเรียก กกต.แจงกรณีมีการร้องเรียนฮั้วประมูลบัตรเลือกตั้ง ด้านเลขาฯ กกต.แจงการจัดซื้อจัดจ้างการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ยืนยันเป็นไปตามระเบียบปฏิบัติการจัดซื้อจัดจ้าง

นายสุเมธ อุปนิสากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านการมีส่วนร่วม กล่าวถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้ กกต.ส่งเอกสารเพื่อประกอบการสอบสวนกรณีที่ถูกร้องเรียนว่าฮั้วบัตรเลือกตั้งภายใน 30 วัน และจะออกหมายเรียกให้ กกต.ไปชี้แจง ว่า ไม่ทราบเรื่องดังกล่าว และเห็นว่าดีเอสไอไม่มีอำนาจในการเรียกเอกสารจาก กกต. และไม่มีอำนาจในการตรวจสอบ กกต. หากดีเอสไอออกหมายเรียกให้ไปชี้แจง ต้องถามว่าดีเอสไอมีอำนาจหรือไม่ เรื่องนี้ควรมีคนกลางมาตัดสินอำนาจระหว่างองค์กร เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าดีเอสไอมีอำนาจตรวจสอบ กกต.หรือไม่

“ผมนึกไม่ออกว่า กกต.จะฮั้วบัตรเลือกตั้งได้อย่างไร เพราะตั้งแต่เข้ามาทำงานที่ กกต. และมีส่วนร่วมในการจัดการเลือกตั้ง เรามีการเปิดประมูล ซึ่งเมื่อได้ 2 บริษัทที่จะมาพิมพ์บัตรเลือกตั้งแล้ว เราก็ได้แยกสัญญาออกเป็น 2 สัญญา ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอีกหนึ่งชุดเพื่อติดตามการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งเป็นการเฉพาะ ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการฮั้วบัตรเลือกตั้ง” นายสุเมธ กล่าว

ด้านนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. กล่าวถึงกรณีที่ดีเอสไอระบุพบหลักฐานในการจัดซื้อจัดจ้างการพิมพ์บัตรเลือกตั้งของ กกต.ที่ใช้งบเกินกว่า 130 ล้านบาท ว่า ดีเอสไอเข้าใจผิด เพราะความจริงแล้วในการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งของ กกต.จะต้องปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติในการจัดซื้อจัดจ้างของสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งในการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งจะแบ่งสัญญาเป็น 2 ส่วน คือ สัญญาการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต และสัญญาการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งแบบสัดส่วน โดยทั้งสองส่วนจะนำวงเงินมารวมกันไม่ได้ นอกจากนี้ ยังมีคณะกรรมการบริหารพัสดุคอยควบคุมไม่ให้ราคาเปลี่ยนแปลงไปจากที่กำหนด ซึ่งหลังจากนี้คณะกรรมการ 4 ชุดที่ กกต.ตั้งขึ้นมาสอบสวนคู่ขนานกับดีเอสไอจะเดินหน้าสอบสวนให้ข้อเท็จจริงปรากฏ และจะเชิญดีเอสไอเพื่อมาหารือในข้อเท็จจริงด้วย

นายสุทธิพล กล่าวถึงการตรวจสอบอำนาจของดีเอสไอในการออกหมายเตือนให้ กกต.ปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานสอบสวน เนื่องจาก กกต.ไม่ให้ความร่วมมือในการจัดส่งเอกสารว่า การที่ กกต.ตรวจสอบอำนาจดีเอสไอ ถือว่าเป็นสิทธิที่สามารถทำได้ เพราะเมื่อคนที่ไม่ใช่เจ้าของบ้านจะมาขอข้อมูล เราก็ต้องตรวจสอบก่อนว่าคนที่มาขอข้อมูลนั้นมีอำนาจหรือไม่

“ถ้าดีเอสไอบริสุทธิ์ใจ ก็ควรถอยออกมาก้าวหนึ่ง และควรดูว่าตัวเองมีกรอบอำนาจแค่ไหน ไม่ใช่เอาแต่บอกว่าตนเองมีอำนาจ ซึ่งในความเป็นจริงเราไม่จำเป็นต้องทักท้วงดีเอสไอก็ได้ ปล่อยให้ดีเอสไอทำผิดไป แล้วค่อยมาเล่นงานภายหลัง แต่ กกต.ไม่อยากทำ และยืนยันว่า กกต.ไม่ได้ดึงเรื่องให้ยืดเยื้อ เพราะ กกต.ได้แต่ตั้งรับ ไม่ได้จู่โจม” นายสุทธิพล กล่าว.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-02 15:08:04