WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, May 2, 2008

ยังมีทางออก

การเมืองดูเหมือนจะลื่นไหลไปตามสถานการณ์และเงื่อนไข วันเวลา ทำให้ทุกอย่างต้องเดินไปตามครรลอง ล่าสุดนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนฯได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งในขณะที่กำลัง “พักงาน” ตัวเอง

นั่นเพราะนายยงยุทธมีคดี “ใบแดง” จากการเลือกตั้งที่ผ่านมา โดย ก.ก.ต.ได้มีมติไปแล้ว ขณะนี้คดียังอยู่ที่ศาลที่จะชี้ขาดอีกครั้งหนึ่ง

แน่นอนว่าเหตุที่ผลที่นายยงยุทธชี้แจงในฐานะประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ หากจะต้องไปขึ้นโรงขึ้นศาลดูจะไม่เหมาะอย่างยิ่ง

การลาออกจึงน่าจะเหมาะสมและเป็นเหตุเป็นผล

จากนี้ไปก็สภาผู้แทนฯก็คงจะต้องดำเนินการ ตามขั้นตอนต่างๆเพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนฯคนใหม่ ซึ่งขณะนี้นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์รองประธานฯรักษาการอยู่ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรแต่ อย่างไรก็ดี สภาจะปิดสมัยประชุมในวันที่ 19 พ.ค. 51 อยู่ที่ว่าจะหาประธานสภาฯคนใหม่ได้ทันหรือไม่

ประธานสภาผู้แทนฯคนใหม่ก็ต้องเป็นคนของพลังประชาชนอยู่ที่ว่าจะให้ใครเป็นเท่านั้น แต่เชื่อเถอะว่าคงต้องแย่งกันน่าดูแหละ

ต้องแสดงกำลังภายในกันอีกรอบแน่

อย่างไรก็ดี ในสถานการณ์การเมืองที่ค่อนข้างเครียด บทบาทการทำหน้าที่ประธานสภาผู้แทนฯจึงต้องเจองานหนักแน่ การแก้ไขรัฐธรรมนูญนี่แหละจะเป็นตัวแปรสำคัญ ซึ่งนั่นต้องหมายความว่าคนนั่งตำแหน่ง นี้จะต้องไม่ธรรมดา ประเภทมือใหม่หัดขับคงจะลำบาก

ล่าสุดมีข่าวว่านายกฯจะกินข้าวกับหัวหน้าพรรคร่วม รัฐบาลถือว่าเป็นครั้งแรกหลังจากตั้งรัฐบาลบริหารประเทศมาจนถึงขณะนี้ ซึ่งจริงๆน่าจะเป็นเรื่องที่ดีเพราะอย่าง น้อยก็ได้พูดจาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อสถานการณ์บ้านเมือง

ที่สำคัญคือการบริหารประเทศต่อไปอย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อชาติและประชาชน ในท่ามกลางปัญหาสารพัด ไม่ใช่ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจจะอยู่ระดับปกติแต่กลับ เจอปัญหานานาประเภทที่จะต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะสินค้าภาคเกษตรกรรมที่จะทำให้ไทยลุกยืนขึ้นมาได้

การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เช่นกันแน่นอนว่าพลังประชาชน, ชาติไทยและมัชฌิมาธิปไตยต่างเจอปัญหาเฉพาะในเรื่องยุบพรรค นั่นเป็นประเด็นหนึ่งที่ต้องการแก้ไขหรืออีกหลาย ประเด็นที่นักการเมือง นักวิชาการ องค์กรประชาธิปไตยหรือองค์กรอื่นๆก็ตาม

ต่างๆเหล่านี้มันมีทางออกอยู่ ไม่ใช่ตีบตัน เพียงแต่อย่าพยายามทำให้มันตีบตันจนไม่มีทางออกเอง อย่างน้อยเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลน่าจะมีทางที่จะทำให้ทุกอย่างเดินไปในทางที่ดีได้

อย่างไรก็ดี การลาออกของนายยงยุทธและการเชื่อมต่อกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในทางด้านสภาแล้วประธานวุฒิสภาในฐานะ รองประธานรัฐสภาสามารถทำหน้าที่ประธานแทนได้ หากจะมีการยื่นญัตติพื่อแก้ไขในสัปดาห์หน้า

แต่เชื่อว่าคงจะยังไม่ได้ยื่นง่ายๆ ดีไม่ดีต้องรอประธานสภาผู้แทนฯคนใหม่ด้วยซ้ำไป เพราะแม้ว่าทุกพรรคจะเห็นด้วยกับการแก้ไข แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเห็นตรงกันทุกเรื่อง ทุกประเด็นหรือแม้แต่วิธีการที่จะดำเนินการแก้ไข

เพราะยังเชื่อว่าจะต้องฟังเสียงพรรคร่วมรัฐบาลและเสียงภายนอกด้วย ยิ่งสถานการณ์ของรัฐบาลในขณะนี้หาใช่ว่าจะดีหรือมั่นคง เสถียรภาพเข้มแข็ง หากไม่ปรับรูปขบวนการทำงานกันใหม่ทั้งแง่ การบริหาร การแก้ปัญหาต่างๆโดยเฉพาะเศรษฐกิจปากท้อง

ถ้าเปิดชนวนการเมืองกันอย่างทุกวันนี้ไม่เป็นผลดีแน่ และหากว่าคดีนายยงยุทธจบลงด้วย “ใบแดง” ก้าวต่อไปก็จะพันกับเรื่อง “ยุบพรรค”

ระส่ำระสายเอาได้ง่ายๆเหมือนกัน.

"สายล่อฟ้า"


'ผู้ใหญ่' จะเอาอยู่มั้ย?

โดยมิได้นัดหมาย มีการอ้างถึง “ผู้ใหญ่” พร้อมกันในวันเดียว

“ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี อ้างเหตุในการยกเลิกรายการ “บ่นไปด่าไป” ล้มเวทีนัดพบสื่อมวลชนทุกวันอังคารและวันศุกร์ เพราะโดนต่อว่า ว่าเป็นนายกรัฐมนตรีที่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย

“คนใหญ่ๆเขาว่ารุนแรงเลยว่า เกิดมาไม่เคยเห็นนายกรัฐมนตรีคนไหน พูดจาหยาบคาย ส่วนรายการสนทนาประสาสมัครยังมีอยู่ แต่เขาก็บอกให้ค่อยๆพูด”

ออกแนวเกรงใจ “ผู้ใหญ่”

พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผู้บัญชาการทหารเรือ พูดถึงความห่วงใยในสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองที่มีการโยงสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้อง

“เท่าที่ทราบขณะนี้ผู้ใหญ่ที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบจุดนี้ กำลังพยายามแก้ไขสถานการณ์ให้คลี่คลาย เท่าที่ฟังดูน่าจะแก้ไขได้ ขอให้รอดูไปอีกสักพัก”

น้ำเสียงมั่นใจในศักยภาพ “ผู้ใหญ่”

นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร พูดผ่านเวทีแถลงข่าวลาออกจากตำแหน่ง สังคมไทยอยู่ในสภาพขัดแย้ง มีการอ้างสถาบันเพื่อทำร้ายกันอย่างรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ ไม่เคยเห็นประเทศใดในโลกที่ทะเลาะเบาะแว้งแล้วจะทำให้สถาบันสำคัญของชาติเข้มแข็งขึ้น

แนวทางแก้ไขก็คือต้องให้ผู้ใหญ่ที่ทำหน้าที่ต่างพระเนตรพระกรรณลงมาแก้ไข ตั้งโต๊ะเจรจาว่าปัญหาความขัดแย้งคืออะไร

“เคยขอร้องผู้ใหญ่คนหนึ่ง โดยบอกว่าหากสามารถแก้ไขได้ก็พร้อมจะลาออกจากทุกตำแหน่ง ทั้งตำแหน่ง ส.ส.ด้วย แต่ผู้ใหญ่คนนั้นบอกว่า เหตุการณ์ยังไม่เกิด หากออกไปพูดก็จะทำให้คนหมั่นไส้”

หวังพึ่ง “ผู้ใหญ่” ให้ลงมากู้วิกฤติ

อยู่ๆก็มีการพูดถึง “ผู้ใหญ่” พร้อมกันในสามมิติ ทั้งนายกฯ ผบ.ทร. และอดีตประธานสภาฯ มันจึงเป็นอะไรที่น่าสนใจ

“ผู้ใหญ่” ในระดับที่ทำให้นายกฯสมัครออกอาการเกรงอกเกรงใจ ยอมยกเลิกเวลาจัดรายการ “บ่นไปด่าไป” ทุกวันอังคารและวันศุกร์

น้อยใจถูกหาว่าหยาบคาย

“ผู้ใหญ่” ที่ทำให้บิ๊กทหารอย่าง พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ มั่นใจในศักยภาพจะสามารถเข้ามาแก้ไขสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่บานปลายถึงขั้นดึงสถาบันลงมาเล่นกัน

การันตีน่าจะคลี่คลายได้

“ผู้ใหญ่” ที่ทำให้สายตรงของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร อย่างนายยงยุทธ ยังต้องต่อสายอ้อนวอนให้ลงมาช่วยเจรจายุติปัญหาความขัดแย้ง

ยอมแลกเปลี่ยนกับการลาออกจากประธานสภาฯไปยัน เก้าอี้ ส.ส.

“ผู้ใหญ่” ที่ว่า เป็นใคร

ไม่แน่ใจว่า จะเป็น “ผู้ใหญ่” คนเดียวกันหรือไม่

แต่ที่แน่ๆ ล่าสุด พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ออกมาแย้มเพิ่มให้อีกนิด โดยยืนยันว่าบุคคลดังกล่าวไม่ใช่ทหารอย่างแน่นอน แต่ไม่ขอเปิด เผยว่าเป็นใคร

และก็เป็นอะไรที่เร้าสถานการณ์เข้าไปทุกที โดยกระบวนท่าที่ต่างฝ่ายต่างไม่กั๊กกันแล้ว

กับการเปิดตัวออกมาเล่นฉากหน้าของนายชาญวิทย์ จริยานุกูล เจ้าของชื่อที่ถูกนายเทพไท เสนพงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชา-ธิปัตย์ ระบุว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำเอกสารโจมตี “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ

ล่าสุดเจ้าตัวออกมาจองคิว เตรียมเปิดแถลงข่าวเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมดในวันเสาร์ที่ 3 พฤษภาคมนี้ ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ถนนราชดำเนิน

โดยมี 7 หัวข้อที่จะชี้แจงคือ 1. ในเรื่องความจริงที่ถูกต้องเกี่ยวกับ พล.อ.เปรมกับเอกสาร “ก้อนกรวดในรองพระบาท” และ “ตีเสมอเจ้า” รวมถึง “หนังสือปกม่วง” และแถลงการณ์ของกลุ่มคนวันเสาร์กรณี พล.อ.เปรม

2. ประวัติของนายชาญวิทย์ ตามที่นายเทพไทแถลง 3. กรณีนายชวน หลีกภัย และนายเทพไทเปิดประเด็นเพื่อปกป้อง พล.อ.เปรม 4. เรียกร้องต่อกรณีเสนอกระบวนการล้มปืน ทุน เจ้า ของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ 5. กรณีเอกสารการดำเนินคดีนายชาญวิทย์ที่ท่าน้ำนนทบุรี 6. แนวคิดทางการเมืองของนายชาญวิทย์ต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 และ 7. สถาบันต่อสังคมประชาธิปไตยของไทย

จั่วหัวล้วนแต่ปมแหลมๆเสียวๆ

ในชั่วโมงปกติ จะมีใครกล้าเล่นขนาดนี้.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน


111 ส่งเทียบเชิญ “ทักษิณ” จัดงานระดมทุนปลายเดือน พ.ค.

“ภูมิธรรม เวชชยชัย” ปัดใช้มูลนิธิรณรงค์แก้ไข รธน. เพราะติดข้อจำกัดทางการเมือง แต่เห็นดีด้วย ขณะที่ “วิชิต ปลั่งศรีสกุล” ย้ำไม่มีแบ่งพรรค

เมื่อบ่ายวันนี้ (2 พ.ค.) หลังจากงานแถลงข่าวเปิดตัว “มูลนิธิ 111 ไทยรักไทย” อย่างเป็นทางการ ที่ห้องวิภาวดี บอลรูม โรงแรมเซ็นทารา ลาดพร้าว ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี โดยมีอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยคนสำคัญมาร่วมงานจำนวนมาก หนึ่งใน 111 อดีตกรรมการบริหารพรรค นายภูมิธรรม เวชชยชัย เปิดเผยว่า หลังจากนี้คงจะหารือถึงแนวทางการทำงานของมูลนิธิ ว่าสิ่งใดที่ทำประโยชน์ให้สังคมก็จะทำ โดยที่ไม่ขัดกับแนวทางการเมือง

พร้อมกันนี้ยังให้ความเห็นในเรื่องรัฐธรรมนูญด้วยว่า ที่ผ่านมาไม่มีรัฐธรรมนูญใดสมบูรณ์ ในทางปฏิบัติหากรัฐธรรมนูญมีปัญหาก็สามารถปรับปรุงให้มีประโยชน์ได้ ส่วนที่ถามว่าแนวทางของมูลนิธิจะเกี่ยวข้องกับการรณรงค์เรื่องแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น คงจะไม่ทำ เพราะเรามีข้อจำกัดทางการเมืองอยู่

เมื่อถามถึงการเรียกร้องให้ “ผู้ใหญ่” ในบ้านเมืองเข้ามาแก้ไขปัญหา ตามที่นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรระบุนั้น นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตนไม่ทราบเลยว่าเป็น “ผู้ใหญ่” คนไหน แต่ทั้งนี้ใครที่จะทำให้ประเทศเดินหน้าไปได้ด้วยดีก็ดีอยู่แล้ว

และเมื่อถามย้ำว่า สมาชิก 111 จะสามารถไปแก้ปัญหาไม่ให้มีการเผชิญหน้าได้หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า เรื่องนี้เราไม่เกี่ยวอยู่แล้ว ที่ทำได้คือขอความร่วมมือ เพราะที่ผ่านมาประเทศเราบอบช้ำมาเยอะแล้ว ควรดูว่าจะแก้ปัญหาหาทางออกได้อย่างไร แต่อย่าทำเพราะความรังเกียจเดียดฉันท์

ด้าน นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล ในฐานะเลขาธิการมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางมูลนิธิได้ส่งบัตรเชิญให้กับอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยทุกคน ไม่มีแบ่งพรรค เพราะเป็นองค์กรสาธารณะกุศล

อย่างไรก็ดี มีอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยหลายคนตอบรับ แต่ไม่สามารถมาร่วมงานได้ แต่ได้ฝากเงินมาบริจาค เพราะติดภารกิจในต่างประเทศ เช่น นายอดิศัย โพธารามิก นายสมชาย สุนทรวัฒน์ นายพินิจ จารุสมบัติ นายวิเชษฐ์ เกษมทองศรี นายจาตุรนต์ ฉายแสง ขณะที่นายสุรเกียรติ เสถียรไทยไม่ได้ตอบรับกลับมา แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ

ทั้งนี้ ประมาณปลายเดือนพฤษภาคม จะมีการมีการจัดงานระดมทุน ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะกล่าวแสดงวิสัยทัศน์ โดยจะจำหน่ายบัตรเพื่อระดมทุน พร้อมเปิดตัววารสารบ้านเลขที่ 111 ฉบับปฐมฤกษ์ โดยจะรวบรวมความคิดเห็นของอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และเปิดโอกาสให้ผู้มีความรู้ความสามารถร่วมส่งบทความที่เป็นประโยชน์สาธารณะเข้ามาได้


ได้ฤกษ์เปิด “มูลนิธิ 111 ไทยรักไทย” คึกคัก ชู “ทักษิณ” นั่งเก้าอี้ประธานที่ปรึกษามูลนิธิ

ถือฤกษ์วันนี้เปิดงาน “มูลนิธิ 111 ไทยรักไทย” ส่ง “พงษ์เทพ” นั่งประธานฯ อดีต กก.บริหารพรรค แห่ร่วมงานคับคั่ง เปิดใจบนเวที ประกาศเจตนารมณ์ สละแรงกายแรงใจ ทุ่มเททำประโยชน์เพื่อประชาชน ไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ ด้าน “ประจวบ ไชยสาสน์” มอบทันที 1 แสนบาท

วันนี้ (2 พ.ค.) ผู้สื่อข่าว ประชาทรรศน์ รายงานบรรยากาศภายในงานเปิด “มูลนิธิ 111 ไทยรักไทย” ที่ห้องแกรนด์บอลลูม โรงแรมโซฟิเทล เซนทารา ลาดพร้าว เป็นไปอย่างคึกคัก ด้วยมีอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยจำนวน 59 คนได้มาร่วมงานอย่างหนาตา อาทิเช่น นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา ประธานมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย และโฆษกส่วนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายสุธรรม แสงประทุม พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ นายภูมิธรรม เวชยชัย นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช นายอดิศร เพียงเกษ และนายสรอรรถ กลิ่นปทุม นายวราเทพ รัตนากร นายจำลอง ครุฑขุนทด รวมถึงยังคับคั่งไปด้วยประชาชน และนักวิชาการอีกมากมาย แม้ พ.ต.ท.ทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี จะไม่ได้มาร่วมงานในครั้งนี้ก็ตาม

นายพงษ์เทพ ประธานมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย กล่าวเปิดงาน โดยเล่าถึงประวัติความเป็นมาในการจัดตั้งมูลนิธิ พร้อมเปิดเผยถึงการรับเงินสนับสนุนจากอดีต ส.ส. และองค์กรภาคเอกชน ว่า การตั้งมูลนิธิ 111 ไทยรักไทยมีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือสังคม โดยการจุดประกายความคิดและแก้ปัญหาให้สังคม ทั้งนี้ จากเดิมมูลนิธินี้ชื่อ “มูลนิธิ 111” ส่วนที่มีการเติมคำว่า “ไทยรักไทย” เพิ่มเข้าไปภายหลัง เป็นเพราะต้องการเปิดกว้างมากขึ้น และไม่จำกัดเฉพาะแค่อดีตกรรมการบริหารพรรค 111 คนเท่านั้น

ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี นั้น มีตำแหน่งเป็นประธานที่ปรึกษามูลนิธิดังกล่าว ส่วนที่มีการวิจารณ์ว่าการตั้งมูลนิธินี้มีนัยยะทางการเมืองนั้น หากจะคิดทำการเมืองก็คงไม่มาตั้งมูลนิธิ เพราะการทำมูลนิธิเป็นการทำเพื่อตอบแทนประชาชน โดยไม่ได้ทำเพื่อหวังผลตอบแทนใดๆ

“ขอขอบคุณความกรุณาและความช่วยเหลือจากพี่น้องประชาชนมาตลอด ความกรุณานี้พวกเรามีวันลืม เมื่อวันที่ 30 พฤษจิกายน 2550 เป็นวันที่วงการกฎหมายไทย คงจะไม่มีความภูมิใจเท่าไร ที่จะบอกว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นในเมืองไทย พวกเราถูกจำกัดบทบาททางการทำงาน เปลี่ยนสิ่งที่เคยทำ แต่หัวใจของพวกเราไม่เคยเปลี่ยน ยังเป็นหัวใจเพื่อประชาชน ถึงแม้ว่าสมาชิก จะอยู่กันคนละสถานที่ แต่ความเห็นของพวกเราไม่แตกต่างกัน คือ มาทำสิ่งตอบแทนเพื่อประชาชน และนี่คือที่มาของการจัดตั้งมูลนิธิในครั้งนี้

ในตอนแรก เราจะใช่ชื่อว่า มูลนิธิบ้านเลขที่ 111 แต่ก็มีท่านที่เราเคารพท่านหนึ่งบอกว่า ถ้าใช้ชื่อนี้ จะมีจำนวนคนจำกัด น่าจะใช้ชื่อที่คนอื่นสามารถเข้าร่วมเป็นหนึ่งในมูลนิธิได้ จึงเปลี่ยนเป็น “มูลนิธิ 111 ไทยรักไทย” การก่อตั้งมูลนิธิได้รับความร่วมมือ จากหลายฝ่ายทั้งสมาชิก 111 นายพจน์ อดิเรกสาร ที่ทำหน้าที่เป็นรองประธานมูลนิธิฯ นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล เลขาธิการมูลนิธิ ว่าที่ ร.ท.นพ.วัลลภ ยังตรง เหรัญญิก และน.ส.ศันสนีย์ นาคพงศ์ ประชาสัมพันธ์ นอกจากนี้คณะทำงานยังได้เรียนเชิญ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ เป็นประธานที่ปรึกษา เนื่องจากเล็งเห็นว่าเป็นคนที่มีความสามารถ ในด้านคำปรึกษารวมถึงคำแนะนำ

อย่างไรก็ดี ในวันนี้ (2 พ.ค.) มีหลายท่านไม่สามารถมาร่วมงานได้ เพราะติดภารกิจในต่างประเทศ ขณะเดียวกัน มีหลายท่านถามว่า การตั้งมูลนิธิในครั้งนี้ เป็นการตั้งเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองหรือไม่ ผมอยากจะเรียนว่า การจัดตั้งในครั้งนี้ พวกเรา ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องทางการเมือง แต่อยากจะทำ เพื่อต้องการตอบแทนประชาชนและประเทศ” ประธาน มูลนิธิ กล่าวในที่สุด

จากนั้นได้มีเชิญสมาชิก 111 จำนวน 11 คนขึ้นเวทีกล่าวถึงนโยบายของมูลนิธิด้วย เริ่มต้นที่นายภูมิธรรม เวชยชัย กล่าวว่าวันนี้รู้สึกดีใจและภูมิใจ ที่ได้มีส่วนร่วม ในการใช้สติปัญญา ร่วมสนับสนุน และยินดีกับการทำงานของมูลนิธิ เพื่อร่วมทำวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งมูลนิธิว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องทางการเมือง

นายวราเทพ รัตนากร กล่าวว่า ขณะนี้อยากให้สังคมคิดและทบทวน กับเหตุการณ์ที่ผ่านมา ระยะเวลา 5 ปีนั้น ตนรอได้ เพื่อจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ และขอขอบคุณผู้ที่ริเริ่ม การจัดตั้งมูลนิธิ ที่สามารถให้พวกเรา ทำประโยชน์ให้กับบ้านเมืองได้

นายจำลอง ครุฑขุนทด กล่าวว่า ผลจากการยุบพรรค เป็นเพียงการลบชื่อออก จากทะเบียนเท่านั้นแต่ไม่สามารถลบภารกิจ ความตั้งใจ ที่อยากจะทำงานให้กับประเทศและประชาชนได้

นายสรอรรถ กลิ่นประทุม กล่าวว่า ครั้งแรกที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง แต่ก็ได้คนในครอบครัวและประชาชนที่ให้กำลังใจ และอยากขอบคุณที่เปิดโอกาศให้เข้ามาทำประโยชน์ให้กับประชาชน

พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ กล่าวว่า ถึงแม้จะถูกตัดสิทธิทางการเมือง แต่ก็ยังทำประโยชน์ให้กับบ้านเมืองและประชาชนได้

นายประจวบ ไชยสาสน์ กล่าวว่า ในนามประธานมูลนิธิไชยสาสน์ ขอบริจากเงินเข้ามูลนิธิ 111 ไทยรักไทย เป็นเงิน 1 แสนบาท เหตุการณ์ครั้งที่แล้ว ทำให้มีเวลา และงานเยอะขึ้น อยากที่จะเข้าร่วมในมูลนิธิ อยากที่จะทำประโยชน์ให้กับประเทศและพี่น้องประชาชน

นายอดิศร เพียงเกษ กล่าวเช่นกันว่า “ผมไม่ยอมรับกฎกติกาที่พวกมันตัดสิน ตอนนี้เรามาร่วมกันสร้างบ้านแปลงเมือง เพื่อทำประโยชน์ให้กับประเทศและพี่น้องประชาชน ผมดีใจมากที่มีการจัดตั้งมูลนิธิดังกล่าวขึ้นมา ศาลเถื่อนตัดสินไม่ให้มีสิทธลงรับเลือกตั้ง และตัดสิทธิไม่ให้ไปใช้เสียงเลือกตั้ง เพียงเท่านั้น”

นายสุธรรม แสงประทุม กล่าวว่า พวกเผด็จการ เมื่อเข้ามาแล้ว ก็สามารถจัดการทำอะไรได้ทุกเรื่อง ตนและเพื่อนๆ โดนกฎหมายย้อนหลังต้องได้รับการนิรโทษกรรม เพราะความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นทำให้ตนไม่มีสิทธิในการเลือกตั้ง นั่นคือสิ่งที่เสียใจที่สุด

นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช กล่าวว่า ตอนนี้รู้สึกดีใจที่มีการเปิดมูลนิธินี้ เพราะรู้สึกว่ามีใบเปิดทางให้ออกจากบ้านแล้ว

นายพิมล ศรีวิกรณ์ กล่าวถึงความในพร้อมมาทำงาน และรู้สึกดีใจที่มีการตั้งมูลนิธิอยากพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้ไม่กลไกทางการเมือง ก็สามารถทำประโยชน์ให้กับประเทศและสังคมได้

นางลัดดาวัลย์ วงศ์ศรีวงศ์ กล่าวอยากเสนอให้วันที่ 11 พฤษภาคมนี้ มีการทำพิธีตักบาตรพระสงฆ์ 111 รูป ที่วัดอรุณราชวราราม เพื่อเป็นการเอาฤกษ์เอาชัยในการจัดตั้งมูลนิธิ

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ กล่าวว่า ขอขอบคุณ สำหรับความคิด ที่จัดตั้งมูลนิธิ ให้กับคนเร่ร่อน ด้วยวัตถุประสงค์ที่ได้พุดคุยกัน ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ได้โอกาสรับใช้บ้านเมือง รับทราบปัญหาของบ้านเมือง มีใจให้กับส่วนรวมพี่น้องประชาชน หากเปิดที่ทำการอย่างเป็นทางการเมื่อไร ตนอยากจะขอเก้าอี้สักหนึ่งตัว เพื่อเข้าไปร่วมทำงานด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งโต๊ะเพื่อจำหน่ายเสื้อโปโลสีขาว ปักโลโก้ “มูลนิธิ 111 ไทยรักไทย”ราตัวละ 200 บาท โดยมีประชาชนและสมาชิก 111 มาอุดหนุนเป็นจำนวนมาก



นายกฯ ยืนยันแก้ รธน.แม้มีข่าวปฏิวัติ

กรุงเทพฯ 2 พ.ค.-“สมัคร” ยืนยันจำเป็นต้องแก้ รธน.เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยเฉพาะประเด็นเลือกตั้งเขตละ 1 คน ให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ยืนยันเมื่อมีโอกาสควรรีบแก้ ยอมรับมีการปล่อยข่าวปฏิวัติ จับรัฐมนตรีขึ้น ฮ.นำไปไว้ที่เดียวกัน

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “สถานการณ์รัฐธรรมนูญไทย” ซึ่งจัดโดยสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในตอนหนึ่งว่า รัฐธรรมนูญปี 2540 ร่างขึ้นมาเพื่อมีเจตนาให้รัฐบาลมีความเข้มแข็ง และถ้าไม่มีพรรคไทยรักไทย ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรค รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คงยังได้ใช้อยู่ และถ้าการเลือกตั้งครั้งนั้น พรรคประชาธิปัตย์ได้ 126 เสียงก็คงไม่มีปัญหา เพราะสามารถยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ แต่ความจริง คนเลือก พ.ต.ท.ทักษิณ มากเกินไปถึง 377 เสียง พอคนเลือก พ.ต.ท.ทักษิณ มาก เลยบอกว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีเกินไปเสียแล้ว

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งแรกของรัฐธรรมนูญปี 2540 พรรคไทยรักไทยได้เสียง 248 เสียง พอการเลือกตั้งครั้งที่ 2 พรรคไทยรักไทยได้เพิ่มขึ้นเป็น 377 เสียง จึงมีการคิดกันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะอยู่ตลอดไป จึงพยายามทุกวิถีทาง ในที่สุดก็ยุบสภามีการเลือกตั้งใหม่ จากนั้น มีคนไปร้องศาลปกครองว่าการเลือกตั้งไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หันหน้าหันหลังออกคูหา

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า รัฐธรรมนูญต้องแก้ไขเพื่อการเลือกตั้งครั้งต่อไป ซึ่งตนอยากให้มีการเลือกตั้งเขตละ 1 คน และอยากให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด และยังมีอีกหลายประเด็นที่บกพร่อง ถ้าไม่มีเรื่องใบเหลืองใบแดงก็คงจะเบาบางลง

“ทำไมถึงอยากแก้รัฐธรรมนูญ เรามี 233 เสียง ร่วมกับ 5 พรรคร่วม เป็น 316 เสียง และวุฒิสมาชิกส่วนหนึ่ง ถ้าพร้อมใจก็แก้รัฐธรรมนญ เมื่อแก้ไขได้ทำไมไม่แก้” นายสมัคร กล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นประโยชน์ต่อการเลือกตั้งครั้งต่อไป ทำไมทำเป็นเหมือนจะเป็นจะตาย ปลุกระดมกันไปใหญ่ คนอย่างตนจะเหมือน พ.ต.ท.ทักษิณ ได้อย่างไร แค่ชื่อยังไม่เหมือนกันเลย ความคิดก็ไม่เหมือนกัน ตนก็เป็นตน เป็นหัวหน้ารัฐบาลถูกต้องตามกฎหมาย บริหารงานมาแล้ว 3 เดือนก็มีคนพยายามจะเอาตนไปพัวพัน แล้วจะนำไปปลุกให้ทหารปฏิวัติอีก มีข่าวจะจับรัฐมนตรีขึ้น ฮ.ไปรวมไว้ที่เดียวกัน

นายสมัคร กล่าวว่า ที่ผ่านมาเปลี่ยนรัฐธรรมนูญมาแล้ว 18 ฉบับ แก้ไขมาแล้ว 30 หน ก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไร แล้วทำไมคราวนี้เหมือนอยากจะนองเลือด ตนพูดไว้เป็นหลักฐานเลยว่า ไม่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อผลประโยชน์หรือแก้เพื่อใบเหลืองใบแดง หรือช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะยังไงก็ต้องขึ้นศาลอยู่ดี

“ขอให้พี่น้องประชาชนไปไตร่ตรองดูว่า กว่าจะมาถึงตรงนี้เลือดตาแทบกระเด็น กว่าจะเอาบ้านเมืองกลับมาได้ เราทำงานมาได้ 3 เดือนจะปั่นจะล่อกันอีกแล้ว เอารัฐธรรมนูญมาเป็นเหตุ สำหรับผมสถานการณ์รัฐธรรมนูญถือว่าปกติ บอกแล้วว่ารัฐธรรมนูญมันกินไม่ได้ ทาไม่ได้ แต่มันเป็นหัวใจของการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย ถ้ามันไม่ดี เราก็ต้องทำให้มันดี” นายสมัคร กล่าว.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-02 17:25:45

อภิสิทธิ์ ย้ำจุดยืน ปชป.แก้ไข รธน.เพื่อประโยชน์ของประเทศ

รร.มิราเคิลแกรนด์ 2 พ.ค.-“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ย้ำจุดยืน ปชป.แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตัว หนุนตั้งคณะกรรมาธิการร่วมยกร่างแก้ไข เปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านมีส่วนร่วม เสนอนำรัฐธรรมนูญปี 40 มาปรับปรุงแก้ไข

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในการสัมมนา “สถานการณ์รัฐธรรมนูญไทย” ว่า จุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ยังเหมือนเดิม คือแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ แต่ไม่ต้องการให้แก้เพื่อวางรากฐานในอนาคต และเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งการที่นายกรัฐมนตรีพยายามบอกว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของสภาฯ อยากย้อนถามว่าหากเป็นเรื่องของสภาฯ จริง เหตุใดจึงไม่ให้ตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาศึกษา หรือร่วมยกร่างแก้ไข เพื่อให้ฝ่ายค้านเข้าไปมีส่วนร่วม แต่กลับประชุมกันแค่ 6 พรรคการเมือง หรือเป็นเพราะว่ามีเสียงพอที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งในส่วนของพรรคขอย้ำว่า ควรให้ภาคประชาชน ภาควิชาการ เข้ามามีส่วนร่วม โดยอาจตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาศึกษาก่อน หรือทำในรูปแบบของสภาร่างรัฐธรรมนูญก็ได้ แต่พรรคไม่เห็นด้วยกับการรวบรัดตัดตอนและแก้ไขโดยมีวาระแอบแฝง

สำหรับกรณีที่นายกรัฐมนตรีระบุว่า มีความพยายามเดินขบวนสร้างเงื่อนไขต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่รัฐบาลจะนำรัฐธรรมนูญปี 40 มาใช้นั้น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ต้องการให้เอาความจริงมาพูดว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และคนที่สร้างเงื่อนไขความขัดแย้งก็คือรัฐบาล โดยเฉพาะที่บอกว่าการแก้ไขครั้งนี้ ไม่หวังผลเรื่องของกระบวนการตรวจสอบและกระบวนการยุติธรรม ก็อยากบอกว่าขณะนี้ร่างของรัฐบาลอยู่ในมือของตน และชัดเจนว่าได้มีบทเฉพาะกาลเขียนไว้ให้องค์กรอิสระบางองค์กรอยู่ต่อไป แต่บางองค์กร เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กลับจะไม่ให้อยู่ การทำเช่นนี้จึงเป็นการทำให้เกิดเหตุการณ์รัฐธรรมนูญ

“ถ้าผมพูดว่า วันนี้มีความพยายามจะให้ใบแดงผู้บริหารของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งหากพรรคโดนร้อง มีคนมาถาม ผมก็จะบอกว่าขอให้ กกต.ตัดสินตามเนื้อผ้า ถ้ามีแนวโน้มว่าผิด พรรคประชาธิปัตย์ก็ยืนยันว่าไม่มีความคิดที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตัวเอง เพราะเรื่องรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องใหญ่ของบ้านเมือง จะคิดแก้เพื่อประโยชน์ตัวเองไม่ได้ จะทำแบบไม่ได้เรียนรู้เหตุการณ์ที่ผิดพลาดในอดีตไม่ได้ ผมเป็นฝ่ายค้านและไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งที่ผ่านมา แต่ยืนยันว่าต้องการให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าด้วยความสงบสุข” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นเจตนารมณ์ที่ดี แต่ต้องยอมรับว่าเกิดปัญหาเพราะผู้มีอำนาจไปบิดเบือน จึงเป็นที่มาของการไม่เห็นด้วย และเห็นว่า ควรต้องมีการปรับปรุงครั้งใหญ่ ซึ่งตนไม่ได้ดัดจริตว่าตอนแรกเห็นด้วย แล้วมาวันนี้ไม่เห็นด้วย แต่ถ้าย้อนกลับไปดูเมื่อช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2549 ตนได้เรียกร้องให้มีการปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญ 40 ครั้งใหญ่ โดยมีหลายพรรคการเมืองร่วมลงสัตยาบัน และแม้รัฐบาลในขณะนั้นจะไม่มาร่วม แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคไทยรักไทยในขณะนั้น ยังเรียกพรรคการเมืองเล็กมาหารือ พื่อที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนั้นการที่จะเอารัฐธรรมนูญปี 40 กลับมาทั้งหมด เท่ากับว่าไม่ได้มีการเรียนรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ อยากท้าให้ทุกคนไปดูจุดยืนของนักการเมืองในแต่ละพรรคที่ออกมาประกาศจุดยืนเรื่องรัฐธรรมนูญว่ามีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่อย่างไร.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-02 16:33:29

“สมัคร” ฉะพวกปลุกระดม ค้าน รธน. “ดัดจริต” หวังสร้างสถานการณ์นองเลือด

“สมัคร” หนุนแก้รธน.50 สุดตัว ชี้คนร่างล้วนเกลียดชัง อดีตนายกฯ ซัดพวกปลุกระดม ดัดจริตใช้เงื่อนไขแก้ รธน. ปั่นหัวทหารออกมายึดอำนาจอีกรอบ ย้ำต้องรีบแก้ และเป็นหน้าที่ของสภาฯ แจงตัวเองไม่ใช่ “นอมินี”

วันนี้ (2 พ.ค.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวในหัวข้อสถานการณ์รัฐธรรมนูญไทย จัดโดยสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ วิภาวดีรังสิต ตอนหนึ่งว่า รธน. ฉบับนี้ถูกเขียนขึ้นมาโดยกลุ่มบุคคลที่เกลียดชัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (อดีตนายกรัฐมนตรี) เชื่อว่าหากนายกรัฐมนตรีคนที่แล้วไม่ใช่เศรษฐี และพรรคไทยรักไทยกุมเสียงข้างมาก รธน.ฉบับปี 40 ยังคงมีบังคับใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้ แม้จะหัวกุดท้ายมังกรบ้าง ก็ยังดีกว่าฉบับนี้ แม้ในอดีตจะไม่เห็นกับรธน.ปี 40 แต่วันนี้ก็เห็นว่ายังดีกว่าปี 50

นายสมัคร ยังได้ยกตัวอย่างคำเปรียบเปรย รธน.50 ตามข้อเสนอของนายวีระศักดิ์ โค้วสุรัตน์ รองหัวหน้าพรรคชาติไทย ว่า รธน.ฉบับมีข้อบกพร่อง 4 ประการ ยางบวม คันทรีเขย่ง หน้าปัดมัว ไม่มีฟิวส์บ็อกซ์ สรุปใช้ไม่ได้ต้องรีบแก้ไข พร้อมย้ำว่าการเร่งแก้ไข รธน.ปี 40 เป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร และไม่ช่วยให้ พ.ต.ท.ทักษิณ หลุดพ้นคดี

พร้อมกล่าวย้ำว่า ไม่เข้าใจพวกดัดจริต พอจะแก้ รธน. มีพวกออกมาปลุกระดม หวังให้เกิดการนองเลือด ขณะที่กลุ่มทำรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับกลับเพิกเฉย ไม่ดัดจริตออกมาคัดค้าน ตนไม่ใช่นอมินีทักษิณ ความคิดความเห็นต่างกัน เป็นหัวหน้ารัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้ง ประวัติศาสตร์ไม่ซ้ำรอยเหมือนเมื่อครั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกยึดอำนาจแน่ เพราะกว่าจะนำบ้านเมืองกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยแทบกระอักเลือด แต่พอเข้ามาบริหารบ้านเมืองได้ 3 เดือน มีกลุ่มบุคคลจะออกมาปลุกปั่นให้ทหารออกยึดอำนาจอีก บอกได้เลยว่าเป็นไปไม่ได้



จักรภพ ยันมูลนิธิ 111 ไม่เกี่ยวข้องกับการแก้ รธน.

ตัวแทนสื่อมวลชนมอบเสื้อรณรงค์หวั่นสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนโลกให้กับ รมต.สร.ขณะเดียวกันก็ออกมายืนยันว่าการเปิดมูลนิธิ 111 ไม่เกี่ยวข้องกับการแก้ไข รธน.

เนื่องจากในวันพรุ่งนี้ ซึ่งตรงกับวันที่ 3 พฤษภาคม ถือว่าเป็นวันสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนโลก วันนี้นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ เลขาธิการสมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้เดินทางมามอบเสื้อรณรงค์ต่อต้านการคุกคามประชาชน เนื่องในวันสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนโลกให้กับนายจักรภาพ เพ็ญแข รมต.สร. ที่ทำเนียบรัฐบาล

ขณะเดียวกัน รมต.สร. ก็เปิดเผยภายหลังการเป็นประธานเปิดเวทีประชาพิจารณ์ร่างแผนแม่บทการเสริมสร้าง
เอกลักษณ์ของชาติ โดยออกมายืนยันว่า การเปิดมูลนิธิ 111 ไม่ได้มีนัยยะทีแอบแฝง หรือเกี่ยวข้องกับการแก้ไข รธน.เพื่อให้อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยทั้ง 111 คนกลับเข้าสู่สนามทางการเมือง

นอกจากนี้ยังเห็นว่า หากการจัดตั้งมูลนิธิเป็นไปเพื่อประโยชน์ของสังคมก็จะถือว่าจะเป็นสิ่งที่ดีไม่ใช่น้อย เพราะ
อดีตกรรมการบริหารพรรคแต่ละคนก็ถือว่าเป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ นอกจากนี้ก็ยังเชื่อมั่นว่า การที่นายกฯ
หยุดให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนจะไม่ส่งผลกระทบต่อการสื่อสารระหว่างรัฐบาลและประชาชน เนื่องจากประชาชน
ส่วนใหญ่ก็ยอมรับและเข้าใจในบุคลิกของนายกฯ อย่างไรก็ตาม ในการแก้ไข รธน.ทางรัฐบาลก็พร้อมที่จะรับฟัง
ความคิดเห็นจากประชาชนอย่างเต็มที่ ไม่เคยมีแนวความคิดที่จะไม่ฟังเสียงใคร
(02/05/51)


วุฒิสภามีมติเลือก 4 ตุลาการศาลปกครองสูงสุดแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (2 พ.ค.) ว่า ที่ประชุมวุฒิสภา ให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลปกครองสูงสุดแล้ว โดยหลังจากที่ประชุมรับทราบรายงานการตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อทั้ง 4 คน ซึ่งประกอบด้วยนายวิษณุ วรัญญู รองอธิบดีศาลปกครอง นายนพดล เฮงเจริญ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นายวรวิทย์ กังศศิเทียม อธิบดีศาลปกครองพิษณุโลก และนายวราวุธ ศิริยุทธ์วัฒนา รองอธิบดีศาลปกครองกลาง ที่ประชุมได้ลงมติโดยการลงคะแนนลับ

สำหรับผลการลงมติปรากฏว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้บุคคลทั้ง 4 ให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลปกครองสูงสุด ตามที่คณะกรรมการตุลาการศาลปกครองได้พิจารณาคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติ และความเหมาะสมมาให้วุฒิสภาเห็นชอบ โดยนายวิษณุได้คะแนนเห็นชอบ 122 ไม่เห็นชอบ 8 และไม่ออกเสียง 5 นายนพดล เห็นชอบ 110 ไม่เห็นชอบ 22 ไม่ออกเสียง 10 นายวรวิทย์ เห็นชอบ 129 ไม่เห็นชอบ 5 ไม่ออกเสียง 3 และนายวราวุธ เห็นชอบ 134 ไม่เห็นชอบ 3 และไม่ออกเสียง 2 คะแนน

ขึ้นค่าจ้าง 9 บ.ใน 9 จังหวัด เชียงรายปรับสูงสุด 11 บ.

สื่อข่าวรายงานว่า นายจุฑาธวัช อินทรสุขศรี ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธาน การประชุมคณะกรรมการค่าจ้างกลาง วันนี้ (2 พ.ค.) ซึ่งใช้เวลาประชุมกว่า 4 ชั่วโมง โดยมีมติขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 9 บาท ใน 9 จังหวัด คือกรุงเทพมหานครและปริมณฑล บวกจังหวัดเชียงใหม่ อุบลราชธานี สระบุรี ขณะที่จังหวัดเชียงราย ปรับสูงสุด 11 บาท ส่วนจังหวัดที่ปรับขึ้นต่ำสุด มี 3 จังหวัด คือ สุโขทัย อุตรดิตถ์ และชัยภูมิ ปรับขึ้น 2 บาท ส่วนที่เหลืออีก 62 จังหวัด จะปรับขึ้นค่าจ้างตามอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 5 เปอร์เซ็นต์ลดหลั่นกันลงไป