WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, May 3, 2008

พปช.งัดภาพแจ้งความชื่อพันธมิตรบนธงชาติ

เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 2 พ.ค. ที่กองบังคับการปราบปราม นายภิรมย์ พลวิเศษ อายุ 43 ปี ส.ส.เขต 5 จ.นครราชสีมา พรรคพลังประชาชน เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.สมยศ พรหมนิ่ม รอง ผบก.ป. เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ให้ตำรวจกองปราบฯ ตรวจสอบภาพธงชาติที่ดูไม่เหมาะสม 2 ภาพ ที่มีการเผยแพร่ทางเว็บไซต์ยอดนิยมแห่งหนึ่ง ว่า เป็นการกระทำที่ เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ธง พ.ศ. 2522 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 118 หรือไม่ นายภิรมย์กล่าวว่า พบภาพทั้งสองถูกเผยแพร่ในเว็บไซต์แห่งหนึ่ง ไม่ได้ระบุหัวข้อว่าเป็นเรื่องอะไร และไม่ทราบว่ามีการนำภาพมาลงที่เว็บนี้นานเท่าใด แต่เห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม จึง อยากให้มีการระงับการเผยแพร่ภาพดังกล่าว และช่วยตรวจ สอบด้วยว่า การนำธงชาติไทยมาเขียนข้อความในภาพทั้งสองเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ธง พ.ศ. 2522 รวมทั้งเป็นความผิดอาญาด้วยหรือไม่ ขณะที่ พ.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า เบื้องต้นได้มอบหมายให้ พ.ต.ท.บุญเลิศ กัลยาณมิตร พงส. (สบ 2) รับเรื่องไว้ตรวจสอบ หากพบว่า เข้าข่ายกระทำความผิดก็จะดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานสำหรับภาพ 2 ภาพ ที่นายภิรมย์ อ้างว่าไม่เหมาะสมนั้น ภาพแรกเป็นภาพธงชาติที่ถูกนำมาใช้เป็นฉากหลังเวทีของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มีข้อความระบุชื่อวิทยากรในการบรรยาย ประกอบด้วย นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ และนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ เขียนทับอยู่ส่วนหนึ่งของธงชาติ เมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2549 ส่วนภาพที่ 2 เป็นภาพหญิงสาวที่เข้าร่วมชุมนุมใช้ผ้าพัน คอ ซึ่งกลุ่มพันธมิตรฯนำมาแจกจ่ายให้กับผู้ชุมนุมมาเป็น ผ้าคาดหน้าอก แต่ผ้าดังกล่าวมีการตกแต่งทาสีเป็นรูปธงชาติ และมีข้อความว่า “ออกไป” นอกจากนี้ ในภาพดังกล่าว ยังปรากฏใบหน้าของ น.ส.วรรณพร ฉิมบรรจง หรือทราย ดาราสาวชื่อดังรวมอยู่ด้วย



ยำคนไทยเละ หลังคนอังกฤษรู้ข่าวเรื่องธงไทยในสนามแมนฯซิตี้

2 พฤษภาคม 2551

คุณ Krieng_MCFC จาก
เว็บบอร์ดพันทิป ดอตคอม ได้กรุณาแปลข้อความที่แฟนคลับชาวอังกฤษจากสโมสรแมนเชสเตอร์ซิตี้ ได้แสดงความคิดเห็นไว้ในเว็บบอร์ดแห่งหนึ่ง (ไม่ระบุ เพื่อกันการโจมตีกลับ)

ความคิดเห็นดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากมีผู้โพสต์ข่าวจากสำนักข่าวซินหัวของจีน เรื่องที่มีผู้แจ้งความกับตำรวจ เมื่อธงชาติไทยในสนามแมนฯซิตี้มีชื่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ปรากฏอยู่ด้วย(
ดูลิงค์)

ต่อไปนี้คือความคิดเห็นของแฟนฟุตบอลชาวอังกฤษ

come on, whos flag was it!?!?!?
ถามว่าธงของใครเอ่ยยอมรับมาซะ
FFS! Some people really take themselves seriously don't they!
Have they got nothing better to worry about?

คนบางพวกเค้าเอาเรื่องนี้มาจริงจังด้วยหรือ
ไม่มีเรื่องอื่นให้ห่วงกันหรือไง
yeah but I would have a giggle if all 3,000 fans at Anfield on Sunday all took Thai flags with Thaksin on them :-)

ใช่...แต่ผมนึกสนุกอยู่ว่าถ้าแฟนซิตี้ทั้ง 3 พันที่ไปดูนัดเยือนที่สนามแอนฟิลด์นัดวันอาทิตย์นี้(ที่ซิตี้เจอหงษ์)น่าจะเอาธงไทยที่มีชื่อทักษิณไปด้วย
Strange country.
ประเทศประหลาด
Also like to say for all this 'Eastern business methods'. Yes your economys are growing, but you are still light years behind us. It is far easier with some muscle behind you to become as rich as Thaskin Shinawater in Thailand than it is
here.
ถึงประเทศจะเติบโตในทางธุรกิจแต่ดูจะล้าหลังอยู่หลายปีแสง
Some Thai politician look Strange. They alway discredit and attack his rival (Frank and other) in every case even flag. If another name on flag they don't
care
นักการเมืองไทยนี่ก็พิกล พวกเขาชอบดิสเครดิตคู่แข่งในกรณีนี้คือ แฟรงค์ ในทุกหนทางแม้กระทั่งเรื่องธง ถ้ามีชื่ออื่นในธงก็คงไม่สนใจ

It's all just a game of politics. Thaksin's oppositions are trying everything to get public support to oust the PPP once again. They often link Thaksin with a scheme to overthrow the throne. They said Thaksin approved his name to be on the flag, meaning he wants to own the country..bla bla which is all BS and only worked for some stupid thais.

They will keep coming up with new ideas to discredit Thaksin. He has many enemies because the way he runs things. The Sven incident is top example for City's fans to understand the situation in Thailand.
เป็นแค่เกมทางการเมือง ฝ่ายตรงข้ามทักษิณพยายามทุกวิถีทางที่จะให้สื่อเล่นงาน PPP แม้แต่บ่อยครั้งก็พยายามดึงไปเบื้องสูง กล่าวหาว่าทักษิณอนุมัติชื่อของเขาให้ลงในธงเพื่อความหมายว่าเป็นเจ้าของประเทศ บรา บรา นั่นก็ได้ผลแค่สำหรับคนไทยที่ stupid เท่านั้น

เรื่องอย่างนี้มีอยู่เรื่อยๆ หาไอเดียใหม่ๆเพื่อดิสเครดิต เค้ามีศัตรูมากเพราะวิธีการทำงานของเขา แล้วเรื่องสเวนก็เป็นอีกเหตุการณ์ใหญ่ที่จะทำให้แฟนซิตี้ในอังกฤษเข้าใจสถานการณ์ในไทย


จาก Thai E-News

การ์ตูนโดย GAG Las Vegas: "พวกป่วนไม่เลิก!"


(คลิ๊กเพื่อดูภาพใหญ่)

จาก Thai E-News

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล:ผู้จัดการ-พันธมิตร กำลังก่อกระแส ‘ละคอนแขวนคอ’ ยุคใหม่

โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ที่มา
เว็บไซต์ประชาไท
2 พฤษภาคม 2551

เช้าวันอังคารที่ 5 ตุลาคม 2519 กลุ่มขวาจัดที่เรียกตัวเองว่า ชมรมแม่บ้านได้จัดชุมนุมที่ลานพระรูปทรงม้า เพื่อประท้วงรัฐบาลในขณะนั้น อันเกี่ยวเนื่องมาจากวิกฤติการกลับเข้าประเทศของจอมพลถนอม การชุมนุมดำเนินไปจนเกือบบ่าย ก็มีบางคนในกลุ่มหยิบยกเอาภาพถ่ายการแสดงละคอนของนักศึกษาธรรมศาสตร์ที่ลานโพธิในเที่ยงวันก่อนหน้านั้น (4 ตุลาคม) เพื่อสะท้อนเหตุการณ์แขวนคอช่างไฟฟ้าผู้ประท้วงถนอมที่นครปฐม 2 คน ซึ่งตีพิมพ์ในหน้า 1 ของบางกอกโพสต์ ฉบับวันนั้น (บางกอกโพสต์ออกวันละ 1 กรอบตอนเช้า) มาวิพากษ์วิจารณ์ว่า ใบหน้าผู้แสดงเป็นช่างไฟฟ้าที่กำลังถูกแขวนคอในภาพนั้นเหมือนพระบรมโอรสาธิราช แสดงว่า นักศึกษาจงใจหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง กลุ่มจัดตั้งขวาจัดต่างๆในขณะนั้น ได้แพร่กระจายข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลนี้ออกไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอาศัยองค์กรสื่อมวลชนขวาจัด 2 องค์กร คือ นสพ.ดาวสยาม รายวัน และ สถานีวิทยุยานเกราะ เป็นเครื่องมือ โดยสถานีวิทยุยานเกราะออกอากาศปลุกเร้าอารมณ์ผู้ฟังอย่างหนักไม่หยุดตลอดบ่ายวันที่ 5 ข้ามคืนถึงเช้าวันที่ 6 มีการเรียกร้องให้จัดการกับนักศึกษาขั้นเด็ดขาด กระตุ้นความโกรธแค้นผู้ฟังถึงระดับทีหวังผลให้เกิดการใช้กฎหมู่ทำร้ายนักศึกษา ขณะที่ ดาวสยาม ได้ตีพิมพ์กรอบบ่ายเพิ่มจำนวนเป็นพิเศษ เผยแพร่ทั่วกรุงเทพ ในหน้า 1 เกือบเต็มหน้า ได้ตีพิมพ์ขยายรูปที่กล่าวหาว่าเป็นการ “แขวนคอหุ่นเหมือนฟ้าชาย” (นี่คือคำพาดหัว ดาวสยาม ฉบับเช้าวันที่ 6 ตุลา ขอให้สังเกตว่า การปลุกระดมนี้วางอยู่บนการโกหกเพียงใด เพราะการ “แขวนคอ” ใช้คนแสดงจริง ไม่ใช่หุ่น)

ฝ่ายศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ได้แถลงข่าว บอกเล่าความจริงของความเป็นมาของการแสดงละคอนประท้วงถนอม (ซึ่งเป็นกิจกรรมของนักศึกษาธรรมศาสตร์เอง ไม่ใช่การจัดของศูนย์ฯ) และได้ยืนยันว่ายินดีจะให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการสอบสวนตามกระบวนการทางกฎหมายทุกอย่าง ทั้งยังได้นัดกับนายกรัฐมนตรี จะเดินทางเข้าพบเพื่อชี้แจงในเช้าวันรุ่งขึ้น

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือตั้งแต่ช่วงบ่าย ช่วงกลางคืน วันที่ 5 ตุลาคม ถึงช่วงเช้าวันที่ 6 ตุลาคม คือ การระดมกำลังจัดตั้งติดอาวุธของพวกขวาจัดอย่างขนานใหญ่ บรรดาผู้บงการของพวกเขาทราบดีว่า ถ้าปล่อยให้มีการดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายและกระบวนการทางการเมืองแบบปกติ คือ ให้โอกาสนักศึกษาชี้แจงกับเจ้าหน้าที่และต่อสู้คดี และให้โอกาสนักศึกษาได้ชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนทั่วไป คำโกหกของพวกเขา ก็จะไม่เป็นผล เพราะไม่เป็นเรื่องยากที่จะแสดงให้เห็นว่า ละคอนที่แสดงที่ลานโพธินั้น คือละคอนสะท้อนการฆ่าแขวนคอช่างไฟฟ้าที่นครปฐมเท่านั้น ไม่มีเนื้อหาใดๆเกี่ยวข้องกับราชวงศ์เลย ใบหน้าของผู้แสดงก็ไม่มีการตกแต่งให้เหมือนกับรัชทายาท อย่างที่มีการปล่อยข่าวแต่อย่างใด

ดังนั้น บรรดาผู้บงการขวาจัดจึงเร่งระดมอันธพาลการเมือง และกำลังติดอาวุธของรัฐบางส่วนที่พวกเขาควบคุมได้โดยตรง เข้าทำการปิดล้อมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตั้งแต่คืนวันที่ 5 และเริ่มโจมตีประปรายตั้งแต่กลางดึกคืนนั้น และโดยไม่รอให้ฟ้าสว่างในเช้าวันที่ 6 พวกเขาก็สังการให้กำลังเหล่านั้นทำการโจมตีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อย่างเต็มที่พร้อมเพรียงกัน

สิ่งที่ตามมาคือ การฆ่าหมู่สยดสยองที่เหี้ยมโหดที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่

.........................


ใครๆก็ควรจะนึกว่า หลังจากการฆ่าหมู่นั้นผ่านไป 30 ปี การปลุมระดมโดยข้ออ้างว่า ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ต้องเป็นเรื่องที่ไม่เกิดขึ้นอีก

แต่ในระยะ 2 ปีเศษที่ผ่านมา นสพ.-วิทยุ-โทรทัศน์ ของกลุ่มผู้จัดการ และกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้รื้อฟื้นการใช้ข้ออ้างทางการเมืองนี้ มาเล่นงานผู้ที่พวกเขาไม่เห็นด้วยอีก

ตั้งแต่ต้น พวกเขากุเรื่องว่า มีคนจะล่วงละเมิด “พระราชอำนาจ” ของพระมหากษัตริย์ ซึ่งทำให้พวกเขาต้องประกาศว่า “เราจะสู้เพื่อในหลวง”

การรณรงค์นี้ยกระดับความเข้มข้นและความหลอกลวงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อ 2 ปีที่แล้ว (พฤษภาคม 2549) ได้มีการสร้างนิทานหลอกเด็กเรื่อง “ปฏิญญาฟินแลนด์” ขึ้น แต่ขอให้สังเกตว่า เมื่อเปรียบเทียบกับปัจจุบัน ในตอนนั้น พวกเขายังไม่กล้าถึงขั้นกล่าวหาคู่ต่อสู้ทางการเมืองตรงๆว่า ต้องการสถาปนาระบอบสาธารณรัฐ เพียงแต่ใช้คำที่ฟังดูขึงขังน่ากลัวนี้ มาขู่โดยนัยยะ

สิ่งที่พวกเขาเสนอในขณะนั้น คือ มีผู้กำลังทำให้สถาบันกษัตริย์เป็น”เพียงสัญลักษณ์” อันทีจริง เรื่องนี้เป็นเรื่องยกเมฆ แต่ทีตลกคือ ในโลกยุคปัจจุบัน การเป็น”สัญลักษณ์” ของประชาชาติหนี่งที่มีคน 60 กว่าล้าน ยังถือเป็นเรื่อง “หมิ่น” หรือ? การเป็น “สัญลักษณ์” ของคน 60 กว่าล้าน จะเป็นเรื่องเลวร้ายได้อย่างไร?

ผู้จัดการ-พันธมิตร กำลังพูดราวกับว่า เรากำลังอยู่ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช การพูดเรื่องการเป็น “เพียงสัญลักษณ์” ของพระมหากษัตริย์กลายเป็นเรื่อง “หมิ่น” ขึ้นมาทันที

เรื่องยกเมฆที่เผยแพร่อย่างเป็นทางการนี้ ที่ยังต้องรักษา “ความน่าเชื่อ” บางอย่างภายนอกไว้ ได้รับการประสานกับเรื่องยกเมฆทีเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตที่มีลักษณะโกหกแบบสุดๆ เพราะไม่ต้องห่วงเรื่องการตรวจสอบใดๆ ทีหวังว่า ด้วยการเผยแพร่ซ้ำๆๆๆทางอีเมล์ จะทำให้คนเริ่มเชื่อขึ้นบ้าง อย่างกรณีปล่อยข่าวว่ามีศูนย์บัญชาการคอมพิวเตอร์ในทำเนียบรัฐบาลเผยแพร่ข้อมูลหมิ่นพระบรมเดชานุภาพทางอินเตอร์เน็ตผ่านระบบดาวเทียม เป็นต้น


.........................



แต่การโฆษณาชวนเชื่อเรื่อง “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ของกลุ่มผู้จัดการ-พันธมิตรในปี 2549 เมื่อเทียบกับปีนี้แล้ว ก็ยังไม่เทียบเท่าในระดับความโกหก และความเป็นไปได้ทีจะนำมาซึ่งผลเสียหายร้ายแรง

ปีนี้ ชัยอนันต์ สมุทวณิช ได้เขียนในผู้จัดการว่า มี “ผู้ต้องการสถาปนาระบอบสาธารณรัฐ” (ขณะที่ในช่วงก่อกระแส “ปฏิญญาฟินแลนด์” เขายังไม่กล้า “ฟันธง” ลงไปเช่นนี้)

การเคลื่อนไหวปลุกกระแส “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ของผู้จัดการ-พันธมิตร ได้ถึงขั้นที่เรียกว่า absurd (ไร้เหตุผลถึงขั้นน่าหัวร่อ) และ paranoid (โรคหวาดระแวง) ที่การเขียนถ้อยคำบนผ้าสีธงชาติ ที่มีกำเนิดจากวงการเชียร์กีฬาร่วมสมัย และได้กลายเป็นเรื่องที่ทำกันปกติ แม้แต่ในประเทศไทยเอง (ดังที่มีคนเอาภาพการชุมนุมของพันธมิตรเองมาแสดงให้
เห็นว่าผู้ร่วมชุมนุมบางคนก็ทำกัน) นี่เป็นส่วนหนี่งของวัฒนธรรมสมัยใหม่ ที่ทุกคนเห็นเป็นเรื่องปกติไปนานแล้ว

แต่กลุ่มผู้จัดการ-พันธมิตร ได้ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นปัญหา “ความมั่นคงของประเทศ” ที่ถึงขั้นต้องหาคนผิดมาดำเนินคดีข้ามประเทศ!

คนเหล่านี้ ไม่เคยเรียนรู้อะไรจากประวัติศาสตร์เลย

ระดับความบ้าคลั่งในการก่อกระส “ละคอนแขวนคอ”ยุคใหม่ ของคนกลุ่มนี้ ได้ถึงจุดที่อันตรายอย่างยิ่ง


เมื่อคืนวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา ในรายการ Metro Life ของวิทยุผู้จัดการ หนึ่งในโฆษกของรายการ ถึงกับพูดว่า ในเหตุการณ์ 6 ตุลา ระหว่างพวกขวาจัดที่ฆ่าหมู่นักศึกษา กับนักศึกษาที่ถูกฆ่าหมู่อย่างสยดสยองนั้น “ใครผิดกันแน่” บอกไม่ได้ (“มีคำถาม”) เท่ากับว่า การฆ่าหมู่คนเช่นนั้น ก็สามารถเป็นเรื่อง “ถูกต้อง” ได้!!

นอกจากนั้น พวกเขายังพูดเป็นนัยยะว่า เหตุการณ์อย่าง 6 ตุลา อาจจะจำเป็น เพราะถ้าไม่มีเหตุการณ์แบบ 6 ตุลา ประเทศไทยก็อาจจะไม่เป็นปกติสุขแบบในปัจจุบัน อาจจะเต็มไปด้วยคนที่ “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”!!

“ถ้าวันนั้นเราไม่มีเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ไม่มีเหตุการณ์ ขวาพิฆาตซ้าย บ้านเมืองมันจะเป็นอย่างที่เรารู้จักหรือเปล่า ถ้าเรามีคนอย่างโชติศักดิ์จำนวนมากอยู่ในสังคม...”

นั่นคือ ถ้าปล่อยไว้ ไม่ทำการฆ่าหมู่เมื่อ 6 ตุลา ก็จะมี “คนอย่างโชติศักดิ์จำนวนมากอยู่ในสังคม” ทุกวันนี้

นี่คืออะไรถ้าไม่ใช่การสร้างความชอบธรรมให้กับการฆ่าหมู่อย่างกระหายเลือด?

ในรายการวิทยุเดียวกัน ในคืนวันที่ 30 เมษายน โฆษกของรายการถึงขั้นชี้แนะว่า ถ้าใครลงมือใช้ความรุนแรงทำร้ายโชติศักดิ์ ถ้าทำให้หัวแตก ตามกฎหมาย คนลงมือทำร้ายนั้นก็จะถูกลงโทษปรับแค่ 500 บาทเท่านั้น! และเปิดโอกาสให้ผู้ฟังบางคนโทรศัพท์เข้ามาเสนอวิธีทำร้ายร่างกายโชติศักดิ์ มีผู้ฟังคนหนึ่งสนองรับด้วยการโทรศัพท์มาเสนอว่า ให้ใช้วิธี “ชกหน้า โดยกำถ่ายไฟฉายก้อนไว้ในมือ”!!

ผมขอเรียกร้องให้ร่วมกันประณามการเป็น “ดาวสยาม-ยานเกราะ” ยุคใหม่ ของกลุ่มผู้จัดการ-พันธมิตร

กลุ่มผู้จัดการ-พันธมิตร กำลีงผลักดันให้สังคมไทยถอยหลังเข้าคลอง ย้อนยุคไปกว่า 30 ปี

ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ต้องจัดการด้วยการอภิปราย โต้แย้ง อย่างใช้เหตุผล ไม่ใช่ปลุกปั่น โดยอ้างสถาบันกษัตริย์ เพื่อนำไปสู่การใช้ความรุนแรงจัดการกับผู้มีความเห็นแตกต่างกับตนอย่างที่กลุ่มผู้จัดการ-พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กำลังทำอยู่


หมายเหตุ: ท่านสามารถติดตามผลงานของ อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ได้ที่เว็บไซต์
http://somsakj.blogspot.com/

ท่านสามารถร่วมแสดงความคิดเห็น และอ่านความคิดเห็นของเพื่อนประชาชนต่อบทความดังกล่าวได้ที่เว็บไซต์ประชาไท

ภาพประกอบเสริมต่างๆ นำมาจากอินเตอร์เน็ต ไม่ปรากฏอยู่ในต้นฉบับบทความของอ.สมศักดิ์

จาก Thai E-News

Friday, May 2, 2008

ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยาฉบับที่ 4 (54/2551)เรื่อง พายุไซโคลน "นาร์กีส"

ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา

ฉบับที่ 4 (54/2551)

เรื่อง พายุไซโคลน "นาร์กีส"

--------------------

พายุไซโคลน"นาร์กีส"(Nargis) บริเวณอ่าวเบง กอลตอนกลาง เมื่อเวลา 04.00 น. วันนี้ (2 พ.ค.51) มีศูนย์กลางอยู่ทางทิศตะวันตกห่างประมาณ 500 กิโลเมตรจากกรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า หรือที่ละติจูด 16.0 องศาเหนือ ลองจิจูด 92.0 องศาตะวันออก พายุนี้กำลังเคลื่อนที่ไปทางทิศตะวันออกก่อนทางเหนือเล็กน้อยด้วยความเร็วประมาณ 18 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยมีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 148 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่า จะเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งของประเทศพม่าในช่วงคืนนี้ (2 พ.ค.51) ลักษณะเช่นนี้ส่งผลทำให้ลมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมประเทศไทยมีกำลังแรงขึ้น ทำให้บริเวณภาคเหนือ และภาคกลางจะมีฝนตกชุกหนาแน่นต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 5 พฤษภาคม 2551 นี้ กับมีฝนตกหนักถึงหนักมากได้ในบางพื้นที่ จึงขอให้ประชาชนโดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี และกาญจนบุรี ระมัดระวังอันตรายภัยที่เกิดจากน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากไว้ด้วย สำหรับคลื่นลมในทะเลอันดามันมีกำลังแรง ขอให้เพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือในระยะนี้

*******



พงศ์เทพ แจงเหตุ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ร่วมเปิดตัวมูลนิธิบ้านเลขที่ 111 ติดภารกิจที่ต่างประเทศ


กรุงเทพฯ 2 พ.ค. - โฆษกส่วนตัว “พ.ต.ท.ทักษิณ” แจงเหตุที่มางานเปิดตัวมูลนิธิบ้านเลขที่ 111 ไม่ได้ เพราะติดภารกิจที่ต่างประเทศ ไม่เกี่ยวปัญหาธงชาติไทย เผยอดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับไทยสัปดาห์หน้า เพื่อต้อนรับนักธุรกิจชาวบราซิล

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกประจำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า สาเหตุที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้เดินทางมาร่วมงานเปิดตัวมูลนิธิบ้านเลขที่ 111 เนื่องจากติดภารกิจต่างประเทศ ไม่เกี่ยวข้องกับปัญหาเรื่องธงชาติ ซึ่งก่อนหน้านี้ พ.ต.ท.ทักษิณ บอกเพียงว่าถ้าอยู่ในไทย จะมาร่วมงานด้วย แต่ปรากฏว่าไม่ได้อยู่ในประเทศไทย และคาดว่าสัปดาห์หน้า พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางกลับประเทศเพื่อให้การต้อนรับนักธุรกิจชาวบราซิลที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เชิญมาเยือนประเทศไทย เพื่อดูงานด้านการลงทุนเกี่ยวกับการลงทุนด้านพลังงานทดแทน

จากนั้นวันที่ 7-8 พฤษภาคม 2551 ต้องเดินทางไปร่วมแข่งขันกอล์ฟในฐานะที่เป็นนายกสมาคมกอล์ฟอาชีพ ทั้งนี้ ทราบว่าระหว่างที่ พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ต่างประเทศได้พบปะกับอดีตผู้นำหลายประเทศ ซึ่งมีการหารือว่าจะตั้งชมรมผู้นำประเทศที่วางมือทางการเมือง เนื่องจากบุคคลเหล่านี้เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ มีความรู้ สามารถมองปัญหาหรือให้ข้อเสนอแนะในภาพรวมของประเทศได้ และขอยืนยันว่าการเดินทางไปต่างประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับอนุญาตจากศาลทุกครั้ง และการเดินทางของอดีตนายกรัฐมนตรีจะไม่มีผลกระทบต่อการพิจารณาคดีใด ๆ ทั้งสิ้น

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีข่าวว่านักฟุตบอลสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะบอยคอตด้วยการไม่เดินทางมาโชว์ตัวในประเทศไทย เนื่องจากไม่พอใจที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะปลด สเวนโกรัน อีริกส์สัน ผู้จัดการทีมฯ นายพงศ์เทพ กล่าวว่า ได้สอบถาม พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับทราบว่ายังไม่มีการพูดคุย

“ปกติแล้วการพิจารณาเรื่องการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมจะพิจารณาก็ต่อเมื่อเสร็จสิ้นฤดูกาล และเท่าที่ทราบยังเหลือการแข่งขันอีก 2 นัด” นายพงศ์เทพ กล่าว. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-02 19:39:59


ยังมีทางออก

การเมืองดูเหมือนจะลื่นไหลไปตามสถานการณ์และเงื่อนไข วันเวลา ทำให้ทุกอย่างต้องเดินไปตามครรลอง ล่าสุดนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนฯได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งในขณะที่กำลัง “พักงาน” ตัวเอง

นั่นเพราะนายยงยุทธมีคดี “ใบแดง” จากการเลือกตั้งที่ผ่านมา โดย ก.ก.ต.ได้มีมติไปแล้ว ขณะนี้คดียังอยู่ที่ศาลที่จะชี้ขาดอีกครั้งหนึ่ง

แน่นอนว่าเหตุที่ผลที่นายยงยุทธชี้แจงในฐานะประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ หากจะต้องไปขึ้นโรงขึ้นศาลดูจะไม่เหมาะอย่างยิ่ง

การลาออกจึงน่าจะเหมาะสมและเป็นเหตุเป็นผล

จากนี้ไปก็สภาผู้แทนฯก็คงจะต้องดำเนินการ ตามขั้นตอนต่างๆเพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนฯคนใหม่ ซึ่งขณะนี้นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์รองประธานฯรักษาการอยู่ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรแต่ อย่างไรก็ดี สภาจะปิดสมัยประชุมในวันที่ 19 พ.ค. 51 อยู่ที่ว่าจะหาประธานสภาฯคนใหม่ได้ทันหรือไม่

ประธานสภาผู้แทนฯคนใหม่ก็ต้องเป็นคนของพลังประชาชนอยู่ที่ว่าจะให้ใครเป็นเท่านั้น แต่เชื่อเถอะว่าคงต้องแย่งกันน่าดูแหละ

ต้องแสดงกำลังภายในกันอีกรอบแน่

อย่างไรก็ดี ในสถานการณ์การเมืองที่ค่อนข้างเครียด บทบาทการทำหน้าที่ประธานสภาผู้แทนฯจึงต้องเจองานหนักแน่ การแก้ไขรัฐธรรมนูญนี่แหละจะเป็นตัวแปรสำคัญ ซึ่งนั่นต้องหมายความว่าคนนั่งตำแหน่ง นี้จะต้องไม่ธรรมดา ประเภทมือใหม่หัดขับคงจะลำบาก

ล่าสุดมีข่าวว่านายกฯจะกินข้าวกับหัวหน้าพรรคร่วม รัฐบาลถือว่าเป็นครั้งแรกหลังจากตั้งรัฐบาลบริหารประเทศมาจนถึงขณะนี้ ซึ่งจริงๆน่าจะเป็นเรื่องที่ดีเพราะอย่าง น้อยก็ได้พูดจาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อสถานการณ์บ้านเมือง

ที่สำคัญคือการบริหารประเทศต่อไปอย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อชาติและประชาชน ในท่ามกลางปัญหาสารพัด ไม่ใช่ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจจะอยู่ระดับปกติแต่กลับ เจอปัญหานานาประเภทที่จะต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะสินค้าภาคเกษตรกรรมที่จะทำให้ไทยลุกยืนขึ้นมาได้

การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เช่นกันแน่นอนว่าพลังประชาชน, ชาติไทยและมัชฌิมาธิปไตยต่างเจอปัญหาเฉพาะในเรื่องยุบพรรค นั่นเป็นประเด็นหนึ่งที่ต้องการแก้ไขหรืออีกหลาย ประเด็นที่นักการเมือง นักวิชาการ องค์กรประชาธิปไตยหรือองค์กรอื่นๆก็ตาม

ต่างๆเหล่านี้มันมีทางออกอยู่ ไม่ใช่ตีบตัน เพียงแต่อย่าพยายามทำให้มันตีบตันจนไม่มีทางออกเอง อย่างน้อยเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลน่าจะมีทางที่จะทำให้ทุกอย่างเดินไปในทางที่ดีได้

อย่างไรก็ดี การลาออกของนายยงยุทธและการเชื่อมต่อกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในทางด้านสภาแล้วประธานวุฒิสภาในฐานะ รองประธานรัฐสภาสามารถทำหน้าที่ประธานแทนได้ หากจะมีการยื่นญัตติพื่อแก้ไขในสัปดาห์หน้า

แต่เชื่อว่าคงจะยังไม่ได้ยื่นง่ายๆ ดีไม่ดีต้องรอประธานสภาผู้แทนฯคนใหม่ด้วยซ้ำไป เพราะแม้ว่าทุกพรรคจะเห็นด้วยกับการแก้ไข แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเห็นตรงกันทุกเรื่อง ทุกประเด็นหรือแม้แต่วิธีการที่จะดำเนินการแก้ไข

เพราะยังเชื่อว่าจะต้องฟังเสียงพรรคร่วมรัฐบาลและเสียงภายนอกด้วย ยิ่งสถานการณ์ของรัฐบาลในขณะนี้หาใช่ว่าจะดีหรือมั่นคง เสถียรภาพเข้มแข็ง หากไม่ปรับรูปขบวนการทำงานกันใหม่ทั้งแง่ การบริหาร การแก้ปัญหาต่างๆโดยเฉพาะเศรษฐกิจปากท้อง

ถ้าเปิดชนวนการเมืองกันอย่างทุกวันนี้ไม่เป็นผลดีแน่ และหากว่าคดีนายยงยุทธจบลงด้วย “ใบแดง” ก้าวต่อไปก็จะพันกับเรื่อง “ยุบพรรค”

ระส่ำระสายเอาได้ง่ายๆเหมือนกัน.

"สายล่อฟ้า"


'ผู้ใหญ่' จะเอาอยู่มั้ย?

โดยมิได้นัดหมาย มีการอ้างถึง “ผู้ใหญ่” พร้อมกันในวันเดียว

“ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี อ้างเหตุในการยกเลิกรายการ “บ่นไปด่าไป” ล้มเวทีนัดพบสื่อมวลชนทุกวันอังคารและวันศุกร์ เพราะโดนต่อว่า ว่าเป็นนายกรัฐมนตรีที่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย

“คนใหญ่ๆเขาว่ารุนแรงเลยว่า เกิดมาไม่เคยเห็นนายกรัฐมนตรีคนไหน พูดจาหยาบคาย ส่วนรายการสนทนาประสาสมัครยังมีอยู่ แต่เขาก็บอกให้ค่อยๆพูด”

ออกแนวเกรงใจ “ผู้ใหญ่”

พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผู้บัญชาการทหารเรือ พูดถึงความห่วงใยในสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองที่มีการโยงสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้อง

“เท่าที่ทราบขณะนี้ผู้ใหญ่ที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบจุดนี้ กำลังพยายามแก้ไขสถานการณ์ให้คลี่คลาย เท่าที่ฟังดูน่าจะแก้ไขได้ ขอให้รอดูไปอีกสักพัก”

น้ำเสียงมั่นใจในศักยภาพ “ผู้ใหญ่”

นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร พูดผ่านเวทีแถลงข่าวลาออกจากตำแหน่ง สังคมไทยอยู่ในสภาพขัดแย้ง มีการอ้างสถาบันเพื่อทำร้ายกันอย่างรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ ไม่เคยเห็นประเทศใดในโลกที่ทะเลาะเบาะแว้งแล้วจะทำให้สถาบันสำคัญของชาติเข้มแข็งขึ้น

แนวทางแก้ไขก็คือต้องให้ผู้ใหญ่ที่ทำหน้าที่ต่างพระเนตรพระกรรณลงมาแก้ไข ตั้งโต๊ะเจรจาว่าปัญหาความขัดแย้งคืออะไร

“เคยขอร้องผู้ใหญ่คนหนึ่ง โดยบอกว่าหากสามารถแก้ไขได้ก็พร้อมจะลาออกจากทุกตำแหน่ง ทั้งตำแหน่ง ส.ส.ด้วย แต่ผู้ใหญ่คนนั้นบอกว่า เหตุการณ์ยังไม่เกิด หากออกไปพูดก็จะทำให้คนหมั่นไส้”

หวังพึ่ง “ผู้ใหญ่” ให้ลงมากู้วิกฤติ

อยู่ๆก็มีการพูดถึง “ผู้ใหญ่” พร้อมกันในสามมิติ ทั้งนายกฯ ผบ.ทร. และอดีตประธานสภาฯ มันจึงเป็นอะไรที่น่าสนใจ

“ผู้ใหญ่” ในระดับที่ทำให้นายกฯสมัครออกอาการเกรงอกเกรงใจ ยอมยกเลิกเวลาจัดรายการ “บ่นไปด่าไป” ทุกวันอังคารและวันศุกร์

น้อยใจถูกหาว่าหยาบคาย

“ผู้ใหญ่” ที่ทำให้บิ๊กทหารอย่าง พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ มั่นใจในศักยภาพจะสามารถเข้ามาแก้ไขสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่บานปลายถึงขั้นดึงสถาบันลงมาเล่นกัน

การันตีน่าจะคลี่คลายได้

“ผู้ใหญ่” ที่ทำให้สายตรงของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร อย่างนายยงยุทธ ยังต้องต่อสายอ้อนวอนให้ลงมาช่วยเจรจายุติปัญหาความขัดแย้ง

ยอมแลกเปลี่ยนกับการลาออกจากประธานสภาฯไปยัน เก้าอี้ ส.ส.

“ผู้ใหญ่” ที่ว่า เป็นใคร

ไม่แน่ใจว่า จะเป็น “ผู้ใหญ่” คนเดียวกันหรือไม่

แต่ที่แน่ๆ ล่าสุด พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ออกมาแย้มเพิ่มให้อีกนิด โดยยืนยันว่าบุคคลดังกล่าวไม่ใช่ทหารอย่างแน่นอน แต่ไม่ขอเปิด เผยว่าเป็นใคร

และก็เป็นอะไรที่เร้าสถานการณ์เข้าไปทุกที โดยกระบวนท่าที่ต่างฝ่ายต่างไม่กั๊กกันแล้ว

กับการเปิดตัวออกมาเล่นฉากหน้าของนายชาญวิทย์ จริยานุกูล เจ้าของชื่อที่ถูกนายเทพไท เสนพงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชา-ธิปัตย์ ระบุว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำเอกสารโจมตี “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ

ล่าสุดเจ้าตัวออกมาจองคิว เตรียมเปิดแถลงข่าวเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมดในวันเสาร์ที่ 3 พฤษภาคมนี้ ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ถนนราชดำเนิน

โดยมี 7 หัวข้อที่จะชี้แจงคือ 1. ในเรื่องความจริงที่ถูกต้องเกี่ยวกับ พล.อ.เปรมกับเอกสาร “ก้อนกรวดในรองพระบาท” และ “ตีเสมอเจ้า” รวมถึง “หนังสือปกม่วง” และแถลงการณ์ของกลุ่มคนวันเสาร์กรณี พล.อ.เปรม

2. ประวัติของนายชาญวิทย์ ตามที่นายเทพไทแถลง 3. กรณีนายชวน หลีกภัย และนายเทพไทเปิดประเด็นเพื่อปกป้อง พล.อ.เปรม 4. เรียกร้องต่อกรณีเสนอกระบวนการล้มปืน ทุน เจ้า ของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ 5. กรณีเอกสารการดำเนินคดีนายชาญวิทย์ที่ท่าน้ำนนทบุรี 6. แนวคิดทางการเมืองของนายชาญวิทย์ต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 และ 7. สถาบันต่อสังคมประชาธิปไตยของไทย

จั่วหัวล้วนแต่ปมแหลมๆเสียวๆ

ในชั่วโมงปกติ จะมีใครกล้าเล่นขนาดนี้.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน


111 ส่งเทียบเชิญ “ทักษิณ” จัดงานระดมทุนปลายเดือน พ.ค.

“ภูมิธรรม เวชชยชัย” ปัดใช้มูลนิธิรณรงค์แก้ไข รธน. เพราะติดข้อจำกัดทางการเมือง แต่เห็นดีด้วย ขณะที่ “วิชิต ปลั่งศรีสกุล” ย้ำไม่มีแบ่งพรรค

เมื่อบ่ายวันนี้ (2 พ.ค.) หลังจากงานแถลงข่าวเปิดตัว “มูลนิธิ 111 ไทยรักไทย” อย่างเป็นทางการ ที่ห้องวิภาวดี บอลรูม โรงแรมเซ็นทารา ลาดพร้าว ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี โดยมีอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยคนสำคัญมาร่วมงานจำนวนมาก หนึ่งใน 111 อดีตกรรมการบริหารพรรค นายภูมิธรรม เวชชยชัย เปิดเผยว่า หลังจากนี้คงจะหารือถึงแนวทางการทำงานของมูลนิธิ ว่าสิ่งใดที่ทำประโยชน์ให้สังคมก็จะทำ โดยที่ไม่ขัดกับแนวทางการเมือง

พร้อมกันนี้ยังให้ความเห็นในเรื่องรัฐธรรมนูญด้วยว่า ที่ผ่านมาไม่มีรัฐธรรมนูญใดสมบูรณ์ ในทางปฏิบัติหากรัฐธรรมนูญมีปัญหาก็สามารถปรับปรุงให้มีประโยชน์ได้ ส่วนที่ถามว่าแนวทางของมูลนิธิจะเกี่ยวข้องกับการรณรงค์เรื่องแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น คงจะไม่ทำ เพราะเรามีข้อจำกัดทางการเมืองอยู่

เมื่อถามถึงการเรียกร้องให้ “ผู้ใหญ่” ในบ้านเมืองเข้ามาแก้ไขปัญหา ตามที่นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรระบุนั้น นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตนไม่ทราบเลยว่าเป็น “ผู้ใหญ่” คนไหน แต่ทั้งนี้ใครที่จะทำให้ประเทศเดินหน้าไปได้ด้วยดีก็ดีอยู่แล้ว

และเมื่อถามย้ำว่า สมาชิก 111 จะสามารถไปแก้ปัญหาไม่ให้มีการเผชิญหน้าได้หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า เรื่องนี้เราไม่เกี่ยวอยู่แล้ว ที่ทำได้คือขอความร่วมมือ เพราะที่ผ่านมาประเทศเราบอบช้ำมาเยอะแล้ว ควรดูว่าจะแก้ปัญหาหาทางออกได้อย่างไร แต่อย่าทำเพราะความรังเกียจเดียดฉันท์

ด้าน นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล ในฐานะเลขาธิการมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางมูลนิธิได้ส่งบัตรเชิญให้กับอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยทุกคน ไม่มีแบ่งพรรค เพราะเป็นองค์กรสาธารณะกุศล

อย่างไรก็ดี มีอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยหลายคนตอบรับ แต่ไม่สามารถมาร่วมงานได้ แต่ได้ฝากเงินมาบริจาค เพราะติดภารกิจในต่างประเทศ เช่น นายอดิศัย โพธารามิก นายสมชาย สุนทรวัฒน์ นายพินิจ จารุสมบัติ นายวิเชษฐ์ เกษมทองศรี นายจาตุรนต์ ฉายแสง ขณะที่นายสุรเกียรติ เสถียรไทยไม่ได้ตอบรับกลับมา แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ

ทั้งนี้ ประมาณปลายเดือนพฤษภาคม จะมีการมีการจัดงานระดมทุน ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะกล่าวแสดงวิสัยทัศน์ โดยจะจำหน่ายบัตรเพื่อระดมทุน พร้อมเปิดตัววารสารบ้านเลขที่ 111 ฉบับปฐมฤกษ์ โดยจะรวบรวมความคิดเห็นของอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และเปิดโอกาสให้ผู้มีความรู้ความสามารถร่วมส่งบทความที่เป็นประโยชน์สาธารณะเข้ามาได้


ได้ฤกษ์เปิด “มูลนิธิ 111 ไทยรักไทย” คึกคัก ชู “ทักษิณ” นั่งเก้าอี้ประธานที่ปรึกษามูลนิธิ

ถือฤกษ์วันนี้เปิดงาน “มูลนิธิ 111 ไทยรักไทย” ส่ง “พงษ์เทพ” นั่งประธานฯ อดีต กก.บริหารพรรค แห่ร่วมงานคับคั่ง เปิดใจบนเวที ประกาศเจตนารมณ์ สละแรงกายแรงใจ ทุ่มเททำประโยชน์เพื่อประชาชน ไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ ด้าน “ประจวบ ไชยสาสน์” มอบทันที 1 แสนบาท

วันนี้ (2 พ.ค.) ผู้สื่อข่าว ประชาทรรศน์ รายงานบรรยากาศภายในงานเปิด “มูลนิธิ 111 ไทยรักไทย” ที่ห้องแกรนด์บอลลูม โรงแรมโซฟิเทล เซนทารา ลาดพร้าว เป็นไปอย่างคึกคัก ด้วยมีอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยจำนวน 59 คนได้มาร่วมงานอย่างหนาตา อาทิเช่น นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา ประธานมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย และโฆษกส่วนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายสุธรรม แสงประทุม พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ นายภูมิธรรม เวชยชัย นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช นายอดิศร เพียงเกษ และนายสรอรรถ กลิ่นปทุม นายวราเทพ รัตนากร นายจำลอง ครุฑขุนทด รวมถึงยังคับคั่งไปด้วยประชาชน และนักวิชาการอีกมากมาย แม้ พ.ต.ท.ทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี จะไม่ได้มาร่วมงานในครั้งนี้ก็ตาม

นายพงษ์เทพ ประธานมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย กล่าวเปิดงาน โดยเล่าถึงประวัติความเป็นมาในการจัดตั้งมูลนิธิ พร้อมเปิดเผยถึงการรับเงินสนับสนุนจากอดีต ส.ส. และองค์กรภาคเอกชน ว่า การตั้งมูลนิธิ 111 ไทยรักไทยมีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือสังคม โดยการจุดประกายความคิดและแก้ปัญหาให้สังคม ทั้งนี้ จากเดิมมูลนิธินี้ชื่อ “มูลนิธิ 111” ส่วนที่มีการเติมคำว่า “ไทยรักไทย” เพิ่มเข้าไปภายหลัง เป็นเพราะต้องการเปิดกว้างมากขึ้น และไม่จำกัดเฉพาะแค่อดีตกรรมการบริหารพรรค 111 คนเท่านั้น

ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี นั้น มีตำแหน่งเป็นประธานที่ปรึกษามูลนิธิดังกล่าว ส่วนที่มีการวิจารณ์ว่าการตั้งมูลนิธินี้มีนัยยะทางการเมืองนั้น หากจะคิดทำการเมืองก็คงไม่มาตั้งมูลนิธิ เพราะการทำมูลนิธิเป็นการทำเพื่อตอบแทนประชาชน โดยไม่ได้ทำเพื่อหวังผลตอบแทนใดๆ

“ขอขอบคุณความกรุณาและความช่วยเหลือจากพี่น้องประชาชนมาตลอด ความกรุณานี้พวกเรามีวันลืม เมื่อวันที่ 30 พฤษจิกายน 2550 เป็นวันที่วงการกฎหมายไทย คงจะไม่มีความภูมิใจเท่าไร ที่จะบอกว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นในเมืองไทย พวกเราถูกจำกัดบทบาททางการทำงาน เปลี่ยนสิ่งที่เคยทำ แต่หัวใจของพวกเราไม่เคยเปลี่ยน ยังเป็นหัวใจเพื่อประชาชน ถึงแม้ว่าสมาชิก จะอยู่กันคนละสถานที่ แต่ความเห็นของพวกเราไม่แตกต่างกัน คือ มาทำสิ่งตอบแทนเพื่อประชาชน และนี่คือที่มาของการจัดตั้งมูลนิธิในครั้งนี้

ในตอนแรก เราจะใช่ชื่อว่า มูลนิธิบ้านเลขที่ 111 แต่ก็มีท่านที่เราเคารพท่านหนึ่งบอกว่า ถ้าใช้ชื่อนี้ จะมีจำนวนคนจำกัด น่าจะใช้ชื่อที่คนอื่นสามารถเข้าร่วมเป็นหนึ่งในมูลนิธิได้ จึงเปลี่ยนเป็น “มูลนิธิ 111 ไทยรักไทย” การก่อตั้งมูลนิธิได้รับความร่วมมือ จากหลายฝ่ายทั้งสมาชิก 111 นายพจน์ อดิเรกสาร ที่ทำหน้าที่เป็นรองประธานมูลนิธิฯ นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล เลขาธิการมูลนิธิ ว่าที่ ร.ท.นพ.วัลลภ ยังตรง เหรัญญิก และน.ส.ศันสนีย์ นาคพงศ์ ประชาสัมพันธ์ นอกจากนี้คณะทำงานยังได้เรียนเชิญ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ เป็นประธานที่ปรึกษา เนื่องจากเล็งเห็นว่าเป็นคนที่มีความสามารถ ในด้านคำปรึกษารวมถึงคำแนะนำ

อย่างไรก็ดี ในวันนี้ (2 พ.ค.) มีหลายท่านไม่สามารถมาร่วมงานได้ เพราะติดภารกิจในต่างประเทศ ขณะเดียวกัน มีหลายท่านถามว่า การตั้งมูลนิธิในครั้งนี้ เป็นการตั้งเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองหรือไม่ ผมอยากจะเรียนว่า การจัดตั้งในครั้งนี้ พวกเรา ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องทางการเมือง แต่อยากจะทำ เพื่อต้องการตอบแทนประชาชนและประเทศ” ประธาน มูลนิธิ กล่าวในที่สุด

จากนั้นได้มีเชิญสมาชิก 111 จำนวน 11 คนขึ้นเวทีกล่าวถึงนโยบายของมูลนิธิด้วย เริ่มต้นที่นายภูมิธรรม เวชยชัย กล่าวว่าวันนี้รู้สึกดีใจและภูมิใจ ที่ได้มีส่วนร่วม ในการใช้สติปัญญา ร่วมสนับสนุน และยินดีกับการทำงานของมูลนิธิ เพื่อร่วมทำวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งมูลนิธิว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องทางการเมือง

นายวราเทพ รัตนากร กล่าวว่า ขณะนี้อยากให้สังคมคิดและทบทวน กับเหตุการณ์ที่ผ่านมา ระยะเวลา 5 ปีนั้น ตนรอได้ เพื่อจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ และขอขอบคุณผู้ที่ริเริ่ม การจัดตั้งมูลนิธิ ที่สามารถให้พวกเรา ทำประโยชน์ให้กับบ้านเมืองได้

นายจำลอง ครุฑขุนทด กล่าวว่า ผลจากการยุบพรรค เป็นเพียงการลบชื่อออก จากทะเบียนเท่านั้นแต่ไม่สามารถลบภารกิจ ความตั้งใจ ที่อยากจะทำงานให้กับประเทศและประชาชนได้

นายสรอรรถ กลิ่นประทุม กล่าวว่า ครั้งแรกที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง แต่ก็ได้คนในครอบครัวและประชาชนที่ให้กำลังใจ และอยากขอบคุณที่เปิดโอกาศให้เข้ามาทำประโยชน์ให้กับประชาชน

พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ กล่าวว่า ถึงแม้จะถูกตัดสิทธิทางการเมือง แต่ก็ยังทำประโยชน์ให้กับบ้านเมืองและประชาชนได้

นายประจวบ ไชยสาสน์ กล่าวว่า ในนามประธานมูลนิธิไชยสาสน์ ขอบริจากเงินเข้ามูลนิธิ 111 ไทยรักไทย เป็นเงิน 1 แสนบาท เหตุการณ์ครั้งที่แล้ว ทำให้มีเวลา และงานเยอะขึ้น อยากที่จะเข้าร่วมในมูลนิธิ อยากที่จะทำประโยชน์ให้กับประเทศและพี่น้องประชาชน

นายอดิศร เพียงเกษ กล่าวเช่นกันว่า “ผมไม่ยอมรับกฎกติกาที่พวกมันตัดสิน ตอนนี้เรามาร่วมกันสร้างบ้านแปลงเมือง เพื่อทำประโยชน์ให้กับประเทศและพี่น้องประชาชน ผมดีใจมากที่มีการจัดตั้งมูลนิธิดังกล่าวขึ้นมา ศาลเถื่อนตัดสินไม่ให้มีสิทธลงรับเลือกตั้ง และตัดสิทธิไม่ให้ไปใช้เสียงเลือกตั้ง เพียงเท่านั้น”

นายสุธรรม แสงประทุม กล่าวว่า พวกเผด็จการ เมื่อเข้ามาแล้ว ก็สามารถจัดการทำอะไรได้ทุกเรื่อง ตนและเพื่อนๆ โดนกฎหมายย้อนหลังต้องได้รับการนิรโทษกรรม เพราะความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นทำให้ตนไม่มีสิทธิในการเลือกตั้ง นั่นคือสิ่งที่เสียใจที่สุด

นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช กล่าวว่า ตอนนี้รู้สึกดีใจที่มีการเปิดมูลนิธินี้ เพราะรู้สึกว่ามีใบเปิดทางให้ออกจากบ้านแล้ว

นายพิมล ศรีวิกรณ์ กล่าวถึงความในพร้อมมาทำงาน และรู้สึกดีใจที่มีการตั้งมูลนิธิอยากพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้ไม่กลไกทางการเมือง ก็สามารถทำประโยชน์ให้กับประเทศและสังคมได้

นางลัดดาวัลย์ วงศ์ศรีวงศ์ กล่าวอยากเสนอให้วันที่ 11 พฤษภาคมนี้ มีการทำพิธีตักบาตรพระสงฆ์ 111 รูป ที่วัดอรุณราชวราราม เพื่อเป็นการเอาฤกษ์เอาชัยในการจัดตั้งมูลนิธิ

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ กล่าวว่า ขอขอบคุณ สำหรับความคิด ที่จัดตั้งมูลนิธิ ให้กับคนเร่ร่อน ด้วยวัตถุประสงค์ที่ได้พุดคุยกัน ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ได้โอกาสรับใช้บ้านเมือง รับทราบปัญหาของบ้านเมือง มีใจให้กับส่วนรวมพี่น้องประชาชน หากเปิดที่ทำการอย่างเป็นทางการเมื่อไร ตนอยากจะขอเก้าอี้สักหนึ่งตัว เพื่อเข้าไปร่วมทำงานด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งโต๊ะเพื่อจำหน่ายเสื้อโปโลสีขาว ปักโลโก้ “มูลนิธิ 111 ไทยรักไทย”ราตัวละ 200 บาท โดยมีประชาชนและสมาชิก 111 มาอุดหนุนเป็นจำนวนมาก