WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, May 4, 2008

ณัฐวุฒิ เชื่อนายกรัฐมนตรีเปิดประเด็นปฏิวัติ ปรามขบวนการสร้างข่าวลือ

กรุงเทพฯ 3 พ.ค. - “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” เชื่อนายกรัฐมนตรีเปิดประเด็นปฏิวัติอีกครั้ง เพื่อปรามขบวนการสร้างข่าวลือ ยืนยันไม่เกี่ยวกับการที่กองทัพเร่งเชิดชูสถาบัน ชี้หากปฏิวัติจริง ประชาชนไม่ยอมแน่

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุว่าทหารเตรียมจะปฎิวัติอีกครั้งว่า น่าจะเป็นการส่งสัญญาณถึงขบวนการปล่อยข่าวลือที่ต้องการให้เกิดการปฏิวัติขึ้นจริง ซึ่งที่ผ่านมาเคยได้ยินเรื่องดังกล่าวเช่นกัน และการออกมาพูดของนายกรัฐมนตรีก็เพื่อเป็นการปรามและต้องการให้สังคมรับรู้ว่า ยังมีขบวนการที่มีแนวคิดดังกล่าว ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น

“หากจะเกิดการปฏิวัติขึ้นอีกครั้ง กลุ่มที่ก่อการจะได้รับบทเรียนที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิตอย่างแน่นอน ที่สำคัญรัฐบาลจะจับตาดูไม่ยอมให้ใครมาย่ำยีประชาธิปไตย และหากจะมีการปฏิวัติอีกครั้ง และคณะผู้ก่อการทำสำเร็จก็จะไม่สามารถอยู่ได้นานเท่า คมช. เพราะพลังประชาชนที่เป็นประชาธิปไตยต้องลุกขึ้นมาต่อต้าน ไม่ยอมให้ใครมาทำลายประเทศได้” นายณัฐวุฒิ กล่าว

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า การที่นายกรัฐมนตรีเปิดเผยเรื่องปฏิวัติไม่เกี่ยวข้องกับการที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบกสั่งให้กองทัพเชิดชูสถาบันในช่วงนี้ เพราะการเชิดชูสถาบันไม่จำเป็นต้องเป็นนโยบายของกองทัพหรือฝ่ายใด แต่เป็นแนวทางปฏิบัติของประชาชนทุกคน ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลมีจุดยืนชัดเจนในการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังนั้น จึงไม่ใช่การส่งสัญญาณของกองทัพที่มีต่อรัฐบาล

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เรียกร้องขบวนการที่เคลื่อนไหวพยายามดึงความจงรักภักดีของประชาชนมาเป็นเครื่องมือโจมตีรัฐบาลให้ยุติการกระทำ เพราะขณะนี้รัฐบาลรู้ตัวผู้ร่วมขบวนการแล้ว และจะดำเนินการตามกฎหมายทันที หากพบว่ามีการพูดพาดพิงสถาบันในทางไม่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการที่นายกรัฐมนตรีพูดเรื่องปฏิวัติจะไม่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนหรือเศรษฐกิจของประเทศ แต่ในทางกลับกันจะเป็นผลในทางบวกที่จะเร่งสร้างความเชื่อมั่นกับนักลงทุนมากขึ้น เพราะเป็นการส่งสัญญาณของรัฐบาลที่จะปกป้องประเทศอย่างดีที่สุด. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-03 16:15:34



สุนัย อัดยับ“มาร์ค”สร้างภาพรัฐบาลกีดกัน/ฉายาใหม่ หมอชูชัย “นักวิชากาฬ”

ปธ.คณะกรรมการ ปชส.แก้รธน. ซัดกลับ อภิสิทธิ์ พูด หวังสร้างภาพสับสนรัฐบาลกีดกันฝ่ายค้าน พร้อมตั้งฉายา นพ.ชูชัย “นักวิชการกาฬ”

นายสุนัย จุลพงศธร ประธานคณะกรรมการประชาสัมพันธ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญ พรรคพลังประชาชน (พปช.) กล่าวถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ระบุการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยไม่ตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาเป็นการปิดโอกาสฝ่านค้าน ว่า การพูดของนายอภิสิทธิ์ หวังให้ประชาชนสับสน เพื่อใหเคิดว่ารัฐบาลปิดกั้นพรรคฝ่านค้าน ซึ่งในความเป็นจริงไม่ได้เป็นอย่างที่นายอภิสิทธิ์พูดแม้แต่น้อย เพราะหากนำเรื่องแก้รัฐธรรมนูญเข้าสู่สภาเมื่อใด ก็เหมือนกับการโยนฟุตบอลลงสนาม ซึ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ทุกคนมีสิทธิอภิปรายในสภาได้

รวมทั้งที่กรณีนายอภิสิทธิ์ ระบุมีความพยายามยัดเหยียดใบแดงให้พรรคประชาธิปัตย์ นายสุนัย ขอกล่าวย้อนถามกลับไปว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่เชื่อถือในคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แล้วหรือ เพราะเท่าที่ทราบเห็นว่า คดีใบแดงของคนบางคนในพรรคประชาธิปัตย์เข้าขั้นรุนแรง นายอภิสิทธิ จึงต้องออกมาตีปลาหน้าไซดักทางไว้ก่อน

ส่วนกรณีที่นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ อดีตรองประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เรียกร้องให้ผู้เร่งรีบแก้ไขรัฐธรรมนูญใช้สมองส่วนนอกที่เป็นสมองของปัญญาชนมาเร่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน

มิฉะนั้นอาจถูกมองว่า ใช้สมองส่วนในสุดที่เป็นสมองของสัตว์เลื้อยคลานมาแก้ปัญหาเอาตัวรอด นายสุนัย กล่าวว่า ตนไม่ขอตำหนิ นพ.ชูชัย แต่วันนี้มีคนจำนวนมากที่อาศัยคุณธรรมการเป็นนักวิชาการ ที่สังคมเชื่อว่ามีอยู่จริงมาเป็นเครื่องบังหน้า ซึ่งคนเหล่านี้ไม่ใช่นักวิชาการ แต่เป็น “นักวิชากาฬ'” ที่ดูได้จากพฤติกรรมการเคลื่อนไหวที่โจมตีพรรคพลังประชาชนมาโดยตลอด

“บอกว่าคนที่แก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นเหมือนโจร ทำไมมีคนทำการปฎิวัติ แล้วฉีกรัฐธรรมนูญ เขียนบทนิรโทษกรรมตัวเอง ที่ถือได้ว่าเป็นมหาโจร ทำไมนักวิชาการไม่ออกโต้แย้ง มหาโจรพวกนี้เลย” นายสุนัยกล่าว



“ณัฐวุฒิ” ติงคนวิจารณ์มูลนิธิ 111 อย่าละเมิดสิทธิผู้อื่น

ระบุ พวกตั้งแง่วิจารณ์เร็วไป มูลนิธิฯเพิ่งตั้ง แถมบอกชัดทำงานการกุศล กฎหมายก็ไม่ให้เกี่ยวข้องการเมือง อย่าจิตอ่อนวิตกล่วงหน้า

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเปิดมูลนิธิ “111 ไทยรักไทย” ของอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยเมื่อวันที่ 2 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งถูกมองเป็นการส่งสัญญาณเตรียมกลับมาเคลื่อนไหวทางการเมืองอีกครั้งว่า เป็นไปไม่ได้ที่การตั้งองค์กรเป็นมูลนิธิจะสามารถเคลื่อนไหวทางการเมืองได้ เพราะไม่ใช่สมาคมหรือชมรม ทุกฝ่ายจึงไม่ควรตั้งข้อสังเกตในทางที่เสียหาย แต่ควรดูการทำงานก่อน โดยเฉพาะมูลนิธิดังกล่าวก็อยู่ระหว่างช่วงเริ่มก่อตั้ง จึงยังไม่เห็นการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมใดๆ

อย่างไรก็ตาม หากการเคลื่อนไหวต่างของมูลนิธิมีความชัดเจนว่าเกี่ยวข้องกับการเมือง ก็สามารถใช้มาตรการทางกฎหมายมาดำเนินคดีได้ จึงไม่น่าวิตกกังวลล่วงหน้า ขณะเดียวกันขอให้ทุกฝ่ายทั้งที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย อยู่ในระบอบประชาธิปไตย เคารพในกติกา และไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น

“ขอพวกที่ตั้งแง่โจมตีใจเย็นๆ รอให้มูลนิธิ 111 ได้เริ่มทำงานก่อน แล้วค่อยวิจารณ์ว่าเป็นอย่างไร ดังนั้น การออกมาแสดงความเห็นต่างๆ นานา ขณะนี้ยังเร็วไป และที่ผ่านมามูลนิธิได้มีการชี้แจงไปแล้วว่า การทำงานจะเป็นไปในทางที่สร้างสรรค์เพื่อสาธารณกุศล ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง เพราะอดีตกรรมการบริหารทั้ง 111 คน ไม่สามารถมีส่วนร่วมทางการเมืองได้ จึงไม่น่ากังวลว่าจะมีการเคลื่อนไหวทางการเมือง” นายณัฐวุฒิ กล่าว



มท.1 ติงสื่อ อย่าหยิบเรื่องเล็กมาสร้างให้เกิดเป็นความขัดแย้ง

รมว.มหาดไทย ชม" สมัคร สุนทรเวช" เป็นคนปากตรงกับใจ จริงใจ และใจดี ไม่จำเป็นต้องปรับบุคลิก ระบุ สมาคมสื่ออย่างทำเรื่องเล็กให้เกิดเป็นความขัดแย้ง

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย กล่าวภายหลังร่วมสัมมนาการบริหารจัดการกทม. กับส.ส. ส.ก. และ ส.ข. พรรคพลังประชาชนว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกฯ เป็นคนใจดีแต่พูดเสียงดังไม่ได้เสแสร้ง สร้างภาพ จริงใจ ไม่จำเป็นต้องมีการปรับบุคลิกภาพ แม้ว่าสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยจะระบุว่า นายกฯมีบุคลิกที่เป็นปัญหาในการทำงานแต่พร้อมรับฟังความคิดเห็นจะปฏิบัติตามหรือไม่ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจ โดยยืนยันนายกฯไม่มีปัญหาเรื่องการทำงานกับสื่อ

ส่วนกรณีที่ถูกมองใช้ถ้อยคำไม่สุภาพเป็นการไม่ให้เกียรติสื่อมวลชนนั้น รมว.มหาดไทยปฏิเสธไม่เป็นความจริง พร้อมระบุอย่างนำเรื่องเล็กน้อย เรื่องการให้สัมภาษณ์เสียงดัง มาเป็นตัวตั้งทำให้สังคมเกิดความขัดแย้ง แต่ให้ดูที่การทำงานดีกว่า



Saturday, May 3, 2008

ธีรยุทธ์ บุญมี : ยุคนักวิชาการชั่ว บวก สื่อเสี้ยมครองเมือง

โดย คุณลูกชาวนาไทย
ที่มา เวบไซต์
thaifreenews
3 พฤษภาคม 2551

สำหรับผมแล้ว ผมคิดว่ายุคนี้ไม่ใช่นักการเมืองชั่วครองเมือง ตามคำกล่าวหาของนายธีรยุทธ์ บุญมี เพราะนักการเมืองเหล่านี้ ล้วนมาจากการเลือกตั้งของประชาชน การใส่ความกันอย่างสามานย์ว่า เป็นยุคนักการเมืองชั่ว เท่ากับเป็นการประณามว่า ประชาชนของประเทศนี้ โดยเฉพาะคนรากหญ้านั้น เป็นคนชั่ว เพราะคนเหล่านี้ รวมทั้งผมด้วย เลือกนักการเมืองเหล่านี้ขึ้นมา ด้วยสองมือของผมเองที่ลงคะแนนวันเลือกตั้ง

การสร้างโวหาร ประดิดประดอยคำพูดของคนที่เรียกตนเองว่า นักวิชาการ ใส่ความตัวแทนของประชาชน โดยไม่มีหลักฐานข้อมูลใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากคิดเอาเอง ผมจึงคิดว่า บ้านเมืองยุคนี้มันเลวร้าย เพราะมีนักวิชาการชั่วครองเมือง นักวิชาการที่สำเร็จความใคร่ความคิดของตนเอง แล้วเที่ยวประณามคนอื่นว่า เลวอย่างโน้น เลวอย่างนี้ หาหลักฐานพิสูจน์ใดๆ ก็ไม่ได้

สิ่งที่เลวร้ายสำหรับเมืองไทยหนักยิ่งขึ้นกว่าเดิมคือ การมีนักวิชาการชั่ว ร่วมมือกับ “สื่อเสี้ยม” สร้างนวัตกรรมทางคำพูด เพื่อใส่ความฝ่ายที่มีความคิดตรงกันข้ามกับตน ปลุกระดมประชาชน ด้วยการประดิดประดอยคำพูดอย่างสวยหรู เพื่อให้เกิดความวุ่นวายทางการเมือง และสุดท้ายก็ชักนำ ปูทางให้ทหารเลว และอำมาตย์ชั่ว ทำรัฐประหาร ล้มรัฐธรรมนูญ ร่างกฎหมายให้อำนาจอยู่ในหมู่พวกตน สร้างอภิสิทธิ์ให้กับพรรคพวกตนเอง ข้ามหัวประชาชนเจ้าของประเทศ

ประเทศชาติจึงเลวร้ายลง เพราะนักวิชาการชั่ว สื่อเสี้ยม และอำมาตย์เลวนี่เอง

ส่วนนักการเมือง ไม่ว่าทั้งพรรคพลังประชาชน หรือแม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ พวกเขาต่างก็มีที่มาจากประชาชน หากนักการเมืองพวกนี้ชั่วจริง ประชาชนที่เลือกพวกเขาไม่ชั่วกว่าหรือ

โวหารที่เลวร้ายอย่างคนที่เรียกตนเองว่า นักวิชาการ หมกตัวอยู่แต่ในโลกของตน ได้โอกาสก็ออกมาป่วนเมืองที
จากความเห็นของธีรยุทธ์ ที่ออกมาตั้งฉายารัฐบาลครั้งล่าสุดนี้ทั้งๆ ที่รัฐบาลเพิ่งทำงานได้ไม่เกิน 3 เดือน มันจึงไม่ได้ต่างจากความเห็นแผ่นเสียงตกร่องของนายชวนมากนัก คือ ยังมีการกล่าวหาว่า นักการเมือง พปช.โกง ทักษิณโกง ซื้อเสียง ชาวบ้านโดนประชานิยมหลอก

เมื่อฐานความคิดยังอยู่ที่การกล่าวหา โดยไม่ยอมรับความจริงอื่นๆ ว่า การที่ประชาชนส่วนใหญ่เขาเลือกทักษิณ เพราะความศรัทธาในผลงาน ความคิด วิสัยทัศน์ ผมว่า ต่อให้พูดอีกร้อยครั้ง ฝ่ายที่นิยมทักษิณก็คงไม่ฟัง และฝ่ายที่เกลียดทักษิณ ก็คงเชียร์อย่างสะใจว่า เห็นไหม ธีรยุทธ อัดฝ่ายทักษิณอีกแล้ว เป็นความเห็นของวิชาการบริสุทธิ์ คนนิยมทักษิณควรฟังไว้

ผมคิดว่าการพูด การเสนอแบบนี้ ไม่ใช่ความเห็นทางวิชาการ ไม่ใช่การเสนอแนวทางแก้ปัญหา แต่เป็นการโยนเชื้อฟืนแห่งความเกลียดชัง เข้าไปสู่กองไฟเท่านั้นเอง รังแต่จะเป็นการยั่วยุให้มีความแตกแยก และเกลียดชังกันมากยิ่งขึ้น

ตอนนี้ หากจะสร้างความสมานฉันท์ สร้างการยอมรับของสังคม การพูดการนำเสนอ จะต้องตัดประเด็นเหล่านี้ออกไป เพราะทันทีที่ได้ยินเริ่มต้นว่า "ซื้อเสียง" “ประชานิยม” ทุนนิยมสามานย์ คนก็เลิกฟังแล้ว และข้อเสนออื่นๆ ก็จะได้รับการปฎิเสธที่จะรับฟังเช่นกัน

ปัญหาของประเทศไทย มันไม่ได้อยู่แค่การซื้อเสียงหรอกครับ มันมีอะไรมากกว่านั้น เพราะต่อให้ไม่มีการซื้อเสียง หากมีแค่พรรค พปช.แข่งกับ ปชป. คนเขาก็ไม่เลือก ปชป.อยู่ดี พวกคุณจะคิดแค่ว่า หากเลือก ปชป.เยอะ ๆ หมายถึงไม่ซื้อเสียง เป็นคะแนนบริสุทธิ์ แต่หากเลือก พปช.เข้ามาเยอะ หมายถึงซื่อเสียงถอนทุน ทุนนิยมสามานย์อย่างนั้นหรือ

หากยังคิดอยู่อย่างนี้ ก็คงไม่เข้าใจอยู่นั่นเองว่า ทำไมแพ้เลือกตั้งอย่างมโหราฬ เพราะคนเขาไม่เอากลุ่มอำมาตย์ชั่ว ศักดินาเลว ที่เป็นเหลือบเกาะกินเลือดของสังคมนั่นเอง

หากคิดกันแค่นี้ มันก็เหมือนกับหมุนวน พายเรือในอ่าง ยังตีกันอยู่ต่อไป เพราะมันคือการหยิบเอาส่วนที่ไม่สำคัญ ขึ้นมากล่าวหากัน ปัญหาก็ไม่จบสิ้น และจะจบลงด้วยสงครามกลางเมือง และการนองเลือด อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง เพราะเมื่อเริ่มด้วยการกล่าวหากัน เรื่องต่อไปก็ไม่ต้องยอมรับแล้ว

การกล่าวหาเรื่อง "ทุนนิยมสามานย์" มันก็ไม่ต่างจาก "ระบอบอำมาตยาธิปไตยขุนนาง วิชาการอันชั่วช้า" ซึ่งมันคือ แนวคิดทางการเมือง ไม่ต่างจากการด่ากันว่าเป็น คอมมิวนิสต์ หรือทุนนิยม ในยุคสงครามเย็นนั่นเอง เพราะมันเป็นแค่แนวคิดทางการเมือง ย่อมขึ้นกับเสียงส่วนใหญ่ว่าเขาจะเลือกเอาระบอบใด

ส่วนเรื่องแก้รัฐธรรมนูญนั้น มันประนีประนอมไม่ได้แล้ว ใจเย็นไม่ได้แล้ว จะมาพูดแบบมักง่าย เอาแต่ได้ว่า ให้รัฐบาลทำงานไป ไม่ต้องกังวลเรื่องการแก้ไข รธน.มากนัก การพูดแบบเห็นแก่ตัวอย่างสามานย์ ของพวกเห็นแก่ได้แบบธีรยุทธ์ นี้ ผมฟังแล้วมันระคายหูยิ่งนัก ทั้งนี้เพราะพวกอำมาตย์ ได้เอาเชือกมาแขวนคอ ทำบ่วงรัดคอ พปช.ไว้ เรื่องการยุบพรรค แล้วให้ยืนบนเก้าอี้เตรียมแขวนคอ พวกอำมาตย์ คือ "พวกตุลาการวิวัฒน์" ทั้งหลาย ถีบเก้าอี้เมือไหร่ พปช. ก็ตายเมื่อนั้น

เมื่อเอาเชือกมาแขวนคอเขาไว้ ปากก็ตะโกนว่าใจเย็นๆ อย่ากังวลมาก ไม่ต้องกลัวตาย ผมว่า ใครเชื่อมันก็บ้าแล้ว

เมื่อเล่นกันแรงอย่างเห็นแก่ตัวเช่นนี้ การหักดิบแก้ รธน. ย่อมไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ จะโวยวายว่าแก้ รธน. เพื่อตัวเอง ผมคิดว่าก็ไม่เห็นจะต้องแคร์ อะไร ในเมื่อ พวกอำมาตย์ เปิดเกมที่ไม่มีทางถอยนี้ก่อน อีกทั้งพวกอำมาตย์ทั้งหลายร่าง รธน.เพื่อตัวเอง ยังทำได้โดยไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจสักนิด ทำไม พปช.จะแก้ รธน.ที่ฝายตรงข้ามวางกับดักเอาไว้ไม่ได้

เอามีจ่อคอหอยเขาไว้แล้ว ปลอบใจว่าใจเย็น อย่าปัด อย่าดึงออก ผมอาจไม่แทงก็ได้ ใครมันจะบ้าไว้วางใจ
การพูด การแสดงความเห็นของ "ขุนนางนักวิชาการแบบธีรยุทธ์" มันจึงไม่มีน้ำหนัก ที่จะแก้ปัญหาแต่อย่างใด มันเหมือนใส่เชื้อไฟ เข้าไปในกองไฟ ให้ห่ำหั่นกันยิ่งขึ้น

ยุค คมช. ธีรยุทธ ปิดปากเงียบ เหมือนอมสากไว้ทั้งแท่ง ยุคประชาธิปไตยก็ขยันออกมาด่า รัฐบาลที่ประชาชนเลือกมาฉอดๆ ปากบอกรักประชาธิปไตย ใครมันจะไปเชื่อ คนที่มีสันดานเช่นนี้

ความเห็นของธีรยุทธ์ แต่ละครั้ง จึงเป็นแค่ การแก้ตัวให้พวกอำมาตยาธิปไตยเท่านั้น แล้วเหยียบย่ำตัวแทนของคนรากหญ้า เอาดีใส่พวกของตัวเอง เอาชั่วใส่พวกตรงข้าม ความเห็นมันจึงไร้ราคา ไม่ได้ก่อให้เกิดการพัฒนาการ และแนวทางแก้ไขปัญหาแต่อย่างใด

การแนะนำให้ เชื่อถือ ขบวนการตุลาการนั้น เป็นการแนะนำที่เห็นแก่ตัว มีกลิ่น เพราะกระบวนการตรวจสอบทั้งหลาย พวกอำมาตย์เท่านั้นที่มีสิทธิ์เลือก และตั้งขึ้นมา เพื่อเอาเตะตัดขาเสียงของประชาชน องค์กรตรวจสอบเหล่านี้ ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมด้วย

ผลงานการยุบพรรค ทรท.ของพวกอำมาตย์ แต่ไม่ยุบ ปชป. มันจึงทำให้ ข้อเรียกร้องให้ไว้วางใจ "พวกตุลาการวิวัฒน์" และ องค์กรตรวจสอบใต้อุ้งเท้าของอำมาตย์ จึงเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ เป็นข้อเรียกร้องที่หนักข้อเกินไป หากไม่มุ่งแต่จะยุบพรรคกัน ก็คงไม่มีการหักดิบเรื่องการแก้ไข รธน.อย่างแน่นอน เมื่อเอาหอกมาปักอก พรรคพลังประชาชนไว้ มันจำเป็นอยู่ดี ที่จะต้องถอนหอกออกก่อน ก่อนที่จะไปทำเรื่องอื่น

เมื่อความไว้เนื้อเชื่อใจพวกอำมาตย์หมดไป การปล่อยชีวิตให้อยู่ใต้อุ้งเท้าของอำมาตย์ จึงเป็นการกระทำที่โง่เขลา
ขั้นตอนการต่อสู้ของประชาชน เหลืออีกเพียงขั้นตอนเดียวเท่านั้น ก็จะไว้วางใจในชัยชนะได้ คือ การแก้ไข รธน. กำจัดอำนาจของพวกอำมาตย์ทั้งหลายให้หมดไปเท่านั้น

ส่วนคนชั้นกลาง หากยังไม่ยอมรับเสียงข้างมาก ก็ต้องยอมรับความวุ่นวายทางการเมือง ไม่รู้จักจบสิ้นต่อไป และสุดท้ายก็กระทบต่อคนชั้นกลางอยู่ดี

เมื่อระบบเสียงข้างมาก ไม่อาจดำเนินการได้ ความวุ่นวายก็ย่อมไม่มีวันจบสิ้น จะอยู่ในสภาพเช่นนี้ ต่อไป ก็ไม่ว่าอะไรกัน แต่ตอบได้ว่า วิกฤตการณ์ทางการเมืองไทย มันจะบานปลายยิ่งขึ้น และไม่อาจควบคุม ความแตกแยกกันได้อย่างแน่นอน

สุดท้าย ก็ย่อมนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน อย่างเนปาล อย่างเลี่ยงไม่พ้น

จาก Thai E-News

ชาญิวทย์ แถลงโต้ ปชป.ปูดข่าวโจมตีป๋าเปรม แค่แผนล้มรัฐบาลแก้ไขรธน.

"ชาญวิทย์ จริยานุกูล" ออกโรง ตอบโต้ "เทพไท ขนเพชร" ไม่เกี่ยวข้องกับการโจมตีป๋า ทำแค่เผยแพร่สมุดปกม่วง แฉเป็นแผนต่ำทราม ปชป.จ้องล้มรัฐบาลแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ ตามที่นายเทพไท เสนพงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (พปช.) ที่ออกมาระบุ นายชาญวิทย์ จริยานุกูล เป็นผู้อยู่เบื้องหลังจัดทำเอกสารโจมตีพล.อ.เปรม ติณลสูลานนท์ ประธานองค์มนตรี วันนี้ (3 พ.ค.) นายชาญวิทย์ ได้เปิดแถลงข่าวตอบโต้ ว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริงทั้งหมด โดยหนังสือก้อนกรวดในรองพระบาท ตนทราบจากข่าวที่หนังสือพิมพ์นำมาลง ซึ่งตนก็ได้พยายามตรวจสอบก็พบว่า เพียงมีการนำมาติดไว้ที่บอร์ดทุกวันเสาร์ที่มีการชุมนุมกันที่ท้องสนามหลวง แต่ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้จัดทำ ส่วนการแจกใบปลิวที่ท่าน้ำจังหวัดนนท์บุรี ยอมรับว่าเป็นผู้ดำเนินการจริง และเรื่องดังกล่าวทำให้ตนถูกจับกุม ซึ่งคดีนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาในชั้นศาล

ส่วนซีดีเพลงที่ นายเทพไท อ้างว่า เป็นการโจมตีพล.อ.เปรมนั้น ตนยืนยันว่าไม่เคยได้ฟังมาก่อน เมื่อมาทราบว่ามีซีดีเพลงในลักษณะดังกล่าว ตนก็พยายามที่จะตรวจสอบ ซึ่งพบว่า ได้มีการแปลงเพลงหมีแพนด้า มาเป็นตุ๊ดผู้ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง กับเพลงรักไทย ซึ่งเป็นเพลงเชียร์พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ โดยสองเพลงนี้ได้เคยมีการเปิดทุกวันเสาร์ในการชุมนุมที่ท้องสนามหลวง เช่นกัน

นายชาญวิทย์ กล่าวว่า สำหรับสมุดปกม่วงเป็นคำแถลงการณ์ของกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการที่เรียกร้องให้พล.อ.เปรมลาออกจากตำแหน่งองค์มนตรี และประธานองค์มนตรี ซึ่งยอมรับว่าได้นำสมุดปกม่วงดังกล่าวไปเผยแพร่จำนวนหนึ่ง ด้วยเหตุผลต้องการให้ประชา ชนแสดงเจตจำนงเกี่ยวกับการทำรัฐประหาร และฉีกรัฐธรรมนูญล้มล้างระบอบประชาธิปไตย

“ใบปลิวที่จังหวัดนนท์ฯ ผมเป็นคนทำ และนำไปแจก ส่วนสมุกปกม่วงผมไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำ แต่ผมได้นำสมุดดังกล่าวไปแจกตามสถานที่ต่างๆ ตามแต่ละโอกาส รวมทั้งผมกับกลุ่มแนวน่วประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.)ได้นำสมุดปกม่วงดังกล่าวนี้ ไปยื่นให้คมช.ด้วย” นายชาญวิทย์กล่าว และว่า

เอกสารทั้งหลายที่ตนเห็นและปรากฏในที่ชุมนุมต่อต้านคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) มีทั้งหมด 5 เล่ม คือ
1.พล.อ.เปรมก้อนกรวดในรองพระบาท ซึ่งเผยแพร่ในเว็ปไซด์กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ และกระทำตนเข้ามายุ่งเกี่ยวทางการเมือง ซึ่งถือว่าไม่เหมาะสม ในฐานะองค์มนตรี และประธานองค์มนตรี และเป็นผู้สนับสนุนการรัฐประหาร 19 ก.ย. 49

2. ตีเสมอจ้าวเป็นสมุดภาพที่ตีแผ่พฤติกรรมพล.อ.เปรม ซึ่งมีเนื้อหาส่วนหนึ่งที่พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวตำหนิผ่านคอลัมน์ซอยสวนพูล ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ประจำวันที่ 7 มี.ค. 30

3. เปรมไม่ใช่ฟ้า ป๋าก็แค่คน ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ ผู้อยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร 19 ก.ย. พาชาติลงคลอง ซึ่งเป็นข้อเขียนของนายอาคม ซิดนีย์ หลานของพล.อ.สันต์ จิตประติมา อดีตผู้นำรัฐประหารในอดีตที่ผ่านมา
4.สมุดปกม่วง
5. เปิดหน้ากากผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ ความจริงวิกฤติการเมือง เขียนโดยนายวิจัย ใจภักดี ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับระบอบอำมาตยาประชาธิปไตย ครอบง่ำประชาธิปไตย โดยพล.อ.เปรม เป็นตัวแทนของระบอบอำมาตยธิปไตยที่ต้นเหตุแห่งวิกฤติการเมืองในปัจจุบัน

นายชาญวิทย์ กล่าวต่อว่า เมื่อได้อ่านเนื้อหาเอกสารทั้งหมดนี้แล้ว ตนเห็นว่าการที่ประเทศเดือดร้อนเช่นนี้ เกิดจากการทำหน้าที่ไม่ถูกต้อง และการไม่อยู่ในธรรมของผู้ครองอำนาจทั้งหลาย ตนจึงได้นำเอกสารต่างๆ เหล่านี้ออกเผยแพร่ เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ว่าอะไรคือของแท้ และทำลวง ซึ่งตนยอมรับว่า เอกสารที่เผยแพร่ดังกล่าวมีจำนวนไม่มากนัก
แต่สิ่งที่ตนเจ็บปวด คือการกระทำของนายชวน หลีกภัย และนายเทพไท ที่ออกมาปกป้องพล.อ.เปรม และมาโยงใยว่า ตนมีความเกี่ยวข้องกับนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีต กก.บห.พรรคไทยรักไทย ซึ่งจริงๆ แล้วตนก็รู้จัก แต่ไม่เคยร่วมงานทางการเมืองกัน เพราะตนจะทำงานคนเดียวเป็นส่วนมาก ซึ่งนายจารตุรนต์ไม่เคยเข้ามาขอร้องให้ช่วยเหลืออะไร เรื่องที่ทำทั้งหมดไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นการทำการเมืองเพื่อภารกิจของประเทศปกป้องประชาธิปไตย และไม่มีใครลั่งการอยู่เบื้องหลัง

นายชาญวิทย์ กล่าวด้วยว่า อยากถามนายเทพไท มีวัตถุประสงค์เช่นนี้ ถึงกล่าวหาเช่นนี้ ซึ่งเป็นวิธีการเดิมๆ ของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่ต้องการทำลายระบอบประชาธิปไตย แต่นำเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญเป็นข้ออ้าง ดังนั้น การเอาตนเข้ามาเกี่ยวข้องเรื่องนี้ เพื่อยั้บยั้งการแก้รัฐธรรมนูญ ที่เป็นพฤติกรรมที่ต่ำทรามที่สุด ที่พรรคประชาธิปัตย์ที่ได้กระทำล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ส่วนจะมีการดำเนินการฟ้องนายเทพไทหรือไม่ ยังไม่ขอตอบวันนี้

อย่างไรก็ตาม เอกสารเหล่านี้เป็นการวิพากษ์วิจารณ์บุคคลสาธารณะ แต่พรรคประชาธิปัตย์กลับกล่าวหาว่าเป็นการโจมตี อยากถามการวิจารณ์โดยเอกสารต่อบุคคลสาธารณะสามารถทำได้หรือไม่ในระบอบประชาธิปไตย การกระทำเช่นนี้เรียกว่า เป็นการโจมตีและหมิ่นสถาบันหรือ ขอให้ประชาชนพิจารณาหลักการประชาธิปไตยให้กระจ่าง

มีรายงานระบุด้วยว่า ระหว่างที่นายชาญวิทย์แถลงข่าวที่อนุสรณ์สถานนั้น มีเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลเข้ามาสังเกตการณ์ด้วย ขณะที่มีกลุ่มประชาชนเข้าร่วมฟังประมาณกว่า 50 ค นอกจากนี้นายชาญวิทย์ ยังพิมพ์ประวัติส่วนตัวประกอบเอกสารแถลงข่าว โดยระบุภูมิลำเนา จังหวัดพัทลุง จบการศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีเพื่อนร่วมรุ่นที่อยู่ในวงการต่างๆ ที่มีชื่อเสียง อาทิ นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีต กก.บห. พรรคไทยรักไทย นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร


ยงยุทธยันผู้ใหญ่คนกลางแก้วิกฤติชาติไม่ใช่'ป๋าเปรม'

อดีตประธานสภา"ยงยุทธ ติยะไพรัช"ยันข้อมูลมีการประสาน "ผู้ใหญ่" ที่ไม่ใช่ "พล.อ.เปรม" เข้าเป็น "คนกลาง"แก้ปัญหาวิกฤติบ้านเมือง สังคมขัดแย้ง


นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ ถามจริง ตอบตรง ทางสถานีโทรทัศน์NBT โดยยอมรับว่า สังคมขณะนี้มีความขัดแย้งเกิดขึ้น และตนเองได้ติดต่อบุคคลสำคัญบางคนเพื่อเป็นตัวกลางในการพูดคุยระหว่างกลุ่มที่ขัดแย้งต่างๆ ในขณะนี้ โดยปฏิเสธที่จะให้ชื่อบุคคลดังกล่าว แต่ให้ความชัดเจนเพียงแค่ไม่ได้เป็นทหาร และไม่ได้เป็น อดีตนักการเมือง

อย่างไรก็ตาม นายยงยุทธ กล่าวต่ออีกด้วยว่า น่าเสียดายที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ผู้เคยเป็นคนนำ คู่กรณีความขัดแย้งสมัย พฤษภาทมิฬ เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กระทั่งสถานการณ์สงบลงได้ถูกดึงเข้ามาสู่สนามแห่งความขัดแย้งด้วยในวันนี้ จึงจำเป็นต้องพึ่งพาผู้หลักผู้ใหญ่ท่านอื่นเป็นคนประสานความขัดแย้งเรื่องดังกล่าวแทน


น้ำผึ้งหยดเดียว

เดี๋ยวนี้ดูเหมือนว่าอะไรที่ไม่สมควรจะนำมาเป็น ประเด็นสาธารณะ กลับถูกจับมาปลุกระดมจะให้เกิดชนวนวิกฤติบ้านเมืองให้ได้ ต่อมา บุคคลชั้นสูงถูกจับจ้องเป็นพิเศษ อะไรนิดอะไรหน่อย มีกระบวนการที่นำมาขยายความให้เป็นเรื่องใหญ่โต

กลายเป็นสังคมแห่งความหวาดระแวง

ถ้ายังจำกันได้ผมเคยเกริ่นเอาไว้ว่า ระวังสงครามสื่อ ให้ดี สื่อ จะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการจุดชนวนวิกฤติรอบใหม่ขึ้นมา ยกตัวอย่าง เรื่องของประธานองคมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เข้าโรงพยาบาลก็เป็นข่าวว่าเครียดกับเรื่องที่ถูกโจมตีอย่างหนักถึงกับล้มในห้องน้ำ ในขณะที่คนใกล้ชิดก็ต้องรีบออกมายืนยันว่าเป็นการตรวจร่างกายตามปกติ

ก่อนหน้านี้ก็มีใบปลิว วีซีดี และข้อความในอินเตอร์เน็ต ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ด่าทอและให้ร้ายประธานองคมนตรีอย่างไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งโดยปกติสถาบันองคมนตรีก็ไม่มีใครกล้าแตะต้องอยู่แล้ว

หนักข้อเรื่องถูกโยงไปถึงขบวนการล้มเจ้าจนได้

ก็พอดีมีข่าวออกมาจากสื่ออีกนั่นแหละ ว่าการแข่งขันสโมสรฟุตบอลอังกฤษ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นประธาน มีคนเอาธงชาติไทย ไปผูกไว้ โดยที่ธงผืนดังกล่าวมีการปักชื่อทักษิณหราอยู่ด้วย

โหมกระพือกันสนุก

ผมเคยได้ยินมาว่า กระบวนการบางกระบวนการ ที่มีคนชั้นสูงร่วมอยู่ด้วย พยายามจะทำอย่างที่คิดเองเออเองไปแอบอ้างเบื้องสูงว่าต้องเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ วันดีคืนดีโทรศัพท์ไปคุยกับผู้ใหญ่คนหนึ่ง บอกว่า ที่บ้านเมืองวิกฤติอย่างนี้จะหาทางออกอย่างไร พอได้รับคำแนะนำว่าต้องทำให้เด็ดขาด ก็เอาเทปที่แอบบันทึกในขณะสนทนาทางโทรศัพท์ไปให้ผู้ใหญ่อีกคนหนึ่งฟัง จนผู้ใหญ่ทั้งสองคนต้องผิดใจกัน

บ้านเมืองเรามีมือที่มองไม่เห็นเยอะไปหมด

ถึงได้วุ่นวายอยู่ตลอดเวลา ประเด็นแก้รัฐธรรมนูญนี่ก็เถอะ คอยจับตา พรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดินให้ดี ย้อนไปถึงเหตุการณ์ก่อนการเลือกตั้ง เจตนารมณ์ของชาติไทยและเพื่อแผ่นดินเป็นอย่างไร แล้วจะเข้าใจสถานะของชาติไทยและเพื่อแผ่นดินในตอนนี้

ไม่ใช่ปัญหาระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลธรรมดาๆ

วิบากกรรมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่กลายเป็นแค่หมากตัวหนึ่ง ก็คงไม่จบอยู่แค่คดีความเท่านั้น ในขณะคนที่เป็นผู้นำประเทศ คุณสมัคร สุนทรเวช หรือผู้นำกองทัพอย่าง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ก็กำลังตกที่นั่งเดียวกัน

กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

คลื่นใต้น้ำ กระบวนการบางกระบวนการ ทิฐิและอคติ บุญคุณความแค้น รวมกันก่อตัวเป็นวิกฤติ รอจังหวะ รอโอกาส รอความเหมาะสม รอเวลาที่จะเข้าสู่ขั้นตอนการแตกหัก

ยิ่งนานก็ยิ่งลึก ยิ่งลึกก็ยิ่งแรง.

หมัดเหล็ก


พลาดอย่างแรง

ไม่มีเหาอย่าหาเหาใส่หัว ไม่มีเรื่องอย่าหาเรื่องใส่ตัว

นี่คือข้อควรระวังสำหรับชาวบ้านทั่วไป

แต่สำหรับคนชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” ซึ่งเป็นเป้าใหญ่ที่ถูกจ้องโจมตี ยิ่งต้องระมัดระวังการเคลื่อนไหวทั้งไตรทวาร!!

เพราะถ้ากลายเป็นประเด็นร้อนเมื่อไหร่ ก็อ่วมอรไททุกที

กรณีล่าสุดที่กลายเป็นเรื่องอึกทึกครึกโครม คือ การที่มีคนเอาธงชาติไทยไปแขวนไว้ในสนามฟุตบอลแมนฯซิตี้ และมีชื่อ “ทักษิณ” เป็นภาษาอังกฤษติดไว้บนผืนธง

การทำอย่างนี้ฝรั่งไม่ถือ แต่คนไทยถืออย่างแรง!!

เพราะธงไตรรงค์เป็นสัญลักษณ์ของชาติไทย การที่มีชื่อคนติดอยู่บนผืนธงจึงไม่เหมาะสม หมิ่นเหม่ ไม่สบายตา ไม่สบายใจ

ถึงเป็นเรื่องที่แฟนบอลทำกันเอง “ทักษิณ” ก็ต้องกระเทือนซาง

เข้าตำราไม่มีเหาก็ยังมีคนเอาไข่เหาไปใส่หัวนั่นแหละโยม

ล่าสุด ได้มีการกำชับเจ้าหน้าที่สนามให้ กวดขันอย่าให้เกิดเหตุซ้ำรอย

รัฐบาลไทยได้มีหนังสือประท้วงไปถึงสโมสรแมนฯซิตี้ อย่างเป็นทางการ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ประชุมพิจารณากรณีนี้ว่ามีความผิดตามกฎหมายข้อใด??

สรุปว่า กรณีนี้ไม่เข้าข่ายความผิดมาตรา 118 ตามประมวลกฎหมายอาญา เนื่องจากการกระทำดังกล่าวไม่มีเจตนาที่จะเหยียดหยามประเทศไทย

แต่เข้าข่ายความผิดมาตรา 53 ของ “พ.ร.บ. ธง” ที่ห้ามประดิษฐ์รูปภาพหรือตัวอักษรบนผืนธง

ปัญหาคือ พ.ร.บ.ธง กำหนดความผิดเฉพาะ ในราชอาณาจักรอย่างเดียว

แต่เมื่อมีผู้กล่าวโทษกรณีนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็จะรวบรวมข้อเท็จจริงเสนออัยการสูงสุดให้พิจารณา

สรุปว่า วิบากกรรมของ “ทักษิณ” มีสารพัดเรื่อง สารพัดประเด็น

เหมือนคนเป็นฝีประคำร้อยเรื้อรัง

ถ้าจะตัดวิบากกรรมให้หมดก็ต้องลาบวช ตลอดชีวิตสถานเดียว!!

“แม่ลูกจันทร์” ในฐานะคอฟุตบอลพรีเมียร์ลีกเข้ากระดูกดำ ยอมรับว่าการเข้ามาของ “ประธานสโมสรคนใหม่” ทำให้ทีมเรือใบ สีฟ้าประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว

จากที่เคยห้อยต่องแต่งอยู่ท้ายตารางก็พุ่งขึ้นมาอยู่ในอันดับท็อปเทน

น่าเสียดาย “ทักษิณ” กำลังตัดสินใจพลาดอย่างจั๋งหนับที่จะปลด “สเวน โกรัน อีริกส์สัน” ออกจากผู้จัดการทีม ทั้งที่ยังมีสัญญา อีก 2 ปี

เพราะ “สเวน” เป็นยอดโค้ชระดับโลกที่วงการฟุตบอลยอมรับฝีมือ

การที่ “ทักษิณ” คว้าตัว “สเวน” มาทำทีมถือว่าเลือกถูกคน!!

“สเวน” เป็นคนสุภาพนุ่มนวล เหมาะที่จะทำงานกับ “ทักษิณ” ที่เป็นนักบริหารอำนาจ นิยม

การเปลี่ยนผู้จัดการทีมที่มีนักเตะหนุน หลัง และเป็นขวัญใจกองเชียร์ จะทำให้ “ทักษิณ” เสียรังวัดเอง!!

เข้าตำราไม่มีเรื่องก็หาเรื่องใส่ตัว

ขอย้ำว่าไม่มีใครเหมาะกับงานนี้เท่า “สเวน”

ถ้าขืนไปเอา “มูรินโญ่” หรือ “สโคลารี่” ซึ่งเป็นคนหัวแข็ง เดี๋ยวก็ทะเลาะกันเปิง

อย่าลืมว่าฟุตบอลต้องมีขาขึ้นขาลง ช่วงแรกทีมอาจฟอร์มแรง พอครึ่งซีซั่นหลังอาจฟอร์มฝืดก็เป็นเรื่องธรรมดา

นักเตะบาดเจ็บก็มีผลต่อฟอร์มของทีม

ข้อสำคัญ ปีแรกของ “สเวน” สามารถทำแต้มสูงสุดในรอบ 20 ปี!!

การเอาชนะผีแดง “แมนฯยู” คู่อริร่วมเมือง (ไป-กลับ) ทั้งเหย้าทั้งเยือน ก็ทำให้แฟนบอลแมนฯซิตี้ มีความสุขหัวใจคับซี่โครง

“แม่ลูกจันทร์” ถึงไม่ได้เป็นแฟนทีมตราเรือใบ แต่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่ “ทักษิณ” จะปลดผู้จัดการทีม

เงินซื้อความสำเร็จไม่ได้ ถ้าไม่รู้จักเลือกคน.

แม่ลูกจันทร์


'ปู่ชัย' ใบเสร็จสุดท้าย

เจอกันวันอาทิตย์ตอนสายๆ

ล่าสุด “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี นัดล่วงหน้า กับคิวที่นายธีรยุทธ บุญมี อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ใส่เสื้อกั๊กออกมาตั้งฉายาแสบๆคันๆ “รัฐบาลลูกกรอก”

ล้อมสายสิญจน์เรียกกุมารทองคะนองปาก ปลุกกุมารทองคะนองอำนาจ ลากมา หมดทั้ง “รักเลี้ยบ” และ “ยมมิ่ง” ก่อนตบท้าย “ชคม.” นักการเมืองชั่วครองเมือง

“ธีรยุทธ” รัวหมัดซัดอยู่ข้างเดียว

บังเอิญว่า “ลุงหมัก” กำลังอยู่ในช่วงพักไมค์ ยกเลิกรายการ “บ่นไปด่าไป” กับนักข่าวที่ทำเนียบรัฐบาล ในอารมณ์น้อยอกน้อยใจถูกทักว่าพูดจาหยาบคาย

แต่ “ขาประจำ” ออกมาปลุกผี แหย่แรงๆขนาดนี้

วันอาทิตย์ตอนเช้าๆในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ล้างหูรอฟังกันให้ดี

และในสถานการณ์ที่ต่อเนื่องกันเลย นายธีรยุทธล้อมสายสิญจน์เรียกรัฐบาลลูกกรอก ปลุกกุมารทองคะนองปาก แหย่กุมารทองคะนองฤทธิ์อำนาจ เรียกมาหมดทั้ง “รักเลี้ยบ” กับ “ยมมิ่ง” ก็ไม่แน่ใจว่าลืมไปหรืออย่างไร

กับคิวของ “ไอ้ห้อย” กับ “ไอ้โหน”

ที่กำลังโชว์อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์

ไม่ทันถึง 24 ชั่วโมงด้วยซ้ำไป ภายหลังจากที่นายยงยุทธ ติยะไพรัช ได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร

มีชื่อคนใหม่ใส่โพยมาเลย

เต็งหนึ่งนอนมา “ปู่ชัย” นายชัย ชิดชอบ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ที่ได้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนอย่างนายเนวิน ชิดชอบ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งบุรีรัมย์ ประคองปีก อุ้มขึ้นแคร่ หามเข้าประกวด

ทุบโต๊ะต้องได้

และเบื้องหลังเลย นี่คือเหตุผลหนึ่งที่นายยงยุทธตัดสินใจทิ้งเก้าอี้ประธานสภาฯ เพราะเซ็งกับแรงเบียดของ “พ่อกับลูก” ที่เปิดเกมแซะเก้าอี้กันตั้งแต่วันแรกที่นายยงยุทธโดนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ลงมติเสนอเรื่องให้ศาลฎีกาแจกใบแดง

ก็มีลูกหาบ ส.ส.อีสานออกมาปล่อยข่าว “ยงยุทธ” จะลาออก

พวกจ้องไล่ที่กันอยู่ ก็ไม่แปลกเมื่อเก้าอี้ว่างลง ขบวนการแห่ “ปู่ชัย” ก็เริ่มงานได้ทันที

กองเชียร์ไล่มาตั้งแต่ระดับรัฐมนตรีอย่างนายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.คมนาคม สายตรงกลุ่มบุรีรัมย์ รีบออกมาตีปี๊บ นายชัยมีอาวุโสสูงสุด อยู่ในสภามานาน มีความแม่นยำในข้อบังคับสภา หากพรรคพลังประชาชนเสนอนายชัยเป็นประธานสภาฯ

เชื่อว่านายชัยมีความพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้

รับมุกโดยลูกหาบกลุ่ม ส.ส.อีสานในปีกพ่อมดเขมร นายภิรมย์ พลวิเศษ ส.ส.นครราชสีมา พรรคพลังประชาชน ออกมายอวาที ในฐานะ วิปรัฐบาลได้ทำงานร่วมกับนายชัยมากว่า 3 เดือน เห็นว่านายชัยทำหน้าที่ประธานการประชุมได้ดี ทั้งในวิปรัฐบาลและที่ประชุมพรรคพลังประชาชน

เชียร์สุดลิ่ม ถึงเวลาแล้วที่นายชัยจะต้องเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่ง ส.ส.อีสานของพรรคกว่า 90 คน ส่วนใหญ่เห็นว่า นายชัยมีความเหมาะสมมากที่สุด

“ปู่ชัย” นอนมาโดยมีลูกชายนำหน้า

แม้จะมีเสียง ส.ส.ภาคเหนือ กลุ่มผู้แทนฯภาคกลาง และทีม กทม.บางส่วน รวมไปถึง ส.ส.อีสานที่ไม่ได้ซุกปีกพ่อมดเขมร ออกมาท้วงเรื่องความเหมาะสม

ห่วงกระแส “ขี้เหร่”

แต่โดยความตั้งใจที่แน่วแน่ของลูกชายที่จะหามพ่อขึ้นสู่ฝัน อิทธิฤทธิ์ของมนต์ขแมร์ โอกาสเกิน 70 เปอร์เซ็นต์ที่ “ปู่ชัย” จะคว้าเก้าอี้ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นเกียรติประวัติของชีวิตคนแก่ที่เพิ่งอายุครบ 80 ขวบไปหยกๆ

และทั้งหมดทั้งปวง นี่คือใบเสร็จใบสุดท้าย

ปิดบัญชีค่าตอบแทนที่นายใหญ่จะจ่ายให้พ่อมดเขมรในฐานะขุนศึกนำทัพรบชนะ ออกมาทวงรางวัลกันไม่จบไม่สิ้น

“ทักษิณ” ไม่เคยเป็นหนี้บุญคุณใคร.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน