WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, May 4, 2008

มท.1ยันกกต.มีการสอบสวนใบแดงสส.ประชาธิปัตย์จริง


รัฐมนตรีฯมหาดไทย ยัน กกต.มีการสอบสวนใบแดงสส.ประชาธิปัตย์จริง ไม่ใช่การปล่อยข่าวเพื่อขอเสียงสนับสนุนแก้รัฐธรรมนูญ



กรมพัฒนาที่ดิน รณรงค์ให้ทุกจังหวัดทั่วประเทศ จัดทำโครงการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมี

กรมพัฒนาที่ดิน รณรงค์ให้ทุกจังหวัดทั่วประเทศ จัดทำโครงการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมี โดยนำสิ่งเหลือใช้กลับมาใช้ให้เป็นประโยชน์เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม
นายบัณฑิต ตันศิริ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า กรมพัฒนาที่ดิน ได้ดำเนินการจัดทำโครงการรณรงค์จัดการวัสดุเหลือใช้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมี โดยมอบหมายให้สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดทั่วประเทศ จัดงานรณรงค์ด้วยการรวบรวมเศษวัชพืช เศษผัก ผลไม้และเศษวัสดุเหลือใช้ เพื่อนำมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ดำเนินการในระหว่างเดือนพฤษภาคม–กันยายน 2551 เนื่องจากในปัจจุบันประเทศไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศและมีราคาแพง ซึ่งมีผลกระทบหลักมาจากสถานการณ์ของโลก ทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน กรมพัฒนาที่ดิน จึงจัดทำโครงการผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมีให้ทุกจังหวัด รณรงค์ผลิตปุ๋ยอินทรีย์โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมเพื่อส่งเสริมให้มีการนำมาใช้ปรับปรุงบำรุงดิน สนองนโยบายภาครัฐและเพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมี


ศึก 2 ขั้ว

ใครรู้สึกเหมือนผมบ้างหรือเปล่า เดี๋ยวนี้พวกเราคนไทยด้วยกันเล่นกันแรง

รสชาติการเมืองขยายวงจากงานแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งก็ร้อนเอาเรื่องอยู่แล้ว ไปเผ็ดร้อนอีกหลายกรณีโดยหลายกรณีที่ว่าก็อยู่ในร่มเงาอำนาจ 2 ขั้วที่ขัดแย้งกันมาตลอด จะว่าไปก็ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปฏิบัติการโค่นรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ

มาถึงวันนี้ก็เริ่มเห็นภาพไม่เอาแล้วโค่นรัฐบาลทักษิณเพราะทักษิณไม่มีรัฐบาล เป้าหมายปัจจุบันคือโค่นตัวทักษิณ

ก็พยายามลำดับเรื่องราวกำลังเกิดอะไรขึ้นหรือ?

ในช่วงเลือกตั้ง ช่วงจัดตั้งรัฐบาล ถึงพิสูจน์ด้วยหลักฐานไม่ได้ก็เป็นที่อนุมานได้ผู้อยู่เบื้องหลังผู้เป็นสปอนเซอร์เลือกตั้งจนถึงวางตัวนายกฯวางตัวรัฐมนตรี ตัวจริงเสียงจริงคือใคร?

ก็เชื่อกัน ณ ขณะนั้นพ.ต.ท.ทักษิณอยู่ในสถานการณ์จำเป็นเพื่อปกป้องตัวเองและครอบครัว

กระทั่งเจ้าตัวเดินทางกลับบ้าน นั่นแหละ อุณหภูมิของศึก 2 ขั้วก็เริ่มปะทุ

ร้อนแรงยิ่งขึ้นเมื่ออดีตนายกฯเคลื่อนไหว เดินสายหลายจังหวัดภาคเหนือ,อีสานอันเป็นฐานเสียงของพรรคไทยรักไทย และเป็นฐานเฉพาะตัวของอดีตนายกฯด้วยมีผู้นิยมชื่นชอบเยอะ จากผลงานที่เข้าตาขณะเป็นนายกฯ

ความตั้งใจของเจ้าตัวคือทำบุญไหว้พระ 99 วัด ส่วนจะเพื่อเป็นมงคลกับชีวิตหรือสะเดาะเคราะห์ก็แล้วแต่จะคิด

ขั้วอำนาจที่อยู่ตรงข้ามเองก็ไม่ได้ใส่ใจประเด็นนั้น ดูว่าเป็นการเดินสายเช็กกระแสความนิยม พร้อมๆกับตอกย้ำความมั่นใจให้กับฐานเสียงว่าตัวตนอดีตนายกฯยังอยู่ และมองไกลไปว่าอาจส่งสัญญาณการกลับมาสู่การเมือง แม้เหตุจะไม่เกิดในช่วงเวลาสั้นๆข้างหน้า

จังหวะเดียวกับการเปิดตัวมูลนิธิบ้านเลขที่ 111 ซึ่งมีแนวทางชัดเจนให้ “พี่แม้ว” ขับเคลื่อนตัวเองภายใต้กิจกรรมอันเป็นสาธารณกุศล

ตรงนี้หรือเปล่าเป้าถล่มจึงชี้ไปที่อดีตนายกฯหนักขึ้น?

จากที่ไม่ชี้เป้าโดยตรงด้วยข่าวยุทธการใบปลิวโจมตีประธานองคมนตรี ล่าสุดก็รายการธงชาติไทยเขียนชื่อ THAK SIN ปรากฏที่สนามฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี แล้วย้อนไป ถึงวารสารของสโมสรที่ตีพิมพ์ภาพการต้อนรับประธานสโมสรมีประโยค WELCOME THAKSIN ที่ธงชาติ

แม้คนใกล้ชิดทั้งในรัฐบาลและนอกรัฐบาลชี้แจงท่านไม่เกี่ยว ซึ่งส่วนตัวผมก็เชื่อว่าอดีตนายกฯไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ภาพเชิงลบก็เข้าไปอยู่ในใจผู้คนแล้วบางส่วน

ที่ว่าไว้ข้างบนคนไทยวันนี้เล่นกันแรง ด้วยเห็นว่าเริ่มนำเอา “ของสูง” มาเป็นอาวุธในการประหัตประหารมากขึ้น ทั้งๆที่เป็นเรื่องเปราะบางและอ่อนไหวอย่างที่สุด

ขอสารภาพไม่เคยเจออะไรชวนขนลุกเช่นนี้มาก่อน

การที่ 2 ขั้วประลองกำลังช่วงชิงอำนาจรัฐอำนาจประชาชนสามารถทำได้ ด้วยกฎเกณฑ์ด้วยกติกาที่ประชาธิปไตยกำหนดไว้ เตือนว่าที่เป็นอยู่เลยเถิดและต้องรีบหยุดโดยเร็ว!.

แมงเม่า



เริ่มกร่าง

การเมืองถ้าไม่สอดรับกับเศรษฐกิจ วิกฤติมันก็จะเริ่มถามหา รัฐบาลต้องฉวยโอกาสสร้าง "ครัวโลก" ให้อยู่ในมือให้ได้กลเกมการเมืองต้องผ่อนเกียร์ เดินหน้าอย่างเดียวมีแต่ดับ

ข่าว “เขย่าขวด” สุดสัปดาห์นี้ ต้องยอมรับว่าปัญหาเศรษฐกิจ-ปัญหาการเมืองดูจะไม่ ต่างกัน แถมยังไม่สอดรับซึ่งกันและกัน

มันก็เลยยังไม่มีอะไรดีให้เห็น...ที่เห็นเลยเป็นสิ่งไม่ดี

การเมืองนั้นมีส่วนสำคัญที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจหรือจะทำให้ถดถอยได้ หากการเมืองดี รัฐบาลมีเสถียรภาพ ย่อมนำมาซึ่งความเชื่อมั่น ความมั่นใจก็จะตามมา

เศรษฐกิจเมืองไทยเรื่องง่ายๆมีเพียงแค่นี้ เพราะโดยพื้นฐานแล้วยังมีความแข็งแกร่ง อยู่ที่กระบวนการขับเคลื่อนเท่านั้น

วันนี้สถานการณ์มีทั้งเป็นใจและข่มขืนใจ ที่ข่มขืนใจก็เรื่องน้ำมัน ซึ่งไทยไม่มีบ่อน้ำมัน ต้องนำเข้ามาตลอด

ประเด็นสำคัญก็คือ ไม่เคยมองปัญหาหรือคิดถึงปัญหานี้อย่าง “ซีเรียส” มาก่อน แก้ กันไปวันต่อวัน พอน้ำมันแพงก็บอกว่าประหยัด ลดภาษีเข้ากองทุน

มีแค่นี้จริงๆ

ถึงตอนนี้ใครไม่เชื่อว่าน้ำมันจะราคา 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก็เตรียมตัวเตรียมใจได้เลย และอย่าได้คิดหวังว่าราคาจะถูกเหมือนแต่ก่อน มีขึ้นมีลง

ขอโทษที...มีแต่ขึ้นเท่านั้น เพราะน้ำมันนอกจากจะเป็นพลังงานโลกที่สำคัญแล้ว ยังเป็นสินค้ายุทธปัจจัยที่ใช้สู้กันทางการเมืองระดับโลก

ที่สำคัญเป็น “สินค้า” อีกไม่กี่ตัวที่มีการปั่นราคาเพื่อฟาดกำไร

เหนืออื่นใด ในสถานการณ์โลกที่เป็นใจให้ไทย นั่นคือภาวะการขาดแคลนอาหาร ทำให้ ราคาแพง และกำลังจะเป็นหัวข้อสำคัญ 1 ในปัญหาของโลกปัจจุบัน

“ไทย” ผลิตข้าวและส่งออกอันดับ 1 ของโลก ยังไม่รวมถึงสินค้าเกษตรกรรมที่หลากหลาย ทั้งผัก ผลไม้นานาชนิด

และยังมีเนื้อสัตว์อีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเป็ด ไก่ กุ้ง ที่ส่งออกระดับต้นๆ

รวมความแล้วเมืองไทยก็คือ “ครัวโลก” ดีๆนี่เอง

มีตัวเลขที่น่าสนใจระบุว่า ปี 2525 คนไทยอยู่ในภาคเกษตรร้อยละ 66.4 แต่จากนั้นปรากฏว่าไหลไปสู่ภาคอื่นๆ เช่น อุตสาหกรรม บริการ หรืองานในเมือง

ปี 2550 อยู่ในภาคเกษตรกรเพียงแค่ 41.7% นี่คือตัวเลขที่น่าห่วงและไม่สอดรับกับความ ต้องการของโลก

ที่ผ่านมา เกษตรกรโดยเฉพาะชาวนา ชาวนาถือเป็นอาชีพต่ำต้อย รายได้ไม่ดีพอ อยู่ กันไปแบบตามมีตามเกิด รัฐบาลก็ช่วยได้อย่าง เดียวคือพยุงราคา รับจำนำ

เกษตรกรก็ต้องหนีเข้าเมือง หาสิ่งที่เชื่อว่าจะทำให้ชีวิตดีขึ้น

ยังไม่สาย และน่าจะพูดว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะทำให้ไทยยืดอกขึ้นมาได้ หากรัฐบาลเร่งฉวยโอกาสทองว่ากันถึงเรื่องนี้ให้เป็นรูปธรรม ซึ่งก็ไม่ยากเพราะมันคืออาชีพดั้งเดิม

สร้าง “ฮับ” เกษตรกรรมเพื่อครัวโลกให้ระบือลือลั่นไปเลย

อย่างไรก็ดี การจะเดินหน้าในเรื่องนี้มันก็ต้องอยู่ที่การเมืองด้วย หากรัฐบาลไม่หยุดเปิดเกมการเมืองฟาดฟัน จะไปเอาอะไรมาสร้างความมั่นใจได้

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเวลานี้คงพอจะมองเห็นแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น รัฐบาล-พลังประชาชนที่เคยเดินหน้าฆ่ามัน เพราะถือว่ามีเสียงข้างมาก มีอำนาจอยู่ในมือ

ล่าสุดดูเหมือนจะเริ่ม “ถอย” บ้างแล้ว แม้แต่นายกฯยังต้องปรับกระบวนท่า

เพราะอะไร...

สิ่งที่เล่นกันมา ละเลงกันมาตลอดนั้น ความจริงมันกำลังจะเริ่มสำแดง โดยเฉพาะเรื่องสถาบัน เรื่องของประเทศชาติ

ปล่อยกันเลอะ เล่นกันจนเละ คิดว่าวิธีนี้จะเอาชนะได้

อย่าง “จักรภพ เพ็ญแข” ทุกวันนี้รู้สึกจะกร่างเกินพิกัด แต่ละถ้อยแต่ละคำที่จีบปากจีบคอพูด และเกี่ยวโยงเรื่องนี้ตลอด

คำก็ประชาธิปไตย คำก็อำมาตยาธิปไตย คำก็มือที่มองไม่เห็น คำก็สถาบัน คำก็หัวหงอก

แต่ที่กำอยู่ใน “มือ” นั้น มันคืออะไร (จ๊ะ)!!!

"ลิขิต จงสกุล"


ค่านิ้วกดปุ่ม รุมทึ้งขุมทรัพย์

วันที่ 7 พฤษภาคมนี้

ถ้าไม่มีโรคเลื่อนเกิดขึ้นอีก ก็จะได้เห็นหัวหน้าพรรคและแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 6 พรรค ที่ประกอบด้วย

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม หัวหน้าพรรคพลังประชาชน นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย นายสุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อุตสาหกรรม หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน

นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช และนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง เลขาธิการพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา

นั่งร่วมโต๊ะรับประทานอาหาร ปรึกษาหารือเกี่ยวกับเรื่องการยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550

และงานนี้ก็ฟันธงได้เลยว่า พรรคร่วมรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคพลังประชาชน จะต้องลุยแก้ไขรัฐธรรมนูญแน่ๆ

โดยไม่หวั่นไหวต่อเสียงคัดค้านต่อต้านจากฝ่ายใดทั้งสิ้น

แม้ที่ผ่านมาพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรค อย่างพรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดินยังมีความเห็นแตกต่างเกี่ยวกับ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับพิมพ์เขียว ของพรรคพลังประชาชนในบางมาตรา

แต่ในหลักการใหญ่ก็เห็นตรงกันทุกพรรคว่าจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเรื่องการยุบพรรค และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค 5 ปี ซึ่งเป็นอุปสรรคขวากหนามสำคัญของทุกพรรคการเมือง

เมื่อเป้าหมายใหญ่ตรงกัน การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญโดย 6 พรรคร่วมรัฐบาลต้องเกิดขึ้นแน่ๆ ส่วนการแก้ไขในประเด็นอื่นๆที่มีความเห็นแตกต่างค่อยไปว่ากันอีกทีในสภา

ที่สำคัญ ทางพรรคพลังประชาชนในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาล ได้มีการวางกรอบเวลาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเอาไว้แล้วว่า จะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการพิจารณาวาระแรก ก่อนปิดสมัยประชุมรัฐสภา ในวันที่ 19 พฤษภาคมนี้

ทุกอย่างจะราบรื่นดำเนินไปตามปฏิทินเวลาที่ได้กำหนดไว้หรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป

แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องเงื่อนเวลาคงไม่มีปัญหาอะไร

เพราะถึงแม้จะเข้าชื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ทันในสมัยประชุมนี้ ก็สามารถเปิดสมัยประชุมวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญได้อยู่แล้ว

แต่ปัญหาหลักน่าจะอยู่ที่การคุมเกมการแก้ไขรัฐธรรมนูญในรัฐสภามากกว่า

ล่าสุดได้เกิดปรากฏการณ์ กรณีที่นายยงยุทธ ติยะไพรัช ออกมาประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ได้เคยแสดงสปิริตมาแล้วด้วยประกาศขอยุติการปฏิบัติหน้าที่ ในตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเสนอเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิจารณา เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือแจกใบแดงนายยงยุทธ กรณีแจกเงินให้กลุ่มกำนันอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย

ทั้งนี้ในการแถลงลาออกจากตำแหน่งประธานสภาฯ นายยงยุทธได้ประกาศชัดเจนว่า

ขอลาออกจากตำแหน่งประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่จริงตั้งใจลาออกตั้งแต่วันที่ กกต.มีมติยื่นเรื่องให้ศาลฎีกา แต่ได้รับการทัดทานจากเพื่อนสมาชิกให้อยู่ในตำแหน่งไปก่อน

ซึ่งได้มาคิดไตร่ตรองถึงเหตุผลที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ไม่อยากให้มองเห็นว่าหัวหน้าฝ่ายนิติบัญญัติต้องไปยืนอยู่กลางศาลและถูกไต่สวน

เพราะเกียรติยศศักดิ์ศรีฝ่ายนิติบัญญัติจะกลายเป็นสิ่งที่ไม่สง่างาม สมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติคนอื่นก็ต้องมารับสิ่งเหล่านี้ด้วย

ยืนยันการลาออกครั้งนี้ไม่มีนัยทางการเมือง และไม่มีผลประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น

ปรากฏการณ์ครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม เป็นการแสดงสปิริตรอบที่ 2 ของนายยงยุทธ

อย่างไรก็ตาม ถ้ามองลึกลงไปในห้วงที่เกมแก้ไขรัฐธรรมนูญกำลังจะถูกขับเคลื่อน เข้าสู่กระบวนการพิจารณาในรัฐสภา

ก็ต้องยอมรับว่า การลาออกจากตำแหน่งประธานสภาฯของนายยงยุทธ ที่ต้องทำหน้าที่เป็นประธานรัฐสภาด้วยโดยตำแหน่ง มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ในการขับเคลื่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นอย่างยิ่ง

เพราะในขณะที่นายยงยุทธอยู่ในช่วง ยุติการปฏิบัติหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานรัฐสภา บุคคลที่ต้องทำหน้าที่แทนในตำแหน่งประธานรัฐสภา ก็คือ

นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ส.ว.ระบบสรรหา

ซึ่งก็ชัดเจนว่า ไม่ใช่คนสายตรงของรัฐบาลชุดนี้

การรับลูกส่งลูกในกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในรัฐสภา ที่มีประธานวุฒิสภาเป็นผู้ทำหน้าที่เป็นประธานรัฐสภา

อาจจะไม่คล่องตัวเท่ากับให้คนสายตรงของพรรคพลังประชาชน เข้ามานั่งเป็นประธานรัฐสภาคุมเกมแก้ไขรัฐธรรมนูญเอง

หากมองในมุมนี้ การลาออกจากประธานสภาผู้แทนราษฎรของนายยงยุทธ ก็เท่ากับ

เป็นการเปิดทางให้มีการเลือกประธานสภาฯคนใหม่ ที่เป็นเนื้อแท้ของพรรคพลังประชาชน

เข้ามาคุมเกมแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ลุล่วงเรียบร้อยไปด้วยความรวดเร็ว

ทั้งนี้ สำหรับกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่บัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญปี 2550 ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการแต่ละขั้นตอนไว้อย่างละเอียดชัดเจนว่า

ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต้องมาจากคณะรัฐมนตรี หรือ ส.ส. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวน ส.ส. ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาฯ หรือจาก ส.ส.และ ส.ว.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 5 หมื่นคนเข้าชื่อเสนอขอแก้ไข

โดยให้เสนอเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมและให้รัฐสภาพิจารณาเป็น 3 วาระ

การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่หนึ่ง ขั้นรับหลักการให้ใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผย และต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา

การออกเสียงลงคะแนนวาระที่สอง ขั้นพิจารณาเรียงลำดับมาตรา ให้ถือเอาเสียงข้างมากเป็นประมาณ เมื่อการพิจารณาวาระที่สองเสร็จสิ้นแล้วให้รอไว้ 15 วัน จากนั้นจึงให้รัฐสภาพิจารณาในวาระที่สาม

การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่สาม ขั้นสุดท้ายให้ใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผยและต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วย ในการที่จะให้ออกใช้เป็นรัฐธรรมนูญมากกว่ากึ่งหนึ่ง ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา

เมื่อหันกลับมาดูโครงสร้างจำนวนเสียง ในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาที่ประกอบเป็นรัฐสภา

สภาผู้แทนราษฎร มี ส.ส. 480 คน แบ่งเป็นฝ่ายรัฐบาล 6 พรรค มี 316 เสียง ประกอบด้วย พรรคพลังประชาชน 233 เสียง พรรคชาติไทย 34 เสียง พรรคเพื่อแผ่นดิน 24 เสียง พรรคมัชฌิมาธิปไตย 11 เสียง พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา 9 เสียง และพรรคประชาราช 5 เสียง ส่วนฝ่ายค้านหนึ่งเดียว พรรคประชาธิปัตย์ มี 164 เสียง

ในขณะที่วุฒิสภา มี ส.ว. 150 คน ประกอบด้วย ส.ว.ระบบสรรหา 74 คน และ ส.ว.จากการเลือกตั้ง 76 คน

สองสภารวมกัน 630 เสียง

การแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ทางฝ่ายรัฐบาลจะให้ ส.ส. จำนวน 1 ใน 5 ของสภาฯ หรือ 126 เสียง เข้าชื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ดังนั้น เมื่อคำนวณตามหลักเกณฑ์ตัวเลขในการลงคะแนนเสียง เห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระแรกและวาระที่สาม ที่กำหนดให้ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกของทั้งสองสภา

นั่นก็คือจะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 316 เสียง

เท่ากับจำนวนเสียงของ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล 6 พรรค พอดิบพอดี

แม้จะดูเหมือนเสียงปริ่มน้ำ แต่ในความเป็นจริงคงไม่ถึงกับปริ่ม เพราะยังมีเสียงของ ส.ว.บางส่วนที่เป็นพวกคอยเป็นตัวช่วย พร้อมที่จะเพิ่มคะแนนเสียงให้

อย่างไรก็ตาม “ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” ขอบอกว่า เมื่อดูจากจำนวนตัวเลขของ ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาลและแนวร่วม ส.ว.บางส่วนที่พร้อมให้การสนับสนุน

เส้นทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ดูแล้วน่าจะราบรื่น

แต่ในความเป็นจริง อาจจะไม่สะดวกง่ายดายอย่างที่คิด

เพราะต้องไม่ลืมว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกือบทั้งฉบับ โดยที่ผ่านมาก็ยังมีรายละเอียดในบางมาตรา และบทเฉพาะกาล ที่พรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเองยังมีความเห็นแตกต่าง

อีกทั้งยังมีแรงกดดันจากนอกสภาของฝ่ายที่คัดค้านต่อต้าน ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญคราวนี้

รวมไปถึงปัญหาต้นทุนทางสังคมของฝ่ายรัฐบาลเอง ที่ถูกมองว่ามุ่งเน้นแต่การแก้เกมการเมือง และการแก้ไขรัฐธรรมนูญปลดพันธนาการให้ตัวเอง

ไม่สนใจแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ปล่อยให้ปัญหาค่าครองชีพสูง ปัญหาข้าวของสินค้าราคาแพง จ่อคอหอยชาวบ้าน จนแทบหายใจไม่ออก

สิ่งเหล่านี้ อาจกลายเป็นแรงเสียดทานให้พรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคต้องคิดหนัก จนทำให้การโหวตแก้ไขรัฐธรรมนูญเกิดความไม่ราบรื่น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ มีเดิมพันสูง

เพราะเกี่ยวโยงกับการปลดล็อกแกนนำกลุ่มก๊วนที่ติดล็อกบ้านเลขที่ 111 การปลดล็อกคดีต่างๆของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวมไปถึงการปลดล็อกการอายัดขุมทรัพย์ เกือบ 6 หมื่นล้านบาท

ดังนั้น การโหวตแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อปลดล็อกสิ่งเหล่านี้ให้สำเร็จลุล่วง ย่อมจะต้องมีการต่อรองผลประโยชน์ต่างตอบแทนกันอย่างหนัก

และเมื่อถึงตอนนั้น

ทุกโหวต ทุกคะแนน ก็จะต้องมีค่า มีราคาสูง

ที่ผ่านๆ มาเคยมีเหตุการณ์ฝนตกห่าใหญ่ในการเลือกตั้ง

แต่คราวนี้ จะมีฝนห่าใหญ่ตกในสภา.

"ทีมการเมือง"


องค์กรสื่อฉะ 'สมัคร' ไม่เป็นมิตร

เมื่อวันที่ 3 พ.ค. ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ แห่งประเทศไทย องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนร่วมกันจัดงานวันสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนโลก โดย น.ส.บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์ อุปนายกฝ่ายบริหาร สมาคมนักข่าวฯ แถลงผลการวิจัยเรื่อง (วิ) วาทกรรมสมัครกับสื่อ มีสาระสำคัญสรุปว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ขาดความเข้าใจเรื่องบทบาท สถานภาพ และหน้าที่ของตัวเองและผู้อื่น เพราะนายสมัครมีกลวิธีการสื่อสารที่ไม่เป็นมิตรกับสื่อ ไม่ส่งเสริมประโยชน์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากข้อความที่สื่อได้จากการทำข่าวนั้นไม่สามารถสร้างผลประโยชน์หรือนำไปสู่กระบวนการการมีส่วนร่วมทางการเมือง และการตรวจ สอบรัฐบาลได้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ภาษาที่แสดงออกถึงความก้าวร้าว รุนแรง ดุเดือด เสียดสี ประชดประชัน นำไปสู่ความไม่เป็นมิตร ขาดความสุภาพ ขาดความน่าเชื่อถือ อีกทั้งจังหวะคำพูดสะท้อนให้เห็นว่า ต้องการปกปิดเบี่ยงเบนข้อเท็จจริง ให้ข้อมูลด้านเดียว พฤติกรรมการสื่อสารของนายสมัครแสดงถึงความเพิกเฉย ไม่สนใจคุณค่าของสื่อ ไม่เคารพศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของสื่อ

จิตแพทย์ห่วงประชาชนเสียสุขภาพจิต

ต่อมามีการอภิปรายเรื่อง “วิวาทกรรมสมัครกับสื่อ” โดย พญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล จิตแพทย์ ประจำสถาบันราชานุกูล กล่าวตอนหนึ่งว่า พฤติกรรมและบุคลิกภาพของนายสมัครในเรื่องการสื่อสาร ชี้ให้เห็นว่าไม่ได้เห็นคุณค่าของสื่อมวลชนในสังคมประชาธิปไตย บางครั้งยังส่อให้เห็นถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชน ถ้าจะวิเคราะห์โรคทางจิตก็ยังไม่สามารถทำได้ เพราะท่านไม่สมัครใจ แต่มองได้ว่าเป็นคนมีความมั่นใจว่าตัวเอง มีอำนาจมาก จึงกล้าที่จะดุด่าคนอื่น และเมื่ออยู่ในสถานการณ์กดดันก็จะใช้วิธีรุนแรงโต้กลับเพื่อให้ตัวเองหลุดจากตาจน ดังนั้น ถ้าปล่อยให้นายสมัครปล่อยวาทกรรมแบบนี้ต่อไป จะก่อให้เกิดความรุนแรงในสังคมขึ้นได้ไม่ดีต่อสุขภาพจิตของประชาชน ฝ่ายที่เชียร์จากที่รักจะทำให้หลงมากยิ่งขึ้น ส่วนฝ่ายที่ไม่ชอบก็จะหงุดหงิด

สร้างค่านิยมใหม่ไม่บอกความจริง

ขณะที่นายสมชาย ภคภาสนวิวัฒน์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เอกลักษณ์ ของนายสมัครชี้ให้เห็นว่า 1. การตอบคำถามสื่อเป็นประเด็นกว้างๆ มีโลกทัศน์การเมืองสมัยเก่าแบบภาคเกษตรกรรม ทั้งที่สังคมอยู่ในยุคไอที การเลี่ยงตอบคำถาม หรือตอบไม่ตรงคำถาม อาจมีสาเหตุมาจากที่ไม่มีข้อมูลเพียงพอ ไม่ได้ทำการบ้านมา อีกทั้งพฤติกรรมของนายสมัครอธิบายโครงสร้างของนายสมัครที่อยู่ภายใต้ โครงสร้างทวิภาคของพรรคพลังประชาชน มี 2 หัว หัวที่เป็นทางการไม่มีอำนาจ หัวที่ไม่เป็นทางการกลับมีอำนาจมากกว่า ดังนั้น การตอบคำถามบางประเด็นอาจกระทบอำนาจที่ไม่เป็นทางการนั้น 2. ภาพลักษณ์ของนายสมัครและภาพลักษณ์ของรัฐบาล หากจะเปรียบเป็นสินค้าถือว่ามีมูลค่าลดลง ทำให้นายสมัครมีอำนาจต่อรองน้อยลง 3. ค่านิยม นายสมัครสร้างสิ่งสะท้อนไปสู่สังคมที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง สร้างค่านิยมใหม่คือการบอกปัด ไม่ตอบคำถาม ค่านิยมไม่บอกความจริง ที่จะนำไปสู่ความไม่โปร่งใสและการแบ่งขั้ว ทำให้สื่อถูกมองว่าไม่เป็นกลาง สุดท้ายประชาชนแบ่งขั้ว นำไปสู่ความรุนแรง

วอนหยุดฟ้องหมิ่นประมาทปิดปากสื่อ

จากนั้นตัวแทนองค์กรสื่อร่วมกันอ่านแถลงการณ์ เนื่องในวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก มีใจความว่า ขอเรียกร้องรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมหรือจำกัดสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนดังนี้ คือ 1. รัฐธรรมนูญบัญญัติรับรองเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชน แต่รัฐบาลภายใต้การนำของนายสมัคร สุนทรเวช กลับมีบรรยากาศของการคุกคาม บิดเบือน ชวนทะเลาะถือเป็นการคุกคามรูปแบบใหม่ด้วยคำพูดก้าวร้าว หยาบคาย เพื่อลดความน่าเชื่อถือของสื่อ 2. กรณีนายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีนโยบายจัดระเบียบสื่อวิทยุ โทรทัศน์ และยังมีเจตนาแอบแฝงเพื่อให้สื่อวิทยุโทรทัศน์อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลต่อไป 3. ขอให้นักการเมือง ผู้มีอำนาจ และบริษัทข้ามชาติยุติการใช้กฎหมายหมิ่นประมาทฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งเป็นเครื่องมือปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของสื่อ

อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ


ชิงเก้าอี้ประธานสภาฯ

3 พ.ค.-หลังการลาออกจากตำแหน่งประธานรัฐสภาของนายยงยุทธ ติยะไพรัช มีหลายรายชื่อที่ถูกเสนอขึ้นมา อย่างไรก็ตาม รายชื่อประธานสภาฯ คนใหม่จะมีความชัดเจนในวันที่ 6 พฤษภาคม นี้ แต่ที่น่าติดตามคืองานนี้มีใบสั่งอย่างที่มีการวิเคราะห์หรือไม่.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-05-03 19:18:37


มท.1 แจงบุคลิกนายกฯ เป็นคนตรงไปตรงมา

3 พ.ค.-รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ชี้แจงว่า บุคลิกของนายกรัฐมนตรี เป็นคนตรงไปตรงมา และเปิดเผย จนอาจถูกมองว่าเป็นคนรุนแรง และยืนยันว่าไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย เห็นว่าการให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรี ที่พูดเสียงดังและตรงไปตรงมา เป็นนิสัยปกติของนายกรัฐมนตรี ที่เป็นคนเปิดเผยไม่เสแสร้งหรือสร้างภาพ บุคลิกดังกล่าวไม่น่าจะมีปัญหาต่อการทำงาน และเห็นว่าคำพูดที่ใช้ไม่ได้หยาบคายดังเช่นที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้ขอร้องให้นายสมัคร สุนทรเวช ทบทวนพฤติกรรมการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-03 19:15:00


ร.ต.อ.เฉลิม พร้อมแจงเหตุผลแก้รัฐธรรมนูญในสภา

พรรคพลังประชาชน 3 พ.ค. - “ร.ต.อ.เฉลิม” เชื่อพรรคร่วมรัฐบาลหาข้อยุติเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญร่วมกันได้ ยืนยันไม่ต้องการยุบองค์กรอิสระ เพื่อหนีความผิด แต่ไม่เห็นด้วยกับที่มาของชุดปัจจุบัน พร้อมแจงทุกเรื่องในสภา และไม่กลัวฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์ระบุว่าสมาชิกพลังประชาชนปล่อยข่าวว่า กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ถูกใบแดงและถูกยุบ เพื่อเป็นเงื่อนไขให้สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าคนละเรื่อง ข้อเท็จจริงคือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เชิญนายวิฑูรย์ นามบุตร ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติม จึงมีคนมาลือว่าให้ใบแดง เรื่องนี้เป็นเรื่องของพรรคประชาธิปัตย์ หากจะแก้รัฐธรรมนูญ ขณะนี้เสียงพวกตนพออยู่แล้ว

ต่อข้อถามว่า ส่วนกรณีที่พรรคเพื่อแผ่นดินอาจจะไม่สนับสนุนให้แก้ ม. 309 ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า เรื่องนี้ยังพูดไม่ได้ เพราะยังยกร่างแก้ไขไม่เรียบร้อย แม้แต่นายธีรยุทธ บุญมี อาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์และมานุษยวิทยาก็อวดรู้ว่าแก้รัฐธรรมนูญจะเกิดวิกฤติ นายธีรยุทธรู้หรือไม่ว่าจะแก้มาตราอะไร เพราะขณะนี้ยังไม่มี ยังไม่ได้เขียนอะไร เป็นเพียงความคิดนอกรอบ ต้องรอดูว่ายกร่างเสร็จจะแก้อย่างไร ว่าจะเอารัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นฐาน หรือเอารัฐธรรมนูญปี 2550 ใส่ไปบ้าง ส่วนการแก้ไข ม.237และ ม.309 มีเหตุผลอย่างไร การแก้บทเฉพาะกาลเป็นอย่างไร เรื่องนี้ต้องรอให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนำเสนอก่อน แล้วรอให้อภิปรายประกอบด้วยเหตุผล จึงมาประท้วงคัดค้าน ในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาล เชื่อว่าสุดท้ายหาข้อยุติร่วมกันได้ และไม่เกิดความวุ่นวาย เพราะที่ผ่านมาก็เคยมีการแก้รัฐธรรมนูญกันมาแล้วถึง 18 ฉบับ

“ขอถามหน่อย ในการแก้รัฐธรรมนูญพรรคพลังประชาชนให้คงองค์กรอิสระไว้ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. กกต. ศาลรัฐธรรมนูญ และหรือสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน เพียงแต่เราไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมการที่เป็นอยู่ เพราะมาจากแต่งตั้งของคณะปฏิวัติ จึงให้สรรหามาใหม่ ไม่ใช่คนที่อยู่ตอนนี้หากออกไปแล้วจะไม่มีคนอื่นมาทำหน้าที่แทน มันเป็นคนละเรื่อง ไปนำเสนอข่าวกันว่าพลังประชาชนจะยุบองค์กรอิสระ หนีความผิด พูดได้อย่างไร เรื่องนี้ผมจะอภิปรายในสภา ก็จะเรียบร้อยหมด” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

ส่วนที่มีข่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์จะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ มีความกังวลหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า “ไม่กังวล แต่นอนไม่หลับเพราะกลัวยื่นไม่จริง” และมั่นใจว่าจะชี้แจงได้ทุกเรื่อง ส่วนจะตอบโต้ประเด็นไหนก็ขึ้นอยู่กับเรื่องที่จะอภิปราย นานๆ จะเจอรัฐบาลที่ไม่กลัวพรรคประชาธิปัตย์ นอกนั้นพรรคประชาธิปัตย์ เป็นเจ้าของสภามาตลอด รัฐบาลชุดนี้จะขอเฉลี่ยความเป็นเจ้าของสภา.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-03 18:36:54


ร.ต.อ.เฉลิม เตรียมขอ ประชาเลิกระดมคนชนม็อบพันธมิตรฯ

พรรคพลังประชาชน 3 พ.ค.-“ร.ต.อ.เฉลิม” พบสมาชิกพลังประชาชนภาค กทม. เสนอ 4 แนวทางเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองของกทม. เพื่อความโปร่งใสตรวจสอบได้ พร้อมขอมติที่ประชุมเพื่อขอ “ประชา ประสพดี” ให้ยุติระดมคนเคลื่อนไหวชนกลุ่มพันธมิตรฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 14.00 น.พรรคพลังประชาชน ภาคกทม.จัดสัมมนาเรื่อง “การบริหารจัดการภาคกทม.” โดยผู้ที่เข้าร่วมการสัมมนาประกอบด้วย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) สมาชิกกรุงเทพมหานคร (ส.ก.) สมาชิกสภาเขต (ส.ข.) และอดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม. พรรคพลังประชาชน โดยมีนายสุวัฒน์ วรรณศิริกุล ประธานคณะกรรมการประสานงานภาค กทม.เป็นประธานการประชุม และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มาร่วมบรรยาย โดยกล่าวในตอนหนึ่งว่า สมัยที่เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เคยเสนอให้พรรคผลักดัน พ.ร.บ.เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการ กทม. แต่ก็ได้รับการคัดค้าน ซึ่งเป็นความตั้งใจมานานที่อยากจะเปลี่ยนแปลง กทม. เพราะการบริหาร กทม.เปรียบเหมือนการบริหารอำนาจ 3 ส่วน คือส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ทั้งยังมีงบประมาณจำนวนมากโดยมีผู้ว่าฯ กทม.เป็นเหมือนนายกรัฐมนตรี

“ที่ผ่านมาภารกิจของผู้ว่าฯ กทม. มีจำนวนมาก แต่การบริหารงบประมาณขาดธรรมาภิบาล และความโปร่งใสในการตรวจสอบ จึงขอเสนอแนวทางเปลี่ยนแปลงการบริหารราชการ กทม.โดยควรจัดตั้งกระทรวงนครหลวงจำนวน 50 เขต รวมเขตรอบตะเข็บปริมณฑลบางส่วนมาเป็นเขต กทม.ด้วย มีรัฐมนตรีเป็นผู้บริหารจัดการ และเมื่อมีการเพิ่มเขตปกครอง นายกเทศบาลแต่ละเขตก็ต้องมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งเรื่องนี้เคยคิดร่วมกับนายพิจิตต รัตตกุล สมัยที่ตนเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นอกจากนี้ ควรแบ่งพื้นที่ กทม.ออกเป็น 4 ส่วน คือ ฝั่งพระนคร 3 ส่วน ฝั่งธนบุรี 1 ส่วน ซึ่งอาจมีการเลือกตั้งผู้ว่า ฯ ให้ดูแลจำนวน 4 คน การจัดตั้งเทศบาลนครหลวงจำนวน 12-50 เขต ตามเกณฑ์ประชากร เพื่อกระจายอำนาจให้ประชาชนได้เลือกผู้ปกครอง และมีความใกล้ชิดกับผู้บริหารมากขึ้น รูปแบบการจัดตั้งกระทรวงเหมือนการปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งประเทศ ซึ่งข้อเสนอนี้จะให้ภาค กทม.ของพรรคหารือกันว่าเห็นด้วยกับแนวคิดนี้หรือไม่ นอกจากนี้ ภาค กทม.ต้องส่งตัวแทน ไปดูติดตามดูงานที่กระทรวงมหาดไทย เพื่อที่จะได้รับทราบภาพรวมของ กทม.ด้วย”ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยที่จะมีการเคลื่อนไหวเอาม็อบมาชนม็อบและทราบว่าสมาชิก กทม.เห็นด้วยกับตนแน่ และวันนี้จะได้เจอนายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ ในฐานะโฆษกกลุ่มมหาประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งจะขออ้างมติภาค กทม.ที่เห็นว่าไม่สมควรจัดม็อบชนม็อบ ขอให้นายประชายุติการจัดการชุมนุม แต่แสดงความเห็นได้ ทั้งนี้ รัฐบาลมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย หากชุมนุมกัน จะทำให้มีการนำไปเป็นข้ออ้างเหมือนวันที่ 19 กันยายน 2549 อีก

ร.ต.อ.เฉลิม ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม ว่าจะขอร้องนายประชา เพราะเกรงว่าจะเกิดการปะทะกันระหว่างประชาชน ว่าส่วนตัวไม่เห็นด้วยที่จะจัดประชาชนมาเผชิญหน้าแล้วนำไปสู่การทะเลาะกัน จะไม่ยอมให้มีเด็ดขาด จึงได้ขอมติสมาชิกในเขต กทม.ว่าแนวคิดนี้ถูกต้องหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องคุยกันในพรรค ไม่ใช่พบในฐานะ รมว.มหาดไทย เมื่อสมาชิกของ กทม.เห็นด้วยก็จะนำเรื่องนี้บอกกับนายประชา ซึ่งจะพบกันในงานที่วัดสวนส้ม ก็จะขอร้องนายประชา ว่าหากจะเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้นตนเห็นด้วย แต่ขออย่านัดชุมนุมหรือพาประชาชนเข้ามาต่อต้านกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มั่นใจว่าพูดกันรู้เรื่อง

ต่อข้อถามว่า การประกาศต่อสู้กันแบบตาต่อตาฟันต่อฟันจะทำให้เกิดผลกระทบอะไรหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ตาต่อตาฟันต่อฟัน หมายถึงการต่อสู้กันทางความคิด ถ้าพันธมิตรพูดมาไม่ถูกเราก็ต้องตอบโต้ เป็นการแสดงความคิดเห็น จะให้พันธมิตรพูดอยู่ฝ่ายเดียว คนฟังบ่อยๆ ก็จะเชื่อ อะไรที่ไม่จริงต้องตอบโต้ ในเรื่องการแสดงความคิดเห็น ไม่ใช่กรณีเอาประชาชนมาปะทะกัน. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-03 18:24:59