WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, May 4, 2008

พ.ต.ท.ทักษิณ แจงแฟนคลับเป็นคนทำธง

สนามบินสุวรรณภูมิ 4 พ.ค.- “พ.ต.ท.ทักษิณ” เดินทางกลับประเทศไทยแล้ว ชี้แจงปัญหาธงชาติไทยที่ปักคำว่า “THAKSIN” แฟนคลับเป็นคนทำ และนำมาติดขณะกำลังแข่งขัน แต่เมื่อเห็น ก็ให้เจ้าหน้าที่ไปบอก และเอาลงทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15.00 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางกลับจากกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ พร้อมด้วยนายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาว โดยมีอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย อาทิ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา นายเนวิน ชิดชอบ และนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มาต้อนรับ

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวถึงกรณีที่แฟนบอลอังกฤษนำธงชาติไทยปักชื่อ “THAKSIN” ไปติดที่สนามฟุตบอลซิตี้ ออฟ แมนเชสเตอร์ สเตเดียม ประเทศอังกฤษ ว่า ขอแสดงความเสียใจต่อแฟนคลับ เรื่องราวทั้งหมด แฟนคลับที่เป็นชาวอังกฤษ ทำธงดังกล่าวขึ้นมา ด้วยความรักประเทศไทย และความรักสโมสร แต่พอรู้ว่ามีเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ก็รู้สึกเสียใจ และฝากแสดงความเสียใจมาด้วย เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องของวัฒนธรรม ที่ทางประเทศอังกฤษไม่ถือ จึงไม่รู้ และทำไปด้วยความปรารถนาดี แต่เมื่อให้เจ้าหน้าที่ไปแจ้ง แฟนคลับเหล่านั้น ก็เสียใจและเอาธงชาติออกทันที

ต่อข้อถามว่าจะชี้แจงเรื่องนี้ให้นายกรัฐมนตรีทราบหรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า คงต้องอธิบายให้ฟัง ต่อข้อถามว่าตอนที่แฟนบอลเอาธงชาติมาติด เห็นหรือไม่ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ช่วงนั้นเป็นช่วงที่บอลกำลังแข่ง และเมื่อให้เจ้าหน้าที่ไปบอกถึงเหตุผล ทางแฟนคลับก็เข้าใจ.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-04 16:33:05




ส่อยุบพรรคปชป.หลักฐานวิดีโอมัดรองหัวหน้า‘วิฑูรย์’

“ประชา” เผย กกต.อุบลฯ มีมติแจกใบแดง 2 ส.ส.ประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย “วิฑูรย์ นามบุตร” รองหัวหน้าพรรค ฐานติดสินบนหัวคะแนน คาด กกต.กลางเรียกแจงเร็วๆ นี้ เชื่อ ปชป.โดนยุบพรรคแน่ เย้ย “ชวน”โดนกับตัวเองรู้สึกอย่างไร

นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน เปิดเผยเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ที่ผ่านมาว่า ขณะนี้ กกต.จ.อุบลราชธานี ได้ส่งหนังสือถึง กกต.กลาง แจ้งว่ามีมติแจกใบแดงให้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เขต 1 จำนวน 2 คนคือ นายวุฒิชัย นามบุตร นายศุภชัย ศรีหล้า รวมทั้ง นายวิฑูรย์ นามบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ส.ส.ระบบสัดส่วนแล้ว

โดย กกต.จ.อุบลราชธานี ลงมติให้ใบแดง 4 คน งดออกเสียง 1 คน หลังจากได้รับหลักฐานเป็นบันทึกเทปวิดีโอ ที่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์พาหัวคะแนนเข้าไปทำทีดูหนังในโรงภาพยนตร์เนวาด้า แล้วก็มีการสัญญาว่าจะให้ รวมทั้งแจกเงิน แจกสิ่งของ อย่างชัดเจน โดย กกต.จ.อุบลราชธานี ส่งเรื่องถึง กกต.กลางเมื่อวันที่ 29 เม.ย.ที่ผ่านมา และเข้าใจว่า กกต.กลางอยู่ระหว่างเรียก ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เข้าชี้แจง ทั้งนี้ตนจะนำชาร์ต นำข้อมูลมาเสนอต่อสาธารณะอีกครั้ง

นายประชา กล่าวว่า ส่วนตัวเชื่อมั่นในความเที่ยงธรรมของ กกต. กรณีนี้มีหลักฐานชัดเจนก็น่าจะตัดสินยืนตามความเห็นของ กกต.จังหวัด หวังว่า จะไม่ใช่แค่ใบเหลืองเหมือนที่ จ.เพชรบูรณ์

ก่อนหน้านี้ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ออกมากล่าวหาว่า แก้รัฐธรรมนูญเพื่อตัวเอง จน นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชาชน โต้ตอบว่า นายชวนไม่โดนกับตัวเองจึงไม่รู้สึก อยากถามว่าวันนี้พรรคประชาธิปัตย์รู้สึกอย่างไร โดนเหมือนๆ กันแล้ว รองหัวหน้าพรรค กำลังจะถูกใบแดงจะต้องโดนยุบพรรคจะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อตัวเองหรือไม่

ขณะเดียวกันแหล่งข่าวระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์มีความพยายามที่จะปรับลดจำนวนกรรมการบริหารพรรค ที่ส่อว่าอาจจะทำไปเพื่อหลบหนีกรณีดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตาม มติในการปรับโครงสร้างกรรมการบริหารพรรคจากเดิม 49 คน เหลือ 19 คน จากการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2550 เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2551 ที่ผ่านมา ยังไม่ได้รับการรับรองจาก กกต. ในขณะนี้ นายวิฑูรย์ นามบุตร จึงยังคงเป็นรองหัวหน้าพรรคอยู่



‘เหวง’ซัดกกต.ตะแบงจี้แจงบัตรเกิน44ล.

* ‘ดีเอสไอ’จ่อออกหมายเตือนหากไม่ร่วมมือ
“หมอเหวง” ซัด กกต.ตะแบงหาเหตุไม่ให้ข้อมูลทุจริตพิมพ์บัตรเลือกตั้ง อ้างมั่วดีเอสไอไม่มีอำนาจสอบ ระบุส่อพิรุธชัดเจน พร้อมจี้ให้เร่งออกมาชี้แจงรายละเอียดพิมพ์บัตรที่เกินจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งถึง 44 ล้านใบ และต้องยืนยันให้ชัดว่าบัตรยังอยู่ครบเพราะส่อเกี่ยวโยงถึงทุริตเลือกตั้ง ด้าน “ธาริต” สุดทน เปิดแถลงข่าวพร้อมแฉหลักฐาน ชี้ที่ผ่านมา กกต.ไม่เคยให้ความร่วมมือแต่กลับอกมาให้ข่าวสร้างความสับสน ตอกกลับการแยกพิมพ์บัตรตามที่ กกต.อ้าง ยิ่งทำให้น่าสงสัย

หลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาเล่นแง่ ไม่ให้ความร่วมมือกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กรณีมีผู้ร้องเรียนส่อทุจริตพิมพ์บัตรเลือกตั้ง โดยพยายามเบี่ยงเบนประเด็นว่าดีเอสไอ ไม่มีอำนาจในการสอบสวนเรื่อวดังกล่าว และยังระบุว่าเป็นเรื่องมีความพยายามดิสเครดิต กกต. นั้น

ในวันที่ 1 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ รองอธิบดีดีเอสไอ ได้เปิดแถลงข่าวยืนยันอำนาจการนสอบสวน โดยระบุด้วยว่า ภายหลังดีเอสไอเข้าตรวจสอบข้อร้องเรียนเรื่องการทุจริตพิมพ์บัตรเลือกตั้ง การพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินเป็นจำนวนมาก และการจัดการเลือกตั้งโดยทุจริต ดีเอสไอได้ขอความร่วมมือจาก กกต.ให้ช่วยจัดส่งเอกสารต่างๆมาให้ดีเอสไอตรวจสอบ แต่ปรากฏว่าผู้บริหารระดับสูงของ กกต.กลับให้ข่าวต่อสื่อมวลชนว่าดีเอสไอไม่มีอำนาจสอบสวนคดี เพราะวงเงินในการจัดซื้อจัดจ้างในการพิมพ์บัตรเลือกตั้งต่ำกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งการให้ข่าวดังกล่าวทำให้สาธารณชนเกิดความสับสน และส่งผลเสียหายต่อการปฏิบัติงานของพนักงานสอบสวนดีเอสไอ จึงจำเป็นต้องแถลงข่าวเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมด

นายธาริต กล่าวอีกว่า ขณะนี้มีผู้ร้องเรียนให้ดีเอสไอตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.หลายเรื่อง ซึ่งผลการตรวจสอบพบว่า มีพยานหลักฐานเพียงพอให้น่าเชื่อว่ามีการจัดซื้อจัดจ้าง โดยให้โรงพิมพ์ของเอกชนพิมพ์บัตรเลือกตั้งให้ กกต.นั้น เป็นการดำเนินการในคราวเดียว มีการใช้งบประมาณเกินกว่า 100 ล้านบาท แต่ได้มีการแบ่งซื้อแบ่งจ้าง แยกทำสัญญาให้วงเงินต่ำกว่า 100 ล้านบาท เป็นผลให้อำนาจการสั่งซื้อสั่งจ้างเปลี่ยนแปลงไปด้วย ซึ่งน่าเชื่อว่าเป็นความผิด ดีเอสไอต้องถือเอาวงเงินรวมที่เจตนาจัดซื้อจัดจ้างในคราวเดียวเป็นหลัก ซึ่งเป็นแนวทางที่ถูกต้องในการสืบสวนสอบสวนคดีเกี่ยวกับการฮั้วประมูลอื่นๆ ที่ดีเอสไอรับผิดชอบอยู่เป็นจำนวนมาก จึงขอยืนยันว่ากรณีการกล่าวหาว่ามีการฮั้วประมูลพิมพ์บัตรเลือกตั้งเป็นคดีพิเศษที่ดีเอสไอมีอำนาจสอบสวนตามพ.ร.บ.สอบสวนคดีพิเศษ

ทั้งนี้อยากขอความร่วมมือจาก กกต.ให้ยุติการโต้แย้งเรื่องอำนาจหน้าที่ และหันมาร่วมมือกับดีเอสไอ ด้วยการจัดส่งเอกสารหลักฐาน และเข้าให้ข้อมูลตามที่ดีเอสไอร้องขอ เพื่อพิสูจน์ความจริงให้สาธารณชนได้รับทราบ อย่างไรก็ตาม หาก กกต.ไม่ให้ความร่วมมือตามคำร้องขอของดีเอสไอ ก็จำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมาย เช่น ออกหมายเตือนให้ปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานสอบสวน

“กกต.เป็นองค์กรอิสระและมีเกียรติ แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นอิสระจากการตรวจสอบ อยากให้เข้าใจด้วยว่า ดีเอสไอมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบด้านการตรวจสอบ ผมจึงอยากขอร้องให้ผู้ใหญ่ของ กกต.ให้ความร่วมมือกับดีเอสไอ เพื่อพิสูจน์ความจริงให้สาธารณชนได้รับทราบ และขอยืนยันอีกครั้งว่าดีเอสไอไม่ได้เป็นเครื่องมือของฝ่ายใดเพื่อการกลั่นแกล้ง”

นายธาริต กล่าวอีกว่า สำหรับความคืบหน้าในการสอบสวนคดีทุจริตการเลือกตั้งจากการพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินจำนวนผู้มีสิทธิลงคะแนนเป็นจำนวนมากนั้น ดีเอสไอได้สอบปากคำผู้เกี่ยวข้องบางส่วนแล้ว เช่น โรงพิมพ์ของเอกชน บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด (มหาชน) และพยานบุคคลอีกหลายปาก เพื่อรวบรวมข้อมูลว่าบัตรเลือกตั้งที่พิมพ์เกินถูกนำออกไปนอกหน่วยเลือกตั้งได้อย่างไร

นอกจากนี้ในการประชุมร่วมระหว่างพนักงานสอบสวนกับ นายยุวรัตน์ กมลเวชช และนายโคทม อารียา อดีต กกต. ในฐานะที่ปรึกษาคดีพิเศษ ได้ให้คำแนะนำว่า ก่อหน้านี้ กกต.เคยพิมพ์บัตรพอดีกับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และพิมพ์เกินเล็กน้อย กรณีที่การพิมพ์บัตรเกินจำนวนมากควรรับฟังเหตุผลของ กกต.ชุดปัจจุบันว่า มีเจตนา เหตุผลอย่างไร โดยพยานแวดล้อมจะมีความสำคัญมาก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รองอธิบดีดีเอสไอได้นำประกาศสำนักงาน กกต. เรื่องการประกวดราคาจ้างพิมพ์บัตรเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ.2550 ซึ่งลงนามโดย นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. มาประกอบการแถลงข่าวด้วย โดยเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารชิ้นหนึ่งที่ดีเอสไอขอให้ กกต.จัดส่งมาให้ตรวจสอบ แต่ กกต.ไม่ยินยอมส่งเอกสารตามคำร้องขอ

ซึ่งเนื้อหาของประกาศดังกล่าวระบุว่า กกต. มีความประสงค์จะประกวดราคาพิมพ์บัตรเลือกตั้ง 4 รายการ ได้แก่ บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต จำนวน 50,270,000 ฉบับ บัตรเลือกตั้งแบบสัดส่วน จำนวน 55,170,000 ฉบับ ตัวอย่างบัตรเลือกตั้งจำนวน 5 ล้านฉบับ และบัตรทาบบัตรเลือกตั้งสำหรับผู้พิการทางสายตา จำนวน 177,000 แผ่น รวมวงเงินทั้งสิ้น 130,736,000 บาท

ต่อมา นายวัฒนา เซ่งไพเราะ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.กทม.เขต 8 พรรคพลังประชาชน ได้เข้าพบรองอธิบดีดีเอสไอ เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษให้ตรวจสอบการทำงานของ กกต. กรณีที่นายวัฒนาเข้าร้องคัดค้านผลการเลือกตั้งตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม ที่ผ่านมา เนื่องจากพบหลักฐานการกระทำความผิดกฎหมายเลือกตั้งของผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ ได้แก่ การติดป้ายหาเสียงก่อน กกต.ประกาศพื้นที่สำหรับติดป้ายหาเสียง การติดป้ายหาเสียงในหมู่บ้านจัดสรรซึ่งเป็นสถานที่ของเอกชน และการให้สัมภาษณ์ผ่านรายการโทรทัศน์มีเนื้อหาใส่ความไม่ให้ประชาชนลงคะแนนเลือกผู้สมัครพรรคพลังประชาชน ซึ่งขณะนี้เวลาผ่านมานาน 4 เดือน ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ทั้งที่กฎหมายเลือกตั้งเป็นกฎหมายพิเศษ ซึ่งจะต้องตรวจสอบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งอย่างเร่งด่วน

ด้าน นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำสมาพันธ์ประชาธิปไตย ที่เคยยื่นหนังสือต่อ กกต. ให้ชี้แจงเรื่องดังกล่าว ได้กล่าวถึงกรณีที่ กกต. ให้ฝ่ายกฏหมายตรวจสอบอำนาจของดีเอสไอ ในการสอบสวนเรื่องการจัดจ้างพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ว่าประการแรกเรื่องนี้ทำให้หลายคนสงสัยว่า กกต.มีสิ่งอะไรเป็นพิรุธหรือไม่ ซึ่งถ้า กกต.บริสุทธิ์ใจจริง ก็ไม่ควรที่จะหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากหน่วยงานอื่น

ส่วนประการที่สอง ส่วนตัวจากที่ได้มีการพิจารณาจากกฎหมายแล้ว ดีเอสไอมีอำนาจที่พิจารณาตรวจสอบเรื่องนี้ได้ ฉะนั้นการที่ กกต.ออกมาปฏิเสธเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่สุจริตใจ คือหากว่าเรื่องนี้ กกต.ไม่เกี่ยวข้องก็ไม่ควรที่จะมาแสดงพฤติกรรมที่เกรงกลัวการตรวจสอบ

ในเมื่อ กกต.เคยทำหน้าที่ตรวจสอบพรรคการเมือง ตรวจสอบ ส.ส.มาเพื่อให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรม แต่มีผู้มาร้องเรียนขอตรวจสอบ กกต.บ้างกลับออกมาโวยวายแบบนี้มันแปลก ทำให้ทุกฝ่ายคิดว่ามีเจตนาอะไรซ่อนเร้นหรือเปล่า

นพ.เหวง กล่าวต่ออีกว่า เรื่องที่หลายฝ่ายคลางแคลงใจอีกเรื่องคือ อยากจะท้วงถามถึงเรื่องบัตรเลือกตั้งที่พิมพ์เหลืออีก 44 ล้านใบ จากการคำนวณการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง คือ 55 บวก 53 เป็นตัวเลขที่ต้องพิมพ์บัตร 108 ล้านใบ แต่มีการใช้ไป 64 ล้านใบ ยังเหลืออีก 44 ล้านใบ

ฉนั้น กกต.ควรจะนำเอาบัตรที่เหลือออกมาแสดงให้สาธารณะชนได้ทราบ ซึ่งม่ควรปล่อยให้เนินนานขนาดนี้ เพราะห่างจากวันเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 จนถึงวันนี้เป็นเวลา 4 เดือนกว่าแล้ว ตรงนี้ถึงคราวที่จะนำมาแก้ข้อกล่าวหาว่าบัตรเลือกตั้งที่เหลือยังอยู่ครบถ้วน แต่ถ้ามีอยู่ไม่ครบ 44 ล้านใบต้องแถลงให้ชัดเจนว่าหายไปไหนเอาไปทำอะไร ซึ่ง กกต.ต้องทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง ถ้าตอบไม่เรื่องไม่ได้ก็จะก่อให้เกิดความน่าสงสัยว่า กกต.ทำอะไรบัตรเลือกตั้งที่เหลือ

ในส่วนของเรื่องการพิมพ์เลือกตั้งล่วงหน้า ที่มีการพิมพ์มากเกินความจำเป็น ก็เป็นข้อสัเกตอีกอย่างว่าทำไมต้องพิมพ์มากขนาดนั้น ซึ่งตนยังมีข้องกังขาอยู่อีกมากถึงแม้ว่า กกต.ได้ออกมาชี้แจงให้ทราบแล้ว ซึ่ง ดร.โคทม อารียา และ นายยุวรัตน์ กมลเวชช อดีต กกต. ก็ยังออกมากล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า โดยทั่วไปนั้นจะมีการพิมพ์แค่พอดีจำนวน

แต่ถ้าหากว่าจะมีส่วนที่เกินก็จะมีเพียงแค่ 5% เท่านั้น แต่หากลองคำนวณดู เอาจำนวนประชากรผู้มีสิทธิ 45 ล้านคน และมีการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง 53 ล้านใบ ซึ่งจะเกินมาตั้ง 8 ล้านใบ คิดเป็น 10% ซึ่งมันเกินความจำเป็น เรื่องนี้ถึงมีการอธิบายมาก็คงฟังไม่ขึ้น

หรือหากว่านับการพิมพ์บัตร ส.ส.สัดส่วน 53 ล้านใบ พิมพ์เกิน 10 ล้านใบ คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ ก็อยู่ที่ 15 % เรื่องนี้มันแย้งกับที่ดร.โคทมและนายยุวรัตน์กล่าวไว้ แลัวทำไมทั้ง 2 ท่านถึงทำได้

แต่ถ้าหากจะอ้างว่า มีการเลือกตั้งล่วงหน้า เลือกตั้งในเขตและนอกเขตหรือจะที่เป็นเลือกตั้งต่างประเทศจำนวนจริงก็ประมาณ 2 ล้านคนเท่านั้น แต่กลับมีการพิมพ์เพิ่มมาตั้ง 8 ล้านใบ

เมื่อเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาคงต้องทำให้หลายฝ่ายเข้าใจด้วย

ส่วนเรื่องที่ด้าน กกต.มีการแบ่งให้มีการจัดจ้างสถานที่พิมพ์บัตรเลือกตั้งออกเป็นหลายแห่ง เรื่องนี้อาจพอฟังได้ถ้ามองในแง่ที่ว่าต้องการความรวดเร็วในการพิมพ์ แต่ถ้าหากว่ามีการบริหารจัดการดีๆ ก็สามารถมีการพิมพ์ให้เสร็จได้ภายในสถานที่พิมพ์แห่งเดียว เพราะฉะนั้นการไปแยกออกไปพิมพ์ในหลายส่วนทำให้ดูแล้วเกิดข้อพิรุธได้ จากที่มีการอธิบายจาก กกต.มาว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน แต่ว่าโดยดูจากประสิทธิภาพของโรงพิมพ์แล้วเชื่อได้ว่าน่าจะสามารถทำให้เสร็จได้ภายในที่แห่งเดียว

นพ.เหวง กล่าวงด้วยว่า อยากเรียกร้องให้ กกต.ออกมาชี้แจงเรื่องบัตรเลือกตั้งที่มีการพิมพ์เหลือ 44 ล้านใบว่าอยู่ที่ไหนและอยากให้นำออกมาเพื่อแก้ข้อกังขาเพื่อให้เกิดความสบายใจของทุกฝ่าย ซึ่งถ้าหากว่าไม่สามารถชี้แจงเรื่องนี้ได้ ก็คงอาจเกิดคำถามต่อว่าบัตรเลือกตั้งที่เหลือหายไปไหน และนำไปใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์กับใครบ้างหรือเปล่า
อีกทั้งอยากเรียกร้องให้ทาง กกต. ให้อำนวยความสะดวกกับทาง DSI ไม่ใช่ว่าจะมาตั้งป้อมทะเลาะเบาะแว้งผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ ตรงนี้มันส่อให้เห็นว่ามีอะไรที่ปกปิดอยู่



หมอชี้"หมัก" สุขภาพจิตมีปัญหา

"ชาญวิทย์" มือใบปลิวโจมตี "ป๋า" แถลงเปิดตัว รับใบปลิวที่เมืองนนท์ ทำเองแจกเองเผยมีหนังสือโจมตีพล.อ.เปรม อีก 5 เล่ม บอกทั้งเอกสาร-หนังสือ อ่านแล้วเห็นว่าประเทศเดือดร้อนจากผู้ครองอำนาจจึงนำออกเผยแพร่ เจ็บปวด "ชวน-เทพไท" โยง "จาตุรนต์" มีเอี่ยว ยอมรับรู้จักแต่ไม่เคยร่วมงานการเมือง "เทพไท" โต้รู้แล้วไม่ใช่ตัวการใหญ่ เปิดชื่อเพื่อเป็นจิ๊กซอว์สาวถึงกระ บวนการ ปูดแหล่งทำใบปลิว ตึกแถวบนถนนเอกชัย เขตบางบอน 3 สมาคมข่าวจัดอภิปราย "วิวาทกรรม สมัครกับสื่อ" จิตแพทย์ระบุนายกฯสมัคร มีปัญหาด้านสุขภาพจิต เปิดผลวิจัยคำพูด-นายกฯ ข่มขู่ เบี่ยงเบน ตีรวน ชวนทะเลาะ ไม่สร้างเสริมประชาธิปไตย "เหลิม" ออกตัวนายกฯเสียงดังใจดี ชาติไทยยังไม่เห็นด้วยม.309 "กัญจนา" กรี๊ดใส่ปชป. ซื้อเสียงโยงยุบพรรค เรื่องไก่เห็นตีนงู แต่ไม่ถูกไฟส่อง



"ชาญวิทย์"มือใบปลิวถล่ม"ป๋า"เปิดตัว


เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 3 พ.ค. ที่อนุสรณ์สถานฯ นายชาญวิทย์ จริยานุกูล เปิดแถลงข่าวชี้แจงกรณีนายเทพไท เสนพงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ระบุนายชาญวิทย์ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังและจัดทำเอกสารโจมตีพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ นายชาญวิทย์ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริงทั้งหมด แต่มีความจริงบางส่วน หนังสือก้อนกรวดในรองพระบาทตนทราบจากข่าวที่หนังสือ พิมพ์นำมาลง ตนพยายามตรวจสอบก็พบว่ากลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปก.) นำมาติดไว้ที่บอร์ดทุกวันเสาร์ แต่ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้จัดทำ

นายชาญวิทย์ กล่าวว่า การแจกใบปลิวที่ท่าน้ำจังหวัดนนทบุรี ยอมรับว่าตนเป็นผู้ดำเนินการจริง และเรื่องดังกล่าวทำให้ตนถูกจับกุมคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นศาล สำหรับสมุดปกม่วงเป็นคำแถลงการณ์ของกลุ่มฅนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ ที่เรียกร้องให้พล.อ.เปรม ลาออกจากตำแหน่งองคมนตรีและประธานองคมนตรี ตนก็ยอมรับว่าได้นำสมุดปกม่วงไปเผยแพร่จำนวนหนึ่ง ด้วยเหตุผลต้องการให้ประชาชนแสดงเจต จำนงเกี่ยวกับการทำรัฐประหาร และฉีกรัฐธรรม นูญล้มล้างระบอบประชาธิปไตย

"ใบปลิวที่จังหวัดนนท์ผมเป็นคนทำและนำไปแจก ส่วนสมุกปกม่วงผมไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำแต่ผมได้นำไปแจกตามสถานที่ต่างๆ ตามแต่ละโอกาส อีกทั้งผมกับกลุ่มนปก. ได้นำสมุดปกม่วงดังกล่าวนี้ไปยื่นให้กับคมช.ด้วย" นายชาญวิทย์กล่าว



เปิดชื่อหนังสือวิจารณ์พล.อ.เปรม

นายชาญวิทย์ กล่าวว่า ส่วนซีดีเพลงที่นายเทพไท อ้างว่าเป็นการโจมตีพล.อ.เปรม ตนยืนยันว่าไม่เคยได้ฟังมาก่อน ก็เมื่อมาทราบว่ามีวีซีดีเพลงในลักษณะดังกล่าวก็พยายามตรวจสอบ พบว่ามีการแปลงเพลงหมีแพนด้าเป็น 2 เพลง โดย 2 เพลงนี้เคยมีการนำมาเปิดทุกวันเสาร์ในการชุมนุมของ นปก. ที่ท้องสนามหลวง

นายชาญวิทย์ กล่าวว่า เอกสารทั้งหลายที่ตนเห็นและปรากฏในที่ชุมนุมต่อต้านคมช. นอกจากใบปลิวและซีดีเพลงแล้ว มีหนังสืออีกจำนวน 5 เล่ม คือ 1. พล.อ.เปรมก้อนกรวดในรองพระบาท ซึ่งเผยแพร่ในเว็บไซต์กลุ่มฅนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จ การ กล่าวหาพล.อ.เปรม เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการ เมืองโดยมีทั้งพยานเอกสาร บุคคลและพยานแวดล้อม รวมถึงข้อสงสัยว่าร่วมในการก่อรัฐ ประหาร และเรียกร้องให้รวบรวมพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเสนอต่อสาธารณะ 2. ตีเสมอเจ้า สมุดภาพเกี่ยวกับพล.อ.เปรม เนื้อหาส่วนหนึ่งอ้างถึงคอลัมน์ซอยสวนพลู ที่พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปรา โมช อดีตนายกรัฐมนตรี เขียนวิจารณ์ไว้ในหนัง สือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ประจำวันที่ 7 มี.ค. 30

3. เปรมไม่ใช่ฟ้า ป๋าก็แค่คน ผู้มีบารมีนอกรัฐ ธรรมนูญ ผู้อยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร 19 ก.ย. พาชาติลงคลอง ข้อเขียนของนายอาคม ซิดนีย์ หลานของพล.อ.สัณห์ จิตรปฏิมา ผู้นำรัฐประหารในอดีต ซึ่งเป็นบทความจากเว็บออสเตรเลีย 4. สมุดปกม่วง คำแถลงการณ์ของกลุ่มฅนวันเสาร์ฯ เรียกร้องให้พล.อ.เปรม ลาออก และ 5. เปิดหน้ากากผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ ความจริงวิกฤติการเมือง โดยนายวิจัย ใจภักดี มีเนื้อหา
เกี่ยวกับระบอบอมาตยาธิปไตยครอบงำประชาธิปไตย

อ่านรายละเอียดต่อ ข่าวสด

มท.1ยันกกต.มีการสอบสวนใบแดงสส.ประชาธิปัตย์จริง


รัฐมนตรีฯมหาดไทย ยัน กกต.มีการสอบสวนใบแดงสส.ประชาธิปัตย์จริง ไม่ใช่การปล่อยข่าวเพื่อขอเสียงสนับสนุนแก้รัฐธรรมนูญ



กรมพัฒนาที่ดิน รณรงค์ให้ทุกจังหวัดทั่วประเทศ จัดทำโครงการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมี

กรมพัฒนาที่ดิน รณรงค์ให้ทุกจังหวัดทั่วประเทศ จัดทำโครงการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมี โดยนำสิ่งเหลือใช้กลับมาใช้ให้เป็นประโยชน์เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม
นายบัณฑิต ตันศิริ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า กรมพัฒนาที่ดิน ได้ดำเนินการจัดทำโครงการรณรงค์จัดการวัสดุเหลือใช้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมี โดยมอบหมายให้สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดทั่วประเทศ จัดงานรณรงค์ด้วยการรวบรวมเศษวัชพืช เศษผัก ผลไม้และเศษวัสดุเหลือใช้ เพื่อนำมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ดำเนินการในระหว่างเดือนพฤษภาคม–กันยายน 2551 เนื่องจากในปัจจุบันประเทศไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศและมีราคาแพง ซึ่งมีผลกระทบหลักมาจากสถานการณ์ของโลก ทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน กรมพัฒนาที่ดิน จึงจัดทำโครงการผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมีให้ทุกจังหวัด รณรงค์ผลิตปุ๋ยอินทรีย์โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมเพื่อส่งเสริมให้มีการนำมาใช้ปรับปรุงบำรุงดิน สนองนโยบายภาครัฐและเพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมี


ศึก 2 ขั้ว

ใครรู้สึกเหมือนผมบ้างหรือเปล่า เดี๋ยวนี้พวกเราคนไทยด้วยกันเล่นกันแรง

รสชาติการเมืองขยายวงจากงานแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งก็ร้อนเอาเรื่องอยู่แล้ว ไปเผ็ดร้อนอีกหลายกรณีโดยหลายกรณีที่ว่าก็อยู่ในร่มเงาอำนาจ 2 ขั้วที่ขัดแย้งกันมาตลอด จะว่าไปก็ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปฏิบัติการโค่นรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ

มาถึงวันนี้ก็เริ่มเห็นภาพไม่เอาแล้วโค่นรัฐบาลทักษิณเพราะทักษิณไม่มีรัฐบาล เป้าหมายปัจจุบันคือโค่นตัวทักษิณ

ก็พยายามลำดับเรื่องราวกำลังเกิดอะไรขึ้นหรือ?

ในช่วงเลือกตั้ง ช่วงจัดตั้งรัฐบาล ถึงพิสูจน์ด้วยหลักฐานไม่ได้ก็เป็นที่อนุมานได้ผู้อยู่เบื้องหลังผู้เป็นสปอนเซอร์เลือกตั้งจนถึงวางตัวนายกฯวางตัวรัฐมนตรี ตัวจริงเสียงจริงคือใคร?

ก็เชื่อกัน ณ ขณะนั้นพ.ต.ท.ทักษิณอยู่ในสถานการณ์จำเป็นเพื่อปกป้องตัวเองและครอบครัว

กระทั่งเจ้าตัวเดินทางกลับบ้าน นั่นแหละ อุณหภูมิของศึก 2 ขั้วก็เริ่มปะทุ

ร้อนแรงยิ่งขึ้นเมื่ออดีตนายกฯเคลื่อนไหว เดินสายหลายจังหวัดภาคเหนือ,อีสานอันเป็นฐานเสียงของพรรคไทยรักไทย และเป็นฐานเฉพาะตัวของอดีตนายกฯด้วยมีผู้นิยมชื่นชอบเยอะ จากผลงานที่เข้าตาขณะเป็นนายกฯ

ความตั้งใจของเจ้าตัวคือทำบุญไหว้พระ 99 วัด ส่วนจะเพื่อเป็นมงคลกับชีวิตหรือสะเดาะเคราะห์ก็แล้วแต่จะคิด

ขั้วอำนาจที่อยู่ตรงข้ามเองก็ไม่ได้ใส่ใจประเด็นนั้น ดูว่าเป็นการเดินสายเช็กกระแสความนิยม พร้อมๆกับตอกย้ำความมั่นใจให้กับฐานเสียงว่าตัวตนอดีตนายกฯยังอยู่ และมองไกลไปว่าอาจส่งสัญญาณการกลับมาสู่การเมือง แม้เหตุจะไม่เกิดในช่วงเวลาสั้นๆข้างหน้า

จังหวะเดียวกับการเปิดตัวมูลนิธิบ้านเลขที่ 111 ซึ่งมีแนวทางชัดเจนให้ “พี่แม้ว” ขับเคลื่อนตัวเองภายใต้กิจกรรมอันเป็นสาธารณกุศล

ตรงนี้หรือเปล่าเป้าถล่มจึงชี้ไปที่อดีตนายกฯหนักขึ้น?

จากที่ไม่ชี้เป้าโดยตรงด้วยข่าวยุทธการใบปลิวโจมตีประธานองคมนตรี ล่าสุดก็รายการธงชาติไทยเขียนชื่อ THAK SIN ปรากฏที่สนามฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี แล้วย้อนไป ถึงวารสารของสโมสรที่ตีพิมพ์ภาพการต้อนรับประธานสโมสรมีประโยค WELCOME THAKSIN ที่ธงชาติ

แม้คนใกล้ชิดทั้งในรัฐบาลและนอกรัฐบาลชี้แจงท่านไม่เกี่ยว ซึ่งส่วนตัวผมก็เชื่อว่าอดีตนายกฯไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ภาพเชิงลบก็เข้าไปอยู่ในใจผู้คนแล้วบางส่วน

ที่ว่าไว้ข้างบนคนไทยวันนี้เล่นกันแรง ด้วยเห็นว่าเริ่มนำเอา “ของสูง” มาเป็นอาวุธในการประหัตประหารมากขึ้น ทั้งๆที่เป็นเรื่องเปราะบางและอ่อนไหวอย่างที่สุด

ขอสารภาพไม่เคยเจออะไรชวนขนลุกเช่นนี้มาก่อน

การที่ 2 ขั้วประลองกำลังช่วงชิงอำนาจรัฐอำนาจประชาชนสามารถทำได้ ด้วยกฎเกณฑ์ด้วยกติกาที่ประชาธิปไตยกำหนดไว้ เตือนว่าที่เป็นอยู่เลยเถิดและต้องรีบหยุดโดยเร็ว!.

แมงเม่า



เริ่มกร่าง

การเมืองถ้าไม่สอดรับกับเศรษฐกิจ วิกฤติมันก็จะเริ่มถามหา รัฐบาลต้องฉวยโอกาสสร้าง "ครัวโลก" ให้อยู่ในมือให้ได้กลเกมการเมืองต้องผ่อนเกียร์ เดินหน้าอย่างเดียวมีแต่ดับ

ข่าว “เขย่าขวด” สุดสัปดาห์นี้ ต้องยอมรับว่าปัญหาเศรษฐกิจ-ปัญหาการเมืองดูจะไม่ ต่างกัน แถมยังไม่สอดรับซึ่งกันและกัน

มันก็เลยยังไม่มีอะไรดีให้เห็น...ที่เห็นเลยเป็นสิ่งไม่ดี

การเมืองนั้นมีส่วนสำคัญที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจหรือจะทำให้ถดถอยได้ หากการเมืองดี รัฐบาลมีเสถียรภาพ ย่อมนำมาซึ่งความเชื่อมั่น ความมั่นใจก็จะตามมา

เศรษฐกิจเมืองไทยเรื่องง่ายๆมีเพียงแค่นี้ เพราะโดยพื้นฐานแล้วยังมีความแข็งแกร่ง อยู่ที่กระบวนการขับเคลื่อนเท่านั้น

วันนี้สถานการณ์มีทั้งเป็นใจและข่มขืนใจ ที่ข่มขืนใจก็เรื่องน้ำมัน ซึ่งไทยไม่มีบ่อน้ำมัน ต้องนำเข้ามาตลอด

ประเด็นสำคัญก็คือ ไม่เคยมองปัญหาหรือคิดถึงปัญหานี้อย่าง “ซีเรียส” มาก่อน แก้ กันไปวันต่อวัน พอน้ำมันแพงก็บอกว่าประหยัด ลดภาษีเข้ากองทุน

มีแค่นี้จริงๆ

ถึงตอนนี้ใครไม่เชื่อว่าน้ำมันจะราคา 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก็เตรียมตัวเตรียมใจได้เลย และอย่าได้คิดหวังว่าราคาจะถูกเหมือนแต่ก่อน มีขึ้นมีลง

ขอโทษที...มีแต่ขึ้นเท่านั้น เพราะน้ำมันนอกจากจะเป็นพลังงานโลกที่สำคัญแล้ว ยังเป็นสินค้ายุทธปัจจัยที่ใช้สู้กันทางการเมืองระดับโลก

ที่สำคัญเป็น “สินค้า” อีกไม่กี่ตัวที่มีการปั่นราคาเพื่อฟาดกำไร

เหนืออื่นใด ในสถานการณ์โลกที่เป็นใจให้ไทย นั่นคือภาวะการขาดแคลนอาหาร ทำให้ ราคาแพง และกำลังจะเป็นหัวข้อสำคัญ 1 ในปัญหาของโลกปัจจุบัน

“ไทย” ผลิตข้าวและส่งออกอันดับ 1 ของโลก ยังไม่รวมถึงสินค้าเกษตรกรรมที่หลากหลาย ทั้งผัก ผลไม้นานาชนิด

และยังมีเนื้อสัตว์อีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเป็ด ไก่ กุ้ง ที่ส่งออกระดับต้นๆ

รวมความแล้วเมืองไทยก็คือ “ครัวโลก” ดีๆนี่เอง

มีตัวเลขที่น่าสนใจระบุว่า ปี 2525 คนไทยอยู่ในภาคเกษตรร้อยละ 66.4 แต่จากนั้นปรากฏว่าไหลไปสู่ภาคอื่นๆ เช่น อุตสาหกรรม บริการ หรืองานในเมือง

ปี 2550 อยู่ในภาคเกษตรกรเพียงแค่ 41.7% นี่คือตัวเลขที่น่าห่วงและไม่สอดรับกับความ ต้องการของโลก

ที่ผ่านมา เกษตรกรโดยเฉพาะชาวนา ชาวนาถือเป็นอาชีพต่ำต้อย รายได้ไม่ดีพอ อยู่ กันไปแบบตามมีตามเกิด รัฐบาลก็ช่วยได้อย่าง เดียวคือพยุงราคา รับจำนำ

เกษตรกรก็ต้องหนีเข้าเมือง หาสิ่งที่เชื่อว่าจะทำให้ชีวิตดีขึ้น

ยังไม่สาย และน่าจะพูดว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะทำให้ไทยยืดอกขึ้นมาได้ หากรัฐบาลเร่งฉวยโอกาสทองว่ากันถึงเรื่องนี้ให้เป็นรูปธรรม ซึ่งก็ไม่ยากเพราะมันคืออาชีพดั้งเดิม

สร้าง “ฮับ” เกษตรกรรมเพื่อครัวโลกให้ระบือลือลั่นไปเลย

อย่างไรก็ดี การจะเดินหน้าในเรื่องนี้มันก็ต้องอยู่ที่การเมืองด้วย หากรัฐบาลไม่หยุดเปิดเกมการเมืองฟาดฟัน จะไปเอาอะไรมาสร้างความมั่นใจได้

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเวลานี้คงพอจะมองเห็นแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น รัฐบาล-พลังประชาชนที่เคยเดินหน้าฆ่ามัน เพราะถือว่ามีเสียงข้างมาก มีอำนาจอยู่ในมือ

ล่าสุดดูเหมือนจะเริ่ม “ถอย” บ้างแล้ว แม้แต่นายกฯยังต้องปรับกระบวนท่า

เพราะอะไร...

สิ่งที่เล่นกันมา ละเลงกันมาตลอดนั้น ความจริงมันกำลังจะเริ่มสำแดง โดยเฉพาะเรื่องสถาบัน เรื่องของประเทศชาติ

ปล่อยกันเลอะ เล่นกันจนเละ คิดว่าวิธีนี้จะเอาชนะได้

อย่าง “จักรภพ เพ็ญแข” ทุกวันนี้รู้สึกจะกร่างเกินพิกัด แต่ละถ้อยแต่ละคำที่จีบปากจีบคอพูด และเกี่ยวโยงเรื่องนี้ตลอด

คำก็ประชาธิปไตย คำก็อำมาตยาธิปไตย คำก็มือที่มองไม่เห็น คำก็สถาบัน คำก็หัวหงอก

แต่ที่กำอยู่ใน “มือ” นั้น มันคืออะไร (จ๊ะ)!!!

"ลิขิต จงสกุล"


ค่านิ้วกดปุ่ม รุมทึ้งขุมทรัพย์

วันที่ 7 พฤษภาคมนี้

ถ้าไม่มีโรคเลื่อนเกิดขึ้นอีก ก็จะได้เห็นหัวหน้าพรรคและแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 6 พรรค ที่ประกอบด้วย

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม หัวหน้าพรรคพลังประชาชน นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย นายสุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อุตสาหกรรม หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน

นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช และนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง เลขาธิการพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา

นั่งร่วมโต๊ะรับประทานอาหาร ปรึกษาหารือเกี่ยวกับเรื่องการยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550

และงานนี้ก็ฟันธงได้เลยว่า พรรคร่วมรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคพลังประชาชน จะต้องลุยแก้ไขรัฐธรรมนูญแน่ๆ

โดยไม่หวั่นไหวต่อเสียงคัดค้านต่อต้านจากฝ่ายใดทั้งสิ้น

แม้ที่ผ่านมาพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรค อย่างพรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดินยังมีความเห็นแตกต่างเกี่ยวกับ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับพิมพ์เขียว ของพรรคพลังประชาชนในบางมาตรา

แต่ในหลักการใหญ่ก็เห็นตรงกันทุกพรรคว่าจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเรื่องการยุบพรรค และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค 5 ปี ซึ่งเป็นอุปสรรคขวากหนามสำคัญของทุกพรรคการเมือง

เมื่อเป้าหมายใหญ่ตรงกัน การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญโดย 6 พรรคร่วมรัฐบาลต้องเกิดขึ้นแน่ๆ ส่วนการแก้ไขในประเด็นอื่นๆที่มีความเห็นแตกต่างค่อยไปว่ากันอีกทีในสภา

ที่สำคัญ ทางพรรคพลังประชาชนในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาล ได้มีการวางกรอบเวลาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเอาไว้แล้วว่า จะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการพิจารณาวาระแรก ก่อนปิดสมัยประชุมรัฐสภา ในวันที่ 19 พฤษภาคมนี้

ทุกอย่างจะราบรื่นดำเนินไปตามปฏิทินเวลาที่ได้กำหนดไว้หรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป

แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องเงื่อนเวลาคงไม่มีปัญหาอะไร

เพราะถึงแม้จะเข้าชื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ทันในสมัยประชุมนี้ ก็สามารถเปิดสมัยประชุมวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญได้อยู่แล้ว

แต่ปัญหาหลักน่าจะอยู่ที่การคุมเกมการแก้ไขรัฐธรรมนูญในรัฐสภามากกว่า

ล่าสุดได้เกิดปรากฏการณ์ กรณีที่นายยงยุทธ ติยะไพรัช ออกมาประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ได้เคยแสดงสปิริตมาแล้วด้วยประกาศขอยุติการปฏิบัติหน้าที่ ในตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเสนอเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิจารณา เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือแจกใบแดงนายยงยุทธ กรณีแจกเงินให้กลุ่มกำนันอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย

ทั้งนี้ในการแถลงลาออกจากตำแหน่งประธานสภาฯ นายยงยุทธได้ประกาศชัดเจนว่า

ขอลาออกจากตำแหน่งประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่จริงตั้งใจลาออกตั้งแต่วันที่ กกต.มีมติยื่นเรื่องให้ศาลฎีกา แต่ได้รับการทัดทานจากเพื่อนสมาชิกให้อยู่ในตำแหน่งไปก่อน

ซึ่งได้มาคิดไตร่ตรองถึงเหตุผลที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ไม่อยากให้มองเห็นว่าหัวหน้าฝ่ายนิติบัญญัติต้องไปยืนอยู่กลางศาลและถูกไต่สวน

เพราะเกียรติยศศักดิ์ศรีฝ่ายนิติบัญญัติจะกลายเป็นสิ่งที่ไม่สง่างาม สมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติคนอื่นก็ต้องมารับสิ่งเหล่านี้ด้วย

ยืนยันการลาออกครั้งนี้ไม่มีนัยทางการเมือง และไม่มีผลประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น

ปรากฏการณ์ครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม เป็นการแสดงสปิริตรอบที่ 2 ของนายยงยุทธ

อย่างไรก็ตาม ถ้ามองลึกลงไปในห้วงที่เกมแก้ไขรัฐธรรมนูญกำลังจะถูกขับเคลื่อน เข้าสู่กระบวนการพิจารณาในรัฐสภา

ก็ต้องยอมรับว่า การลาออกจากตำแหน่งประธานสภาฯของนายยงยุทธ ที่ต้องทำหน้าที่เป็นประธานรัฐสภาด้วยโดยตำแหน่ง มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ในการขับเคลื่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นอย่างยิ่ง

เพราะในขณะที่นายยงยุทธอยู่ในช่วง ยุติการปฏิบัติหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานรัฐสภา บุคคลที่ต้องทำหน้าที่แทนในตำแหน่งประธานรัฐสภา ก็คือ

นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ส.ว.ระบบสรรหา

ซึ่งก็ชัดเจนว่า ไม่ใช่คนสายตรงของรัฐบาลชุดนี้

การรับลูกส่งลูกในกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในรัฐสภา ที่มีประธานวุฒิสภาเป็นผู้ทำหน้าที่เป็นประธานรัฐสภา

อาจจะไม่คล่องตัวเท่ากับให้คนสายตรงของพรรคพลังประชาชน เข้ามานั่งเป็นประธานรัฐสภาคุมเกมแก้ไขรัฐธรรมนูญเอง

หากมองในมุมนี้ การลาออกจากประธานสภาผู้แทนราษฎรของนายยงยุทธ ก็เท่ากับ

เป็นการเปิดทางให้มีการเลือกประธานสภาฯคนใหม่ ที่เป็นเนื้อแท้ของพรรคพลังประชาชน

เข้ามาคุมเกมแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ลุล่วงเรียบร้อยไปด้วยความรวดเร็ว

ทั้งนี้ สำหรับกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่บัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญปี 2550 ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการแต่ละขั้นตอนไว้อย่างละเอียดชัดเจนว่า

ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต้องมาจากคณะรัฐมนตรี หรือ ส.ส. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวน ส.ส. ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาฯ หรือจาก ส.ส.และ ส.ว.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 5 หมื่นคนเข้าชื่อเสนอขอแก้ไข

โดยให้เสนอเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมและให้รัฐสภาพิจารณาเป็น 3 วาระ

การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่หนึ่ง ขั้นรับหลักการให้ใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผย และต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา

การออกเสียงลงคะแนนวาระที่สอง ขั้นพิจารณาเรียงลำดับมาตรา ให้ถือเอาเสียงข้างมากเป็นประมาณ เมื่อการพิจารณาวาระที่สองเสร็จสิ้นแล้วให้รอไว้ 15 วัน จากนั้นจึงให้รัฐสภาพิจารณาในวาระที่สาม

การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่สาม ขั้นสุดท้ายให้ใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผยและต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วย ในการที่จะให้ออกใช้เป็นรัฐธรรมนูญมากกว่ากึ่งหนึ่ง ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา

เมื่อหันกลับมาดูโครงสร้างจำนวนเสียง ในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาที่ประกอบเป็นรัฐสภา

สภาผู้แทนราษฎร มี ส.ส. 480 คน แบ่งเป็นฝ่ายรัฐบาล 6 พรรค มี 316 เสียง ประกอบด้วย พรรคพลังประชาชน 233 เสียง พรรคชาติไทย 34 เสียง พรรคเพื่อแผ่นดิน 24 เสียง พรรคมัชฌิมาธิปไตย 11 เสียง พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา 9 เสียง และพรรคประชาราช 5 เสียง ส่วนฝ่ายค้านหนึ่งเดียว พรรคประชาธิปัตย์ มี 164 เสียง

ในขณะที่วุฒิสภา มี ส.ว. 150 คน ประกอบด้วย ส.ว.ระบบสรรหา 74 คน และ ส.ว.จากการเลือกตั้ง 76 คน

สองสภารวมกัน 630 เสียง

การแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ทางฝ่ายรัฐบาลจะให้ ส.ส. จำนวน 1 ใน 5 ของสภาฯ หรือ 126 เสียง เข้าชื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ดังนั้น เมื่อคำนวณตามหลักเกณฑ์ตัวเลขในการลงคะแนนเสียง เห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระแรกและวาระที่สาม ที่กำหนดให้ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกของทั้งสองสภา

นั่นก็คือจะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 316 เสียง

เท่ากับจำนวนเสียงของ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล 6 พรรค พอดิบพอดี

แม้จะดูเหมือนเสียงปริ่มน้ำ แต่ในความเป็นจริงคงไม่ถึงกับปริ่ม เพราะยังมีเสียงของ ส.ว.บางส่วนที่เป็นพวกคอยเป็นตัวช่วย พร้อมที่จะเพิ่มคะแนนเสียงให้

อย่างไรก็ตาม “ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” ขอบอกว่า เมื่อดูจากจำนวนตัวเลขของ ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาลและแนวร่วม ส.ว.บางส่วนที่พร้อมให้การสนับสนุน

เส้นทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ดูแล้วน่าจะราบรื่น

แต่ในความเป็นจริง อาจจะไม่สะดวกง่ายดายอย่างที่คิด

เพราะต้องไม่ลืมว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกือบทั้งฉบับ โดยที่ผ่านมาก็ยังมีรายละเอียดในบางมาตรา และบทเฉพาะกาล ที่พรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเองยังมีความเห็นแตกต่าง

อีกทั้งยังมีแรงกดดันจากนอกสภาของฝ่ายที่คัดค้านต่อต้าน ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญคราวนี้

รวมไปถึงปัญหาต้นทุนทางสังคมของฝ่ายรัฐบาลเอง ที่ถูกมองว่ามุ่งเน้นแต่การแก้เกมการเมือง และการแก้ไขรัฐธรรมนูญปลดพันธนาการให้ตัวเอง

ไม่สนใจแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ปล่อยให้ปัญหาค่าครองชีพสูง ปัญหาข้าวของสินค้าราคาแพง จ่อคอหอยชาวบ้าน จนแทบหายใจไม่ออก

สิ่งเหล่านี้ อาจกลายเป็นแรงเสียดทานให้พรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคต้องคิดหนัก จนทำให้การโหวตแก้ไขรัฐธรรมนูญเกิดความไม่ราบรื่น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ มีเดิมพันสูง

เพราะเกี่ยวโยงกับการปลดล็อกแกนนำกลุ่มก๊วนที่ติดล็อกบ้านเลขที่ 111 การปลดล็อกคดีต่างๆของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวมไปถึงการปลดล็อกการอายัดขุมทรัพย์ เกือบ 6 หมื่นล้านบาท

ดังนั้น การโหวตแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อปลดล็อกสิ่งเหล่านี้ให้สำเร็จลุล่วง ย่อมจะต้องมีการต่อรองผลประโยชน์ต่างตอบแทนกันอย่างหนัก

และเมื่อถึงตอนนั้น

ทุกโหวต ทุกคะแนน ก็จะต้องมีค่า มีราคาสูง

ที่ผ่านๆ มาเคยมีเหตุการณ์ฝนตกห่าใหญ่ในการเลือกตั้ง

แต่คราวนี้ จะมีฝนห่าใหญ่ตกในสภา.

"ทีมการเมือง"


องค์กรสื่อฉะ 'สมัคร' ไม่เป็นมิตร

เมื่อวันที่ 3 พ.ค. ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ แห่งประเทศไทย องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนร่วมกันจัดงานวันสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนโลก โดย น.ส.บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์ อุปนายกฝ่ายบริหาร สมาคมนักข่าวฯ แถลงผลการวิจัยเรื่อง (วิ) วาทกรรมสมัครกับสื่อ มีสาระสำคัญสรุปว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ขาดความเข้าใจเรื่องบทบาท สถานภาพ และหน้าที่ของตัวเองและผู้อื่น เพราะนายสมัครมีกลวิธีการสื่อสารที่ไม่เป็นมิตรกับสื่อ ไม่ส่งเสริมประโยชน์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากข้อความที่สื่อได้จากการทำข่าวนั้นไม่สามารถสร้างผลประโยชน์หรือนำไปสู่กระบวนการการมีส่วนร่วมทางการเมือง และการตรวจ สอบรัฐบาลได้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ภาษาที่แสดงออกถึงความก้าวร้าว รุนแรง ดุเดือด เสียดสี ประชดประชัน นำไปสู่ความไม่เป็นมิตร ขาดความสุภาพ ขาดความน่าเชื่อถือ อีกทั้งจังหวะคำพูดสะท้อนให้เห็นว่า ต้องการปกปิดเบี่ยงเบนข้อเท็จจริง ให้ข้อมูลด้านเดียว พฤติกรรมการสื่อสารของนายสมัครแสดงถึงความเพิกเฉย ไม่สนใจคุณค่าของสื่อ ไม่เคารพศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของสื่อ

จิตแพทย์ห่วงประชาชนเสียสุขภาพจิต

ต่อมามีการอภิปรายเรื่อง “วิวาทกรรมสมัครกับสื่อ” โดย พญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล จิตแพทย์ ประจำสถาบันราชานุกูล กล่าวตอนหนึ่งว่า พฤติกรรมและบุคลิกภาพของนายสมัครในเรื่องการสื่อสาร ชี้ให้เห็นว่าไม่ได้เห็นคุณค่าของสื่อมวลชนในสังคมประชาธิปไตย บางครั้งยังส่อให้เห็นถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชน ถ้าจะวิเคราะห์โรคทางจิตก็ยังไม่สามารถทำได้ เพราะท่านไม่สมัครใจ แต่มองได้ว่าเป็นคนมีความมั่นใจว่าตัวเอง มีอำนาจมาก จึงกล้าที่จะดุด่าคนอื่น และเมื่ออยู่ในสถานการณ์กดดันก็จะใช้วิธีรุนแรงโต้กลับเพื่อให้ตัวเองหลุดจากตาจน ดังนั้น ถ้าปล่อยให้นายสมัครปล่อยวาทกรรมแบบนี้ต่อไป จะก่อให้เกิดความรุนแรงในสังคมขึ้นได้ไม่ดีต่อสุขภาพจิตของประชาชน ฝ่ายที่เชียร์จากที่รักจะทำให้หลงมากยิ่งขึ้น ส่วนฝ่ายที่ไม่ชอบก็จะหงุดหงิด

สร้างค่านิยมใหม่ไม่บอกความจริง

ขณะที่นายสมชาย ภคภาสนวิวัฒน์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เอกลักษณ์ ของนายสมัครชี้ให้เห็นว่า 1. การตอบคำถามสื่อเป็นประเด็นกว้างๆ มีโลกทัศน์การเมืองสมัยเก่าแบบภาคเกษตรกรรม ทั้งที่สังคมอยู่ในยุคไอที การเลี่ยงตอบคำถาม หรือตอบไม่ตรงคำถาม อาจมีสาเหตุมาจากที่ไม่มีข้อมูลเพียงพอ ไม่ได้ทำการบ้านมา อีกทั้งพฤติกรรมของนายสมัครอธิบายโครงสร้างของนายสมัครที่อยู่ภายใต้ โครงสร้างทวิภาคของพรรคพลังประชาชน มี 2 หัว หัวที่เป็นทางการไม่มีอำนาจ หัวที่ไม่เป็นทางการกลับมีอำนาจมากกว่า ดังนั้น การตอบคำถามบางประเด็นอาจกระทบอำนาจที่ไม่เป็นทางการนั้น 2. ภาพลักษณ์ของนายสมัครและภาพลักษณ์ของรัฐบาล หากจะเปรียบเป็นสินค้าถือว่ามีมูลค่าลดลง ทำให้นายสมัครมีอำนาจต่อรองน้อยลง 3. ค่านิยม นายสมัครสร้างสิ่งสะท้อนไปสู่สังคมที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง สร้างค่านิยมใหม่คือการบอกปัด ไม่ตอบคำถาม ค่านิยมไม่บอกความจริง ที่จะนำไปสู่ความไม่โปร่งใสและการแบ่งขั้ว ทำให้สื่อถูกมองว่าไม่เป็นกลาง สุดท้ายประชาชนแบ่งขั้ว นำไปสู่ความรุนแรง

วอนหยุดฟ้องหมิ่นประมาทปิดปากสื่อ

จากนั้นตัวแทนองค์กรสื่อร่วมกันอ่านแถลงการณ์ เนื่องในวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก มีใจความว่า ขอเรียกร้องรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมหรือจำกัดสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนดังนี้ คือ 1. รัฐธรรมนูญบัญญัติรับรองเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชน แต่รัฐบาลภายใต้การนำของนายสมัคร สุนทรเวช กลับมีบรรยากาศของการคุกคาม บิดเบือน ชวนทะเลาะถือเป็นการคุกคามรูปแบบใหม่ด้วยคำพูดก้าวร้าว หยาบคาย เพื่อลดความน่าเชื่อถือของสื่อ 2. กรณีนายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีนโยบายจัดระเบียบสื่อวิทยุ โทรทัศน์ และยังมีเจตนาแอบแฝงเพื่อให้สื่อวิทยุโทรทัศน์อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลต่อไป 3. ขอให้นักการเมือง ผู้มีอำนาจ และบริษัทข้ามชาติยุติการใช้กฎหมายหมิ่นประมาทฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งเป็นเครื่องมือปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของสื่อ

อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ