WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, May 5, 2008

อดีตผู้พิพากษา ระบุ รัฐธรรมนูญ 50 ไม่ใช่รัฐธรรมนูญของประชาชน





อดีตผู้พิพากษาฯ “มานิตย์ จิตจันทร์กลับ” ชี้ให้คนยะลาเห็นว่า หนึ่งในสาเหตุที่ต้องแก้ไข รธน.50 เพราะเป็นกฎหมายที่ร่างขึ้นจาก โจรกบฎ ดังนั้น จึงไม่ใช่ รธน.ที่มาจากประชาชน

มานิตย์ จิตจันทร์กลับ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และประธานแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) กล่าวในเวทีสัญจร “ระดมความคิด ฝ่าวิกฤติรัฐธรรมนูญ 2550” ที่ โรงแรมปาร์ควิว จ.ยะลา ถึงสาเหตุที่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 โดยกล่าวย้อนให้ผู้เข้ามร่วมสัมมนาเห็นว่า เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เกิดการยึดอำนาจการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของประเทศขึ้นโดย อดีต ผบ.ทบ. พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ซึ่งระบุไว้ชัดในกฎหมายอาญามาตรา 113 ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต ในข้อหากบฎ

นอกจากนี้ หลังการยึดอำนาจของประชาชนไปแล้ว ยังแต่งตั้งพวกตัวเองเข้ามานั่งร่างกฎกติกาขึ้นมาใหม่ ที่ต้องเรียกว่า กฎของโจรกบฎ ซึ่งปัจจุบันคือ รัฐธรรมนูญ 2550 ดังนั้น รัฐธรรมนูญ 2550 จึงไม่ใช่รัฐธรรมนูญของประชาชน แต่เป็นการแอบอ้างเพื่อต้องการอำนาจที่นำมาใช้บังคับประชาชนทั่วประเทศให้ปฏิบัติตาม

อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ยังกล่าวด้วยว่า การยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 ที่ผ่านมา ได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติและประชาชนอย่างใหญ่หลวง และสาเหตุที่แท้จริงที่คณะปฏิวัติยอมให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ที่ผ่านมา ก็เพราะหลังยึดอำนาจแล้ว นานาประเทศรังเกียจไม่คบค้าสมาคมด้วย ส่งผลให้การค้าขายกับต่างประเทศสะดุดลงอย่างฉับพลัน ขณะที่รัฐบาลแต่งตั้งโดยคณะปฏิวัติ ก็ไม่สามารถบริหารประเทสได้ จึงหมดหนทางยอมคืนอำนาจให้กับประชาชนด้วยความจำใจ

อย่างไรก็ตาม ผลพวงของ กฎกติกาโจรกบฎ ยังคงมีอยู่และลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยอย่างกว้างขวาง ซึ่งก็คือรัฐธรรมนูญ 2550 ที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน ดังนั้นประชาชนคนไทยทุกคนต้องช่วยกันผลักดันให้ยกเลิกการใช้รัฐธรรมนูญ 2550 และนำรัฐธรรมนุญ 2540 ของประชาชนมาปรับปรุงแก้ไขบังคับใช้แทน

นอกจากนี้ นายมานตอย์ ยังกล่าวถึงการพิจารณาความของผู้พิพากษาในปัจจุบันด้วยว่า แท้จริงแล้ว ผู้พิพากษาก็คือลูกจ้างของประชาชน ที่มีความเชี่ยวชายด้านกฎหมาย และประชาชนยอมเสียภาษีให้เป็นเงินเดือนเพื่อเข้าไปทำหน้าที่ตัดสินคดรความตามที่ประชาชนได้วางกรอบกติกาไว้ ซึ่งหากประชาชนเห็นว่า คำตัดสินใดของผู้พิพากาษไมสมเหตุสมผล สามารถร่วมลงชื่อให้รัฐสภาถอดถอนได้ จึงไม่ใช่สิ่งที่อยู่เหนืออำนาจของประชาชนและแตะต้องไม่ได้


คปพร.ติดเครื่อง!เปิดเวทีแนวร่วม ปลุกพลังคนใต้หนุนแก้ รธน.50





ด้าน “นพ.เหวง” ชี้ รธน.50 ทำลายระบอบประชาธิปไตย ซัดพวกพันธมารดีแต่อ้างประชามติ 14 ล้านเสียงทั้งที่ส่วนใหญ่ 32 ล้านเสียงไม่เห็นด้วย ยกให้อำนาจ 7 คนเลือก 74 ส.ว. และอีก 76 คนมาจาก 76 จ.ทำประเทศไทยแตกเป็นเสี่ยงๆ ขัดม. 1 ชัดเจน

เริ่มแล้ว! วันนี้ (4 พ.ค.) คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ (คปพร.) เดินสายเปิดเวทีเสวนาวิชาการ “แก้ไขวิกฤต รัฐธรรมนูญ 2550” ที่ รร.ปาร์ควิว ห้องพิมพ์มาดา จ.ยะลา ตั้งแต่เวลา 13.00 – 16.00 น. หลังจากที่เดินทางไปในหลายภูมิภาคในหลายจังหวัด อาทิ เชียงใหม่ อุดรธานี พระนครศรีอยุธยา ฉะเชิงเทรา เป็นต้น โดยมีพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดยะลาให้ความสนใจเข้าฟังและสนับสนุนจำนวนมาก

พร้อมกันนี้ ได้เชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมลงชื่อ 50,000 ชื่อสนับสนุนแก้ไข รธน.50 ซึ่งมีผู้คนให้ความสนใจร่วมลงชื่อ และแสดงความคิดในเรื่องนี้อย่างเต็มที่

นพ.เหวง โตจิราการ หนึ่งในกรรมการ คปพร. กล่าวตอนหนึ่งถึงเหตุผลและที่มาของ รธน. 50 ว่า รธน.50 เป็นฉบับที่ 18 เป็นฉบับที่มาจากการทำรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 อันเกิดจากกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญประชาชนไม่มีส่วนร่วมเพียงพอ ดังจะเห็นได้จากการให้อำนาจสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 150 คน ในจำนวน 76 คนที่มาจาก 76 จังหวัด ที่ไม่คำนึงถึงหลักการมติประชาชน เพราะแต่ละจังหวัดมีคนมากน้อยต่างกัน

ทั้งที่ รธน.ประชาธิปไตย การใช้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน จึงต้องให้ประชาชนเลือก แต่ในขณะเดียวกันกับ ส.ว.จำนวน 74 คน รธน.50 ให้อำนาจคนเพียง 7 คนที่มาจากการแต่งตั้งสรรหาของศาลและองค์กรตาม รธน. ตามมาตรา 111, 112, 113 และ114 ซึ่งผิดในหลักการอย่างสิ้นเชิง

“คุณจะเอาอำนาจอธิปไตยไปให้คน 7 คนไม่ได้ มันเป็นอภิชนาธิปไตย เอาอำนาจอธิปไตยไปให้อภิสิทธิ์ชน มาใช้คำว่า ส.ว.สรรหา โหวตแค่ 4 คนจาก 7 คนก็ชนะแล้ว ผมฟังนักวิชาการที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริตพูดในเรื่องนี้ค่อนข้างมาก ส.ว.มีอำนาจมากเกินไปหากเทียบในบางประเทศเช่นที่แคนาดา อีกทั้งการได้ ส.ว.เลือกตั้งจังหวัดละ 1 คนนั้น เท่ากับสะท้อนรากเหง้าทางความคิดของการเลือก ส.ว. มีที่มาจากไหน หลักการเช่นนี้ถือว่าขัดกับมาตรา 1 ที่ทำให้ประเทศถูกเฉือนแบ่งเป็น 76 จังหวัด กลายเป็น “พันธรัฐ สหรัฐ” ทำให้อำนาจอธิปไตยถูกแบ่งเป็น 76 อำนาจ ไม่ใช่หนึ่งเดียวที่ควรจะแบ่งแยกไม่ได้” นพ.เหวง กล่าว

นพ.เหวง กล่าวต่อว่า มาตรา 309 ที่ระบุเกี่ยวกับการใช้อำนาจรวมถึงการกระทำของพวกรัฐประหารเป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรมตาม รธน. ถูกต้องต่อหน้าที่ทั้งต่อหน้าประกาศใช้ รธน. และหลังจากที่ รธน. บังคับใช้แล้ว เท่ากับเป็นการปกป้องรัฐประหาร ทำให้เกิดความถูกต้องชอบธรรมตนจึงต้องขอประนามและฟ้องประชาชนในวันนี้ เราต้องเร่งแก้ รธน.50 โดยเร็ว

ทั้งนี้ ในระบอบประชาธิปไตย อำนาจสูงสุดเป็นของปวงชนชาวไทย ต้องแสดงออกโดยให้คนที่มีความคิดมารวมกันเป็นพรรคการเมือง ทำหน้าที่วิเคราะห์ปัญหาของประเทศเสนอเป็นนโยบาย โดยผ่าน ส.ส. ตัวแทนปวงชนชาวไทย แต่ในขณะที่มาตรา 266 ของ รธน. ฉบับนี้ กลับห้ามไม่ให้ ส.ส.ไปแทรกแซงข้าราชการของรัฐ พนักงานของรัฐ ลูกจ้างของรัฐ ทั้งทางตรงและทางอ้อม และเป็นไปเพื่อประโยชน์ตน และเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจะเลือก ส.ส. มาทำไมกัน ยังมีมาตรา 237 ที่พวกพันธมารออกมากล่าวอ้างว่าเป็นการแก้เพื่อช่วยพรรคการเมืองบางพรรค มันเอาเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องมาพูด แล้วอย่างนี้พี่น้องประชาชนอยากจะเก็บ รธน. ฉบับนี้ไว้เช่นนั้นหรือ

นอกจากนี้ นพ.เหวง ยังชี้ให้เห็นถึงฝ่ายต่อต้านมักจะอ้างประชามติ 14 ล้านคนที่เห็นชอบ รธน. ฉบับนี้ ทั้งที่คนที่มีสิทธิในการโวตร่าง รธน.มีจำนวน 45 ล้านคน นั่นหมายความว่ายังมีส่วนที่ไม่เห็นด้วย 32 ล้านคน ไม่เห็นด้วย เท่าที่ได้ติดตามเอ็กซิทโพล (ทำการสำรวจความเห็นหน้าคูหาในขณะยั้น) ระบุชัดเจนว่ามี 30% ที่ให้เหตุผลสักถึงการลงประชามติกาเห็นด้วย ก็เพื่อให้มีการเลือกตั้ง เพราะขณะนั้นรัฐบาลรัฐประหารทำให้ชาวบ้าน ประชาชน เกษตรกรเดือดร้อนกันมาก เลือดมันหลังอยู่ในอก แต่น้ำตาไม่มี กาเห็นชอบเพื่อให้รัฐบาลรัฐประหารพ้นๆ ไป เพื่อไปแก้กันในอนาคต รวมทั้งนักวิชาการบางคนเห็นเช่นนั้นด้วย พอมาถึงวันนี้ ถึงเวลาที่เราต้องแก้ รธน. ฉบับนี้แล้ว หลังจากที่ทหารมายึดอำนาจ ซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อครรลองประชาธิปไตย



เวทีสัญจร คปพร.ที่ยะลา คึกคักก่อนเริ่ม ไทยพุทธ-ไทยมุสลิมเข้าร่วมแล้วกว่า 2,000 คน




ไม่แพ้ภาคอื่น คนยะลาทั้งไทยพุทธ-ไทยมุสลิม สนใจสัมมนา “ฝ่าวิกฤติรัฐธรรมนูญ 50” ของ คปพร. แห่เข้าร่วมแล้วกว่า 2,000 คน ก่อนเริ่มจริงบ่ายโมงตรง

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศก่อนการเริ่มสัมมนา “ระดมความคิด ฝ่าวิกฤติรัฐธรรมนูญ 2550” บนเวทีสัญญจรของคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) ที่จะเริ่มขึ้นในเวลา 13.00 น. ที่โรงแรมปาร์ควิว อ.เมือง จ.ยะลา ขณะนี้ มีประชาชนผู้สนใจทยอยเดินทางเข้าร่วมแล้วอย่างหนาตาประมาณกว่า 2,000 คน ซึ่งมีทั้งชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิม

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พิธีกรบนเวที ได้เชิญชวนให้ชาวไทยมุสลิม สามารถเข้าทำพิธีละหมาดจากที่โรงแรมจัดสถานที่ไว้บริการได้ก่อนเปิดการสัมมนาโดยไม่ต้องเดินทางไปทำพิธีที่อื่น

สำหรับการเปิดสัมมนาของ คปพร.ในวันนี้ มีวิทยการเข้าร่วม อาทิ นำโดย นพ.เหวง โตจิราการ นายมานิตย์ จิตรจันทร์กลับ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย และ นายชินวัตร หาบุญพาดฯลฯ

รัฐทุ่ม 50 ล้านปูทางซื้อบีทีเอส

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า ในการประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบขนส่งทางรางและระบบขนส่งมวลชน ที่มีนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธาน ได้เห็นชอบให้จัดสรรเงินงบประมาณ 50 ล้านบาท ให้ กระทรวงการคลัง เพื่อนำไปว่าจ้างที่ปรึกษาทางการเงินให้เข้าไปสำรวจสถานะทางการเงิน มูลค่าทรัพย์สินและแนวทางในการซื้อกิจการรถไฟฟ้าบีทีเอส ของบริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือบีทีเอสซี ตามนโยบายของนายสมัครว่าจะคุ้มค่ากับเงินลงทุนเพียงใด โดยเฉพาะการกำหนดราคาหุ้นที่เหมาะสม เพื่อให้การตัดสินใจการลงทุนของรัฐบาลไม่ถูกคำครหาและมีผลทางเศรษฐกิจที่สุด

“นายกฯต้องการซื้อกิจการบีทีเอสซี เพราะสะดวกในการบริหารและจัดการโครงข่ายรถไฟฟ้าทั้งระบบ ขณะที่สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) คาดว่าจะใช้เงินกว่า 56,000 ล้านบาท โดยขอซื้อหนี้จากเจ้าหนี้ 89% หรือประมาณ 50,000 ล้านบาท อีก 11% ของบีทีเอสซี เป็นเงินกว่า 6,000 ล้านบาท”

นอกจากนี้ ยังมอบให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ไปปรับงบประมาณในการศึกษาความเป็นไปได้ของการจัดทำโครงการรถไฟฟ้าสายสะพานใหม่-ลำลูกกา, บางปิ้ง-บางปู, วงแหวนรอบใน โดยใช้งบปี 52 แทน และ สนข.ยังได้ รายงานความคืบหน้าสายบางใหญ่-บางซื่อ ได้เปิดขายเอกสารประกวดราคาเสร็จแล้วเมื่อวันที่ 2 พ.ค. เชื่อว่าจะเซ็นสัญญาก่อสร้างต้นปี 52, แบริ่ง-สมุทรปราการ-บางปู ส่วนหมอชิต-สะพานใหม่ อยู่ระหว่างรอสำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมพิจารณาผลกระทบสิ่งแวดล้อม คาดว่าจะประกวดราคาได้เดือน ก.ค.นี้ ขณะที่บางซื่อ-ท่าพระ และหัวลำโพง-บางแค จะประกวดราคาได้เดือน มิ.ย.นี้ ส่วนระบบรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง บางซื่อ-ตลิ่งชัน จะเซ็นสัญญาก่อสร้างได้เดือน พ.ค.นี้ บางซื่อ-รังสิต คาดว่าจะประกวดราคาได้เดือน มิ.ย. 51 และบางซื่อ-พญาไท-หัวหมาก จะประกวดราคาได้ในเดือน ก.ค. 51



มีตัวอย่าง

ผิดคาดกับท่าทีของพรรคพลังประชาชนที่มีต่อกรณีนายธีรยุทธ บุญมี อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ที่ตั้งฉายาให้รัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวชว่า "ลูกกรอก 1" เพราะเห็นว่าคำว่า"นอมินี"เบาเกินไป มีหัวหน้าคณะคือกุมารทองคะนองปาก กับกุมารทองคะนองฤทธิ์ระรานไปทั่ว

ร่วมก๊วนด้วย "รักเลี้ยบ-ยมมิ่ง" สุดท้ายชี้ไม่เกิน 1 ปีโดนต้านมากขึ้นจนเกิดวิกฤตรุนแรง

นายกุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน แถลงกลับแบบเรียบๆ ว่ารัฐบาลยินดีรับฟังทุกความเห็น และเห็นว่านายธีรยุทธเป็นนักวิชาการ แสดงความเห็นเพราะหวังดีกับบ้านเมือง มีความยินดีกับที่ออกมาเตือนสติสังคม

ผิดคาด เพราะมาดนิ่มๆ นี้เอง

ซึ่งมองได้ 2 แบบว่า อาจเป็นเพราะปัญหาความสัมพันธ์ในพรรคพลังประชาชน เพราะที่ผ่านมาลูกพรรคก็ไม่ค่อยมีคนออกมาปกป้องนายกฯ สมัคร หรือร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อยู่แล้ว

ไม่เหมือนสมัยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

หรือไม่เช่นนั้นก็เป็นนโยบายของนายสมัครที่ไม่ต้องการเปิดช่องให้โดนฝ่ายต่อต้านโจมตี!!

เนื่องจากมองว่าสถานการณ์การเมืองตอนนี้ ถ้ารัฐบาลไม่เพลี่ยงพล้ำเสียเอง ก็ยากที่ม็อบพันธมิตรฯ จะโค่นล้มรัฐบาลได้เหมือน 19 กันยา 49

จึงปรับเปลี่ยนท่าทีเสียใหม่ เริ่มจากตัวนายกฯ หมักเองที่ประกาศเลิกพูดจาหยาบๆ รุนแรง คงรู้ว่ายิ่งพูดแรงๆ ก็จะโดนสวนกลับแรงๆ เหมือนกัน

ขณะที่เว็บไซต์ไฮ-ทักษิณก็ประกาศปิดตัว เพราะประเมินแล้วว่าระยะหลังเว็บนี้หมิ่นเหม่ล่อแหลมเกินไป และเป็นเป้าล่อของฝ่ายต่อต้านรัฐบาล

นอกจากนี้ท่าทีของรัฐบาลเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้แข็งกราวเหมือนตอนแรกๆ

เชื่อแน่ว่ารัฐบาลหมักคงปรับกลยุทธ์รับมือม็อบพันธมิตรฯ

นอกจากนี้ คงเห็นตัวอย่างจากกรณีของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สมัยที่ออกอาการทนไม่ได้เมื่อโดนอาจารย์ธีรยุทธวิพากษ์ว่าเป็นรัฐบาลยุค "อัครยำประเทศ-ทักษิณนุวัตร" หรือยุค "โคตรานุวัตร"

ทั้งเสี่ยแม้วและคนไทยรักไทยสวนกลับว่าเป็นขาประจำ แค่คนป่วย พวกนักเรียนหลังห้อง นักเมาหมัดทางวิชาการ ขรก.เป็ดง่อยบ้าง ฯลฯ

แต่ถ้าย้อนไปดูครั้งนั้น อาจารย์ธีรยุทธวิเคราะห์สถานการณ์รัฐบาลทักษิณไว้ละเอียดยิบแบบนักวิชาการ

และระบุว่าการมีปัญหาทุจริตรุนแรง จะทำให้รัฐบาลจะเข้าขั้นวิกฤต โดนกระแสประชาชนต่อต้าน และฟันธงว่าทักษิณจะอยู่ไม่เกิน 2 สมัย

ซึ่งเสี่ยแม้วก็จบเห่ หลังจากชนะเลือกตั้งสมัยที่ 2 ไม่นาน


"เฉลิม"โว รบ.เงาะป่าข้างในสังข์ทอง

ชี้โผงผางแต่จริงใจ ส.นักข่าวฯแถลงการณ์ ให้"สมัคร"เข้าใจบทบาท
มือแจกใบปลิวถล่มป๋าโต้ “เทพไท” จวกปชป.ชอบป้ายสี “ชาญวิทย์” ยอมรับทำจริงแค่เดินแจกเอกสาร ไม่ได้เป็นคนผลิต เผยรู้จักกับ “จาตุรนต์” แต่เคลื่อนไหวเดี่ยวไม่เกี่ยวโยง ด้าน “เทพน้อย” เชื่อ “ชาญวิทย์” ไม่มีปัญญาวางแผนทำเอง รับปูดเพื่อต่อจิ๊กซอว์โยงเบื้องหลัง “สุริยะใส” ออกโรงท้า ตร. สอบพันธมิตรใช้ธงชาติ แจงคนละเรื่องกับธงทักษิณ ปชป. จวกสาวก “ทักษิณ” เข้าตำราหมาหางด้วน “เทพไท” แฉเกมปูดข่าวใบแดง ปชป. หวังต่อรองแก้รธน. โดยสะดวก ยืนยันจุดยืนหนักแน่น “เฉลิม” ปฏิเสธ พปช. ปล่อยข่าวกดดัน ปชป. ให้อ่อนข้อ สับ “ธีรยุทธ” รู้ดีทั้งที่ยังไม่ถกแก้รธน. แค่ไหน “หนูนา” หนุนต้องแก้ข้อบกพร่อง ชี้รธน.มองนักการเมืองในแง่ร้ายเกินไป “รสนา” เดินหน้าล่าชื่อหนุนตั้ง ส.ส.ร. ถกแก้ รธน. พปช. สายอีสานเชียร์ “ปู่ชัย” นั่ง ปธ.สภาสุดลิ่ม ขณะที่ “หมอเลี้ยบ” มีชื่อโผล่ร่วมขบวนแต่ยังรอทาบทาม สมาคมสื่อฯ ขอให้ “สมัคร” ตระหนักบทบาทของสื่อ ออกแถลงการณ์เรียกร้องอย่าใช้อำนาจรัฐ “เหลิม” ชี้รัฐบาลยังเป็นเงาะป่า ยันทำงานกับสื่อไม่มีปัญหา

อ่านรายละเอียด เดลินิวส์

เจอเกมนี้ กกต.อึดอัด!

ผิดฟอร์ม ไม่คึกคักอย่างที่คาดการณ์กันไว้ กับการตัดริบบิ้นเปิดตัวมูลนิธิบ้านเลขที่ 111 ไทยรักไทย

แน่นอนเหตุผลหนึ่งก็เพราะพระเอกอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขี้เกียจเจอกับคำถามร้อนๆ กรณีปรากฏภาพธงชาติไทยเขียนตัวอักษร “THAKSIN” ไปกางหราอยู่บนอัฒจันทร์เชียร์ของสนามซิตี้ออฟแมนเชสเตอร์ สเตเดียม ประเทศอังกฤษ

เลื่อนตั๋วกลับเมืองไทยกะทันหัน ไม่ทันมาร่วมงานตามที่กำหนดโปรแกรมไว้

เท่าที่ไล่เรียงดูหน้าตาก็เลยมีแค่ตัวประกอบฉากไม่โดดเด่นอะไร อีกทั้งสังเกตว่า รายการนี้อดีตแกนนำไทยรักไทยระดับบิ๊กเนมที่กระจัดกระจายไปอยู่ค่ายอื่น ทั้งนายพินิจ จารุสมบัติ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ นายสนธยา คุณปลื้ม ฯลฯ

ไม่ปรากฏโฉมแต่อย่างใด

นั่นก็เพราะบรรดาเซียนเลือกตั้งประเมินตรงกันว่า สถานการณ์ยังไม่เหมาะแทงหวย

พลาดพลั้งไปจากแค่โทษดองเค็ม 5 ปี อาจจะไม่มีเวทีให้เล่นกันเลย

ประกอบกับนาทีนี้บรรดาบิ๊กเนมทั้งหลายก็เพิ่งจะตั้งหลักกันได้ หลังจากถอยร่นไม่เป็นขบวนกับผลการเลือกตั้งสนามใหญ่ เจอสงคราม “ทักษิณ” ถล่มราบเป็นหน้ากลอง

เสียดินแดนยึดครองไปตามๆกัน

แต่จากผลการเลือกตั้งเวทีท้องถิ่นที่ผ่านมาหยกๆ ไม่ว่าจะเป็นที่จังหวัดชลบุรีที่ตระกูลคุณปลื้มกลับมายึดเก้าอี้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เช่นเดียวกับที่จังหวัดอุบลราชธานีเครือข่ายของ “ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ” ก็เบียดชนะทีมของพรรคพลังประชาชนที่แท็กทีมกับทีม ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์แบบขาดลอย และที่จังหวัดหนองคายสายตรงของนายพินิจ จารุสมบัติ ก็เบียดเข้าป้าย

พิสูจน์บารมียังเชื่อขนมกินได้

หมดกระแสเมื่อไหร่ กลับไปลุยกันในสนามถนัดของแต่ละคน เหล่าขุนศึกอดีตแกนนำพรรคไทยรักไทยยังคงเป็นตัวยืนแชมป์ที่โค่นยาก

และนี่คือเหตุผลที่ “ทักษิณ” ต้องตั้งมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย ขึ้นมาเป็นค่ายระดมพล

ล็อกขุนศึกไว้เป็นแนวร่วม

แต่เมื่อแผนระดมเซียนเลือกตั้งเข้ามาปักหลักในมูลนิธิ 111 ไทยรักไทยยังไม่เป็นไปตามเป้า เหล่าขุนศึกแตกค่ายยังประคองเกมรอดูสถานการณ์

ไม่แทงหวยเต็ง

ก็ต้องจับตากระบวนท่าต่อไปของ “ทักษิณ” จะพลิกเกม ปูทางกลับมาลงสนามอย่างไรให้เนียนๆ

แต่ที่เล่นกันแบบไม่เนียน ปูทางให้ล่อกันเห็นๆเลย

เริ่มตั้งแต่คนของพรรคพลังประชาชนออกมาปูดข้อมูลร้อนๆ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จังหวัดอุบลราชธานี ได้ลงมติแจกใบแดงให้กับทีมของนายวิฑูรย์ นามบุตร ส.ส.ระบบสัดส่วน รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เช่นเดียวกับ กกต.กทม.ก็ชงใบแดงให้คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ส.ส.กทม. กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์

เปิดเกมดักคอ กกต.ชุดใหญ่

ไม่ให้เกิดรายการสองมาตรฐาน

และก็เป็นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่รีบออกมาดักทางกระบวนการกดดันให้ กกต.แจกใบแดงกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์

ลากเข้าเงื่อนไขคดียุบพรรค

โยงกันไปถึงขั้นที่ว่าเป็นเกมต่อรองของขั้วอำนาจเก่า หวังล็อกพรรคประชาธิปัตย์ให้เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญหนีคดียุบพรรค

รับมุกจากที่ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ออกมาโวยใส่พรรคประชาธิปัตย์ที่ขวางลำแก้รัฐธรรมนูญเพื่อหนีคดียุบพรรค

ไม่โดนบ้างไม่รู้สึก

พลังประชาชนกับประชาธิปัตย์ ต่างฝ่ายต่างเปิดเกมดักคอ ดักทาง

แต่ที่อึดอัดกลายเป็น 5 เสือ กกต.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน


หนังหน้าไฟ

มือวางอันดับที่หนึ่งที่จะนั่งเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่แทน "ยงยุทธ ติยะไพรัช" ที่ชิงจังหวะ ลาออกไปใครคือเขา? เขาคือใคร? ภายใน 48 ชั่วโมงจากนี้จะมีคำตอบ ชัดเจน!!

ถ้าดูจากรายชื่อผู้เข้าประกวดชายงามที่ เปิดออกมาแล้ว 4-5 ราย แต่ละรายก็มีจุดเด่นจุดด้อย ไม่เหมือนกัน

แต่ที่แน่ๆ “เขาคนนี้” จะต้องรับบทหนัก ที่สุดในการคุมเกมแก้รัฐธรรมนูญที่มีอนาคต รัฐบาลเป็นเดิมพัน

เป็นเกมมหาโหดที่ไม่มีใครยอมใคร

เรียกว่าใหญ่ปะทะใหญ่ แรงปะทะแรง แข็งปะทะแข็ง ยิ่งกว่า“เฉินหลง” ปะทะ “เจ็ท ลี”

“แม่ลูกจันทร์” ไม่กล้าคาดเดาว่าศึก แก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้จะจบอย่างไร??

แต่ดูแนวโน้มแล้วน่าจะดุเดือดเลือด ท่วมจอ

ฉะนั้น ใครที่ได้นั่งเก้าอี้ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติคนใหม่ ต้องถือว่าเป็นทุกขลาภอย่างแรง!!

แต่ก็แปลกที่ยังมีผู้ประสงค์นั่งเก้าอี้ ตัวนี้กันหลายคน

คนที่เหมาะสมมากที่สุดที่มีเหลืออยู่ใน ปัจจุบันคือ “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” รมว.ยุติธรรม

แต่แกก็ปฏิเสธเด็ดขาด ไม่ยอมข้ามห้วย กลับไปเป็นประธานสภาฯ

เพราะรู้ว่าเกมหนักอย่างนี้มีแต่ เปลืองตัว

สมชาย วงศ์สวัสดิ์ รมว.ศึกษาฯ ถึงจะ เชี่ยวชาญด้านกฎหมายโดยตรง แต่พรรษาการ เมือง และประสบการณ์งานสภาฯยังน้อยมาก

ถือว่ายังไม่เข้ามาตรฐานไอเอสโอ

สรุปว่า...ประธานสภาฯคนใหม่ที่จะเป็น หนังหน้าไฟคุมเกมแก้รัฐธรรมนูญคงต้องเลือกจาก ส.ส.พรรคพลังประชาชนที่มีอยู่ใน ปัจจุบัน

แต่จะหาคนที่มีคุณสมบัติตรงตามสเปกก็ยากจริงๆ

ในมุมมองของ “แม่ลูกจันทร์” มีตัวเลือกอยู่ไม่กี่คน

ตัวเลือกแรก คือ รองประธานสภาฯ คนที่ 1 เจ้าของฉายา “ขุนค้อน” “สมศักดิ์ เกียรติ- สุรนนท์”

เพราะ “สมศักดิ์” เป็น ส.ส.อาวุโส เคยเป็นรองประธานสภาฯมา 2 ครั้ง ผลงานที่ผ่านมาถือว่า “โอเค”

ข้อดีของ “สมศักดิ์” คือเป็นคนอ่อนนอกแข็งใน เล่นได้ทั้งบทบู๊และบทบุ๋น แบบทูอินวัน

สำหรับตัวเลือกที่ 2 คือ “ปู่ชัย ชิดชอบ” ประธานวิปรัฐบาล ที่มีอาวุโสพรรษาการเมืองสูง ที่สุดในสภาฯ

จุดแข็งของ “ปู่ชัย” คือเก๋าเกม ไม่ว่า ฝ่ายค้านจะเล่นไม้ไหน “ปู่ชัย” จะดักทาง ได้ทัน

แต่จุดอ่อนของปู่คือ...อายุมากเกินไป

ถ้าต้องควบคุมเกมใหญ่ๆ อาจยืนระยะไม่ได้ยาว??

สรุปว่าถ้าเลือกระหว่าง 2 คนแรก “แม่ลูกจันทร์” ทิ้งน้ำหนักให้ “ขุนค้อน” เหมาะกว่า “ปู่ชัย”

แต่ก็ยังมีตัวเลือกอื่นที่น่าสนใจอีก 6 คน

รองประธานคนที่ 2 พันเอก ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย ก็ฟอร์มไม่เลว

ถ้าจะเอาแบบเสี่ยสั่งลุย ก็ต้อง “ศรีเมือง เจริญศิริ” อดีต ส.ว.คนดัง

ถ้าจะเอาคนที่รู้เรื่องรัฐธรรมนูญมาคุมเกม ก็ต้อง “สุขุมพงศ์ โง่นคำ” มือกฎหมายที่ยกร่าง พิมพ์เขียวแก้รัฐธรรมนูญมากับมือ

ถ้าชอบแนวประนีประนอม มีความยืดหยุ่น ในการคุมเกม ก็ต้อง “พีรพันธุ์ พาลุสุข” ส.ส. นักกฎหมายผู้ที่ยึดแนวทางสายกลาง

ถ้าจะให้ฮือฮา...“มหากุเทพ ใสกระจ่าง” ก็ไม่ขี้ริ้วเหมือนกัน

แต่ถ้าจะให้ตื่นเต้น

ต้อง “ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ” นี่แหละใช่เลย.

แม่ลูกจันทร์


ตอเรสยิงประตูชัยลิเวอร์พูลเอาชนะแมนฯซิตี้ 1-0

ศึกลูกหนังพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 2007/08 คืนนี้ (4 พ.ค.) เป็นโปรแกรมซุปเปอร์ซันเดย์ คู่ที่สอง หงส์แดงลิเวอร์พูล เปิดสังเวียนแอนฟิลด์รับการมาเยือนของ เรือใบสีฟ้าแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งกำลังมีข่าวจะปลด สเวน โกรัน อีริกสัน พ้นจากตำแหน่งกุนซือหลังจบฤดูกาลนี้

เกมนี้ หงส์แดงมาในชุดแข่งสำหรับฤดูกาล 2008/2009 15 นาทีผ่านไป เจ้าถิ่นมีโอกาสบุกมากกว่า แต่จังหวะจบสกอร์ ยังลุ้นทำประตูไม่ได้ จากนั้นมามีจังหวะที่ สตีเวน เจอร์ราด ยิงได้ลุ้น แต่บอลพุ่งเฉี่ยวเสา เกือบเป็นประตูขึ้นนำให้เจ้าถิ่น และเจอร์ราดคนเดิม ก็ได้ยิงในระยะ 16 หลา ปั่นโค้ง โจ ฮาร์ท ปัดทิ้งออกไป ลิเวอร์พูล มาได้ลูกแตะมุม เดิร์กเคาท์โหม่งแบบไม่ได้ลุ้น หมดครึ่งเวลา ลิเวอร์พูลเจาะแนวรับของแมนฯซิตี้ไม่ได้ เสมอกันไป 0-0

เกมในครึ่งหลัง รูปเกมเจ้าถิ่นลิเวอร์พูล เล่นดีกว่า จนกระทั่งผู้เล่นกองหลังของ แมนฯ ซิตี้ จ่ายพลาด บอลไปติดเดิร์กเคาท์ และบอลกระดอนมาเข้าทาง เฟอร์นานโด ตอเรส หลุดเข้ากรอบเขตโทษ ตอเรส ยิงลอดขาโจ ฮาร์ท บอลพุ่งเสียบเสา ทำให้ลิเวอร์พูล ออกนำ แมนฯซิตี้ ไปก่อน 1-0 ในนาทีที่ 58 จากนั้นลิเวอร์พูลมาเป็นชุดใหญ่ เกือบได้ประตูทิ้งห่างอีกหลายครั้ง

นาทีที่ 80 แมนฯซิตี้ ได้ฟรีคิกระยะ 30 หลา เบนจานี ซัดเต็มๆ บอลตรงกรอบ จบ 90 นาที ลิเวอร์พูลเอาชนะแมนฯซิตี้ 1-0 เก็บ 3 แต้มได้ เป็นอันดับ 4 มี 73 คะแนน ส่วนแมนฯซิตี้ อยู่อันดับที่ 9 มี 55 คะแนน



พิษน้ำตาล “สมัคร” แช่งคอลัมนิสต์

เมื่อเวลา 08.30 น. วันเดียวกัน นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ได้กล่าวผ่านรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ตอนหนึ่งถึงกรณีที่คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์วิพากษ์วิจารณ์การขึ้นราคาน้ำตาลของรัฐบาล โดยระบุว่านายสมัครรับเงินจากการขึ้นราคาน้ำตาล 500 ล้านบาทว่า มีการว่ากล่าวว่ามีส่วนได้เสีย หาว่าเป็นคนไม่เต็มบาท เพราะเกิดรู้ดีว่าการขึ้นราคาต้องขึ้นตอนเข้าโรงหีบ ขึ้นตามฤดูการผลิตอ้อย แต่มาขึ้นตอนน้ำตาลตกอยู่ในมือพ่อค้า กำไรก็จะอยู่ในมือพ่อค้า สมองเกินบาท หากินกับพ่อค้าน้ำตาล ไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย เพราะน้ำตาลจะอยู่ที่โรงงาน คุมโดยโรงงาน เมื่อขายกำไรจะอยู่ที่โรงงาน และโรงงานต้องนำเงินไปใช้หนี้เงินกู้ 17,000 ล้านบาท หนังสือพิมพ์บางฉบับบอกว่ารายการนี้ล่อไป 500 ล้าน ตำหนิว่าหากินกับน้ำตาล ใครจะว่าอย่างไรก็สุดแล้วแต่ บอกได้ เลยว่าถ้าหากหากินกับน้ำตาล ไปยุ่งเกี่ยวได้มาสักบาทเดียว ต้องให้มีอันเป็นบรรลัยวายวอดทั้งวงศ์ตระกูล อย่าได้มีความเจริญในบ้านเมืองนี้อีกต่อไปเลย แต่ถ้าไม่ได้เป็นอย่างนั้น ไม่ได้ไปแตะต้องสักบาทเดียว ทำเพื่อบ้านเมืองเพื่อคนที่ปลูกอ้อย ก็ขอให้คนเขียนคอลัมน์มีอันเป็นไป ขอให้บรรลัยวายวอดกันทันตาเห็นไปเลย

โต้ “ธีรยุทธ” ทำขนมเบื้องด้วยปาก

“ผมทำให้ไม่ได้ทำเอา ถ้าไม่ตัดสินใจตอนนี้จะไปทำตอนไหน ผมไม่นั่งรอเพราะรู้ว่าวงจรเขาควบคุมถึงไม่ว่าจะขึ้นราคาเวลาไหน เงินจะอยู่ที่โรงงานน้ำตาลที่คุมสต๊อกกันอยู่ ถ้ารอถึงฤดูหีบอ้อยในเดือน พ.ย. นายกฯอาจจะไม่ได้ชื่อนายสมัครก็ได้” นายสมัครกล่าวและว่า กรณีที่นายธีรยุทธ บุญมี อาจารย์คณะสังคมศาสตร์และมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลนั้น ไม่กล้าว่านายธีรยุทธเป็นโรคจิตหรืออะไร แต่จะพูดแบบสำนวนไทยสบายๆธรรมดา คือคนที่พูดจาว่ากล่าวเขาข้างเดียวอย่างนี้ สำนวนโบราณเขาเรียกว่า เป็นคนประเภทละเลงขนมเบื้องด้วยปาก ไปดูที่หน้าวัดมหรรณพฯก็ได้ ลองไปยืนจะเห็นว่าไม่เห็นจะยากเย็นเลย แต่แม่ค้าที่ทำเขาละเลงมาตลอดครึ่งค่อนชีวิต ถึงมีสำนวนไทยที่ไอ้คนสักแต่พูดๆอย่างนั้น เขาเรียกว่าละเลงขนมด้วยปาก นายธีรยุทธก็ประเภทนี้ ส่วนบรรดาสื่อสารมวลชนที่วิจารณ์กันเอิกเกริกกันใหญ่ ขอประทาน โทษ ไม่ลงไปเล่นด้วยหรอก เชิญกันตามสบายเถอะ ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีความเก่งกาจ เป็นนายกฯคนแรกที่แสดงความเก่งกาจ เล่นเอาวงการสื่อสารมวลชนต้องทำกิจกรรมอะไรต่างๆเอาไปโขกไปว่ากล่าวเสียหาย ว่าคนพวกนี้ไม่ย้อนดูตัวเอง

ยันไม่มียุบ “สนทนาประสาสมัคร”

นายสมัครกล่าวต่อว่า มาเป็นนายกฯ 3 เดือน คนพวกนี้เขียนดุด่าว่ากล่าว กระทบกระแทกแดกดันเท่าไหร่ มีการออกเสื้อสีขาวติดเสื้อสีขาว ติดป้ายยืนเกาะรั้วทำเนียบรัฐบาล ถ่ายรูปเหมือนกับเข้าทำเนียบฯไม่ได้ บอกว่าคุกคามสื่อเท่ากับคุกคามประชาชน และกล่าวหาเลยว่าไม่เคยมียุคไหนเลยที่นายกฯ และรัฐบาลคุกคามสื่อได้ ขนาดนี้ ทำไมปากคนปากเดียวถึงเก่งได้ขนาดนี้ ทำให้ วงการสื่อสารมวลชนตื่นเต้นกันขนาดนี้ การคุกคามนั้นต้องสั่งปิด นสพ.ตำรวจจับเอาไปขังโดยไม่มีเหตุผล สั่งไม่ให้เขียนบทความ แต่ตอบคำถามตามแบบของตนเท่านั้นเป็นเรื่อง ชุมนุมกันฟังดูแล้วน่าขำ เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต ไม่เคยคิดเลยว่าไอ้คนธรรมดาคนหนึ่ง วันหนึ่งมาเป็นนายกฯก็พูดจาอย่างเคยเป็น คิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น ก็ไม่เห็นว่าจะเสียหาย ออกข่าวไปทั่วโลกคุกคามสื่อ ก็นั่งดูและประกาศยุติการพูดเอง คิดว่าไม่พูดก็ไม่มีเรื่องยิ่งดีใหญ่ ต่างคนต่างอยู่ ก็มีรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ใครจะกระแนะกระแหนอย่างไรรายการนี้ก็ไม่เลิก คนทั้งบ้านทั้งเมืองอยากฟัง ใครไม่อยากฟังก็ไปอยู่ที่อื่นก็ไม่ต้องฟัง เพราะต้องพูดให้ราษฎรเข้าใจเรื่องต่างๆ

อ่านรายละเอียด ไทยรัฐ