WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, May 5, 2008

พปช.จ่อยื่นกระทู้พันธมิตรหมิ่นธงชาติ

* ขีดเส้นตำรวจจัดการภายใน 7 วัน
พปช.จ่อยื่นกระทู้สดถามนายกฯ 8 พ.ค.นี้ ถามหามาตรการจัดการกับพวกหมิ่นธงชาติ หลังปรากฏหลักฐานชัดพันธมิตรฯ สายประชาธิปัตย์ มีชื่อหราบนรูปธงชาติไทย พร้อมจี้ “อภิสิทธิ์” ดูแลลูกพรรคให้ดีก่อนออกมากล่าวหาคนอื่น ด้าน “วีระ สมความคิด” เอาสีข้างเข้าถู บอกปัดไม่แจ้งความกองปราบฯ อ้างคนละกรณีกับ “ทักษิณ” แค่ลายธงชาติไม่ผิดกฎหมาย “ไกรศักดิ์” บอกหน้าตาเฉยแค่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ด้าน “หมอเหวง” จี้พันธมิตรฯ-ปชป. ออกมาขอโทษประชาชน พร้อมจี้ตำรวจดำเนินคดีโดยไม่ต้องรอให้มีผู้ร้องเรียน

จากกรณีที่ นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น (คปต.) เข้าแจ้งความต่อกองปราบปราม ให้ดำเนินคดีในกรณีมีชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และประธานสโมสรฟุตบอลแมนฯ ซิตี้ บนผืนธงชาติไทย และ นายศิริโชค โสภา ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นกระทู้ถาม นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในประเด็นเดียวกันนั้น

กรณีดังกล่าวได้กลายเป็นประเด็นอย่างกว้างขวาง ทั้งในแง่ความเหมาะสมและเจตนาของผู้ที่นำเรื่องดังกล่าวมาเปิดประเด็น ในช่วงที่มีความเห็นขัดแย้งกันในทางการเมือง

อย่างไรก็ดี ในวันที่ 4 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ทันทีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เดินทางมาถึงประเทศไทย ก่อนขึ้นรถออกไปจากสนามบิน ได้เดินเข้ามาหาสื่อมวลชนกว่า 50 คน ที่มารอการชี้แจงประเด็นดังกล่าว โดยชี้แจงว่า ขอแสดงความเสียใจแทนแฟนคลับชาวอังกฤษที่ทำขึ้นมาด้วยความรักประเทศไทย รักสโมสร แต่พอเขารู้มีเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นก็เสียใจ และฝากแสดงความเสียใจมาด้วย มันเป็นเรื่องที่วัฒนธรรมทางโน้นไม่ถือ ก็เลยไม่รู้ จึงทำไปด้วยความปรารถนาดี แต่พอเราบอกเขาก็เสียใจ และเขาก็หยุด ซึ่งคงต้องอธิบายกับนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี

พร้อมทั้งระบุว่าวันนั้นนั่งอยู่ในสนามด้วย และเห็นแฟนคลับชูธงชาติไทยโดยมีชื่อตัวเองอยู่แต่บอลกำลังแข่ง หลังจากนั้นไปบอกเขาก็เลิก

อย่างไรก็ตามห ลังจากมีการนำเปิดประเด็นดังกล่าว ได้มีเว็บไซต์หลายแห่งโดยเฉพาะ w.w.w.pantip.com ห้องราชดำเนิน ได้โพสต์รูปของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อคราวชุมนุมก่อนการรัฐประหาร ชี้ให้เห็นถึงการนำธงชาติมาประดับเวที ใช้ประกอบข้อความโจมตีฝ่ายตรงข้าม ใช้ประดับเสื้อ หรือแม้กระทั่งนำลายสีธงชาติมาทำเป็นข้อความ “ออกไป ออกไป” เป็นผ้าชิ้นน้อย คาดอกนางแบบสาวอย่างไม่เหมาะสม

นอกจากนี้ยังมีภาพการเดินสายโจมตีรัฐบาลของกลุ่มพันธมิตรฯ ในต่างประเทศ ที่ใช้พื้นหลังเวทีเป็นลายธงชาติ และทับอยู่ด้วยชื่อคนของกลุ่มพันธมิตรฯ และพรรคประชาธิปัตย์ อย่าง นายไกรศักดิ์ ชุณหวัณ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ และ นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อีกด้วย

กรณีดังกล่าวเป็นเหตุให้ นายภิรมย์ พลวิเศษ ส.ส.นครราชสีมา พรรคพลังประชาชน เข้าแจ้งความร้องทุกข์ที่กองปราบปราม เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยระบุว่า ภาพของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ปรากฎบนเว็บไซต์ดังกล่างอาจจะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ธง พ.ศ.2522 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 118

ล่าสุดในวันที่ 4 พฤษภาคม นายภิรมย์ เปิดเผยว่า จะนำเรื่องดังกล่าวหารือกับวิปรัฐบาลและที่ประชุมพรรค เพื่อยื่นกระทู้ถึงนายกรัฐมนตรี ว่าจะมีมาตรการอย่างไรไม่ให้เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต และกรณีเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วทั้งกรณีที่เกิดขึ้นในราชอาณาจักร และกรณีที่เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรจะมีการดำเนินการอย่างไร

ส่วนกรณีที่มีการแจ้งความดำเนินคดีไปแล้ว จะให้เวลาเจ้าหน้าที่ตำรวจทำงาน 7 วัน หากยังไม่มีความคืบหน้าก็จะมีการทำหนังสือสอบถามต่อไป

นายภิรมย์ กล่าวด้วยว่า ตาม พ.ร.บ.ธงชาติ ไม่ได้หมายถึงเฉพาะผืนธงเท่านั้น แต่มาตรา 22 แค่เป็นแถบ 5 สีแบบธง หากนำไปทำไม่เหมาะสมก็มีความผิดแล้ว เรื่องนี้ตนเองเห็นมานานแล้ว แต่ไม่คิดจะหยิบมาเป็นประเด็นเพราะไม่อยากหยิบเรื่องสถาบันมายุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่พรรคประชาธิปัตย์เอง ก็ยังออกมาพูดเรื่องนี้ไม่จบทั้งที่เป็นเรื่องที่เกิดในต่างประเทศ และไม่รู้ใครทำ เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ท่านคงไม่ทำเรื่องนี้อยู่แล้ว

การออกมาเคลื่อนไหวเรื่องนี้ก็อยากจะบอกว่าทำมพรรคประชาธิปัตย์จึงออกมาพูดแต่ กรณี พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ทำไมกรณีคนของพรรคตัวเองกลับไม่พูด จึงอยากฝากถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่าอย่า 2 มาตรฐาน และต้องดูแลลูกน้องของตัวเองให้ดี

ด้าน นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่า ใครทำอะไรก็ต้องออกมารับผิดชอบ และตนคิดว่าควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสอบสวนหาผู้กระทำผิด ประเด็นนี้คล้ายกับกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะตำรวจต้องหาความจริงว่าใครเป็นผู้กระทำ ไม่ใช่ชื่อใครอยู่บนธงชาติ ก็คือผู้กระทำผิด แต่เหตุการณ์ของกลุ่มพันธมิตรฯ มีความเป็นไปได้สูง และชัดเจนว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ต้องมีส่วนรู้เห็น ซึ่งการนี้ผู้บุคคลที่ปรากฏในภาพอย่าง นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ และนายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ส.ส.สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงกลุ่มพันธมิตรฯ ต้องออกมาชี้แจง และแสดงความรับผิดชอบ

“ กลุ่มพันธมิตรฯ เป็นพวกที่ไม่รู้สึกรู้สา อยู่แล้ว แม้จะเห็นกันอย่างชัดเจน ว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมาเป็นเวลานาน ก็ยังไม่มีใครชี้แจงหรือรับผิดชอบ การที่นายภิรมย์แจ้งกล่าวโทษก็ไม่ใช่เป็นการเอาคืน หรือแก้เกี้ยวเพราะใครทำอะไรไปต้องออกมารับผิดชอบ ตอนนนี้มีความพยายามนำสถาบันพระมหากษัตริย์ และความจงรักภักดีต่อชาติ มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างยิ่ง” นายจตุพรกล่าว

ทางด้าน นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ อดีต ส.ว.กทม. กล่าวถึงกรณี นายวีระ สมความคิด ออกมาแจ้งความดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่านายวีระก็ต้องแจ้งดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรฯ ด้วย แต่ถ้านายวีระไม่ออกมาเคลื่อนไหวในการแจ้งดำเนินคดีกับพันธมิตรฯ แสดงว่านายวีระเป็นคนมี 2 มาตรฐาน ที่ปากก็บอกว่าเป็นพวกต่อต้านคอร์รัปชั่น แต่มีการแบ่งระดับมาตรฐานของการเลือกกระทำด้วย

จะเห็นได้ว่ากรณีของกลุ่มพันธมิตรฯ สังเกตได้ชัดเจนเลยว่าจงใจทำ แต่ก็ยังไม่มีการเรียกร้องประเด็นนี้ นอกจากนี้ตนมองว่าการที่มีรูปหลุดออกมาของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เอาลายธงชาติไปทำเป็นเสื้อเกาะอกนั้น มองว่าไม่สมควรอย่างยิ่ง หรือจะเอามาประดับทำอะไรก็ตาม เพราะคนไทยถือว่าธงชาติเป็นสิ่งที่เราเทิดทูล เป็นสัญลักษณ์ของชาติ ใครจะมาทำให้เสื่อมเสียไม่ได้

ทางด้าน นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. กล่าวในประเด็นเดียวกันว่า กลุ่มพันธมิตรฯ ต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบโดยการขอโทษ หากยังมีจิตสำนึกอยู่ เพราะถือว่าเป็นการกระทำที่เอาตนเองไปเปรียบเทียบกับประเทศ

อยากเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจออกมาจัดการเรื่องดังกล่าว ไม่ต้องรอให้ นายวีระ สมความคิด ยื่นเรื่อง เพราะเชื่อว่าการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ น่าจะเป็นกระทำที่จัดทำขึ้นมาเอง ซึ่งแตกต่างจากกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ชาวต่างชาติเป็นคนทำ

ขณะที่ นายวีระ สมความคิด กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวภายหลังถูกมองว่าเลือกปฏิบัติ โดยกล่าวว่า กรณีของพันธมิตรฯ นั้นไม่เกี่ยวกับองค์ประกอบความผิด เพราะภาพที่ออกมานั้นธงชาติเป็นภาพที่วาดขึ้น ไม่เหมือนอย่างในกรณีของคุณทักษิณที่เขียนบนผืนธงชาติเลย และโดยส่วนตัวจะทำอะไรที่สังคมไม่ทำ ไม่นำเสนอ จะเอาข้อเท็จจริงออกมาตีแผ่ แต่อะไรที่เขาทำกันมาแล้ว ก็ไม่ทำ

ส่วน นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ซึ่งเป็นคนหนึ่งที่ปรากฏอยู่ในภาพถ่าย กล่าวว่า คงเป็นการที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์มากกว่า และเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นที่ต่างประเทศด้วย ตนคงจะไม่ออกเคลื่อนไหวกับเหตุการณ์ดังกล่าว เพราะไม่ได้กระทำการใดๆ ที่เป็นการเหยียดหยาม

ต้องมาดูอีกทีว่าจะมีคนมาร้องเรียนกับรูปภาพดังกล่าวหรือไม่ ถึงจะต้องมาศึกษาวิเคราะห์กันไปตามตัวบทกฎหมาย ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการย่ำยีประเทศหรือไม่

ส่วนกรณีของอดีตนายกฯ ทักษิณนั้น ต้องมามองที่เจตนาของการกระทำ ตนมองว่าเป็นการกระทำที่ต้องการเอาอกเอาใจ ข้อความที่เขียนเป็นการเอา พ.ต.ท.ทักษิณ ไปเปรียบกับชาติว่ามีความสำคัญมาก เพราะว่าท่านเอาเงินไปลงทุนกับทีมฟุตบอลมาก ช่วยในเรื่องของเศรษฐกิจที่ซบเซาอีกด้วย



ปราชญ์ยะลาชี้เหตุผล รธน.เผด็จการต้องแก้ไข

เวทีสัญจร “แก้ไข รธน. 50” ของ คปพร.ที่ยะลา คึกคักเกินขาด พี่น้องไทยพุทธ ไทยมุสลิม แห่ฟังแแน่น “หมอเหวง” ชำแหละที่มา ส.ว. และ ม.309 ผิดหลัก ปชต. อดีตผู้พิพากษาฯ “มานิตย์” ปลุกจิตวิญญาณคนยะลา รับไม่ได้เพราะเป็นกฎหมายโจรกบฏ หนทางเดียวโละทิ้ง เอา รธน.40 กลับมาใช้ ขณะที่ปราชญ์ยะลา “นิยะปาร์ ระเด่นอาหมัด” เผย คนยะลา ภูมิใจ รธน.40 เพราะเป็นฉบับแรกที่คนไทยมุสลิมลงนามสนองพระบรมราชโอการ แต่ก็เศร้าเพราะนายพลเอกที่ชื่อ “สนธิ” เป็นไทยมุสลิมแต่กลับฉีกทิ้ง

เวทีสัญจรของคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ (คปพร.) ที่โรงแรมปาร์ควิว จ.ยะลา เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นการลงสู่พื้นที่ภาคใต้ครั้งแรกนั้น บรรยากาศก่อนการเริ่มสัมมนาเป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิมทยอยเดินทางเข้าร่วมรับฟังอย่างคับคั่งประมาณ 2 พันคน พร้อมกันนี้ ยังได้เชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมลงชื่อ เพื่อยื่นสนับสนุนแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เหมือนเช่นเวทีสัญจรที่ดำเนินการมาแล้วในหลายจังหวัดก่อนหน้านี้ ซึ่งก็มีผู้ให้ความสนใจร่วมลงชื่อ และแสดงความคิดในเรื่องนี้อย่างเต็มที่

โดยหัวข้ออภิปรายคือ “ระดมความคิด ฝ่าวิกฤติรัฐธรรมนูญ 2550” เริ่มในเวลา 13.00 น. มีวิทยการเข้าร่วม อาทิ นพ.เหวง โตจิราการ นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท นายชินวัฒน์ หาบุญพาด และ นายจรัล ดิษฐาอภิชัย ฯลฯ

ซัด ที่มาว่า ส.ว.บ่งชี้ เปลี่ยนไทยเป็นพันธรัฐ
นพ.เหวง โตจิราการ หนึ่งในกรรมการ คปพร.ขึ้นกล่าวเป็นคนแรก ถึงเหตุผลและที่มาของรัฐธรรมนูญ 2550 ว่า เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 18 ของไทย และเป็นฉบับที่มาจากการทำรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยมีกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วมเพียงพอ ดังจะเห็นได้จากการให้อำนาจสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 150 คน โดย 76 คนมาจาก 76 จังหวัด ที่ไม่คำนึงถึงหลักการมติประชาชน เพราะแต่ละจังหวัดมีคนมากน้อยต่างกัน ทั้งที่ระบอบประชาธิปไตย การใช้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน จึงต้องให้ประชาชนเลือก และขณะเดียวกัน ส.ว.อีก 74 คน ก็ให้อำนาจคนเพียง 7 คน ที่มาจากการแต่งตั้งสรรหาของศาลและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 111, 112, 113 และ 114 เป็นคนคัดเลือก ซึ่งก็ผิดหลักการในระบอบประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง

“คุณจะเอาอำนาจอธิปไตยไปให้คน 7 คนไม่ได้ มันเป็นอภิชนาธิปไตย เอาอำนาจอธิปไตยไปให้อภิสิทธิ์ชนมาใช้คำว่า ส.ว.สรรหา โหวตแค่ 4 คนจาก 7 คนก็ชนะแล้ว ผมฟังนักวิชาการที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริตพูดในเรื่องนี้ค่อนข้างมาก ส.ว.มีอำนาจมากเกินไปหากเทียบในบางประเทศเช่นที่แคนาดา อีกทั้งการได้ ส.ว.เลือกตั้งจังหวัดละ 1 คนนั้น เท่ากับสะท้อนรากเหง้าทางความคิดของการเลือก ส.ว. มีที่มาจากไหน หลักการเช่นนี้ถือว่าขัดกับมาตรา 1 ที่ทำให้ประเทศถูกเฉือนแบ่งเป็น 76 จังหวัด กลายเป็น “พันธรัฐ-สหรัฐ” ทำให้อำนาจอธิปไตยถูกแบ่งเป็น 76 อำนาจ ไม่ใช่หนึ่งเดียวที่ควรจะแบ่งแยกไม่ได้” นพ.เหวง กล่าว

ระบุ อ้างประชามติ 14 ล้าน ไม่ชอบธรรม
นพ.เหวง กล่าวถึงมาตรา 309 ด้วยว่า ระบุให้การใช้อำนาจรวมถึงการกระทำของกลุ่มคนทำรัฐประหารเป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม ทั้งก่อนหน้าและหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ เท่ากับเป็นการปกป้องรัฐประหารให้กลายเป็นความชอบธรรม จึงต้องขอประณามและฟ้องประชาชนในวันนี้ ซึ่งประชาชนคนไทยทุกคนต้องเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 โดยเร็ว

นอกจากนี้ ในระบอบประชาธิปไตย อำนาจสูงสุดเป็นของปวงชนชาวไทย ที่แสดงออกได้โดยให้คนที่มีความคิดแนวทางเดียวกันมารวมกันเป็นพรรคการเมือง ทำหน้าที่วิเคราะห์ปัญหาของประเทศเสนอเป็นนโยบาย โดยผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ( ส.ส.) ซึ่งเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย แต่มาตรา 266 ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กลับห้ามไม่ให้ ส.ส.แทรกแซงข้าราชการของรัฐ พนักงานของรัฐ ลูกจ้างของรัฐ ทั้งทางตรงและทางอ้อม เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว จะเลือก ส.ส. มาทำไมกัน

นพ.เหวง ยังชี้ให้เห็นถึงการกล่าวอ้างประชามติ 14 ล้านคนที่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ของฝ่ายคัดค้านด้วยว่า หากอ้างเช่นนั้น จากจำนวนผู้มีสิทธิโหวตรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีทั้งหมด 45 ล้านคน จะเห็นว่ายังมีส่วนที่ไม่เห็นด้วยถึง 32 ล้านคน นอกจากนี้ จากการติดตามเอ็กซิตโพล หรือผลการสำรวจหน้าคูหาในขณะนั้น ระบุชัดเจนว่า มี 30% ที่ให้เหตุผลถึงการลงประชามติกาเห็นด้วย เพราะหวังให้มีการเลือกตั้ง มีรัฐบาลใหม่มาบริหารแทนรัฐบาลรัฐประหารที่ทำให้ชาวบ้าน ประชาชน เกษตรกรเดือดร้อนอย่างมาก ซึ่งขอไปแก้ไขกันในอนาคต ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้วที่ประชาชนคนไทยต้องต้องร่วมพลังแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ฉบับนี้


อดีตผู้พิพากษา ย้ำรธน.50 กฎหมายโจรกบฏ

นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และประธานแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ขึ้นกล่าวเป็นคนต่อมา โดยย้อนให้ผู้เข้ามร่วมรับฟังเห็นว่า เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เกิดการยึดอำนาจการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของประเทศขึ้นโดย อดีต ผบ.ทบ. พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ที่ระบุไว้ชัดเจนในกฎหมายอาญามาตรา 113 ในข้อหากบฏ มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต ซึ่งหลังการยึดอำนาจ ยังแต่งตั้งพวกตัวเองเข้ามานั่งร่างกฎกติกาขึ้นมาใหม่ ที่ต้องเรียกว่า กฎของโจรกบฏ นั่นก็คือ รัฐธรรมนูญ 2550 ดังนั้น รัฐธรรมนูญ 2550 จึงไม่ใช่รัฐธรรมนูญของประชาชน แต่เป็นการแอบอ้างของกลุ่มคนผู้ยึดการปกครองใช้เป็นอำนาจมาบังคับประชาชนคนไทยทั่วประเทศให้ปฏิบัติตาม

อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ยังกล่าวด้วยว่า การยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 ที่ผ่านมา ได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติและประชาชนอย่างใหญ่หลวง และสาเหตุแท้จริงที่คณะปฏิวัติยอมให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ที่ผ่านมา ก็เพราะนานาประเทศทั่งโลก รังเกียจเผด็จการ ไม่คบค้าสมาคมด้วย ส่งผลให้การค้าขายกับต่างประเทศสะดุดลงอย่างฉับพลัน ขณะที่รัฐบาลแต่งตั้งโดยคณะปฏิวัติ ก็ไม่สามารถบริหารประเทศได้ จึงหมดหนทางยอมคืนอำนาจให้กับประชาชนด้วยความจำใจ

อย่างไรก็ตาม ผลพวงของ กฎกติกาโจรกบฎ ยังคงมีอยู่และลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยอย่างกว้างขวาง ดังนั้น ประชาชนคนไทยทุกคนต้องช่วยกันผลักดันให้ยกเลิกการใช้ รธน.50 และนำ รธน.40 ของประชาชนมาปรับปรุงแก้ไขบังคับใช้แทนต่อไปให้ได้

ปราชญ์ยะลาเตือนสติพวกยึดอำนาจ
ทั้งนี้ บรรยากาศยังคงคึกคักอย่างต่อเนื่อง โดยมีวิทยากรผลัดกันขึ้นอภิปราย ทั้ง นายชินวัฒน์ หาบุญพาด นายกสมาคมพิทักษ์ผลประโยชน์ผู้ขับรถแท็กซี่ ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ และ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท อย่างไรก็ตาม นับเป็นที่น่าสนใจเมื่อ นายนิยะปาร์ ระเด่นอาหมัด อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ซึ่งถือเป็นบุคคลในพื้นที่ได้ขึ้นกล่าวบนเวทีสัญจรครั้งนี้ด้วย

โดยนายนิยะปาร์ กล่าวว่า การมาพูดในวันนี้มาในฐานะประชาชนคนยะลาคนหนึ่ง ที่เห็นสถานการณ์ของบ้านเมืองในเวลานี้ รู้สึกหนักหนาสาหัสนัก ทั้งตนและชาวยะลาที่มารับฟัง เพราะเป็นเรื่องการบ้านการเมือง เป็นเรื่องหัวเลี้ยวหัวต่อซึ่งกฎหมายสูงสุดของประเทศชาติ และกำลังเป็นเรื่องที่ถูกแบ่งฝักแบ่งฝ่ายทางความคิด ระหว่างฝ่ายที่เห็นว่ารัฐธรรมนูญ 2550 ควรได้รับการแก้ไข กับอีกฝ่ายที่เห็นว่า รัฐธรรมนูญ 2550 เป็นของข้าใครอย่าแตะ ซึ่งการเผชิญหน้าระหว่างสองฝ่ายนี้กำลังคุกรุ่นและยิ่งเพิ่มอุณหภูมิความร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม หากมองกันในแง่ดี ถือเป็นสีสันบรรยากาศของบ้านเมืองที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางความคิด ไม่ว่าจะโดยการพูด เขียน หรือโดยวิธีอื่นๆ แต่ที่สำคัญ แต่ละฝ่ายที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน ต้องอย่าถือเอาความคิดเห็นของตนเองเป็นบรรทัดฐานว่า “ถูก” ถ้าแตกต่างไปจากความคิดเห็นของตนแล้ว “ผิด” แล้วเลยเถิดไปถึงขั้นใช้อารมณ์ แล้วจบลงด้วยการใช้อาวุธ

“เพราะถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว ผมต้องพูดว่า อนิจจา น่าเวทนาบ้านเรา และขอเตือนสติว่า บ้านเมืองเรานั้นบอบซ้ำมามากแล้ว โปรดอย่าซ้ำเติมกันอีกเลย” นายนิยะปาร์ กล่าว

เศร้า รธน.40 ไทยมุสลิมรับสนองฯ กลับถูกฉีก
นายนิยะปาร์ กล่าวด้วยว่า รัฐธรรมนูญคือแม่บทของกฎหมายทั้งปวง หากกฎหมายแม่บทมีส่วนหนึ่งส่วนใดไม่เหมาะไม่สมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ก็มีทางออกได้ 2 ทาง คือ 1.แก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยรัฐสภา ซึ่งเป็นกติกามารยาทของบ้านเมืองที่ปกครองระบอบประชาธิปไตย และ 2.โดยการใช้อำนาจ ของผู้มีอำนาจปืน รถถัง กำลังทหาร เข้ามายึดอำนาจรัฐ และยกเลิกรัฐธรรมนูญ เรียกกันว่า ปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งเป็นวิธีการที่ไร้ซึ่งกฎกติกามารยาท แต่ก็เกิดขึ้นบ่อยมากในประเทศที่รักของตน

“ระยะหลังๆ คณะผู้กระทำการโดยวิธีนี้มักเรียกว่า การปฏิรูปการปกครอง ซึ่งก็แปลกดี คำว่าปฏิรูป ความหมายมันคือการทำให้ดีขึ้น แต่ทุกครั้งที่มีการปฏิรูปการปกครองแล้วบ้านเมืองกลับบอบซ้ำเลวลงกว่าเดิมทุกที” นายนิยะปาร์ กล่าว พร้อมให้ความเห็นต่ออีกว่า

รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นรัฐธรรมนูญที่ได้รับสมญาว่า “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” เพราะสมาชิกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ (สสร) ได้รับการคัดสรรจากตัวแทนประชาชนทุกจังหวัดทั่วประเทศ และมีความเกี่ยวข้องกับชาวยะลาอย่างน้อย 2 คน คือ นายอุดม ภามา ในฐานะ สสร.ตัวแทนชาว จ.ยะลา และ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ในฐานะประธานรัฐสภาขณะนั้น ซึ่งเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการในรัฐธรรมนูญ ซี่งชาวยะลาทุกคนภูมิใจในบันทึกประวัติศาสตร์การเมืองไทยบทนี้

“และผมเองในฐานะที่เป็นคนไทยมุสลิมก็มีสิทธิ์ที่จะภูมิใจในประวัติศาสตร์อีกบทหนึ่งคือ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับเดียวที่ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ โดยคนยะลาและโดยคนไทยมุสลิม แต่เรื่องนี้ก็จบลงอย่างไม่ค่อยสวยงาม คือวันที่ 19 กันยายน 2549 รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกยกเลิกไปอย่างน่าเสียดาย โดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ซึ่งช่างบังเอิญเหลือเกินที่เป็นคนไทยมุสลิม” นายนิยะปาร์ กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิด
หมอเหวงโต้ ผู้จัดการกล่าวหาจ้าง 200 บ.

อย่างไรก็ตาม ระหว่างการอภิปรายของ คปพร.ที่ยะลา เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ ได้รายงานข่าวโดยไม่ระบุผู้ให้ข่าวแต่อย่างใด ว่า มีการหลอกลวง ตนอยากบอกว่า ให้เอาหลักฐานมาตีแผ่อย่ากล่าวหากันลอยๆ ถ้าหาหลักฐานมายืนยันไม่ได้ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการต้องแสดงความรับผิดชอบ ด้วยการปิดตัวเอง เพราะถือว่า การกระทำเยี่ยงนี้ไม่ใช่สิ่งที่สื่อที่ดีควรปฏิบัติ

“ทาง คปพร. ไม่เคยหลอกลวงใคร เพราะเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนคือ เอารัฐธรรมนูญ 2550 คืนไป แล้วเอารัฐธรรมนูญ 2540 คืนมา และอยากขอร้องให้พวกพันธมารเลิกดูถูกประชาชนเสียที ที่ไปกล่าวหาว่าประชาชนถูกหลอกให้มาฟัง อยากบอกว่าประชาชนเขามีสมอง ไม่ใช่จะมาหลอกกันได้ง่ายๆ แล้วหยุดพูดเถอะที่กล่าวว่า ประชาชนที่เลือกอดีตนายกฯ ทักษิณ 19 ล้านเสียง เป็นควาย เพราะตอนนี้คนที่เป็นควาย คือคนที่ดีแต่กล่าวหาคนอื่น” นพ.เหวง กล่าว


ปลื้ม“มิ่งขวัญ”ฝากดูแลปากท้อง

โพลชี้ 3 เดือนรัฐบาล “สมัคร” คนกรุงพอใจผลงานรัฐมนตรี “มิ่งขวัญ” – กระทรวงพาณิชย์ มากที่สุด ส่วนใหญ่ร้อยละ 77.7 ยังไม่พอใจการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาค่าครองชีพ และให้เร่งแก้ไขมากที่สุด ขณะที่ประชาชนยังชื่นชอบ “นายกฯ” ที่ตรงไปตรงมา กล้าพูด ทำอาหารเก่ง แต่เห็นว่ายังต้องปรับปรุงเรื่องการพูดขวานผ่าซาก ปากไว อารมณ์ร้อน ขาดความสุขุมรอบคอบ

เนื่องด้วยวันที่ 6 พฤษภาคมนี้ จะครบรอบ 3 เดือนของการบริหารประเทศของคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน ศูนย์วิจัยกรุงเทพโพล สถาบันวิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ จึงได้สำรวจความคิดเห็นเรื่อง “ประเมินผลงาน 3 เดือนรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช” โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 1,228 คน เมื่อวันที่ 25-29 เมษายน ที่ผ่านมา

ผลปรากฏว่า รัฐมนตรีที่ประชาชนให้คะแนนความพึงพอใจในการปฏิบัติหน้าที่ในระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา สูงที่สุด 3 อันดับแรก (จากคะแนนเต็ม 10) ได้แก่ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ได้คะแนน 4.96 รองลงมาคือ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ได้คะแนน 4.93 และ นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้คะแนน 4.91 ตามลำดับ

ส่วนรัฐมนตรีที่ประชาชนให้คะแนนความพึงพอใจในการปฏิบัติหน้าที่ต่ำที่สุด 3 อันดับแรก (จากคะแนนเต็ม 10) ได้แก่ ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ได้คะแนน 3.39 รองลงมาคือ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้คะแนน 4.04 และ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ได้คะแนน 4.05

สำหรับในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา กระทรวงที่มีผลงานเด่นชัดที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ ร้อยละ 14.3 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร้อยละ 5.8 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร้อยละ 5.2 กระทรวงมหาดไทย ร้อยละ 4.8 และกระทรวงการคลัง ร้อยละ 3.3

เมื่อสอบถามเกี่ยวกับความพึงพอใจต่อการทำงานของรัฐบาลในเรื่องต่างๆ พบว่า ประชาชนร้อยละ 77.7 ระบุ ไม่พอใจการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาค่าครองชีพมากที่สุด รองลงมาร้อยละ 75.2 ไม่พอใจการแก้ปัญหาความสงบในภาคใต้ ร้อยละ 71.8 ไม่พอใจการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น ร้อยละ 65.8 ไม่พอใจการสร้างความสามัคคีของคนในชาติ ร้อยละ 62.7 ไม่พอใจการปราบปรามยาเสพติด และร้อยละ 49.4 ไม่พอใจการทำให้ประเทศไทยเป็นที่ยอมรับในเวทีโลก
ขณะที่เรื่องที่ต้องการให้รัฐบาลดำเนินการเร่งด่วนมากที่สุดคือ ปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และราคาสินค้า ร้อยละ 69.5 ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ร้อยละ 5.4 ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและการบริหารประเทศ ร้อยละ 4.6 ปัญหาความแตกแยก ไม่สามัคคีของคนในชาติ ร้อยละ 3.4 ปัญหายาเสพติด บ่อนการพนัน ปัญหาแรงงาน การจ้างงาน

ขณะที่ความรู้สึกของประชาชนต่อสถานการณ์การเมืองในขณะนี้คือ รู้สึกวิตกกังวล ร้อยละ 38.0 สับสนไม่แน่ใจ ร้อยละ 29.7 หดหู่เศร้าหมอง ร้อยละ 21.1 มีเพียงร้อยละ 2.4 รู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจ และร้อยละ 0.7 เบิกบานเป็นสุขเท่านั้น

เมื่อถามถึงข้อดีของนายสมัคร นายกรัฐมนตรี ที่ประชาชนชอบมากที่สุด ปรากฏว่า ร้อยละ 38.9 ระบุ เป็นคนตรงไปตรงมา กล้าพูด ร้อยละ 9.8 เห็นว่าทำอาหารเก่ง รอบรู้เรื่องอาหาร ร้อยละ 5.3 เห็นเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ มีวิสัยทัศน์ ตั้งใจทำงาน ร้อยละ 1.8 มีความเป็นกันเอง ทั้งยังรักสัตว์และแต่งกายดี

แต่เมื่อถามถึงข้อเสียของนายสมัครที่ควรปรับปรุงแก้ไขมากที่สุดคือ พูดขวานผ่าซาก ปากไว ร้อยละ 59.9 อารมณ์ร้อน ขาดความสุขุมรอบคอบ ร้อยละ 9.5 ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ แก้ปัญหาไม่ได้ ร้อยละ 5.1 ขณะที่เห็นว่าไม่มีข้อเสีย ร้อยละ 5.6



จะออกหมายจับDSIเส้นตายกกต.ให้การ“โกงบัตร”

กกต. ส่อพิรุธ ดึงเกมส่งหลักฐานสอบโกงเลือกตั้ง ดีเอสไอ ยืนกรานมีอำนาจสอบเต็มที่ ระบุวงเงินสูงถึง 100 ล้านบาท ขู่ออกหมายจับหากยังเมินเฉย ไม่หวั่นส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ เชื่อไม่ใช่ประเด็นขัดแย้งระหว่างองค์กร ด้าน “เลขาธิการ กกต.” เผย “คนใน” ตัวการนำผลสอบคดีฮั้วพิมพ์บัตรเลือกตั้งไปให้ดีเอสไอ เปรยรู้ตัวแล้วเป็นใคร ดอดแจ้งความลักทรัพย์ เตรียมทำหนังสือท้วงอำนาจสอบ หลังคาใจ

หลังจากที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทำหนังสือทางการไปที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอให้สำนักงาน กกต.ส่งเอกสารประกอบการสอบสวนคดีฮั้วพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินภายใน 30 วัน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับความร่วมมือจาก กกต. แต่อย่างใด ล่าสุดทางดีเอสไอจะได้ออกหมายเรียกให้ กกต.เข้าไปชี้แจงเรื่องนี้ โดยเร็ว และหาก กกต.ยังทำนิ่งเฉยอยู่ก็จะออกหมายจับต่อไป

ในขณะเดียวกัน ทาง กกต. ที่อ้างถึงอำนาจของดีเอสไอในการตรวจสอบในการพิมพ์บัตรเลือกตั้งของ กกต. มาโดยตลอด และเตรียมจะนำประเด็นในเรื่องนี้ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความในเรื่องอำนาจระหว่างองค์กรเช่นกัน

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ รองอธิบดี ดีเอสไอ ในฐานะผู้รับผิดชอบคณะกรรมการตรวจสอบคดีฮั้วประมูลการจัดจ้างพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ให้สัมภาษณ์ถึงอำนาจการตรวจสอบของดีเอสไอในคดีนี้ว่า โดยยืนยันว่า ดีเอสไอมีอำนาจในการเข้าไปตรวจสอบอย่างเต็มที่ ตลอดที่ผ่านมาก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับ กกต.อย่างดีที่สุด ส่วนเรื่องที่ กกต.จะทำหนังสือมาเพื่อหารือและทบทวนในเรื่องของอำนาจในการตรวจสอบของดีเอสไอนั้น ทางดีเอสไอยินดีที่จะเข้าไปพูดคุยด้วย แต่ทั้งนี้จะไม่มีการทบทวนเรื่องดังกล่าวอย่างแน่นอน

ส่วนที่ กกต.จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความอำนาจของดีเอสไอนั้น การยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องเกิดขึ้นจากความขัดแย้งระหว่าง 2 องค์กร ตนเชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่น่าจะรับเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาได้ เพราะหากจะต้องเข้าสู่การตีความในทุกเรื่องๆ แล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ ทางดีเอสไอคงจะไม่มีอำนาจไปตรวจสอบองค์กรอื่นๆ ได้ เช่นถ้าจะต้องเข้าไปตรวจสอบองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นต่างๆ ทั้ง อบต. อบจ. แล้วหากไม่ยินยอมให้ตรวจสอบ ก็จะยื่นเรื่องตีความ แบบนี้ก็จะทำให้เกิดความวุ่นวายกันไปใหญ่

รองอธิบดีดีเอสไอ กล่าวต่อว่า ตนรู้สึกแปลกใจมากว่า เหตุใดทาง กกต. จึงพูดถึงแต่เรื่องอำนาจในการตรวจสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรื่องนี้น่าจะจบลงได้ตั้งนานแล้ว อย่างไรก็ดี หากยังไม่ได้รับความร่วมมือกับ กกต. ในการมอบหลักฐานเพื่อมาตรวจสอบในคดีนี้นั้น ก็คงจะมีการดำเนินการในขึ้นตอนออกหมายเรียกตัวเข้ามาสอบสวน และหากทาง กกต.ยังนิ่งเฉยอยู่ ก็คงจะต้องดำเนินการออกหมายจับต่อไป ส่วนตัวไม่อยากให้ถึงขั้นนั้นแต่ก็ต้องทำตามหน้าที่รับผิดชอบ ในส่วนของคดีนี้นั้น ทางดีเอสไอได้บรรจุเข้าไปคดีพิเศษแล้ว เนื่องจากพิจารณาแล้วว่าวงเงินโดยรวมในการจัดจ้างพิมพ์บัตรเลือกตั้งมีจำนวนมากถึง 100 ล้านบาทอย่างแน่นอน ซึ่งเข้าข่ายตามที่ระบุไว้ในกฎหมายอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ มีการตั้งข้อเกตว่า เหตุใดทาง กกต. จึงไม่ส่งเอกสารหลักฐานการจัดซื้อจัดจ้างมาที่ดีเอสไอ หลังจากที่ได้ทำหนังสือร้องขอเป็นทางการ ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ทาง กกต. ส่อมีพิรุธในเรื่องนี้

ด้าน นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. เปิดเผยถึงการสอบสวนภายในของ กกต.เกี่ยวกับคดีฮั้วพิมพ์บัตรเลือกตั้ง โดยเฉพาะประเด็นเอกสารบางอย่างที่ตกไปอยู่ในมือของดีเอสไอ ว่าทาง กกต.ตั้งข้อสงสัยเรื่องนี้ และได้ดำเนินการแจ้งความเรื่องลักทรัพย์ไปแล้ว เพียงแต่ไม่ได้ระบุตัวบุคคลทำ ซึ่งจนถึงขณะนี้พอจะทราบตัวบุคคลที่นำเอกสารของ กกต. ออกไปภายนอกแล้ว บอกได้แต่เพียงว่าเป็นคนในทำเอง

อย่างไรก็ดี เกี่ยวกับประเด็นความขัดแย้งระหว่างดีเอสไอ และ กกต.เรื่องกรอบอำนาจการดำเนินการทางคดีฮั้วพิมพ์บัตรเลือกตั้งนั้น เลขาธิการ กกต. กล่าวว่า ภายในอาทิตย์หน้านี้ กกต.จะทำหนังสือถึงดีเอสไอเพื่อทักท้วงกรณีดังกล่าว ซึ่งหากทางดีเอสไอยังยืนยันอำนาจตามเดิม กกต.จะทำหนังสือเชิญดีเอสไอมาหารืออีกครั้งต่อไป


อดีตผู้พิพากษา ระบุ รัฐธรรมนูญ 50 ไม่ใช่รัฐธรรมนูญของประชาชน





อดีตผู้พิพากษาฯ “มานิตย์ จิตจันทร์กลับ” ชี้ให้คนยะลาเห็นว่า หนึ่งในสาเหตุที่ต้องแก้ไข รธน.50 เพราะเป็นกฎหมายที่ร่างขึ้นจาก โจรกบฎ ดังนั้น จึงไม่ใช่ รธน.ที่มาจากประชาชน

มานิตย์ จิตจันทร์กลับ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และประธานแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) กล่าวในเวทีสัญจร “ระดมความคิด ฝ่าวิกฤติรัฐธรรมนูญ 2550” ที่ โรงแรมปาร์ควิว จ.ยะลา ถึงสาเหตุที่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 โดยกล่าวย้อนให้ผู้เข้ามร่วมสัมมนาเห็นว่า เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เกิดการยึดอำนาจการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของประเทศขึ้นโดย อดีต ผบ.ทบ. พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ซึ่งระบุไว้ชัดในกฎหมายอาญามาตรา 113 ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต ในข้อหากบฎ

นอกจากนี้ หลังการยึดอำนาจของประชาชนไปแล้ว ยังแต่งตั้งพวกตัวเองเข้ามานั่งร่างกฎกติกาขึ้นมาใหม่ ที่ต้องเรียกว่า กฎของโจรกบฎ ซึ่งปัจจุบันคือ รัฐธรรมนูญ 2550 ดังนั้น รัฐธรรมนูญ 2550 จึงไม่ใช่รัฐธรรมนูญของประชาชน แต่เป็นการแอบอ้างเพื่อต้องการอำนาจที่นำมาใช้บังคับประชาชนทั่วประเทศให้ปฏิบัติตาม

อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ยังกล่าวด้วยว่า การยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 ที่ผ่านมา ได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติและประชาชนอย่างใหญ่หลวง และสาเหตุที่แท้จริงที่คณะปฏิวัติยอมให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ที่ผ่านมา ก็เพราะหลังยึดอำนาจแล้ว นานาประเทศรังเกียจไม่คบค้าสมาคมด้วย ส่งผลให้การค้าขายกับต่างประเทศสะดุดลงอย่างฉับพลัน ขณะที่รัฐบาลแต่งตั้งโดยคณะปฏิวัติ ก็ไม่สามารถบริหารประเทสได้ จึงหมดหนทางยอมคืนอำนาจให้กับประชาชนด้วยความจำใจ

อย่างไรก็ตาม ผลพวงของ กฎกติกาโจรกบฎ ยังคงมีอยู่และลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยอย่างกว้างขวาง ซึ่งก็คือรัฐธรรมนูญ 2550 ที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน ดังนั้นประชาชนคนไทยทุกคนต้องช่วยกันผลักดันให้ยกเลิกการใช้รัฐธรรมนูญ 2550 และนำรัฐธรรมนุญ 2540 ของประชาชนมาปรับปรุงแก้ไขบังคับใช้แทน

นอกจากนี้ นายมานตอย์ ยังกล่าวถึงการพิจารณาความของผู้พิพากษาในปัจจุบันด้วยว่า แท้จริงแล้ว ผู้พิพากษาก็คือลูกจ้างของประชาชน ที่มีความเชี่ยวชายด้านกฎหมาย และประชาชนยอมเสียภาษีให้เป็นเงินเดือนเพื่อเข้าไปทำหน้าที่ตัดสินคดรความตามที่ประชาชนได้วางกรอบกติกาไว้ ซึ่งหากประชาชนเห็นว่า คำตัดสินใดของผู้พิพากาษไมสมเหตุสมผล สามารถร่วมลงชื่อให้รัฐสภาถอดถอนได้ จึงไม่ใช่สิ่งที่อยู่เหนืออำนาจของประชาชนและแตะต้องไม่ได้


คปพร.ติดเครื่อง!เปิดเวทีแนวร่วม ปลุกพลังคนใต้หนุนแก้ รธน.50





ด้าน “นพ.เหวง” ชี้ รธน.50 ทำลายระบอบประชาธิปไตย ซัดพวกพันธมารดีแต่อ้างประชามติ 14 ล้านเสียงทั้งที่ส่วนใหญ่ 32 ล้านเสียงไม่เห็นด้วย ยกให้อำนาจ 7 คนเลือก 74 ส.ว. และอีก 76 คนมาจาก 76 จ.ทำประเทศไทยแตกเป็นเสี่ยงๆ ขัดม. 1 ชัดเจน

เริ่มแล้ว! วันนี้ (4 พ.ค.) คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ (คปพร.) เดินสายเปิดเวทีเสวนาวิชาการ “แก้ไขวิกฤต รัฐธรรมนูญ 2550” ที่ รร.ปาร์ควิว ห้องพิมพ์มาดา จ.ยะลา ตั้งแต่เวลา 13.00 – 16.00 น. หลังจากที่เดินทางไปในหลายภูมิภาคในหลายจังหวัด อาทิ เชียงใหม่ อุดรธานี พระนครศรีอยุธยา ฉะเชิงเทรา เป็นต้น โดยมีพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดยะลาให้ความสนใจเข้าฟังและสนับสนุนจำนวนมาก

พร้อมกันนี้ ได้เชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมลงชื่อ 50,000 ชื่อสนับสนุนแก้ไข รธน.50 ซึ่งมีผู้คนให้ความสนใจร่วมลงชื่อ และแสดงความคิดในเรื่องนี้อย่างเต็มที่

นพ.เหวง โตจิราการ หนึ่งในกรรมการ คปพร. กล่าวตอนหนึ่งถึงเหตุผลและที่มาของ รธน. 50 ว่า รธน.50 เป็นฉบับที่ 18 เป็นฉบับที่มาจากการทำรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 อันเกิดจากกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญประชาชนไม่มีส่วนร่วมเพียงพอ ดังจะเห็นได้จากการให้อำนาจสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 150 คน ในจำนวน 76 คนที่มาจาก 76 จังหวัด ที่ไม่คำนึงถึงหลักการมติประชาชน เพราะแต่ละจังหวัดมีคนมากน้อยต่างกัน

ทั้งที่ รธน.ประชาธิปไตย การใช้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน จึงต้องให้ประชาชนเลือก แต่ในขณะเดียวกันกับ ส.ว.จำนวน 74 คน รธน.50 ให้อำนาจคนเพียง 7 คนที่มาจากการแต่งตั้งสรรหาของศาลและองค์กรตาม รธน. ตามมาตรา 111, 112, 113 และ114 ซึ่งผิดในหลักการอย่างสิ้นเชิง

“คุณจะเอาอำนาจอธิปไตยไปให้คน 7 คนไม่ได้ มันเป็นอภิชนาธิปไตย เอาอำนาจอธิปไตยไปให้อภิสิทธิ์ชน มาใช้คำว่า ส.ว.สรรหา โหวตแค่ 4 คนจาก 7 คนก็ชนะแล้ว ผมฟังนักวิชาการที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริตพูดในเรื่องนี้ค่อนข้างมาก ส.ว.มีอำนาจมากเกินไปหากเทียบในบางประเทศเช่นที่แคนาดา อีกทั้งการได้ ส.ว.เลือกตั้งจังหวัดละ 1 คนนั้น เท่ากับสะท้อนรากเหง้าทางความคิดของการเลือก ส.ว. มีที่มาจากไหน หลักการเช่นนี้ถือว่าขัดกับมาตรา 1 ที่ทำให้ประเทศถูกเฉือนแบ่งเป็น 76 จังหวัด กลายเป็น “พันธรัฐ สหรัฐ” ทำให้อำนาจอธิปไตยถูกแบ่งเป็น 76 อำนาจ ไม่ใช่หนึ่งเดียวที่ควรจะแบ่งแยกไม่ได้” นพ.เหวง กล่าว

นพ.เหวง กล่าวต่อว่า มาตรา 309 ที่ระบุเกี่ยวกับการใช้อำนาจรวมถึงการกระทำของพวกรัฐประหารเป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรมตาม รธน. ถูกต้องต่อหน้าที่ทั้งต่อหน้าประกาศใช้ รธน. และหลังจากที่ รธน. บังคับใช้แล้ว เท่ากับเป็นการปกป้องรัฐประหาร ทำให้เกิดความถูกต้องชอบธรรมตนจึงต้องขอประนามและฟ้องประชาชนในวันนี้ เราต้องเร่งแก้ รธน.50 โดยเร็ว

ทั้งนี้ ในระบอบประชาธิปไตย อำนาจสูงสุดเป็นของปวงชนชาวไทย ต้องแสดงออกโดยให้คนที่มีความคิดมารวมกันเป็นพรรคการเมือง ทำหน้าที่วิเคราะห์ปัญหาของประเทศเสนอเป็นนโยบาย โดยผ่าน ส.ส. ตัวแทนปวงชนชาวไทย แต่ในขณะที่มาตรา 266 ของ รธน. ฉบับนี้ กลับห้ามไม่ให้ ส.ส.ไปแทรกแซงข้าราชการของรัฐ พนักงานของรัฐ ลูกจ้างของรัฐ ทั้งทางตรงและทางอ้อม และเป็นไปเพื่อประโยชน์ตน และเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจะเลือก ส.ส. มาทำไมกัน ยังมีมาตรา 237 ที่พวกพันธมารออกมากล่าวอ้างว่าเป็นการแก้เพื่อช่วยพรรคการเมืองบางพรรค มันเอาเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องมาพูด แล้วอย่างนี้พี่น้องประชาชนอยากจะเก็บ รธน. ฉบับนี้ไว้เช่นนั้นหรือ

นอกจากนี้ นพ.เหวง ยังชี้ให้เห็นถึงฝ่ายต่อต้านมักจะอ้างประชามติ 14 ล้านคนที่เห็นชอบ รธน. ฉบับนี้ ทั้งที่คนที่มีสิทธิในการโวตร่าง รธน.มีจำนวน 45 ล้านคน นั่นหมายความว่ายังมีส่วนที่ไม่เห็นด้วย 32 ล้านคน ไม่เห็นด้วย เท่าที่ได้ติดตามเอ็กซิทโพล (ทำการสำรวจความเห็นหน้าคูหาในขณะยั้น) ระบุชัดเจนว่ามี 30% ที่ให้เหตุผลสักถึงการลงประชามติกาเห็นด้วย ก็เพื่อให้มีการเลือกตั้ง เพราะขณะนั้นรัฐบาลรัฐประหารทำให้ชาวบ้าน ประชาชน เกษตรกรเดือดร้อนกันมาก เลือดมันหลังอยู่ในอก แต่น้ำตาไม่มี กาเห็นชอบเพื่อให้รัฐบาลรัฐประหารพ้นๆ ไป เพื่อไปแก้กันในอนาคต รวมทั้งนักวิชาการบางคนเห็นเช่นนั้นด้วย พอมาถึงวันนี้ ถึงเวลาที่เราต้องแก้ รธน. ฉบับนี้แล้ว หลังจากที่ทหารมายึดอำนาจ ซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อครรลองประชาธิปไตย



เวทีสัญจร คปพร.ที่ยะลา คึกคักก่อนเริ่ม ไทยพุทธ-ไทยมุสลิมเข้าร่วมแล้วกว่า 2,000 คน




ไม่แพ้ภาคอื่น คนยะลาทั้งไทยพุทธ-ไทยมุสลิม สนใจสัมมนา “ฝ่าวิกฤติรัฐธรรมนูญ 50” ของ คปพร. แห่เข้าร่วมแล้วกว่า 2,000 คน ก่อนเริ่มจริงบ่ายโมงตรง

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศก่อนการเริ่มสัมมนา “ระดมความคิด ฝ่าวิกฤติรัฐธรรมนูญ 2550” บนเวทีสัญญจรของคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) ที่จะเริ่มขึ้นในเวลา 13.00 น. ที่โรงแรมปาร์ควิว อ.เมือง จ.ยะลา ขณะนี้ มีประชาชนผู้สนใจทยอยเดินทางเข้าร่วมแล้วอย่างหนาตาประมาณกว่า 2,000 คน ซึ่งมีทั้งชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิม

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พิธีกรบนเวที ได้เชิญชวนให้ชาวไทยมุสลิม สามารถเข้าทำพิธีละหมาดจากที่โรงแรมจัดสถานที่ไว้บริการได้ก่อนเปิดการสัมมนาโดยไม่ต้องเดินทางไปทำพิธีที่อื่น

สำหรับการเปิดสัมมนาของ คปพร.ในวันนี้ มีวิทยการเข้าร่วม อาทิ นำโดย นพ.เหวง โตจิราการ นายมานิตย์ จิตรจันทร์กลับ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย และ นายชินวัตร หาบุญพาดฯลฯ

รัฐทุ่ม 50 ล้านปูทางซื้อบีทีเอส

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า ในการประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบขนส่งทางรางและระบบขนส่งมวลชน ที่มีนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธาน ได้เห็นชอบให้จัดสรรเงินงบประมาณ 50 ล้านบาท ให้ กระทรวงการคลัง เพื่อนำไปว่าจ้างที่ปรึกษาทางการเงินให้เข้าไปสำรวจสถานะทางการเงิน มูลค่าทรัพย์สินและแนวทางในการซื้อกิจการรถไฟฟ้าบีทีเอส ของบริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือบีทีเอสซี ตามนโยบายของนายสมัครว่าจะคุ้มค่ากับเงินลงทุนเพียงใด โดยเฉพาะการกำหนดราคาหุ้นที่เหมาะสม เพื่อให้การตัดสินใจการลงทุนของรัฐบาลไม่ถูกคำครหาและมีผลทางเศรษฐกิจที่สุด

“นายกฯต้องการซื้อกิจการบีทีเอสซี เพราะสะดวกในการบริหารและจัดการโครงข่ายรถไฟฟ้าทั้งระบบ ขณะที่สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) คาดว่าจะใช้เงินกว่า 56,000 ล้านบาท โดยขอซื้อหนี้จากเจ้าหนี้ 89% หรือประมาณ 50,000 ล้านบาท อีก 11% ของบีทีเอสซี เป็นเงินกว่า 6,000 ล้านบาท”

นอกจากนี้ ยังมอบให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ไปปรับงบประมาณในการศึกษาความเป็นไปได้ของการจัดทำโครงการรถไฟฟ้าสายสะพานใหม่-ลำลูกกา, บางปิ้ง-บางปู, วงแหวนรอบใน โดยใช้งบปี 52 แทน และ สนข.ยังได้ รายงานความคืบหน้าสายบางใหญ่-บางซื่อ ได้เปิดขายเอกสารประกวดราคาเสร็จแล้วเมื่อวันที่ 2 พ.ค. เชื่อว่าจะเซ็นสัญญาก่อสร้างต้นปี 52, แบริ่ง-สมุทรปราการ-บางปู ส่วนหมอชิต-สะพานใหม่ อยู่ระหว่างรอสำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมพิจารณาผลกระทบสิ่งแวดล้อม คาดว่าจะประกวดราคาได้เดือน ก.ค.นี้ ขณะที่บางซื่อ-ท่าพระ และหัวลำโพง-บางแค จะประกวดราคาได้เดือน มิ.ย.นี้ ส่วนระบบรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง บางซื่อ-ตลิ่งชัน จะเซ็นสัญญาก่อสร้างได้เดือน พ.ค.นี้ บางซื่อ-รังสิต คาดว่าจะประกวดราคาได้เดือน มิ.ย. 51 และบางซื่อ-พญาไท-หัวหมาก จะประกวดราคาได้ในเดือน ก.ค. 51



มีตัวอย่าง

ผิดคาดกับท่าทีของพรรคพลังประชาชนที่มีต่อกรณีนายธีรยุทธ บุญมี อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ที่ตั้งฉายาให้รัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวชว่า "ลูกกรอก 1" เพราะเห็นว่าคำว่า"นอมินี"เบาเกินไป มีหัวหน้าคณะคือกุมารทองคะนองปาก กับกุมารทองคะนองฤทธิ์ระรานไปทั่ว

ร่วมก๊วนด้วย "รักเลี้ยบ-ยมมิ่ง" สุดท้ายชี้ไม่เกิน 1 ปีโดนต้านมากขึ้นจนเกิดวิกฤตรุนแรง

นายกุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน แถลงกลับแบบเรียบๆ ว่ารัฐบาลยินดีรับฟังทุกความเห็น และเห็นว่านายธีรยุทธเป็นนักวิชาการ แสดงความเห็นเพราะหวังดีกับบ้านเมือง มีความยินดีกับที่ออกมาเตือนสติสังคม

ผิดคาด เพราะมาดนิ่มๆ นี้เอง

ซึ่งมองได้ 2 แบบว่า อาจเป็นเพราะปัญหาความสัมพันธ์ในพรรคพลังประชาชน เพราะที่ผ่านมาลูกพรรคก็ไม่ค่อยมีคนออกมาปกป้องนายกฯ สมัคร หรือร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อยู่แล้ว

ไม่เหมือนสมัยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

หรือไม่เช่นนั้นก็เป็นนโยบายของนายสมัครที่ไม่ต้องการเปิดช่องให้โดนฝ่ายต่อต้านโจมตี!!

เนื่องจากมองว่าสถานการณ์การเมืองตอนนี้ ถ้ารัฐบาลไม่เพลี่ยงพล้ำเสียเอง ก็ยากที่ม็อบพันธมิตรฯ จะโค่นล้มรัฐบาลได้เหมือน 19 กันยา 49

จึงปรับเปลี่ยนท่าทีเสียใหม่ เริ่มจากตัวนายกฯ หมักเองที่ประกาศเลิกพูดจาหยาบๆ รุนแรง คงรู้ว่ายิ่งพูดแรงๆ ก็จะโดนสวนกลับแรงๆ เหมือนกัน

ขณะที่เว็บไซต์ไฮ-ทักษิณก็ประกาศปิดตัว เพราะประเมินแล้วว่าระยะหลังเว็บนี้หมิ่นเหม่ล่อแหลมเกินไป และเป็นเป้าล่อของฝ่ายต่อต้านรัฐบาล

นอกจากนี้ท่าทีของรัฐบาลเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้แข็งกราวเหมือนตอนแรกๆ

เชื่อแน่ว่ารัฐบาลหมักคงปรับกลยุทธ์รับมือม็อบพันธมิตรฯ

นอกจากนี้ คงเห็นตัวอย่างจากกรณีของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สมัยที่ออกอาการทนไม่ได้เมื่อโดนอาจารย์ธีรยุทธวิพากษ์ว่าเป็นรัฐบาลยุค "อัครยำประเทศ-ทักษิณนุวัตร" หรือยุค "โคตรานุวัตร"

ทั้งเสี่ยแม้วและคนไทยรักไทยสวนกลับว่าเป็นขาประจำ แค่คนป่วย พวกนักเรียนหลังห้อง นักเมาหมัดทางวิชาการ ขรก.เป็ดง่อยบ้าง ฯลฯ

แต่ถ้าย้อนไปดูครั้งนั้น อาจารย์ธีรยุทธวิเคราะห์สถานการณ์รัฐบาลทักษิณไว้ละเอียดยิบแบบนักวิชาการ

และระบุว่าการมีปัญหาทุจริตรุนแรง จะทำให้รัฐบาลจะเข้าขั้นวิกฤต โดนกระแสประชาชนต่อต้าน และฟันธงว่าทักษิณจะอยู่ไม่เกิน 2 สมัย

ซึ่งเสี่ยแม้วก็จบเห่ หลังจากชนะเลือกตั้งสมัยที่ 2 ไม่นาน


"เฉลิม"โว รบ.เงาะป่าข้างในสังข์ทอง

ชี้โผงผางแต่จริงใจ ส.นักข่าวฯแถลงการณ์ ให้"สมัคร"เข้าใจบทบาท
มือแจกใบปลิวถล่มป๋าโต้ “เทพไท” จวกปชป.ชอบป้ายสี “ชาญวิทย์” ยอมรับทำจริงแค่เดินแจกเอกสาร ไม่ได้เป็นคนผลิต เผยรู้จักกับ “จาตุรนต์” แต่เคลื่อนไหวเดี่ยวไม่เกี่ยวโยง ด้าน “เทพน้อย” เชื่อ “ชาญวิทย์” ไม่มีปัญญาวางแผนทำเอง รับปูดเพื่อต่อจิ๊กซอว์โยงเบื้องหลัง “สุริยะใส” ออกโรงท้า ตร. สอบพันธมิตรใช้ธงชาติ แจงคนละเรื่องกับธงทักษิณ ปชป. จวกสาวก “ทักษิณ” เข้าตำราหมาหางด้วน “เทพไท” แฉเกมปูดข่าวใบแดง ปชป. หวังต่อรองแก้รธน. โดยสะดวก ยืนยันจุดยืนหนักแน่น “เฉลิม” ปฏิเสธ พปช. ปล่อยข่าวกดดัน ปชป. ให้อ่อนข้อ สับ “ธีรยุทธ” รู้ดีทั้งที่ยังไม่ถกแก้รธน. แค่ไหน “หนูนา” หนุนต้องแก้ข้อบกพร่อง ชี้รธน.มองนักการเมืองในแง่ร้ายเกินไป “รสนา” เดินหน้าล่าชื่อหนุนตั้ง ส.ส.ร. ถกแก้ รธน. พปช. สายอีสานเชียร์ “ปู่ชัย” นั่ง ปธ.สภาสุดลิ่ม ขณะที่ “หมอเลี้ยบ” มีชื่อโผล่ร่วมขบวนแต่ยังรอทาบทาม สมาคมสื่อฯ ขอให้ “สมัคร” ตระหนักบทบาทของสื่อ ออกแถลงการณ์เรียกร้องอย่าใช้อำนาจรัฐ “เหลิม” ชี้รัฐบาลยังเป็นเงาะป่า ยันทำงานกับสื่อไม่มีปัญหา

อ่านรายละเอียด เดลินิวส์