WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, May 6, 2008

จาตุรนต์แฉข้ามโลก พันธมิตรป่วนรธน. เปิดช่องทหารปฏิวัติ

“จาตุรนต์” ออนไลน์แถลงข่าวข้ามประเทศ เห็นเค้าลางกลไก รธน. 50 ก่อวิกฤติใหญ่ทั้งการเมือง-เศรษฐกิจ ขณะที่กลุ่มก๊วนเดิม พันธมิตรฯ จ้องสร้างเรื่อง ดึงทหารยึดอำนาจอีกรอบ แนะต้องรับแก้ไขด่วน แนะดึง สสร.40 หารือ ตั้ง สสร.3 ขณะที่ ส.ว. เสียงแตก 2 ฝ่ายหนุนตั้งหรือไม่ตั้ง สสร.

เมื่อเวลา10.30 น. วันที่ 5 พ.ค. นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ได้แถลงข่าวผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ จากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีนกับสื่อมวลชนที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง ย่านประชาชื่น เพื่อเสนอแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ว่า จากการติดตามข่าวสารการเมือง เห็นว่าสถานการณ์ตอนนี้น่าเป็นห่วงมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นก่อนการรัฐประหารที่ผ่านมา เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้กลไกของระบอบประชาธิปไตยอ่อนแอ ไม่แก้ปัญหาประเทศและตอบสนองความต้องการของประชาชน โดยสิ่งเหล่านี้เป็นไปตามการออกแบบรัฐธรรมนูญที่มาจากการรัฐประหาร หากไม่รีบแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเร็ว จะก่อตัวให้เกิดเป็นวิกฤตการเมืองและเศรษฐกิจต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม การแก้รัฐธรรมนูญควรครอบคลุมปัญหาทั้งหมด โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด ส่วนการคัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญนั้นมีได้ แต่คิดว่าการคัดค้านได้กลายเป็นการปกป้องรัฐธรรมนูญคือ ไม่ยอมให้แก้ไขใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งที่เมื่อก่อนก็ยอมรับว่า รัฐธรรมนูญมีข้อเสียที่ต้องแก้ไขอีกมาก และสิ่งที่ร้ายกว่านั้นคือ เกิดการเบี่ยงเบนประเด็นเป็นอื่น เพื่อมุ่งทำลายฝ่ายตรงข้าม รวมทั้งเรียกร้องการยึดอำนาจคือให้ฉีกรัฐธรรมนูญอีกครั้งนั่นเอง

ดึง สสร.40 ร่วมถก สสร.3
นายจาตุรนต์ ยังกล่าวให้ความเห็นถึงการกล่าวหาแก้รัฐธรรมนูญเพื่อตัวเองด้วยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวข้องกับผู้แก้ไขอยู่แล้ว เพราะรัฐธรรมนูญมีเนื้อหาที่เกี่ยวกับรัฐบาลและรัฐสภามาก และรัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐสภาที่มาจากประชาชนเป็นผู้ที่มีอำนาจแก้ไข ฉะนั้น การบอกว่าแก้ไขเพื่อตัวเองนั้น ความจริงคือรัฐสภาและรัฐบาลมีอำนาจ เพราะเรื่องนี้เกี่ยวกับรัฐสภาและเป็นอย่างอื่นไม่ได้ แต่การแก้ไขนั้นจะเป็นประโยชน์กับประชาชนหรือไม่ ขอเสนอว่า หากระดมความเห็นจากหลายฝ่ายมาช่วยกันคิดและแก้ไข แบบไม่ตั้งป้อมใส่กัน ก็จะหาข้อสรุปได้ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์กับประชาชน ไม่ใช่เป็นประโยชน์กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

นอกจากนี้ ที่อ้างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้คนทำผิดไม่ต้องรับโทษนั้น หากเป็นเช่นนั้นจริง คนส่วนใหญ่รับไม่ได้และไม่ควรทำแบบนั้น แต่ปัญหาของรัฐธรรมนูญคือ กำหนดให้ผู้ไม่ได้ทำผิดร่วมรับโทษกับการกระทำความผิดของคนอื่น ตรงนี้ขัดหลักยุติธรรม และมุ่งทำลายกลุ่มบุคคลโดยไม่คำนึงผลเสียหายของระบอบประชาธิปไตย

ส่วนข้อเสนอจัดตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.3) ขึ้นมาแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายจาตุรนต์ยืนยันว่า น่าจะดีกว่าและเป็นประโยชน์ และหวังว่าการหารือของหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลในวันพุธที่ 7 พ.ค.นี้ จะหาข้อสรุปได้ และควรตั้ง สสร. 3 โดยอาจเชิญ สสร. 2540 เข้ามาหารือควรทำแบบใด แต่อำนาจการกำหนดคุณสมบัติ สสร. 3 ก็อยู่ที่รัฐบาล

อย่างไรก็ตาม หากไม่ตั้ง สสร.น่าจะทำได้ยากกว่าและไม่น่าจะสำเร็จ เพราะหากในช่วงแก้ไขเกิดเสียงคัดค้านมากกว่าเสียงสนับสนุน หรือพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคอาจถอยได้ ฉะนั้น ขอย้ำว่า อำนาจในการแก้ไขเป็นของรัฐบาลและรัฐสภา แต่ตนเสนอวิธีในการให้ประชาชนมีส่วนร่วมและลดความรู้สึกที่เป็นการแก้ไขกันเองในกลุ่มเล็กๆ

อ่านรายละเอียด ประชาทรรศน์



นักวิชาการ จี้ “สื่อเป็นพิษ” หยุดพฤติกรรมปลุกปั่นก่อความรุนแรง

นักวิชาการสันติวิธี หวั่น พฤติกรรมสื่อก่อวิกฤติ ร่อน จม.เปิดผนึกเตือนสติ หยุด “สื่อเป็นพิษ” โฆษณาชวนเชื่อ ปลุกปั่นสถานการณ์ ตั้งตัวเป็นอภิสิทธิ์ชน ทำลาย ปชต.

โดยในวันนี้ (5 เม.ย.) นายชัยวัฒน์ สถาอานันท์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนางสาวอุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในนามนักวิชาการสันติวิธี ได้ออกจดหมายเปิดผนึกถึงผู้ประกอบวิชาชีพและองค์กรของสื่อมวลชน ระบุใจความว่า ขณะนี้มีร่องรอยว่า ระบอบประชาธิปไตยของไทยกำลังเคลื่อนเข้าสู่อันตรายจากความขัดแย้งทางการเมืองที่อาจทรุดลงเป็นความรุนแรง ปัจจัยหนึ่งที่ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ คือ สื่อมวลชน

ทั้งนี้ ความแตกต่างทางความคิดเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย แม้ต่างกันคนละขั้วก็ยังเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ แต่ตัวความแตกต่างนั้นเองมิได้เป็นเหตุให้เกิดความรุนแรง ตราบเท่าที่ความแตกต่างสามารถปะทะขัดแย้งกันได้อย่างสันติตามกระบวนการทางการเมือง กระบวนการทางศาล และกระบวนการทางปัญญาผ่านสื่อและเวทีวิชาการ
อย่างไรก็ตาม หากเมื่อใดที่กระบวนการเหล่านั้นไม่ทำงาน หรือกลายเป็นปัจจัยยุยงส่งเสริมความเกลียดชังเสียเอง ความแตกต่างก็จะกลายเป็นความรุนแรง โดยคนซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบสื่อและสื่อที่ไม่รับผิดชอบกำลังส่งผลกร่อนทำลายประชาธิปไตยสังคมไทยใน 3 ทาง คือ

1. สร้างความโกรธแค้นเกลียดชัง ปลุกปั่นสถานการณ์เสียเอง

2. โฆษณาชวนเชื่อ เป็นกระบอกเสียงของฝักฝ่ายทางการเมืองอย่างสุดหัวใจ ให้ร้ายใส่ความคู่ต่อสู้ด้วยเล่ห์เพทุบายสารพัด และ

3. ทั้งหมดนี้ ดำเนินไปขณะที่ ผู้ประกอบวิชาชีพและองค์กรของสื่อมวลชนเฉยเมยต่อการละเมิดจรรยาบรรณสองประการข้างต้น หรือทำตัวลู่ตามลม เลือกปฏิบัติปกป้องเฉพาะพวก ลงโทษเฉพาะฝ่าย

จดหมายเปิดผนึกดังกล่าว ระบุต่อไปว่า สิ่งที่ดูจะหายไปในแวดวงสื่อมวลชนไทยที่ทำการทั้ง 3 ประการข้างต้น คือ มาตรฐานและจรรยาบรรณทางวิชาชีพ ที่ต้องเคร่งครัดกับหลักการ ความเที่ยงธรรม และความรับผิดชอบที่สูงกว่าประชาชนทั่วไปที่ไม่มีอำนาจสื่ออยู่ในมือ และสูงกว่ากระบอกเสียงโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายต่างๆ และเมื่อประกอบกับอำนาจที่มากขึ้นทุกวัน ผลก็คือสื่อมวลชนของไทยจำนวนหนึ่งกลายเป็นอภิสิทธิ์ชนที่ใช้อำนาจทำร้ายผู้ไม่มีอำนาจสื่ออยู่ในมือ โดยที่คนในวิชาชีพด้วยกันไม่กล้าทักท้วงตรวจสอบ

สื่อมวลชนเช่นนี้ นอกจากจะไม่เป็นคุณต่อประชาธิปไตยแล้ว ยังกลับจะเป็นโทษอีกด้วย เพราะก่อความโกรธ หนุนความหลง และใช้เหตุผลเพียงเพื่อเอาชนะ ส่งผลโน้มน้าวสาธารณชนอย่างผิดๆ และที่สุดสามารถจุดชนวนให้ความแตกต่างทางความเชื่อและความคิดเห็นกลายเป็นความรุนแรง

ในขณะที่เสรีภาพของสื่อต้องได้รับการปกป้อง สังคมไทยต้องไม่ปล่อยให้สื่อใช้อำนาจของตนอย่างฉ้อฉลจนอาจนำไปสู่ความรุนแรง

ผู้ประกอบวิชาชีพและองค์กรของสื่อมวลชนควรจัดการดูแลปัญหา “สื่อเป็นพิษ” อันน่าวิตกนี้โดยด่วนที่สุด ทั้งควรให้สาธารณชนมีส่วนร่วมด้วย โดยที่รัฐบาลไม่ควรเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้แต่อย่างใด



"นพดล" เชื่อออกใบปลิวโจมตี ปธ.องคมนตรีฯ หวังผลการเมือง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เชื่อการออกใบปลิวโจมตีประธานองคมนตรีและที่ประเทศอังกฤษ เป็นการจุดประเด็นทางการเมือง โดยจะให้ทางสถานทูตตรวจสอบ

นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีใบปลิวกล่าวโจมตีพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ที่ประเทศอังกฤษ ว่า ไม่เห็นด้วยกับการมีใบปลิวกล่าวโจมตีไม่ว่าบุคคลใดก็แล้วแต่

โดยเฉพาะบุคคลผู้เป็นที่เคารพในบ้านเมือง ซึ่งส่วนตัวไม่อยากให้มีปัญหาในบ้านเมือง และเห็นว่าไม่มีเหตุผลที่จะออกใบปลิวมาโจมตีเช่นนี้ น่าจะเป็นการจุดประเด็นทางการเมืองมากกว่า ทั้งนี้ จะให้ทางสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำอังกฤษ ช่วยตรวจสอบเรื่องดังกล่าว พร้อมขอร้องให้ผู้กระทำยุติการกระทำดังกล่าว



Monday, May 5, 2008

นายกฯปัดตอบคำถามสื่อ หลังให้สัมภาษณ์ในรายการถามจริง ตอบตรง ทาง NBT

นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์รายการถามจริง ตอบตรง เกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองและปัญหาเศรษฐกิจ แต่ปฏิเสธให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนในทุกประเด็น
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เข้าบันทึกเทปรายการถามจริง ตอบตรง ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT โดยมีนายจอม เพชรประดับ เป็นผู้ดำเนินรายการ ซึ่งเทปรายการดังกล่าวจะออกอากาศในวันที่ 6 และ 7 พฤษภาคมนี้ เวลา 20.30 น. โดยนายกรัฐมนตรี ได้ตอบข้อซักถามในรายการเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญ , การทำงานของนายกรัฐมนตรีกับสื่อมวลชน , และปัญหาเศรษฐกิจ , ราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ภายหลังการบันทึกรายการเรียบร้อยแล้ว นายกรัฐมนตรี ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ใด ๆ ต่อบรรดาสื่อมวลชนที่มาเฝ้ารอสัมภาษณ์กันเป็นจำนวนมาก



สมัคร บันทึกเทปรายการ ถามจริง ตอบตรง ยังคงงดให้สัมภาษณ์สื่อ

กรุงเทพฯ 5 พ.ค.- ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ภายหลังประกาศยกเลิกการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนทุกวันอังคารและวันศุกร์ เพื่อยุติปัญหาความขัดแย้งกับสื่อ โดยเมื่อเวลา 14.30 น. นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เดินทางไปบันทึกเทปรายการ “ถามจริง ตอบตรง” ที่สถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ถนนวิภาวดี ซึ่งเมื่อเห็นสื่อมวลชนมารอสัมภาษณ์จำนวนมาก ได้แสดงอาการตกใจ และสอบถามคนใกล้ชิด กับเจ้าหน้าที่ที่มารอต้อนรับว่า สื่อมวลชนทราบได้อย่างไรว่าจะมาบันทึกเทปรายการในช่วงนี้ ซึ่งนายกรัฐมนตรียังมีสีหน้าเคร่งเครียดและไม่ให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด

สำหรับการบันทึกเทปรายการ “ถามจริง ตอบตรง” ของนายกรัฐมนตรี จะออกอากาศในวันที่ 6-7 พฤษภาคม เวลา 20.30 น. ทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-05 16:45:31

ถวิล อินทรักษา คาดไม่เกินสิ้นเดือนนี้จะทราบผลคดี ยงยุทธ

6 พ.ค.- นายถวิล อินทรักษา ผู้ที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้เป็นผู้ดำเนินการในชั้นศาลในคดีนายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.สัดส่วนพรรคพลังประชาชน ทุจริตเลือกตั้ง ที่ จ.เชียงราย ร่วมกับเจ้าหน้าที่ กกต. เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 2 พ.ค.ที่ผ่านมา กกต.ได้นำคำวินิจฉัยส่วนตนของ กกต.ทั้ง 5 คน และวีซีดี 8 แผ่นไปมอบให้ศาลฎีกาแล้ว และศาลได้เปิดดูทั้งวีซีดีที่ กกต.นำไปมอบให้แล้ว ซึ่งประเด็นวีซีดี น่าจะจบแล้ว และ กกต.ได้ขอสืบพยานอีก 3 ปาก โดยจะเป็นนายชัยวัฒน์ ฉางข้าวคำ กำนัน ต.จันจว้า อ.แม่จัน จ.เชียงราย และผู้สอบสวนอีก 2 คน เข้าเบิกความต่อศาล ซึ่งทั้ง 3 ปากนี้ศาลได้นัดไต่สวนเพียงวันเดียว แต่ไม่แน่ใจว่า เป็นวันที่ 7 พ.ค. หรือ 8 พ.ค. ซึ่งถือว่าจบในส่วนของ กกต.

นายถวิล กล่าวว่า ส่วนนายยงยุทธนั้น ได้อ้างพยานหลายปาก ซึ่งประเด็นที่นายยงยุทธตั้งขึ้นมา ก็น่ารับฟัง เช่น ประเด็นที่ว่า ต้องการให้ พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอัมพันธ์กุล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล หัวหน้าชุดสืบสวนสอบสวนคดีนายยงยุทธ มาเบิกความ เพราะอาจจะถูกกลั่นแกล้งจาก พล.ต.ต.ชัยยะ และเป็นปฏิปักษ์กันมาก่อน ศาลก็ได้อนุญาต ให้มาเบิกความต่อศาลเช่นกันโดยไม่ทราบว่าศาลอนุญาตให้มาเบิกความจำนวนกี่ปาก ทราบแต่เพียงว่าศาลนัดไต่สวน 3 วัน คือในวันที่ 13-15 พ.ค. ดังนั้น คดีดังกล่าวนี้คิดว่าประมาณกลางเดือนนี้น่าจะจบได้และน่าจะทราบผลโดยเร็วประมาณวันที่ 20 พ.ค.หรือไม่ก็ประมาณสิ้นเดือนนี้ ก็น่าจะทราบผลว่า ศาลฎีกาจะพิจารณาออกมาอย่างไร.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-05 16:35:25

อภิสิทธิ์ หนุนข้อเสนอแก้ ม.291 เพื่อให้มี ส.ส.ร.ยกร่าง รธน.ใหม่

พรรคประชาธิปัตย์ 5 พ.ค. - หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่าข้อเสนอแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เพื่อให้มี ส.ส.ร. เป็นแนวทางดี เรียกร้องรัฐบาลฟังเสียงสังคมที่ตอนนี้เห็นพ้องตั้งกรรมการศึกษารัฐธรรมนูญ หรือมี ส.ส.ร. ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เห็นด้วยกับข้อเสนอของ ส.ว.นครศรีธรรมราช ที่เสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เพื่อให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ว่า เป็นแนวทางที่ดีแนวทางหนึ่ง และพรรคจะปรึกษาหารือกันในวันพรุ่งนี้ (6 พ.ค.) ว่าจะพิจารณาแนวทางนี้หรือไม่ เพราะอย่างน้อยแนวทางนี้จะเปิดให้มีการแสดงความเห็นเป็นวงกว้าง และน่าจะทำให้การปรับปรุงแก้ไขเป็นระบบมากขึ้น

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า อยากฝากบอกไปยังหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลที่จะหารือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 7 พ.ค.นี้ ว่า ขณะนี้ใกล้จะหมดสมัยประชุมรัฐสภาแล้ว รัฐบาลควรเลือกว่าจะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษาร่วมกัน หรือจะมาตกลงแนวทางที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยให้ทุกฝ่ายในสังคมมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ซึ่งถ้าเป็นไปในแนวทางนี้ ฝ่ายค้านพร้อมที่จะสนับสนุน และคิดว่ารัฐบาลควรฟังเสียงของสังคมที่ปรับท่าทีมาโดยลำดับ และมีความคิดใกล้เคียงกัน คือ ใช้วิธีการในการมีองค์กรขึ้นมาศึกษา หรือมีกระบวนการในลักษณะของ ส.ส.ร.

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จากการติดตามร่างแก้ไขของรัฐบาล เห็นว่าไม่ได้คิดอะไร นอกจากเป้าหมายในเรื่องของเหตุการณ์ปัจจุบัน เพราะใช้วิธีการตัดแปะเอาบทบัญญัติของหมวด 1 และ 2 ของปัจจุบัน แล้วต่อท้ายด้วยรัฐธรรมนูญปี 2540 และส่วนที่เขียนใหม่จริง ๆ คือ บทเฉพาะกาล โดยมีเป้าหมายให้องค์กรอิสระอย่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ศาลรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) พ้นจากตำแหน่ง เพื่อให้เลือกกันใหม่ หากเป็นอย่างนี้ก็เหมือนว่ารัฐบาลไม่ได้ตั้งใจที่จะปรับปรุงรัฐธรรมนูญอย่างจริงจัง

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ต้องไม่ลืมว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 มีบทบัญญัติที่ใช้แล้วและพิสูจน์แล้วว่ามีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการแทรกแซงองค์กรอิสระ ปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ การที่บอกว่าเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไปก่อน และอยู่ในกระบวนการของคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะไม่เหมือนกับการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาศึกษา เพราะเมื่อถึงเวลาเข้าสู่กรรมาธิการฯ แล้ว จะมีแนวโน้มที่จะพิจารณาไปตามมาตรา ซึ่งจะไม่ได้เห็นภาพรวม และการอ้างว่าแปรญัตติได้นั้น หากปล่อยให้แปรญัตติกันอย่างเสรี โดยไม่มีการมาพูดคุยกรอบกันก่อน ตนเกรงว่าแทนที่จะไม่ยืดก็จะยืดเยื้อมาก และจะแปรญัตติโดยที่ไม่ได้ดูว่าโยงใยในมาตราอื่นอย่างไร หมวดอื่นอย่างไร จะเป็นปัญหา

สำหรับกรณีที่อดีต ส.ส.ร. เตรียมเคลื่อนไหวคัดค้านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาล จะทำให้เกิดความวุ่นวายหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หากรัฐบาลใช้กระบวนการที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมก็จะไม่มีปัญหา อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะมีท่าทีอย่างไร ส่วนกรณีที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ระบุว่า คนที่คัดค้านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์มีแต่สนับสนุน แต่ไม่เห็นด้วยกับการที่นำประชาธิปไตยมาอ้าง แล้วแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตัวเอง ซึ่งคิดว่า นายจาตุรนต์น่าจะมองเรื่องออก และนายจาตุรนต์ตอบได้หรือไม่ว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคพลังประชาชน เป็นการแก้ปัญหาทางการเมืองอย่างไร โดยเฉพาะที่เสนอแก้มาตรา 237 และ 309. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-05 16:08:33


นพดล สั่งทูตในอังกฤษตรวจสอบใบปลิวโจมตี พล.อ.เปรม

กรุงเทพฯ 6 พ.ค.- นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงใบปลิวโจมตี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่ประเทศอังกฤษ ว่า บ้านเมืองเราต้องการความปรองดองมากขึ้น พร้อมเปรียบบ้านเมืองเหมือนไก่ที่จะถูกเชือด แต่ยังจิกตีกันเอง อย่างไรก็ตาม ไม่เห็นด้วยกับการโจมตีดังกล่าว ไม่ว่าเป็นใครก็ตาม โดยเฉพาะคนที่มีสถานะในบ้านเมือง เราต้องให้ความเคารพ ไม่อยากให้มีปัญหาการเมืองมาให้รัฐบาลต้องแก้ไข แต่อยากให้รัฐบาลแก้ปัญหาเรื่องปากท้องของประชาชนมากกว่า

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวหรือไม่ นายนพดล กล่าวว่า คงต้องให้สถานทูตไปดู โดยช่วยไปดูว่า เป็นกระบวนการอย่างไร จริงหรือไม่ ถ้ารู้ตัวก็อยากให้ยุติ ส่วนเรื่องนี้จะทำให้ถูกมองว่า มีความเชื่อมโยงกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือไม่นั้น ก็ไม่ทราบเรื่องนี้จริงหรือไม่ อาจเป็นความพยายามที่จะหวังผลทางการเมือง และไม่มีเหตุผล ทั้งนี้ ส่วนตัวเห็นว่าเป็นการจุดประเด็นการเมือง เพื่อสร้างให้เกิดปัญหา เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไปทำเช่นนี้.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-05 15:44:10


นพดล เผยรัฐบาลยอมรับผลโพล และนำมาปรับปรุงการทำงาน

พรรคพลังประชาชน 5 พ.ค.- นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่เอแบคโพลล์ระบุนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี มีผลงานต่ำสุด ว่า โพลที่ออกมา ก็ต้องรับฟัง ไม่ควรไปวิพากษ์วิจารณ์ แต่ควรนำไปปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น และรัฐมนตรีก็ไม่ควรเสียกำลังใจกับผลโพลที่ออกมา แต่ตนสงสัยอยู่ว่าทำไมไม่มีชื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่มีผลงานเด่นสุด และทำงานเยอะ

เมื่อถามถึงกรณีที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ระบุว่านายกรัฐมนตรีใช้ถ้อยคำหยาบคาย และคุกคามสื่อนั้น นายนพดล กล่าวว่า คิดว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้คุกคาม แต่เป็นคนพูดตรงและเสียงดัง และพูดคำภาษาไทยโบราณ สื่ออาจมองว่าเป็นคำหยาบคาย แต่จริง ๆ ไม่มีอะไร ต่างชาติทราบดีว่าสื่อในประเทศไทย ถือเป็นเสาหลักในประชาธิปไตย ซึ่งรัฐบาลนี้จะไม่ยอมให้เสรีภาพสื่อกระทบกระเทือน แต่สื่อก็ต้องเสนอข่าวตามความเป็นจริง.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-05 14:59:53


“สมัคร” เตรียมนั่งหัวโต๊ะ ก.ตร.สางปัญหา 26 คำสั่ง พุธที่ 7 พ.ค.

นายกรัฐมนตรี เตรียมถก ก.ตร. วันพุธที่ 7 พ.ค.นี้ ส่างปัญหา 26 คำสั่งยุค พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ทำป่วน 364 ตำแหน่ง

ทั้งนี้ มีรายงานข่าว เปิดเผยว่า ในวันที่ 7 พ.ค. เวลา 14.00 น. นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) จะเดินทางมาเป็นประธานการประชุม ก.ตร. ครั้งที่ 5/2551 ที่ห้องประชุม 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) โดยมีวาระสำคัญคือ การพิจารณาการแก้ปัญหา 26 คำสั่ง ที่มีผลกระทบกับผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งสมัย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. จำนวน 364 นาย ตั้งแต่ระดับ ผกก. ถึง สว. ตามที่คณะอนุกรรมการ ก.ตร.ด้านกฎหมายและระเบียบได้พิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว เพื่อให้ที่ประชุมพิจารณาว่า

โดยที่ประชุมจะพิจารณาว่า ในเรื่องนี้จะมีแนวทางดำเนินการอย่างไรในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งมติของอนุกรรมการ ก.ตร.ด้านกฏหมายและระเบียบได้เสนอแนวทางไว้ คือ การขออนุมัติเปิดตำแหน่งประจำกองบังคับการไว้รองรับทั้ง 364 ตำแหน่ง หาก ก.ตร.เห็นชอบตามเสนอที่ให้ ผบ.ตร.มีอำนาจการแต่งตั้งตำรวจลงในตำแหน่งเหล่านั้น สตช.จะมีการตั้งกรรมการขึ้นพิจารณาการแต่งตั้งครั้งนี้ ซึ่งจะมีทั้งผบ.ตร. ผบช.ก. ผบช.ส.และผบช.ของหน่วยงนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องรวมอยู่ด้วย

อย่างไรก็ตาม ในการแต่งตั้งครั้งนี้อาจกระทบในหลายตำแหน่ง เนื่องจากการแต่งตั้งที่ผ่านมามีการล็อกเกี่ยวพันกันหลายตำแหน่ง และหลายหน่วยงาน ซึ่งอาจจะต้องมีมากกว่า 364 ตำแหน่งอย่างแน่นอน

พร้อมกันนี้ในที่ประชุม ก.ตร. อาจมีการพิจารณาการปรับโครงสร้างใหม่ของ สตช. ที่ผ่านสำนักงานกฤษฏีกาแล้ว และนายกรัฐมนตรีได้ลงนามเห็นชอบแล้วด้วย ซึ่งถ้าหากคณะทำงานของสตช. พิจารณาเสร็จทันก่อนวันประชุมโครงสร้างที่มีการปรับปรุงใหม่นี้ ต้องการให้มีการปรับสภาพหน่วยงานให้เล็กลลง แต่จะมีความกระชับในการปฏิบัติงานมากขึ้น ซึ่งจะเป็นเรื่องที่สวนทางกับสมัยของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ที่ต้องการให้มีการปรับโครงสร้างหน่วยงานให้ใหญ่ขึ้น