WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, May 6, 2008

แฉ!ไทยรัฐปูด‘ชวน’ ส่อหมิ่นสถาบัน

จี้สำนึกพันธมิตรฯ ออกมาขอโทษกรณีใช้แถบสีธงไตรรงค์ประกอบการเคลื่อนไหวโจมตีฝ่ายตรงข้าม ทั้งในและต่างประเทศ ระบุความพยายามโยงเบื้องสูงส่อเจตนาอยากให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยประวัติศาสตร์นองเลือดเดือนตุลา “ประชา ประสพดี” แฉซ้ำพรรคประชาธิปัตย์ ระบุในอดีตคอลัมนิสต์ดัง “มังกร ห้าเล็บ” ใน นสพ. “ไทยรัฐ” เคยเปิดประเด็น “ชวน หลีกภัย” ทำไม่เหมาะสมต่อหน้าพระพักตร์มาแล้ว

จากกรณีที่กลุ่มต่อต้านรัฐบาลได้หยิบประเด็นธงชาติมาเป็นประเด็นโจมตีทางการเมือง และต่อมาปรากฏว่าได้มีการเผยแพร่ภาพการนำธงมาให้อย่างไม่เหมาะสมเสียเองของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รวมทั้งการเดินสายโจมตีรัฐบาลในต่างประเทศของพันธมิตรฯ สายประชาธิปัตย์นั้น

นายประชา ประสพดี แกนนำกลุ่มมหาประชาชนพิทักษ์ประชาธิปไตย และ ส.ส.สัดส่วนพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า เป็นการกระทำที่ไม่สามารถยอมรับได้ เท่าที่ได้เห็นจากภาพถ่าย ที่ได้นำเอาผ้ามาห่มบนร่างของสตรี แล้วลายธงชาติต่ำกว่าสะดือ ตรงนี้อยากจะทวงถามหน่วยงานด้านความมั่นคงว่าปล่อยปะละเลยไว้ได้อย่างไร โดยเฉพาะพันธมิตรฯ นำสัญลักษณ์ไปสกรีนลงไปบนผ้าพันคอ หรือว่าจะเป็นเสื้อซึ่งในช่วงที่สถานการณ์บ้านเมืองกำลังวุ่นวาย ตรงนี้เป็นการกระทำที่สร้างความเสื่อมเสียให้กับธงชาติและสถาบันเบื้องสูงอย่างยิ่ง

หากจะนำเสื้อหรือผ้าพันคอที่มีตราสัญลักษณ์หรือรูปธงชาติมาใช้ ก็ควรจะนำไปใช้ในงานพิธีที่สำคัญเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตรย์หรืองานเกียรติยศจะเหมาะสมกว่า ไม่ใช่ปล่อยให้มาอยู่ในสถานการณ์ที่สร้างความสับสนวุ่นวายของคนในชาติ และนำมาเพื่อเป็นเกมการเมือง อีกทั้งยังใช้เพื่อการต่อต้านรัฐบาลล้มล้างรัฐธรรมนูญอีกด้วย พันธมิตรฯ ไม่เคยนำสิ่งเหล่านี้เพื่อไปใช้ยกย่องเทิดทูนเลยแม้แต่น้อย

นายประชา เรียกร้องด้วยว่า วันนี้พันธมิตรฯ จะต้องหยุดการกระทำเรื่องเหล่านี้ได้แล้ว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจังเพื่อเอาผิดให้ได้ โดยเฉพาะเรื่องที่นำเอาผ้าสัญลักษณ์ธงชาติไทยมาให้สตรีทำเป็นผ้าแถบใส่เดินร่วมประท้วง และยังมีขอความอันไม่เหมาะสม ซึ่งตรงนี้จะตรวจดูว่าเข้าการกระทำผิด พ.ร.บ.ธง และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 118 หรือไม่

ทั้งนี้ พันธมิตรฯ จะต้องมีส่วนรับผิดชอบในเรื่องดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการนำสัญลักษณ์ธงชาติมาใช้เป็นเครื่องมือ หรือการกระทำอันเป็นการสร้างความเสื่อมเสียให้แก่สถาบันเบื้องสูง ตรงนี้เจตนาของพันธมิตรฯ ไม่ได้มีความย่ำเกรงเลย แล้วที่ไปกล่าวหาว่า นายสมัคร สุนทรเวช ไม่จงรักภักดี ตัวพันธมิตรฯ เองหรือเปล่าที่ไม่สิ่งนี้ เพราะฉะนั้นพันธมิตรฯ เองควรจะต้องถูกดำเนินคดีเพื่อให้เป็นเยี่ยงอย่างเสียบ้าง หากคิดนำสิ่งเหล่านี้มาเป็นเครื่องมืออีกก็เปรียบเสมือนคนชั่วไม่แสดงถึงความจงรักภักดี

ส่วนกรณีที่มี ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ร่วมอยู่ด้วยนั้น นายประชา กล่าวว่า เรื่องทำนองนี้มีมานานแล้วตั้งแต่ยุคของ นายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2543 โดยเรื่องการกระทำอันไม่สมควรของนายชวน ได้มีการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ในคอลัมน์ของมังกรห้าเล็บ ที่ระบุว่าในงานพระราชทานเพลิงศพ คุณหญิงสุธาดา เกษมสันต์ ที่วัดเทพศิรินทราวาส ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินพร้อมกันทั้ง 2 พระองค์

โดยนายชวนอยู่ในบริเวณที่ใกล้ชิดพระที่นั่งมากที่สุด ซึ่งมีบริเวณนั้นมีทั้งข้าราชการผู้ใหญ่ และผู้คนบริเวณดังกล่าวจะต้องปฏิบัติตัวอยู่ในอาการสำรวมมากที่สุด เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่บังเอิญว่าวันนั้นนายชวนได้แสดงกิริยาขีดเขียนเศษกระดาษอยู่ตลอดเวลา ไม่ทราบว่าเป็นการวาดภาพหรือบันทึกอะไรสักอย่าง นั่งก้มหน้าอยู่เกือบตลอดเวลา

ทั้งนี้ มีการตั้งข้อสังเกตว่า ปกติหากนายชวนถูกพาดพิงด้วยข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง มักจะใช้สิทธิตามกฎหมายดำเนินการกับเรื่องนั้น แต่กรณีที่เป็นข่าวใน นสพ.ไทยรัฐ ไม่ปรากฏว่ามีการฟ้องร้องแต่อย่างใด

ด้าน นายศิริโชค สิริวรรณภา รองโฆษกพรรคชาติไทย กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ส่วนตัวแล้วคิดว่าไม่น่าจะนำเอามาเล่นเป็นประเด็นทางการเมือง เพราะประเทศอื่นเขาก็มีการใส่ชื่อหรือข้อความต่างๆ ลงบนธงเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากต่างประเทศเขาไม่ถือ การที่มีการเขียนชื่ออดีตนายกฯ ลงไปนั้นคงเป็นเรื่องที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่ได้ตั้งใจซึ่งตรงนี้น่าเห็นใจ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ต้องตกเป็นเหยื่อให้นำมาเล่นเป็นประเด็นทางการเมือง

รวมทั้งการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกมาแสดงความเสียใจและกล่าวขอโทษประชาชนนั้นเป็นเรื่องที่ดี ซึ่งเป็นการแสดงความรับผิดชอบ ส่วนจะให้กลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาแสดงความรับผิดชอบหรือไม่นั้นไม่สามารถไปบังคับได้ ขึ้นอยู่กับจิตใต้สำนึก เพราะเป็นการตัดสินใจ ซึ่งอยากให้แต่ละฝ่ายได้ดูข้อเท็จจริงของกันและกัน เพราะเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเรื่องของธรรมเนียมฟุตบอล และหากมองในเชิงวิเคราะห์แล้วก็จะเห็นเจตนาที่แตกต่างกัน ซึ่งในส่วนของกลุ่มพันธมิตรฯ จะเอาไปใช้อย่างไรไม่อยากกล่าวถึง

“เรื่องการขอโทษเป็นการตัดสินใจของเขาว่าจะทำหรือไม่ทำ เพราะไม่สามารถไปบังคับเขาได้ ซึ่งตรงนี้อยากให้แต่ละฝ่ายได้ดูข้อเท็จจริงคือรูปที่เกิดขึ้นนั้น รู้ได้ว่าเป็นการนำเอามาทำคนละประเด็นกัน ฝ่ายของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นชาวต่างชาติทำ เพราะเขาไม่ถือเรื่องนี้ แต่ทางฝ่ายของกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นคนไทยทำอย่างเห็นได้ชัดเจน”

ด้าน นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า ถ้าเป็นคนไทยคงไม่ทำในลักษณะนี้เพราะธงเป็นสัญลักษณ์ที่เรายืนตรงเคารพเป็นประจำ ที่ต่างชาติทำเป็นเพราะเขาไม่รู้ธรรมเนียมของคนไทย หากคนไทยทำคงไม่เหมาะสม และอยากให้ทั้งสองฝ่ายยุติเรื่องนี้

เมื่อถามว่าแล้วการที่ทางกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นคนทำ ซึ่งเป็นคนไทยทั้งนั้น มันเหมาะสมแค่ไหน นางอนงค์วรรณ กล่าวว่า ไม่ขอวิจารณ์เรื่องนี้ เพราะไม่อยากให้เป็นเรื่อง ซึ่งความเห็นส่วนตัวบางอย่างก็ไม่ควรเอาออกมาพูด ก็อยากให้ทางกลุ่มพันธมิตรฯ เองควรนำเรื่องนี้กลับไปคิดด้วยเช่นกัน

ทางด้าน รศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การกระทำของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่นำเอาลัญลักษณ์ธงชาติไทยมาประกอบการเคลื่อนไหว ทั้งในและนอกราชอาณาจักรไทยว่า หากมองโดยเจตนาการกระทำแล้ว ถือว่าไม่เหมาะสม ไม่ว่าประการใดทั้งปวง ที่นำสัญลักษณ์ธงชาติที่คนไทยเคารพนับถือ มาเคลื่อนไหวเพื่อหวังผลทางการเมือง

นอกจากนี้หากพิจารณาในฐานกฎหมายเดียวกัน การที่ นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น (คปต.) กล่าวว่า การกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่มีความผิด แต่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมีความผิดนั้น ก็ไม่ถูกเพราะกลุ่มพันธมิตรฯ ก็มีความผิดเช่นกัน แต่ทั้งนี้การกระทำกรณีของอดีตนายกฯนั้นเป็นความเข้าใจผิดของชาวต่างชาติ รวมถึงมีการบิดเบือนในข้อเท็จจริง เพื่อมุ่งเป้าไปที่ความผิดของอดีตนายกฯ แต่ของกลุ่มพันธมิตรฯ เห็นได้ชัดเจนว่า คนไทยทำ ฉะนั้นเจตนาแตกต่างกันแน่นอน

“ตอนนี้เห็นได้ชัดว่ามีความพยายามที่จะย้อนรอยเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลา 2519 และ 19 กันยายน 2549 ตั้งแต่ที่ นายชวน หลีกภัย ออกมาเคลื่อนไหวเรื่องป๋าเปรม และก็รับลูกต่อมาเรื่องๆ โดยเอาประเด็นเรื่องความจงรักภักดี และสถาบันเบื้องสูงมาจุดชนวนเพื่อสร้างเงื่อนไขในการเคลื่อนไหวต่อต้าน คิดว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรจะยุติเรื่องนี้ และหันหน้าทำหน้าที่ที่เหมาะสมของแต่ละคนดีกว่า อย่าไปสนเรื่องอื่น” รศ.ประสิทธิ์ กล่าว

ส่วนกรณีที่นายภิรมย์ พลวิเศษ ส.ส.นครราชสีมา พรรคพลังประชาชน เข้าแจ้งความดำเนินคดีต่อกองปราบปราม กับุคคลในภาพที่มีการเขียนชื่อและข้อความลงบนธงชาติไทย ในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.สหรัฐ เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.2549 นั้น

พ.ต.อ.สมยศ พรหมนิ่ม รองผู้บังคับการกองปราบปราม เปิดเผยถึงความคืบหน้าของคดีว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนกำลังตรวจสอบบุคคลที่ปรากฏตามภาพเป็นบุคคลใดบ้าง ซึ่งถ้าสอบสวนพบว่ากระทำผิดก็จะดำเนินการตามกฎหมายอาญา แต่เบื้องต้นที่ดูตามภาพกรณีที่นำธงชาติมาคาดไว้ที่หน้าอกของหญิงสาวคนหนึ่งนั้น พบว่ายังไม่เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ธง เนื่องจากภาพดังกล่าวยังไม่มีลักษณะเป็นธงชาติไทย อย่างไรก็ตาม รองผู้บังคับการกองปราบปราม จะต้องตรวจสอบเว็บไซต์ที่เผยแพร่ว่ามีปรากฏอยู่หรือไม่



ดีเอสไอยัน “หญิงเป็ด” พันจัดจ้างฉาว

“ดีเอสไอ” เผยหลังสอบพยานปากสำคัญ ทำให้เชื่อได้ว่า “คุณหญิงจารุวรรณ” เกี่ยวข้องกับการฮั้วจัดจ้าง บ.ออดิตฯ จัดอบรมที่ สตง. รวมถึงกรณีผลประโยชน์ทับซ้อนที่บริษัทเช่าตึกสามีคุณหญิงทำสำนักงาน ย้ำพบหลักฐานสำคัญที่มีน้ำหนักสุดสุด

จากกรณีมีผู้ร้องเรียนต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ถึงความไม่ชอบมาพากลในสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) จากกรณีการจัดจ้างบริษัท ออดิต แอนด์ แมเนจเม้นต์ คอนซัลแตนท์ จำกัด เข้ารับงานจัดอบรมให้กับเจ้าหน้าที่ของ สตง. ด้วยวิธีพิเศษ โดยไม่มีคู่แข่ง และยังปรากฏว่าบริษัทดังกล่าวได้เช่าอาคารสำนักงานจาก นายทรงเกียรติ เมณฑกา สามีของคุณหญิงจารุวรรณ ซึ่งส่อว่าอาจเข้าข่ายเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนด้วยนั้น

ก่อนหน้านี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มีการพิจารณาสอบสวนเรื่องราวตามที่มีผู้ร้องเรียน และตรวจสอบได้พยานหลักฐานเพิ่มเติมหลายปาก ได้ออกมาระบุว่า มีข้อมูลที่เชื่อถือได้ว่ามีการกระทำความผิด และเตรียมส่งเรื่องดังกล่าวเข้าเป็นคดีพิเศษต่อไป

รวมทั้งเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ชุดสอบสวนเรื่องดังกล่าวได้มีการเรียกตัว นายวันชัย จงจรูญหิรัญ ประธานกลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองและต่อต้านคอร์รัปชั่น ผู้ร้องเรียน และพยานปากสำคัญเข้าสอบสวนเพิ่มเติมอีกครั้ง
ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ที่ผ่านมา นายธาริต เพ็งดิษฐ์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และผู้รับผิดชอบในการสอบสวนกล่าวถึงความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าวว่า จากการที่ได้ดำเนินการสอบพยานคนสำคัญทำให้ดีเอสไอ เชื่อได้ว่าตัวคุณหญิงจารุวรรณมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องที่มีการร้องเรียนอย่างแน่นอน อีกทั้งยังพบหลักฐานสำคัญที่มีน้ำหนักอย่างมากยืนยันได้แน่นอน แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ตอนซึ่งเกรงจะมีผลต่อการเสียรูปคดี



ฉะ‘ลูกป๋า’ปูดข่าวใบปลิว ส่อเจตนาล้มล้างรัฐบาล

ดาหน้าถล่ม “พล.อ.พงษ์เทพ” คนสนิทป๋าที่ออกมาปูดข่าวใบปลิวทำลายสถาบัน แจกจ่ายในประเทศในอังกฤษ เป็นเจตนาหวังผลทางการเมือง ระบุพวกอ้างเบื้องสูงจ้องล้มล้างรัฐบาล จี้สำนึกควรหยุดดึงฟ้าต่ำหวังปลุกปั่นสร้างความวุ่นวายได้แล้ว พร้อมจี้หน่วยงานความมั่นคงจัดการ ด้าน “นพดล” สั่งทูตไทยในอังกฤษตรวจสอบด่วน

จากกรณีที่ พล.อ.พงษ์เทพ เทศประทีป เลขาธิการมูลนิธิรัฐบุรุษ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และเป็นคนใกล้ชิดประธานองคมนตรี ออกมาระบุมีขบวนการในต่างประเทศ ที่จ้องก้าวล่วงสถาบันเบื้องสูง โดยเฉพาะในประเทศอังกฤษ ที่มีการแจกจ่ายใบปลิวกันอย่างเอิกเกริกตามร้านอาหารนั้น

นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ และรองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า คนไทยขณะนี้เหมือนไก่ที่กำลังจะถูกเชือด แต่ก็ยังมาจิกตีกันเอง ส่วนตัวนั้นตนไม่เห็นด้วยกับการแจกจ่ายใบปลิวเพื่อโจมตีใครอยู่แล้ว แต่ถ้าต้องการจะโจมตีใครก็ควรที่จะแสดงตัวเพื่อให้ผู้ที่ถูกโจมตีได้มีโอกาสต่อสู้ สิ่งที่เกิดขึ้นจะขอให้สถานทูตไทยประจำประเทศอังกฤษ ไปตรวจสอบดูว่าเป็นข่าวจริงหรือไม่ และเป็นอย่างไร และหากใครรู้ว่ากำลังกระทำการแบบนี้อยู่ก็ให้ขอยุติเสีย

เมื่อถามถึงการแจกจ่ายใบปลิวโจมตีในประเทศอังกฤษ ทำให้ถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นั้น นายนพดล กล่าวว่า ตนคิดว่าการจุดประเด็นเรื่องนี้เพื่อหวังผลทางการเมือง เพื่อให้เกิดความวุ่นวาย เพราะเรื่องแบบนี้ไม่มีเหตุผล ที่จะไปโจมตีคนไทยที่อยู่ในประเทศไทยโดยการแจกจ่ายใบปลิวในประเทศอังกฤษ

นอกจากนี้ นายนพดล ยังกล่าวถึงกรณีการที่มีบุคคลบางคนออกมาเรียกร้องไม่ให้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ออกมาพูดเรื่องปฏิวัติว่า ในมุมมองของตนคิดว่าการพูดของนายสมัครก็เพื่อยืนยันว่าจะไม่มีการปฏิวัติ รวมทั้งไม่มีเงื่อนไขใดที่จะมีการปฏิวัติ บ้านเมืองต้องเดินหน้าไปอย่างเรียบร้อย อีกทั้งคณะรัฐมนตรีจะพยามแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนโดยจะพูดเรื่องการเมืองให้น้อยลง ไม่สร้างความแตกแยกไม่ว่าใครจะวิจารณ์อย่างไรก็จะก้มหน้าทำงาน แม้แต่ที่ นายธีรยุทธ บุญมี วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลก็ตาม พรรคพลังประชาชนก็ไม่มีการตอบโต้

ด้าน ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า พวกขบวนการดึงฟ้าต่ำเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง คนที่ทำเรื่องเหล่านี้เป้าหมายคือเพื่อต้องการโค่นล้มรัฐบาลชุดนี้ การทำลายรัฐบาล แล้วดึงเอาสถาบันเบื้องสูงมาเกลือกกลั้วนั้นเป็นเรื่องที่ไม่บังควรอย่างยิ่ง การโยงเรื่องเหล่านี้เข้าหากันก็เพื่อทำลายฝ่ายตรงข้ามให้เสียหาย และมีแผนมาตั้งแต่แรก

เรื่องนี้หากมองดูแล้วคนที่มีจิตใต้สำนึกเขาคงไม่ทำกัน ซึ่งตนก็ทราบข่าวมาตลอดว่ามีความต้องการล้มล้างรัฐบาล หากมองไปด้านเดียว ทำให้เห็นว่าไม่เทิดทูนสถาบันเบื้องสูง ซึ่งนายกฯ และฝ่ายรัฐบาลก็ออกมายืนยันว่า เคารพในสถาบันเบื้องสูง ไม่ดึงเอามาเล่นเป็นประเด็นทางการเมืองแน่ แต่คนที่กล่าวหาและใส่ร้าย ทำความเสื่อมเสียมาสู่รัฐบาลก็เพื่อล้มล้างรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม อยากให้เรื่องดังกล่าวยุติได้แล้ว อย่านำเอามาเล่นเป็นประเด็นทางการเมืองอีกเลย เพราะจะทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อประเทศชาติและสถาบันเบื้องสูง

นายบุญจง วงค์ไตรรัตน์ ส.ส.พรรคพลังประชาชน และแกนนำกลุ่มมหาประชาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่า การที่ พล.อ.พงษ์เทพ ในฐานะเลขาธิการมูลนิธิรัฐบุรุษ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ออกมาปูดเรื่องแผนการล้มล้างสถาบันเบื้องสูงที่ประเทศอังกฤษ โดยส่วนตัวไม่อยากออกความเห็น เนื่องจากไม่อยากแตะต้องสถาบันเบื้องสูง เกรงว่าจะกลายเป็นประเด็น

นอกจากนี้เรื่องแผนการที่ พล.อ.พงษ์เทพ กล่าวถึง ก็ยังไม่มีอะไรระบุแน่ชัดว่าเป็นจริงหรือไม่ และไม่มีใครสามารถรู้ได้ ตนคิดว่าเรื่องใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับประธานองคมนตรี ก็ควรจะยุติ ไม่น่าจะหยิบยกขึ้นมาพาดพิง ควรปล่อยให้การเมืองเดินไปตามกติกาในระบอบประชาธิปไตยมากกว่า

ขณะที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.แบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน กล่าวถึง พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 1 ระบุว่าหลายฝ่ายพยายามดึงประเด็นชาติและสถาบันกษัตริย์มาโจมตีกัน โดยบางฝ่ายมองว่าอาจเป็นการส่งสัญญาณบางอย่างนั้น วันนี้ต้องยึดคำพูดของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ที่ประกาศชัดกับสังคมไปหลายครั้งแล้วว่า ทหารต้องกลับเข้ากรมกองเป็นหลัก เมื่อมีการเลือกตั้งแล้วก็ต้องให้รัฐบาลบริหารประเทศ และสิ่งที่ พล.ท.ประยุทธ์ พูดไว้นั้น คือคนไทยทุกคนต้องทำหน้าที่ปกป้องสถาบันด้วยกาย วาจา ใจ อย่าอ้างสถาบันจนบ้านเมืองเสียหาย

“ตอนนี้บางฝ่ายอ้างสถาบันมาเป็นเครื่องมือ ฉะนั้น ฝ่ายกฎหมายและฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาลต้องดูแลเรื่องนี้ด้วย เพราะฝ่ายนั้นอ้างสถาบันไปปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองเพื่อทำลายคนอื่นๆ แบบไม่บังควร” นายจตุพรกล่าว

ส่วนที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม อ้างถึงข้อมูลบางฝ่ายเตรียมรัฐประหารรัฐบาล โดยมีแผนจับรัฐมนตรีขึ้นเฮลิคอปเตอร์นั้น นายจตุพร กล่าวว่า อย่าลืมว่านายสมัครเป็น ส.ส.เขตดุสิต ซึ่งเป็นเขตทหารมายาวนาน ย่อมมีคนรู้จักและให้ข้อมูลเรื่องนี้ สิ่งที่นายสมัครพูดไว้คือ “ตีปลาหน้าไซ” หมายความว่า พูดดักทางฝ่ายที่มีความคิดแบบนั้นให้ล้มเลิกและยุติแผนการไป เพราะนายสมัครพูดให้ทุกฝ่ายรับรู้ว่าจะมีเรื่องแบบนี้ขึ้น และนายกฯ รับรู้แล้ว หากก่อการรัฐประหารขึ้นมาจริง มันยากเกินแก้ไขและบ้านเมืองจะบอบช้ำไปอีก

ด้าน จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย แถลงในเรื่องนี้ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ จากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน กับสื่อมวลชนที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง ย่านประชาชื่นว่า ขณะนี้เริ่มมีการใช้สถาบันเป็นข้ออ้าง เพื่อกล่าวหาโจมตีทำลายล้างทางการเมืองโดยไม่อาศัยกฎหมายบ้านเมืองไปแก้ปัญหาเหมือน เช่น เหตุการณ์ก่อน 19 กันยายน 2549 ที่ผ่านมา ซึ่งกรณีเดียวกันนี้คือกล่าวหาว่ามีการก้าวล่วงสถาบัน และก็ได้พิสูจน์แล้วว่าไม่จริง แต่เมื่อเกิดการยึดอำนาจจนทำให้บ้านเมืองเสียหายไปมาก ก็ไม่มีใครรับผิดชอบ เรื่องนี้คณะรัฐประหารมักหยิบเรื่องเหล่านี้มาใช้ประโยชน์และเป็นข้ออ้างการยึดอำนาจในการเมืองไทย

การอ้างสถาบันนั้นไม่เป็นผลดีกับใครและยังเป็นผลเสียกับทุกฝ่าย หากมีการอ้างสถาบันเพื่อยึดอำนาจ และสถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้เป็นตัวชี้อนาคตของประเทศว่าจะก้าวหน้าหรือถอยหลัง และจะแก้วิกฤติของประเทศได้หรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้เป็นมากกว่า การประหัตประหารหรือทำลายล้างศัตรูทางการเมือง จึงขอให้ทุกฝ่ายตั้งหลักว่า ปัญหาของประเทศนั้น ทุกฝ่ายควรหาทางออกแบบสันติวิธี ใช้เหตุผลและสติปัญญามากกว่าตั้งป้อมใส่กัน แบบให้พังไปข้างหนึ่ง หากเป็นเช่นนั้น จะทำให้ประเทศพังลงไปอีกมาก


จาตุรนต์แฉข้ามโลก พันธมิตรป่วนรธน. เปิดช่องทหารปฏิวัติ

“จาตุรนต์” ออนไลน์แถลงข่าวข้ามประเทศ เห็นเค้าลางกลไก รธน. 50 ก่อวิกฤติใหญ่ทั้งการเมือง-เศรษฐกิจ ขณะที่กลุ่มก๊วนเดิม พันธมิตรฯ จ้องสร้างเรื่อง ดึงทหารยึดอำนาจอีกรอบ แนะต้องรับแก้ไขด่วน แนะดึง สสร.40 หารือ ตั้ง สสร.3 ขณะที่ ส.ว. เสียงแตก 2 ฝ่ายหนุนตั้งหรือไม่ตั้ง สสร.

เมื่อเวลา10.30 น. วันที่ 5 พ.ค. นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ได้แถลงข่าวผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ จากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีนกับสื่อมวลชนที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง ย่านประชาชื่น เพื่อเสนอแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ว่า จากการติดตามข่าวสารการเมือง เห็นว่าสถานการณ์ตอนนี้น่าเป็นห่วงมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นก่อนการรัฐประหารที่ผ่านมา เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้กลไกของระบอบประชาธิปไตยอ่อนแอ ไม่แก้ปัญหาประเทศและตอบสนองความต้องการของประชาชน โดยสิ่งเหล่านี้เป็นไปตามการออกแบบรัฐธรรมนูญที่มาจากการรัฐประหาร หากไม่รีบแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเร็ว จะก่อตัวให้เกิดเป็นวิกฤตการเมืองและเศรษฐกิจต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม การแก้รัฐธรรมนูญควรครอบคลุมปัญหาทั้งหมด โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด ส่วนการคัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญนั้นมีได้ แต่คิดว่าการคัดค้านได้กลายเป็นการปกป้องรัฐธรรมนูญคือ ไม่ยอมให้แก้ไขใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งที่เมื่อก่อนก็ยอมรับว่า รัฐธรรมนูญมีข้อเสียที่ต้องแก้ไขอีกมาก และสิ่งที่ร้ายกว่านั้นคือ เกิดการเบี่ยงเบนประเด็นเป็นอื่น เพื่อมุ่งทำลายฝ่ายตรงข้าม รวมทั้งเรียกร้องการยึดอำนาจคือให้ฉีกรัฐธรรมนูญอีกครั้งนั่นเอง

ดึง สสร.40 ร่วมถก สสร.3
นายจาตุรนต์ ยังกล่าวให้ความเห็นถึงการกล่าวหาแก้รัฐธรรมนูญเพื่อตัวเองด้วยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวข้องกับผู้แก้ไขอยู่แล้ว เพราะรัฐธรรมนูญมีเนื้อหาที่เกี่ยวกับรัฐบาลและรัฐสภามาก และรัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐสภาที่มาจากประชาชนเป็นผู้ที่มีอำนาจแก้ไข ฉะนั้น การบอกว่าแก้ไขเพื่อตัวเองนั้น ความจริงคือรัฐสภาและรัฐบาลมีอำนาจ เพราะเรื่องนี้เกี่ยวกับรัฐสภาและเป็นอย่างอื่นไม่ได้ แต่การแก้ไขนั้นจะเป็นประโยชน์กับประชาชนหรือไม่ ขอเสนอว่า หากระดมความเห็นจากหลายฝ่ายมาช่วยกันคิดและแก้ไข แบบไม่ตั้งป้อมใส่กัน ก็จะหาข้อสรุปได้ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์กับประชาชน ไม่ใช่เป็นประโยชน์กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

นอกจากนี้ ที่อ้างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้คนทำผิดไม่ต้องรับโทษนั้น หากเป็นเช่นนั้นจริง คนส่วนใหญ่รับไม่ได้และไม่ควรทำแบบนั้น แต่ปัญหาของรัฐธรรมนูญคือ กำหนดให้ผู้ไม่ได้ทำผิดร่วมรับโทษกับการกระทำความผิดของคนอื่น ตรงนี้ขัดหลักยุติธรรม และมุ่งทำลายกลุ่มบุคคลโดยไม่คำนึงผลเสียหายของระบอบประชาธิปไตย

ส่วนข้อเสนอจัดตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.3) ขึ้นมาแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายจาตุรนต์ยืนยันว่า น่าจะดีกว่าและเป็นประโยชน์ และหวังว่าการหารือของหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลในวันพุธที่ 7 พ.ค.นี้ จะหาข้อสรุปได้ และควรตั้ง สสร. 3 โดยอาจเชิญ สสร. 2540 เข้ามาหารือควรทำแบบใด แต่อำนาจการกำหนดคุณสมบัติ สสร. 3 ก็อยู่ที่รัฐบาล

อย่างไรก็ตาม หากไม่ตั้ง สสร.น่าจะทำได้ยากกว่าและไม่น่าจะสำเร็จ เพราะหากในช่วงแก้ไขเกิดเสียงคัดค้านมากกว่าเสียงสนับสนุน หรือพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคอาจถอยได้ ฉะนั้น ขอย้ำว่า อำนาจในการแก้ไขเป็นของรัฐบาลและรัฐสภา แต่ตนเสนอวิธีในการให้ประชาชนมีส่วนร่วมและลดความรู้สึกที่เป็นการแก้ไขกันเองในกลุ่มเล็กๆ

อ่านรายละเอียด ประชาทรรศน์



นักวิชาการ จี้ “สื่อเป็นพิษ” หยุดพฤติกรรมปลุกปั่นก่อความรุนแรง

นักวิชาการสันติวิธี หวั่น พฤติกรรมสื่อก่อวิกฤติ ร่อน จม.เปิดผนึกเตือนสติ หยุด “สื่อเป็นพิษ” โฆษณาชวนเชื่อ ปลุกปั่นสถานการณ์ ตั้งตัวเป็นอภิสิทธิ์ชน ทำลาย ปชต.

โดยในวันนี้ (5 เม.ย.) นายชัยวัฒน์ สถาอานันท์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนางสาวอุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในนามนักวิชาการสันติวิธี ได้ออกจดหมายเปิดผนึกถึงผู้ประกอบวิชาชีพและองค์กรของสื่อมวลชน ระบุใจความว่า ขณะนี้มีร่องรอยว่า ระบอบประชาธิปไตยของไทยกำลังเคลื่อนเข้าสู่อันตรายจากความขัดแย้งทางการเมืองที่อาจทรุดลงเป็นความรุนแรง ปัจจัยหนึ่งที่ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ คือ สื่อมวลชน

ทั้งนี้ ความแตกต่างทางความคิดเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย แม้ต่างกันคนละขั้วก็ยังเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ แต่ตัวความแตกต่างนั้นเองมิได้เป็นเหตุให้เกิดความรุนแรง ตราบเท่าที่ความแตกต่างสามารถปะทะขัดแย้งกันได้อย่างสันติตามกระบวนการทางการเมือง กระบวนการทางศาล และกระบวนการทางปัญญาผ่านสื่อและเวทีวิชาการ
อย่างไรก็ตาม หากเมื่อใดที่กระบวนการเหล่านั้นไม่ทำงาน หรือกลายเป็นปัจจัยยุยงส่งเสริมความเกลียดชังเสียเอง ความแตกต่างก็จะกลายเป็นความรุนแรง โดยคนซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบสื่อและสื่อที่ไม่รับผิดชอบกำลังส่งผลกร่อนทำลายประชาธิปไตยสังคมไทยใน 3 ทาง คือ

1. สร้างความโกรธแค้นเกลียดชัง ปลุกปั่นสถานการณ์เสียเอง

2. โฆษณาชวนเชื่อ เป็นกระบอกเสียงของฝักฝ่ายทางการเมืองอย่างสุดหัวใจ ให้ร้ายใส่ความคู่ต่อสู้ด้วยเล่ห์เพทุบายสารพัด และ

3. ทั้งหมดนี้ ดำเนินไปขณะที่ ผู้ประกอบวิชาชีพและองค์กรของสื่อมวลชนเฉยเมยต่อการละเมิดจรรยาบรรณสองประการข้างต้น หรือทำตัวลู่ตามลม เลือกปฏิบัติปกป้องเฉพาะพวก ลงโทษเฉพาะฝ่าย

จดหมายเปิดผนึกดังกล่าว ระบุต่อไปว่า สิ่งที่ดูจะหายไปในแวดวงสื่อมวลชนไทยที่ทำการทั้ง 3 ประการข้างต้น คือ มาตรฐานและจรรยาบรรณทางวิชาชีพ ที่ต้องเคร่งครัดกับหลักการ ความเที่ยงธรรม และความรับผิดชอบที่สูงกว่าประชาชนทั่วไปที่ไม่มีอำนาจสื่ออยู่ในมือ และสูงกว่ากระบอกเสียงโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายต่างๆ และเมื่อประกอบกับอำนาจที่มากขึ้นทุกวัน ผลก็คือสื่อมวลชนของไทยจำนวนหนึ่งกลายเป็นอภิสิทธิ์ชนที่ใช้อำนาจทำร้ายผู้ไม่มีอำนาจสื่ออยู่ในมือ โดยที่คนในวิชาชีพด้วยกันไม่กล้าทักท้วงตรวจสอบ

สื่อมวลชนเช่นนี้ นอกจากจะไม่เป็นคุณต่อประชาธิปไตยแล้ว ยังกลับจะเป็นโทษอีกด้วย เพราะก่อความโกรธ หนุนความหลง และใช้เหตุผลเพียงเพื่อเอาชนะ ส่งผลโน้มน้าวสาธารณชนอย่างผิดๆ และที่สุดสามารถจุดชนวนให้ความแตกต่างทางความเชื่อและความคิดเห็นกลายเป็นความรุนแรง

ในขณะที่เสรีภาพของสื่อต้องได้รับการปกป้อง สังคมไทยต้องไม่ปล่อยให้สื่อใช้อำนาจของตนอย่างฉ้อฉลจนอาจนำไปสู่ความรุนแรง

ผู้ประกอบวิชาชีพและองค์กรของสื่อมวลชนควรจัดการดูแลปัญหา “สื่อเป็นพิษ” อันน่าวิตกนี้โดยด่วนที่สุด ทั้งควรให้สาธารณชนมีส่วนร่วมด้วย โดยที่รัฐบาลไม่ควรเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้แต่อย่างใด



"นพดล" เชื่อออกใบปลิวโจมตี ปธ.องคมนตรีฯ หวังผลการเมือง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เชื่อการออกใบปลิวโจมตีประธานองคมนตรีและที่ประเทศอังกฤษ เป็นการจุดประเด็นทางการเมือง โดยจะให้ทางสถานทูตตรวจสอบ

นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีใบปลิวกล่าวโจมตีพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ที่ประเทศอังกฤษ ว่า ไม่เห็นด้วยกับการมีใบปลิวกล่าวโจมตีไม่ว่าบุคคลใดก็แล้วแต่

โดยเฉพาะบุคคลผู้เป็นที่เคารพในบ้านเมือง ซึ่งส่วนตัวไม่อยากให้มีปัญหาในบ้านเมือง และเห็นว่าไม่มีเหตุผลที่จะออกใบปลิวมาโจมตีเช่นนี้ น่าจะเป็นการจุดประเด็นทางการเมืองมากกว่า ทั้งนี้ จะให้ทางสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำอังกฤษ ช่วยตรวจสอบเรื่องดังกล่าว พร้อมขอร้องให้ผู้กระทำยุติการกระทำดังกล่าว



Monday, May 5, 2008

นายกฯปัดตอบคำถามสื่อ หลังให้สัมภาษณ์ในรายการถามจริง ตอบตรง ทาง NBT

นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์รายการถามจริง ตอบตรง เกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองและปัญหาเศรษฐกิจ แต่ปฏิเสธให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนในทุกประเด็น
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เข้าบันทึกเทปรายการถามจริง ตอบตรง ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT โดยมีนายจอม เพชรประดับ เป็นผู้ดำเนินรายการ ซึ่งเทปรายการดังกล่าวจะออกอากาศในวันที่ 6 และ 7 พฤษภาคมนี้ เวลา 20.30 น. โดยนายกรัฐมนตรี ได้ตอบข้อซักถามในรายการเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญ , การทำงานของนายกรัฐมนตรีกับสื่อมวลชน , และปัญหาเศรษฐกิจ , ราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ภายหลังการบันทึกรายการเรียบร้อยแล้ว นายกรัฐมนตรี ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ใด ๆ ต่อบรรดาสื่อมวลชนที่มาเฝ้ารอสัมภาษณ์กันเป็นจำนวนมาก



สมัคร บันทึกเทปรายการ ถามจริง ตอบตรง ยังคงงดให้สัมภาษณ์สื่อ

กรุงเทพฯ 5 พ.ค.- ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ภายหลังประกาศยกเลิกการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนทุกวันอังคารและวันศุกร์ เพื่อยุติปัญหาความขัดแย้งกับสื่อ โดยเมื่อเวลา 14.30 น. นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เดินทางไปบันทึกเทปรายการ “ถามจริง ตอบตรง” ที่สถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ถนนวิภาวดี ซึ่งเมื่อเห็นสื่อมวลชนมารอสัมภาษณ์จำนวนมาก ได้แสดงอาการตกใจ และสอบถามคนใกล้ชิด กับเจ้าหน้าที่ที่มารอต้อนรับว่า สื่อมวลชนทราบได้อย่างไรว่าจะมาบันทึกเทปรายการในช่วงนี้ ซึ่งนายกรัฐมนตรียังมีสีหน้าเคร่งเครียดและไม่ให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด

สำหรับการบันทึกเทปรายการ “ถามจริง ตอบตรง” ของนายกรัฐมนตรี จะออกอากาศในวันที่ 6-7 พฤษภาคม เวลา 20.30 น. ทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-05 16:45:31

ถวิล อินทรักษา คาดไม่เกินสิ้นเดือนนี้จะทราบผลคดี ยงยุทธ

6 พ.ค.- นายถวิล อินทรักษา ผู้ที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้เป็นผู้ดำเนินการในชั้นศาลในคดีนายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.สัดส่วนพรรคพลังประชาชน ทุจริตเลือกตั้ง ที่ จ.เชียงราย ร่วมกับเจ้าหน้าที่ กกต. เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 2 พ.ค.ที่ผ่านมา กกต.ได้นำคำวินิจฉัยส่วนตนของ กกต.ทั้ง 5 คน และวีซีดี 8 แผ่นไปมอบให้ศาลฎีกาแล้ว และศาลได้เปิดดูทั้งวีซีดีที่ กกต.นำไปมอบให้แล้ว ซึ่งประเด็นวีซีดี น่าจะจบแล้ว และ กกต.ได้ขอสืบพยานอีก 3 ปาก โดยจะเป็นนายชัยวัฒน์ ฉางข้าวคำ กำนัน ต.จันจว้า อ.แม่จัน จ.เชียงราย และผู้สอบสวนอีก 2 คน เข้าเบิกความต่อศาล ซึ่งทั้ง 3 ปากนี้ศาลได้นัดไต่สวนเพียงวันเดียว แต่ไม่แน่ใจว่า เป็นวันที่ 7 พ.ค. หรือ 8 พ.ค. ซึ่งถือว่าจบในส่วนของ กกต.

นายถวิล กล่าวว่า ส่วนนายยงยุทธนั้น ได้อ้างพยานหลายปาก ซึ่งประเด็นที่นายยงยุทธตั้งขึ้นมา ก็น่ารับฟัง เช่น ประเด็นที่ว่า ต้องการให้ พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอัมพันธ์กุล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล หัวหน้าชุดสืบสวนสอบสวนคดีนายยงยุทธ มาเบิกความ เพราะอาจจะถูกกลั่นแกล้งจาก พล.ต.ต.ชัยยะ และเป็นปฏิปักษ์กันมาก่อน ศาลก็ได้อนุญาต ให้มาเบิกความต่อศาลเช่นกันโดยไม่ทราบว่าศาลอนุญาตให้มาเบิกความจำนวนกี่ปาก ทราบแต่เพียงว่าศาลนัดไต่สวน 3 วัน คือในวันที่ 13-15 พ.ค. ดังนั้น คดีดังกล่าวนี้คิดว่าประมาณกลางเดือนนี้น่าจะจบได้และน่าจะทราบผลโดยเร็วประมาณวันที่ 20 พ.ค.หรือไม่ก็ประมาณสิ้นเดือนนี้ ก็น่าจะทราบผลว่า ศาลฎีกาจะพิจารณาออกมาอย่างไร.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-05 16:35:25

อภิสิทธิ์ หนุนข้อเสนอแก้ ม.291 เพื่อให้มี ส.ส.ร.ยกร่าง รธน.ใหม่

พรรคประชาธิปัตย์ 5 พ.ค. - หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่าข้อเสนอแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เพื่อให้มี ส.ส.ร. เป็นแนวทางดี เรียกร้องรัฐบาลฟังเสียงสังคมที่ตอนนี้เห็นพ้องตั้งกรรมการศึกษารัฐธรรมนูญ หรือมี ส.ส.ร. ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เห็นด้วยกับข้อเสนอของ ส.ว.นครศรีธรรมราช ที่เสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เพื่อให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ว่า เป็นแนวทางที่ดีแนวทางหนึ่ง และพรรคจะปรึกษาหารือกันในวันพรุ่งนี้ (6 พ.ค.) ว่าจะพิจารณาแนวทางนี้หรือไม่ เพราะอย่างน้อยแนวทางนี้จะเปิดให้มีการแสดงความเห็นเป็นวงกว้าง และน่าจะทำให้การปรับปรุงแก้ไขเป็นระบบมากขึ้น

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า อยากฝากบอกไปยังหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลที่จะหารือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 7 พ.ค.นี้ ว่า ขณะนี้ใกล้จะหมดสมัยประชุมรัฐสภาแล้ว รัฐบาลควรเลือกว่าจะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษาร่วมกัน หรือจะมาตกลงแนวทางที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยให้ทุกฝ่ายในสังคมมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ซึ่งถ้าเป็นไปในแนวทางนี้ ฝ่ายค้านพร้อมที่จะสนับสนุน และคิดว่ารัฐบาลควรฟังเสียงของสังคมที่ปรับท่าทีมาโดยลำดับ และมีความคิดใกล้เคียงกัน คือ ใช้วิธีการในการมีองค์กรขึ้นมาศึกษา หรือมีกระบวนการในลักษณะของ ส.ส.ร.

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จากการติดตามร่างแก้ไขของรัฐบาล เห็นว่าไม่ได้คิดอะไร นอกจากเป้าหมายในเรื่องของเหตุการณ์ปัจจุบัน เพราะใช้วิธีการตัดแปะเอาบทบัญญัติของหมวด 1 และ 2 ของปัจจุบัน แล้วต่อท้ายด้วยรัฐธรรมนูญปี 2540 และส่วนที่เขียนใหม่จริง ๆ คือ บทเฉพาะกาล โดยมีเป้าหมายให้องค์กรอิสระอย่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ศาลรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) พ้นจากตำแหน่ง เพื่อให้เลือกกันใหม่ หากเป็นอย่างนี้ก็เหมือนว่ารัฐบาลไม่ได้ตั้งใจที่จะปรับปรุงรัฐธรรมนูญอย่างจริงจัง

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ต้องไม่ลืมว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 มีบทบัญญัติที่ใช้แล้วและพิสูจน์แล้วว่ามีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการแทรกแซงองค์กรอิสระ ปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ การที่บอกว่าเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไปก่อน และอยู่ในกระบวนการของคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะไม่เหมือนกับการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาศึกษา เพราะเมื่อถึงเวลาเข้าสู่กรรมาธิการฯ แล้ว จะมีแนวโน้มที่จะพิจารณาไปตามมาตรา ซึ่งจะไม่ได้เห็นภาพรวม และการอ้างว่าแปรญัตติได้นั้น หากปล่อยให้แปรญัตติกันอย่างเสรี โดยไม่มีการมาพูดคุยกรอบกันก่อน ตนเกรงว่าแทนที่จะไม่ยืดก็จะยืดเยื้อมาก และจะแปรญัตติโดยที่ไม่ได้ดูว่าโยงใยในมาตราอื่นอย่างไร หมวดอื่นอย่างไร จะเป็นปัญหา

สำหรับกรณีที่อดีต ส.ส.ร. เตรียมเคลื่อนไหวคัดค้านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาล จะทำให้เกิดความวุ่นวายหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หากรัฐบาลใช้กระบวนการที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมก็จะไม่มีปัญหา อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะมีท่าทีอย่างไร ส่วนกรณีที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ระบุว่า คนที่คัดค้านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์มีแต่สนับสนุน แต่ไม่เห็นด้วยกับการที่นำประชาธิปไตยมาอ้าง แล้วแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตัวเอง ซึ่งคิดว่า นายจาตุรนต์น่าจะมองเรื่องออก และนายจาตุรนต์ตอบได้หรือไม่ว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคพลังประชาชน เป็นการแก้ปัญหาทางการเมืองอย่างไร โดยเฉพาะที่เสนอแก้มาตรา 237 และ 309. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-05 16:08:33