WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, May 6, 2008

แก้เกมสภา

นอกจากเหตุผลที่บอกว่า เพื่อความสง่างามและศักดิ์ศรีของประธานสภาผู้แทนฯหรือประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ที่ไม่ต้องเอาตำแหน่งสวมหัวเดินขึ้นสู่การพิจารณาของศาล ตรงนี้ฟังดูดีครับ.. .แต่เหตุผลหลักน่าจะอยู่ที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญมากกว่า

ทั้งนี้ เพราะหากนายยงยุทธ ติยะไพรัช ไม่ลาออกจากตำแหน่งคือ ยังรักษาการต่อไป เพราะขอพักราชการ เนื่องจากคดีทุจริตเลือกตั้ง ซึ่ง กกต.ได้แจกใบแดง ขณะนี้ขั้นตอนอยู่ที่ศาล ซึ่งหากศาลชี้ขาดว่าผิดตามที่ กกต.เสนอ

นั่นก็คือ ถูกใบแดงและต้องเว้นวรรคการเมือง 5 ปี และอาจจะโยงไปถึงเรื่อง “ยุบพรรค” ด้วย ซึ่งกรณีหลังนี่แหละคือเหตุผลที่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากพรรคชาติไทย และมัชฌิมาธิปไตยกรรมการบริหารที่ถูกใบแดงและมีผลต่อการยุบพรรคต่อมา

หากนายยงยุทธไม่ลาออก โดยรอขั้นตอนศาลชี้ขาด ก็จะมีผลแน่นอนต่อตำแหน่งของเขา เพราะถ้าไม่ขึ้นบัลลังก์ทำหน้าที่รองประธานสภาผู้แทนฯก็จะทำหน้าที่แทน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับของสภาผู้แทนฯ แต่ในการประชุมรัฐสภานั้น

เมื่อประธานสภาผู้แทนฯในฐานะประธานรัฐสภาโดยตำแหน่งพักงานตัวเอง ประธานวุฒิสภาในฐานะรองประธานรัฐสภา ก็จะทำหน้าที่แทน

รองประธานสภาผู้แทนฯ ที่ทำหน้าที่รักษาการแทนประธานสภาผู้แทนฯ ไม่มีสิทธิขึ้นไปนั่งบัลลังก์ในฐานะประธานรัฐสภาได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ หากนายยงยุทธไม่ลาออก การทำงานของรัฐสภาในด้านการประชุมประธานวุฒิสภา ก็จะทำหน้าที่แทนทุกอย่าง

ในสถานการณ์ที่รัฐบาลและพลังประชาชนจะต้องเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ การจะรอนายยงยุทธหรือให้นายยงยุทธยืนยันความบริสุทธิ์ต่อไปด้วยการไม่ลาออก จึงไม่มีประโยชน์ ดังนั้น จึงต้องหาทางออกในเรื่องนี้ มิฉะนั้น จะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญล่าช้าออกไป

ที่สำคัญก็คือ ท่าทีต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญของประธานวุฒิสภาเป็นอย่างไร ก็พอจะรู้กันอยู่ นั่นก็คือไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเท่าใดนัก และยังย้ำถึงความเป็น “กลาง” ของวุฒิสภามาตลอด

หรือพูดง่ายๆ น่าจะเป็นคนละพวกมากกว่า

ขณะเดียวกัน ยังเห็นว่า หากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญจริง ก็ต้องเปิดกว้างไม่ใช่ปล่อยให้นักการเมืองแก้กันเอง ชงกันเอง แต่ต้องให้ ประชาชนมีส่วนร่วม

น่าจะเป็นสูตร ส.ส.ร.3 มากกว่า

ดังนั้น หากให้นั่งประธานรัฐสภา เพื่อทำหน้าที่ควบคุมดูแลการประชุมเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงเป็นเรื่องที่จะปล่อยให้เป็นอย่างนั้นไม่ได้

เพราะวันนี้วุฒิสภาไม่ใช่ “สภาของเรา” แล้วนะครับ...แม้จะมีความพยายามรวบหัวรวบหางตั้งแต่การเลือกประธาน แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ ไม่ง่ายอย่างที่เคยทำมา เนื่องจากในความหลากหลายของวุฒิสมาชิก ซึ่งมาจากเลือกตั้งและสรรหา

ทางเดียวก็คือ ต้องลาออกเพื่อหาประธานสภาผู้แทนฯคนใหม่ ซึ่งก็คือเหตุผลและจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญสะดวกขึ้น กุมสภาพทุกอย่างได้

แต่บุคคลที่จะขึ้นมานั่งเก้าอี้ตัวนี้จึงต้องสำคัญมาก ได้รับการยอมรับ ทันเกมในสภา มีบารมีที่จะคุมเกมได้และสั่งซ้ายหันขวาหันได้

ต้องเข้าใจยุทธศาสตร์ที่ถ่องแท้ว่าพลังประชาชนต้องการอะไร ทำอะไร เพื่อใคร อย่างไร โดยเฉพาะภารกิจที่ต้องรับผิดชอบต่อ

“นายใหญ่” ตัวจริงเสียงจริง ไม่ใช่ “นอมินี”

แต่เวลานี้เริ่มเปิดฉากสู้กันแล้วเมื่อกลุ่มหนึ่งจะผลักดันนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนันท์ รองประธานสภาฯขณะนี้ แต่อีกส่วนเสนอ “ชัย ชิดชอบ” พ่อนายเนวิน ชิดชอบ ขึ้นเป็นแทนและสำแดงกำลังภายในใส่กันอยู่

เอาเข้าจริงอาจจะไม่ใช่ 2 คนนี้ก็ได้ เพราะมือยังไม่ถึงชั้น.

"สายล่อฟ้า"


ยังไม่เข้าตา

เผลอแป๊บเดียวรัฐนาวา ชิมไปบ่นไปก็โต้มรสุมมาครบ 3 เดือน

แม้จะเผชิญพายุโซนร้อนหลายครั้ง เรือก็ยังไม่อับปาง

อาจจะเป็นเดพราะอ่าวไทย ยังไม่โดนพายุไซโคลนอย่างฝั่งทะเล อันดามัน

แต่อย่าประมาทสึนามิการเมือง??

โครมเดียวเสร็จค่อล่อซ่อเชียวนะโยม

อย่างไรก็ตาม ในโอกาสที่รัฐบาลผสม 6 พรรค ของนายกฯ “สมัคร สุนทรเวช” ยืนระยะครบ 3 เดือน ก็มีโพลสำรวจความเห็นประชาชนเกี่ยวกับผลงานรัฐบาลออกมาพร้อมกัน 2 โพล

กรุงเทพโพลสำรวจความเห็นประชา-ชนในเขต กทม. คะแนนเต็ม 10 ได้ไม่เกิน 5 คะแนน

รัฐมนตรีที่ผลงานเข้าตาคนกรุงเทพฯมากที่สุดคือ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์”

ส่วนเอแบคโพลสำรวจดัชนีความสุขประชาชน 20 จังหวัด ปรากฏว่าส่วนใหญ่ ความสุขลดลง

มีความทุกข์เพิ่มขึ้นจากภาวะสินค้าราคาแพง

ตามปกติคนกรุงเทพฯกับคนต่างจังหวัด จะมีความเห็นแตกต่างกัน

คนกรุงเทพฯไม่ค่อยปลื้มรัฐบาล แต่ คนต่างจังหวัดยังให้โอกาสรัฐบาลทำงานต่อไป

ยกเว้นประเด็นเดียวที่คน กทม.กับคน ตจว.จะมีความเห็นตรงกัน

คือ...อยากให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาปากท้อง ซึ่งเป็นความเดือดร้อนของประชาชนโดยตรง!!

“แม่ลูกจันทร์” มองอย่างเป็นกลางว่า ผลงานรัฐบาล 3 เดือนแรก ยังไม่น่าประทับใจ

เพราะรัฐบาลมัวใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับความวุ่นวายทางการเมือง

แต่ถ้าดูที่เนื้องาน ผลงาน 3 เดือนแรกของรัฐบาลสมัคร ดีกว่าผลงาน 3 เดือนแรกของรัฐบาลขิงแก่ เทียบกันปอนด์ต่อปอนด์

แถมดีกว่าผลงานรัฐบาลทักษิณช่วง 3 เดือน (ก่อนถูกปฏิวัติ) ด้วยซ้ำไป

เพียงแต่ข่าวผลงานของรัฐบาลถูกข่าวความวุ่นวายทางการเมือง กลบซะหมดอย่างน่าเสียดาย

เรื่องนี้โทษคนอื่นไม่ได้ รัฐบาลต้อง โทษตัวเอง

เพราะคนในรัฐบาลตั้งแต่หัวแถวยันหางแถว ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปในการตอบโต้ ทางการเมือง

แทนที่จะขายผลงาน ก็ขายแต่ความ วุ่นวาย

แม้แต่รายการ “สนทนาประสาสมัคร” ก็ไม่ได้เอาเรื่องผลงานรัฐบาลไปขยายความให้ชาวบ้านรับรู้ว่ารัฐบาลได้ทำอะไรไปแล้ว??

และจะทำอะไรต่อไป??

ความจริง...ถึงแม้การเมืองจะวุ่นวายเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ แต่รัฐมนตรีเศรษฐกิจในรัฐบาลก็ทำงานกันเต็มสตีม

ไม่ใช่แต่ “มิ่งขวัญ” ที่ทำงานหนักคนเดียว

“หมอเลี้ยบ” รองนายกฯ รัฐมนตรีคลัง ก็เร่งเข็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครบวงจร

รัฐมนตรีพลังงาน พล.ท.หญิงพูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ ก็ทะลุ่มทะลุยเร่งหามาตร- การบรรเทาความเดือดร้อนวิกฤติน้ำมัน แพง

รมว.เกษตรฯ “สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล” ก็เดินหน้าโครงการจัดหาปุ๋ยราคาถูกช่วยเกษตรกร เตรียมวางแผนพัฒนาระบบชลประทาน รวมทั้งแก้ปัญหาชาวนาเช่าที่ทำกิน

รมว.คมนาคม “สันติ พร้อมพัฒน์” ก็เปิดประมูลสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงรวดเร็วทันใจ หลังจากยักตื้นติดกึกมาหลายปี

โดยมีบริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกแจ้งความ ประสงค์ขอเข้าประมูลโครงการนี้ถึง 27 ราย

ถ้าไม่มีอะไรในกอไผ่...ปลายปีนี้ก็เริ่มสร้างได้เลย.

แม่ลูกจันทร์


พระพยอม เตือนประชาชนใช้สติในการรับฟังข่าว

พระราชธรรรมนิเทศ หรือพระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว กล่าววานนี้ (5 พ.ค.) เตือนประชาชนให้พิจารณาข่าวสารโดยใช้สติในการรับฟังข่าวสารอย่างถี่ถ้วน กรณีมีข่าวเกี่ยวกับพระสงฆ์ที่ประพฤติตนไม่เหมาะสม เช่น กรณีที่พระล่วงละเมิดทางเพศเณรในวัดเดียวกัน หรือกรณีที่พระสงฆ์ไล่แทงคนแล้วคว้านท้องตัวเอง ว่า ล้วนแต่เป็นเรื่องของตัวบุคคล จะเหมารวมหมดทั้งสถาบันไม่ได้ เพราะไม่ว่าจะเป็นสถาบันใดย่อมมีเรื่องเสื่อมเสียได้ หากจิตใจของคนในสถาบันนั้นๆ ยังไม่พัฒนา

เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว กล่าวถึงนายดวง อยู่บำรุง บุตรชายร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ได้เดินทางมาถวายสังฆทานที่วัดว่า อยากให้สังคมเปิดโอกาสให้คนที่สำนึกตัว และต้องการทำดีชดใช้ ได้พิสูจน์ตัวเองและสามารถกลับมายืนในสังคมได้อีกครั้ง


“สมัคร” ยังไม่เลิกบูดใส่สื่อ

หลังจากนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีได้แสดงความไม่พอใจต่อการเสนอข่าวของสื่อมวลชนตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา และได้ประกาศว่าจะงดการให้สัมภาษณ์เพื่อเป็นการประชดสื่อ ล่าสุดนายกรัฐมนตรีก็ยังไม่ทีท่ายอมให้สื่อได้พูดคุยซักถาม

“สมัคร” ยังไม่เลิกบูดใส่นักข่าว

เมื่อวันที่ 5 พ.ค. เวลา 14.00 น. นายสมัครได้เดินทางไปยังสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีเพื่อบันทึกเทปรายการ “ถามจริงตอบตรง” ที่มีนายจอม เพชรประดับ เป็นพิธีกร โดยเนื้อหาเป็นการพูดถึงผลงานของรัฐบาลครบรอบ 3 เดือน ปัญหาการแก้รัฐธรรมนูญและปัญหาการทำงานของนายกรัฐมนตรีกับสื่อมวลชน เพื่อนำไปออกอากาศในเวลา 20.30 น. วันที่ 6-7 พ.ค. ซึ่งเป็นวันที่รัฐบาลบริหารประเทศครบ 3 เดือน ทั้งนี้ เมื่อนายสมัครพบสื่อมวลชนมาดักรอทำข่าวจำนวนมาก ได้ไปแสดงความไม่พอใจพร้อมหันไปถามเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยว่าสื่อมวลชนทราบข่าวได้อย่างไร โดยการบันทึกเทปครั้งนี้ทางผู้บริหารสถานีไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าร่วมรับฟังแต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการบันทึกเทปเสร็จสิ้น ผู้สื่อข่าวพยายามเข้าไปสอบถามนายกรัฐมนตรีถึงความพอใจในผลงานรัฐบาลในรอบ 3 เดือน แต่นายสมัครปฏิเสธให้สัมภาษณ์ ได้รีบเดินขึ้นรถออกไปทันที จากนั้นเวลา 19.30 น. นายสมัครได้เป็นประธานกล่าวถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในงานสโมสรสันนิบาตวันฉัตรมงคล ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล


ก.ทรัพย์ฯ เตรียมเสนอแผนการลงทุนเรื่องน้ำต่อนายกฯกลางเดือนนี้

ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดทำแผนการลงทุนเรื่องน้ำของชาติตามนโยบายของรัฐบาล พร้อมเตรียมเสนอต่อนายกรัฐมนตรีในช่วงกลางเดือนนี้
นายศิริพงศ์ หังสพฤกษ์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยข้อสรุปจากการประชุมร่วมของกลุ่มภารกิจจัดการทรัพยากรน้ำ ว่า เตรียมเสนอแผนการลงทุนน้ำชาติต่อรัฐบาล โดยแบ่งเป็น 3 โครงการ ได้แก่ โครงการแก้ไขปัญหาน้ำขาดแคลน ซึ่งตั้งแต่ปี 2538 ความต้องการใช้น้ำอยู่ที่ 68,000 ล้านลูกบาศ์กเมตร ขณะที่จัดหาน้ำได้เพียงปีละ 46,000 ล้านลูกบาศ์กเมตรเท่านั้น ซึ่งเมื่อคำนวณแล้วหากยังไม่มีการจัดการน้ำอย่างเหมาะสม อาจเกิดภาวะขาดน้ำสำหรับพื้นที่การเกษตรที่เพิ่มขึ้นได้ ส่วนที่ 2 คือ โครงการติดตั้งระบบเตือนภัยให้หมู่บ้านเสี่ยงต่ออุทกภัย ที่ประเมินไว้จำนวน 2,370 หมู่บ้าน แต่ขณะนี้ติดตั้งแล้วเสร็จเพียง 500 หมู่บ้านเท่านั้น โดยยังไม่รวมพื้นที่การเกษตรเขตราบลุ่มและพื้นที่เมืองที่มีความเสี่ยงต่ออุทกภัยอีกกว่า 127 ล้านไร่ ที่จำเป็นต้องติดตั้งระบบด้วย สำหรับส่วนที่ 3 นั้น เป็นรายละเอียดแผนการลงทุนโครงการเมกะโปรเจกต์ การจัดหาน้ำเพิ่มด้วยการผันน้ำ ตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะเสนอต่อนายกรัฐมนตรีช่วงกลางเดือนพฤษภาคมนี้ โดยแผนดังกล่าวประกอบด้วยการลงทุนในโครงการสำคัญๆ ที่ต้องใช้งบประมาณทั้งสิ้น 144,665 ล้านบาท แบ่งเป็น การผันน้ำภายในประเทศ และนอกประเทศ โดยเฉพาะแผนการผันน้ำจากแม่น้ำโขง อ่างน้ำงึมจากลาว และแม่น้ำสตึงนัม จากกัมพูชา จะทำให้ได้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นกว่า 6,200 ล้านลูกบาศ์กเมตร สามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 5.37 ล้านไร่
นายศิริพงศ์ กล่าวว่า การผันน้ำจากอ่างน้ำงึม มาเติมในเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ สามารถทำได้ทันที โดยสูบน้ำข้ามสันปันน้ำโขงและชีที่มีระดับความสูงประมาณ 20 เมตร เสียค่าไฟฟ้าปีละ 200 ล้านบาท แต่ปริมาณน้ำที่ได้อาจมากถึง 3-4,000 ล้านล้านลูกบาศ์กเมตรต่อปี โดยประเมินค่าใช้จ่ายทั้งโครงการที่ 76,000 ล้านบาท มีพื้นที่ชลประทานได้รับประโยชน์ 3.6 ล้านไร่ ทั้งนี้ อาจเพิ่มแนวสันเขื่อนลำปาวให้สูงอีก 2 เมตรเพื่อรองรับปริมาณน้ำ ส่วนอุโมงค์ผันน้ำจะเจาะลอดในแม่น้ำโขงขึ้นมาทางฝั่งไทยระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม ถือเป็นแนวผันน้ำที่มีความเป็นไปได้ที่สุด ซึ่งหากรัฐบาลเห็นชอบก็จะเตรียมออกแบบ และศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมทันที



รมว.กต.ย้ำนายกฯไม่ได้คุกคามสื่อ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยืนยัน นายกรัฐมนตรีไม่ได้คุกคามสื่อ หรือพูดหยาบคาย เพียงแต่เป็นคนตรง พูดเสียงดัง และใช้คำพูดโบราณ
นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และรองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงการสำรวจความนิยมของกรุงเทพโพล พบว่า นายกรัฐมนตรี ได้รับความนิยมน้อยเป็นลำดับสอง ว่า หากการสำรวจเป็นไปตามหลักการที่ดีก็ควรรับฟังและนำมาปรับปรุง แต่ยส่วนตัวยืนยันที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีทำงานหนักพอสมควร จึงอยากให้กำลังใจ ส่วนที่สื่อวิพากษ์วิจารณ์การใช้วาจาของนายกรัฐมนตรี ว่า หยาบคาย รวมทั้งคุกคามสื่อด้วยนั้น เห็นว่า นายกรัฐมนตรีไม่ได้คุกคามสื่อ เพราะหากคุกคามจริงคงสั่งปิดสำนักงานของสื่อไปแล้ว และคงไม่สามารถออกมาวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างเสรีขนาดนี้ ส่วนคำพูดก็เป็นในลักษณะตรงไปตรงมา เสียงดัง โดยไม่ได้ใช้คำพูดหยาบคาย เพียงแต่ใช้ภาษาไทยโบราณ ซึ่งต่างชาติก็เข้าใจดีไม่มีปัญหา

รัฐบาลจัดงานสโมสรสันนิบาตที่ทำเนียบฯ

ทำเนียบรัฐบาล 5 พ.ค.-รัฐบาลจัดงานสโมสรสันนิบาต เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล

ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีในนามรัฐบาลเป็นเจ้าภาพจัดงานสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล โดยมีคุณหญิงสุรัตน์ สุนทรเวช ภริยา คณะรัฐมนตรีและคู่สมรส คณะทูตานุทูต ประธานองค์กรอิสระ ผู้บัญชาการเหล่าทัพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ และสื่อมวลชน เข้าร่วมในงานอย่างพร้อมเพรียง ด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถวายราชสดุดีและถวายพระพรชัยมงคล ก่อนเชิญชวนผู้ที่มาร่วมงานร่วมดื่มถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว .

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-05 22:22:10




แฉ!ไทยรัฐปูด‘ชวน’ ส่อหมิ่นสถาบัน

จี้สำนึกพันธมิตรฯ ออกมาขอโทษกรณีใช้แถบสีธงไตรรงค์ประกอบการเคลื่อนไหวโจมตีฝ่ายตรงข้าม ทั้งในและต่างประเทศ ระบุความพยายามโยงเบื้องสูงส่อเจตนาอยากให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยประวัติศาสตร์นองเลือดเดือนตุลา “ประชา ประสพดี” แฉซ้ำพรรคประชาธิปัตย์ ระบุในอดีตคอลัมนิสต์ดัง “มังกร ห้าเล็บ” ใน นสพ. “ไทยรัฐ” เคยเปิดประเด็น “ชวน หลีกภัย” ทำไม่เหมาะสมต่อหน้าพระพักตร์มาแล้ว

จากกรณีที่กลุ่มต่อต้านรัฐบาลได้หยิบประเด็นธงชาติมาเป็นประเด็นโจมตีทางการเมือง และต่อมาปรากฏว่าได้มีการเผยแพร่ภาพการนำธงมาให้อย่างไม่เหมาะสมเสียเองของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รวมทั้งการเดินสายโจมตีรัฐบาลในต่างประเทศของพันธมิตรฯ สายประชาธิปัตย์นั้น

นายประชา ประสพดี แกนนำกลุ่มมหาประชาชนพิทักษ์ประชาธิปไตย และ ส.ส.สัดส่วนพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า เป็นการกระทำที่ไม่สามารถยอมรับได้ เท่าที่ได้เห็นจากภาพถ่าย ที่ได้นำเอาผ้ามาห่มบนร่างของสตรี แล้วลายธงชาติต่ำกว่าสะดือ ตรงนี้อยากจะทวงถามหน่วยงานด้านความมั่นคงว่าปล่อยปะละเลยไว้ได้อย่างไร โดยเฉพาะพันธมิตรฯ นำสัญลักษณ์ไปสกรีนลงไปบนผ้าพันคอ หรือว่าจะเป็นเสื้อซึ่งในช่วงที่สถานการณ์บ้านเมืองกำลังวุ่นวาย ตรงนี้เป็นการกระทำที่สร้างความเสื่อมเสียให้กับธงชาติและสถาบันเบื้องสูงอย่างยิ่ง

หากจะนำเสื้อหรือผ้าพันคอที่มีตราสัญลักษณ์หรือรูปธงชาติมาใช้ ก็ควรจะนำไปใช้ในงานพิธีที่สำคัญเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตรย์หรืองานเกียรติยศจะเหมาะสมกว่า ไม่ใช่ปล่อยให้มาอยู่ในสถานการณ์ที่สร้างความสับสนวุ่นวายของคนในชาติ และนำมาเพื่อเป็นเกมการเมือง อีกทั้งยังใช้เพื่อการต่อต้านรัฐบาลล้มล้างรัฐธรรมนูญอีกด้วย พันธมิตรฯ ไม่เคยนำสิ่งเหล่านี้เพื่อไปใช้ยกย่องเทิดทูนเลยแม้แต่น้อย

นายประชา เรียกร้องด้วยว่า วันนี้พันธมิตรฯ จะต้องหยุดการกระทำเรื่องเหล่านี้ได้แล้ว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจังเพื่อเอาผิดให้ได้ โดยเฉพาะเรื่องที่นำเอาผ้าสัญลักษณ์ธงชาติไทยมาให้สตรีทำเป็นผ้าแถบใส่เดินร่วมประท้วง และยังมีขอความอันไม่เหมาะสม ซึ่งตรงนี้จะตรวจดูว่าเข้าการกระทำผิด พ.ร.บ.ธง และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 118 หรือไม่

ทั้งนี้ พันธมิตรฯ จะต้องมีส่วนรับผิดชอบในเรื่องดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการนำสัญลักษณ์ธงชาติมาใช้เป็นเครื่องมือ หรือการกระทำอันเป็นการสร้างความเสื่อมเสียให้แก่สถาบันเบื้องสูง ตรงนี้เจตนาของพันธมิตรฯ ไม่ได้มีความย่ำเกรงเลย แล้วที่ไปกล่าวหาว่า นายสมัคร สุนทรเวช ไม่จงรักภักดี ตัวพันธมิตรฯ เองหรือเปล่าที่ไม่สิ่งนี้ เพราะฉะนั้นพันธมิตรฯ เองควรจะต้องถูกดำเนินคดีเพื่อให้เป็นเยี่ยงอย่างเสียบ้าง หากคิดนำสิ่งเหล่านี้มาเป็นเครื่องมืออีกก็เปรียบเสมือนคนชั่วไม่แสดงถึงความจงรักภักดี

ส่วนกรณีที่มี ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ร่วมอยู่ด้วยนั้น นายประชา กล่าวว่า เรื่องทำนองนี้มีมานานแล้วตั้งแต่ยุคของ นายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2543 โดยเรื่องการกระทำอันไม่สมควรของนายชวน ได้มีการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ในคอลัมน์ของมังกรห้าเล็บ ที่ระบุว่าในงานพระราชทานเพลิงศพ คุณหญิงสุธาดา เกษมสันต์ ที่วัดเทพศิรินทราวาส ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินพร้อมกันทั้ง 2 พระองค์

โดยนายชวนอยู่ในบริเวณที่ใกล้ชิดพระที่นั่งมากที่สุด ซึ่งมีบริเวณนั้นมีทั้งข้าราชการผู้ใหญ่ และผู้คนบริเวณดังกล่าวจะต้องปฏิบัติตัวอยู่ในอาการสำรวมมากที่สุด เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่บังเอิญว่าวันนั้นนายชวนได้แสดงกิริยาขีดเขียนเศษกระดาษอยู่ตลอดเวลา ไม่ทราบว่าเป็นการวาดภาพหรือบันทึกอะไรสักอย่าง นั่งก้มหน้าอยู่เกือบตลอดเวลา

ทั้งนี้ มีการตั้งข้อสังเกตว่า ปกติหากนายชวนถูกพาดพิงด้วยข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง มักจะใช้สิทธิตามกฎหมายดำเนินการกับเรื่องนั้น แต่กรณีที่เป็นข่าวใน นสพ.ไทยรัฐ ไม่ปรากฏว่ามีการฟ้องร้องแต่อย่างใด

ด้าน นายศิริโชค สิริวรรณภา รองโฆษกพรรคชาติไทย กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ส่วนตัวแล้วคิดว่าไม่น่าจะนำเอามาเล่นเป็นประเด็นทางการเมือง เพราะประเทศอื่นเขาก็มีการใส่ชื่อหรือข้อความต่างๆ ลงบนธงเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากต่างประเทศเขาไม่ถือ การที่มีการเขียนชื่ออดีตนายกฯ ลงไปนั้นคงเป็นเรื่องที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่ได้ตั้งใจซึ่งตรงนี้น่าเห็นใจ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ต้องตกเป็นเหยื่อให้นำมาเล่นเป็นประเด็นทางการเมือง

รวมทั้งการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกมาแสดงความเสียใจและกล่าวขอโทษประชาชนนั้นเป็นเรื่องที่ดี ซึ่งเป็นการแสดงความรับผิดชอบ ส่วนจะให้กลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาแสดงความรับผิดชอบหรือไม่นั้นไม่สามารถไปบังคับได้ ขึ้นอยู่กับจิตใต้สำนึก เพราะเป็นการตัดสินใจ ซึ่งอยากให้แต่ละฝ่ายได้ดูข้อเท็จจริงของกันและกัน เพราะเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเรื่องของธรรมเนียมฟุตบอล และหากมองในเชิงวิเคราะห์แล้วก็จะเห็นเจตนาที่แตกต่างกัน ซึ่งในส่วนของกลุ่มพันธมิตรฯ จะเอาไปใช้อย่างไรไม่อยากกล่าวถึง

“เรื่องการขอโทษเป็นการตัดสินใจของเขาว่าจะทำหรือไม่ทำ เพราะไม่สามารถไปบังคับเขาได้ ซึ่งตรงนี้อยากให้แต่ละฝ่ายได้ดูข้อเท็จจริงคือรูปที่เกิดขึ้นนั้น รู้ได้ว่าเป็นการนำเอามาทำคนละประเด็นกัน ฝ่ายของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นชาวต่างชาติทำ เพราะเขาไม่ถือเรื่องนี้ แต่ทางฝ่ายของกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นคนไทยทำอย่างเห็นได้ชัดเจน”

ด้าน นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า ถ้าเป็นคนไทยคงไม่ทำในลักษณะนี้เพราะธงเป็นสัญลักษณ์ที่เรายืนตรงเคารพเป็นประจำ ที่ต่างชาติทำเป็นเพราะเขาไม่รู้ธรรมเนียมของคนไทย หากคนไทยทำคงไม่เหมาะสม และอยากให้ทั้งสองฝ่ายยุติเรื่องนี้

เมื่อถามว่าแล้วการที่ทางกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นคนทำ ซึ่งเป็นคนไทยทั้งนั้น มันเหมาะสมแค่ไหน นางอนงค์วรรณ กล่าวว่า ไม่ขอวิจารณ์เรื่องนี้ เพราะไม่อยากให้เป็นเรื่อง ซึ่งความเห็นส่วนตัวบางอย่างก็ไม่ควรเอาออกมาพูด ก็อยากให้ทางกลุ่มพันธมิตรฯ เองควรนำเรื่องนี้กลับไปคิดด้วยเช่นกัน

ทางด้าน รศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การกระทำของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่นำเอาลัญลักษณ์ธงชาติไทยมาประกอบการเคลื่อนไหว ทั้งในและนอกราชอาณาจักรไทยว่า หากมองโดยเจตนาการกระทำแล้ว ถือว่าไม่เหมาะสม ไม่ว่าประการใดทั้งปวง ที่นำสัญลักษณ์ธงชาติที่คนไทยเคารพนับถือ มาเคลื่อนไหวเพื่อหวังผลทางการเมือง

นอกจากนี้หากพิจารณาในฐานกฎหมายเดียวกัน การที่ นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น (คปต.) กล่าวว่า การกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่มีความผิด แต่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมีความผิดนั้น ก็ไม่ถูกเพราะกลุ่มพันธมิตรฯ ก็มีความผิดเช่นกัน แต่ทั้งนี้การกระทำกรณีของอดีตนายกฯนั้นเป็นความเข้าใจผิดของชาวต่างชาติ รวมถึงมีการบิดเบือนในข้อเท็จจริง เพื่อมุ่งเป้าไปที่ความผิดของอดีตนายกฯ แต่ของกลุ่มพันธมิตรฯ เห็นได้ชัดเจนว่า คนไทยทำ ฉะนั้นเจตนาแตกต่างกันแน่นอน

“ตอนนี้เห็นได้ชัดว่ามีความพยายามที่จะย้อนรอยเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลา 2519 และ 19 กันยายน 2549 ตั้งแต่ที่ นายชวน หลีกภัย ออกมาเคลื่อนไหวเรื่องป๋าเปรม และก็รับลูกต่อมาเรื่องๆ โดยเอาประเด็นเรื่องความจงรักภักดี และสถาบันเบื้องสูงมาจุดชนวนเพื่อสร้างเงื่อนไขในการเคลื่อนไหวต่อต้าน คิดว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรจะยุติเรื่องนี้ และหันหน้าทำหน้าที่ที่เหมาะสมของแต่ละคนดีกว่า อย่าไปสนเรื่องอื่น” รศ.ประสิทธิ์ กล่าว

ส่วนกรณีที่นายภิรมย์ พลวิเศษ ส.ส.นครราชสีมา พรรคพลังประชาชน เข้าแจ้งความดำเนินคดีต่อกองปราบปราม กับุคคลในภาพที่มีการเขียนชื่อและข้อความลงบนธงชาติไทย ในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.สหรัฐ เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.2549 นั้น

พ.ต.อ.สมยศ พรหมนิ่ม รองผู้บังคับการกองปราบปราม เปิดเผยถึงความคืบหน้าของคดีว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนกำลังตรวจสอบบุคคลที่ปรากฏตามภาพเป็นบุคคลใดบ้าง ซึ่งถ้าสอบสวนพบว่ากระทำผิดก็จะดำเนินการตามกฎหมายอาญา แต่เบื้องต้นที่ดูตามภาพกรณีที่นำธงชาติมาคาดไว้ที่หน้าอกของหญิงสาวคนหนึ่งนั้น พบว่ายังไม่เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ธง เนื่องจากภาพดังกล่าวยังไม่มีลักษณะเป็นธงชาติไทย อย่างไรก็ตาม รองผู้บังคับการกองปราบปราม จะต้องตรวจสอบเว็บไซต์ที่เผยแพร่ว่ามีปรากฏอยู่หรือไม่



ดีเอสไอยัน “หญิงเป็ด” พันจัดจ้างฉาว

“ดีเอสไอ” เผยหลังสอบพยานปากสำคัญ ทำให้เชื่อได้ว่า “คุณหญิงจารุวรรณ” เกี่ยวข้องกับการฮั้วจัดจ้าง บ.ออดิตฯ จัดอบรมที่ สตง. รวมถึงกรณีผลประโยชน์ทับซ้อนที่บริษัทเช่าตึกสามีคุณหญิงทำสำนักงาน ย้ำพบหลักฐานสำคัญที่มีน้ำหนักสุดสุด

จากกรณีมีผู้ร้องเรียนต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ถึงความไม่ชอบมาพากลในสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) จากกรณีการจัดจ้างบริษัท ออดิต แอนด์ แมเนจเม้นต์ คอนซัลแตนท์ จำกัด เข้ารับงานจัดอบรมให้กับเจ้าหน้าที่ของ สตง. ด้วยวิธีพิเศษ โดยไม่มีคู่แข่ง และยังปรากฏว่าบริษัทดังกล่าวได้เช่าอาคารสำนักงานจาก นายทรงเกียรติ เมณฑกา สามีของคุณหญิงจารุวรรณ ซึ่งส่อว่าอาจเข้าข่ายเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนด้วยนั้น

ก่อนหน้านี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มีการพิจารณาสอบสวนเรื่องราวตามที่มีผู้ร้องเรียน และตรวจสอบได้พยานหลักฐานเพิ่มเติมหลายปาก ได้ออกมาระบุว่า มีข้อมูลที่เชื่อถือได้ว่ามีการกระทำความผิด และเตรียมส่งเรื่องดังกล่าวเข้าเป็นคดีพิเศษต่อไป

รวมทั้งเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ชุดสอบสวนเรื่องดังกล่าวได้มีการเรียกตัว นายวันชัย จงจรูญหิรัญ ประธานกลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองและต่อต้านคอร์รัปชั่น ผู้ร้องเรียน และพยานปากสำคัญเข้าสอบสวนเพิ่มเติมอีกครั้ง
ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ที่ผ่านมา นายธาริต เพ็งดิษฐ์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และผู้รับผิดชอบในการสอบสวนกล่าวถึงความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าวว่า จากการที่ได้ดำเนินการสอบพยานคนสำคัญทำให้ดีเอสไอ เชื่อได้ว่าตัวคุณหญิงจารุวรรณมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องที่มีการร้องเรียนอย่างแน่นอน อีกทั้งยังพบหลักฐานสำคัญที่มีน้ำหนักอย่างมากยืนยันได้แน่นอน แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ตอนซึ่งเกรงจะมีผลต่อการเสียรูปคดี



ฉะ‘ลูกป๋า’ปูดข่าวใบปลิว ส่อเจตนาล้มล้างรัฐบาล

ดาหน้าถล่ม “พล.อ.พงษ์เทพ” คนสนิทป๋าที่ออกมาปูดข่าวใบปลิวทำลายสถาบัน แจกจ่ายในประเทศในอังกฤษ เป็นเจตนาหวังผลทางการเมือง ระบุพวกอ้างเบื้องสูงจ้องล้มล้างรัฐบาล จี้สำนึกควรหยุดดึงฟ้าต่ำหวังปลุกปั่นสร้างความวุ่นวายได้แล้ว พร้อมจี้หน่วยงานความมั่นคงจัดการ ด้าน “นพดล” สั่งทูตไทยในอังกฤษตรวจสอบด่วน

จากกรณีที่ พล.อ.พงษ์เทพ เทศประทีป เลขาธิการมูลนิธิรัฐบุรุษ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และเป็นคนใกล้ชิดประธานองคมนตรี ออกมาระบุมีขบวนการในต่างประเทศ ที่จ้องก้าวล่วงสถาบันเบื้องสูง โดยเฉพาะในประเทศอังกฤษ ที่มีการแจกจ่ายใบปลิวกันอย่างเอิกเกริกตามร้านอาหารนั้น

นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ และรองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า คนไทยขณะนี้เหมือนไก่ที่กำลังจะถูกเชือด แต่ก็ยังมาจิกตีกันเอง ส่วนตัวนั้นตนไม่เห็นด้วยกับการแจกจ่ายใบปลิวเพื่อโจมตีใครอยู่แล้ว แต่ถ้าต้องการจะโจมตีใครก็ควรที่จะแสดงตัวเพื่อให้ผู้ที่ถูกโจมตีได้มีโอกาสต่อสู้ สิ่งที่เกิดขึ้นจะขอให้สถานทูตไทยประจำประเทศอังกฤษ ไปตรวจสอบดูว่าเป็นข่าวจริงหรือไม่ และเป็นอย่างไร และหากใครรู้ว่ากำลังกระทำการแบบนี้อยู่ก็ให้ขอยุติเสีย

เมื่อถามถึงการแจกจ่ายใบปลิวโจมตีในประเทศอังกฤษ ทำให้ถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นั้น นายนพดล กล่าวว่า ตนคิดว่าการจุดประเด็นเรื่องนี้เพื่อหวังผลทางการเมือง เพื่อให้เกิดความวุ่นวาย เพราะเรื่องแบบนี้ไม่มีเหตุผล ที่จะไปโจมตีคนไทยที่อยู่ในประเทศไทยโดยการแจกจ่ายใบปลิวในประเทศอังกฤษ

นอกจากนี้ นายนพดล ยังกล่าวถึงกรณีการที่มีบุคคลบางคนออกมาเรียกร้องไม่ให้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ออกมาพูดเรื่องปฏิวัติว่า ในมุมมองของตนคิดว่าการพูดของนายสมัครก็เพื่อยืนยันว่าจะไม่มีการปฏิวัติ รวมทั้งไม่มีเงื่อนไขใดที่จะมีการปฏิวัติ บ้านเมืองต้องเดินหน้าไปอย่างเรียบร้อย อีกทั้งคณะรัฐมนตรีจะพยามแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนโดยจะพูดเรื่องการเมืองให้น้อยลง ไม่สร้างความแตกแยกไม่ว่าใครจะวิจารณ์อย่างไรก็จะก้มหน้าทำงาน แม้แต่ที่ นายธีรยุทธ บุญมี วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลก็ตาม พรรคพลังประชาชนก็ไม่มีการตอบโต้

ด้าน ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า พวกขบวนการดึงฟ้าต่ำเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง คนที่ทำเรื่องเหล่านี้เป้าหมายคือเพื่อต้องการโค่นล้มรัฐบาลชุดนี้ การทำลายรัฐบาล แล้วดึงเอาสถาบันเบื้องสูงมาเกลือกกลั้วนั้นเป็นเรื่องที่ไม่บังควรอย่างยิ่ง การโยงเรื่องเหล่านี้เข้าหากันก็เพื่อทำลายฝ่ายตรงข้ามให้เสียหาย และมีแผนมาตั้งแต่แรก

เรื่องนี้หากมองดูแล้วคนที่มีจิตใต้สำนึกเขาคงไม่ทำกัน ซึ่งตนก็ทราบข่าวมาตลอดว่ามีความต้องการล้มล้างรัฐบาล หากมองไปด้านเดียว ทำให้เห็นว่าไม่เทิดทูนสถาบันเบื้องสูง ซึ่งนายกฯ และฝ่ายรัฐบาลก็ออกมายืนยันว่า เคารพในสถาบันเบื้องสูง ไม่ดึงเอามาเล่นเป็นประเด็นทางการเมืองแน่ แต่คนที่กล่าวหาและใส่ร้าย ทำความเสื่อมเสียมาสู่รัฐบาลก็เพื่อล้มล้างรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม อยากให้เรื่องดังกล่าวยุติได้แล้ว อย่านำเอามาเล่นเป็นประเด็นทางการเมืองอีกเลย เพราะจะทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อประเทศชาติและสถาบันเบื้องสูง

นายบุญจง วงค์ไตรรัตน์ ส.ส.พรรคพลังประชาชน และแกนนำกลุ่มมหาประชาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่า การที่ พล.อ.พงษ์เทพ ในฐานะเลขาธิการมูลนิธิรัฐบุรุษ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ออกมาปูดเรื่องแผนการล้มล้างสถาบันเบื้องสูงที่ประเทศอังกฤษ โดยส่วนตัวไม่อยากออกความเห็น เนื่องจากไม่อยากแตะต้องสถาบันเบื้องสูง เกรงว่าจะกลายเป็นประเด็น

นอกจากนี้เรื่องแผนการที่ พล.อ.พงษ์เทพ กล่าวถึง ก็ยังไม่มีอะไรระบุแน่ชัดว่าเป็นจริงหรือไม่ และไม่มีใครสามารถรู้ได้ ตนคิดว่าเรื่องใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับประธานองคมนตรี ก็ควรจะยุติ ไม่น่าจะหยิบยกขึ้นมาพาดพิง ควรปล่อยให้การเมืองเดินไปตามกติกาในระบอบประชาธิปไตยมากกว่า

ขณะที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.แบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน กล่าวถึง พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 1 ระบุว่าหลายฝ่ายพยายามดึงประเด็นชาติและสถาบันกษัตริย์มาโจมตีกัน โดยบางฝ่ายมองว่าอาจเป็นการส่งสัญญาณบางอย่างนั้น วันนี้ต้องยึดคำพูดของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ที่ประกาศชัดกับสังคมไปหลายครั้งแล้วว่า ทหารต้องกลับเข้ากรมกองเป็นหลัก เมื่อมีการเลือกตั้งแล้วก็ต้องให้รัฐบาลบริหารประเทศ และสิ่งที่ พล.ท.ประยุทธ์ พูดไว้นั้น คือคนไทยทุกคนต้องทำหน้าที่ปกป้องสถาบันด้วยกาย วาจา ใจ อย่าอ้างสถาบันจนบ้านเมืองเสียหาย

“ตอนนี้บางฝ่ายอ้างสถาบันมาเป็นเครื่องมือ ฉะนั้น ฝ่ายกฎหมายและฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาลต้องดูแลเรื่องนี้ด้วย เพราะฝ่ายนั้นอ้างสถาบันไปปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองเพื่อทำลายคนอื่นๆ แบบไม่บังควร” นายจตุพรกล่าว

ส่วนที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม อ้างถึงข้อมูลบางฝ่ายเตรียมรัฐประหารรัฐบาล โดยมีแผนจับรัฐมนตรีขึ้นเฮลิคอปเตอร์นั้น นายจตุพร กล่าวว่า อย่าลืมว่านายสมัครเป็น ส.ส.เขตดุสิต ซึ่งเป็นเขตทหารมายาวนาน ย่อมมีคนรู้จักและให้ข้อมูลเรื่องนี้ สิ่งที่นายสมัครพูดไว้คือ “ตีปลาหน้าไซ” หมายความว่า พูดดักทางฝ่ายที่มีความคิดแบบนั้นให้ล้มเลิกและยุติแผนการไป เพราะนายสมัครพูดให้ทุกฝ่ายรับรู้ว่าจะมีเรื่องแบบนี้ขึ้น และนายกฯ รับรู้แล้ว หากก่อการรัฐประหารขึ้นมาจริง มันยากเกินแก้ไขและบ้านเมืองจะบอบช้ำไปอีก

ด้าน จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย แถลงในเรื่องนี้ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ จากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน กับสื่อมวลชนที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง ย่านประชาชื่นว่า ขณะนี้เริ่มมีการใช้สถาบันเป็นข้ออ้าง เพื่อกล่าวหาโจมตีทำลายล้างทางการเมืองโดยไม่อาศัยกฎหมายบ้านเมืองไปแก้ปัญหาเหมือน เช่น เหตุการณ์ก่อน 19 กันยายน 2549 ที่ผ่านมา ซึ่งกรณีเดียวกันนี้คือกล่าวหาว่ามีการก้าวล่วงสถาบัน และก็ได้พิสูจน์แล้วว่าไม่จริง แต่เมื่อเกิดการยึดอำนาจจนทำให้บ้านเมืองเสียหายไปมาก ก็ไม่มีใครรับผิดชอบ เรื่องนี้คณะรัฐประหารมักหยิบเรื่องเหล่านี้มาใช้ประโยชน์และเป็นข้ออ้างการยึดอำนาจในการเมืองไทย

การอ้างสถาบันนั้นไม่เป็นผลดีกับใครและยังเป็นผลเสียกับทุกฝ่าย หากมีการอ้างสถาบันเพื่อยึดอำนาจ และสถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้เป็นตัวชี้อนาคตของประเทศว่าจะก้าวหน้าหรือถอยหลัง และจะแก้วิกฤติของประเทศได้หรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้เป็นมากกว่า การประหัตประหารหรือทำลายล้างศัตรูทางการเมือง จึงขอให้ทุกฝ่ายตั้งหลักว่า ปัญหาของประเทศนั้น ทุกฝ่ายควรหาทางออกแบบสันติวิธี ใช้เหตุผลและสติปัญญามากกว่าตั้งป้อมใส่กัน แบบให้พังไปข้างหนึ่ง หากเป็นเช่นนั้น จะทำให้ประเทศพังลงไปอีกมาก