WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, May 7, 2008

" บรรหาร " ย้ำจุดยืนต้องแก้รธน.ชี้ที่มามีปัญหาไม่ถูกต้อง

หัวหน้าพรรคชาติไทย ยืนยัน จุดยืนให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 พร้อมขอให้นักการเมืองหันหน้าเข้าหากัน เนื่องจากบ้านเมืองเสียหายมามากแล้ว

นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่า ได้พบปะกับนายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแล้ว ส่วนการหารือร่วมกันของหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล 6 พรรค ในวันพรุ่งนี้ (7 พ.ค.51) เชื่อว่าจะยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน แต่คงเป็นหลักเบื้องต้นว่าแนวทางแก้ไขจะเป็นอย่างไร เพื่อให้แต่ละพรรคนำไปหารืออีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ยังยืนยันว่าควรมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการแก้ไขต้องแปรญัตติได้ สำหรับกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์เห็นควรให้ตั้ง ส.ส.ร.3 เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น นายบรรหาร เห็นว่า เป็นความเห็นของแต่ละพรรค แต่มองว่าไม่จำเป็น เพราะรัฐธรรมนูญปี 2550 มีปัญหา และอยู่บนพื้นฐานของความไม่ถูกต้อง

ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายเกรงว่าหากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจเกิดความแตกแยกในสังคม และมีทหารออกมาเคลื่อไหวอีกครั้งนั้น นายบรรหาร เห็นว่า หากมีเหตุการใดเกิดขึ้นอีกคงไม่ไหว เพราะที่ผ่านมาบ้านเมืองบอบช้ำ และเสียหายมากพออยู่แล้ว ดังนั้น จึงอยากให้ทุกฝ่าย รวมทั้งนักการเมือง ผ่อนปรนเข้าหากัน

“หมอเหวง”ลั่นบุกสภาฯนำฉันทามติปชช.ยื่นแก้รธน.8 พ.ค.นี้

ปธ.สมาพันธ์ประชาธิปไตย เตรียมยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ภาคประชาชน ต่อรัฐสภา เพื่อให้สมาชิกนำเสนอเป็นต้นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมรายชื่อประชาชนกว่า 5 หมื่นชื่อที่สนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

นายแพทย์ เหวง โตจิราการ ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตย กล่าวถึง เอกสารที่แจกจ่ายให้ประชาชน ลงชื่อสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 ว่า ดำเนินการมาราวสามเดือนแล้ว โดยในวันที่ 8 พฤษภาคมนี้ จะนำร่างแก้ไข พร้อมรายชื่อประชาชน ที่สนับสนุนมากกว่ากำหนดในรัฐธรรมนูญ ไปมอบให้ ผู้แทนจากรัฐสภา เพื่อให้สมาชิกได้นำต้นร่างดังกล่าวไปใช้ในการยื่นญัตติ และพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยการดำเนินการครั้งนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองใดทั้งสิ้น

กำหนดการ การยื่นร่างรัฐธรรมนูญฉบับร่างแก้ไข ในวันที่ 8 พ.ค.นี้

เวลา 09.30 น. - รวมตัวกันที่หน้ารัฐสภาเพื่อยื่นร่างรัฐธรรมนูญ 40 ก. ต่อประธานสภา
เวลา 13.00 น. - เคลื่นขบวนไปที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อร่วมกันปฏิญาณตนในการร่วมกันเคลื่อนไหวต่อไปจนกว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
- ยืนไว้อาลัยให้กับนายนวมทอง ไพรวัลย์ แท็กซี่ พลีชีพต่อต้านเผด็จการ
- ปล่อยลูกโป่งสีแดงอันเป็นสัญลักษณ์ของการเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ

“ชูศักดิ์” ติงอย่านำพระราชปรารภมาเป็นประเด็นการเมือง

"ชูศักดิ์" มั่นใจแก้ รธน.50 จะมีความชัดเจนหลังการหารือ 6 พรรคร่วมรัฐบาล 7 พ.ค.นี้ ระบุไม่สมควรนำพระราชปรารภ มาอ้างเป็นเหตุผลการคัดค้าน

นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ระบุว่า รายละเอียดของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ควรรอให้ หัวหน้า 6 พรรคร่วมรัฐบาลได้มีการหารือกันในวันพรุ่งนี้ก่อน ส่วนความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ไม่อยากให้มองว่า จะนำไปสู่ความวุ่นวายในรัฐสภา ขณะที่ การยกเอาประเด็นเรื่องพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาอ้างนั้น เห็นว่า ไม่สมควร พร้อมแนะให้กับไปดู รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2534 ซึ่งมีที่มาจากการรัฐประหาร แต่กลับถูกรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ แก้ไขในปี 2538 ขณะเดียวกันเห็นว่า หากฝ่ายค้านและสมาชิกวุฒิสภาบางส่วน ต้องการเสนอให้แก้ไขมาตรา 291 ด้วยนั้น ก็เป็นสิทธิ์สามารถทำได้ แต่ท้ายที่สุดแล้ว ผู้ตัดสินใจ คือรัฐสภา

สำหรับกรณีที่มีการแต่งตั้ง นายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งเป็นหนึ่งใน 111 อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เป็นคณะทำงาน รัฐมนตรีช่วยฯ มหาดไทยนั้น รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ทราบรายละเอียด แต่เห็นว่าตำแหน่งดังกล่าว ไม่ใช่ตำแหน่งข้าราชการการเมืองและหากไม่อยู่ในข้อห้าม ก็สามารถแต่งตั้งได้



รักษาการปลัดยธ. เรียก DSI เคลียร์ข้อพิพาท กกต.วันนี้

“กิตติพงษ์”เรียก “พล.ต.อ.ทวี” ชี้แจงอำนาจสอบคดีจัดซื้อจัดจ้างพิมพ์บัตรเลือกตั้ง หลัง กกต. งัดข้อ อ้างอำนาจสอบ โดดป้องต้องทำไปตามหน้าที่ ด้าน “รักษาการอธิบดีดีเอสไอ” โยนกกต.สอบบัตรเลือกตั้งหายเอง พบหลักฐานส่อพิรุธโรงพิมพ์จัดพิมพ์บัตรก่อนเสร็จสิ้นการประกวดราคา

หลังจากที่นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะทำหนังสือทักทวงว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไม่มีอำนาจสอบสวนคดีฮั้วประมูลพิมพ์บัตรเลือกตั้ง และจะเชิญเจ้าหน้าที่ดีเอสไอมาหารือถึงประเด็นอำนาจสอบสวน พร้อมกันเตรียมส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความในเรื่องเดียวกันนั้น

ขณะที่ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยืนยันพร้อมจะส่งพนักงานสอบสวนในคดีฮั้วประมูลการพิมพ์บัตรเลือกตั้งไปพบ เพื่อชี้แจงในประเด็นข้อสงสัย พร้อมทั้งย้ำว่า ดีเอสไอมีอำนาจตามกฎหมายในการสืบสวนสอบสวนคดีดังกล่าว

พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกต หาก กกต.มั่นใจในความบริสุทธิ์ และยืนยันว่าไม่ได้ทำอะไรผิด ก็ควรจะส่งเอกสารมาชี้แจงตามที่ดีเอสไอได้ร้องขอ

ในขณะเดียวกัน นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะรักษาราชการแทนปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวในเรื่องนี้ว่า ตนได้ทราบจากข่าวว่า มีการถกเถียงในประเด็นอำนาจสอบสวนคดี ซึ่งวันนี้ (6 พ.ค.) จะเรียก พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รักษาการอธิบดีดีเอสไอ มาสอบถามข้อเท็จจริง เพราะไม่ต้องการให้กรณีดังกล่าวถูกหยิบยกไปเป็นประเด็นทางการเมือง

เบื้องต้นเห็นว่า ดีเอสไอปฏิบัติตามหน้าที่หลังได้รับการร้องทุกข์กล่าวโทษ เพราะหากไม่ดำเนินการใดๆ ก็จะกลายเป็นว่าดีเอสไอละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ในส่วนของ กกต. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ อาจมองว่าดีเอสไอไม่มีอำนาจสอบสวน ดังนั้น ตนจะเข้าไปตรวจสอบในประเด็นข้อกฎหมายให้ได้ข้อยุติว่า หากดีเอสไอไม่มีอำนาจสอบสวนแล้วหน่วยงานใดสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีที่มีการกล่าวหาองค์กรอิสระได้บ้าง

ด้าน พ.ต.อ.ทวี รักษาการอธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า ดีเอสไอมีอำนาจสอบสวนคดีฮั้วประมูลพิมพ์บัตรเลือกตั้ง เพราะเป็นการประมูลที่มีวงเงินเกิน 100 ล้านบาท และในสัปดาห์หน้าจะเรียกประชุมคณะพนักงานสอบสวนในคดีเพื่อติดตามความคืบหน้าของคดี ส่วนที่นายสุทธิพล เลขาธิการ กกต. จะทำหนังสือเชิญดีเอสไอไปชี้แจงเรื่องอำนาจสอบสวนนั้น ตนยังไม่เห็นหนังสือเชิญและคงไม่เดินทางไปชี้แจง แต่จะมอบหมายให้พนักงานสอบสวนไปพบแทน เพราะกรณีการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งเข้าสู่กระบวนการสอบสวนแล้ว สำหรับเอกสารที่ กกต. ระบุว่าสูญหายและมีบุคคลภายในนำมามอบให้ดีเอสไอนั้น กกต.ต้องสอบสวนภายในว่าเอกสารสำคัญของกกต.สูญหายได้อย่างไร เพราะดีเอสไอคงเข้าไปขโมยออกมาไม่ได้

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ มีรายงานข่าวจากดีเอสไอเปิดเผยความคืบหน้าในการสอบสวนคดีฮั้วประมูลการพิมพ์บัตรเลือกตั้งว่า พนักงานสอบสวนได้เข้าสอบปากคำพยานบุคคลหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง การจัดส่งบัตรเลือกตั้งไปยังหน่วยเลือกตั้งต่างๆ และการเก็บรักษาบัตรเลือกตั้ง พบพยานเอกสารซึ่งส่อถึงพฤติการณ์ว่าอาจจะมีการฮั้วประมูลเกิดขึ้นโดยในระหว่างที่ขั้นตอนการประมูลจัดซื้อจัดจ้างพิมพ์บัตรเลือกตั้งยังไม่เสร็จสิ้นกระบวนการ โรงพิมพ์ของเอกชนได้จัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งรอไว้ก่อนแล้ว คล้ายกับรู้ล่วงหน้าว่าจะได้รับงาน ซึ่งเรื่องนี้อาจเป็นการประสานสั่งการระดับผู้ปฏิบัติงาน โดยผู้บริหารระดับสูงของ กกต.อาจไม่รู้รายละเอียด แต่ในฐานะผู้บังคับบัญชาอาจปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้

“สมพงษ์” ชงครม.ตั้ง“กิตติพงษ์ นั่งเก้าอี้ ปลัดยุติธรรม

รักษาการปลัก ยธ. หวังคลายปมขัดแย้งข้อกฎหมายอำนาจสอบสวนของ ดีเอสไอ ไม่ให้ถูกโยงเป็นปรัเด็นการเมือง ด้าน พ.ต.อ.ทวี ย้ำหยุดไม่ได้ เพราะคดีความเข้าสู่กระบวนการสอบสวนแล้ว

นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะรักษาราชการแทนปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โต้แย้งว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไม่มีอำนาจสอบสวนคดีฮั้วประมูลการพิมพ์บัตรเลือกตั้งว่า ตนได้ทราบจากข่าวว่า มีการถกเถียงในประเด็นอำนาจสอบสวนคดี ซึ่งในวันที่ 6 เม.ย. จะเรียก พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รักษาการอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ มาสอบถามข้อเท็จจริง เพราะไม่ต้องการให้กรณีดังกล่าวถูกหยิบยกไปเป็นประเด็นทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นเห็นว่า ดีเอสไอ ปฏิบัติตามหน้าที่หลังได้รับการร้องทุกข์กล่าวโทษ เพราะหากไม่ดำเนินการใดๆ จะกลายเป็นว่า ดีเอสไอ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ในส่วนของ กกต.ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ อาจมองว่า ดีเอสไอ ไม่มีอำนาจสอบสวน ดังนั้น ตนจะเข้าไปตรวจสอบในประเด็นข้อกฎหมายให้ได้ข้อยุติว่า หาก ดีเอสไอ ไม่มีอำนาจสอบสวนแล้วหน่วยงานใดจะมี หรือตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่มีการกล่าวหาองค์กรอิสระ

ด้าน รักษาการอธิบดี ดีเอสไอ กล่าวว่า ดีเอสไอ มีอำนาจสอบสวนคดีฮั้วประมูลพิมพ์บัตรเลือกตั้ง เพราะเป็นการประมูลที่มีวงเงินเกิน 100 ล้านบาท และในสัปดาห์หน้าจะเรียกประชุมคณะพนักงานสอบสวนในคดี เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดี ส่วนกรณีที่นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. จะทำหนังสือเชิญ ดีเอสไอ ไปชี้แจงเรื่องอำนาจสอบสวนนั้น ตนยังไม่เห็นหนังสือเชิญและคงไม่เดินทางไปชี้แจง แต่จะมอบหมายให้พนักงานสอบสวนไปพบเลขาธิการ กกต. เพราะกรณีการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งเข้าสู่กระบวนการสอบสวนแล้ว

สำหรับเอกสารที่ กกต.ระบุว่า สูญหายและมีบุคคลภายในนำมามอบให้ ดีเอสไอ นั้น กกต.ต้องสอบสวนภายในว่า เอกสารสำคัญของ กกต.สูญหายได้อย่างไร เพราะดีเอสไอคงเข้าไปขโมยออกมาไม่ได้



พันธมิตรฯ ยก “พฤษภาทมิฬ” ขู่ “บรรหาร” หัก แก้รธน.

สุริยะใส ขู่ 5 พรรคร่วม ถอนยวงแก้ไข รธน. พุ่งเป้า บรรหาร ยกพฤษภาทมิฬ แทงหลัง แต่ดันจ้อจนลืมตัวเผลอยอมรับ รธน. 40 เป็นฉบับของประชาชน

นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า การปลดชนวนของวิกฤติรัฐธรรมนูญ ที่กำลังมีแนวโน้มลุกลามเป็นความขัดแย้งรอบใหม่ในสังคมการเมืองไทย สามารถทำได้โดยอาศัยความกล้าหาญของพรรคร่วมรัฐบาลอีก 5 พรรค ที่เคยวางเงื่อนไข 5 ข้อในการเข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งพรรคร่วมมีสิทธิเสนอให้ยุติประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ก่อน แล้วใส่ใจกับการแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชน หรือถ้าจำเป็นต้องแก้ ควรเสนอให้ลงประชามติสอบถามความเห็นประชาชน ว่า ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญในขณะนี้หรือไม่ หากประชามติประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าจำเป็นต้องแก้ไข ก็จัดให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ชุดที่ 3 และให้ประชาชนมีส่วนร่วมแก้ไขมากที่สุด

นายสุริยะใส กล่าวอีกว่า วิกฤติการเมืองครั้งนี้ไม่น่าเชื่อว่า คนที่มีบทบาทสูงสุดในการปลดล็อก กลายเป็นนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคชาติไทยอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งถ้านายบรรหารตัดสินใจผิดพลาด อาจซ้ำรอยเหตุการณ์ช่วงพฤษภาทมิฬ ซึ่งการตัดสินใจผิดพลาดของนายบรรหารครั้งนั้นทำให้เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬตามมา แต่ต่อมาในช่วงปี 2535 นายบรรหาร สามารถแก้ตัวจนได้รับการยอมรับ เพราะกล้าทำสัญญาประชาคมว่า ถ้าได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีจะแก้รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2538 มาตรา 211 เพื่อจัดตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร.จนนำมาสู่การปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่ ได้รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 จนเรียกว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน



Tuesday, May 6, 2008

นพดล เตรียมเสนอโครงสร้าง กทม.ให้ มท.

รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชนเตรียมเสนอโครงสร้างการปกครอง กทม.ที่ได้เสนอแนวคิดไว้ตั้งแต่ปี 44 สมัยที่อยู่พรรคประชาธิปัตย์ให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพรุ่งนี้ ระบุมหานครใหญ่ทั่วโลกก็ใช้แนวทางนี้

นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะรองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน เปิดเผยว่า สมัยที่อยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อปี 2544 ได้เคยเขียนหนังสือชื่อ " ทางออกกรุงเทพ" ซึ่งเป็นการเสนอโครงสร้างการบริหารราชการในกรุงเทพมหานครรูปแบบใหม่ โดยจะยังคงให้มีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่มาจากการเลือกตั้งต่อไป แต่จะให้มีนายกนคร 10-15 นคร โดยคำนวนจากจากจำนวนประชากร 5 แสนคนต่อ 1 นคร และเปิดให้มีการเลือกตั้งนายกนครโดยตรง ทั้งนี้เพื่อเป็นการกระจายอำนาจการปกครองจากผู้ว่าฯกทม.ไปยังนายกนครให้ทำงานให้กับประชาชนอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ซึ่งรูปแบบดังกล่าวมหานครใหญ่ทั่วโลกอย่างลอนดอน ปารีส หรือโตเกียวก็ใช้การปกครองรูปแบบนี้ ดังนั้นตนจะนำหนังสือดังกล่าวไปมอบให้กับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อพิจารณา ทั้งนี้แนวคิดดังกล่าวยังเป็นเพียงแนวคิดที่ยังไม่ชัดเจน และยังไม่ได้ข้อยุติ เพียงแต่เคยหารือกันเมื่อครั้งที่อยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ก็เห็นชอบ



แก้เกมสภา

นอกจากเหตุผลที่บอกว่า เพื่อความสง่างามและศักดิ์ศรีของประธานสภาผู้แทนฯหรือประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ที่ไม่ต้องเอาตำแหน่งสวมหัวเดินขึ้นสู่การพิจารณาของศาล ตรงนี้ฟังดูดีครับ.. .แต่เหตุผลหลักน่าจะอยู่ที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญมากกว่า

ทั้งนี้ เพราะหากนายยงยุทธ ติยะไพรัช ไม่ลาออกจากตำแหน่งคือ ยังรักษาการต่อไป เพราะขอพักราชการ เนื่องจากคดีทุจริตเลือกตั้ง ซึ่ง กกต.ได้แจกใบแดง ขณะนี้ขั้นตอนอยู่ที่ศาล ซึ่งหากศาลชี้ขาดว่าผิดตามที่ กกต.เสนอ

นั่นก็คือ ถูกใบแดงและต้องเว้นวรรคการเมือง 5 ปี และอาจจะโยงไปถึงเรื่อง “ยุบพรรค” ด้วย ซึ่งกรณีหลังนี่แหละคือเหตุผลที่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากพรรคชาติไทย และมัชฌิมาธิปไตยกรรมการบริหารที่ถูกใบแดงและมีผลต่อการยุบพรรคต่อมา

หากนายยงยุทธไม่ลาออก โดยรอขั้นตอนศาลชี้ขาด ก็จะมีผลแน่นอนต่อตำแหน่งของเขา เพราะถ้าไม่ขึ้นบัลลังก์ทำหน้าที่รองประธานสภาผู้แทนฯก็จะทำหน้าที่แทน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับของสภาผู้แทนฯ แต่ในการประชุมรัฐสภานั้น

เมื่อประธานสภาผู้แทนฯในฐานะประธานรัฐสภาโดยตำแหน่งพักงานตัวเอง ประธานวุฒิสภาในฐานะรองประธานรัฐสภา ก็จะทำหน้าที่แทน

รองประธานสภาผู้แทนฯ ที่ทำหน้าที่รักษาการแทนประธานสภาผู้แทนฯ ไม่มีสิทธิขึ้นไปนั่งบัลลังก์ในฐานะประธานรัฐสภาได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ หากนายยงยุทธไม่ลาออก การทำงานของรัฐสภาในด้านการประชุมประธานวุฒิสภา ก็จะทำหน้าที่แทนทุกอย่าง

ในสถานการณ์ที่รัฐบาลและพลังประชาชนจะต้องเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ การจะรอนายยงยุทธหรือให้นายยงยุทธยืนยันความบริสุทธิ์ต่อไปด้วยการไม่ลาออก จึงไม่มีประโยชน์ ดังนั้น จึงต้องหาทางออกในเรื่องนี้ มิฉะนั้น จะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญล่าช้าออกไป

ที่สำคัญก็คือ ท่าทีต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญของประธานวุฒิสภาเป็นอย่างไร ก็พอจะรู้กันอยู่ นั่นก็คือไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเท่าใดนัก และยังย้ำถึงความเป็น “กลาง” ของวุฒิสภามาตลอด

หรือพูดง่ายๆ น่าจะเป็นคนละพวกมากกว่า

ขณะเดียวกัน ยังเห็นว่า หากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญจริง ก็ต้องเปิดกว้างไม่ใช่ปล่อยให้นักการเมืองแก้กันเอง ชงกันเอง แต่ต้องให้ ประชาชนมีส่วนร่วม

น่าจะเป็นสูตร ส.ส.ร.3 มากกว่า

ดังนั้น หากให้นั่งประธานรัฐสภา เพื่อทำหน้าที่ควบคุมดูแลการประชุมเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงเป็นเรื่องที่จะปล่อยให้เป็นอย่างนั้นไม่ได้

เพราะวันนี้วุฒิสภาไม่ใช่ “สภาของเรา” แล้วนะครับ...แม้จะมีความพยายามรวบหัวรวบหางตั้งแต่การเลือกประธาน แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ ไม่ง่ายอย่างที่เคยทำมา เนื่องจากในความหลากหลายของวุฒิสมาชิก ซึ่งมาจากเลือกตั้งและสรรหา

ทางเดียวก็คือ ต้องลาออกเพื่อหาประธานสภาผู้แทนฯคนใหม่ ซึ่งก็คือเหตุผลและจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญสะดวกขึ้น กุมสภาพทุกอย่างได้

แต่บุคคลที่จะขึ้นมานั่งเก้าอี้ตัวนี้จึงต้องสำคัญมาก ได้รับการยอมรับ ทันเกมในสภา มีบารมีที่จะคุมเกมได้และสั่งซ้ายหันขวาหันได้

ต้องเข้าใจยุทธศาสตร์ที่ถ่องแท้ว่าพลังประชาชนต้องการอะไร ทำอะไร เพื่อใคร อย่างไร โดยเฉพาะภารกิจที่ต้องรับผิดชอบต่อ

“นายใหญ่” ตัวจริงเสียงจริง ไม่ใช่ “นอมินี”

แต่เวลานี้เริ่มเปิดฉากสู้กันแล้วเมื่อกลุ่มหนึ่งจะผลักดันนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนันท์ รองประธานสภาฯขณะนี้ แต่อีกส่วนเสนอ “ชัย ชิดชอบ” พ่อนายเนวิน ชิดชอบ ขึ้นเป็นแทนและสำแดงกำลังภายในใส่กันอยู่

เอาเข้าจริงอาจจะไม่ใช่ 2 คนนี้ก็ได้ เพราะมือยังไม่ถึงชั้น.

"สายล่อฟ้า"


ยังไม่เข้าตา

เผลอแป๊บเดียวรัฐนาวา ชิมไปบ่นไปก็โต้มรสุมมาครบ 3 เดือน

แม้จะเผชิญพายุโซนร้อนหลายครั้ง เรือก็ยังไม่อับปาง

อาจจะเป็นเดพราะอ่าวไทย ยังไม่โดนพายุไซโคลนอย่างฝั่งทะเล อันดามัน

แต่อย่าประมาทสึนามิการเมือง??

โครมเดียวเสร็จค่อล่อซ่อเชียวนะโยม

อย่างไรก็ตาม ในโอกาสที่รัฐบาลผสม 6 พรรค ของนายกฯ “สมัคร สุนทรเวช” ยืนระยะครบ 3 เดือน ก็มีโพลสำรวจความเห็นประชาชนเกี่ยวกับผลงานรัฐบาลออกมาพร้อมกัน 2 โพล

กรุงเทพโพลสำรวจความเห็นประชา-ชนในเขต กทม. คะแนนเต็ม 10 ได้ไม่เกิน 5 คะแนน

รัฐมนตรีที่ผลงานเข้าตาคนกรุงเทพฯมากที่สุดคือ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์”

ส่วนเอแบคโพลสำรวจดัชนีความสุขประชาชน 20 จังหวัด ปรากฏว่าส่วนใหญ่ ความสุขลดลง

มีความทุกข์เพิ่มขึ้นจากภาวะสินค้าราคาแพง

ตามปกติคนกรุงเทพฯกับคนต่างจังหวัด จะมีความเห็นแตกต่างกัน

คนกรุงเทพฯไม่ค่อยปลื้มรัฐบาล แต่ คนต่างจังหวัดยังให้โอกาสรัฐบาลทำงานต่อไป

ยกเว้นประเด็นเดียวที่คน กทม.กับคน ตจว.จะมีความเห็นตรงกัน

คือ...อยากให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาปากท้อง ซึ่งเป็นความเดือดร้อนของประชาชนโดยตรง!!

“แม่ลูกจันทร์” มองอย่างเป็นกลางว่า ผลงานรัฐบาล 3 เดือนแรก ยังไม่น่าประทับใจ

เพราะรัฐบาลมัวใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับความวุ่นวายทางการเมือง

แต่ถ้าดูที่เนื้องาน ผลงาน 3 เดือนแรกของรัฐบาลสมัคร ดีกว่าผลงาน 3 เดือนแรกของรัฐบาลขิงแก่ เทียบกันปอนด์ต่อปอนด์

แถมดีกว่าผลงานรัฐบาลทักษิณช่วง 3 เดือน (ก่อนถูกปฏิวัติ) ด้วยซ้ำไป

เพียงแต่ข่าวผลงานของรัฐบาลถูกข่าวความวุ่นวายทางการเมือง กลบซะหมดอย่างน่าเสียดาย

เรื่องนี้โทษคนอื่นไม่ได้ รัฐบาลต้อง โทษตัวเอง

เพราะคนในรัฐบาลตั้งแต่หัวแถวยันหางแถว ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปในการตอบโต้ ทางการเมือง

แทนที่จะขายผลงาน ก็ขายแต่ความ วุ่นวาย

แม้แต่รายการ “สนทนาประสาสมัคร” ก็ไม่ได้เอาเรื่องผลงานรัฐบาลไปขยายความให้ชาวบ้านรับรู้ว่ารัฐบาลได้ทำอะไรไปแล้ว??

และจะทำอะไรต่อไป??

ความจริง...ถึงแม้การเมืองจะวุ่นวายเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ แต่รัฐมนตรีเศรษฐกิจในรัฐบาลก็ทำงานกันเต็มสตีม

ไม่ใช่แต่ “มิ่งขวัญ” ที่ทำงานหนักคนเดียว

“หมอเลี้ยบ” รองนายกฯ รัฐมนตรีคลัง ก็เร่งเข็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครบวงจร

รัฐมนตรีพลังงาน พล.ท.หญิงพูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ ก็ทะลุ่มทะลุยเร่งหามาตร- การบรรเทาความเดือดร้อนวิกฤติน้ำมัน แพง

รมว.เกษตรฯ “สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล” ก็เดินหน้าโครงการจัดหาปุ๋ยราคาถูกช่วยเกษตรกร เตรียมวางแผนพัฒนาระบบชลประทาน รวมทั้งแก้ปัญหาชาวนาเช่าที่ทำกิน

รมว.คมนาคม “สันติ พร้อมพัฒน์” ก็เปิดประมูลสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงรวดเร็วทันใจ หลังจากยักตื้นติดกึกมาหลายปี

โดยมีบริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกแจ้งความ ประสงค์ขอเข้าประมูลโครงการนี้ถึง 27 ราย

ถ้าไม่มีอะไรในกอไผ่...ปลายปีนี้ก็เริ่มสร้างได้เลย.

แม่ลูกจันทร์


พระพยอม เตือนประชาชนใช้สติในการรับฟังข่าว

พระราชธรรรมนิเทศ หรือพระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว กล่าววานนี้ (5 พ.ค.) เตือนประชาชนให้พิจารณาข่าวสารโดยใช้สติในการรับฟังข่าวสารอย่างถี่ถ้วน กรณีมีข่าวเกี่ยวกับพระสงฆ์ที่ประพฤติตนไม่เหมาะสม เช่น กรณีที่พระล่วงละเมิดทางเพศเณรในวัดเดียวกัน หรือกรณีที่พระสงฆ์ไล่แทงคนแล้วคว้านท้องตัวเอง ว่า ล้วนแต่เป็นเรื่องของตัวบุคคล จะเหมารวมหมดทั้งสถาบันไม่ได้ เพราะไม่ว่าจะเป็นสถาบันใดย่อมมีเรื่องเสื่อมเสียได้ หากจิตใจของคนในสถาบันนั้นๆ ยังไม่พัฒนา

เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว กล่าวถึงนายดวง อยู่บำรุง บุตรชายร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ได้เดินทางมาถวายสังฆทานที่วัดว่า อยากให้สังคมเปิดโอกาสให้คนที่สำนึกตัว และต้องการทำดีชดใช้ ได้พิสูจน์ตัวเองและสามารถกลับมายืนในสังคมได้อีกครั้ง