
คนรักประชาธิปไตย ต้องช่วยกันขับไล่ เผด็จการ

(พระปรมาภิไธย) ภูมิพลอดุลยเดช ปร.

• เปิดร่างแรก
คปพร.-ระดมพลใหญ่8พ.ค.
คปพร.เดินหน้าแก้ รธน.50 คลอดร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 40 ก. พร้อมเตรียมยื่น 1.5 แสนรายชื่อสนับสนุนจากทั่วประเทศ ถึงมือประธานสภาฯ 8 พฤษภานี้ นัดรวมพลังแสดงเจตนารมย์หน้ารัฐสภา 9 โมงตรง เผยไม่แตะหมวด 1-2 ส่วนที่เหลือใช้ปี 40 เป็นตัวตั้ง ทั้งยังบรรจุศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ แต่ให้เสรีภาพในการเลือกนับถือศาสนา “หมอเหวง” จี้กลุ่มค้านนอกสภายุติบทบาทได้แล้ว ส่วนนัดกินข้าว 6 พรรควันนี้ไม่เน้นเรื่องแก้ รธน.
การแก้ไข รธน.50 กำลังสุกงอมเต็มที่ โดยในตอนสายวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) ได้เปิดแถลงข่าวถึงรายชื่อของประชาชนจังหวัดต่างๆ ทั่วทั้งประเทศที่ร่วมกันสันบสนุน “ยกเลิกรธน.50 เอารธน.40 คืนมา” และร่าง รธน.40ก. ที่จะมีการนำเสนอต่อรัฐบาล ณ ห้องสีดา โรงแรมรัตนโกสินทร์
กิจกรรมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมการชุมนุมอย่างคับคั่งรวมทั้งบรรดาแกนนำขององค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นายจรัล ดิษฐาอภิชัย นายแพทย์เหวง โตจิราการ แกนนำคปพร ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.)นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ แกนนำ นปช. นายชินวัตร หาบุญพาด นายกสมาคมพิทักษ์ผลประโยชน์ผู้ขับรถแท็กซี่ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ประธานกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย
1.5แสนชื่อหนุนแก้รธน.50
นายจรัล ดิษฐาอภิชัย กล่าวว่า กลุ่ม คปพร. ได้ดำเนินการเพื่อให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 มาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2551 แล้ว โดยได้มีการจัดเวทีอภิปราย เพื่อสร้างความรู้ และความเข้าใจให้กับพี่น้องประชาชนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550
โดยมีการเดินสายจัดเวทีอภิปราย 8 ครั้ง ครั้งแรกจัดที่สวนลุมพินี ในวันที่ 4 เมษายน ที่ผ่านมา ครั้งที่ 2 จัดที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ในวันที่ 8 เมษายน ครั้งที่ 3 จัดที่จังหวัดอุดรธานี วันที่ 11 เมษายน ครั้งที่ 4 จัดที่จังหวัดขอนแก่น ในวันที่ 18 เมษายน ครั้ง5 จัดที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในวันที่ 20 เมษายน ครั้งที่ 6 จัดที่จังหวัดเชียงใหม่ วันที่ 21 เมษายน 2551 ครั้งที่ 7 จัดที่กรุงเทพมหานคร เขตดอนเมือง ในวันที่ 27 เมษายน และครั้งล่าสุดจัดที่จังหวัดยะลา ในวันที่ 3 พฤษภาคม
นายจรัล กล่าวด้วยว่า การจัดเวทีอภิปรายในแต่ละครั้งได้รับความสนใจจากพี่น้องประชาชนในแต่ละจังหวัดเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีประชาชนมาร่วมฟังการอภิปรายนับพันคนทุกครั้ง และตอนนี้ได้รวบรวมรายชื่อเพื่อที่จะนำไปยื่นให้กับประธานรัฐสภา พร้อมกับร่างรัฐธรรมนูญที่ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในวันที่ 8 พฤษภาคม ซึ่งรายชื่อที่รวบรวมมาได้ทั่วประเทศนั้น มีมากถึง 150,000 รายชื่อ
อ่านรายละเอียด ประชาทรรศน์

หลังจากเกิดเป็นข้อพิพาทระหว่าง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ถึงอำนาจในการสอบคดีฮั้วประมูลและทุจริตพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ของ กกต. โดยตลอดที่ผ่านมา กกต. พยายามหยิบยกประเด็นดังกล่าวมาเป็นข้ออ้าง ส่งผลให้การสอบสวนในคดีดังกล่าวเป็นไปอย่างล่าช้า เนื่องจากไม่ได้รับความร่วมมือจาก กกต. เท่าที่ควร โดยเฉพาะในเรื่องของเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดนั้น
ดีเอสไอ พบหลักฐานชัดมัด กกต. ไม่หลุด ทั้ง ใบสั่งพิมพ์บัตร – ใบสั่งซื้อกระดาษจำนวนมาก ส่อพิรุธโรงพิมพ์รับงานจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งก่อนประกวดราคาเสร็จสิ้น ด้าน “ธาริต” เผยมูลค่าวงเงินรวมสูงกว่า 130 ล้านบาท ยันมีอำนาจสอบเต็มที่ เตรียมสรุปหลักฐานถึงมือ รก.ปลัดยุติธรรม วันนี้ ยังกังขายื้อเพื่ออะไร ขณะที่ กกต. ปัดตั้งแง่ ท้าไม่กลัวถูกตรวจสอบ วอนหยุดให้ข่าวทำองค์กรเสียหาย
ล่าสุดทางดีเอสไอ ได้ส่งเอกสารหลักฐานและข้อมูลสอบสวนเบื้องต้นในคดีดังกล่าวให้กับ นายกิตติพงษ์ กิตติยารักษ์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อพิจารณาแล้ว โดยยืนยัน ดีเอสไอ สามารถสอบสวนและทำคดีได้ เนื่องจากมีข้อกฎหมายเปิดช่องไว้ อีกทั้งยังพบหลักฐานระบุถึงการจัดซื้อจัดจ้างของ กกต. มีมูลค่ารวมกว่า 130 ล้านบาทด้วย
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ รองอธิบดีดีเอสไอ ในฐานะผู้รับผิดชอบคดีดังกล่าว ให้สัมภาษณ์ว่า ทางดีเอสไอได้ชี้แจงให้นายกิตติพงษ์ ทราบถึงอำนาจในเรื่องที่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากเข้าข่ายตามกฎหมายสอบสวนคดีพิเศษ ที่กำหนดให้ดีเอสไอมีอำนาจดำเนินคดี ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ ซึ่งระบุไว้ว่า หากมีการจัดซื้อจัางอยู่ในวงเงินงบประมาณแผ่นดินเกิน 100 ล้านบาทแล้ว ทางดีเอสไอมีอำนาจเต็มที่ในการดำเนินการสอบสวน
ทั้งนี้ ดีเอสไอมีหลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ได้ว่า กกต. มีการจัดซื้อจัดจ้างในจำนวนเงินมากถึง 130 ล้านบาท ซึ่งระบุชัดเจนอยู่ในใบประกวดราคาการจัดซื้อจัดจ้าง ที่มี นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. เป็นผู้ประกาศจัดซื้อ ถึงแม้ว่าต่อมาจะมีการเปลี่ยนแปลงการจัดซื้อจัดจ้าง โดยแบ่งแยกโรงพิมพ์ ซึ่งในแต่ละรายมีวงเงินไม่ถึง 100 ล้านบาท แต่ตรงนี้ไม่ถือเป็นสาระสำคัญ เพราะโดยความจริงแล้ว คดีนี้ต้องพิจารณาตามเจตนาหลักในการจัดซื้อจัดจ้างในวงเงินรวมตามที่กำหนดเอาไว้
ดังนั้น ดีเอสไอจึงมีอำนาจชอบธรรมสามารถเข้าไปตรวจสอบเรื่องนี้ได้ ทั้งนี้ ทางรองปลัดกระทรวงยุติธรรมเมื่อได้รับทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว ก็มีความเห็นตรงกันว่าได้ทำถูกต้องแล้ว อย่างไรก็ดี เพื่อความสบายใจของแต่ละฝ่าย จะได้เชิญ กกต. ให้ส่งที่ปรึกษาเข้ามาร่วมตรวจสอบด้วย หลังจากเข้าพบ เลขาธิการ กกต. และทาง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รักษาการอธิบดีดีเอสไอ ได้เชิญให้ กกต. มาเข้าร่วมในการสอบสวนแล้ว แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด
“ก่อนนนหน้านี้ ดีเอสไอได้ทำหนังสือขอความร่วมมือ กกต. จัดส่งหลักฐานเอกสารมาให้ตรวจสอบก็มีอาการนิ่งเฉย ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดจึงยังไม่ดำเนินการตามที่ร้อง ส่วนตัวผมพร้อมเสมอที่เข้าไปชี้แจงให้ กกต.ทราบถึงขอบข่ายอำนาจหน้าที่ แต่ขณะเดียวกันก็อยากให้ กกต. พร้อมมอบหลักฐานมาให้ตรวจสอบด้วยเช่นกัน ท่าทีของ กกต. มีแต่ข้อโต้แย้งในเรื่องอำนาจ” รองอธิบดีดีเอสไอ กล่าว
ด้าน นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ยุติธรรม เห็นในเรื่องนี้เช่นกันว่า ดีเอสไอมีอำนาจสอบสวนคดีทุกคดีที่มูลค่าความเสียหายเกิน 100 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งคดีทุจริตพิมพ์บัตรเลือกตั้งเบื้องต้นมีมูลค่าความเสียหาย 135 ล้านบาท
ขณะที่ แหล่งข่าวระดับสูงในดีเอสไอ ระบุถึงความคืบหน้าในการสอบสวนคดีดังกล่าว พบมีหลักฐานที่ทำให้เชื่อได้ว่า มีการสั่งให้อนุมัติพิมพ์บัตรเลือกตั้งก่อนที่กระบวนการในการประมูลจะสิ้นสุด โดยในช่วงที่ดีเอสไอดำเนินการตรวจสอบหาหลักฐานที่โรงพิมพ์ในแต่ละแห่งนั้น ได้ตรวจพบเอกสารที่มีการสั่งให้ดำเนินการในขั้นตอนสายการผลิตล่วงหน้า อีกทั้งยังพบใบรายการสั่งซื้อกระดาษที่ใช้สำหรับพิมพ์บัตรเลือกตั้งจำนวนมากอีกด้วย โดยสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดเกิดก่อนที่จะมีการพิจารณาประมูลเรื่องการจัดจ้างจัดซื้อจะแล้วเสร็จ
“หลักฐานเหล่านี้บ่งชี้ได้ว่ามีการทุจริตและฮั้วพิมพ์บัตรเลือกตั้งอย่างแน่นอน และเป็นหลักฐานที่ยืนยันให้รู้ถึงว่าโรงพิมพ์ดังกล่าวจะได้รับการสั่งให้พิมพ์บัตรเลือกตั้ง ขณะนี้เรื่องอยู่ระหว่างตรวจสอบหาตัวผู้ที่ดำเนินการสั่งให้โรงพิมพ์ จัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งล่วงหน้า เพื่อนำตัวมาสอบสวนและขยายผลต่อไป” แหล่งข่าวระบุ และว่า ในวันที่ 7 พฤษภาคมนี้ ทางดีเอสไอจะมีการสรุปเรื่องทั้งหมดส่งให้รองปลัดกระทรวงยุติธรรมรับทราบ
อย่างไรก็ดี มีรายงานข่าวออกมาก่อนหน้านี้เช่นกันว่า หลังจากพนักงานสอบสวนของดีเอสไอได้เข้าสอบปากคำพยานบุคคลหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง การจัดส่งบัตรเลือกตั้งไปยังหน่วยเลือกตั้งต่างๆ และการเก็บรักษาบัตรเลือกตั้ง พบพยานเอกสารซึ่งส่อถึงพฤติการณ์ว่า อาจจะมีการฮั้วประมูลเกิดขึ้นโดยในระหว่างที่ขั้นตอนการประมูลจัดซื้อจัดจ้างพิมพ์บัตรเลือกตั้งยังไม่เสร็จสิ้นกระบวนการ โรงพิมพ์ของเอกชนได้จัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งรอไว้ก่อนแล้ว คล้ายกับรู้ล่วงหน้าว่าจะได้รับงานดังกล่าว ซึ่งเรื่องนี้อาจเป็นการประสานสั่งการล่วงหน้าเพื่ออะไรบางอย่าง
ขณะเดียวกัน พ.ต.อ.ทวี รักษาการอธิบดีดีเอสไอ จะเรียกประชุมคณะพนักงานสอบสวนเพื่อติดตามความคืบหน้าของคดีดังกล่าวในสัปดาห์หน้า
ในอีกด้านหนึ่ง นายสุทธิพล เลขาธิการ กกต. กล่าวชี้แจงว่า การที่ กกต.ประสานขอหารือกับทางดีเอสไอไม่ได้เป็นการตั้งแง่ หรือกลัวถูกตรวจสอบ แต่เป็นเรื่องของหลักการที่ต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะเป็นความเกี่ยวข้องระหว่างหน่วยงานที่เป็นฝ่ายบริหารและองค์กรอิสระ เพื่อไม่ให้เป็นการแทรกแซง ทั้งนี้ ยังเห็นด้วยกับการที่นายกิตติพงษ์ รักษาการแทนปลัดกระทรวงยุติธรรม จะเข้ามาประสานความร่วมมือ และหาข้อยุติให้กับเรื่องดังกล่าว
ทั้งนี้ เลขาธิการกกต.ยังขอความร่วมมือกับดีเอสไอ ให้ยุติการนำเสนอข่าวในระหว่างที่คดียังไม่ยุติ เพราะจะส่งผลเสียหายต่อภาพลักษณ์ กกต.
ส่วนความคืบหน้าที่ กกต.มีมติให้สำนักกฎหมายและคดีของ กกต.ตรวจสอบว่า ดีเอสไอมีอำนาจในการตรวจสอบการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งหรือไม่นั้น ตนได้ลงนามตามมติของกกต. เพื่อส่งไปยังดีเอสไอว่า ดีเอสไอไม่มีอำนาจตรวจสอบ
“คิดว่าจุดมุ่งหมายทั้งดีเอสไอ และ กกต.เหมือนกัน คือต้องการจัดการคดีทุจริตเลือกตั้ง แต่ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายถือเป็นอำนาจของ กกต. ก็ควรจะปล่อยให้ กกต.ดำเนินการต่อไป ส่วนกรณีฮั้ว เป็นเรื่องของ สตง. (สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน) และ ป.ป.ช. (สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) แต่ถ้าดีเอสไอเข้าใจว่าตนเองมีอำนาจ ก็ขอให้ไปทบทวนเรื่องวงเงินของสัญญาแต่ละฉบับ และบัตรเลือกตั้งที่แยกกันอย่างชัดเจน” เลขาธิการ กกต. กล่าว

ในการประชุมพรรคพลังประชาชน เมื่อบ่ายวันที่ 6 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ที่มีการคาดหมายกันว่าจะมีการหารือถึงผู้จะเข้ามาชิงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร แทนนายยงยุทธ ติยะไพรัช ซึ่งสุดท้ายมีคู่ชิงคนสำคัญเพียง 2 คนเท่านั้น คือ นายชัย ชิดชอบ ที่ได้รับการสนับสนุนจาก ส.ส.สายอีสาน และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ที่ได้รับการสนับสนุนจาก ส.ส.ภาคเหนือ
เลือกประธานสภาฯ คนใหม่ลงตัว เผย“ชัย ชิดชอบ” นำโด่งเข้าวินรอบแรก เหตุเพราะตรงสเป็กทั้งอาวุโส เป็นที่ยอมรับของ ส.ส. และเก๋าเกม แต่ยังต้องรอกรรมการบริหารพรรคพิจารณาอย่างเป็นทางการหลัง “หมอเลี้ยบ” กลับจากสิงคโปร์ พร้อมเตรียมบรรจุระเบียบวาระเลือกประธานคนใหม่เข้าสภาฯ 14 พ.ค.นี้
อย่างไรก็ตาม หลังการประชุม นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน ได้ออกมาระบุว่าที่ประชุมพรรคยังไม่ได้ข้อสรุปเรื่องบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากต้องรอการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคก่อน ซึ่งพรรคมอบหมายให้ตนเป็นผู้นัดหมาย ระหว่างนี้ก็จะใช้เวลาเพื่อหาบุคคลที่เหมาะสม หากคณะกรรมการบริหารพรรคเห็นว่าเป็นผู้ใดก็ถือเป็นสิ้นสุด โดยสภาฯ จะบรรจุระเบียบวาระเลือกประธานสภาฯ คนใหม่ในวันที่ 14 พ.ค.
อีกทั้งการเลือกประธานสภาฯไม่จำเป็นจะต้องมีการโหวต และคาดว่าจะมีการเสนอชื่อเพียงบุคคลเดียว ส่วนจะเป็นนายชัย ชิดชอบ หรือไม่ ตนไม่ทราบว่าสมาชิกพรรคจะเสนอใครบ้าง แต่เท่าที่เห็นจากข่าวน่าจะเป็นนายชัย อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับมติกรรมการบริหารพรรค
ดังนั้น การยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงอาจไม่ทันกำหนดปิดสมัยสามัญประชุมสภาฯ ในวันที่ 19 พ.ค. ซึ่งอาจเป็นไปได้ที่จะยื่นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในการประชุมสภาสมัยวิสามัญ ที่รัฐบาลเตรียมขอเปิดในช่วงปลายเดือนมิ.ย. เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 6 พรรคจะพิจารณาเรื่องดังกล่าว
ด้าน ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า ในการเสนอชื่อเข้าดำรงตำแหน่งประธานสภาฯนั้น ขึ้นอยู่กับอำนาจการตัดสินใจของนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด 36 คน และตอนนี้ยังไม่มีการหารือเพราะหัวหน้าพรรคยังไม่ว่าง อีกทั้งต้องรอกรรมการบริหารคือ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี กลับมาจากประเทศสิงคโปร์ก่อน หากหัวหน้าพรรคพร้อมที่นำเรื่องนี้มาพิจารณาวันไหน ก็พร้อมที่จะเรียกกรรมการบริหารพรรคมาประชุมทันที
ซึ่งคุณสมบัติของบุคคลที่พรรคจะนำมาคัดเลือกนั้นต้องดูในเรื่องของความเหมาะสม และมีความอาวุโสในการทำงาน และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายด้วย
แหล่งข่าวพรรคพลังประชาชน เปิดเผยว่าค่อนข้างมีความชัดเจนแล้วว่า บุคคลที่ได้รับคัดเลือกคือนายชัย ชิดชอบ เนื่องจากความอาวุโส และมีความประนีประนอมสูง รวมทั้งเป็นที่ยอมรับของ ส.ส.ในพรรค แต่ที่พรรคยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ในขณะนี้ เพราะต้องผ่านกระบวนการประชุมของกรรมการบริหารพรรคเสียก่อน ซึ่งตอนนี้ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อยู่ระหว่างเดินทางไปต่างประเทศ
อย่างไรก็ดีก่อนการประชุมพรรคพลังประชาชน ได้มีการแสดงความคิดเห็นต่อเรนื่องวดังกล่าวกันไว้อย่างกว้างขวาง
นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ในฐานะรองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวว่าการสรรหาผู้เหมาะสมเป็นประธานสภาฯ คงไม่นำไปสู่ความแตกแยกในพรรค เพราะสุดท้ายทุกคนจะเข้าใจว่าพรรคจะต้องหาคนที่มีประสบการณ์ เป็น ส.ส.มานานพอสมควร ต้องเข้าใจข้อบังคับและ ส.ส. เป็นอย่างดี ที่สำคัญคือต้องมีความเก๋าในการควบคุมการประชุมสภาให้เรียบร้อย
นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และส.ส.ภาคอีสานพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ส.ส.ภาคอีสานพร้อมสนับสนุนนายชัย เนื่องจากมีคุณสมบัติที่เหมาะสม อีกทั้งเป็นผู้อาวุโส มีประสบการณ์สูง ซึ่งในสภาฯ ก็เป็นที่ยอมรับ
ด้าน นายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ตำแหน่งประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ คงไม่ถือเป็นสัดส่วนของภาคเหนือ เพราะต้องพิจารณาตามคุณสมบัติและความเหมาะสม ส่วนจะเสนอชื่อใครนั้นขึ้นอยู่กับที่ประชุมที่จะหารือกัน
ขณะที่ นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน ในฐานะแกนนำกลุ่มวาดะห์ ยืนยันว่าสนับสนุน นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ให้เป็นประธานสภาฯ และส่วนตัวอยากให้มีการเสนอรายชื่อประธานสภาฯก่อนที่จะปิดสมัยประชุมในสัปดาห์หน้า
ทางด้านนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่า ในการสรรหาบุคคลมาดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้น ขอให้พรรคพลังประชาชน สรรหาบุคคลที่นอกจากมีความรู้ความสามารถแล้ว จะต้องเป็นที่ยอมรับจากพรรค และจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย เนื่องจากขณะนี้รัฐบาลกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ดังนั้นหากนำบุคคลที่ไม่เป็นที่ยอมรับมาดำรงตำแหน่งอีกอาจเป็นการเพิ่มปัญหา

จากกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เสนอแผนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เพื่อแก้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นในวงราชการ นั้น
ครม.มีมติเห็นชอบตามที่ ป.ป.ช. เสนอให้บรรจุการปราบปรามทุจริตเป็นยุทธศาสตร์ชาติ พร้อมให้ทุกหน่วยงานราชการบรรจุเอาไว้ในแผนบริหารงานระยะ 4 ปี มอบหมาย ปปท. พร้อมด้วย กพ.และ กพร. เป็นเจ้าภาพดำเนินการ และให้สำนักงบประมาณจัดสรรเงินเพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม
ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ได้มีการนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาและที่ประชุม ครม. ได้เห็นชอบเรื่องดังกล้าวและมีมติให้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) สำนัก
งานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ(ก.พ.ร.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ปปท.) ไปดำเนินการพิจารณาในรายละเอียด เพื่อให้นำไปสู่การลงมือปฏิบัติของหน่วยงานราชการต่างๆ
กรณีดังกล่าว พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ที่ประชุมเห็นชอบตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอแผนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตไปสู่การปฏิบัติ โดยให้หน่วยงานในภาครัฐนำแนวทางและมาตรการตามยุทธศาสตร์ชาติฯ ไปเป็นกรอบ ทิศทางประสานงานความร่วมมือในการดำเนินการและปราบปรามการทุจริต
แปลงไปสู่การปฏิบัติ โดยกำหนดไว้ในแผนบริหารราชการ 4 ปี โดยมีสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ เป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติฯ ในภาครัฐ รวมถึงให้สำนักงบประมาณ สนับสนุนงบประมาณให้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบด้วย เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดังกล่าวไปได้อย่างเป็นรูปธรรม
หัวหน้าพรรคชาติไทย ยืนยัน จุดยืนให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 พร้อมขอให้นักการเมืองหันหน้าเข้าหากัน เนื่องจากบ้านเมืองเสียหายมามากแล้ว
นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่า ได้พบปะกับนายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแล้ว ส่วนการหารือร่วมกันของหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล 6 พรรค ในวันพรุ่งนี้ (7 พ.ค.51) เชื่อว่าจะยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน แต่คงเป็นหลักเบื้องต้นว่าแนวทางแก้ไขจะเป็นอย่างไร เพื่อให้แต่ละพรรคนำไปหารืออีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ยังยืนยันว่าควรมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการแก้ไขต้องแปรญัตติได้ สำหรับกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์เห็นควรให้ตั้ง ส.ส.ร.3 เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น นายบรรหาร เห็นว่า เป็นความเห็นของแต่ละพรรค แต่มองว่าไม่จำเป็น เพราะรัฐธรรมนูญปี 2550 มีปัญหา และอยู่บนพื้นฐานของความไม่ถูกต้อง
ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายเกรงว่าหากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจเกิดความแตกแยกในสังคม และมีทหารออกมาเคลื่อไหวอีกครั้งนั้น นายบรรหาร เห็นว่า หากมีเหตุการใดเกิดขึ้นอีกคงไม่ไหว เพราะที่ผ่านมาบ้านเมืองบอบช้ำ และเสียหายมากพออยู่แล้ว ดังนั้น จึงอยากให้ทุกฝ่าย รวมทั้งนักการเมือง ผ่อนปรนเข้าหากัน

ปธ.สมาพันธ์ประชาธิปไตย เตรียมยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ภาคประชาชน ต่อรัฐสภา เพื่อให้สมาชิกนำเสนอเป็นต้นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมรายชื่อประชาชนกว่า 5 หมื่นชื่อที่สนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
นายแพทย์ เหวง โตจิราการ ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตย กล่าวถึง เอกสารที่แจกจ่ายให้ประชาชน ลงชื่อสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 ว่า ดำเนินการมาราวสามเดือนแล้ว โดยในวันที่ 8 พฤษภาคมนี้ จะนำร่างแก้ไข พร้อมรายชื่อประชาชน ที่สนับสนุนมากกว่ากำหนดในรัฐธรรมนูญ ไปมอบให้ ผู้แทนจากรัฐสภา เพื่อให้สมาชิกได้นำต้นร่างดังกล่าวไปใช้ในการยื่นญัตติ และพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยการดำเนินการครั้งนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองใดทั้งสิ้น
กำหนดการ การยื่นร่างรัฐธรรมนูญฉบับร่างแก้ไข ในวันที่ 8 พ.ค.นี้
เวลา 09.30 น. - รวมตัวกันที่หน้ารัฐสภาเพื่อยื่นร่างรัฐธรรมนูญ 40 ก. ต่อประธานสภา
เวลา 13.00 น. - เคลื่นขบวนไปที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อร่วมกันปฏิญาณตนในการร่วมกันเคลื่อนไหวต่อไปจนกว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
- ยืนไว้อาลัยให้กับนายนวมทอง ไพรวัลย์ แท็กซี่ พลีชีพต่อต้านเผด็จการ
- ปล่อยลูกโป่งสีแดงอันเป็นสัญลักษณ์ของการเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ

"ชูศักดิ์" มั่นใจแก้ รธน.50 จะมีความชัดเจนหลังการหารือ 6 พรรคร่วมรัฐบาล 7 พ.ค.นี้ ระบุไม่สมควรนำพระราชปรารภ มาอ้างเป็นเหตุผลการคัดค้าน
นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ระบุว่า รายละเอียดของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ควรรอให้ หัวหน้า 6 พรรคร่วมรัฐบาลได้มีการหารือกันในวันพรุ่งนี้ก่อน ส่วนความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ไม่อยากให้มองว่า จะนำไปสู่ความวุ่นวายในรัฐสภา ขณะที่ การยกเอาประเด็นเรื่องพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาอ้างนั้น เห็นว่า ไม่สมควร พร้อมแนะให้กับไปดู รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2534 ซึ่งมีที่มาจากการรัฐประหาร แต่กลับถูกรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ แก้ไขในปี 2538 ขณะเดียวกันเห็นว่า หากฝ่ายค้านและสมาชิกวุฒิสภาบางส่วน ต้องการเสนอให้แก้ไขมาตรา 291 ด้วยนั้น ก็เป็นสิทธิ์สามารถทำได้ แต่ท้ายที่สุดแล้ว ผู้ตัดสินใจ คือรัฐสภา
สำหรับกรณีที่มีการแต่งตั้ง นายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งเป็นหนึ่งใน 111 อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เป็นคณะทำงาน รัฐมนตรีช่วยฯ มหาดไทยนั้น รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ทราบรายละเอียด แต่เห็นว่าตำแหน่งดังกล่าว ไม่ใช่ตำแหน่งข้าราชการการเมืองและหากไม่อยู่ในข้อห้าม ก็สามารถแต่งตั้งได้

“กิตติพงษ์”เรียก “พล.ต.อ.ทวี” ชี้แจงอำนาจสอบคดีจัดซื้อจัดจ้างพิมพ์บัตรเลือกตั้ง หลัง กกต. งัดข้อ อ้างอำนาจสอบ โดดป้องต้องทำไปตามหน้าที่ ด้าน “รักษาการอธิบดีดีเอสไอ” โยนกกต.สอบบัตรเลือกตั้งหายเอง พบหลักฐานส่อพิรุธโรงพิมพ์จัดพิมพ์บัตรก่อนเสร็จสิ้นการประกวดราคา
หลังจากที่นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะทำหนังสือทักทวงว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไม่มีอำนาจสอบสวนคดีฮั้วประมูลพิมพ์บัตรเลือกตั้ง และจะเชิญเจ้าหน้าที่ดีเอสไอมาหารือถึงประเด็นอำนาจสอบสวน พร้อมกันเตรียมส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความในเรื่องเดียวกันนั้น
ขณะที่ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยืนยันพร้อมจะส่งพนักงานสอบสวนในคดีฮั้วประมูลการพิมพ์บัตรเลือกตั้งไปพบ เพื่อชี้แจงในประเด็นข้อสงสัย พร้อมทั้งย้ำว่า ดีเอสไอมีอำนาจตามกฎหมายในการสืบสวนสอบสวนคดีดังกล่าว
พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกต หาก กกต.มั่นใจในความบริสุทธิ์ และยืนยันว่าไม่ได้ทำอะไรผิด ก็ควรจะส่งเอกสารมาชี้แจงตามที่ดีเอสไอได้ร้องขอ
ในขณะเดียวกัน นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะรักษาราชการแทนปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวในเรื่องนี้ว่า ตนได้ทราบจากข่าวว่า มีการถกเถียงในประเด็นอำนาจสอบสวนคดี ซึ่งวันนี้ (6 พ.ค.) จะเรียก พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รักษาการอธิบดีดีเอสไอ มาสอบถามข้อเท็จจริง เพราะไม่ต้องการให้กรณีดังกล่าวถูกหยิบยกไปเป็นประเด็นทางการเมือง
เบื้องต้นเห็นว่า ดีเอสไอปฏิบัติตามหน้าที่หลังได้รับการร้องทุกข์กล่าวโทษ เพราะหากไม่ดำเนินการใดๆ ก็จะกลายเป็นว่าดีเอสไอละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ในส่วนของ กกต. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ อาจมองว่าดีเอสไอไม่มีอำนาจสอบสวน ดังนั้น ตนจะเข้าไปตรวจสอบในประเด็นข้อกฎหมายให้ได้ข้อยุติว่า หากดีเอสไอไม่มีอำนาจสอบสวนแล้วหน่วยงานใดสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีที่มีการกล่าวหาองค์กรอิสระได้บ้าง
ด้าน พ.ต.อ.ทวี รักษาการอธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า ดีเอสไอมีอำนาจสอบสวนคดีฮั้วประมูลพิมพ์บัตรเลือกตั้ง เพราะเป็นการประมูลที่มีวงเงินเกิน 100 ล้านบาท และในสัปดาห์หน้าจะเรียกประชุมคณะพนักงานสอบสวนในคดีเพื่อติดตามความคืบหน้าของคดี ส่วนที่นายสุทธิพล เลขาธิการ กกต. จะทำหนังสือเชิญดีเอสไอไปชี้แจงเรื่องอำนาจสอบสวนนั้น ตนยังไม่เห็นหนังสือเชิญและคงไม่เดินทางไปชี้แจง แต่จะมอบหมายให้พนักงานสอบสวนไปพบแทน เพราะกรณีการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งเข้าสู่กระบวนการสอบสวนแล้ว สำหรับเอกสารที่ กกต. ระบุว่าสูญหายและมีบุคคลภายในนำมามอบให้ดีเอสไอนั้น กกต.ต้องสอบสวนภายในว่าเอกสารสำคัญของกกต.สูญหายได้อย่างไร เพราะดีเอสไอคงเข้าไปขโมยออกมาไม่ได้
อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ มีรายงานข่าวจากดีเอสไอเปิดเผยความคืบหน้าในการสอบสวนคดีฮั้วประมูลการพิมพ์บัตรเลือกตั้งว่า พนักงานสอบสวนได้เข้าสอบปากคำพยานบุคคลหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง การจัดส่งบัตรเลือกตั้งไปยังหน่วยเลือกตั้งต่างๆ และการเก็บรักษาบัตรเลือกตั้ง พบพยานเอกสารซึ่งส่อถึงพฤติการณ์ว่าอาจจะมีการฮั้วประมูลเกิดขึ้นโดยในระหว่างที่ขั้นตอนการประมูลจัดซื้อจัดจ้างพิมพ์บัตรเลือกตั้งยังไม่เสร็จสิ้นกระบวนการ โรงพิมพ์ของเอกชนได้จัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งรอไว้ก่อนแล้ว คล้ายกับรู้ล่วงหน้าว่าจะได้รับงาน ซึ่งเรื่องนี้อาจเป็นการประสานสั่งการระดับผู้ปฏิบัติงาน โดยผู้บริหารระดับสูงของ กกต.อาจไม่รู้รายละเอียด แต่ในฐานะผู้บังคับบัญชาอาจปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้

ข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยที่คุณไม่อาจหาอ่านได้จากสื่อ
"ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญไปทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกิดจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งสิ้น ความไม่ยุติธรรมนี่แหละ เป็นเหตุแห่งการที่ประชาชนต้องมารวมตัวกันต่อสู้ เพื่อให้ความยุติธรรมกลับมาสู่สังคมของเขา"
ทักษิณ ชินวัตร
1 พ.ย. 51