WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, May 9, 2008

สมัชชาชาวพุทธ!ร่วมหนุนแก้รธน.เรียกร้องบรรจุศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ

สมัชชาชาวพุทธแห่งประเทศไทย นำรายชื่อกว่าแสนรายชื่อร่วมสนับสนุนแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เรียกร้องให้มีการบรรจุพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ชาวพุทธจากหลายองค์กรรวมตัวชุมนุมร่วมกับ คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือ คปพร.พร้อมมอบรายชื่อผู้สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อยื่นกับประธานรัฐสภา ส.ส. และ ส.ว. เพื่อเร่งเสนอญัตติเข้าที่ประชุมรัฐสภา ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมอีก 1 แสนรายชื่อ พร้อมเรียกร้องให้มีการบรรจุพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทำให้มีรายชื่อผู้สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วกว่า 2 แสนรายชื่อ

ขณะที่กลุ่มคนรักอุดร ได้แดินทางเข้าร่วมชุมนุมอีกจำนวนกว่า 5 คันรถ ทำให้ขณะนี้มีผู้ชุมนุมหน้าอาคารรัฐสภาจำนวนกว่าหมื่นคน และได้มีการนิมนต์พระสงฆ์เข้าร่วมสวดมนต์ ตามพิธีทางพระพุทธศาสนา ขณะที่ ส.ส.จากพรรคร่วมรัฐบาล จำนวน 50 คน จะเดินทางเข้ารับน้ำพระพุทธมนต์ ก่อนรับหนังสือตามข้อเรียกร้องให้มีการเปิดประชุมรัฐสภา เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป



คปพร.บุกสภาฯยื่นฉันทามติปชช.คว่ำรธน.เผด็จการ ย้ำนำฉบับ 40 มาปรับใช้

คปพร. นำขบวนคนรักประชาธิปไตยกว่าหมื่นคนร่วมชุมนุมอย่างสงบที่หน้ารัฐสภา เตรียมยื่นร่าง รธน.ที่ได้รับฉันทามติจากประชาชนทั่วประเทศให้กับประธานรัฐสภา เพื่อนำไปเป็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการให้เป็นประชาธิปไตย

คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือ คปพร. นำโดยนพ.เหวง โตจิราการ นายจรัล ดิษฐาอภิชัย พร้อมประชาชนผู้รักประชาธิปไตยกว่าหมื่นคนเดินทางมารวมตัวกันที่หน้ารัฐสภา และยังคงทยอยเดินทางเข้ามาร่วมชุมนุมอย่างต่อเนื่อง เพื่อแสดงฉันทามติ ยื่นรายชื่อประชาชน จำนวน 150,000 รายชื่อ ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมยื่นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับ 2540 ก. ฉบับประชาชน แก่ประธานรัฐสภา โดยต้องการเรียกร้องให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 และนำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มาปรับใช้แทน

ด้าน นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข หนึ่งในคณะกรรมการประชาชนเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือ คปพร. และแกนนำ นปช. ยืนยันเจตนารมณ์การยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อประธานรัฐสภาในวันนี้เพื่อต้องการเรียกร้องให้นำรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 กลับมาใช้ เนื่องจากฉบับ 2550 ไม่ใช้รัฐธรรมนูญแต่เป็นกฎหมายที่กลุ่มปฏิวัติร่างขึ้นมาด้วยความไม่ชอบธรรมและถือเป็นกฎหมายของเผด็จการ โดยในวันนี้นอกจากจะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2540 ที่ร่วมกันร่างขึ้นโดย คปพร. และประชาชนทั่วประเทศ ต่อประธานรัฐสภาแล้วยังจะยื่นต่อ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลด้วยเพื่อนำเข้าเสนอญัตติต่อที่ประชุมรัฐสภาต่อไป

อย่างไรก็ตาม ได้มีการนำรถติดเครื่องขยายเสียงขนาดใหญ่ จำนวน 4 คัน มาจอดไว้ด้านหน้ารัฐสภาเพื่อใช้ในการปราศรัย ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จัดกำลังชุดปฏิบัติการณ์พิเศษติดโล่กำบัง และกระบองจำนวนหลายสิบนายคอยดูแลความสงบเรียบร้อย ตั้งแต่บริเวณลานพระราชวังดุสิต ขณะที่รัฐสภาก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจวางกำลังรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดเช่นกัน



Wednesday, May 7, 2008

ครม.ชงพระราชกฤษฎีกาปิดสภา


พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุม ครม.อนุมัติให้จัดทำร่างพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญทั่วไป พ.ศ.2551 เนื่องจากได้มีการประชุมครบ 120 วัน โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 20 พ.ค.นี้ และให้สำนักเลขาธิการ ครม.นำขึ้นทูลเกล้าฯถวายต่อไป

“ทักษิณ” แจงกรณีมีชื่อบนธงชาติ

วันเดียวกัน เว็บไซต์เดลี่ เทเลกราฟ ของอังกฤษได้เผยแพร่คำให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถึงกรณีที่ปรากฏชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณอยู่บนธงชาติที่สนามซิตี้ ออฟ สเตเดียม ของสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ว่า ได้สังเกตเห็นธงชาติไทยที่มีชื่อของตนในการแข่งขันฟุตบอลระหว่างทีมแมนฯซิตี้กับทีมฟูแลม แล้ว แต่ไม่สามารถสั่งให้ทีมงานปลดธงดังกล่าวลง เนื่องจากกำลังดูการแข่งขันอยู่ อย่างไรก็ตาม แฟนฟุตบอลทราบดีว่าคนในประเทศไทยไม่พอใจกับพฤติกรรมดังกล่าว และเรียกร้องให้ตนออกมาแสดงความเสียใจ

นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่สื่อมวลชนอังกฤษโจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่สั่งให้นักเตะแมนฯซิตี้ต้องไหว้ทักทาย พ.ต.ท.ทักษิณ และไหว้แฟนบอลก่อนลงแข่งขันว่า ไม่ทราบว่าเรื่องนี้มีจริงหรือไม่ แต่การโค้งให้ความเคารพเป็นเรื่องปกติ และหากสังคมตะวันตกรู้จักแสดงความเคารพผู้ใหญ่เหมือนสังคมตะวันออกบ้างก็ดี แต่ก็คงไม่มีอะไร เพราะเป็นเรื่องเล็กน้อย

อ่านรายละเอียด ไทยรัฐ

พปช.ให้กรรมการบริหารพรรคชี้ขาดตำแหน่งประธานสภาฯ

พรรค พปช. 6 พ.ค. - “อารีเพ็ญ” ระบุการคัดเลือกบุคคลมาทำหน้าที่ประธานสภาฯ ควรเป็นไปตามสัดส่วนของแต่ละภาค ชี้ขึ้นกับการพิจารณาของ กก.บห.พรรค คาดสัปดาห์หน้าได้ข้อยุติ “สมพงษ์” ยืนยันการพิจารณาไม่มีใบสั่งจากผู้ใหญ่ ย้ำเป็นไปตามความเห็นของ กก.บห.พรรค

นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ แกนนำกลุ่มวาดะห์ พรรคพลังประชาชน กล่าวถึงการพิจารณาคัดเลือกบุคคลมาทำหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่า ต้องการให้เป็นไปตามสัดส่วนของแต่ละภาค ถ้าเป็นโควตาของภาคไหน ตัวแทนของภาคนั้นควรได้รับการคัดเลือก เพื่อลดปัญหาความขัดแย้ง ทั้งนี้ ไม่เห็นด้วยหากจะดูเรื่องความเหมาะสมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูเรื่องความชอบธรรมด้วย เพราะแม้ว่านายยงยุทธ ติยะไพรัช จะเข้ามาดำรงตำแหน่งตั้งแต่ครั้งแรกและไม่ใช้โควตาพรรคก็ตาม แต่เมื่อเข้ามาทำหน้าที่แล้วลาออกไป ก็ควรให้คนภาคนั้นเข้ามาทำหน้าที่แทน เพื่อไม่ให้เกิดความลักลั่น และชี้แจงกับทุกฝ่ายได้ อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า ไม่ว่าจะเป็นนายชัย ชิดชอบ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) หรือนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร มีความเหมาะสมที่จะเข้ามาทำหน้าที่ในตำแหน่งประธานสภาฯ

นายอารีเพ็ญ กล่าวว่า ส่วนมติพรรคเกี่ยวกับเรื่องนี้ อยากให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นผู้ตัดสิน จะอาศัยการโหวตของ ส.ส.คงไม่ได้ เพราะถ้าผู้ใหญ่ในพรรคตัดสินใจออกมาอย่างไร เชื่อว่าทุกฝ่ายคงยุติ และหมดปัญหาเรื่องความขัดแย้ง ซึ่งคาดว่าภายในสัปดาห์หน้า การพิจารณาเรื่องดังกล่าวคงจะเรียบร้อย และหัวหน้าพรรคจะร่วมพิจารณาด้วย

ขณะที่นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน และประธานภาคเหนือ กล่าวยืนยันว่า ตำแหน่งประธานสภาฯ อย่าไปมองว่าจะเป็นเรื่องของโควตา และไม่มีใบสั่งมาจากผู้ใหญ่คนใด เพราะต้องพิจารณาไปตามความเห็นจากคณะกรรมการบริหารพรรค ซึ่งต้องพิจารณาในหลาย ๆ ด้าน รวมถึงเรื่องของกระแสสังคม อย่างไรก็ตาม ขอย้ำว่า ปัญหาในการพิจารณาดังกล่าวคงจะได้ข้อยุติในสัปดาห์หน้า

“การเข้ามาดำรงตำแหน่งอันทรงเกียรติ คนที่เข้ามาต้องเหมาะสมทุกอย่าง ดังนั้น ผู้ใหญ่ในพรรคคงต้องคัดสรรคนที่เหมาะสมเข้ามาทำงาน” นายสมพงษ์ กล่าว. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-06 18:34:07


รัฐบาลเตรียมส่งทีมแพทย์พยาบาล และหน่วยเคลื่อนที่เร็ว เข้าช่วยเหลือพม่าทันทีที่มีการตอบรับ

รัฐบาลเตรียมส่งทีมแพทย์พยาบาล และหน่วยเคลื่อนที่เร็ว รวม 40 ชุดเข้าช่วยเหลือสหภาพพม่าทันทีที่มีการตอบรับ
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากสถานการณ์พายุไซโคลนนาร์กีส ถล่มสหภาพพม่าทำให้ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง รัฐบาลไทยจึงเพิ่มความช่วยเหลือจากเดิมที่กระทรวงการต่างประเทศจะส่งเงิน 1 แสนดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุขเตรียมจัดชุดเวชภัณฑ์ จำนวน 30 ตัน และสภากาชาดไทยจัดเตรียมของกินของใช้จำนวน 12 ตัน พร้อมเตรียมชุดแพทย์-พยาบาล 20 ทีม และหน่วยเคลื่อนที่เร็วเพื่อป้องกันโรคระบาด 20 ทีม เตรียมส่งไปยังสหภาพพม่าได้ทันทีเมื่อพม่าตอบรับ



พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชสาส์นถึง ประธานสภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐแห่งสหภาพพม่า กรุงย่างกุ้งแสดงความเสียพระราชหฤทัย กรณีเกิดพายุไซโคลน


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชสาส์นถึงประธานสภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐแห่งสหภาพพม่า กรุงย่างกุ้ง แสดงความเสียพระราชหฤทัย กรณีเกิดพายุไซโคลนนาร์กิส ที่สหภาพพม่า ดังนี้
ฯพณฯ ประธานสภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ แห่งสภาพพม่า กรุงย่างกุ้ง
ข้าพเจ้าและสมเด็จพระราชินีรู้สึกเศร้าสลดใจยิ่งนัก ที่ได้ทราบข่าวพายุโซโคลน "นาร์กีส" ในประเทศของท่าน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากและก่อให้เกิดความเสียหายอย่างหนัก ข้าพเจ้าและสมเด็จพระราชินีขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งมายังท่านและประชาชนชาวพม่า ตลอดจนครอบครัวของผู้เสียชีวิตจากการสูญเสียอันน่าเศร้าและใหญ่หลวงครั้งนี้

(พระปรมาภิไธย) ภูมิพลอดุลยเดช ปร.



พุทธศาสนา ศาสนาประจำชาติ

• เปิดร่างแรก
คปพร.-ระดมพลใหญ่8พ.ค.
คปพร.เดินหน้าแก้ รธน.50 คลอดร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 40 ก. พร้อมเตรียมยื่น 1.5 แสนรายชื่อสนับสนุนจากทั่วประเทศ ถึงมือประธานสภาฯ 8 พฤษภานี้ นัดรวมพลังแสดงเจตนารมย์หน้ารัฐสภา 9 โมงตรง เผยไม่แตะหมวด 1-2 ส่วนที่เหลือใช้ปี 40 เป็นตัวตั้ง ทั้งยังบรรจุศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ แต่ให้เสรีภาพในการเลือกนับถือศาสนา “หมอเหวง” จี้กลุ่มค้านนอกสภายุติบทบาทได้แล้ว ส่วนนัดกินข้าว 6 พรรควันนี้ไม่เน้นเรื่องแก้ รธน.

การแก้ไข รธน.50 กำลังสุกงอมเต็มที่ โดยในตอนสายวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) ได้เปิดแถลงข่าวถึงรายชื่อของประชาชนจังหวัดต่างๆ ทั่วทั้งประเทศที่ร่วมกันสันบสนุน “ยกเลิกรธน.50 เอารธน.40 คืนมา” และร่าง รธน.40ก. ที่จะมีการนำเสนอต่อรัฐบาล ณ ห้องสีดา โรงแรมรัตนโกสินทร์

กิจกรรมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมการชุมนุมอย่างคับคั่งรวมทั้งบรรดาแกนนำขององค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นายจรัล ดิษฐาอภิชัย นายแพทย์เหวง โตจิราการ แกนนำคปพร ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.)นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ แกนนำ นปช. นายชินวัตร หาบุญพาด นายกสมาคมพิทักษ์ผลประโยชน์ผู้ขับรถแท็กซี่ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ประธานกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย

1.5แสนชื่อหนุนแก้รธน.50
นายจรัล ดิษฐาอภิชัย กล่าวว่า กลุ่ม คปพร. ได้ดำเนินการเพื่อให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 มาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2551 แล้ว โดยได้มีการจัดเวทีอภิปราย เพื่อสร้างความรู้ และความเข้าใจให้กับพี่น้องประชาชนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550

โดยมีการเดินสายจัดเวทีอภิปราย 8 ครั้ง ครั้งแรกจัดที่สวนลุมพินี ในวันที่ 4 เมษายน ที่ผ่านมา ครั้งที่ 2 จัดที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ในวันที่ 8 เมษายน ครั้งที่ 3 จัดที่จังหวัดอุดรธานี วันที่ 11 เมษายน ครั้งที่ 4 จัดที่จังหวัดขอนแก่น ในวันที่ 18 เมษายน ครั้ง5 จัดที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในวันที่ 20 เมษายน ครั้งที่ 6 จัดที่จังหวัดเชียงใหม่ วันที่ 21 เมษายน 2551 ครั้งที่ 7 จัดที่กรุงเทพมหานคร เขตดอนเมือง ในวันที่ 27 เมษายน และครั้งล่าสุดจัดที่จังหวัดยะลา ในวันที่ 3 พฤษภาคม

นายจรัล กล่าวด้วยว่า การจัดเวทีอภิปรายในแต่ละครั้งได้รับความสนใจจากพี่น้องประชาชนในแต่ละจังหวัดเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีประชาชนมาร่วมฟังการอภิปรายนับพันคนทุกครั้ง และตอนนี้ได้รวบรวมรายชื่อเพื่อที่จะนำไปยื่นให้กับประธานรัฐสภา พร้อมกับร่างรัฐธรรมนูญที่ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในวันที่ 8 พฤษภาคม ซึ่งรายชื่อที่รวบรวมมาได้ทั่วประเทศนั้น มีมากถึง 150,000 รายชื่อ

อ่านรายละเอียด ประชาทรรศน์


หลักฐานโรงพิมพ์มัดกกต. สั่งพิมพ์บัตรก่อนจบประมูล

ดีเอสไอ พบหลักฐานชัดมัด กกต. ไม่หลุด ทั้ง ใบสั่งพิมพ์บัตร – ใบสั่งซื้อกระดาษจำนวนมาก ส่อพิรุธโรงพิมพ์รับงานจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งก่อนประกวดราคาเสร็จสิ้น ด้าน “ธาริต” เผยมูลค่าวงเงินรวมสูงกว่า 130 ล้านบาท ยันมีอำนาจสอบเต็มที่ เตรียมสรุปหลักฐานถึงมือ รก.ปลัดยุติธรรม วันนี้ ยังกังขายื้อเพื่ออะไร ขณะที่ กกต. ปัดตั้งแง่ ท้าไม่กลัวถูกตรวจสอบ วอนหยุดให้ข่าวทำองค์กรเสียหาย

หลังจากเกิดเป็นข้อพิพาทระหว่าง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ถึงอำนาจในการสอบคดีฮั้วประมูลและทุจริตพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ของ กกต. โดยตลอดที่ผ่านมา กกต. พยายามหยิบยกประเด็นดังกล่าวมาเป็นข้ออ้าง ส่งผลให้การสอบสวนในคดีดังกล่าวเป็นไปอย่างล่าช้า เนื่องจากไม่ได้รับความร่วมมือจาก กกต. เท่าที่ควร โดยเฉพาะในเรื่องของเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดนั้น

ล่าสุดทางดีเอสไอ ได้ส่งเอกสารหลักฐานและข้อมูลสอบสวนเบื้องต้นในคดีดังกล่าวให้กับ นายกิตติพงษ์ กิตติยารักษ์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อพิจารณาแล้ว โดยยืนยัน ดีเอสไอ สามารถสอบสวนและทำคดีได้ เนื่องจากมีข้อกฎหมายเปิดช่องไว้ อีกทั้งยังพบหลักฐานระบุถึงการจัดซื้อจัดจ้างของ กกต. มีมูลค่ารวมกว่า 130 ล้านบาทด้วย

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ รองอธิบดีดีเอสไอ ในฐานะผู้รับผิดชอบคดีดังกล่าว ให้สัมภาษณ์ว่า ทางดีเอสไอได้ชี้แจงให้นายกิตติพงษ์ ทราบถึงอำนาจในเรื่องที่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากเข้าข่ายตามกฎหมายสอบสวนคดีพิเศษ ที่กำหนดให้ดีเอสไอมีอำนาจดำเนินคดี ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ ซึ่งระบุไว้ว่า หากมีการจัดซื้อจัางอยู่ในวงเงินงบประมาณแผ่นดินเกิน 100 ล้านบาทแล้ว ทางดีเอสไอมีอำนาจเต็มที่ในการดำเนินการสอบสวน

ทั้งนี้ ดีเอสไอมีหลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ได้ว่า กกต. มีการจัดซื้อจัดจ้างในจำนวนเงินมากถึง 130 ล้านบาท ซึ่งระบุชัดเจนอยู่ในใบประกวดราคาการจัดซื้อจัดจ้าง ที่มี นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. เป็นผู้ประกาศจัดซื้อ ถึงแม้ว่าต่อมาจะมีการเปลี่ยนแปลงการจัดซื้อจัดจ้าง โดยแบ่งแยกโรงพิมพ์ ซึ่งในแต่ละรายมีวงเงินไม่ถึง 100 ล้านบาท แต่ตรงนี้ไม่ถือเป็นสาระสำคัญ เพราะโดยความจริงแล้ว คดีนี้ต้องพิจารณาตามเจตนาหลักในการจัดซื้อจัดจ้างในวงเงินรวมตามที่กำหนดเอาไว้

ดังนั้น ดีเอสไอจึงมีอำนาจชอบธรรมสามารถเข้าไปตรวจสอบเรื่องนี้ได้ ทั้งนี้ ทางรองปลัดกระทรวงยุติธรรมเมื่อได้รับทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว ก็มีความเห็นตรงกันว่าได้ทำถูกต้องแล้ว อย่างไรก็ดี เพื่อความสบายใจของแต่ละฝ่าย จะได้เชิญ กกต. ให้ส่งที่ปรึกษาเข้ามาร่วมตรวจสอบด้วย หลังจากเข้าพบ เลขาธิการ กกต. และทาง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รักษาการอธิบดีดีเอสไอ ได้เชิญให้ กกต. มาเข้าร่วมในการสอบสวนแล้ว แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด

“ก่อนนนหน้านี้ ดีเอสไอได้ทำหนังสือขอความร่วมมือ กกต. จัดส่งหลักฐานเอกสารมาให้ตรวจสอบก็มีอาการนิ่งเฉย ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดจึงยังไม่ดำเนินการตามที่ร้อง ส่วนตัวผมพร้อมเสมอที่เข้าไปชี้แจงให้ กกต.ทราบถึงขอบข่ายอำนาจหน้าที่ แต่ขณะเดียวกันก็อยากให้ กกต. พร้อมมอบหลักฐานมาให้ตรวจสอบด้วยเช่นกัน ท่าทีของ กกต. มีแต่ข้อโต้แย้งในเรื่องอำนาจ” รองอธิบดีดีเอสไอ กล่าว

ด้าน นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ยุติธรรม เห็นในเรื่องนี้เช่นกันว่า ดีเอสไอมีอำนาจสอบสวนคดีทุกคดีที่มูลค่าความเสียหายเกิน 100 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งคดีทุจริตพิมพ์บัตรเลือกตั้งเบื้องต้นมีมูลค่าความเสียหาย 135 ล้านบาท

ขณะที่ แหล่งข่าวระดับสูงในดีเอสไอ ระบุถึงความคืบหน้าในการสอบสวนคดีดังกล่าว พบมีหลักฐานที่ทำให้เชื่อได้ว่า มีการสั่งให้อนุมัติพิมพ์บัตรเลือกตั้งก่อนที่กระบวนการในการประมูลจะสิ้นสุด โดยในช่วงที่ดีเอสไอดำเนินการตรวจสอบหาหลักฐานที่โรงพิมพ์ในแต่ละแห่งนั้น ได้ตรวจพบเอกสารที่มีการสั่งให้ดำเนินการในขั้นตอนสายการผลิตล่วงหน้า อีกทั้งยังพบใบรายการสั่งซื้อกระดาษที่ใช้สำหรับพิมพ์บัตรเลือกตั้งจำนวนมากอีกด้วย โดยสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดเกิดก่อนที่จะมีการพิจารณาประมูลเรื่องการจัดจ้างจัดซื้อจะแล้วเสร็จ

“หลักฐานเหล่านี้บ่งชี้ได้ว่ามีการทุจริตและฮั้วพิมพ์บัตรเลือกตั้งอย่างแน่นอน และเป็นหลักฐานที่ยืนยันให้รู้ถึงว่าโรงพิมพ์ดังกล่าวจะได้รับการสั่งให้พิมพ์บัตรเลือกตั้ง ขณะนี้เรื่องอยู่ระหว่างตรวจสอบหาตัวผู้ที่ดำเนินการสั่งให้โรงพิมพ์ จัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งล่วงหน้า เพื่อนำตัวมาสอบสวนและขยายผลต่อไป” แหล่งข่าวระบุ และว่า ในวันที่ 7 พฤษภาคมนี้ ทางดีเอสไอจะมีการสรุปเรื่องทั้งหมดส่งให้รองปลัดกระทรวงยุติธรรมรับทราบ

อย่างไรก็ดี มีรายงานข่าวออกมาก่อนหน้านี้เช่นกันว่า หลังจากพนักงานสอบสวนของดีเอสไอได้เข้าสอบปากคำพยานบุคคลหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง การจัดส่งบัตรเลือกตั้งไปยังหน่วยเลือกตั้งต่างๆ และการเก็บรักษาบัตรเลือกตั้ง พบพยานเอกสารซึ่งส่อถึงพฤติการณ์ว่า อาจจะมีการฮั้วประมูลเกิดขึ้นโดยในระหว่างที่ขั้นตอนการประมูลจัดซื้อจัดจ้างพิมพ์บัตรเลือกตั้งยังไม่เสร็จสิ้นกระบวนการ โรงพิมพ์ของเอกชนได้จัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งรอไว้ก่อนแล้ว คล้ายกับรู้ล่วงหน้าว่าจะได้รับงานดังกล่าว ซึ่งเรื่องนี้อาจเป็นการประสานสั่งการล่วงหน้าเพื่ออะไรบางอย่าง

ขณะเดียวกัน พ.ต.อ.ทวี รักษาการอธิบดีดีเอสไอ จะเรียกประชุมคณะพนักงานสอบสวนเพื่อติดตามความคืบหน้าของคดีดังกล่าวในสัปดาห์หน้า

ในอีกด้านหนึ่ง นายสุทธิพล เลขาธิการ กกต. กล่าวชี้แจงว่า การที่ กกต.ประสานขอหารือกับทางดีเอสไอไม่ได้เป็นการตั้งแง่ หรือกลัวถูกตรวจสอบ แต่เป็นเรื่องของหลักการที่ต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะเป็นความเกี่ยวข้องระหว่างหน่วยงานที่เป็นฝ่ายบริหารและองค์กรอิสระ เพื่อไม่ให้เป็นการแทรกแซง ทั้งนี้ ยังเห็นด้วยกับการที่นายกิตติพงษ์ รักษาการแทนปลัดกระทรวงยุติธรรม จะเข้ามาประสานความร่วมมือ และหาข้อยุติให้กับเรื่องดังกล่าว

ทั้งนี้ เลขาธิการกกต.ยังขอความร่วมมือกับดีเอสไอ ให้ยุติการนำเสนอข่าวในระหว่างที่คดียังไม่ยุติ เพราะจะส่งผลเสียหายต่อภาพลักษณ์ กกต.

ส่วนความคืบหน้าที่ กกต.มีมติให้สำนักกฎหมายและคดีของ กกต.ตรวจสอบว่า ดีเอสไอมีอำนาจในการตรวจสอบการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งหรือไม่นั้น ตนได้ลงนามตามมติของกกต. เพื่อส่งไปยังดีเอสไอว่า ดีเอสไอไม่มีอำนาจตรวจสอบ

“คิดว่าจุดมุ่งหมายทั้งดีเอสไอ และ กกต.เหมือนกัน คือต้องการจัดการคดีทุจริตเลือกตั้ง แต่ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายถือเป็นอำนาจของ กกต. ก็ควรจะปล่อยให้ กกต.ดำเนินการต่อไป ส่วนกรณีฮั้ว เป็นเรื่องของ สตง. (สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน) และ ป.ป.ช. (สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) แต่ถ้าดีเอสไอเข้าใจว่าตนเองมีอำนาจ ก็ขอให้ไปทบทวนเรื่องวงเงินของสัญญาแต่ละฉบับ และบัตรเลือกตั้งที่แยกกันอย่างชัดเจน” เลขาธิการ กกต. กล่าว


‘ลุงชัย’ลอยลำประธานสภาฯ ชี้สเป็กเข้าตา‘อาวุโส-เก๋าเกม’

เลือกประธานสภาฯ คนใหม่ลงตัว เผย“ชัย ชิดชอบ” นำโด่งเข้าวินรอบแรก เหตุเพราะตรงสเป็กทั้งอาวุโส เป็นที่ยอมรับของ ส.ส. และเก๋าเกม แต่ยังต้องรอกรรมการบริหารพรรคพิจารณาอย่างเป็นทางการหลัง “หมอเลี้ยบ” กลับจากสิงคโปร์ พร้อมเตรียมบรรจุระเบียบวาระเลือกประธานคนใหม่เข้าสภาฯ 14 พ.ค.นี้

ในการประชุมพรรคพลังประชาชน เมื่อบ่ายวันที่ 6 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ที่มีการคาดหมายกันว่าจะมีการหารือถึงผู้จะเข้ามาชิงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร แทนนายยงยุทธ ติยะไพรัช ซึ่งสุดท้ายมีคู่ชิงคนสำคัญเพียง 2 คนเท่านั้น คือ นายชัย ชิดชอบ ที่ได้รับการสนับสนุนจาก ส.ส.สายอีสาน และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ที่ได้รับการสนับสนุนจาก ส.ส.ภาคเหนือ

อย่างไรก็ตาม หลังการประชุม นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน ได้ออกมาระบุว่าที่ประชุมพรรคยังไม่ได้ข้อสรุปเรื่องบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากต้องรอการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคก่อน ซึ่งพรรคมอบหมายให้ตนเป็นผู้นัดหมาย ระหว่างนี้ก็จะใช้เวลาเพื่อหาบุคคลที่เหมาะสม หากคณะกรรมการบริหารพรรคเห็นว่าเป็นผู้ใดก็ถือเป็นสิ้นสุด โดยสภาฯ จะบรรจุระเบียบวาระเลือกประธานสภาฯ คนใหม่ในวันที่ 14 พ.ค.

อีกทั้งการเลือกประธานสภาฯไม่จำเป็นจะต้องมีการโหวต และคาดว่าจะมีการเสนอชื่อเพียงบุคคลเดียว ส่วนจะเป็นนายชัย ชิดชอบ หรือไม่ ตนไม่ทราบว่าสมาชิกพรรคจะเสนอใครบ้าง แต่เท่าที่เห็นจากข่าวน่าจะเป็นนายชัย อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับมติกรรมการบริหารพรรค

ดังนั้น การยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงอาจไม่ทันกำหนดปิดสมัยสามัญประชุมสภาฯ ในวันที่ 19 พ.ค. ซึ่งอาจเป็นไปได้ที่จะยื่นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในการประชุมสภาสมัยวิสามัญ ที่รัฐบาลเตรียมขอเปิดในช่วงปลายเดือนมิ.ย. เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 6 พรรคจะพิจารณาเรื่องดังกล่าว

ด้าน ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า ในการเสนอชื่อเข้าดำรงตำแหน่งประธานสภาฯนั้น ขึ้นอยู่กับอำนาจการตัดสินใจของนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด 36 คน และตอนนี้ยังไม่มีการหารือเพราะหัวหน้าพรรคยังไม่ว่าง อีกทั้งต้องรอกรรมการบริหารคือ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี กลับมาจากประเทศสิงคโปร์ก่อน หากหัวหน้าพรรคพร้อมที่นำเรื่องนี้มาพิจารณาวันไหน ก็พร้อมที่จะเรียกกรรมการบริหารพรรคมาประชุมทันที

ซึ่งคุณสมบัติของบุคคลที่พรรคจะนำมาคัดเลือกนั้นต้องดูในเรื่องของความเหมาะสม และมีความอาวุโสในการทำงาน และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายด้วย

แหล่งข่าวพรรคพลังประชาชน เปิดเผยว่าค่อนข้างมีความชัดเจนแล้วว่า บุคคลที่ได้รับคัดเลือกคือนายชัย ชิดชอบ เนื่องจากความอาวุโส และมีความประนีประนอมสูง รวมทั้งเป็นที่ยอมรับของ ส.ส.ในพรรค แต่ที่พรรคยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ในขณะนี้ เพราะต้องผ่านกระบวนการประชุมของกรรมการบริหารพรรคเสียก่อน ซึ่งตอนนี้ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อยู่ระหว่างเดินทางไปต่างประเทศ

อย่างไรก็ดีก่อนการประชุมพรรคพลังประชาชน ได้มีการแสดงความคิดเห็นต่อเรนื่องวดังกล่าวกันไว้อย่างกว้างขวาง

นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ในฐานะรองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวว่าการสรรหาผู้เหมาะสมเป็นประธานสภาฯ คงไม่นำไปสู่ความแตกแยกในพรรค เพราะสุดท้ายทุกคนจะเข้าใจว่าพรรคจะต้องหาคนที่มีประสบการณ์ เป็น ส.ส.มานานพอสมควร ต้องเข้าใจข้อบังคับและ ส.ส. เป็นอย่างดี ที่สำคัญคือต้องมีความเก๋าในการควบคุมการประชุมสภาให้เรียบร้อย

นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และส.ส.ภาคอีสานพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ส.ส.ภาคอีสานพร้อมสนับสนุนนายชัย เนื่องจากมีคุณสมบัติที่เหมาะสม อีกทั้งเป็นผู้อาวุโส มีประสบการณ์สูง ซึ่งในสภาฯ ก็เป็นที่ยอมรับ

ด้าน นายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ตำแหน่งประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ คงไม่ถือเป็นสัดส่วนของภาคเหนือ เพราะต้องพิจารณาตามคุณสมบัติและความเหมาะสม ส่วนจะเสนอชื่อใครนั้นขึ้นอยู่กับที่ประชุมที่จะหารือกัน

ขณะที่ นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน ในฐานะแกนนำกลุ่มวาดะห์ ยืนยันว่าสนับสนุน นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ให้เป็นประธานสภาฯ และส่วนตัวอยากให้มีการเสนอรายชื่อประธานสภาฯก่อนที่จะปิดสมัยประชุมในสัปดาห์หน้า

ทางด้านนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่า ในการสรรหาบุคคลมาดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้น ขอให้พรรคพลังประชาชน สรรหาบุคคลที่นอกจากมีความรู้ความสามารถแล้ว จะต้องเป็นที่ยอมรับจากพรรค และจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย เนื่องจากขณะนี้รัฐบาลกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ดังนั้นหากนำบุคคลที่ไม่เป็นที่ยอมรับมาดำรงตำแหน่งอีกอาจเป็นการเพิ่มปัญหา



‘ปราบปรามทุจริต’เป็นยุทธศาสตร์ชาติครม.เห็นชอบแล้ว

ครม.มีมติเห็นชอบตามที่ ป.ป.ช. เสนอให้บรรจุการปราบปรามทุจริตเป็นยุทธศาสตร์ชาติ พร้อมให้ทุกหน่วยงานราชการบรรจุเอาไว้ในแผนบริหารงานระยะ 4 ปี มอบหมาย ปปท. พร้อมด้วย กพ.และ กพร. เป็นเจ้าภาพดำเนินการ และให้สำนักงบประมาณจัดสรรเงินเพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม

จากกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เสนอแผนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เพื่อแก้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นในวงราชการ นั้น

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ได้มีการนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาและที่ประชุม ครม. ได้เห็นชอบเรื่องดังกล้าวและมีมติให้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) สำนัก
งานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ(ก.พ.ร.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ปปท.) ไปดำเนินการพิจารณาในรายละเอียด เพื่อให้นำไปสู่การลงมือปฏิบัติของหน่วยงานราชการต่างๆ

กรณีดังกล่าว พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ที่ประชุมเห็นชอบตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอแผนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตไปสู่การปฏิบัติ โดยให้หน่วยงานในภาครัฐนำแนวทางและมาตรการตามยุทธศาสตร์ชาติฯ ไปเป็นกรอบ ทิศทางประสานงานความร่วมมือในการดำเนินการและปราบปรามการทุจริต

แปลงไปสู่การปฏิบัติ โดยกำหนดไว้ในแผนบริหารราชการ 4 ปี โดยมีสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ เป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติฯ ในภาครัฐ รวมถึงให้สำนักงบประมาณ สนับสนุนงบประมาณให้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบด้วย เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดังกล่าวไปได้อย่างเป็นรูปธรรม