WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, May 9, 2008

ออส.ยืดเวลาสอบวินัยร้ายแรง 3 ปม “เสรีพิศุทธ์” อีก 60 วัน

อัยการสูงสุด ทำหนังสือแจ้ง นายกฯ ขอขยายเวลาสอบ “เสรีพิศุทธ์” อีก 60 วัน เหตุยังสอบพยานไม่ครบถ้วน เปิดทางขยายปมสอบเพิ่ม หากพบความผิดอื่นๆ ด้วย

วันนี้ (9 พ.ค.) นายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด (อสส.) ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร) กล่าวถึงความคืบหน้าการสอบสวนใน 3 ประเด็น ว่า เนื่องจากการสอบสวนจะครบกำหนดเวลาที่จะต้องสรุปข้อกล่าวให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ทราบภายในสัปดาห์หน้า แต่การสอบพยานยังไม่ครบถ้วน จึงได้ทำหนังสือถึงนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อขอขยายระยะเวลาการสอบสวนเพิ่มอีก 60 วัน โดยตนมั่นใจว่าจะดำเนินการสอบสวนเรื่องนี้ให้เสร็จทันตามที่กฎหมายกำหนด

พร้อมกับย้ำว่า การสอบสวนขณะนี้ยังครอบคลุมเฉพาะ 3 ประเด็นตามที่นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งตามหนังสือสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 5 มีนาคม 2551 ให้สอบสวนวินัยร้ายแรงกรณี การทำสัญญาเช้ารถตู้ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) มูลค่า 9,800 ล้านบาท การใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมกับผู้ใต้บังคับบัญชา และการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจโดยไม่ชอบ แต่ถ้าระหว่างการสอบสวนพบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความผิดอื่น ตามหน้าที่ตนในฐานะประธานคณะกรรมการสอบฯ ต้องรายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบเพื่อพิจารณาว่า จะสั่งการให้คณะกรรมการชุดตน ดำเนินการสอบสวนต่อในประเด็นอื่นที่ตรวจพบ หรือจะสั่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่เพื่อสอบสวนดำเนินการ



“สมัคร” เปลี่ยนแผนงดบินพม่า ประสานสหรัฐฯ ช่วยผู้ประสบภัย “นาร์กีส”

นายกฯ ล้มเลิกเที่ยวบินอาทิตย์นี้ หวังเชื่อมอเมริกาฯ ช่วยผู้ประสบภัยนาร์กีส หลังพม่าออกเแถลงการณ์จะดูแล ปปช.เอง ส่งหนังสือแสดงความเสียใจ “เต็ง เส่ง” ผ่านสถานทูตไทย

วันนี้ (9 พ.ค.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวภายหลังจากที่ทางการพม่าได้ออกแถลงการณ์จะดำเนินการให้ความช่วยเหลือชาวพม่าผู้ประสบภัยพิบัติจากพายุนาร์กีสเอง โดยไม่พร้อมที่จะให้นานาชาติเข้าไปดำเนินการช่วยเหลือ ว่า จากเดิมตนได้รับการประสานงานมาว่า ทางพม่าเขาพร้อมที่จะรับเรา โดยให้ตนเดินทางไปพม่าในวันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม แต่เมื่อได้ทราบว่า ทางการพม่าออกแถลงการณ์ในลักษณะว่าต้องการให้ต่างชาติส่งของเข้าไปให้แล้ว ทางการพม่าจะดำเนินการดูแลการช่วยเหลือเอง ตนก็คิดว่า ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปพูดจาด้วยตัวเองแล้ว

ดังนั้น เมื่อเวลา 13.30 น. (9 พ.ค.) ตนจึงได้สั่งการให้ทางกระทรวงการต่างประเทศ ส่งหนังสือจากนายกรัฐมนตรีของไทย ไปถึง พล.อ.เต็ง เส่ง นายกรัฐมนตรีพม่า โดยส่งโทรสารไปยังสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงย่างกุ้งแล้ว เพื่อแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และแจ้งถึงการส่งความช่วยเหลือจากรัฐบาลที่ส่งไปแล้ว รวมถึงที่กำลังจะดำเนินการตามไปอีก

รวมทั้งได้แจ้งสิ่งที่ตนอยากจะพูดไปด้วยว่า ตามที่เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ได้มาเข้าพบ และแจ้งขอให้ทางเราช่วยประสานงาน เนื่องจากบัดนี้มีหน่วยงานและองค์กรต่างๆ มากมายที่ประสงค์จะให้ความช่วยเหลือแก่ชาวพม่าที่ประสบภัยพิบัติภายใต้ความร่วมมือในโครงการ World Food Program ซึ่งมีสหรัฐฯ อยู่ข้างหลัง มาปักหลักเตรียมความพร้อมให้การช่วยเหลืออยู่ที่กรุงเทพฯ ซึ่งเขาถือเป็นงานใหญ่ที่เขาต้องการจะเข้าไปช่วยเหลือให้ประชาชนชาวพม่าจำนวนถึง 6 แสนคน ได้มีอาหารบริโภคได้ยาวนานติดต่อกันถึง 6 เดือน แต่ยังติดขัดปัญหาเรื่องวีซ่าและการต้องนำยานพาหนะขนส่งสิ่งของช่วยเหลือเข้าไปในพม่า

ก่อนหน้านี้ นายสมัคร เตรียมที่จะเดินทางไปยังพม่าในวันอาทิตย์นี้ (11 พ.ค.) เพื่อประสานให้นานาชาติได้เข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากพายุไซโคลนนาร์กีส


"อ.วรพล" ตอกลิ่มกระแสแก้รธน.ชี้ฉบับ 2550 กึ่งเผด็จการ

“อ.วรพล” หนุนกระแสแก้ รธน. 50 กลางเวที “แก้ ไม่แก้ รัฐธรรมนูญ คนไทยได้อะไร” ชี้เป็น รธน. กึ่งเผด็จการสืบทอดอำนาจธนาธิปไตย รองรับวงจรอุบาทก์รัฐประหาร อุ้มความผิดเครือข่ายระบบอุปถัมภ์ ชูสองสภาต้องร่วมมือดึงเสียงข้างมากเอา รธน.40 กลับมาโดยเร็ว พร้อมเสนอตั้ง สสร. หลังจากมี รธน.ฉบับใหม่ ก่อนเปิดให้ปชช.ลงมติ

วันนี้ (9 พ.ค.) วิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก เปิดเวทีสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง “แก้ ไม่แก้ รัฐธรรมนูญ คนไทยได้อะไร” ที่ห้องประชุม ดร.เกริก ชั้น 1 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการระดมความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่างๆ ในการวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองในอดีต ปัจจุบัน เพื่อเป็นแนวทางในการคาดการณ์ถึงสถานการณ์การเมืองไทยในอนาคต ซึ่งเป็นสิ่งที่มีผลต่อประชาชนชาวไทยทุกคน

ทั้งนี้ มีวิทยากรเข้าร่วมในการสัมมนา อาทิ รศ.สมชาย ภคภาควิวัฒน์ นักวิชาการอิสระ อ.วรพล พรหมิกบุตร คณะสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ขณะที่มีประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมฟังการสัมมนาวันนี้ ประมาณ 300 คน

รศ.ดร.วรพล พรหมมิกบุตร อ่านแถลงการณ์ แนวทางการสร้างรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยด้วยวิธีสมานฉันทร์ที่ยึดระบบของปวงชนชาวไทยเป็นใหญ่กว่าประโยชน์ของพรรคและกลุ่มการเมืองต่าง ๆ ตามที่ตนได้วิเคราะห์และนำเสนอให้ทราบไปแล้วว่า รธน. 50 เป็นรัฐธรรมนูญแบบกึ่งเผด็จการที่จัดวางตำแหน่งและอำนาจให้แก่กลุ่มอำนาจธนาธิปไตยใหญ่กว่าอำนาจของปวงชนชาวไทย โดยกำหนดบทบัญญัติรองรับวงจรอุบาทก์การแต่งตั้งสืบทอดอำนาจจากคณะรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

ทั้งนี้ ตลอดเวลาที่มีการใช้ รธน. ฉบับดังกล่าว อำนาจธนาธิปไตยใหญ่กว่าอำนาจของปวงชนชาวไทย ไม่ว่าจะเป็นอำนาจการปลด การถอดถอนผู้ที่ประชาชนเลือกตั้งเข้าไป รวมไปถึงอำนาจการยกโทษล่วงหน้าให้แก่กลุ่มสมาชิกเครือข่ายระบบอุปถัมภ์ ทั้งที่ความผิดยังไม่เกิด หรือความผิดที่เกิดขึ้นแล้ว

รศ.ดร.วรพล กล่าวต่อว่า ยังได้เสนอแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญสำคัญต่างๆ ตามที่กลุ่มการเมืองหรือบุคคลสำคัญๆ นำเสนอแล้วเห็นว่า ล้วนแต่เป็นวิธีการที่สามารถทำได้ตามกฎหมาย เป็นวิธีการที่ควรผสมผสานโดยมีขั้นตอนที่เหมาะสม ดังนี้คือ นำสาระสำคัญของ รธน. 40 เดิม ซึ่งมีลักษณะเป็นประชาธิปไตยมากกว่ามาบังคับใช้แทน รธน.50 โดยเร็ว เพื่อให้บุคคลจากวงจรอุบาทก์ไม่สามารถใช้อำนาจหรืออำนาจประชาธิปไตยของปวงชนชาวไทยได้ ซึ่งวิธีการนำ รธน.40 กลับมาใช้โดยเร็ว คือ การแก้ไขตามอำนาจของรัฐสภาตามมาตรา 291 เนื่องจากสมาชิกวุฒิสภาขณะนี้เป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยสามารถที่จะถ่วงดุลเฉลี่ยน้ำหนักเสียงข้างมากข้างน้อยในสภาได้ การนำ รธน.40 มาใช้แทน รธน.50 จึงไม่จำเป็นต้องตั้ง สสร.3 (สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ) และไม่จำเป็นต้องใช้วิธีลงประชามติ เพราะว่าประชามติจะแฝงอยู่ในตัวแทนของประชาชนในรัฐสภาแล้ว

ประการต่อมา หากจะมีการแต่งตั้ง สสร.3 เห็นควรให้การแต่ตั้งโดยอยู่บนพื้นฐานของ รธน.40 ที่นำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อไม่ให้บุคคลที่มาจากวงจรอุบาทก์เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการสรรหาแต่งตั้ง ทั้งนี้ สสร. 3 สามารถดำเนินการศึกษาข้อดีข้อเสียดังกล่าวแล้วปรับปรุงแก้ไข และสร้าง รธน.ให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ในประเด็นนี้ที่พรรคประชาธิปัติย์บอกเป็นจุดอ่อนใน รธน.50 เดิม เรื่องการตรวจสอบก็สามารถเข้าไปแก้ไขได้ตอนนั้น แต่ต้องนำ รธน.40 กลับมาใช้ก่อน

อย่างไรก็ดี เห็นว่าหลังจาก สสร.3 ศึกษา และร่าง รธน. ของ สสร.3 ใหม่แล้ว ยังไม่ให้บังคับใช้ทันทีจนกว่าจะผ่านการพิจารณาของสภาฯ และจนกว่าจะได้รับประชามติจากพี่น้องประชาชน

รศ.ดร.วรพล กล่าวเพิ่มเติมว่า ลำดับที่นำเสนอ คือ ใช้กระบวนการในรัฐสภาโดยอาศัยเสียงข้างมากในสภาทั้งสองสภาร่วมกันนำ รธน.40 กลับมาใช้โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อป้องกันความเสียหายอันอาจจะเกิดมาจากอำนาจเผด็จการ ส่วนที่บางกลุ่มขอเวลาออกไปอีก 1 ปี น่าวิตกกังวลว่าความเสียหายจะเกิดขึ้นอีก เนื่องจากขณะนี้ รธน.50 ส่งผลให้เกิดผลเสียและกระทบต่อวิถีชีวิตของพี่น้องประชาชนอย่างมาก และเมื่อมี รธน.40 ฉบับใหม่ กลับมาใช้แล้วจะใช้ฐานของ รธน.ฉบับดังกล่าวไปร่าง รธน.ฉบับใหม่โดยตั้ง สสร.3 ได้ หลังจากนั้นจึงทำประชามติ

ทั้งนี้ กระบวนการดังกล่าว จะเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นพรรคพลังประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือแม้แต่ นปช. เพราะเป็นการนำข้อเสนอของทุกฝ่ายมารวมกัน ซึ่งหากเห็นประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้งก็ไม่น่าจะขัดแย้ง



สมัคร บินด่วนไปพม่า 11 พ.ค.นี้ เป็นตัวกลางประสานความช่วยเหลือ

สนามหลวง 9 พ.ค. - สมัคร สุนทรเวช บินด่วนไปพม่า 11 พ.ค.นี้ เป็นตัวกลางประสานความช่วยเหลือจากนานาชาติ ด้านเอกอัครราชทูตอังกฤษ เผยอังกฤษให้เงินช่วยเหลือพม่า 46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยืนยันให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้สามารถติดต่อกับทางพม่าได้แล้ว และนัดหมายว่า ตนจะเดินทางไปพม่าในวันที่ 11 พฤษภาคมนี้ เพื่อประสานงานด้านความช่วยเหลือผู้ประสบภัยนาร์กีส

ด้านนายควินทัน เควลย์ (Quinton Qquayae) เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า ได้หารือกับนายสมัคร เกี่ยวกับสถานการณ์ภัยพิบัติในพม่า ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก และรัฐบาลอังกฤษพร้อมจะส่งความช่วยเหลือ แต่ติดปัญหาว่า ไม่สามารถขอวีซ่าได้อย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องติดต่อกับรัฐบาลไทย ซึ่งนายกรัฐมนตรียินดีติดต่อประสานงานให้เจ้าหน้าที่อังกฤษได้รับวีซ่าเข้าพม่าโดยเร็ว

เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย กล่าวอีกว่า เบื้องต้นทางการอังกฤษได้ส่งเงินให้ความช่วยเหลือรัฐบาลพม่าเป็นเงิน 46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยืนยันว่า จะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่แต่ทางเจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญยังไม่สามารถเข้าพม่าได้ และตนยังได้บอกกับนายสมัครด้วยว่า ต้องการเดินทางไปพม่ากับนายสมัครด้วย. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-09 12:04:50




ร.ต.อ.เฉลิม เชื่อไม่มีปัญหาแย่งตำแหน่ง รมว.พม.แทน สุธา

สนามหลวง 9 พ.ค. - “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” ปัดแสดงความเห็นเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ที่จะมาทำหน้าที่แทน “สุธา ชันแสง” ชี้การพิจารณาเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารพรรค เชื่อไม่มีปัญหาแย่งตำแหน่งกัน ขณะเดียวกัน เชื่อพรรคร่วมจะได้ข้อยุติการสรรหาประธานสภาฯ คนใหม่

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการพิจารณาบุคคลเข้ามาทำหน้าที่แทนนายสุธา ชันแสง ที่ลาออกออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ว่าการพิจารณาตัวบุคคลมาทำหน้าที่แทนนั้น เป็นหน้าที่ของกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน

“ผมคงไม่กล้าแสดงความเห็นว่า ผู้ที่มาทำหน้าที่จะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร หรือต้องเป็นสัดส่วนโควตาของภาคไหน เพราะไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรคและไม่มีตำแหน่งใด ๆ ในภาค กทม. ส่วนที่มีชื่อนายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. จะได้รับการสนับสนุนมาดำรงตำแหน่งแทนนั้น หากผู้บริหารพรรคเห็นว่า ใครมีความเหมาะสมก็คงยุติตรงนั้น คงไม่มีการแก่งแย่งกันอย่างที่เป็นข่าว” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคชาติไทยไม่เห็นด้วยที่จะสนับสนุนนายชัย ชิดชอบ เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ใครแสดงความคิดเห็น ต้องไปถามคนนั้น ตนแสดงความคิดเห็นไม่ได้ เพราะข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏ แต่เชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด ๆ สุดท้ายพรรคร่วมจะหาข้อยุติได้ ทั้งนี้ระบอบประชาธิปไตยก็เป็นเช่นนี้ เป็นเรื่องปกติ. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-09 12:13:15




ร.ต.อ.เฉลิม ไม่หวั่น ปชป.ยื่นถอดถอน สมพงษ์

9 พ.ค. - ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์จะยื่นถอดถอนนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ว่าการวิจารณ์ของฝ่ายค้านเป็นเรื่องปกติ ไม่มีอะไร และพรรคฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ตนยินดีให้ตรวจสอบ และช่องทางการอภิปรายเป็นสิ่งที่ถูกแล้ว เพราะหากพรรคฝ่ายค้านเห็นผิดปกติก็ตรวจสอบ แต่เมื่อรัฐบาลอธิบายแล้วมีเหตุผล ฝ่ายค้านจะเสียคะแนน หากมีการทุจริตจริง รัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายก็อยู่ไม่ได้

เมื่อถามว่าขณะนี้มีเว็ปไซต์ชื่อคนเกลียดทักษิณ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า “ธรรมดา คนรักกันก็มีเยอะ คนเกลียดกันก็มี ไม่ได้มองเป็นเรื่องแปลกประหลาด เล่นการเมืองก็ต้องทำใจได้ ไม่มีนัยแอบแฝง”. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-09 12:01:28




แบเบอร์

ขอต้อนรับประธานสภาผู้แทนราษฎร ควบประธานรัฐสภาคนใหม่ ที่จะรับหน้าเสื่อคุมเกมแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เกมร้อนระทึกที่มีอนาคตรัฐบาลเป็นเดิมพัน!!

เกมที่ล่อแหลมต่อการเผชิญหน้าของคนไทยด้วยกันเอง

ผลปรากฏว่า “ปู่ชัย ชิดชอบ” นอนมาแบเบอร์

ไม่มีผู้เสนอชื่อคนอื่นเข้าแข่งขันแม้แต่ คนเดียว

ที่ประชุม กก.บริหารพรรคพลังประชาชน ซึ่งมีหัวหน้าพรรค “สมัคร สุนทรเวช” เป็นประธาน ได้ลงมติเอกฉันท์ยกเก้าอี้ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติคนใหม่ให้แก่ “ปู่ชัย” ด้วยเหตุผล 3 ประการ

คือเป็นผู้มีประสบการณ์ มีความเชี่ยวชาญกติกาการประชุม

เป็นผู้มีอาวุโสสูงสุดทั้งอายุจริงและพรรษาการเมือง

เนื่องจาก “ปู่ชัย” อายุ 83 ปี เป็น ส.ส.อายุมากที่สุดของสภาฯ

พรรษาการเมืองก็สูงมากเพราะได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ตั้งแต่ พ.ศ.2512 หรือเล่นการเมืองสนามใหญ่มาแล้ว 39 ปี

เป็นผู้แทนฯรุ่นเดียวกับ “ท่านชวน หลีกภัย”

ซึ่งในสภาฯชุดปัจจุบันมีเหลือค้างสต๊อกอยู่แค่ 2 คน

ฉะนั้น เรื่องประสบการณ์และความเก๋าเกม ปู่ชัยย่อมไม่ธรรมดา

แถมการเป็นบิดาของ “เนวิน ชิดชอบ” ย่อมการันตีความชัวร์!!

สรุปว่า เมื่อ “ท่านชวน” ยังเคยเป็นประธานสภาฯมาแล้ว “กำนันชัย” ก็ต้องเป็นประธานสภาฯได้เหมือนกัน

นี่...มันเป็นซะอย่างนี้แหละโยม

ก็เป็นอันว่า “ปู่ชัย” จะเสียบแทน“ยงยุทธ ติยะไพรัช” ประธานสภาฯคนเก่าที่โดนพิษใบแดง

โดยสภาผู้แทนราษฎรจะบรรจุระเบียบ วาระเลือกประธานสภาฯคนใหม่ในการประชุมนัดหน้า วันพุธที่ 14 พฤษภาคม

มองข้ามช็อตได้เลยว่า ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งเป็นเสียงข้างมาก จะโหวตเลือก “ชัย ชิดชอบ” อย่างสะดวกโยธิน

ถึงแม้พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นฝ่ายค้านพรรคเดียวจะส่งคนลงประกบชิงเก้าอี้ประธานสภาฯ

แต่เมื่อฝ่ายค้านมีเสียงน้อยกว่าก็ต้องแพ้อยู่ดี

สำหรับ “ขุนค้อน” สมศักดิ์ เกียรติ-สุรนนท์ รองประธานสภาฯคนที่หนึ่ง ซึ่ง “แม่ ลูกจันทร์” เห็นว่ามีความเหมาะสมกับตำแหน่งประธานสภาฯมากกว่าใครในซีกรัฐบาล

แต่ในเมื่อหวยล็อกออกมาเป็น “ปู่ชัย” ขุนค้อน “สมศักดิ์” ก็ไม่ได้อาละวาดฟาดงวงฟาดงา

ยอมนั่งเก้าอี้ตัวเก่าเป็นรองประธานสภาฯคนที่ 1 อย่างเดิม

ส่วนตำแหน่งประธานวิปรัฐบาลที่ว่างลง ก็จะมีการแต่งตั้ง ส.ส.อาวุโส ในพรรคพลังประชาชนคนใดคนหนึ่งเป็นประธานวิปแทน “ปู่ชัย” โดยเร็ว

คาดว่าจะเป็น ส.ส.ภาคเหนือ เพื่อให้เกิดความสมดุล

ใครจะเป็นประธานวิปรัฐบาลคนใหม่ โปรดติดตาม

“แม่ลูกจันทร์” เชื่อว่าการที่รัฐบาลวางตัว “ปู่ชัย” ให้เป็นผู้คุมเกมแก้รัฐธรรมนูญในสภาฯ

เพราะมั่นใจว่า “ปู่ชัย” มีความเก๋าที่จะรับมือกับ ส.ส.ฝ่ายค้าน และ ส.ว.สรรหาที่ผนึกกำลังกันต่อต้านการแก้รัฐธรรมนูญ

ข้อสำคัญ...การเลือก “ปู่ชัย” ให้เป็นตัวชน ก็เป็นเครื่องยืนยันว่ารัฐบาลเดินหน้าลุยเต็มสตีม

ไม่มีการยืดหยุ่น ไม่มีการยืดเยื้อ ไม่มีการซื้อเวลา

เพราะมีความมั่นใจในเสียง ส.ส. 6 พรรคร่วมรัฐบาล??

เหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป ก็สุดที่จะคาดเดา

แต่ดูแนวโน้มแล้ว...ยุ่งแน่นอน!!

แม่ลูกจันทร์

จาก ไทยรัฐ

คตส.หน้าแหกอีก!อสส.ไม่สั่งฟ้องทักษิณคดีปล่อยกู้พม่า


คตส.เตรียมถก จันทร์นี้ หลัง อัยการสูงสุด ตีกลับสำนวน คดีเอ็กซิมแบงค์ปล่อยกู้พม่า 4 พันล้าน เตรียมตั้งกรรมการร่วมฯ ขู่ฟ้องเองหากเห็นแย้ง

นายสัก กอแสงเรือง โฆษกกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ในฐานะประธานคณะกรรมการไต่สวนกรณีธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) กล่าวว่า อัยการสูงสุดได้ส่งหนังสือถึง คตส. วานนี้เพื่อแจ้งถึงข้อไม่สมบูรณ์ของสำนวนการไต่สวนเอ็กซิมแบงก์ ปล่อยเงินกู้ให้กับรัฐบาลสหภาพพม่า 4,000 ล้านบาท โดยอัยการสูงสุดต้องการให้สอบพยานเพิ่มเติมอีกจำนวน 3 ปาก ซึ่งเป็นบุคคลในระดับอดีตรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่

อย่างไรก็ตามจะนำเข้าสู่การพิจารณาของ คตส. ชุดใหญ่ในวันจันทร์ที่ 12 พ.ค. นี้และจะมีการตั้งคณะทำงานร่วมกันเพื่อพิจารณาภายใน 14 วัน แต่หากไม่สามารถหาข้อยุติที่ตรงกันได้ คตส.ก็มีอำนาจส่งฟ้องเอง ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ อัยการสูงสุด เคยมีความเห็นแย้งกับคตส.มาแล้ว 2 คดี คือ คดีหวยบนดิน และคดีกล้ายาง ทำให้คตส.ต้องส่งฟ้องเอง


จาก ประชาทรรศน์

ส.ส.-ส.ว. กว่า 120 คน ชักแถวให้การต้อนรับ คปพร.ยื่นแก้ไข รธน. 50

ตัวแทน ส.ส.-ส.ว. กว่า 120 คน ยิ้มต้อนรับ คปพร.ยื่น 150,000 รายชื่อ ขอแก้ไข รธน. 50 พร้อมยันรีบดำเนินการให้ทันที เพราะถือเป็นร่างของประชาชน

ทั้งนี้ ในการชุมนุมเพื่อยื่นขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 ของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) ที่หน้ารัฐสภาเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้มีตัวแทนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ออกมาต้อนรับและเป็นสักขีพยานอย่างอบอุ่นรวมแล้วกว่า 120 คน ประกอบด้วย ส.ส.102 คน และ ส.ว. อีกประมาณ 20 คน อาทิ ด้าน ส.ส.มีนายวิเชียร ขาวขำ นางดวงแข อรรพรณพ นายประเสริฐ บุญเรือง นายวิเชียร อุดมศักดิ์ นายจตุพร พรหมพันธ์ นายประชา ประสพดี นายสุนัย จุลพงษธร นพ.วิชัย ไชยจิราวินิจกุล ด้าน ส.ว.เลือกตั้ง มี พ.ต.ท.จิตต์ มุกดาธนพงศ์ นายทวีศักดิ์ ดิษฐ์บรรจง นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ฯลฯ

โดยนายนิสิต สินธุไพร ส.ส. ร้อยเอ็ด พรรคพลังประชาชน (พปช.) เป็นตัวแทนขึ้นกล่าวให้สัญญาว่า จะนำรัฐธรรมนูญ 2540 คืนมา แล้วเอารัฐธรรมนูญ 2550 ของเผด็จการคืนไป ซึ่งตนและพี่น้องประชาชนมีใจตรงกัน ส่วนร่างแก้ไขที่ยื่นในวันนี้ ที่เรียกว่า พ.ร.บ.40 ก นี้ จะรับร่างเอาไว้ทั้งหมด เพราะเป็นร่างของประชาชน ซึ่งจะรีบดำเนินการในทันที เพราะช่วงรณรงค์หาเสียงได้ประกาศชัดเจนว่า จะเอาประชาธิปไตยกลับคืนมาให้พี่น้องประชาชน

“ขอขอบคุณพี่น้องประชาชน ที่ตอนนี้เรียกประชาธิปไตยกลับคืนมาได้แล้ว เมื่อมีการเลือกประธานสภาเสร็จสิ้น ทุกมาตราต้องนำเข้าสภาอย่างรวดเร็ว และขอสัญญาว่า จะทำตามเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ และเราต้องรักษาสถาบันเบื้องสูง จะล่วงละเมิดไม่ได้ ประชาธิปไตยต้องกลับคืนมาโดยเร็วในรัฐบาลชุดนี้อย่างแน่นอน ผมขอสัญญา” นายนิสิต กล่าว

นายจตุรพร พรหมพันธ์ ส.ส.สัดส่วน กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า “สิ่งที่ท่านมายื่นหนังสือให้เราในวันนี้ จะเป็นภาระที่เราจะต้องสานต่อให้เสร็จที่จะเอารัฐธรรมนูญ 2540 กลับคืนมาสู่พี่น้องประชาชน ขออเรียกร้องกลุ่มที่ออกมาต่อต้านว่า พวกคุณไม่ได้น่ากลัวเลย และใช้วิธีการที่สกปรกและเลวที่สุด ในการที่กล่าวอ้างถึงสถาบันเบื้องสูงมาเป็นเครื่องมือทำลายผู้อื่น ผมอยากให้พวกคุณเหล่านั้นหยุดการกระทำเหล่านี้ได้แล้ว”

ขณะที่ตัวแทน ส.ว.เลือกตั้ง นำโดย พ.ต.ท.จิตต์ มุกดาธนพงศ์ กล่าวว่า เมื่อพี่น้องประชาชนมีความต้องการจะให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตนในฐานะ ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้ง คงจะนิ่งเฉยไม่ได้ โดยจะรีบนำ พ.ร.บ.40 ก ไปพิจารณาเพื่อดำเนินการต่อไปอย่างเร็วที่สุด



“หมอเลี๊ยบ” ประกาศดันเศรษฐกิจไทยโต 6%ทุกไตรมาส

รมว.คลัง ประกาศดูแลเศรษฐกิจไทยให้โต 6% ทุกไตรมาส หลังจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลได้ผล ประชาชนมั่นใจการใช้จ่าย และเอกชนขยายการลงทุน

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวว่าจะพยายามรักษาอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยให้มีอัตราการขยายตัว 6% ในทุกไตรมาส หลังจากที่มั่นใจว่าไตรมาส 1/51 เติบโตได้สูงถึง 6% เป็นผลจากที่รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้ประชาชนมั่นใจในการใช้จ่าย ขณะที่ภาคเอกชนขยายการลงทุนมากขึ้น แต่ทั้งนี้ต้องอยู่บนพื้นฐานที่ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นไม่มากด้วย

ส่วนในเรื่องของอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นนั้น รัฐบาลก็จะออกมาตรการมาดูแล แต่ยืนยันว่าจะไม่ควบคุมราคาและบิดเบือนกลไกสินค้า

รมว.คลัง ยังกล่าวถึงความกังวลว่าอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นว่า ขณะนี้ได้มีการหารือเบื้องต้นกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) บ้างแล้ว และยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวยังไม่เป็นปัญหามากในขณะนี้