WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, May 10, 2008

งานหลักงานรองของ“สิงห์เหลิม”

วันนี้แม้ความฝันการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่วันแรกที่ถอดยูนิฟอร์มสีกากี เพื่อเดินบนถนนการเมืองของ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง จะเป็นจริง แต่อำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เจ้าของรหัสเรียกขาน มท.1 ในปัจจุบัน ต่างกันมากกับเมื่อครั้งที่สิงห์เหลิมฝันไว้

ในอดีตเมื่อครั้งที่ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง ยังรับราชการตำรวจ เป็นสารวัตรแผนก 4 กองกำกับ 2 กองปราบปรามนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กำกับดูแลกรมตำรวจ กรมอัยการ ทำให้นักการเมืองทุกคนฝันที่จะนั่งเก้าอี้ตัวนี้ เพราะมีอำนาจคับแข้งคับขา ให้คุณให้โทษกับข้าราชการได้เต็มที่

วันนี้กรมอัยการ สลัดออกจากกระทรวงมหาดไทย เป็นสำนักงานอัยการสูงสุด ในสมัยที่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช. ยึดอำนาจการปกครองประเทศจากรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี ต่อมาเป็นองค์กรอื่นๆ ตามรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน ไม่ต้องขึ้นกับนายกรัฐมนตรี

ต่อมากรมตำรวจก็เดินตามกรมอัยการ เป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในสมัยที่ นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 ขึ้นกับนายกรัฐมนตรี

แต่ในการที่กรมตำรวจสลัดพ้นจากกระทรวงมหาดไทย เป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายชวนกลับมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กำกับดูแลแทน

ด้วยเหตุนี้กระมัง หลายคนยังคงคิดว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังคงขึ้นกับกระทรวงมหาดไทย

จนกระทั่ง พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีคนต่อๆ มาก็กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วยตนเอง ตามเจตนารมณ์ที่ขยับกรมตำรวจเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

เมื่อไม่มีกรมอัยการและกรมตำรวจให้กำกับดูแล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยวันนี้ จึงต่างจากวันที่สิงห์เหลิมตั้งความหวังไว้มาก

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยวันนี้ จึงมีหน้าที่มากกว่าอำนาจ หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยทำหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุข

ถ้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ใช้อำนาจมากกว่าทำหน้าที่ ก็จะถูกฝ่ายค้านกล่าวหาว่าเหิมเกริม มัวเมาในอำนาจ และทำให้ประชาชนเชื่อ

จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่ผลการสำรวจประชาชนของกรุงเทพโพล มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง จึงได้รับเกียรติให้เป็นรัฐมนตรีที่ไม่มีผลงานอันดับหนึ่ง ทั้งๆ ที่มีผลงานสามารถไล่บี้ให้กรมที่ดินติดตามที่ดินของรัฐกลับคืนมา แม้ยังไม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ต้องรอขั้นตอนในชั้นศาล แต่ถ้าว่าสำเร็จไปแล้วในระดับหนึ่ง แต่ผลงานที่เห็นชัดที่สุดในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา กลับถูกมองว่าเป็นการรังแกและชำระแค้นกันในทางการเมือง

จริงๆ แล้ว สถานการณ์ปัจจุบันนี้ หลายต่อหลายเรื่องที่ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง สามารถทำคะแนนแซงหน้า นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งจับงานหมูกับงานข้าว ก็มาอันดับหนึ่ง

เช่น ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง บอกว่ารู้ข้อมูลดี ถึงแม้ยอมรับว่าไม่สามารถจะแก้ได้ตามลำพัง จะต้องร่วมมือกันทุกฝ่าย

แต่จนถึงวันนี้ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม ยังไม่ได้แสดงอะไรที่จะขอความร่วมมือกับทุกหน่วยงาน อ้างเพียงว่าปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ กองทัพเป็นเจ้าภาพรับผิดชอบ ตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางลงไปในพื้นที่ภาคใต้แค่ครั้งเดียว และลงไปแค่ จ.สงขลา เท่านั้น

แต่วันวาน ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง ไปนั่งสอบถามขี้ยาและขี้คุกที่ชื่อ นายจิตติโชตน์ โชคชัย ผู้ต้องหายิง พ.ต.ท.ภูษิต วิเศษคามินทร์ รอง ผกก.จร.สน.พญาไท ได้รับบาดเจ็บสาหัส และถูกจับได้พร้อมยาบ้า 5 เม็ด

จริงอยู่วันนี้ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง ได้รับมอบหมายจาก นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ให้เป็นผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามยาเสพติด แต่แค่ผู้ต้องหามียาบ้า 5 เม็ด ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามยาเสพติด ต้องลงไปสอบปากคำเองเลยหรือ ในขณะที่วันเดียวกันนั้น คนร้ายได้ลอบวางระเบิดในพื้นที่ จ.ปัตตานี และนราธิวาส หลายสิบจุด ซึ่งเป็นงานหลักของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ควรจะให้ความสนใจ แต่กลับมาสนใจงานรอง

ผมเสียดายครับ ถ้าสิงห์เหลิมให้ความสนใจ ใส่ใจงานหลักมากกว่างานรอง ผลการสำรวจครั้งหน้า รับรองว่าผลงานจะต้องแซงหน้ารัฐมนตรีทุกคน

เอกฉัตร



ร่าง รธน.40 ก.

ในฐานะคนที่คัดค้านการปฏิวัติรัฐประหารและไม่เห็นด้วยกับเผด็จการ ก็พลอยรู้สึกยินดีไปด้วยที่เห็นการแก้ไข รธน.50 ที่เป็นผลพวงจากการปฏิวัติรัฐประหาร เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเรื่อยๆ

โดยเฉพาะการเดินทางไปยื่นร่าง รธน. ฉบับ 40 ก. (แก้ไข) ของคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) ได้บอกเล่าอะไรหลายต่อหลายอย่าง

ทั้งประชาชนเรือนหมื่นที่เดินทางไปให้กำลังใจถึงหน้ารัฐสภา ที่บอกให้เห็นถึงความต้องการที่จะได้รัฐธรรมนูญที่มีหัวใจเป็นประชาธิปไตยเต็มร้อย

ขณะที่รายชื่อ 1.5 แสนชื่อ ที่ได้มาจากพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศ ทั้งที่มีการดำเนินการเพียงในระยะเวลาสั้นๆ และได้แนบไปพร้อมกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็บอกเล่าเรื่องราวอันเดียวกันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นความต้องการที่สอดคล้องต้องกันของคนไทยทุกภูมิภาค

รวมทั้ง ส.ส. และ ส.ว. กว่าร้อยคนที่ออกมาให้การต้อนรับถึงหน้าสภา และไปร่วมกันปฏิญาณต่อหน้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ก็ยิ่งทำให้มองเห็นหนทางสว่างไสวมากขึ้น

ยิ่งเฉพาะเมื่อกลุ่ม ส.ส. หล่ายคนออกมาแสดงความเอื้อเฟื้อ รับจะโอบอุ้มร่าง รธน. ฉบับประชาชนเข้าสู่สภาในนาม ส.ส. ที่สามารถทำได้โดยการร่วมลงชื่อไม่น้อยกว่า 96 คน จะได้ไม่ต้องไปเสียเวลากับการตรวจสอบ 5 หมื่นรายชื่อที่ร่วมสนับสนุน

ทั้งหมดนั้นก็เป็นการสะท้อนชัดว่าการแก้ รธน.50 ที่ทุกคนต่างรู้ดีถึงที่มาที่ไป เป็นความยินยอมพร้อมใจของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

เพราะบรรดากลุ่มคนที่เดินทางมาที่หน้ารัฐสภา หรือผู้คนที่ร่วมลงชื่อก็เป็นกลุ่มคนที่มาจากหลากหลายภูมิภาค หลากหลายหน้าที่การงาน ที่พอจะบอกเล่าได้เป็นอย่างดีว่าเป็นตัวแทนของคนกลุ่มต่างๆ

และที่สำคัญไปกว่าอื่นใด ก็คือเนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีแก่นสำคัญเป็นที่น่าสนใจ เชื่อได้ว่าจะตอบโจทย์ความเป็นประชาธิปไตย และความเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนได้เป็นอย่างดี

ขณะเดียวกันก็น่าจะสามารถตอบข้อกล่าวหาของกลุ่มคนที่ออกมาตะแบงคัดค้าน ได้อย่างหมดจดไร้ข้อสงสัย

ว่ากันตั้งแต่ความพยายามที่จะกล่าวอ้างว่าคนที่สนับสนุนแก้ไข รธน.50 ไม่จงรักภักดีต่อสถาบันเบื้องสูง

ในร่าง รธน. ฉบับ 40 ก. ก็ยังคงเนื้อหาสาระของหมวด 1 และ 2 เอาไว้ตามเดิม

ส่วนในหมวดถัดมาที่นำเอาสาระของ รธน. 40 มาใช้ ก็เป็นสิ่งที่ได้ระดมความเห็นจากประชาชนทั้งประเทศ แยกย่อยเป็นรายจังหวัด และมีเนื้อหาสาระที่ให้ประชาชนมีสิทธิมีส่วนในทางการเมืองด้วยตัวเองเป็นครั้งแรกมาอย่างชัดเจน

แม้แต่ความพยายามของ ส.ว. บางกลุ่ม หรือพรรคประชาธิปัตย์ ที่เรียกร้องให้มีการตั้ง สสร. ก็พลอยหมดปัญหาไปด้วยเพราะ รธน.40 ได้ผ่านกระบวนการดังกล่าวมาเป็นที่เรียบร้อย

รวมทั้งสิ่งที่ นพ.เหวง โตจิราการ หนึ่งในแกนนำ คปพร. ออกมายืนยันก็น่าจะสร้างความสบายใจได้ ทั้งคำยืนยันว่าร่าง รธน. ฉบับนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือเอื้อประโยชน์พรรคการเมืองใด

โดยชี้ให้เห็นชัดที่มีการแก้ไขให้เปิดโอกาสให้สามารถตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้ง่ายขึ้น รวมทั้งลดจำนวน ส.ส. ในการยื่นญัตติขออภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็จะเป็นช่องทางให้เพียงเฉพาะเสียงของฝ่ายค้านก็สามารถที่จะซักฟอกนายกฯ ได้

นอกจากนี้อีกประการหนึ่งที่ประชาชนนับแสนได้เคยร่วมลงชื่อเอาไว้ แต่ไม่ได้รับการสนใจไยดีจากสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ถูกตั้งขึ้นโดยคณะรัฐประหาร

ก็คือ การบัญญัติให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ

แต่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 40 ก. ได้มีการเขียนเอาไว้อย่างชัดเจน แต่ขณะเดียวกันก็ระบุว่า

ประชาชนย่อมมีเสรีภาพในการนับถือศาสนาหรือการปฏิบัติตามศาสนาตามความเชื่อถือของตน

รวมไปถึงยังมีการยกเลิก แก้ไข ระเบียบ คำสั่ง หรือข้อปฏิบัติใดๆ ที่ไม่สอดคล้องกับวิถีทางประชาธิปไตยให้หมดไป

เพียงเท่านี้ก็พอจะย้ำและยืนยันได้ว่า แนวทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเอา รธน.40 มาเป็นแม่แบบ และมีการปรับปรุงส่วนต่างๆ อย่างเหมาะสมนั้นมีเจตนาชัดเจนอย่างไร

เชื่อว่าประชาชนสามารถตัดสินได้โดยไม่ยากว่ามีเค้าลางเป็นจริงดังที่บางกลุ่ม บางพรรคพยายามกล่าวหาหรือไม่
และกลับกันก็น่าจะทำให้รู้ลึกถึงสันดานของคนบางพวกมากขึ้น...ว่าการออกมาคัดค้านแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีเจตนาอย่างไรกันแน่...!?

บิ๊กโบ๊ต

Friday, May 9, 2008

นักวิชาการชี้การเขียน รธน.มีอุปสรรคเพราะระบบอุปถัมภ์เข้ามาเกี่ยวข้อง

ม.เกริก 9 พ.ค.-“สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์”ชี้การเขียนรัฐธรรมนูญมีอุปสรรคเพราะมีระบบอุปถัมภ์ การแบ่งขั้วมาเกี่ยวข้อง แนะให้ยึดความถูกต้องและประโยชน์ของชาติ ขณะเดียวกันเสียงข้างมากต้องฟังเสียงข้างน้อยด้วย ขณะที่”วรพล พรหมิกบุตร”อัดรัฐธรรมนูญปี 2550 ให้อำนาจกลุ่มคณาธิปไตยตั้งแต่ปลดหรือถอดถอนบุคคลทุกตำแหน่งที่มาจากการเลือกตั้งได้ และเขียนยกโทษให้ล่วงหน้าด้วย ส่วน”สาทิตย์ วงศ์หนองเตย”ระบุไม่ว่าจะแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่คนไทยขัดแย้งกันแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.00 น.มีการสัมมนาทางวิชาการ “แก้-ไม่แก้รัฐธรรมนูญ คนไทยได้อะไร” ซึ่งจัดโดยนักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ สาขาสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก ทั้งนี้ นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการด้านเศรษฐกิจการเมือง มองว่า รัฐธรรมนูญคือ แผนในการกำหนดทิศทาง หรือโลกทัศน์ที่แสดงออกถึงประชาธิปไตย เพื่อกำหนดทิศทางของคนในชาติ ซึ่งต้องใช้เสียงข้างมากในการดำเนินการ แต่ต้องคำนึงถึงเสียงส่วนน้อยด้วย ดังนั้นการเขียนรัฐธรรมนูญหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องเขียนรายละเอียดให้ชัดเจน เช่น กรณีองค์กรอิสระ ต้องทำให้เป็นกลางจริงๆ ซึ่งถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน บุคคลที่จะเข้ามาทำหน้าที่นี้ต้องถูกตรวจสอบประวัติอย่างละเอียดว่า เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง หรือผลประโยชน์ใดหรือไม่ ต้องมีขบวนการป้องกันไม่ให้เสียงข้างมาก เข้าไปเลือกหรือแทรกแซงได้

นายสมชาย กล่าวว่า การเขียนรัฐธรรมนูญจะมีอุปสรรคเข้ามาเกี่ยวข้องคือ เรื่องวัฒนธรรม ทัศนคติ ค่านิยมในสังคมไทย ที่ยังทำตามผู้ใหญ่เป็นส่วนใหญ่ ระบบอุปภัมภ์ การแบ่งขั้ว เนื่องจากสังคมไทยเป็นสังคมอุปถัมภ์ เกรงใจผู้ใหญ่ ดังนั้นอยากให้แยกแยะสิ่งเหล่านี้ กับความถูกต้องและประโยชน์ของประเทศ

ด้านนายวรพล พรหมิกบุตร นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ขอเสนอแนวทางสร้างรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อความสมานฉันท์ โดยยึดประโยชน์ของปวงชนชาวไทยเป็นสำคัญ ทั้งนี้ที่ผ่านมาได้ร่วมกับนักวิชาการกลุ่มหนึ่ง เพื่อพิจารณาทบทวน เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญปี 2550 เนื่องจากเห็นว่า สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญปี 2550 มีการจัดวางตำแหน่ง และให้อำนาจกับตำแหน่งที่เป็นคณาธิปไตย มากกว่ากลุ่มอนาธิปไตย โดยสามารถเข้าไปกุมอำนาจการเมืองได้ และจะมีการสืบทอดตำแหน่งต่อ ๆ ไป

นายวรพล กล่าวว่า กลุ่มคณาธิปไตยจะมีอำนาจตั้งแต่ปลดหรือถอดถอน บุคคลทุกตำแหน่ง ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี ส.ส. และ ส.ว. ซึ่งทำให้มีอำนาจอยู่เหนือประชาชน มีอำนาจลงไปถึงการให้บุคคลเหล่านี้ ใช้ดุลยพินิจว่า บุคคลดังกล่าวมีการกระทำผิดหรือไม่ ถือเป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจ และเขียนบทบัญญัติให้มีการยกโทษล่วงหน้าไว้ก่อน

ส่วนนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ประธานคณะกรรมการประสานงาน(วิป) ฝ่ายค้าน กล่าวว่า ไม่ว่าจะแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่สิ่งที่เห็นในตอนนี้คือ คนไทยกำลังขัดแย้งกัน ทั้งนี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญถือเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเป็นกระบวนการปกติที่มีมาทุกยุคทุกสมัย โดยมีกระบวนการในสภาฯ และบางครั้งเมื่อเกิดวิกฤติขึ้นมา จะมีระบบ มีองค์กรขึ้นมารับผิดชอบในการร่างรัฐธรรมนูญ เช่น สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ดังนั้นหากจะมองในเรื่องการเอาชนะกันอาจจะสร้างความร้าวลึกขึ้นมาได้ ทั้งนี้สังคมประชาธิปไตยต้องอยู่ร่วมกันได้บนความเห็นที่แตกต่าง และต้องไม่มีการกระทบกระแทกหรือมีการกระทำที่รุนแรง ต้องพูดจากันด้วยเหตุผล.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-09 18:24:59




อภิวันท์ เผยผลสอบกรณีวิวาทไม่มีบทลงโทษ นายการุณ ไม่ต้องลาออก

กรุงเทพฯ 9 พ.ค. - “อภิวันท์ วิริยะ” เตรียมรายงานผลสอบข้อเท็จจริงกรณีทะเลาะวิวาท “การุณ-สมเกียรติ” ให้ที่ประชุมสภาฯ รับทราบ 14 พ.ค.นี้ ระบุผลสอบไม่ระบุบทลงโทษอาจมีโทษแค่ตักเตือน ย้ำ“การุณ” ไม่ต้องลาออก เพราะไม่ใช่การพิพากษาของศาล ยอมรับเรียก “สมเกียรติ” เคลียร์จริง แต่ทำตามความเห็นคณะกรรมการฯ หวังรักษาภาพลักษณ์สภาฯ

พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ในฐานะประธานคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีการทะเลาะวิวาทระหว่างนายการุณ โหสกุล ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคพลังประชาชน กับนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ในการประชุมสภาฯ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคมที่ผ่านมา ได้ตั้งใจจะรายงานผลการสอบสวนให้ที่ประชุมสภาฯ ทราบ แต่ที่ประชุมสภาฯ มีวาระในการพิจารณาค่อนข้างมาก จึงคิดว่าจะรายงานให้ที่ประชุมรับทราบในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ จากนั้นจะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในภายหลัง โดยยืนยันว่าได้พิจารณาด้วยความเป็นธรรม

ผู้สื่อข่าวถามว่า คณะกรรมการประสานงาน (วิป) ฝ่ายค้านบอกรองประธานสภาฯ เรียกนายสมเกียรติ เข้าไปเคลียร์ พ.อ.อภิวันท์ กล่าวว่า เป็นเรื่องจริง แต่ตนทำตามความเห็นของคณะกรรมการฯ ที่ต้องการรักษาภาพลักษณ์ของสภาฯ จึงมอบให้ตนเชิญทั้งนายการุณและนายสมเกียรติมาพูดคุยให้ถอนคดีความการฟ้องร้อง ซึ่งในการเชิญมาพูดคุยตนได้บอกนายการุณและนายสมเกียรติว่าทุกอย่างอยู่ที่ความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย และการพูดคุยครั้งนี้จะไม่มีผลต่อผลการสอบสวนที่เสร็จสิ้นไปแล้ว

เมื่อถามว่าคณะกรรมการฯ ได้พิจารณาบทลงโทษนายการุณอย่างไร พ.อ.อภิวันท์ กล่าวว่า คณะกรรมการฯ ไม่มีหน้าที่พิจารณาบทลงโทษ เพราะมีหน้าที่สอบในข้อเท็จจริงเท่านั้น แต่เมื่อมีการรายงานต่อสภาฯ ต้องขึ้นกับที่ประชุมว่าจะพิจารณาลงโทษอย่างไร ทั้งนี้บทลงโทษทั่ว ๆ ไปเป็นการว่ากล่าวตักเตือนเท่านั้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายการุณเคยประกาศว่าหากผิดพร้อมลาออกจาก ส.ส. จะผูกมัดเป็นบทลงโทษด้วยหรือไม่ พ.อ.อภิวันท์ กล่าวว่า ไม่ผูกมัด เพราะคณะกรรมการฯ ไม่ใช่ศาล เรื่องนี้ต้องไปพิสูจน์ในชั้นศาล อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเห็นว่าการที่นายการุณพูดว่าจะลาออก ไม่ได้หมายความว่าเมื่อผลการสอบสวนของคณะกรรมการฯ ออกมาระบุว่านายการุณผิดแล้วจะลาออก แต่นายการุณน่าจะหมายความว่าขึ้นอยู่กับศาลมากกว่า.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-09 17:41:51



"สมัคร" เล็งปรับ ครม.ชุดใหญ่!

“สมัคร” จ่อปรับ ครม. หลัง “สุธา ชันแสง” สละเก้าอี้ รมต. เผยขอเวลาคิดเล็กน้อย แย้มอาจมีปรับใหญ่หลายตำแหน่ง

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เปิดเผยว่า ขอเวลาพิจารณาเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกเล็กน้อย ซึ่งอาจจะพิจารณาปรับ ครม.ในหลายตำแหน่งไปพร้อมกันทีเดียว ไม่ใช่ปรับแค่ตำแหน่งเดียว

สืบเนื่องจากเมื่อวานนี้ (8 พ.ค.) นายสุธา ชันแสง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งต่อนายกรัฐมนตรี โดยมีผลทันที ซึ่งในเวลาต่อมา นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชาชน ระบุว่า ในสัปดาห์หน้าแกนนำพรรคน่าจะมีการประชุมเพื่อพิจารณาว่าจะมีการปรับ ครม.อย่างไร

นายสมัคร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับตำแหน่ง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นั้น รัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่องการสั่งและปฏิบัติราชการแทนจะทำหน้าที่รักษาการแทนไปก่อน



“ณัฐวุฒิ” ลั่นไม่ขอสังฆกรรมเผด็จการ! ดักคอพวกค้านรธน.อย่าจุดชนวนปฏิวัติ

“ณัฐวุฒิ” ย้ำจุดยืน ปชช.หนุนแก้ รธน. 50 ซัด คมช. โจรปล้น รธน. ด้วยกระบอกปืน จวก พันธมิตร ไม่เลิกอ้างไม้ค้ำประชามติ 14 ล้านเสียง ระบุ ม. 291 ให้อำนาจตามกระบวนการรัฐสภา แจงรัฐบาล 3 เดือนผลงานอื้อ ยันไม่เคยลืมสัญญา ดักคอกลุ่มค้านอย่าจุดชนวนปฏิวัติ ประกาศกลางเวทีเป็นศัตรูกับพวกเผด็จการตลอดไป

วันนี้ (9 พ.ค.) นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งบนเวทีสัมมนาทางวิชาการเรื่อง “แก้ ไม่แก้ รัฐธรรมนูญ คนไทยได้อะไร” ที่ห้องประชุม ดร.เกริก ชั้น 1 วิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก ว่า เชื่อว่าในตอนนี้พี่น้องประชาชนส่วนใหญ่คงจะเห็นด้วยกับการเรียกร้องให้มีการแก้ไข รธน.50 ในส่วนของประเด็นที่ว่าแก้ รธน.แล้วประชาชนจะได้อะไรนั้นคงจะวัดออกมาเป็นรูปธรรมหรือเป็นตัวเลขไม่ได้ แต่ต้องมาศึกษา รธน.ในแต่ละฉบับว่าให้ประโยชน์อะไรแก่พี่น้องประชาชนและประเทศบ้าง ส่วนตัว ขอสนับสนุนให้มีแก้ รธน.50 ในทันที ตามมาตรา 291 ของ รธน.ฉบับนี้ ที่ระบุไว้ชัดเจน รัฐสภามีบทบาทหน้าที่ในการแก้ รธน. ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการ ส่วนตัวรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้เข้าไปทำหน้าที่ตรงนั้น แต่ก็หวังว่าจะเกิดการแก้ รธน.ตามที่ได้ให้สัญญาไว้ในการรณรงค์หาเสียงอย่างแน่นอน

นายณัฐวุฒิ ยังชี้ถึงสาเหตุที่ต้องแก้รธน. ว่า รธน.ฉบับนี้มีที่มาจากเผด็จการ เป็นการใช้อำนาจและอาวุธมาฉีก รธน.40 ทิ้ง แล้วตั้งกลุ่มขึ้นมาร่าง รธน.50 อย่างไรก็ดีที่เคยมีคนตั้งคำถามกับตนว่า ในเมื่อเคยออกมาเคลื่อนไหวในการไม่ยอมรับ รธน.50 แล้วเข้ามาสู่กระบวนการการเลือกตั้งของรธน.ฉบับนี้ทำไม นั่นก็เพื่อต้องการอำนาจในการแก้ไข รธน.ที่ถูกต้องตามกฏหมายที่ได้ระบุไว้ ไม่ใช่มาใช้อำนาจใช้กำลังจากกระบอกปืนอย่างที่ผ่านมา

ส่วนที่อ้างถึงประชามติรับร่าง รธน.ฉบับนี้ 14 ล้านเสียงนั้น ตรงนี้ยังคงเป็นไม้ค้ำ และเป็นความชอบธรรมอย่างเดียวของ รธน.ฉบับที่กล่าวอ้าง แต่ในเมื่อที่มาและวิธีการดำเนินการไม่ถูกต้องอย่างเช่นการสรรหาและการเลือกตั้ง ส.ว. (สมาชิกวุฒิสภา) มีที่ไหนที่คนเรือนแสนเลือก ส.ว.- ส.ส. ได้คนเดียว อีกทั้งในหลายมาตราหลายประเด็นทำให้ประชาชนไม่อาจตัดสินความเป็นมาเป็นไปของบ้านเมืองเองได้ เราจึงต้องแก้ รธน. เพื่อประชาชนจะได้มีสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาพตามที่เราได้เรียกร้องมาโดยตลอด

นายณัฐวุฒิ ยังกล่าวตอบถึงเสียงวิพากษ์วิจารย์เกี่ยวกับการทำงานของรัฐบาล ที่ให้ความสนใจกับการแก้ รธน.มากกว่าการแก้ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนนั้น ว่า รัฐบาลเพิ่งทำงานแค่ 3 เดือน ตอนนี้ก็เริ่มเห็นผลงานบ้างแล้ว แต่ก็ต้องเข้าใจว่าบางนโยบายก็ต้องใช้เวลา แต่รัฐบาลไม่เคยลืมสิ่งที่ได้ให้สัญญากับพี่น้องประชาชนไว้ โดยเฉพาะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ที่ต้องปรับแผนงบประมาณที่ใช้มาแล้ว 5 เดือนของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา รวมถึงต้องปรับฟื้นในหลายๆ นโยบายของรัฐบาลขิงแก่ที่ได้ทำไว้ และภายในเดือนพฤษภาคมนี้ รัฐบาลจะเปิดแถลงผลงานที่ผ่านมาภายในไตรมาสแรกให้ได้ทราบกัน และขอย้ำให้ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า ปัญหาเรื่องปากท้อง ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจหรือการพัฒนาประเทศเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ส่วนเรื่องการแก้ไข รธน.นั้นเป็นหน้าที่ของรัฐสภา

“หยุดกล่าวหาเสียที่ว่า แก้ รธน.เพื่อต้องการไม่ให้บางพรรคต้องถูกยุบ เพราะว่าพรรคการเมืองจะถูกยุบหรือไม่นั้น เปรียเหมือนกับ จิต ที่ไม่เกี่ยวกับ จิตวิญญาณหรือว่าอายุขัยของพรรค ผมอยากให้ดูที่ผลงานที่ผ่านมามากกว่าว่าให้อะไรกับประเทศบ้าง เพราะถึงจะโดนยุบอีกกี่ครั้ง ก็จะยังอยู่ในหัวใจของประชาชน และเลิกกล่าวหาเสียที่ว่าต้องการแก้เพื่อคนๆ เดียว คือ อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่การฉีก รธน. และการร่าง รธน.เพื่อคนๆ เดียวได้เกิดขึ้นแล้ว” นายณัฐวุฒิ กล่าว

พร้อมระบุถึงมาตรา 237 ขัดต่อบัญญัติของกฎหมายชัดเจน และจะยินยอมให้มีบทบัญญัตินี้ต่อไปไม่ได้ พร้อมทั้งข้อสังเกตที่ว่า เมื่อโจรกระทำความผิดแล้วจะมาแก้กฎหมายเพื่อไม่ให้ผิดนั้น ไม่จริง ในเมื่อโจรก็เป็นโจร จะเข้ามานั่งแก้กฎหมายไม่ได้ นอกเสียจากโจรที่ใช้คมหอกกระบอกปืนเข้าไปฉีกกฎหมายได้

“ผมอยากจะฝากไว้ว่า ตอนนี้บ้านเมืองกำลังมีปัญญา ทุกฝ่ายต้องหันหน้าเข้าหากัน คิดแตกต่างภายใต้เจตนาที่บริสุทธิ์ เพื่อยุติข้อโต้แย้ง ไม่ให้เกิดความแตกแยก กระทำตามกระบวนการที่อยู่ภายใต้ประชาธิปไตย และขอให้ทุกคนใช้สติ ผมประเมินว่าวิจารณญาณของคนทั้งประเทศอยู่ในระดับสูง ข่าวลือเรื่องปฏิวัติลืมไปได้เลย เพราะว่าจะไม่เกิดขึ้นอีก แต่ขอให้จำไว้ ถ้าเมื่อไรที่เกิดการรัฐประหารขึ้นอีก จำชื่อ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ไว้เลยว่าจะอยู่ต้องข้ามและเป็นศัตรูกับพวกที่คิดทำรัฐประหารตลอดไป”



ออส.ยืดเวลาสอบวินัยร้ายแรง 3 ปม “เสรีพิศุทธ์” อีก 60 วัน

อัยการสูงสุด ทำหนังสือแจ้ง นายกฯ ขอขยายเวลาสอบ “เสรีพิศุทธ์” อีก 60 วัน เหตุยังสอบพยานไม่ครบถ้วน เปิดทางขยายปมสอบเพิ่ม หากพบความผิดอื่นๆ ด้วย

วันนี้ (9 พ.ค.) นายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด (อสส.) ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร) กล่าวถึงความคืบหน้าการสอบสวนใน 3 ประเด็น ว่า เนื่องจากการสอบสวนจะครบกำหนดเวลาที่จะต้องสรุปข้อกล่าวให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ทราบภายในสัปดาห์หน้า แต่การสอบพยานยังไม่ครบถ้วน จึงได้ทำหนังสือถึงนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อขอขยายระยะเวลาการสอบสวนเพิ่มอีก 60 วัน โดยตนมั่นใจว่าจะดำเนินการสอบสวนเรื่องนี้ให้เสร็จทันตามที่กฎหมายกำหนด

พร้อมกับย้ำว่า การสอบสวนขณะนี้ยังครอบคลุมเฉพาะ 3 ประเด็นตามที่นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งตามหนังสือสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 5 มีนาคม 2551 ให้สอบสวนวินัยร้ายแรงกรณี การทำสัญญาเช้ารถตู้ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) มูลค่า 9,800 ล้านบาท การใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมกับผู้ใต้บังคับบัญชา และการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจโดยไม่ชอบ แต่ถ้าระหว่างการสอบสวนพบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความผิดอื่น ตามหน้าที่ตนในฐานะประธานคณะกรรมการสอบฯ ต้องรายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบเพื่อพิจารณาว่า จะสั่งการให้คณะกรรมการชุดตน ดำเนินการสอบสวนต่อในประเด็นอื่นที่ตรวจพบ หรือจะสั่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่เพื่อสอบสวนดำเนินการ



“สมัคร” เปลี่ยนแผนงดบินพม่า ประสานสหรัฐฯ ช่วยผู้ประสบภัย “นาร์กีส”

นายกฯ ล้มเลิกเที่ยวบินอาทิตย์นี้ หวังเชื่อมอเมริกาฯ ช่วยผู้ประสบภัยนาร์กีส หลังพม่าออกเแถลงการณ์จะดูแล ปปช.เอง ส่งหนังสือแสดงความเสียใจ “เต็ง เส่ง” ผ่านสถานทูตไทย

วันนี้ (9 พ.ค.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวภายหลังจากที่ทางการพม่าได้ออกแถลงการณ์จะดำเนินการให้ความช่วยเหลือชาวพม่าผู้ประสบภัยพิบัติจากพายุนาร์กีสเอง โดยไม่พร้อมที่จะให้นานาชาติเข้าไปดำเนินการช่วยเหลือ ว่า จากเดิมตนได้รับการประสานงานมาว่า ทางพม่าเขาพร้อมที่จะรับเรา โดยให้ตนเดินทางไปพม่าในวันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม แต่เมื่อได้ทราบว่า ทางการพม่าออกแถลงการณ์ในลักษณะว่าต้องการให้ต่างชาติส่งของเข้าไปให้แล้ว ทางการพม่าจะดำเนินการดูแลการช่วยเหลือเอง ตนก็คิดว่า ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปพูดจาด้วยตัวเองแล้ว

ดังนั้น เมื่อเวลา 13.30 น. (9 พ.ค.) ตนจึงได้สั่งการให้ทางกระทรวงการต่างประเทศ ส่งหนังสือจากนายกรัฐมนตรีของไทย ไปถึง พล.อ.เต็ง เส่ง นายกรัฐมนตรีพม่า โดยส่งโทรสารไปยังสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงย่างกุ้งแล้ว เพื่อแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และแจ้งถึงการส่งความช่วยเหลือจากรัฐบาลที่ส่งไปแล้ว รวมถึงที่กำลังจะดำเนินการตามไปอีก

รวมทั้งได้แจ้งสิ่งที่ตนอยากจะพูดไปด้วยว่า ตามที่เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ได้มาเข้าพบ และแจ้งขอให้ทางเราช่วยประสานงาน เนื่องจากบัดนี้มีหน่วยงานและองค์กรต่างๆ มากมายที่ประสงค์จะให้ความช่วยเหลือแก่ชาวพม่าที่ประสบภัยพิบัติภายใต้ความร่วมมือในโครงการ World Food Program ซึ่งมีสหรัฐฯ อยู่ข้างหลัง มาปักหลักเตรียมความพร้อมให้การช่วยเหลืออยู่ที่กรุงเทพฯ ซึ่งเขาถือเป็นงานใหญ่ที่เขาต้องการจะเข้าไปช่วยเหลือให้ประชาชนชาวพม่าจำนวนถึง 6 แสนคน ได้มีอาหารบริโภคได้ยาวนานติดต่อกันถึง 6 เดือน แต่ยังติดขัดปัญหาเรื่องวีซ่าและการต้องนำยานพาหนะขนส่งสิ่งของช่วยเหลือเข้าไปในพม่า

ก่อนหน้านี้ นายสมัคร เตรียมที่จะเดินทางไปยังพม่าในวันอาทิตย์นี้ (11 พ.ค.) เพื่อประสานให้นานาชาติได้เข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากพายุไซโคลนนาร์กีส


"อ.วรพล" ตอกลิ่มกระแสแก้รธน.ชี้ฉบับ 2550 กึ่งเผด็จการ

“อ.วรพล” หนุนกระแสแก้ รธน. 50 กลางเวที “แก้ ไม่แก้ รัฐธรรมนูญ คนไทยได้อะไร” ชี้เป็น รธน. กึ่งเผด็จการสืบทอดอำนาจธนาธิปไตย รองรับวงจรอุบาทก์รัฐประหาร อุ้มความผิดเครือข่ายระบบอุปถัมภ์ ชูสองสภาต้องร่วมมือดึงเสียงข้างมากเอา รธน.40 กลับมาโดยเร็ว พร้อมเสนอตั้ง สสร. หลังจากมี รธน.ฉบับใหม่ ก่อนเปิดให้ปชช.ลงมติ

วันนี้ (9 พ.ค.) วิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก เปิดเวทีสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง “แก้ ไม่แก้ รัฐธรรมนูญ คนไทยได้อะไร” ที่ห้องประชุม ดร.เกริก ชั้น 1 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการระดมความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่างๆ ในการวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองในอดีต ปัจจุบัน เพื่อเป็นแนวทางในการคาดการณ์ถึงสถานการณ์การเมืองไทยในอนาคต ซึ่งเป็นสิ่งที่มีผลต่อประชาชนชาวไทยทุกคน

ทั้งนี้ มีวิทยากรเข้าร่วมในการสัมมนา อาทิ รศ.สมชาย ภคภาควิวัฒน์ นักวิชาการอิสระ อ.วรพล พรหมิกบุตร คณะสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ขณะที่มีประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมฟังการสัมมนาวันนี้ ประมาณ 300 คน

รศ.ดร.วรพล พรหมมิกบุตร อ่านแถลงการณ์ แนวทางการสร้างรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยด้วยวิธีสมานฉันทร์ที่ยึดระบบของปวงชนชาวไทยเป็นใหญ่กว่าประโยชน์ของพรรคและกลุ่มการเมืองต่าง ๆ ตามที่ตนได้วิเคราะห์และนำเสนอให้ทราบไปแล้วว่า รธน. 50 เป็นรัฐธรรมนูญแบบกึ่งเผด็จการที่จัดวางตำแหน่งและอำนาจให้แก่กลุ่มอำนาจธนาธิปไตยใหญ่กว่าอำนาจของปวงชนชาวไทย โดยกำหนดบทบัญญัติรองรับวงจรอุบาทก์การแต่งตั้งสืบทอดอำนาจจากคณะรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

ทั้งนี้ ตลอดเวลาที่มีการใช้ รธน. ฉบับดังกล่าว อำนาจธนาธิปไตยใหญ่กว่าอำนาจของปวงชนชาวไทย ไม่ว่าจะเป็นอำนาจการปลด การถอดถอนผู้ที่ประชาชนเลือกตั้งเข้าไป รวมไปถึงอำนาจการยกโทษล่วงหน้าให้แก่กลุ่มสมาชิกเครือข่ายระบบอุปถัมภ์ ทั้งที่ความผิดยังไม่เกิด หรือความผิดที่เกิดขึ้นแล้ว

รศ.ดร.วรพล กล่าวต่อว่า ยังได้เสนอแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญสำคัญต่างๆ ตามที่กลุ่มการเมืองหรือบุคคลสำคัญๆ นำเสนอแล้วเห็นว่า ล้วนแต่เป็นวิธีการที่สามารถทำได้ตามกฎหมาย เป็นวิธีการที่ควรผสมผสานโดยมีขั้นตอนที่เหมาะสม ดังนี้คือ นำสาระสำคัญของ รธน. 40 เดิม ซึ่งมีลักษณะเป็นประชาธิปไตยมากกว่ามาบังคับใช้แทน รธน.50 โดยเร็ว เพื่อให้บุคคลจากวงจรอุบาทก์ไม่สามารถใช้อำนาจหรืออำนาจประชาธิปไตยของปวงชนชาวไทยได้ ซึ่งวิธีการนำ รธน.40 กลับมาใช้โดยเร็ว คือ การแก้ไขตามอำนาจของรัฐสภาตามมาตรา 291 เนื่องจากสมาชิกวุฒิสภาขณะนี้เป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยสามารถที่จะถ่วงดุลเฉลี่ยน้ำหนักเสียงข้างมากข้างน้อยในสภาได้ การนำ รธน.40 มาใช้แทน รธน.50 จึงไม่จำเป็นต้องตั้ง สสร.3 (สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ) และไม่จำเป็นต้องใช้วิธีลงประชามติ เพราะว่าประชามติจะแฝงอยู่ในตัวแทนของประชาชนในรัฐสภาแล้ว

ประการต่อมา หากจะมีการแต่งตั้ง สสร.3 เห็นควรให้การแต่ตั้งโดยอยู่บนพื้นฐานของ รธน.40 ที่นำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อไม่ให้บุคคลที่มาจากวงจรอุบาทก์เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการสรรหาแต่งตั้ง ทั้งนี้ สสร. 3 สามารถดำเนินการศึกษาข้อดีข้อเสียดังกล่าวแล้วปรับปรุงแก้ไข และสร้าง รธน.ให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ในประเด็นนี้ที่พรรคประชาธิปัติย์บอกเป็นจุดอ่อนใน รธน.50 เดิม เรื่องการตรวจสอบก็สามารถเข้าไปแก้ไขได้ตอนนั้น แต่ต้องนำ รธน.40 กลับมาใช้ก่อน

อย่างไรก็ดี เห็นว่าหลังจาก สสร.3 ศึกษา และร่าง รธน. ของ สสร.3 ใหม่แล้ว ยังไม่ให้บังคับใช้ทันทีจนกว่าจะผ่านการพิจารณาของสภาฯ และจนกว่าจะได้รับประชามติจากพี่น้องประชาชน

รศ.ดร.วรพล กล่าวเพิ่มเติมว่า ลำดับที่นำเสนอ คือ ใช้กระบวนการในรัฐสภาโดยอาศัยเสียงข้างมากในสภาทั้งสองสภาร่วมกันนำ รธน.40 กลับมาใช้โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อป้องกันความเสียหายอันอาจจะเกิดมาจากอำนาจเผด็จการ ส่วนที่บางกลุ่มขอเวลาออกไปอีก 1 ปี น่าวิตกกังวลว่าความเสียหายจะเกิดขึ้นอีก เนื่องจากขณะนี้ รธน.50 ส่งผลให้เกิดผลเสียและกระทบต่อวิถีชีวิตของพี่น้องประชาชนอย่างมาก และเมื่อมี รธน.40 ฉบับใหม่ กลับมาใช้แล้วจะใช้ฐานของ รธน.ฉบับดังกล่าวไปร่าง รธน.ฉบับใหม่โดยตั้ง สสร.3 ได้ หลังจากนั้นจึงทำประชามติ

ทั้งนี้ กระบวนการดังกล่าว จะเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นพรรคพลังประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือแม้แต่ นปช. เพราะเป็นการนำข้อเสนอของทุกฝ่ายมารวมกัน ซึ่งหากเห็นประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้งก็ไม่น่าจะขัดแย้ง



สมัคร บินด่วนไปพม่า 11 พ.ค.นี้ เป็นตัวกลางประสานความช่วยเหลือ

สนามหลวง 9 พ.ค. - สมัคร สุนทรเวช บินด่วนไปพม่า 11 พ.ค.นี้ เป็นตัวกลางประสานความช่วยเหลือจากนานาชาติ ด้านเอกอัครราชทูตอังกฤษ เผยอังกฤษให้เงินช่วยเหลือพม่า 46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยืนยันให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้สามารถติดต่อกับทางพม่าได้แล้ว และนัดหมายว่า ตนจะเดินทางไปพม่าในวันที่ 11 พฤษภาคมนี้ เพื่อประสานงานด้านความช่วยเหลือผู้ประสบภัยนาร์กีส

ด้านนายควินทัน เควลย์ (Quinton Qquayae) เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า ได้หารือกับนายสมัคร เกี่ยวกับสถานการณ์ภัยพิบัติในพม่า ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก และรัฐบาลอังกฤษพร้อมจะส่งความช่วยเหลือ แต่ติดปัญหาว่า ไม่สามารถขอวีซ่าได้อย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องติดต่อกับรัฐบาลไทย ซึ่งนายกรัฐมนตรียินดีติดต่อประสานงานให้เจ้าหน้าที่อังกฤษได้รับวีซ่าเข้าพม่าโดยเร็ว

เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย กล่าวอีกว่า เบื้องต้นทางการอังกฤษได้ส่งเงินให้ความช่วยเหลือรัฐบาลพม่าเป็นเงิน 46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยืนยันว่า จะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่แต่ทางเจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญยังไม่สามารถเข้าพม่าได้ และตนยังได้บอกกับนายสมัครด้วยว่า ต้องการเดินทางไปพม่ากับนายสมัครด้วย. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-09 12:04:50