WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, May 11, 2008

“สมัคร” ลงใต้เรียกประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคง

นายกรัฐมนตรี เรียกประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคงจ.ชายแดนภาคใต้ เพื่อรับทราบสถานการณ์ในพื้นที่ พร้อมทั้งกล่าวชมเชยการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และแสดงฝีมือปรุงอาหารเลี้ยงทหารใหม่

ที่ห้องประชุมกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เรียกประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากหน่วยงานที่รับผิดชอบ ประกอบด้วย กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า กองบัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหาร และ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้

ในที่ประชุม นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวชมเชยการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่สามารถผนึกกำลังในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี ซึ่งในห้วงที่ผ่านมาทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างต่อเนื่อง โดยยึดแนวนโยบายของรัฐบาล คือ สันติวิธี และ การน้อมนำยุทธศาสตร์พระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา มาเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา ส่งผลให้เหตุการณ์ความไม่สงบลดน้อยลงและเจ้าหน้าที่ยังสามารถจับกุมคนร้ายระดับแกนนำได้หลายราย

นอกจากนี้ ยังสามารถเข้าตรวจยึดฐานปฏิบัติการที่สำคัญซึ่งกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบใช้เป็นสถานที่บัญชาการและเป็นสถานที่ฝึกอาวุธ รวมทั้งเป็นที่หลบซ่อนหลังก่อเหตุได้ถึง 9 ฐาน ซึ่งจากการเข้าตรวจยึดฐานเหล่านี้ได้พบหลักฐานหลายรายการที่สามารถเชื่อมโยงถึงกลุ่มบุคคลต่าง ๆ ที่อยู่เบื้องหลังการก่อเหตุความไม่สงบ และยังพบหลักฐานเชื่อมโยงถึงกลุ่มผู้ก่อการร้ายข้ามชาติด้วย

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้แสดงฝีมือในการประกอบอาหารให้ทหารใหม่ ร.5 พัน 3 และเยี่ยมทหารใหม่ ร.5 พัน 3 ค่ายสิรินธร เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ทหารใหม่ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่อีกด้วย


นายกฯ ให้คำมั่นแก้ไขสถานการณ์ภาคใต้ด้วยสันติวิธี


กรุงเทพฯ 10 พ.ค. - นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นครั้งแรก พร้อมให้คำมั่นจะแก้ไขสถานการณ์รุนแรงด้วยสันติวิธี สอดคล้องกับผู้บัญชาการทหารบก ที่ยืนยันกองทัพจะไม่ทิ้งประชาชน

การลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่ง โดยได้เดินทางไปปฏิบัติภารกิจหลายพื้นที่ เริ่มจากเยี่ยมประชาชนที่ หมู่บ้านสันติ 1 และ 2 อำเภอธารโต จังหวัดยะลา จากนั้นได้เดินทางไปยังกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี เพื่อรับทราบสถานการณ์ด้านต่าง ๆ จากผู้นำศาสนาและผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ โดยนายกรัฐมนตรี ยืนยัน การแก้ปัญหาจะยึดแนวทางสันติวิธี และน้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ เข้าถึง เข้าใจ พัฒนา มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมขอให้ผู้หลงผิด ยุติการก่อเหตุร้ายและกลับตัวกลับใจมาช่วยพัฒนาพื้นที่จะดีกว่า ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้ลงมือปรุงแกงเขียวหวานเลี้ยงเจ้าหน้าที่ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจด้วย


ขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีพอใจการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ที่ขับเคลื่อนมาอย่างถูกทางแล้ว และสถานการณ์ก็เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ส่วนทางกองทัพได้พยายามกำชับกำลังพลตลอดเวลาว่า ภารกิจสำคัญนี้จะลุล่วงได้ก็ต่อเมื่อ ประชาชนให้ความร่วมมือ ดังนั้นทหารจะไม่ทิ้งประชาชน และจะเดินหน้าสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นต่อไป.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-10 19:37:48

จักรภพ เตรียมออกกฎห้ามสื่อรัฐเสนอข่าวหนุนรัฐประหาร

กรุงเทพฯ 10 พ.ค. - “จักรภพ” เผยเตรียมออกฏห้ามสื่อของรัฐเสนอข่าวสนับสนุนการรัฐประหาร หากฝ่าฝืนถือผิดวินัย ระบุเป็นการสร้างความแตกแยก ขณะที่ “สุวิช สุทธิประภา” ยอมรับสื่อเป็นกลางน้อยลง เพราะผลประโยชน์และอำนาจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 12.00 น. ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ได้จัดสัมมนาทางวิชาการ “บทบาทสื่อกับความเป็นกลางในยุคสังคมแตกแยก (ความคิด)” โดยนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาตอนหนึ่งว่า ต้องการเห็นสื่อมีความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ใช่การตอกลิ่มให้เกิดความแตกแยกเพียงอย่างเดียว ในฐานะที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลสื่อภาครัฐทั้งกรมประชาสัมพันธ์และสถานีโทรทัศน์ NBT ในสัปดาห์หน้าจะปรับระเบียบกฎเกณฑ์ภายในให้ข้าราชการและพนักงานทุกคนว่า ไม่ให้เสนอข่าวสนับสนุนการปรัฐประหาร หากสื่อภาครัฐเชียร์ให้มีการรัฐประหาร จะถือว่ามีความผิดทางวินัย ความเห็นที่แตกต่างกันสามารถทำได้ แต่ต้องไม่ทำลายระบอบประชาธิปไตย ส่วนวิธีแก้ไขคือ จะต้องเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทในการทำงานสื่อให้มากขึ้น รวมถึงสนับสนุนให้มีสื่อทางเลือกมากขึ้น

ด้านนายสุนัย จุลพงศธร ประธานคณะกรรมการประชาสัมพันธ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า สื่อมวลชนถือเป็นส่วนหนึ่งมในการนำเสนอข้อมูลไปยังประชาชนและมีบทบาทต่อความเปลี่ยนแปลงทางความคิด จึงต้องวางตัวเป็นกลาง เพราะแม้ข่าวที่ออกมาจะผิดแต่วัฒนธรรมความเชื่อของคนในสังคมก็จะเชื่อสื่อหนังสือพิมพ์มาก สื่อที่ไม่เป็นกลางกำลังจะทำความลำบากให้สังคม จึงขอให้ยึดสิทธิเสรีภาพ ไม่ปลุกระดมทางความคิดหรือแบ่งฝักแบ่งฝ่าย

ส่วนนายสุวิช สุทธิประภา ผู้จัดการส่วนสร้างสรรค์ สำนักข่าวไทย มองว่าสื่อไทยมีความเป็นอิสระสูง และปัจจุบันมีการแบ่งค่ายที่เกิดจากธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้น การรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนจึงต้องเลือกรับ ยอมรับว่าความเป็นกลางของสื่อมีน้อยลง เพราะมีการนำเสนอข่าวเพื่อผลประโยชน์และอำนาจที่เป็นอันตรายต่อสังคม

สำหรับประเด็นการปรับคณะรัฐมนตรี นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเข้าข่ายอาจถูกปรับด้วยนั้น นายจักรภพ กล่าวว่า ไม่มีปัญหา หากปรับแล้วการทำงานของรัฐบาลสามารถเดินหน้าต่อไปได้ก็ยินดี ส่วนจะปรับใหญ่หรือเล็ก อยู่ที่นายกรัฐมนตรีพิจารณา.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-10 16:02:48



ร.ท.กุเทพ ระบุสภาฯ แจ้งประชุมผ่าน sms ได้

สำนักข่าวไทย 10 พ.ค. - ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ ว่า การประชุม ส.ส.พรรคพลังประชาชน ในวันพรุ่งนี้ (11 พ.ค.) มีวาระเดียว คือ แจ้งให้ที่ประชุมพรรคทราบถึงมติคณะกรรมการบริหารพรรค ที่เลือกนายชัย ชิดชอบ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร แทนนายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ที่ลาออกไป โดยมีนายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคพลังประชาชน เป็นประธานในที่ประชุม

ส่วนกรณีที่นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งข้อสังเกตว่าการเรียกประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 12 พ.ค.นี้ ผ่านทาง sms โทรศัพท์ เพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยที่ไม่แจ้งเป็นหนังสือล่วงหน้า ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของทางสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ชี้แจง ซึ่งตามระเบียบข้อบังคับการประชุมสภาฯ ฉบับใหม่ ให้แจ้งทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ล่วงหน้า 3 วัน อย่างไรก็ตามการแจ้งการประชุมดังกล่าว ทางสภาฯ คงเห็นว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-10 15:57:00




Saturday, May 10, 2008

จักรภพออกกฎเหล็กสื่อรัฐ ห้ามสนับสนุนรัฐประหาร

นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี่ กล่าวระหว่างการสัมมนาเรื่อง "บทบาทสื่อมวลชนกับความเป็นกลางในยุคสังคมแตกแยก" จัดที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม วันนี้ (10 พ.ค.) ว่า ในฐานะรัฐมนตรีที่มีหน้าที่กำกับดูแลสื่อของรัฐ จะยังเดินหน้าจัดระบบสื่อมวลชนต่อไป โดยมียุทธศาสตร์สนับสนุนสื่อทางเลือก และส่งเสริมสื่อภาคประชาชน ต้องมีความเป็นกลางและให้ความรู้ต่อประชาชน ยืนยันว่า การเข้ามารับตำแหน่งไม่ได้ต้องเข้ามาทะเลาะกับใคร ยกเว้นบุคคลที่จ้องทำลายระบอบประชาธิปไตย


รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า จากความพยายามจัดระบบสื่อเพื่อให้ประชาธิปไตยมีความเข้มแข็ง จึงทำให้พรรคประชาธิปัตย์ เข้าชื่อยื่นถอดถอนตนให้พ้นจากตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม ยืนยันจะยังเดินหน้าต่อไป โดยในสัปดาห์หน้า จะมีการออกระเบียบให้กับข้าราชการและพนักงานกรมประชาสัมพันธ์ ห้ามสนับสนุนการทำรัฐประหารทั้งทางตรงและทางอ้อม หากผู้ใดฝ่าฝืนถือว่าผิดระเบียบของข้าราชการ ยอมรับว่าการออกระเบียบดังกล่าวเป็นเพราะมีกระแสข่าวการปฏิวัติเกิดขึ้น



"สื่อของรัฐสนับสนุนการรัฐประหารไม่ได้ หากสนับสนุนการรัฐประหารถือว่า เป็นการทำผิดวินัยข้าราชการ คือ ยอมให้มีการล้มล้างระบอบประชาธิปไตย และ รัฐธรรมนูญ ถือว่ามีความผิด ผมจะเดินหน้าสร้างความถูกต้องให้กับบ้านเมืองต่อไป ใครคิดว่าสื่อควรจะเชียร์ให้มีการยึดอำนาจได้ขอให้แสดงเหตุผลมา" รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว



รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ตนถูกโจมตีอย่างหนัก ใน 5 ข้อหา 1.ไม่จงรักภักดี 2.แทรกแซงสื่อสารมวลชน 3.ทำตัวหรูหรา 4.เป็นนายหน้าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีต นายกรัฐมนตรี และ 5.เป็นสายล่อฟ้า แต่ขอปฏิเสธทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าอาจมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นสายล่อฟ้า แต่ยืนยันที่จะเดินหน้าเป็นสายล่อฟ้าต่อไป



ลูกเข้าทาง 'สมัคร' โชว์

นี่แหละสันดานของเผด็จการครองเมือง ขนาดประชาชนเดือดร้อนแสนสาหัส ตายเกลื่อนเป็นเรือนแสน ทางการพม่ายังไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากต่างชาติที่จะเดินทางเข้าไปช่วยเหลือเหยื่อพายุไซโคลนนาร์กีสด้านมนุษยธรรม

เพียงแค่เหตุผลด้านการรักษาความมั่นคงภายใน

ไม่ไว้ใจหากปล่อยให้องค์กรสากล หน่วยกู้ภัยนานาชาติเข้ามาเพ่นพ่านในประเทศ

กลัวฝรั่งแทรกซึมล้วงตับ

พม่าก็ยังคงเป็นพม่า แต่ก็ถือว่าได้โอกาสโชว์ความเป็นมือประสานระดับอินเตอร์

ล่าสุด “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม รับเป็นตัวกลางเจรจาให้รัฐบาลพม่ายอมรับความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและอังกฤษกรณีที่ประสบภัยพิบัติจากพายุไซโคลนนาร์กีส

หลังจากองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ออกอาการเหนื่อยอกเหนื่อยใจกับการที่ทางการพม่าปฏิเสธไม่ออกวีซ่าให้กับคณะผู้เชี่ยวชาญด้านการกู้ภัยและบรรเทาทุกข์ เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์การให้ความช่วยเหลือมวลมนุษย์

เจอฤทธิ์เผด็จการทหารพม่าเข้าไป แม้แต่ยูเอ็นยังเจาะไม่เข้า

คิวนี้เลยต้องพึ่งบริการ “ลุงหมัก”

แม้จะยังออกอาการกั๊กๆ เพราะตอนแรกนายกฯสมัครจะบินไปกล่อมผู้นำทหารพม่าด้วยตัวเอง แต่หลังจากจับอาการของรัฐบาลพม่าแล้ว ยังเดาทางไม่ออก

ไปเองแล้วเสี่ยงหน้าแตก ออกตัวถอยกลับไม่ทัน

แต่อย่างน้อยในฐานะที่เพิ่งเปิดบ้านย่านนวมินทร์ ลงมือเข้าครัวปรุงสตูเนื้อเลี้ยงอาหารค่ำ พล.อ.เต็ง เส่ง นายกรัฐมนตรีพม่า อย่างกันเองเป็นการส่วนตัว ในช่วงเดินทางมาเยือนเมืองไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา

นายกฯพม่าคงไม่ยังไม่ลืมรสชาติสตูเนื้อฝีมือนายกฯไทย

อาศัยความใกล้ชิดสนิทสนมส่วนตัว ส่งตัวแทนนายกฯไทยไปหยั่งเชิงก่อน ได้เรื่องยังไง “ลุงหมัก” ค่อยตามน้ำอีกที

งานนี้ถือว่าลูกไหลมาเข้าทาง “ลุงหมัก” ได้โชว์ลีลามือประสานอินเตอร์ นำหน้าพี่เบิ้มทั้งสหรัฐฯและอังกฤษเจรจาความกับรัฐบาลหม่อง

ถ้าไกล่เกลี่ยสำเร็จคงได้ยืดอกคุยสามวันไม่จบ

จากคิวลูกเข้าทางมาถึงลีลาเขี่ยลูกออกข้างสนาม

หลังอาหารอิตาเลียนมื้อค่ำที่ร้านไพซาโน ซอยต้นสน ที่ข่าววงในออกมาตรงกันว่า “ลุงหมัก” ประกาศกลางวงหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล จากนี้ไปรัฐบาลจะมุ่งบริหารปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านเป็นด้านหลัก

เพราะขี้เกียจโดนด่าหูชาแล้ว

ส่วนกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รัฐบาลจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสภา เป็นเรื่องที่ ส.ส.จะตั้งแท่นดำเนินการกันเอง รัฐบาลไม่ควรเข้าไปยุ่มย่าม

ตีลูกชิ่ง เบี่ยงกระแสลดแรงเสียดทาน

“ลุงหมัก” โชว์ลูกเก๋าเกม ตีกรรเชียงถอยอย่างมีเชิง

ก็อย่างที่เริ่มรู้สึกกันได้ถึงสัญญาณอันตรายที่คืบคลานเข้ามา สารพัดโพลสะท้อนผลงาน ครม. คะแนนสูงสุดอย่างนายมิ่งขวัญ แสง-สุวรรณ์ รองนายกฯและ รมว.พาณิชย์ ยังได้แค่ 4.96 จากเต็ม 10 ไม่ถึงครึ่ง

กอดคอกันสอบตกยกคณะ

ประกอบกับองค์กรที่เสียงดังทางสังคม อย่างเครือข่ายแพทย์อาวุโสก็เริ่มขยับออกมาเตือนรัฐบาล ในภาวะราคาน้ำมันพุ่งติดลมบน ข้าวยากหมากแพง ประชาชนเดือดร้อนปัญหาปากท้อง แต่รัฐบาลยังดึงดันมุ่งหน้ารื้อรัฐธรรมนูญ

ขยันเติมเชื้อไฟเร่งปฏิกิริยา

ชะตากรรมโหดๆสถานการณ์เสี่ยงๆรออยู่ข้างหน้า เห็นกันรำไรๆ

รัฐบาล “สมัคร” อาจเก็บฉากเร็วกว่าที่วางโปรแกรมไว้

แต่เมื่อ “ลุงหมัก” รู้จักแตะเบรก ใส่เกียร์ถอยอย่างมีชั้นเชิง อาศัยการพูดจากับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลบนโต๊ะที่ร้านไพซาโน โยนเกมรื้อรัฐธรรมนูญให้สภา แยกบทเล่นให้รัฐบาลมาเน้นบริหารปัญหาปากท้องชาวบ้าน

อาหารอิตาเลียนมื้อนี้คุ้มจริงๆ.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน


ส.ส.ภาคเหนือ พปช.พร้อมรับมติที่ประชุมสภาเลือกประธานคนใหม่

10 พ.ค. - นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ พรรคพลังประชาชน กล่าวถึงมติกรรมการบริหารพรรคที่เลือก นายชัย ชิดชอบ ส.ส.บุรีรัมย์ เพื่อเสนอชื่อเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่า ตามปกติหากเป็นตำแหน่งในรัฐบาลเมื่อกรรมการบริหารพรรคเลือกผู้ที่เหมาะสมแล้ว ก็จะส่งรายชื่อให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการต่อไป แต่ถ้าเป็นตำแหน่งในรัฐสภาเมื่อมีมติกรรมการบริหารพรรคแล้ว ก็ต้องนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม ส.ส. หากที่ประชุมมีมติอย่างไร พร้อมยึดถือตามนั้น โดยจะไม่มีการเรียกร้องโควตาของภาคเหนืออีก รวมทั้งจะไม่เรียกร้องตำแหน่งรัฐมนตรีทดแทนด้วย

นายวรวัจน์ กล่าวอีกว่า สำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะยึดร่างที่คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขปัญหารัฐธรรมนูญปี 2550 เสนอต่อรัฐสภาเป็นหลัก โดยจะรวบรวมรายชื่อ ส.ส.เพื่อยื่นญัตติ แต่คาดว่าจะไม่ทันสมัยประชุมนี้. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-10 15:00:33



นพดล เตรียมจัดหารือคณะมนตรีว่าด้วยความร่วมมือการค้าข้าว

ญี่ปุ่น 10 พ.ค. - นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผย ความคืบหน้าในการจัดประชุมคณะมนตรีว่าด้วยความร่วมมือการค้าข้าว (Council of Rice Trade Cooperation – CRTC) ซึ่งประกอบด้วย ไทย เวียดนาม บังกลาเทศ จีน และอินเดีย ว่า หลังจากที่เคยมีการประชุมระดับรัฐมนตรี ครั้งแรก เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2545 และได้ห่างหายไป โดยคาดว่าจะสามารถจัดการประชุมได้ ภายใน 2–3 เดือน พร้อมยืนยันว่า คณะมนตรีดังกล่าวไม่ได้มีลักษณะเหมือนโอเปก แต่จะเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับผลผลิตข้าว ปริมาณการผลิต ความสามารถในการเพิ่มผลผลิต รวมถึงให้ความช่วยเหลือประเทศผู้ปลูกข้าวอื่นๆ ที่สนใจ

“สิ่งที่เราจะทำ ไม่ได้เป็นไปตามข้อวิจารณ์ของต่างชาติ เราไม่ต้องการใช้วิกฤติอาหารโลก เพื่อซ้ำเติม หรือ ฉกฉวยประโยชน์ แต่เรามีความรับผิดชอบในการแก้วิกฤติอาหารโลก ในบริบทของข้าว” นายนพดล กล่าว. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-10 10:04:00




งานหลักงานรองของ“สิงห์เหลิม”

วันนี้แม้ความฝันการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่วันแรกที่ถอดยูนิฟอร์มสีกากี เพื่อเดินบนถนนการเมืองของ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง จะเป็นจริง แต่อำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เจ้าของรหัสเรียกขาน มท.1 ในปัจจุบัน ต่างกันมากกับเมื่อครั้งที่สิงห์เหลิมฝันไว้

ในอดีตเมื่อครั้งที่ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง ยังรับราชการตำรวจ เป็นสารวัตรแผนก 4 กองกำกับ 2 กองปราบปรามนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กำกับดูแลกรมตำรวจ กรมอัยการ ทำให้นักการเมืองทุกคนฝันที่จะนั่งเก้าอี้ตัวนี้ เพราะมีอำนาจคับแข้งคับขา ให้คุณให้โทษกับข้าราชการได้เต็มที่

วันนี้กรมอัยการ สลัดออกจากกระทรวงมหาดไทย เป็นสำนักงานอัยการสูงสุด ในสมัยที่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช. ยึดอำนาจการปกครองประเทศจากรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี ต่อมาเป็นองค์กรอื่นๆ ตามรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน ไม่ต้องขึ้นกับนายกรัฐมนตรี

ต่อมากรมตำรวจก็เดินตามกรมอัยการ เป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในสมัยที่ นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 ขึ้นกับนายกรัฐมนตรี

แต่ในการที่กรมตำรวจสลัดพ้นจากกระทรวงมหาดไทย เป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายชวนกลับมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กำกับดูแลแทน

ด้วยเหตุนี้กระมัง หลายคนยังคงคิดว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังคงขึ้นกับกระทรวงมหาดไทย

จนกระทั่ง พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีคนต่อๆ มาก็กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วยตนเอง ตามเจตนารมณ์ที่ขยับกรมตำรวจเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

เมื่อไม่มีกรมอัยการและกรมตำรวจให้กำกับดูแล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยวันนี้ จึงต่างจากวันที่สิงห์เหลิมตั้งความหวังไว้มาก

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยวันนี้ จึงมีหน้าที่มากกว่าอำนาจ หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยทำหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุข

ถ้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ใช้อำนาจมากกว่าทำหน้าที่ ก็จะถูกฝ่ายค้านกล่าวหาว่าเหิมเกริม มัวเมาในอำนาจ และทำให้ประชาชนเชื่อ

จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่ผลการสำรวจประชาชนของกรุงเทพโพล มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง จึงได้รับเกียรติให้เป็นรัฐมนตรีที่ไม่มีผลงานอันดับหนึ่ง ทั้งๆ ที่มีผลงานสามารถไล่บี้ให้กรมที่ดินติดตามที่ดินของรัฐกลับคืนมา แม้ยังไม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ต้องรอขั้นตอนในชั้นศาล แต่ถ้าว่าสำเร็จไปแล้วในระดับหนึ่ง แต่ผลงานที่เห็นชัดที่สุดในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา กลับถูกมองว่าเป็นการรังแกและชำระแค้นกันในทางการเมือง

จริงๆ แล้ว สถานการณ์ปัจจุบันนี้ หลายต่อหลายเรื่องที่ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง สามารถทำคะแนนแซงหน้า นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งจับงานหมูกับงานข้าว ก็มาอันดับหนึ่ง

เช่น ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง บอกว่ารู้ข้อมูลดี ถึงแม้ยอมรับว่าไม่สามารถจะแก้ได้ตามลำพัง จะต้องร่วมมือกันทุกฝ่าย

แต่จนถึงวันนี้ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม ยังไม่ได้แสดงอะไรที่จะขอความร่วมมือกับทุกหน่วยงาน อ้างเพียงว่าปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ กองทัพเป็นเจ้าภาพรับผิดชอบ ตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางลงไปในพื้นที่ภาคใต้แค่ครั้งเดียว และลงไปแค่ จ.สงขลา เท่านั้น

แต่วันวาน ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง ไปนั่งสอบถามขี้ยาและขี้คุกที่ชื่อ นายจิตติโชตน์ โชคชัย ผู้ต้องหายิง พ.ต.ท.ภูษิต วิเศษคามินทร์ รอง ผกก.จร.สน.พญาไท ได้รับบาดเจ็บสาหัส และถูกจับได้พร้อมยาบ้า 5 เม็ด

จริงอยู่วันนี้ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง ได้รับมอบหมายจาก นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ให้เป็นผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามยาเสพติด แต่แค่ผู้ต้องหามียาบ้า 5 เม็ด ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามยาเสพติด ต้องลงไปสอบปากคำเองเลยหรือ ในขณะที่วันเดียวกันนั้น คนร้ายได้ลอบวางระเบิดในพื้นที่ จ.ปัตตานี และนราธิวาส หลายสิบจุด ซึ่งเป็นงานหลักของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ควรจะให้ความสนใจ แต่กลับมาสนใจงานรอง

ผมเสียดายครับ ถ้าสิงห์เหลิมให้ความสนใจ ใส่ใจงานหลักมากกว่างานรอง ผลการสำรวจครั้งหน้า รับรองว่าผลงานจะต้องแซงหน้ารัฐมนตรีทุกคน

เอกฉัตร



ร่าง รธน.40 ก.

ในฐานะคนที่คัดค้านการปฏิวัติรัฐประหารและไม่เห็นด้วยกับเผด็จการ ก็พลอยรู้สึกยินดีไปด้วยที่เห็นการแก้ไข รธน.50 ที่เป็นผลพวงจากการปฏิวัติรัฐประหาร เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเรื่อยๆ

โดยเฉพาะการเดินทางไปยื่นร่าง รธน. ฉบับ 40 ก. (แก้ไข) ของคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) ได้บอกเล่าอะไรหลายต่อหลายอย่าง

ทั้งประชาชนเรือนหมื่นที่เดินทางไปให้กำลังใจถึงหน้ารัฐสภา ที่บอกให้เห็นถึงความต้องการที่จะได้รัฐธรรมนูญที่มีหัวใจเป็นประชาธิปไตยเต็มร้อย

ขณะที่รายชื่อ 1.5 แสนชื่อ ที่ได้มาจากพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศ ทั้งที่มีการดำเนินการเพียงในระยะเวลาสั้นๆ และได้แนบไปพร้อมกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็บอกเล่าเรื่องราวอันเดียวกันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นความต้องการที่สอดคล้องต้องกันของคนไทยทุกภูมิภาค

รวมทั้ง ส.ส. และ ส.ว. กว่าร้อยคนที่ออกมาให้การต้อนรับถึงหน้าสภา และไปร่วมกันปฏิญาณต่อหน้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ก็ยิ่งทำให้มองเห็นหนทางสว่างไสวมากขึ้น

ยิ่งเฉพาะเมื่อกลุ่ม ส.ส. หล่ายคนออกมาแสดงความเอื้อเฟื้อ รับจะโอบอุ้มร่าง รธน. ฉบับประชาชนเข้าสู่สภาในนาม ส.ส. ที่สามารถทำได้โดยการร่วมลงชื่อไม่น้อยกว่า 96 คน จะได้ไม่ต้องไปเสียเวลากับการตรวจสอบ 5 หมื่นรายชื่อที่ร่วมสนับสนุน

ทั้งหมดนั้นก็เป็นการสะท้อนชัดว่าการแก้ รธน.50 ที่ทุกคนต่างรู้ดีถึงที่มาที่ไป เป็นความยินยอมพร้อมใจของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

เพราะบรรดากลุ่มคนที่เดินทางมาที่หน้ารัฐสภา หรือผู้คนที่ร่วมลงชื่อก็เป็นกลุ่มคนที่มาจากหลากหลายภูมิภาค หลากหลายหน้าที่การงาน ที่พอจะบอกเล่าได้เป็นอย่างดีว่าเป็นตัวแทนของคนกลุ่มต่างๆ

และที่สำคัญไปกว่าอื่นใด ก็คือเนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีแก่นสำคัญเป็นที่น่าสนใจ เชื่อได้ว่าจะตอบโจทย์ความเป็นประชาธิปไตย และความเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนได้เป็นอย่างดี

ขณะเดียวกันก็น่าจะสามารถตอบข้อกล่าวหาของกลุ่มคนที่ออกมาตะแบงคัดค้าน ได้อย่างหมดจดไร้ข้อสงสัย

ว่ากันตั้งแต่ความพยายามที่จะกล่าวอ้างว่าคนที่สนับสนุนแก้ไข รธน.50 ไม่จงรักภักดีต่อสถาบันเบื้องสูง

ในร่าง รธน. ฉบับ 40 ก. ก็ยังคงเนื้อหาสาระของหมวด 1 และ 2 เอาไว้ตามเดิม

ส่วนในหมวดถัดมาที่นำเอาสาระของ รธน. 40 มาใช้ ก็เป็นสิ่งที่ได้ระดมความเห็นจากประชาชนทั้งประเทศ แยกย่อยเป็นรายจังหวัด และมีเนื้อหาสาระที่ให้ประชาชนมีสิทธิมีส่วนในทางการเมืองด้วยตัวเองเป็นครั้งแรกมาอย่างชัดเจน

แม้แต่ความพยายามของ ส.ว. บางกลุ่ม หรือพรรคประชาธิปัตย์ ที่เรียกร้องให้มีการตั้ง สสร. ก็พลอยหมดปัญหาไปด้วยเพราะ รธน.40 ได้ผ่านกระบวนการดังกล่าวมาเป็นที่เรียบร้อย

รวมทั้งสิ่งที่ นพ.เหวง โตจิราการ หนึ่งในแกนนำ คปพร. ออกมายืนยันก็น่าจะสร้างความสบายใจได้ ทั้งคำยืนยันว่าร่าง รธน. ฉบับนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือเอื้อประโยชน์พรรคการเมืองใด

โดยชี้ให้เห็นชัดที่มีการแก้ไขให้เปิดโอกาสให้สามารถตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้ง่ายขึ้น รวมทั้งลดจำนวน ส.ส. ในการยื่นญัตติขออภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็จะเป็นช่องทางให้เพียงเฉพาะเสียงของฝ่ายค้านก็สามารถที่จะซักฟอกนายกฯ ได้

นอกจากนี้อีกประการหนึ่งที่ประชาชนนับแสนได้เคยร่วมลงชื่อเอาไว้ แต่ไม่ได้รับการสนใจไยดีจากสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ถูกตั้งขึ้นโดยคณะรัฐประหาร

ก็คือ การบัญญัติให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ

แต่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 40 ก. ได้มีการเขียนเอาไว้อย่างชัดเจน แต่ขณะเดียวกันก็ระบุว่า

ประชาชนย่อมมีเสรีภาพในการนับถือศาสนาหรือการปฏิบัติตามศาสนาตามความเชื่อถือของตน

รวมไปถึงยังมีการยกเลิก แก้ไข ระเบียบ คำสั่ง หรือข้อปฏิบัติใดๆ ที่ไม่สอดคล้องกับวิถีทางประชาธิปไตยให้หมดไป

เพียงเท่านี้ก็พอจะย้ำและยืนยันได้ว่า แนวทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเอา รธน.40 มาเป็นแม่แบบ และมีการปรับปรุงส่วนต่างๆ อย่างเหมาะสมนั้นมีเจตนาชัดเจนอย่างไร

เชื่อว่าประชาชนสามารถตัดสินได้โดยไม่ยากว่ามีเค้าลางเป็นจริงดังที่บางกลุ่ม บางพรรคพยายามกล่าวหาหรือไม่
และกลับกันก็น่าจะทำให้รู้ลึกถึงสันดานของคนบางพวกมากขึ้น...ว่าการออกมาคัดค้านแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีเจตนาอย่างไรกันแน่...!?

บิ๊กโบ๊ต