WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, May 11, 2008

เรียนรู้ ‘ไฟใต้’ บนเงื่อนไขเก่า/กลาง/ใหม่ แล้ว ‘แลไปข้างหน้า’ (จบ)

‘เมล็ดพันธุ์เลือด?’ เด็กใต้ในฐานะเหยื่อความรุนแรง
ในขณะที่ ดร.เพชรดาว โต๊ะมีนา อดีต กอส. ซึ่งทำงานเกี่ยวกับเด็กและการเยียวยา อภิปรายว่า ประเด็นเรื่องเด็กมักเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงมากที่สุดเมื่อมีเหตุการณ์ความรุนแรง แต่จะได้รับความสนใจน้อยที่สุด เด็กที่เป็นเหยื่อของความรุนแรงและได้รับความสูญเสีย ไม่ว่าพ่อ แม่ เพื่อน หรือญาติพี่น้อง มีสิ่งที่สะท้อนออกมาคือ ความเกลียดชังและความแค้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเด็กกลุ่มนี้อยู่นอกระบบการศึกษา

แต่สำหรับงานวิจัย ‘ความรุนแรงในภาคใต้กับความคิดของเด็ก: ศึกษากรณีเด็กที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ’ โดย ซากีย์ พิทักษ์คุมพล มีมุมมองที่แตกต่างออกไป

ซากีย์ ทำการศึกษาเด็กในพื้นที่ที่ถูกนิยามว่า ‘สีแดง’ โดยเลือกพื้นที่ที่มีสถิติของความรุนแรงมากที่สุดคือ ใน อ.ระแงะ จ.นราธิวาส และโดยข้อจำกัดหลายด้าน จึงใช้วิธีในการศึกษาโดยการให้เด็กเขียนบทความ 3 เรื่อง คือ หมู่บ้านของฉัน โรงเรียนของฉัน และสิ่งที่ฉันอยากเป็นในอนาคต พร้อมกับให้วาดภาพประกอบ นอกจากนี้ยังมีแบบสอบถามและการพูดคุย เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ลึกขึ้น

ซากีย์ พบว่า เมื่อ 5 ปี ก่อนเหตุการณ์ เด็กๆ มีความรู้สึกไปในทิศทางเดียวกันคือ พื้นที่หรือหมู่บ้านที่อยู่มีความปลอดภัย เพราะไม่มีเหตุการณ์อะไร แต่เมื่อมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น เด็กๆ มีความรู้สึกไม่ปลอดภัยในบางครั้ง เช่น เมื่อมีคนแปลกหน้าเข้ามาในหมู่บ้าน หรือเมื่อต้องแต่งชุดนักศึกษาวิชาทหารจะยิ่งรู้สึกไม่ปลอดภัยเลย

“ความรุนแรงส่งผลกระทบต่อความรู้สึกมาก แต่เด็กจะรู้สึกว่าตนเองไปไหนมาไหนได้ตามปกติ คือรู้สึกไม่ปลอดภัยแต่วิถีชีวิตในการไปไหนมาไหนยังเหมือนเดิม กลัวแต่ยังอยากไปเล่นอยู่ เพียงแต่ช่วงเวลาในการออกไปจะน้อยลง ในช่วงเวลาหนึ่งความรุนแรงไม่สามารถขโมยตัวตนของเขาไปได้อย่างสิ้นเชิง” ซากีย์ ตั้งข้อสังเกต

สำหรับคำถามเรื่องโรงเรียนของฉัน ซึ่งเป็นการประเมินเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างกัน เด็กบางคนตอบคำถามด้วยการเล่าเรื่องราวระหว่างเพื่อนที่มีทั้งพุทธและมุสลิม แต่เรื่องที่น่าสนใจมากเมื่อลงไปคุยกับเด็กบางคนที่พ่อเสียชีวิตจากความรุนแรง หลังสร้างความคุ้นเคยกันมากขึ้นระดับหนึ่งแล้ว เมื่อซากีย์ถามว่า ถ้ามีโอกาสแก้แค้นจะทำหรือไม่ เด็กบางคนตอบว่า “ไม่...ผมเชื่อกฎแห่งกรรม” ส่วนเด็กมุสลิมมักจะตอบว่า “ให้เป็นเรื่องของพระผู้เป็นเจ้า” หรือ “ไม่แก้แค้น เพราะจะยิ่งเป็นการเพิ่มปัญหา”

เมื่อถามต่อไปว่าถ้ามีโอกาสได้คุยกับเขา อยากถามอะไร เด็กหลายคนมักจะขอถามว่า “ยิงพ่อหนูทำไม” แต่เด็กคนหนึ่งถามว่า...

“ยิงพ่อหนูแล้ว ชีวิตมีอะไรดีขึ้นบ้าง”

ซากีย์ บอกว่า คำถามนี้คงสามารถไปกระตุกต่อมความคิดของผู้กำลังก่อเหตุได้บ้าง เพราะเหมือนการตั้งคำถามกลับไปว่า มีอะไรที่จะได้จากความรุนแรงนอกจากความสูญเสีย

“สิ่งที่เห็นจากการศึกษา เชื่อว่าสายใยความสัมพันธ์ของชุมชนในอดีตที่เคยโอบอุ้มพื้นที่ยังไม่ขาดสิ้นไป ยังมีปฏิสัมพันธ์ของเด็กที่ทำให้เหตุการณ์ไม่เลวร้ายไปเสียทีเดียว แต่ต่อไปไม่แน่ใจ ถ้ารัฐยังไม่สามารถยุติเงื่อนไขของความรุนแรงในพื้นที่ได้ และปล่อยให้เหตุการณ์ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ก็อาจทำให้สายใยเหล่านี้ถูกกระทบได้

.การปฏิสัมพันธ์ของคนจะดีขึ้นหรือเลวลงจะต้องมีพื้นที่ เช่นเดียวกับเด็ก สามารถแยกแยะได้ว่ามุสลิมไม่ได้เลวร้ายไปทั้งหมด เพราะการมีเด็กพุทธอยู่ในโรงเรียนเดียวกัน” ซากีย์ กล่าวในช่วงท้าย

ขัดกันฉันท์มิตร : คู่มือทักษะวัฒนธรรมชายแดนใต้

ในช่วงท้ายของการเสวนาพูดถึงหนังสือ ‘คู่มือทักษะวัฒนธรรมชายแดนใต้’ โดย แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง นักวิชาการคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร หนังสือเล่มนี้ใช้ภาษาง่ายไม่ซับซ้อน สะท้อนภาพวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของผู้คนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ที่มีความหลากหลายและมีวิถีชีวิตที่ประสานต่อรองกันในบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป ให้เป็นที่รับรู้ของผู้คนทั้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้และส่วนอื่นๆ ของสังคมไทย และเพื่อให้เข้าใจแง่มุมของวิถีชีวิตซึ่งต่างไปจากภาพความรุนแรงที่ถูกนำเสนอรายวัน

แพร กล่าวว่า เป็นคนในพื้นที่และเคยคิดว่ารู้จักบ้านของตัวเองดี แต่เมื่อทำหนังสือเล่มนี้ทำให้ค้นพบว่า แท้จริงแล้วไม่รู้เรื่องบ้านตัวเองเลย

“นึกว่ารู้จักกันแต่ไม่รู้จักกันอย่างแท้จริง ไม่รู้ว่า พุทธ มุสลิม หรือคนจีนในพื้นที่เป็นอย่างไร และคนมุสลิมในพื้นที่เองก็ไม่ได้เข้าใจคนต่างศาสนาเหมือนกัน”

แพร อธิบายว่า คู่มือทักษะทางวัฒนธรรมมีตัวละครเป็นเด็กในโรงเรียน ซึ่งมีทั้งเด็กไทยพุทธ เด็กลูกคนจีน และเด็กมลายูมุสลิม และโรงเรียนเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่ใช้เรียนรู้กัน แต่ในความเป็นจริง โรงเรียนยังไม่ได้ถูกใช้เป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมอย่างเป็นทางการเลย ในหนังสือยังพูดถึงเรื่องภาษาในพื้นที่ ที่ไม่ได้มีแค่ภาษามลายูท้องถิ่นเท่านั้น แต่ในภาษามลายูมุสลิมก็ยังแยกย่อยลงไปอีก เช่น ภาษาเจ๊ะเห ที่ใช้เฉพาะบางพื้นที่เท่านั้น

หนังสือยังได้รวบรวมประเพณีในรอบ 12 เดือนของคนในพื้นที่ 3 จังหวัดเอาไว้ บางประเพณีแยกออกจากกัน และสามารถบอกได้ว่าใครเป็นใคร ชาติพันธุ์อะไร ในขณะที่ประเพณีหลายอย่างเป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างชาติพันธุ์ เช่น ประเพณีมาแกแต (เลี้ยงน้ำชา) ซึ่งเป็นประเพณีการระดมเงินร่วมกันโดยไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องศาสนา

สิ่งที่น่าสนใจในหนังสือคู่มือทักษะทางวัฒนธรรมของแพรอีกเรื่องหนึ่ง คือ ประวัติศาสตร์ในพื้นที่ที่สามารถเล่าได้ถึง 5 แบบ สะท้อนว่าในพื้นที่เดียวกันประวัติศาสตร์สามารถถูกสร้างและถูกเล่าได้หลายแบบ

แบบแรก คือ ประวัติศาสตร์ชาติที่พูดถึงการปราบปรามและการแข็งข้อของปัตตานี หรือปัตตานีเท่ากับกบฏ ในขณะที่ประวัติศาสตร์แบบที่สอง คือ ประวัติศาสตร์รายา แห่งปัตตานีดารุสซาลาม ที่เล่าถึงการต่อสู้เพื่อต่อต้านการครอบครองของสยาม

แพรตั้งข้อสังเกตว่า ประวัติศาสตร์ทั้ง 2 แบบมีนัยทางการเมืองที่ต่อรองอำนาจกัน

ส่วนประวัติศาสตร์แบบที่สาม คือ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส เช่น ประวัติความเป็นมาของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว หรือประวัติความเป็นมา เรื่องเล่าการตั้งเมืองต่างๆ

แบบที่สี่ คือ ประวัติศาสตร์ของกำปงหรือหมู่บ้าน เช่น บ้านพิเทน ที่มีเรื่องเล่าว่ามีพี่น้องทหารจาม 7 คน ซึ่งลงมากับกองทัพอยุธยาแต่ไม่ได้กลับไป จึงมาตั้งบ้านเมืองอยู่ที่หมู่บ้านนั้น โดยมีพี่ชายคนโตชื่อ ‘พี่เณร’ และเสียงเพี้ยนกลายมาเป็น ‘พิเทน’ เป็นต้น ประวัติศาสตร์แบบนี้อาจสามารถบอกได้ว่า ใคร คนกลุ่มไหนมาตั้งถิ่นฐาน และสามารถบอกได้ว่า คนเป็นเครือญาติแต่สามารถข้ามรัฐข้ามชาติกันได้อย่างไร

แบบสุดท้าย คือ ประวัติศาสตร์บาดแผล เช่น ประวัติศาสตร์อันมีผลมาจากรัฐนิยมในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ทำให้ยุ่งไปทั่วทั้งประเทศ เช่น การห้ามแต่งกายฮิญาบ คนจึงเล่าต่อๆ กันมาว่า เวลานั้นมีทั้งการถลกฮิญาบผู้หญิง การเอากาปิเยาะห์ (หมวกทรงกระบอกของผู้ชายมุสลิม) มาเตะเล่น ปัจจุบันเรื่องเล่าอย่างนี้ยังไม่หายไป

อีกบาดแผลอาจมาจากการพัฒนา เช่น สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ให้มีการสร้างนิคมพัฒนาตนเอง โดยย้ายเอาคนอีสานมาตั้งถิ่นฐาน กลายเป็นการแย่งชิงทรัพยากรของคนในพื้นที่ หรือการประกาศเขตอุทยานทับที่ทำกินของชาวบ้าน เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีเหตุการณ์ร่วมสมัย เช่น เหตุการณ์สะพานกอตอในปี 2518 (ทหารนาวิกโยธินอุ้มคนมุสลิมไปสังหารและนำศพไปทิ้งที่สะพานกอตอ แต่มีผู้รอดชีวิตมาเป็นพยานเล่าเหตุการณ์) กรือเซะ ปี 2530-2533 และ 2547 เหตุการณ์ตากใบ ปี 2547 เป็นต้น ซึ่งบาดแผลเหล่านี้อาจทำให้ความเป็นมิตรทั้งไทยพุทธ จีน มลายู ที่เคยมีมาหายไป

แพร กล่าวสรุปตอนท้ายว่า หนังสือเล่มนี้คงไม่สามารถแก้ปัญหาภาคใต้ได้ แต่ได้ให้ภาพทั้งสวยงามทั้งบาดแผล ว่าที่ภาคใต้เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้เพราะอะไร และอาจใช้กำหนดอนาคต หรือเป็นความรู้เบื้องต้นก่อนลงไปทำงาน หรือไปทำความรู้จักคนในพื้นที่ เพราะปัญหาภาคใต้เป็นปัญหาของคนไทยที่ไม่รู้จักและเข้าใจในวัฒนธรรมอื่นอย่างแท้จริง

สรุป
ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ หัวหน้าโครงการวิจัยอนาคตไฟใต้ กล่าวสรุปสุดท้ายว่า สิ่งที่ต้องเข้าใจเรื่องภาคใต้คือ ความหลากหลาย สังคมไทยไม่ยอมรู้จักตัวเอง และหวาดกลัวตัวเอง หวาดกลัวประวัติศาสตร์บางอย่าง กลัวความหลากหลาย ทั้งที่ความหลากหลายอาจเป็นพลังขับเคลื่อนสังคม ไม่ใช่ภัยคุกคาม

“อยากให้ผู้ใหญ่ได้ยินเสียงความหลากหลายและค้นพบหนทางแก้ไข เวลานี้อาจยังพอมีเวลาแก้ไข และทางแก้ไขต้องใช้ความรู้เท่านั้น”

ประชาไท



เรียนรู้ ‘ไฟใต้’ บนเงื่อนไขเก่า/กลาง/ใหม่ แล้ว ‘แลไปข้างหน้า’ (1)

ตอนนี้สถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ล่วงมาถึงปีที่ 4 แล้ว แม้ว่ากระแสข่าวจะดูเงียบหายไปหรือน่าหวั่นวิตกน้อยลงในการรับรู้ เมื่อเปรียบกับปีแรกของเหตุการณ์แล้ว ที่สังคมค่อนข้างตื่นตัวกว่ามากจนแทบกลายเป็นเงื่อนไขล้มรัฐบาลในขณะนั้นได้เลยทีเดียว

แต่สิ่งที่ซ่อนลึกๆ อยู่ในความเงียบ บางครั้งกลับน่ากลัวกว่า การฆ่ารายวันยังคงมีต่อเนื่องบนการรับรู้ที่ชินชา สลับไปกับเหตุการณ์ใหญ่ๆ ที่สามารถยึดหน้าสื่อได้ในบางครั้ง ตามมาด้วยเสียงก่นด่าสาปแช่งไม่กี่วัน แล้วก็ต้องกลับไปหวั่นในทรวงกับการเมืองในส่วนกลางที่ร้อนแรงไม่แพ้กัน

อย่างไรก็ตาม การทบทวนความรู้ความเข้าใจในเรื่อง 3 จังหวัดภาคใต้ ยังคงเป็นสิ่งจำเป็น ทหารกลายเป็นเรื่องปัจจัยใหม่ในบรรยากาศปัจจุบันบนพื้นที่ นำมาสู่เงื่อนไขใหม่ท่ามกลางความบอบบางทางอารมณ์ ความรู้สึก หรือหากมองจาก

ปัจจุบันขณะไปสู่ มีเด็กจำนวนมากกำลังเติบโตขึ้น แต่บรรยากาศแบบนี้จะทำให้เด็กๆ โตขึ้นไปเป็นแบบใด ในขณะที่เงื่อนไขมาจากอดีตอย่างเรื่องวัฒนธรรม ก็ยังคงส่งผลมากมายในปัจจุบันเช่นกัน เหล่านี้ยังไม่หยุดนิ่ง เกี่ยวข้องและดำเนินไปกับสถานการณ์อย่างซับซ้อน หากขาดองค์ความรู้แล้ว การมองหาจุดสิ้นสุดของปัญหาหรือแม้แต่การอยู่ร่วมกับปัญหาคงเป็นเรื่องยาก

เมื่อวันที่ 30 เมษายน ที่ผ่านมา ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรและศูนย์ข่าวสารสันติภาพ มูลนิธิเพื่อการศึกษาประชาธิปไตยและการพัฒนา ได้จัดสัมมนาโครงการวิจัย “อนาคตไฟใต้ สื่อ ทหาร เด็กและทักษะวัฒนธรรม” ขึ้นเพื่อตั้งคำถามกับประเด็นที่สำคัญต่อปัญหาภาคใต้ในหลากมิติ ‘ประชาไท’ เก็บความนำเสนอ

ไฟใต้ในสายตา ‘สื่อเทศ’

จากสถานการณ์ภาคใต้ระลอกใหม่ ที่เริ่มต้นด้วยเหตุการณ์ปล้นปืนกองพันพัฒนาที่ 4 อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส วันที่ 4 มกราคม 2547 อันนำไปสู่การดำเนินนโยบายของรัฐมากมาย แต่สุดท้ายคล้ายยึดอยู่เพียงแนวทางมาตรการด้านความมั่นคง ที่เน้นการทหารหรือการควบคุมเป็นหลัก การขาดความเข้าใจของที่มาของปรากฏการณ์รุนแรง จึงทำให้สถานการณ์บิดเกลียว เขม็ง ตึงเปรี๊ยะอย่างแข็งตัว และพร้อมสวิงกลับอย่างรุนแรงเฉียบขาด เพียงปีเดียวภาพลักษณ์สถานการณ์คล้ายถูกยกให้เทียบเท่ากับพื้นที่สงครามในประเทศอื่นๆ และ ‘สื่อ’ ไม่ว่าจะไทยหรือเทศนั่นเอง ที่มีส่วนสำคัญในการตอกย้ำภาพลักษณ์เหล่านี้ การรายงานสถานการณ์สภาวะความรุนแรงควบคู่กับการตอบสนองของรัฐอย่างแข็งกร้าว ถูกนำเสนอออกมาอย่างต่อเนื่อง และดูมืดมนอนธการ…

แต่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญก็เกิดขึ้นดุจประกายไฟ มีการตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) มาแปรเปลี่ยนสภาพอันร้อนแรงให้อุ่นตัว ทำให้ ปรางทิพย์ ดาวเรือง นักวิจัยอิสระที่พำนักอยู่ในมาเลเซีย มีความสนใจปรากฏการณ์นี้ และเริ่มสำรวจทรรศนะต่างประเทศต่อข้อเสนอแนะของ กอส. โดยรวบรวมจากสิ่งพิมพ์ภาษาอังกฤษและมลายูในประเทศไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

ปรางทิพย์ บอกว่า สิ่งที่ได้จากงานวิจัยนับว่าน่าสนใจอย่างมาก เพราะแม้ว่า กอส. จะยุติการทำงานไปแล้ว แต่ข้อเสนอแนะยังคงมีอิทธิพลทางความคิดต่อสื่อและผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ ที่ติด ตามปัญหาจังหวัดชายแดนใต้อย่างต่อเนื่อง

“สิ่งสำคัญคือ จะโน้มน้าวสังคมไทยให้ยอมรับแนวทาง กอส. ได้แค่ไหน ซึ่งสำคัญกว่าการสื่อจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม คงไม่สามารถตัดบริบทของนานาชาติได้ เพราะในอนาคตสำหรับสถานการณ์อาจจะมีแรงดันมาจากข้างนอก ดังนั้นการศึกษาเสียงของข้างนอกควรเริ่มได้แล้ว” ปรางทิพย์กล่าวในช่วงสรุป

ก่อนหน้านั้นปรางทิพย์อธิบายผลการศึกษาว่า สื่อในมาเลเซียค่อนข้างให้ความสนใจกับสถานการณ์ภาคใต้มากกว่าสื่อในดินโดนีเซีย เป็นไปในท่าทีที่ค่อนข้างเห็นอกเห็นใจ และให้ความสำคัญกับการเกิดขึ้นและการทำงานของ กอส. ในขณะที่การนำเสนอข่าวนโยบายของรัฐไทยจะได้รับความสนใจน้อยกว่า อาจจะเป็นเพราะสามารถใกล้ชิดและเข้าถึงแหล่งข่าวได้มากกว่า

กอส. ตั้งขึ้นมาในช่วงที่สถานการณ์ในพื้นที่ค่อนข้างเลวร้าย ก่อนหน้านั้นเหตุการณ์ตากใบส่งผลสะเทือนถึงนโยบายพรรคการเมืองในมาเลเซียเลยทีเดียว ถึงขั้นที่มีการตั้งกลุ่มร่วมกับพรรคฝ่ายค้านเพื่อแก้ปัญหา และ นายบาดาวี นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ยังเคยเรียกร้องต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทยในขณะนั้น

การตั้ง กอส. จึงมีสื่อสนับสนุนจำนวนมาก เพราะมีนัยที่ยอมรับทางเลือกที่ไม่ใช่การใช้อาวุธและการทหารเพียงอย่างเดียวเป็นครั้งแรก และสร้างความหวังขึ้น ในสื่อต่างประเทศ สายตาที่มีต่อ กอส. คือ ทางเลือกในแนวทางสันติและได้รับการยอมรับในทางสากล แต่ถูกมองว่ามีข้อด้อยคือ การขาดอำนาจในทางปฏิบัติ และความแตกต่างทางความคิดของบุคคลใน กอส. เป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจในบางเรื่อง นอกจากนี้รัฐเองก็ขาดความจริงใจในการสนับสนุน กอส. และรัฐสามารถเลือกหรือไม่เลือกใช้ก็ได้

สำหรับสื่อมาเลเซียซึ่งมีความใกล้ชิดกับสถานการณ์มาก ปรางทิพย์ตั้งข้อสังเกตที่สะท้อนมาจากการนำเสนอข่าวใน New Straits Times ว่า สื่อมาเลเซียสนับสนุนแนวทางของ กอส. และเน้นไปที่การเจรจา ซึ่งเธอวิเคราะห์ต่อไปว่า อาจเป็นเพราะมาเลเซียต้องการเป็นตัวกลางในการเจรจา แต่มันก็สะท้อนไปถึงความต้องการแนวทางการใช้ความสันติในการแก้ปัญหา การเสนอแนวคิด ‘คนกลาง’ การที่ต้องให้เข้าใจวัฒนธรรมและให้ยืนบนพื้นฐานสิทธิมนุษยชน ประเด็นที่สำคัญคือ ไม่มีการมองปัญหาภาคใต้ไปที่เรื่องการก่อการร้ายสากล ซึ่งรัฐไทยนำเสนอค่อนข้างมากในระยะแรก และสถานะของปัญหายังไม่นับเป็นการคุกคามเสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาค เมื่อเทียบกับความขัดแย้งอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า เหตุที่ต้องสนใจสื่อต่างชาติในการนำเสนอข่าวภาคใต้เป็นเพราะ ข้อเรียกร้องของ กอส. ได้กลายเป็นแนวทางมาตรฐาน และถูกอ้างอิงในการนำเสนอของสื่อต่างประเทศแล้ว ข้อเสนอบางประการของ กอส. ไม่ตายไปพร้อมกับ กอส. เพียงแต่ถูกจำกัดอยู่ในสื่อเล็กๆ ส่วนสื่อกระแสหลักไม่ได้สนใจข้อเสนอของ กอส. เท่าไรนัก เช่น การเสนอให้ภาษามลายูท้องถิ่นเป็นภาษาทำงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องการแรงผลักจากรัฐ แต่พอถูกบล็อกด้วยคำวิพากษ์วิจารณ์ และมีผู้ใหญ่ในสังคมไทยออกมาพูด สื่อก็เงียบ ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้สังคมไทยเรียนรู้ในการยอมรับความแตกต่างได้

การที่สื่อไทยเองก็ไม่ให้ความสำคัญ และสังคมไทยก็ไม่เคลื่อนไหว แม้สื่อต่างประเทศจะนำเสนอก็ไม่มีประโยชน์ เพราะไม่มีแรงผลักให้กับข้อเสนอ กอส. เป็นจริง

“สื่อไทยกับสื่อต่างประเทศต่างกัน สื่อต่างประเทศจะเข้าสู่ปัญหาด้วยกรอบสิทธิมนุษยชน แต่สื่อไทยเมื่อนำเสนอเรื่อง 3 จังหวัดจะให้ความสำคัญเรื่องความมั่นคงเป็นหลัก เพราะแนวคิดความมั่นคงแบบรัฐไทยถูกปลูกฝังมานาน จึงทำให้การนำเสนอข่าวต่างกันด้วย” ดร.พวงทอง กล่าว

นักรบกลับบ้าน : ประสบการณ์จากสมรภูมิ

พ.อ.หญิง พิมลพรรณ อุโฆษกิจ อาจารย์ส่วนการศึกษา โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ทำงานวิจัยเรื่อง ‘แนวทางการแก้ปัญหาการก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในทรรศนะของทหารผู้ปฏิบัติการในพื้นที่’ ภายใต้แนวคิดว่าทรรศนะของทหารที่ลงไปปฏิบัติการในพื้นที่ น่าจะเป็นความรู้อีกชุดหนึ่งที่น่าจะช่วยเสริมให้เห็นทรรศนะของผู้ปฏิบัติต่อปัญหาต่างๆ ที่ดำรงอยู่ในช่วงของการปฏิบัติได้ เช่น ช่องว่างระหว่างนโยบายและการปฏิบัติ หรือข้อเสนอแนะต่อแนวทางการแก้ปัญหาความไม่สงบ เป็นต้น

พ.อ.หญิง พิมลพรรณ ทำการศึกษาด้วยการศึกษาแนวคิดของหน่วยทหารกองทัพบกที่ปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ช่วงเดือนตุลาคม 2548-2550 โดยการเก็บข้อมูลจากทั้งตัวแทนระดับสัญญาบัตรและประทวน สิ่งที่ได้จากการวิจัยคือ ทหารจะต้องทำหน้าที่ทั้งการทหารและการเมืองไปพร้อมกัน และยังมีอุปสรรคทั้งในเชิงปฏิบัติและการประสานงานในองค์กร แต่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ก็มีความเห็นว่า แนวทางสมานฉันท์ที่รัฐบาลดำเนินอยู่ผสานกับยุทธศาสตร์พระราชทาน ‘เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา’ เป็นหนทางแห่งความสำเร็จ

ทั้งนี้ พ.อ.หญิง พิมลพรรณ ได้เล่าลักษณะการทำงานของทหารว่า หากสถานการณ์ยังไม่สงบ แม้ทหารชุดหนึ่งจะได้ออกจากพื้นที่ไปแล้วตามระยะเวลาประจำการ สุดท้ายทหารก็จะถูกวนเวียนกลับมาในพื้นที่อีก ส่วนความรู้ความเข้าใจของทหารต่อสถานการณ์นั้น จะมีการอบรมก่อนการลงพื้นที่ปฏิบัติงาน

ทหารเชื่อว่ากลุ่มสำคัญที่เป็นผู้ก่อการคือแนวร่วม BRN ซึ่งจะทำงานทั้งทางด้านมวลชนและด้านกองกำลังติดอาวุธ องค์กรระดับมวลชนจะมีการชักจูงลงไปถึงระดับหมู่บ้าน แต่ถ้าชักจูงไม่สำเร็จจะใช้การทำให้กลัว ส่วนกองกำลังติดอาวุธก็จะมีการจัดชุดกำลัง (RKK) หมู่บ้านละ 6 คน ใหญ่ขึ้นมาจะมีชุดคอมมานโด และผู้บัญชาการทหาร

สำหรับแนวทางการทำงานคือ การทำตามนโยบาย แต่มีทหารลงไปในพื้นที่เยอะอาจจะใช้คำว่ายกทัพก็ได้ พ.อ.หญิง พิมลพรรณ ยืนยันว่าทหารใช้แนวทาง กอส. อย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการสมานฉันท์และสันติวิธี

“แต่ถามว่าสมานฉันท์กับใคร สมานฉันท์กับคนดี และปราบปรามกลุ่มก่อความไม่สงบและถืออาวุธ ซึ่งกลุ่มนี้สมานฉันท์ไม่ได้” พ.อ.หญิง พิมลพรรณ กล่าว

เธอยังพูดถึงแนวทางการทำงานของทหารในพื้นที่ว่า ใช้วิธีการแยกปลาออกจากน้ำคือ เปิดทางให้ผู้หลงผิดมารายงานตัว ส่วนเด็กและเยาวชนใช้การเปิดโลกทัศน์ด้วยการให้ไปเรียนรู้สังคมใหม่ๆ พาไปทัศนศึกษาท้องถิ่นที่แตกต่างจากตัวเอง การพัฒนาความสัมพันธ์และช่วยเหลือประชาชน มีการตั้งกองพลทหารราบที่ 15 เพื่อประจำในพื้นที่แก้ปัญหาการหมุนเวียนกองกำลัง และคัดเลือกเยาวชนใน 3 จังหวัด มาเป็นกำลังพลในกองทัพเพื่อให้เข้าใจบทบาทของกองทัพ เมื่อกลับไปคุยกับที่บ้านและกลุ่มนี้ยังเข้าใจภาษาและวัฒนธรรมของพื้นที่ด้วย นอกจากนี้ ทหารมีแนวทางเจรจา แต่ปัญหาที่สำคัญคือ ผู้ที่เจรจาอยู่ด้วยนั้นเป็นตัวจริงหรือไม่

“จุดแตกหักไม่ได้อยู่ที่รัฐ แต่อยู่ที่หมู่บ้าน ทำอย่างไรจึงจะได้รับการยอมรับและไว้ใจ ไม่อย่างนั้นจะร่วมมือกับทหารไม่ได้ เขาถามทหารว่า ทหารอยู่กับเขาทุกวันหรือไม่ แต่เขาอยู่กับโจรทุกวัน จึงต้องรู้จักพื้นที่”

ด้าน พล.ต.ท.สมศักดิ์ แขวงโสภา อดีตผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน กล่าวว่า แม้ว่า BRN จะเป็นปัญหาและมีตัวตน แต่ปัญหาเรื่องความยุติธรรมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไม่ใช่ปัญหาที่เป็นเรื่องรอง การปฏิบัติการของ BRN ที่รุนแรงและแตกต่างไปจากที่เคยเป็นมา หรือทำไมต้องลงมือโหดเหี้ยมผิดมนุษย์ เป็นเรื่องที่ต้องศึกษา แต่กรณี ‘ตากใบ’ ที่มีการตายจำนวนมากในขณะที่อยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่ก็เป็นเรื่องที่ต้องคิด

นอกจากนี้นโยบายสมานฉันท์และสันติวิธี แม้เป็นแผนที่ปรากฏชัดในทางทหาร แต่ในระดับปฏิบัติอาจยังไม่เข้าใจ คิดว่าควรต้องมีทหาร ตำรวจ และพลเรือนในระดับหมู่บ้านด้วย และทหารต้องเป็นพลเรือนในตัวเอง ปัญหายาเสพติดอาจเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหา เพราะทุกมัสยิดหรือปอเนาะล้วนขานรับในเรื่องการทำนโยบายต่อต้านยาเสพติด ร่วมกับเจ้าหน้าที่ ประเด็นนี้จะเป็นทางเชื่อมประสานได้

ประชาไท



คณะผู้แทนจากประเทศไทย ถึงย่างกุ้ง ช่วยเหลือพม่าจากพายุไซโคลนนากีสแล้ว

คณะผู้แทนจากประเทศไทย เดินทางถึงกรุงย่างกุ้ง สหภาพพม่า เพื่อนำสิ่งของอุปโภค บริโภคพระราชทาน ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยจากพายุไซโคลนนาร์กีสแล้ว

คณะผู้แทนจากประเทศไทย ในการนำสิ่งของอุปโภค บริโภคพระราชทานจากสมเด็จพระเทพพระรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

โดยสภากาชาดไทย และมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภา)ยามยาก สภากาชาดไทย เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในสหภาพพม่า เดินทางถึงกรุงย่างกุ้งสหภาพพม่าในเวลาประมาณ 15.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือเวลาประมาณ 14.30 น. ตามเวลาประเทศไทย

โดยมีพลจัตวาจ่อ มิ้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสวัสดิการสังคมและความมั่นคงของสหภาพพม่า และดร.ตาล่า ชวย ประธานสภากาชาดสหภาพพม่า และนายบรรสาน บุนนาค เอกอัครราชทูตไทยประจำสหภาพพม่า ให้การต้อนรับ

นายบรรสาน บุนนาค กล่าวว่า ชาวพม่าและรัฐบาลพม่า รู้สึกซาบซึ้งในน้ำพระทัยและพระมหากรุณาธิคุณอย่างเป็นล้นพ้น ที่ทรงมีพระเมตตาต่อชาวพม่า ที่ประสบภัยพิบัติพายุไซโคลนนาร์กีส

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่สิ่งของอุปโภค บริโภคเหล่านี้เดินทางถึงท่าอากาศยานกรุงย่างกรุงแล้ว ทางรัฐบาลพม่าได้นำเฮลิคอปเตอร์ 4 ลำ และลำเลียงสิ่งของไปแจกจ่ายให้แก่ผู้ประสบภัย ในพื้นที่ต่าง ๆ ที่ประสบอุทกภัย โดยเฉพาะพื้นที่อิระวดี 21 จุด ที่ได้รับความเสียหายมากที่สุด

ส่วนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จำนวน 3 เครื่อง ทางรัฐบาลพม่าจะนำไปให้กับโรงพยาบาลในพื้นที่อิระวดี เพื่อนำไปใช้ในห้องผ่าตัด และเครื่องมือทางการแพทย์ เนื่องจากผู้ป่วยที่ต้องรอเข้ารับการรักษามีอยู่เป็นจำนวนมาก

ขณะที่คณะสื่อมวลชนและเจ้าหน้าที่ไทย ที่เดินทางไปสหภาพพม่าจะสามารถอยู่ภายในบริเวณท่าอากาศยานนานาชาติย่างกุ้งได้เท่านั้น ไม่สามารถเดินทางออกไปยังนอกเขตได้

ขณะที่สภาพอากาศในกรุงย่างกุ้ง สหภาพพม่า มีปริมาณฝนตกลงมาบ้างเล็กน้อยมาตลอด 1 อาทิตย์ และมีฟ้าหลัวบ้าง



130 นักวิชาการ นักกิจกรรม ประณาม “ผู้จัดการ” ดึงประเด็นหมิ่นเบื้องสูง เป็นชนวนสร้างความแตกแยกในบ้านเมือง

กลุ่มนักวิชาการ - นักกิจกรรม ร่วมกันลงชื่อประนามสื่อเครือผู้จัดการ หยิบเอาประเด็นหมิ่นเบื้องสูงมาเป็นชนวนสร้างความรุนแรงให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง ผ่านเครือข่ายวิทยุ 97.75 MHz

ในวันนี้ (10 พ.ค.) นักวิชาการ นักศึกษาและนักกิจกรรมทางสังคม 130 คน ร่วมลงชื่อประณามพฤติกรรมของสื่อ ผู้จัดการ ในการยุให้เกิดความรุนแรงกับผู้ที่มองต่างมุม กรณีคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

โดยแถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า ผู้ดำเนินรายการของรายการ Metro Life ซึ่งออกอากาศทางสถานีวิทยุชุมชนเจ้าฟ้า FM 97.75 MHZ ส่งเสริมยุให้ประชาชนเข้าไปทำร้ายร่างกายของผู้เข้าร่วมการสัมมนาเรื่องสิทธิมนุษยชนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และก่อนหน้านั้นสื่อ ผู้จัดการ ได้เปิดเวปไซท์ให้ผู้ที่ส่งเสริมการทำร้ายร่างกายของบุคคลที่ไม่ยอมยืนในโรงภาพยนตร์ และผู้ที่สนับสนุนสิทธิเสรีภาพของบุคคลนั้นในการแสดงออกอีกด้วย มีการโฆษณาทั้ง ชื่อ ที่อยู่ และแนะนำให้คนร้ายไปรอดักทำร้ายร่างกาย

ขณะที่วิทยุชุมชนเจ้าฟ้าซึ่งเป็นสถานีแม่ข่ายสำหรับการออกอากาศรายการดังกล่าวได้ออกแถลงขอโทษกรณีใช้คำพูดไม่เหมาะสม และประกาศยุติการจัดรายการตั้งแต่วันที่ 10 พ.ค. เป็นต้นไป



กลุ่มนักธุรกิจรายย่อย หนุนแก้ รธน.50 อัดพวกออกมาค้านนึกถึงประโยชน์บ้านเมืองและเลิกดึงฟ้าต่ำ

8 กลุ่มธุรกิจรายย่อย แถลงข่าวสนับสนุนการแก้ไขรธน.50 โดยเอารธน.40 กลับคืนมา พร้อมจี้ให้พวกที่ออกมาคัดค้านหยุดพฤติการณ์ดึงฟ้าต่ำ และล้มเลิกความพยายามที่จะสืบทอดอำนาจเผด็จการ

กลุ่มนักธุรกิจรายย่อย ในนามกลุ่มประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการทำรัฐประหาร นำโดยนายกิติชัย ศรีจำเริญ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร บ.เฮลโล บางกอก ไตรวิชั่น จำกัด ได้ร่วมกันแถลงข่าว “ข้อเสนอทางการเมืองของผู้ประกอบการรายย่อย 8 ธุรกิจหลัก” ณ ห้องบอลรูม โรงแรมเรดิสัน พระราม 9

โดยตัวแทน 8 กลุ่มธุรกิจ ได้ชี้ให้เห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่อึมครึม อันเนื่องมาจากรัฐบาลยังต้องทำงานแบบห่วงหน้าพะวงหลัง อันเนื่องมาจากถูกก่อกวนจากคนบางพวก รวมไปถึง รธน.50 ที่คล้ายกับวางกับดักไว้ทำให้รัฐบาลไม่สามารถบริหารงานและปัญหาของบ้านเมืองได้อย่างเต็มที่

จึงขอเรียกร้องให้คนที่ออกมาขัดขวางการแก้ รธน. หยุดดึงฟ้าต่ำ หยุดสืบทอดอำนาจเผด็จการ และคืนความเป็นประชาธิปไตยให้กับประเทศไทย ด้วยรัฐธรรมนูญปี 40

นายกิติชัย ระบุด้วยว่าจะเคลื่อนไหวสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ “ผู้จัดการประเทศ” สามารถทำงานได้



“หมอเลี๊ยบ” เร่งหาช่องทางเพิ่มรายได้สู้น้ำมันแพง

รมว.คลัง พร้อมช่วยชาวบ้านสู้น้ำมันแพง เร่งหาช่องทางเพิ่มรายได้ เชื่อค่าครองชีพคงไม่กลับไปต่ำเหมือนเดิมได้อีกแล้ว

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวว่า จากภาวะราคาน้ำมันในนตลาดโลกที่สูงขึ้นต่อเนื่อง จนทะลุ 126 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เมื่อคืนที่ผ่านมา และคาดกันว่าจะสูงถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในอีก 2 ปีข้างหน้า รัฐบาลจึงมีภารกิจสำคัญ คือการเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชน

โดยก่อนหน้านี้กลุ่มผู้ใช้แรงงาน มีรายได้เพิ่มจากการปรับค่าแรงขั้นต่ำ และชาวนามีรายได้เพิ่มจากราคาข้าวที่สูงขึ้นแล้ว หลังจากนี้จะมีโครงการฝึกอาชีพเพื่อเพิ่มรายได้แก่ประชาชนออกมาในช่วงเดือนหน้า เนื่องจากรัฐบาลเล็งเห็นว่า ค่าครองชีพคงไม่กลับไปต่ำเหมือนช่วงที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับ 60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลอีกแล้ว

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นยังทำให้ต้นทุนการเกษตรสูงขึ้นเช่นกัน โดยมีการคำนวณว่า หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นร้อยละ 20-50 จะทำให้ต้นทุนการผลิตทั้งต้นทุนการจัดการน้ำและปุ๋ยสูงขึ้นร้อยละ 30-50 จึงเป็นไปไม่ได้ที่ราคาข้าวจะกลับไปต่ำเหมือนเดิม ซึ่งราคาน้ำมัน ถือเป็นปัจจัย ที่ทำให้เกิดวิกฤติอาหารโลก นอกเหนือจากภัยธรรมชาติ



“สมัคร” ลงใต้เรียกประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคง

นายกรัฐมนตรี เรียกประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคงจ.ชายแดนภาคใต้ เพื่อรับทราบสถานการณ์ในพื้นที่ พร้อมทั้งกล่าวชมเชยการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และแสดงฝีมือปรุงอาหารเลี้ยงทหารใหม่

ที่ห้องประชุมกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เรียกประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากหน่วยงานที่รับผิดชอบ ประกอบด้วย กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า กองบัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหาร และ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้

ในที่ประชุม นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวชมเชยการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่สามารถผนึกกำลังในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี ซึ่งในห้วงที่ผ่านมาทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างต่อเนื่อง โดยยึดแนวนโยบายของรัฐบาล คือ สันติวิธี และ การน้อมนำยุทธศาสตร์พระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา มาเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา ส่งผลให้เหตุการณ์ความไม่สงบลดน้อยลงและเจ้าหน้าที่ยังสามารถจับกุมคนร้ายระดับแกนนำได้หลายราย

นอกจากนี้ ยังสามารถเข้าตรวจยึดฐานปฏิบัติการที่สำคัญซึ่งกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบใช้เป็นสถานที่บัญชาการและเป็นสถานที่ฝึกอาวุธ รวมทั้งเป็นที่หลบซ่อนหลังก่อเหตุได้ถึง 9 ฐาน ซึ่งจากการเข้าตรวจยึดฐานเหล่านี้ได้พบหลักฐานหลายรายการที่สามารถเชื่อมโยงถึงกลุ่มบุคคลต่าง ๆ ที่อยู่เบื้องหลังการก่อเหตุความไม่สงบ และยังพบหลักฐานเชื่อมโยงถึงกลุ่มผู้ก่อการร้ายข้ามชาติด้วย

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้แสดงฝีมือในการประกอบอาหารให้ทหารใหม่ ร.5 พัน 3 และเยี่ยมทหารใหม่ ร.5 พัน 3 ค่ายสิรินธร เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ทหารใหม่ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่อีกด้วย


นายกฯ ให้คำมั่นแก้ไขสถานการณ์ภาคใต้ด้วยสันติวิธี


กรุงเทพฯ 10 พ.ค. - นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นครั้งแรก พร้อมให้คำมั่นจะแก้ไขสถานการณ์รุนแรงด้วยสันติวิธี สอดคล้องกับผู้บัญชาการทหารบก ที่ยืนยันกองทัพจะไม่ทิ้งประชาชน

การลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่ง โดยได้เดินทางไปปฏิบัติภารกิจหลายพื้นที่ เริ่มจากเยี่ยมประชาชนที่ หมู่บ้านสันติ 1 และ 2 อำเภอธารโต จังหวัดยะลา จากนั้นได้เดินทางไปยังกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี เพื่อรับทราบสถานการณ์ด้านต่าง ๆ จากผู้นำศาสนาและผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ โดยนายกรัฐมนตรี ยืนยัน การแก้ปัญหาจะยึดแนวทางสันติวิธี และน้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ เข้าถึง เข้าใจ พัฒนา มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมขอให้ผู้หลงผิด ยุติการก่อเหตุร้ายและกลับตัวกลับใจมาช่วยพัฒนาพื้นที่จะดีกว่า ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้ลงมือปรุงแกงเขียวหวานเลี้ยงเจ้าหน้าที่ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจด้วย


ขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีพอใจการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ที่ขับเคลื่อนมาอย่างถูกทางแล้ว และสถานการณ์ก็เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ส่วนทางกองทัพได้พยายามกำชับกำลังพลตลอดเวลาว่า ภารกิจสำคัญนี้จะลุล่วงได้ก็ต่อเมื่อ ประชาชนให้ความร่วมมือ ดังนั้นทหารจะไม่ทิ้งประชาชน และจะเดินหน้าสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นต่อไป.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-10 19:37:48

จักรภพ เตรียมออกกฎห้ามสื่อรัฐเสนอข่าวหนุนรัฐประหาร

กรุงเทพฯ 10 พ.ค. - “จักรภพ” เผยเตรียมออกฏห้ามสื่อของรัฐเสนอข่าวสนับสนุนการรัฐประหาร หากฝ่าฝืนถือผิดวินัย ระบุเป็นการสร้างความแตกแยก ขณะที่ “สุวิช สุทธิประภา” ยอมรับสื่อเป็นกลางน้อยลง เพราะผลประโยชน์และอำนาจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 12.00 น. ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ได้จัดสัมมนาทางวิชาการ “บทบาทสื่อกับความเป็นกลางในยุคสังคมแตกแยก (ความคิด)” โดยนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาตอนหนึ่งว่า ต้องการเห็นสื่อมีความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ใช่การตอกลิ่มให้เกิดความแตกแยกเพียงอย่างเดียว ในฐานะที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลสื่อภาครัฐทั้งกรมประชาสัมพันธ์และสถานีโทรทัศน์ NBT ในสัปดาห์หน้าจะปรับระเบียบกฎเกณฑ์ภายในให้ข้าราชการและพนักงานทุกคนว่า ไม่ให้เสนอข่าวสนับสนุนการปรัฐประหาร หากสื่อภาครัฐเชียร์ให้มีการรัฐประหาร จะถือว่ามีความผิดทางวินัย ความเห็นที่แตกต่างกันสามารถทำได้ แต่ต้องไม่ทำลายระบอบประชาธิปไตย ส่วนวิธีแก้ไขคือ จะต้องเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทในการทำงานสื่อให้มากขึ้น รวมถึงสนับสนุนให้มีสื่อทางเลือกมากขึ้น

ด้านนายสุนัย จุลพงศธร ประธานคณะกรรมการประชาสัมพันธ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า สื่อมวลชนถือเป็นส่วนหนึ่งมในการนำเสนอข้อมูลไปยังประชาชนและมีบทบาทต่อความเปลี่ยนแปลงทางความคิด จึงต้องวางตัวเป็นกลาง เพราะแม้ข่าวที่ออกมาจะผิดแต่วัฒนธรรมความเชื่อของคนในสังคมก็จะเชื่อสื่อหนังสือพิมพ์มาก สื่อที่ไม่เป็นกลางกำลังจะทำความลำบากให้สังคม จึงขอให้ยึดสิทธิเสรีภาพ ไม่ปลุกระดมทางความคิดหรือแบ่งฝักแบ่งฝ่าย

ส่วนนายสุวิช สุทธิประภา ผู้จัดการส่วนสร้างสรรค์ สำนักข่าวไทย มองว่าสื่อไทยมีความเป็นอิสระสูง และปัจจุบันมีการแบ่งค่ายที่เกิดจากธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้น การรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนจึงต้องเลือกรับ ยอมรับว่าความเป็นกลางของสื่อมีน้อยลง เพราะมีการนำเสนอข่าวเพื่อผลประโยชน์และอำนาจที่เป็นอันตรายต่อสังคม

สำหรับประเด็นการปรับคณะรัฐมนตรี นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเข้าข่ายอาจถูกปรับด้วยนั้น นายจักรภพ กล่าวว่า ไม่มีปัญหา หากปรับแล้วการทำงานของรัฐบาลสามารถเดินหน้าต่อไปได้ก็ยินดี ส่วนจะปรับใหญ่หรือเล็ก อยู่ที่นายกรัฐมนตรีพิจารณา.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-10 16:02:48



ร.ท.กุเทพ ระบุสภาฯ แจ้งประชุมผ่าน sms ได้

สำนักข่าวไทย 10 พ.ค. - ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ ว่า การประชุม ส.ส.พรรคพลังประชาชน ในวันพรุ่งนี้ (11 พ.ค.) มีวาระเดียว คือ แจ้งให้ที่ประชุมพรรคทราบถึงมติคณะกรรมการบริหารพรรค ที่เลือกนายชัย ชิดชอบ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร แทนนายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ที่ลาออกไป โดยมีนายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคพลังประชาชน เป็นประธานในที่ประชุม

ส่วนกรณีที่นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งข้อสังเกตว่าการเรียกประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 12 พ.ค.นี้ ผ่านทาง sms โทรศัพท์ เพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยที่ไม่แจ้งเป็นหนังสือล่วงหน้า ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของทางสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ชี้แจง ซึ่งตามระเบียบข้อบังคับการประชุมสภาฯ ฉบับใหม่ ให้แจ้งทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ล่วงหน้า 3 วัน อย่างไรก็ตามการแจ้งการประชุมดังกล่าว ทางสภาฯ คงเห็นว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-10 15:57:00