WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, May 11, 2008

“นพดล” ยันไม่มี “เกี๊ยะเซี๊ยะ” เขาพระวิหารแลกสัมปทาน


เจ้ากระทรวงบัวแก้ว ลั่นไม่ยอมเสียงแผ่นดินแลกกับแก๊ส - น้ำมัน ระบุเป็นการเจรจาแบบรัฐต่อรัฐ เอกชนไม่มีเอี่ยว ชี้ต้องวิน-วินทั้งสองฝ่าย ปฏิเสธ “ทักษิณ”บงการอยู่เบื้องหลัง เตรียมจับมือแถลงข่าวร่วมสองประเทศเร็วๆ นี้

วันนี้ (11 พ.ค.) นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ แถลงที่ทำการพรรคพลังประชาชน ถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า ประเทศไทยกำลังจะผ่อนปรนเรื่องเขาพระวิหาร เพื่อแลกกับผลประโยชน์ในเรื่องแก๊สและน้ำมันในอ่าวไทย ว่า กระทรวงต่างประเทศ กองทัพบก กองทัพอากาศ กระทรวงกลาโหม จะไม่ยอมเสียแผ่นดินแม้แต่ตารางนิ้วเดียว ไม่มีผลประโยชน์ใดๆ ที่จะมาแลกกับแผ่นดินไทยได้ ตนในฐานะรมว.ต่างประเทศ จะดูแลเรื่องนี้อย่างดีที่สุด ส่วนถ้อยคำในสัญญาต่างๆ นั้น ตนเป็นนักกฎหมาย ย่อมรู้ดีว่าอะไรที่จะผูกมัดประเทศไทยมากเกินไปหรือไม่ อย่างไรก็ดี เรามีช่องทางที่จะยุติเรื่องนี้ได้แต่ต้องใช้วิธีที่เข้มข้น

“รู้สึกเห็นใจประเทศกัมพูชาที่จะมีการเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคม และคณะกรรมการมรดกโลกเตรียมที่จะขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกในเดือนกรกฎาคมเช่นกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนระหว่างสองประเทศ ขอยืนยันว่าวันนี้กัมพูชาและไทยยังเป็นมิตรที่ดีต่อกัน ซึ่งการเจรจาในเรื่องพื้นที่ทับซ้อนนั้น ต้องบริหารจัดการร่วมกัน ตรงนี้เป็นเรื่องที่เราต้องดูว่าจะสามารถรับได้มากน้อยแค่ไหน

ผมพยายามติดต่อนายซก อาน รองนายกรัฐมนตรี กัมพูชา เพื่อเจรจาในเรื่องนี้ด้วยเพื่อให้ได้ข้อยุติ ขอให้สบายใจได้ เรื่องเขาพระวิหารจะไม่เป็นไปตามที่หนังสือพิมพ์บางฉบับเสนออย่างแน่นอน และหากมีการตั้งกระทู้ถามผม ผมก็จะขอให้ประชุมลับ และจะชี้แจงอย่างเต็มที่ ไม่มีการเกี๊ยะเซียะหรือเอาแผ่นดินไปแลกอะไรอย่างเด็ดขาด” รมว.ต่างประเทศ กล่าว

รมว.ต่างประเทศ กล่าวในด้านการเจรจาทางการฑูตจะต้องวินวินทั้งสองฝ่าย จะวินลูสไม่ได้ เชื่อว่าเรื่องนี้ยังสามารถที่จะเจรจากันได้ ส่วนพื้นที่ทับซ้อนหรือ เจดีเอ นั้น มีการประเมินทั้งหมด 2.6 หมื่นตารางกิโลเมตร ตรงนี้ต้องตกลงให้ชัดเจนเด็ดขาด ทั้งสองประเทศต้องบริหารจัดการร่วมกัน แบบพบกันครึ่งทาง เนื่องจากมีแก๊สธรรมชาติและน้ำมันอยู่ในพื้นที่ถึง 5 ล้านล้านบาท

ดังนั้น เรื่องการแบ่งเขตพื้นที่ที่ทับซ้อนกันอยู่จึงอยู่ที่เปอร์เซ็นต์การแบ่งเขตว่าแต่ละชาติจะได้เท่าไหร่ ยืนยันว่าการเจรจาจะเป็นแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล ไม่มีเอกชนเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด แต่เมื่อเจรจาเสร็จแล้ว กัมพูชาอยากจะให้ ปตท. หรือบริษัทเอกชนเข้าไปสำรวจนั้นก็เป็นเรื่องที่เขาสามารถจะทำได้

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อยู่เบื้องหลังกรณีดังกล่าว เพราะก่อนหน้านี้เคยไปพบกับนายฮุน เซน นากยรัฐมนตรีกัมพูชา ที่ประเทศกัมพูชานั้น รมว.ต่างประเทศปฎิเสธไม่พูดเรื่องนี้ เพราะจะเป็นการแก้ตัวให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่มีวันเอาเขาพระวิหารไปแลกกับแก๊สและน้ำมันอย่างที่มีกระแสข่าวอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ดี ทางไทยและกัมพูชากำลังจะออกแถลงการร่วมกันในเร็วๆ นี้ เพียงแต่ขณะนี้ยังมีบางถ้อยคำที่ยังตกลงกันไม่ได้ ยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการโดยเร็ว เพื่อผลประโยชน์ทางการฑูตของทั้งสองฝ่าย


ผบ.ทอ.ย้ำนายกฯ-ทหารยังปึ๊ก! ซัดคนสร้างข่าวปฎิวัติหวังให้สับสน

ผู้บัญชาการทหารอากาศ ยอมรับขณะนี้มีการสร้างข่าวผู้นำเหล่าทัพเข้าพบ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ หวังให้เกิดความสับสน ย้ำ ทหารกับนายกรัฐมนตรีเข้าใจกันดี

พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ กล่าวปฎิเสธข่าวการเดินทางเข้าพบพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่ บ้านพักสี่เสาเทเวศน์ เมื่อคืนวันที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยชี้แจงว่าในวันดังกล่าว ตนได้เดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่จ.เชียงใหม่

ส่วนกระแสข่าวที่ออกมานั้นเชื่อว่าจะเป็นการสร้างข่าว และพยายามทำให้เกิดความสับสน พร้อมยืนยันว่าทหารกับนายกรัฐมนตรีเข้าใจกันดี แต่ขณะนี้การเมืองมีความอ่อนไหวจริง และตนเองได้วิเคราะห์ข่าวที่ระบุว่าขณะนี้มีความเคลื่อนไหวทางทหารและข่าวปฏิวัติ แต่ไม่ขอบอกตนได้ว่าไว้วิเคราะห์อย่างไรบ้าง

อย่างไรก็ตามผู้บัญชาการทหารอากาศ กล่าวให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ห้ามสื่อรัฐเสนอข่าวหนุนปฏิวัติทั้งทางตรงและทางอ้อม ว่าสื่อมีหน้าที่นำเสนอข่าว ไม่มีใครสามารถบังคับได้ โดยสิ่งที่สื่อที่จะนำเสนอไปให้ประชาชน ซึ่งเชื่อว่าคงจะเป็นข้อเท็จจริง และสื่อคงจะพิจารณาเองได้



แฉอีก!“ไอ้หัวเถิก” ดึงฟ้าต่ำ หมิ่นสถาบัน ปั่นข่าวปฏิวัติหวังโค่นรัฐบาล

นายกรัฐมนตรี ลากใส้ " ไอ้หัวเถิก " อยู่เบื้องหลังการปลุกปั่นข่าวปฏิวัติ และหมิ่นสถาบัน เพื่อหวังโค่นล้มรัฐบาล เตรียมฟ้อง 2 นสพ.กุข่าวยกเขาพระวิหารแลกบ่อน้ำมัน

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "สนทนาประสาสมัคร" เมื่อช่วงเช้าตอนหนึ่งว่า มีคนพยายามโค่นล้มรัฐบาลด้วยการปล่อยข่าวต่างๆนานา โดยระบุว่า "ไอ้หัวเถิก" คือคนที่พยายามปลุกปั่นสร้างข่าวให้เกิดความเสียหาย ดึงฟ้าลงต่ำ และทำลายสถาบัน เป็นคนปล่อยข่าวว่าผู้บัญชาการเหล่าทัพเข้าพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่บ้านสี่เสาเทเวศน์ ในคืนวันที่ 6 หลัง 6 พรรคร่วมรัฐบาลนัดรับประทานอาหารมื้อค่ำ

โดย ยังปล่อยข่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้เรียกตนให้เข้าเฝ้าฯ เพื่อสั่งให้จัดการกับนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และยังมีการใส่ร้ายตนกับเจ้าอาวาสวัดยานนาวา ว่าจะมีการทำให้เจ้าอาวาสวัดยานนาวาต้องเสียหาย

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงกรณีที่ หนังสือพิมพ์รายวัน 2 ฉบับ ลงข้อความโดยกล่าวหาถึงการนำพื้นที่เขาพระวิหารที่อยู่ในเขตพื้นที่ทับซ้อนระหว่างประเทศไทยและประเทศกัมพูชา แลกกับการขุดน้ำมันว่า มันจะบ้ากันไปใหญ่แล้วตนไม่เคยคิดถึงประเด็นดังกล่าวแต่อย่างใด และขณะนี้ได้ให้ทนายความทำการเตรียมเอกสารฟ้องร้องกับไปยังหนังสือพิมพ์แล้ว ซึ่งตนจะไม่ทำการชี้แจงใดๆ นอกจากจะเข้าชี้แจงต่อศาลเท่านั้น

อย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรีได้ชึ้แจงในประเด็นการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหาร ว่าการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารของประเทศกัมพูชา เป็นเรื่องของการเมืองภายในประเทศที่ต้องการสร้างคะแนนความนิยมเพื่อหวังผลในการเลือกตั้ง ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยแต่อย่างใด

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวเสริมว่า จากการเข้าพบสมเด็จฮุน เซ็น นายกรัฐมนตรี ประเทศกัมพูชานั้น รัฐบาลไทยได้ยืนยันกับรัฐบาลกัมพูชาแล้วว่าหากทางฝ่ายมรดกโลกมีข้อกำหนดต้องนำพื้นที่ทับซ้อนทางประเทศไทยไปด้วย ถึงจะขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกได้ รัฐบาลกัมพูชาก็จะต้องนำชื่อประเทศไทยอยู่ในการจดทะเบียนมรดกโลกร่วมกันด้วย



พปช.ได้ตัว รมว.พม.คนใหม่ สัปดาห์หน้า

เลขาธิการพรรคพลังประชาชน เผย สัปดาห์หน้า ชัด ตัว รมว.พัฒนาสังคมฯ คนใหม่ ไม่ฟันธง ปรับ นายไชยา และนายวิรุฬ ออกหรือไม่

น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงความคืบหน้าการปรับคณะรัฐมนตรี ภายหลังจากที่ นายสุธา ชันแสง ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมฯ ว่า

ภายในสัปดาห์หน้าทางพรรคจะได้ข้อสรุปรายชื่อบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่ง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แทน นายสุธา โดยจะมีการพิจารณาตามคุณสมบัติความเหมาะสม ความเชี่ยวชาญ หลักอาวุโส ควบคู่ไปกับสัดส่วนของแต่ละกลุ่มในพรรค


เลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม จะยังไม่มีการหารือในเรื่องของการปรับคณะรัฐมนตรีคนอื่น ๆ ทั้ง นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช.พาณิชย์และ นายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.สาธารณสุข ที่มีปัญหาในเรื่องการถือหุ้นเกินที่กฎหมายกำหนด-สำหรับรายชื่อประธานผู้แทนราษฎรคนใหม่ น.พ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้(11 พ.ค.) จะมีการประชุมสมาชิก ส.ส.ของพรรคซึ่งจะได้รายชื่อที่ชัดเจน พร้อมเสนอในการประชุมส.ส. ในวันจันทร์ที่ 12 พ.ค.นี้.



พลิกลีลา

พปช.พรรคใหญ่แต่หลายก๊กหลายกลุ่ม วันนี้ยังไม่มีใครชี้นำเด็ดขาด นโยบายก็ต้องว่ากันคนละเพลงสองเพลงไม่สอดรับกัน คงต้องพึ่ง 111ทรท. ที่ล้วนครบเครื่องเปิดช่องให้ร่วมคิดร่วมแจมได้

ข่าว “เขย่าขวด” สุดสัปดาห์นี้ บริหารประเทศมา 3 เดือน แต่ดูเหมือนว่ายังจับอะไรไม่เป็นชิ้นอัน ผลงานมันก็เลยไม่แจ่มกระจ่าง

ตรงกันข้ามกลับมีปัญหาหลายเรื่องหลายราวผุดออกมาเรื่อยๆ

ล่าสุด นายกฯเปิดเมนูอาหารอิตาเลียนเลี้ยงบรรดาหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล ที่ภัตตาคารชื่อดัง นับว่าเป็นครั้งแรกที่ได้มาเจอกันหลังทำงานร่วมกันมา

ต่อไปหัวหน้าพรรคร่วมก็จะทยอยเป็นเจ้าภาพในช่วงห่าง 2 เดือนครั้ง นัดต่อไปเป็นคิวของ “บรรหาร ศิลปอาชา” หัวหน้าพรรคชาติไทย

พบกันเจอกันระหว่างพรรครัฐบาลน่าจะเป็นเรื่องที่ดี เพราะหากมีปัญหาก็ช่วยกันแก้ไขได้และทันที ข้อสำคัญต้องฟังกันด้วย

เพราะทุกพรรคจะต้องรับผิดชอบร่วมกัน

การพบกันครั้งนี้มีประเด็นสำคัญอยู่ที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และข่าวปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งนายกฯได้พูดว่าเท่าที่พบกับผู้นำทหารไม่มีปัญหา เข้าใจกันดี ไม่มีปฏิวัติ

เรียกว่าเอาหัวตัวเองเป็นประกันเลยทีเดียว นั่นน่าจะให้คำตอบว่านายกฯมีศักยภาพพอที่จะคุมสถานการณ์ได้

อีกเรื่องใหญ่คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปรากฏว่าไม่มีการพูดถึงมากนัก เพราะนายกฯ ไปได้กลยุทธ์ใหม่แต่เป็นลีลาเก่า

คือโยนให้เป็นเรื่อง “สภา” รัฐบาลไม่เกี่ยว เรียกว่าแยก 2 วิญญาณในร่างเดียวกัน

ส่วนจะเอายังไง ว่ากันยังไง 316 เสียง คงนำพาไปได้ด้วยเสียงข้างมาก พลังประชาชนไม่เกี่ยว นายกฯไม่เกี่ยว ส.ส.ไม่เกี่ยว รัฐบาลไม่เกี่ยว

ก็ไม่รู้ว่าเป็น “ไอเดีย” ใคร?

เหนืออื่นใด ในสถานการณ์การเมืองที่เป็นอยู่ ก็มีเรื่องมีราวกระทบต่อเสถียรภาพ การลาออกจากตำแหน่งประธานสภาผู้แทนฯ ของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ซึ่งก็ต้องหาคนใหม่มาแทน

“ชัย ชิดชอบ” แข่งกับ “สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์”

มีแต่กองเชียร์ที่ตั้งท่าสู้รบตบมือ แต่เอาเข้าจริงก็มีการ “หักดิบ” กันตามระเบียบ ให้กรรมการบริหารมีมติให้ “ชัย ชิดชอบ” นั่งเก้าอี้ประธานฯ แบบไม่มีแคนดิเดต

เพราะหากให้มีการเสนอชื่อ “โหวต” พรรคอาจแตกได้

ก็เลยต้อง “ทุบโต๊ะ” กันตามระเบียบ จึงสงบลงไปได้

แต่ยังมีปัญหารัฐมนตรีอีกส่วนหนึ่งที่คุณสมบัติไม่ถูกต้อง และกำลังดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่อีกคนได้ยื่นใบลาออกแล้ว

“สุธา ชันแสง” ที่มีปัญหาอยู่หลายเรื่อง

ก็ต้องดูว่าจะปรับ ครม.แบบไหน อย่างไร เชื่อว่าน่าจะปรับเล็ก เพื่อไม่ให้กระเพื่อม เนื่องจากมีการจ้องกันตาเป็นมันอยู่แล้ว

“พลังประชาชน” แม้จะเป็นพรรคใหญ่ มีศูนย์กลางอยู่ที่คนเพียงคนเดียว หัวหน้าพรรคคนปัจจุบันก็ไม่ได้คลุกคลีกับลูกพรรคมากนัก

การขับเคลื่อนของพรรคจึงเกิดปัญหาว่ากันคนละทางสองทาง และนายกฯก็ต้องประนีประนอมและเดินตามเป้าหมาย

ถามว่าใครนำพรรคตอนนี้ ไม่มีและไม่ชัดเจน อยู่ที่ใครจะมีแรงส่งมากก็จะกระโดดโลดเต้นมากกว่าคนอื่นๆ

ยิ่งเรื่อง “นโยบาย” ก็ยิ่งมีปัญหา เพราะต่างคนต่างทำ ไม่สอดรับกัน และไม่มีบุคคลหรือคณะคอยชี้ทิศทาง

ว่ากันว่าเลยมีไอเดียใหม่ให้ 111 นักการเมือง ที่ถูกเว้นวรรค เข้ามามีบทบาทในเชิงนโยบายและกุมทิศทาง แต่เผอิญที่ว่ามีคำสั่งห้ามยุ่งการเมืองโดยตรง

จึงลอยเคว้งมาเป็นเวลายาวนาน

ครานี้ดูจะได้ฤกษ์เมื่อมีการตั้งมูลนิธิฯ 111 ไทยรักไทย เพื่อการกุศล

แต่ไหนๆ มาเจอกันแล้วก็คิด “นโยบาย” ให้รัฐบาลก็แล้วกัน...ว่างั้นเถอะ!!!

"ลิขิต จงสกุล"


ชี้ "สมัคร" มีอำนาจปรับ ครม.

ทางด้านความคืบหน้าเรื่องการปรับ ครม.นั้น นพ. สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯและ รมว.คลัง ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกฯและหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ระบุว่าอาจปรับ ครม.หลายตำแหน่งว่า คิดว่านายสมัครน่าจะมีข้อมูลเรื่องนี้ในใจแล้ว และอำนาจการปรับ ครม.อยู่ที่นายสมัคร โดยในเร็วๆนี้นายสมัครจะหารือกับคณะกรรมการบริหารพรรค เพื่อหารือเรื่องตำแหน่ง รมว.การพัฒนาสังคมฯ ที่นายสุธา ชันแสง ได้ลาออก ส่วนจะมีการพิจารณา ส.ส.จากกลุ่มใดนั้น ไม่ว่าจะเป็น ส.ส.จากภาค กทม.หรือ อีสาน ต้องคำนึงถึงคนที่มีความเหมาะสม เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญและสามารถทำงานได้ ส่วนจะเป็น ส.ส.จากกลุ่มใดนั้น เป็นเรื่องเสริมในการพิจารณาเท่านั้น รวมทั้งจะพิจารณากรณีของนายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.สาธารณสุข และนายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช.พาณิชย์ ไปพร้อมๆกันหรือไม่ ยังไม่มีการหารือในขณะนี้ ส่วนที่ ส.ส.ในพรรค เสนอว่า ควรปรับ รมต.ที่มีปัญหาด้านคุณสมบัติ ออกไปพร้อมกับการปรับ ครม.แทนนายสุธานั้น ส.ส.ในพรรคเสนอความเห็นได้ แต่อำนาจการตัดสินใจทั้งหมดอยู่ที่นายสมัคร หากนายสมัครตัดสินใจอย่างไร ทุกคนต้องเคารพ และเชื่อว่านายสมัครจะชี้แจงเหตุผลการปรับ ครม.ให้ทุกฝ่ายเข้าใจได้เหมือนช่วงการตั้ง ครม.ชุดปัจจุบัน

ดักคอ สมัคร ห้ามปรับใหญ่

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า เรื่องการปรับ ครม.นั้น นายสมัครน่าจะมีข้อมูลที่ลึกซึ้งกว่าตน แต่ขอเสนอว่าการปรับ ครม.นั้นควรดูผลงานของ ครม.ก่อน ตอนนี้ ครม.เพิ่งทำงานไป 3 เดือนเท่านั้น ฉะนั้นควรรอดูการทำงานของรัฐมนตรีอีกสักนิด โดยอย่างน้อยต้องให้โอกาสรัฐมนตรีทำงานสัก 6 เดือนแล้วค่อยประเมินผลงานกัน แล้วค่อยตัดสินใจปรับ ครม.ใหญ่ ตอนนี้นายสมัครก็น่าจะปรับในตำแหน่งที่มีปัญหา เช่น รมว.การพัฒนาสังคมฯ ก็ต้องสรรหาบุคคลมาทำงานแทนนายสุธา ชันแสง ที่ลาออกไปก่อน ส่วนรัฐมนตรีคน อื่นๆที่ ส.ว.และพรรคประชาธิปัตย์เตรียมเสนอถอดถอนนั้น หากเรื่องยังไม่เกิดก็ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว เว้นแต่ รัฐมนตรีคนนั้นจะตัดสินใจลาออกเอง หากเป็นเช่นนั้นจะมีการปรับ ครม.ใหญ่ก็สามารถทำได้ง่าย แต่หากไม่ เป็นเช่นนั้น มันไม่มีเหตุผลที่จะปรับ ครม.ใหญ่

สมพงษ์ เมินฝ่ายค้านถอดถอน

นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) เตรียมนำปัญหาการสรรหาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.) ช้าเกินกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนดของ รมว.ยุติธรรม เข้าหารือในวิปฝ่ายค้านวันอังคารที่ 13 พ.ค.นี้ และเตรียมยื่นเรื่องถอดถอนนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ยุติธรรม กรณีจงใจใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญว่า เรื่องนี้คงต้องปล่อยให้พรรคประชาธิปัตย์ว่าไปก่อน จะทำอะไรก็ทำ คงยังไม่ตอบโต้ตอนนี้ เพราะถือว่าได้พูดชัดเจนในสภาแล้ว กรณีปัญหาการเสนอกรรมการ ป.ป.ท.หรือกฎหมายล่าช้ากว่ากรอบเวลาที่กำหนด ก็เคยมีทำไม่ทันกันมากในช่วงปี 2542 แต่ท้ายสุดก็ผ่านไปได้ ไม่มีปัญหา เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าเขาจะถอดถอนเรา แล้วเราจะต้องไปรู้สึกอะไร หรือลาออกก่อน แบบนี้ก็แย่ คงต้องรอดูว่าจะใช้เหตุผลอะไรมาถอดถอนตนออกจากตำแหน่งได้

ประธานภาค กทม.เผยยังไม่หารือ

นายสุวัฒน์ วรรณศิริกุล ประธาน ส.ส.ภาค กทม. พรรคพลังประชาชน กล่าวถึงการพิจารณาบุคคลดำรงตำแหน่ง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แทนนายสุธา ชันแสง ที่ลาออกเพราะมีปัญหาเรื่องสุขภาพว่า วันนี้ ส.ส.ภาค กทม.ยังไม่มีการหารือกันภายในว่าจะเสนอให้นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชาชน เข้ารับตำแหน่ง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์หรือไม่ หลังจากที่มีข่าวว่านายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จะปรับคณะรัฐมนตรีหลายตำแหน่ง โดยภาค กทม.อาจจะมีการหารือกัน ก่อนที่จะมีการประชุมพรรควันที่ 11 พ.ค. และเชื่อว่าในการประชุมพรรคคงมีการหารือในเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรีด้วย นอกเหนือจากการหารือเรื่องการสนับสนุนนายชัย ชิดชอบ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ขึ้นเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร อย่างไรก็ตาม ในส่วนของภาค กทม.ยังคงยืนยันว่าตำแหน่งรัฐมนตรีที่หายไปยังคงต้องเป็นของภาค กทม.

เชษฐาแนะ สมัครหาคนที่ดี

พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา กล่าวว่า ถ้านายสมัคร สุนทรเวช นายกฯ และ รมว.กลาโหม จะปรับคณะรัฐมนตรี ก็ต้องปรับให้ดีที่สุด คนที่เข้ามาเป็นรัฐมนตรีจะต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาให้กับ บ้านเมืองได้ จะต้องบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้ การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ นายกฯต้องพยายามหาคนที่ดีที่สุด และมีประสบการณ์ที่ดีเข้ามาทำงาน เพราะสังคมไทยคิดว่า รอบรู้อย่างเดียวไม่พอ ประสบการณ์ก็สำคัญมาก ต้องผ่านร้อนผ่านหนาวในเรื่องนี้มาแล้ว มันจะง่ายต่อการทำงาน ส่วนจะต้องเอาคนนอกมาเสริมหรือไม่ เป็นเรื่องเฉพาะตัวนายกฯที่จะพิจารณา เป็นอีกความคิดหนึ่ง แต่ไม่ควรลืมว่าพรรคพลังประชาชนก็มีคนเยอะไปหมด ข้างในก็มากอยู่แล้ว หากจะเล็ดลอดออกไปถึงบุคคลภายนอกคงยากมาก แม้จะมีการปรับคณะรัฐมนตรีหลายตำแหน่ง พรรคร่วมรัฐบาลคงไม่ได้รับตำแหน่งเพิ่ม เพราะสัดส่วนของแต่ละพรรคมีจำนวน ส.ส.ตายตัวอยู่แล้ว ก็ต้องว่ากันไปตามหลักการ ยกเว้นมีการพูดจาหรือขอกัน เพื่อให้มีการปรับปรุงคณะ

รัฐมนตรีให้ดีขึ้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

รวมใจไทยฯไม่ต้องการ รมต.เพิ่ม

พล.อ.เชษฐากล่าวว่า แต่ในส่วนของพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ตอนนี้ถือว่าดีอยู่แล้ว จะไม่ขอตำแหน่งเพิ่ม สำหรับรัฐมนตรีของพรรคถือว่าทำงานได้ดีอยู่แล้ว กระทรวงพลังงานก็ถือว่ามีความรอบรู้และตั้งใจทำงาน ในส่วนกระทรวงการคลังในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงก็ถือว่าทำได้ตามนโยบายที่พรรคหาเสียงไว้ และนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมาก จึงยังไม่ปรับเปลี่ยนใน ส่วนของพรรคแน่นอนเพราะทำงานดีแล้ว และถ้าจะเพิ่มตำแหน่งรัฐมนตรีให้กับพรรค ผมก็ไม่รับ ข่าวการเรียกร้องตำแหน่งรัฐมนตรีเพิ่มจึงไม่เป็นความจริง ผมยังงงกับข่าวที่เกิดขึ้นอยู่เลย เมื่อถามว่าที่ผ่านมานายกฯเคยบอกว่ารัฐมนตรีขี้เหร่ ดังนั้นควรจะต้องปรับให้ดีขึ้นหรือไม่ พล.อ.เชษฐาตอบว่า นายกฯคงต้องคิดแบบนั้น เพราะนายกฯก็รู้อยู่แก่ใจแล้ว เชื่อว่านายกฯต้องทำให้ดีกว่าเดิมจึงจะเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชน หากปรับให้เป็นที่พอใจประชาชน คิดว่าจะมีส่วนส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลด้วย

ปชป.ชี้ปรับ ครม.พิสูจน์ สมัคร

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการปรับ ครม.ว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกฯและหัวหน้าพรรคพลังประชาชน บอกว่า อยากปรับใหญ่ แต่พรรคประชาธิปัตย์มองว่า การปรับ ครม.เล็กหรือใหญ่ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่สำคัญอยู่ที่ว่าปรับ ครม.จะดีกว่าเดิมหรือขี้เหร่กว่าเดิม นายสมัคร สุนทรเวช นายกฯ และหัวหน้าพรรคพลังประชาชน จะนำคนที่มีความรู้ความสามารถ หรือจะปรับตามคำสั่งนายใหญ่ เป็นเรื่องที่สำคัญ และไม่ควรจะปรับตามโควตา หรือปรับตามแรงกดดันของก๊กก๊วนต่างๆ การปรับ ครม.ครั้งนี้จะเป็นการพิสูจน์ภาวะผู้นำของนายสมัครว่ายังหลงเหลืออยู่แค่ไหน นายกฯคงทราบดีว่ารัฐบาลกำลังประสบภาวะเสื่อมศรัทธา เพราะจากผลสำรวจความคิดเห็นของประ-ชาชน รัฐบาลก็สอบตก นายกฯบอกว่า ขอเวลาบริหารประเทศ 6 เดือน แล้วค่อยมาต่อว่ากัน จนถึงวันนี้ผ่านมา 3 เดือน คนก็รุมด่ารัฐบาลมาก ถ้าไปถึง 6 เดือนก็ไม่รู้จะเหลืออะไรให้คนด่าอีก ถึงเวลาแล้วที่จะต้องกอบกู้ ศรัทธา

ยุส่งปรับ ครม.ล้างภาพนอมินี

นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการปรับ ครม.ว่า ในเรื่องของการปรับ ครม.ครั้งนี้ถือเป็นสิทธิ์ขาดของนายกฯ จะปรับเล็กปรับใหญ่อย่างไรก็ได้ คนที่ออกมาแสดงความคิดเห็นว่าจะต้องปรับอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ควรออกมา ควรจะเป็นดุลพินิจของนายกฯตัวจริง โอกาสนี้เป็นโอกาสที่นายกฯน่าจะใช้ความเป็นนายกฯและการมีภาวะผู้นำ ถือโอกาสในการปรับ ครม. ที่ก่อนหน้านี้เคยบอกว่าเป็น ครม.ขี้เหร่ออกให้หมด สร้าง ครม.ที่เป็น ครม. ตามความชอบธรรมของตัวนายกฯเอง เรียกศรัทธาของประชาชนกลับคืนมา ผมไปดูโพลสำรวจพบว่า ครม.ชุดนี้สอบตกยกชุด แม้แต่ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดคือ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รมว.พาณิชย์ ยังสอบตก ได้เพียง 4.9 เป็นคะแนนสูงสุดแล้ว เงื่อนไขเหล่านี้สามารถอ้างต่อสังคมได้อย่างแน่นอน ถือโอกาสในการปรับ รมต.ที่ไม่มีผลงานหรือที่มี ปัญหาออกไป และเชื่อว่านายสมัครจะปรับ ครม.โดยจัดให้มีรัฐมนตรีที่เหมาะสมกับงาน เช่น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ให้ความสนใจมากในเรื่องของการบุกรุกป่า น่าจะให้ไปอยู่ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดูแลกรมอุทยานฯกรมป่าไม้ เป็นต้น

ให้จับตามูลนิธิบ้านเลขที่ 111

วันนี้สังคมต้องจับตามองมูลนิธิบ้านเลขที่ 111 อย่างใกล้ชิด เพราะมีการใช้เงื่อนไขของความเป็นมูลนิธิ มาเคลื่อนไหวรองรับ พ.ต.ท.ทักษิณ มีการทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การเมือง ตรงนี้มีวัตถุประสงค์หลัก แต่แท้จริงแล้วความเป็นมูลนิธิไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการเมือง มีการเลี่ยงบาลีใช้มูลนิธิบังหน้าแล้วเอาเงื่อนไขเหล่านี้มาเคลื่อน

ไหวทางการเมืองหรือไม่ สังคมต้องจับตามองดูอย่างใกล้ชิดนายเทพไทกล่าวในที่สุด



เรียนรู้ ‘ไฟใต้’ บนเงื่อนไขเก่า/กลาง/ใหม่ แล้ว ‘แลไปข้างหน้า’ (จบ)

‘เมล็ดพันธุ์เลือด?’ เด็กใต้ในฐานะเหยื่อความรุนแรง
ในขณะที่ ดร.เพชรดาว โต๊ะมีนา อดีต กอส. ซึ่งทำงานเกี่ยวกับเด็กและการเยียวยา อภิปรายว่า ประเด็นเรื่องเด็กมักเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงมากที่สุดเมื่อมีเหตุการณ์ความรุนแรง แต่จะได้รับความสนใจน้อยที่สุด เด็กที่เป็นเหยื่อของความรุนแรงและได้รับความสูญเสีย ไม่ว่าพ่อ แม่ เพื่อน หรือญาติพี่น้อง มีสิ่งที่สะท้อนออกมาคือ ความเกลียดชังและความแค้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเด็กกลุ่มนี้อยู่นอกระบบการศึกษา

แต่สำหรับงานวิจัย ‘ความรุนแรงในภาคใต้กับความคิดของเด็ก: ศึกษากรณีเด็กที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ’ โดย ซากีย์ พิทักษ์คุมพล มีมุมมองที่แตกต่างออกไป

ซากีย์ ทำการศึกษาเด็กในพื้นที่ที่ถูกนิยามว่า ‘สีแดง’ โดยเลือกพื้นที่ที่มีสถิติของความรุนแรงมากที่สุดคือ ใน อ.ระแงะ จ.นราธิวาส และโดยข้อจำกัดหลายด้าน จึงใช้วิธีในการศึกษาโดยการให้เด็กเขียนบทความ 3 เรื่อง คือ หมู่บ้านของฉัน โรงเรียนของฉัน และสิ่งที่ฉันอยากเป็นในอนาคต พร้อมกับให้วาดภาพประกอบ นอกจากนี้ยังมีแบบสอบถามและการพูดคุย เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ลึกขึ้น

ซากีย์ พบว่า เมื่อ 5 ปี ก่อนเหตุการณ์ เด็กๆ มีความรู้สึกไปในทิศทางเดียวกันคือ พื้นที่หรือหมู่บ้านที่อยู่มีความปลอดภัย เพราะไม่มีเหตุการณ์อะไร แต่เมื่อมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น เด็กๆ มีความรู้สึกไม่ปลอดภัยในบางครั้ง เช่น เมื่อมีคนแปลกหน้าเข้ามาในหมู่บ้าน หรือเมื่อต้องแต่งชุดนักศึกษาวิชาทหารจะยิ่งรู้สึกไม่ปลอดภัยเลย

“ความรุนแรงส่งผลกระทบต่อความรู้สึกมาก แต่เด็กจะรู้สึกว่าตนเองไปไหนมาไหนได้ตามปกติ คือรู้สึกไม่ปลอดภัยแต่วิถีชีวิตในการไปไหนมาไหนยังเหมือนเดิม กลัวแต่ยังอยากไปเล่นอยู่ เพียงแต่ช่วงเวลาในการออกไปจะน้อยลง ในช่วงเวลาหนึ่งความรุนแรงไม่สามารถขโมยตัวตนของเขาไปได้อย่างสิ้นเชิง” ซากีย์ ตั้งข้อสังเกต

สำหรับคำถามเรื่องโรงเรียนของฉัน ซึ่งเป็นการประเมินเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างกัน เด็กบางคนตอบคำถามด้วยการเล่าเรื่องราวระหว่างเพื่อนที่มีทั้งพุทธและมุสลิม แต่เรื่องที่น่าสนใจมากเมื่อลงไปคุยกับเด็กบางคนที่พ่อเสียชีวิตจากความรุนแรง หลังสร้างความคุ้นเคยกันมากขึ้นระดับหนึ่งแล้ว เมื่อซากีย์ถามว่า ถ้ามีโอกาสแก้แค้นจะทำหรือไม่ เด็กบางคนตอบว่า “ไม่...ผมเชื่อกฎแห่งกรรม” ส่วนเด็กมุสลิมมักจะตอบว่า “ให้เป็นเรื่องของพระผู้เป็นเจ้า” หรือ “ไม่แก้แค้น เพราะจะยิ่งเป็นการเพิ่มปัญหา”

เมื่อถามต่อไปว่าถ้ามีโอกาสได้คุยกับเขา อยากถามอะไร เด็กหลายคนมักจะขอถามว่า “ยิงพ่อหนูทำไม” แต่เด็กคนหนึ่งถามว่า...

“ยิงพ่อหนูแล้ว ชีวิตมีอะไรดีขึ้นบ้าง”

ซากีย์ บอกว่า คำถามนี้คงสามารถไปกระตุกต่อมความคิดของผู้กำลังก่อเหตุได้บ้าง เพราะเหมือนการตั้งคำถามกลับไปว่า มีอะไรที่จะได้จากความรุนแรงนอกจากความสูญเสีย

“สิ่งที่เห็นจากการศึกษา เชื่อว่าสายใยความสัมพันธ์ของชุมชนในอดีตที่เคยโอบอุ้มพื้นที่ยังไม่ขาดสิ้นไป ยังมีปฏิสัมพันธ์ของเด็กที่ทำให้เหตุการณ์ไม่เลวร้ายไปเสียทีเดียว แต่ต่อไปไม่แน่ใจ ถ้ารัฐยังไม่สามารถยุติเงื่อนไขของความรุนแรงในพื้นที่ได้ และปล่อยให้เหตุการณ์ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ก็อาจทำให้สายใยเหล่านี้ถูกกระทบได้

.การปฏิสัมพันธ์ของคนจะดีขึ้นหรือเลวลงจะต้องมีพื้นที่ เช่นเดียวกับเด็ก สามารถแยกแยะได้ว่ามุสลิมไม่ได้เลวร้ายไปทั้งหมด เพราะการมีเด็กพุทธอยู่ในโรงเรียนเดียวกัน” ซากีย์ กล่าวในช่วงท้าย

ขัดกันฉันท์มิตร : คู่มือทักษะวัฒนธรรมชายแดนใต้

ในช่วงท้ายของการเสวนาพูดถึงหนังสือ ‘คู่มือทักษะวัฒนธรรมชายแดนใต้’ โดย แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง นักวิชาการคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร หนังสือเล่มนี้ใช้ภาษาง่ายไม่ซับซ้อน สะท้อนภาพวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของผู้คนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ที่มีความหลากหลายและมีวิถีชีวิตที่ประสานต่อรองกันในบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป ให้เป็นที่รับรู้ของผู้คนทั้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้และส่วนอื่นๆ ของสังคมไทย และเพื่อให้เข้าใจแง่มุมของวิถีชีวิตซึ่งต่างไปจากภาพความรุนแรงที่ถูกนำเสนอรายวัน

แพร กล่าวว่า เป็นคนในพื้นที่และเคยคิดว่ารู้จักบ้านของตัวเองดี แต่เมื่อทำหนังสือเล่มนี้ทำให้ค้นพบว่า แท้จริงแล้วไม่รู้เรื่องบ้านตัวเองเลย

“นึกว่ารู้จักกันแต่ไม่รู้จักกันอย่างแท้จริง ไม่รู้ว่า พุทธ มุสลิม หรือคนจีนในพื้นที่เป็นอย่างไร และคนมุสลิมในพื้นที่เองก็ไม่ได้เข้าใจคนต่างศาสนาเหมือนกัน”

แพร อธิบายว่า คู่มือทักษะทางวัฒนธรรมมีตัวละครเป็นเด็กในโรงเรียน ซึ่งมีทั้งเด็กไทยพุทธ เด็กลูกคนจีน และเด็กมลายูมุสลิม และโรงเรียนเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่ใช้เรียนรู้กัน แต่ในความเป็นจริง โรงเรียนยังไม่ได้ถูกใช้เป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมอย่างเป็นทางการเลย ในหนังสือยังพูดถึงเรื่องภาษาในพื้นที่ ที่ไม่ได้มีแค่ภาษามลายูท้องถิ่นเท่านั้น แต่ในภาษามลายูมุสลิมก็ยังแยกย่อยลงไปอีก เช่น ภาษาเจ๊ะเห ที่ใช้เฉพาะบางพื้นที่เท่านั้น

หนังสือยังได้รวบรวมประเพณีในรอบ 12 เดือนของคนในพื้นที่ 3 จังหวัดเอาไว้ บางประเพณีแยกออกจากกัน และสามารถบอกได้ว่าใครเป็นใคร ชาติพันธุ์อะไร ในขณะที่ประเพณีหลายอย่างเป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างชาติพันธุ์ เช่น ประเพณีมาแกแต (เลี้ยงน้ำชา) ซึ่งเป็นประเพณีการระดมเงินร่วมกันโดยไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องศาสนา

สิ่งที่น่าสนใจในหนังสือคู่มือทักษะทางวัฒนธรรมของแพรอีกเรื่องหนึ่ง คือ ประวัติศาสตร์ในพื้นที่ที่สามารถเล่าได้ถึง 5 แบบ สะท้อนว่าในพื้นที่เดียวกันประวัติศาสตร์สามารถถูกสร้างและถูกเล่าได้หลายแบบ

แบบแรก คือ ประวัติศาสตร์ชาติที่พูดถึงการปราบปรามและการแข็งข้อของปัตตานี หรือปัตตานีเท่ากับกบฏ ในขณะที่ประวัติศาสตร์แบบที่สอง คือ ประวัติศาสตร์รายา แห่งปัตตานีดารุสซาลาม ที่เล่าถึงการต่อสู้เพื่อต่อต้านการครอบครองของสยาม

แพรตั้งข้อสังเกตว่า ประวัติศาสตร์ทั้ง 2 แบบมีนัยทางการเมืองที่ต่อรองอำนาจกัน

ส่วนประวัติศาสตร์แบบที่สาม คือ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส เช่น ประวัติความเป็นมาของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว หรือประวัติความเป็นมา เรื่องเล่าการตั้งเมืองต่างๆ

แบบที่สี่ คือ ประวัติศาสตร์ของกำปงหรือหมู่บ้าน เช่น บ้านพิเทน ที่มีเรื่องเล่าว่ามีพี่น้องทหารจาม 7 คน ซึ่งลงมากับกองทัพอยุธยาแต่ไม่ได้กลับไป จึงมาตั้งบ้านเมืองอยู่ที่หมู่บ้านนั้น โดยมีพี่ชายคนโตชื่อ ‘พี่เณร’ และเสียงเพี้ยนกลายมาเป็น ‘พิเทน’ เป็นต้น ประวัติศาสตร์แบบนี้อาจสามารถบอกได้ว่า ใคร คนกลุ่มไหนมาตั้งถิ่นฐาน และสามารถบอกได้ว่า คนเป็นเครือญาติแต่สามารถข้ามรัฐข้ามชาติกันได้อย่างไร

แบบสุดท้าย คือ ประวัติศาสตร์บาดแผล เช่น ประวัติศาสตร์อันมีผลมาจากรัฐนิยมในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ทำให้ยุ่งไปทั่วทั้งประเทศ เช่น การห้ามแต่งกายฮิญาบ คนจึงเล่าต่อๆ กันมาว่า เวลานั้นมีทั้งการถลกฮิญาบผู้หญิง การเอากาปิเยาะห์ (หมวกทรงกระบอกของผู้ชายมุสลิม) มาเตะเล่น ปัจจุบันเรื่องเล่าอย่างนี้ยังไม่หายไป

อีกบาดแผลอาจมาจากการพัฒนา เช่น สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ให้มีการสร้างนิคมพัฒนาตนเอง โดยย้ายเอาคนอีสานมาตั้งถิ่นฐาน กลายเป็นการแย่งชิงทรัพยากรของคนในพื้นที่ หรือการประกาศเขตอุทยานทับที่ทำกินของชาวบ้าน เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีเหตุการณ์ร่วมสมัย เช่น เหตุการณ์สะพานกอตอในปี 2518 (ทหารนาวิกโยธินอุ้มคนมุสลิมไปสังหารและนำศพไปทิ้งที่สะพานกอตอ แต่มีผู้รอดชีวิตมาเป็นพยานเล่าเหตุการณ์) กรือเซะ ปี 2530-2533 และ 2547 เหตุการณ์ตากใบ ปี 2547 เป็นต้น ซึ่งบาดแผลเหล่านี้อาจทำให้ความเป็นมิตรทั้งไทยพุทธ จีน มลายู ที่เคยมีมาหายไป

แพร กล่าวสรุปตอนท้ายว่า หนังสือเล่มนี้คงไม่สามารถแก้ปัญหาภาคใต้ได้ แต่ได้ให้ภาพทั้งสวยงามทั้งบาดแผล ว่าที่ภาคใต้เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้เพราะอะไร และอาจใช้กำหนดอนาคต หรือเป็นความรู้เบื้องต้นก่อนลงไปทำงาน หรือไปทำความรู้จักคนในพื้นที่ เพราะปัญหาภาคใต้เป็นปัญหาของคนไทยที่ไม่รู้จักและเข้าใจในวัฒนธรรมอื่นอย่างแท้จริง

สรุป
ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ หัวหน้าโครงการวิจัยอนาคตไฟใต้ กล่าวสรุปสุดท้ายว่า สิ่งที่ต้องเข้าใจเรื่องภาคใต้คือ ความหลากหลาย สังคมไทยไม่ยอมรู้จักตัวเอง และหวาดกลัวตัวเอง หวาดกลัวประวัติศาสตร์บางอย่าง กลัวความหลากหลาย ทั้งที่ความหลากหลายอาจเป็นพลังขับเคลื่อนสังคม ไม่ใช่ภัยคุกคาม

“อยากให้ผู้ใหญ่ได้ยินเสียงความหลากหลายและค้นพบหนทางแก้ไข เวลานี้อาจยังพอมีเวลาแก้ไข และทางแก้ไขต้องใช้ความรู้เท่านั้น”

ประชาไท



เรียนรู้ ‘ไฟใต้’ บนเงื่อนไขเก่า/กลาง/ใหม่ แล้ว ‘แลไปข้างหน้า’ (1)

ตอนนี้สถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ล่วงมาถึงปีที่ 4 แล้ว แม้ว่ากระแสข่าวจะดูเงียบหายไปหรือน่าหวั่นวิตกน้อยลงในการรับรู้ เมื่อเปรียบกับปีแรกของเหตุการณ์แล้ว ที่สังคมค่อนข้างตื่นตัวกว่ามากจนแทบกลายเป็นเงื่อนไขล้มรัฐบาลในขณะนั้นได้เลยทีเดียว

แต่สิ่งที่ซ่อนลึกๆ อยู่ในความเงียบ บางครั้งกลับน่ากลัวกว่า การฆ่ารายวันยังคงมีต่อเนื่องบนการรับรู้ที่ชินชา สลับไปกับเหตุการณ์ใหญ่ๆ ที่สามารถยึดหน้าสื่อได้ในบางครั้ง ตามมาด้วยเสียงก่นด่าสาปแช่งไม่กี่วัน แล้วก็ต้องกลับไปหวั่นในทรวงกับการเมืองในส่วนกลางที่ร้อนแรงไม่แพ้กัน

อย่างไรก็ตาม การทบทวนความรู้ความเข้าใจในเรื่อง 3 จังหวัดภาคใต้ ยังคงเป็นสิ่งจำเป็น ทหารกลายเป็นเรื่องปัจจัยใหม่ในบรรยากาศปัจจุบันบนพื้นที่ นำมาสู่เงื่อนไขใหม่ท่ามกลางความบอบบางทางอารมณ์ ความรู้สึก หรือหากมองจาก

ปัจจุบันขณะไปสู่ มีเด็กจำนวนมากกำลังเติบโตขึ้น แต่บรรยากาศแบบนี้จะทำให้เด็กๆ โตขึ้นไปเป็นแบบใด ในขณะที่เงื่อนไขมาจากอดีตอย่างเรื่องวัฒนธรรม ก็ยังคงส่งผลมากมายในปัจจุบันเช่นกัน เหล่านี้ยังไม่หยุดนิ่ง เกี่ยวข้องและดำเนินไปกับสถานการณ์อย่างซับซ้อน หากขาดองค์ความรู้แล้ว การมองหาจุดสิ้นสุดของปัญหาหรือแม้แต่การอยู่ร่วมกับปัญหาคงเป็นเรื่องยาก

เมื่อวันที่ 30 เมษายน ที่ผ่านมา ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรและศูนย์ข่าวสารสันติภาพ มูลนิธิเพื่อการศึกษาประชาธิปไตยและการพัฒนา ได้จัดสัมมนาโครงการวิจัย “อนาคตไฟใต้ สื่อ ทหาร เด็กและทักษะวัฒนธรรม” ขึ้นเพื่อตั้งคำถามกับประเด็นที่สำคัญต่อปัญหาภาคใต้ในหลากมิติ ‘ประชาไท’ เก็บความนำเสนอ

ไฟใต้ในสายตา ‘สื่อเทศ’

จากสถานการณ์ภาคใต้ระลอกใหม่ ที่เริ่มต้นด้วยเหตุการณ์ปล้นปืนกองพันพัฒนาที่ 4 อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส วันที่ 4 มกราคม 2547 อันนำไปสู่การดำเนินนโยบายของรัฐมากมาย แต่สุดท้ายคล้ายยึดอยู่เพียงแนวทางมาตรการด้านความมั่นคง ที่เน้นการทหารหรือการควบคุมเป็นหลัก การขาดความเข้าใจของที่มาของปรากฏการณ์รุนแรง จึงทำให้สถานการณ์บิดเกลียว เขม็ง ตึงเปรี๊ยะอย่างแข็งตัว และพร้อมสวิงกลับอย่างรุนแรงเฉียบขาด เพียงปีเดียวภาพลักษณ์สถานการณ์คล้ายถูกยกให้เทียบเท่ากับพื้นที่สงครามในประเทศอื่นๆ และ ‘สื่อ’ ไม่ว่าจะไทยหรือเทศนั่นเอง ที่มีส่วนสำคัญในการตอกย้ำภาพลักษณ์เหล่านี้ การรายงานสถานการณ์สภาวะความรุนแรงควบคู่กับการตอบสนองของรัฐอย่างแข็งกร้าว ถูกนำเสนอออกมาอย่างต่อเนื่อง และดูมืดมนอนธการ…

แต่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญก็เกิดขึ้นดุจประกายไฟ มีการตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) มาแปรเปลี่ยนสภาพอันร้อนแรงให้อุ่นตัว ทำให้ ปรางทิพย์ ดาวเรือง นักวิจัยอิสระที่พำนักอยู่ในมาเลเซีย มีความสนใจปรากฏการณ์นี้ และเริ่มสำรวจทรรศนะต่างประเทศต่อข้อเสนอแนะของ กอส. โดยรวบรวมจากสิ่งพิมพ์ภาษาอังกฤษและมลายูในประเทศไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

ปรางทิพย์ บอกว่า สิ่งที่ได้จากงานวิจัยนับว่าน่าสนใจอย่างมาก เพราะแม้ว่า กอส. จะยุติการทำงานไปแล้ว แต่ข้อเสนอแนะยังคงมีอิทธิพลทางความคิดต่อสื่อและผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ ที่ติด ตามปัญหาจังหวัดชายแดนใต้อย่างต่อเนื่อง

“สิ่งสำคัญคือ จะโน้มน้าวสังคมไทยให้ยอมรับแนวทาง กอส. ได้แค่ไหน ซึ่งสำคัญกว่าการสื่อจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม คงไม่สามารถตัดบริบทของนานาชาติได้ เพราะในอนาคตสำหรับสถานการณ์อาจจะมีแรงดันมาจากข้างนอก ดังนั้นการศึกษาเสียงของข้างนอกควรเริ่มได้แล้ว” ปรางทิพย์กล่าวในช่วงสรุป

ก่อนหน้านั้นปรางทิพย์อธิบายผลการศึกษาว่า สื่อในมาเลเซียค่อนข้างให้ความสนใจกับสถานการณ์ภาคใต้มากกว่าสื่อในดินโดนีเซีย เป็นไปในท่าทีที่ค่อนข้างเห็นอกเห็นใจ และให้ความสำคัญกับการเกิดขึ้นและการทำงานของ กอส. ในขณะที่การนำเสนอข่าวนโยบายของรัฐไทยจะได้รับความสนใจน้อยกว่า อาจจะเป็นเพราะสามารถใกล้ชิดและเข้าถึงแหล่งข่าวได้มากกว่า

กอส. ตั้งขึ้นมาในช่วงที่สถานการณ์ในพื้นที่ค่อนข้างเลวร้าย ก่อนหน้านั้นเหตุการณ์ตากใบส่งผลสะเทือนถึงนโยบายพรรคการเมืองในมาเลเซียเลยทีเดียว ถึงขั้นที่มีการตั้งกลุ่มร่วมกับพรรคฝ่ายค้านเพื่อแก้ปัญหา และ นายบาดาวี นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ยังเคยเรียกร้องต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทยในขณะนั้น

การตั้ง กอส. จึงมีสื่อสนับสนุนจำนวนมาก เพราะมีนัยที่ยอมรับทางเลือกที่ไม่ใช่การใช้อาวุธและการทหารเพียงอย่างเดียวเป็นครั้งแรก และสร้างความหวังขึ้น ในสื่อต่างประเทศ สายตาที่มีต่อ กอส. คือ ทางเลือกในแนวทางสันติและได้รับการยอมรับในทางสากล แต่ถูกมองว่ามีข้อด้อยคือ การขาดอำนาจในทางปฏิบัติ และความแตกต่างทางความคิดของบุคคลใน กอส. เป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจในบางเรื่อง นอกจากนี้รัฐเองก็ขาดความจริงใจในการสนับสนุน กอส. และรัฐสามารถเลือกหรือไม่เลือกใช้ก็ได้

สำหรับสื่อมาเลเซียซึ่งมีความใกล้ชิดกับสถานการณ์มาก ปรางทิพย์ตั้งข้อสังเกตที่สะท้อนมาจากการนำเสนอข่าวใน New Straits Times ว่า สื่อมาเลเซียสนับสนุนแนวทางของ กอส. และเน้นไปที่การเจรจา ซึ่งเธอวิเคราะห์ต่อไปว่า อาจเป็นเพราะมาเลเซียต้องการเป็นตัวกลางในการเจรจา แต่มันก็สะท้อนไปถึงความต้องการแนวทางการใช้ความสันติในการแก้ปัญหา การเสนอแนวคิด ‘คนกลาง’ การที่ต้องให้เข้าใจวัฒนธรรมและให้ยืนบนพื้นฐานสิทธิมนุษยชน ประเด็นที่สำคัญคือ ไม่มีการมองปัญหาภาคใต้ไปที่เรื่องการก่อการร้ายสากล ซึ่งรัฐไทยนำเสนอค่อนข้างมากในระยะแรก และสถานะของปัญหายังไม่นับเป็นการคุกคามเสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาค เมื่อเทียบกับความขัดแย้งอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า เหตุที่ต้องสนใจสื่อต่างชาติในการนำเสนอข่าวภาคใต้เป็นเพราะ ข้อเรียกร้องของ กอส. ได้กลายเป็นแนวทางมาตรฐาน และถูกอ้างอิงในการนำเสนอของสื่อต่างประเทศแล้ว ข้อเสนอบางประการของ กอส. ไม่ตายไปพร้อมกับ กอส. เพียงแต่ถูกจำกัดอยู่ในสื่อเล็กๆ ส่วนสื่อกระแสหลักไม่ได้สนใจข้อเสนอของ กอส. เท่าไรนัก เช่น การเสนอให้ภาษามลายูท้องถิ่นเป็นภาษาทำงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องการแรงผลักจากรัฐ แต่พอถูกบล็อกด้วยคำวิพากษ์วิจารณ์ และมีผู้ใหญ่ในสังคมไทยออกมาพูด สื่อก็เงียบ ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้สังคมไทยเรียนรู้ในการยอมรับความแตกต่างได้

การที่สื่อไทยเองก็ไม่ให้ความสำคัญ และสังคมไทยก็ไม่เคลื่อนไหว แม้สื่อต่างประเทศจะนำเสนอก็ไม่มีประโยชน์ เพราะไม่มีแรงผลักให้กับข้อเสนอ กอส. เป็นจริง

“สื่อไทยกับสื่อต่างประเทศต่างกัน สื่อต่างประเทศจะเข้าสู่ปัญหาด้วยกรอบสิทธิมนุษยชน แต่สื่อไทยเมื่อนำเสนอเรื่อง 3 จังหวัดจะให้ความสำคัญเรื่องความมั่นคงเป็นหลัก เพราะแนวคิดความมั่นคงแบบรัฐไทยถูกปลูกฝังมานาน จึงทำให้การนำเสนอข่าวต่างกันด้วย” ดร.พวงทอง กล่าว

นักรบกลับบ้าน : ประสบการณ์จากสมรภูมิ

พ.อ.หญิง พิมลพรรณ อุโฆษกิจ อาจารย์ส่วนการศึกษา โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ทำงานวิจัยเรื่อง ‘แนวทางการแก้ปัญหาการก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในทรรศนะของทหารผู้ปฏิบัติการในพื้นที่’ ภายใต้แนวคิดว่าทรรศนะของทหารที่ลงไปปฏิบัติการในพื้นที่ น่าจะเป็นความรู้อีกชุดหนึ่งที่น่าจะช่วยเสริมให้เห็นทรรศนะของผู้ปฏิบัติต่อปัญหาต่างๆ ที่ดำรงอยู่ในช่วงของการปฏิบัติได้ เช่น ช่องว่างระหว่างนโยบายและการปฏิบัติ หรือข้อเสนอแนะต่อแนวทางการแก้ปัญหาความไม่สงบ เป็นต้น

พ.อ.หญิง พิมลพรรณ ทำการศึกษาด้วยการศึกษาแนวคิดของหน่วยทหารกองทัพบกที่ปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ช่วงเดือนตุลาคม 2548-2550 โดยการเก็บข้อมูลจากทั้งตัวแทนระดับสัญญาบัตรและประทวน สิ่งที่ได้จากการวิจัยคือ ทหารจะต้องทำหน้าที่ทั้งการทหารและการเมืองไปพร้อมกัน และยังมีอุปสรรคทั้งในเชิงปฏิบัติและการประสานงานในองค์กร แต่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ก็มีความเห็นว่า แนวทางสมานฉันท์ที่รัฐบาลดำเนินอยู่ผสานกับยุทธศาสตร์พระราชทาน ‘เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา’ เป็นหนทางแห่งความสำเร็จ

ทั้งนี้ พ.อ.หญิง พิมลพรรณ ได้เล่าลักษณะการทำงานของทหารว่า หากสถานการณ์ยังไม่สงบ แม้ทหารชุดหนึ่งจะได้ออกจากพื้นที่ไปแล้วตามระยะเวลาประจำการ สุดท้ายทหารก็จะถูกวนเวียนกลับมาในพื้นที่อีก ส่วนความรู้ความเข้าใจของทหารต่อสถานการณ์นั้น จะมีการอบรมก่อนการลงพื้นที่ปฏิบัติงาน

ทหารเชื่อว่ากลุ่มสำคัญที่เป็นผู้ก่อการคือแนวร่วม BRN ซึ่งจะทำงานทั้งทางด้านมวลชนและด้านกองกำลังติดอาวุธ องค์กรระดับมวลชนจะมีการชักจูงลงไปถึงระดับหมู่บ้าน แต่ถ้าชักจูงไม่สำเร็จจะใช้การทำให้กลัว ส่วนกองกำลังติดอาวุธก็จะมีการจัดชุดกำลัง (RKK) หมู่บ้านละ 6 คน ใหญ่ขึ้นมาจะมีชุดคอมมานโด และผู้บัญชาการทหาร

สำหรับแนวทางการทำงานคือ การทำตามนโยบาย แต่มีทหารลงไปในพื้นที่เยอะอาจจะใช้คำว่ายกทัพก็ได้ พ.อ.หญิง พิมลพรรณ ยืนยันว่าทหารใช้แนวทาง กอส. อย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการสมานฉันท์และสันติวิธี

“แต่ถามว่าสมานฉันท์กับใคร สมานฉันท์กับคนดี และปราบปรามกลุ่มก่อความไม่สงบและถืออาวุธ ซึ่งกลุ่มนี้สมานฉันท์ไม่ได้” พ.อ.หญิง พิมลพรรณ กล่าว

เธอยังพูดถึงแนวทางการทำงานของทหารในพื้นที่ว่า ใช้วิธีการแยกปลาออกจากน้ำคือ เปิดทางให้ผู้หลงผิดมารายงานตัว ส่วนเด็กและเยาวชนใช้การเปิดโลกทัศน์ด้วยการให้ไปเรียนรู้สังคมใหม่ๆ พาไปทัศนศึกษาท้องถิ่นที่แตกต่างจากตัวเอง การพัฒนาความสัมพันธ์และช่วยเหลือประชาชน มีการตั้งกองพลทหารราบที่ 15 เพื่อประจำในพื้นที่แก้ปัญหาการหมุนเวียนกองกำลัง และคัดเลือกเยาวชนใน 3 จังหวัด มาเป็นกำลังพลในกองทัพเพื่อให้เข้าใจบทบาทของกองทัพ เมื่อกลับไปคุยกับที่บ้านและกลุ่มนี้ยังเข้าใจภาษาและวัฒนธรรมของพื้นที่ด้วย นอกจากนี้ ทหารมีแนวทางเจรจา แต่ปัญหาที่สำคัญคือ ผู้ที่เจรจาอยู่ด้วยนั้นเป็นตัวจริงหรือไม่

“จุดแตกหักไม่ได้อยู่ที่รัฐ แต่อยู่ที่หมู่บ้าน ทำอย่างไรจึงจะได้รับการยอมรับและไว้ใจ ไม่อย่างนั้นจะร่วมมือกับทหารไม่ได้ เขาถามทหารว่า ทหารอยู่กับเขาทุกวันหรือไม่ แต่เขาอยู่กับโจรทุกวัน จึงต้องรู้จักพื้นที่”

ด้าน พล.ต.ท.สมศักดิ์ แขวงโสภา อดีตผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน กล่าวว่า แม้ว่า BRN จะเป็นปัญหาและมีตัวตน แต่ปัญหาเรื่องความยุติธรรมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไม่ใช่ปัญหาที่เป็นเรื่องรอง การปฏิบัติการของ BRN ที่รุนแรงและแตกต่างไปจากที่เคยเป็นมา หรือทำไมต้องลงมือโหดเหี้ยมผิดมนุษย์ เป็นเรื่องที่ต้องศึกษา แต่กรณี ‘ตากใบ’ ที่มีการตายจำนวนมากในขณะที่อยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่ก็เป็นเรื่องที่ต้องคิด

นอกจากนี้นโยบายสมานฉันท์และสันติวิธี แม้เป็นแผนที่ปรากฏชัดในทางทหาร แต่ในระดับปฏิบัติอาจยังไม่เข้าใจ คิดว่าควรต้องมีทหาร ตำรวจ และพลเรือนในระดับหมู่บ้านด้วย และทหารต้องเป็นพลเรือนในตัวเอง ปัญหายาเสพติดอาจเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหา เพราะทุกมัสยิดหรือปอเนาะล้วนขานรับในเรื่องการทำนโยบายต่อต้านยาเสพติด ร่วมกับเจ้าหน้าที่ ประเด็นนี้จะเป็นทางเชื่อมประสานได้

ประชาไท



คณะผู้แทนจากประเทศไทย ถึงย่างกุ้ง ช่วยเหลือพม่าจากพายุไซโคลนนากีสแล้ว

คณะผู้แทนจากประเทศไทย เดินทางถึงกรุงย่างกุ้ง สหภาพพม่า เพื่อนำสิ่งของอุปโภค บริโภคพระราชทาน ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยจากพายุไซโคลนนาร์กีสแล้ว

คณะผู้แทนจากประเทศไทย ในการนำสิ่งของอุปโภค บริโภคพระราชทานจากสมเด็จพระเทพพระรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

โดยสภากาชาดไทย และมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภา)ยามยาก สภากาชาดไทย เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในสหภาพพม่า เดินทางถึงกรุงย่างกุ้งสหภาพพม่าในเวลาประมาณ 15.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือเวลาประมาณ 14.30 น. ตามเวลาประเทศไทย

โดยมีพลจัตวาจ่อ มิ้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสวัสดิการสังคมและความมั่นคงของสหภาพพม่า และดร.ตาล่า ชวย ประธานสภากาชาดสหภาพพม่า และนายบรรสาน บุนนาค เอกอัครราชทูตไทยประจำสหภาพพม่า ให้การต้อนรับ

นายบรรสาน บุนนาค กล่าวว่า ชาวพม่าและรัฐบาลพม่า รู้สึกซาบซึ้งในน้ำพระทัยและพระมหากรุณาธิคุณอย่างเป็นล้นพ้น ที่ทรงมีพระเมตตาต่อชาวพม่า ที่ประสบภัยพิบัติพายุไซโคลนนาร์กีส

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่สิ่งของอุปโภค บริโภคเหล่านี้เดินทางถึงท่าอากาศยานกรุงย่างกรุงแล้ว ทางรัฐบาลพม่าได้นำเฮลิคอปเตอร์ 4 ลำ และลำเลียงสิ่งของไปแจกจ่ายให้แก่ผู้ประสบภัย ในพื้นที่ต่าง ๆ ที่ประสบอุทกภัย โดยเฉพาะพื้นที่อิระวดี 21 จุด ที่ได้รับความเสียหายมากที่สุด

ส่วนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จำนวน 3 เครื่อง ทางรัฐบาลพม่าจะนำไปให้กับโรงพยาบาลในพื้นที่อิระวดี เพื่อนำไปใช้ในห้องผ่าตัด และเครื่องมือทางการแพทย์ เนื่องจากผู้ป่วยที่ต้องรอเข้ารับการรักษามีอยู่เป็นจำนวนมาก

ขณะที่คณะสื่อมวลชนและเจ้าหน้าที่ไทย ที่เดินทางไปสหภาพพม่าจะสามารถอยู่ภายในบริเวณท่าอากาศยานนานาชาติย่างกุ้งได้เท่านั้น ไม่สามารถเดินทางออกไปยังนอกเขตได้

ขณะที่สภาพอากาศในกรุงย่างกุ้ง สหภาพพม่า มีปริมาณฝนตกลงมาบ้างเล็กน้อยมาตลอด 1 อาทิตย์ และมีฟ้าหลัวบ้าง



130 นักวิชาการ นักกิจกรรม ประณาม “ผู้จัดการ” ดึงประเด็นหมิ่นเบื้องสูง เป็นชนวนสร้างความแตกแยกในบ้านเมือง

กลุ่มนักวิชาการ - นักกิจกรรม ร่วมกันลงชื่อประนามสื่อเครือผู้จัดการ หยิบเอาประเด็นหมิ่นเบื้องสูงมาเป็นชนวนสร้างความรุนแรงให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง ผ่านเครือข่ายวิทยุ 97.75 MHz

ในวันนี้ (10 พ.ค.) นักวิชาการ นักศึกษาและนักกิจกรรมทางสังคม 130 คน ร่วมลงชื่อประณามพฤติกรรมของสื่อ ผู้จัดการ ในการยุให้เกิดความรุนแรงกับผู้ที่มองต่างมุม กรณีคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

โดยแถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า ผู้ดำเนินรายการของรายการ Metro Life ซึ่งออกอากาศทางสถานีวิทยุชุมชนเจ้าฟ้า FM 97.75 MHZ ส่งเสริมยุให้ประชาชนเข้าไปทำร้ายร่างกายของผู้เข้าร่วมการสัมมนาเรื่องสิทธิมนุษยชนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และก่อนหน้านั้นสื่อ ผู้จัดการ ได้เปิดเวปไซท์ให้ผู้ที่ส่งเสริมการทำร้ายร่างกายของบุคคลที่ไม่ยอมยืนในโรงภาพยนตร์ และผู้ที่สนับสนุนสิทธิเสรีภาพของบุคคลนั้นในการแสดงออกอีกด้วย มีการโฆษณาทั้ง ชื่อ ที่อยู่ และแนะนำให้คนร้ายไปรอดักทำร้ายร่างกาย

ขณะที่วิทยุชุมชนเจ้าฟ้าซึ่งเป็นสถานีแม่ข่ายสำหรับการออกอากาศรายการดังกล่าวได้ออกแถลงขอโทษกรณีใช้คำพูดไม่เหมาะสม และประกาศยุติการจัดรายการตั้งแต่วันที่ 10 พ.ค. เป็นต้นไป