WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, May 12, 2008

บันทึกจาก ‘ย่างกุ้ง’ หลังมรสุม

5 พฤษภาคม 2551 ประมาณบ่ายโมง ฉันกับเพื่อนๆ เดินทางด้วยสายการบินท้องถิ่นจากเมืองมัณฑะเลย์มาถึงเมืองย่างกุ้ง เพื่อเดินทางต่อมายังประเทศไทย ด้วยสายการบินไทยเที่ยวบิน TG 306 ที่กำหนดออกจากย่างกุ้งเวลา 19.45 น. ตามเวลาท้องถิ่น วันนี้เป็นวันแรกที่ฟ้าเปิด สายการบินทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศอาศัยโอกาสหลังพายุไซโคลนผ่านพ้น เร่งขนถ่ายผู้โดยสารที่ตกค้างเที่ยวบินมาหลายวัน

ก่อนมาถึงกรุงย่างกุ้ง ฉันทราบเรื่องพายุแต่เพียงเลาๆ ในคืนวันที่ 4 พฤษภาคม จากช่องสถานีโทรทัศน์ต่างประเทศซึ่งรายงานว่ามีพายุไซโคลนชื่อ “นาร์กีส” ขึ้นฝั่งที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิระวดีของพม่าตั้งแต่เช้าวันที่ 3 พฤษภาคม และฉันก็ไม่ทราบอะไรอีกเลย รู้แต่เพียงว่าโทรศัพท์ใช้การไม่ได้มาหลายวันแล้ว และระหว่างที่อยู่มัณฑะเลย์ก็ไม่มีฝนหรือลมพายุใดๆ เลย เพราะมีเทือกเขาอาระกันโยมาขวางเอาไว้ และห่างจากย่างกุ้งที่อยู่ทางทิศใต้ราว 650 กิโลเมตร

เมื่อเครื่องบินกำลังร่อนลงจอดในสนามบินนานาชาติมิงกะลาดงของย่างกุ้ง ฉันจึงเห็นความเสียหายจากพายุนี้กับตาตัวเอง บ้านเรือนล้มระเนระนาด โคลนเต็มถนน โคลนสีน้ำตาลขุ่นขังอยู่บริเวณแอ่ง และที่ลุ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนจากทางอากาศ ยิ่งเครื่องบินบินลงต่ำเท่าไร ภาพความเสียหายที่ปรากฏตรงหน้าก็ยิ่งชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น

เวลา 14.00 น. สายการบินท้องถิ่นที่ฉันโดยสารมาถึงสนามบิน ฉันกับคณะออกเดินสำรวจรอบๆ สนามบิน โชคดีที่อาคารผู้โดยสารสนามบินจะไม่เป็นอะไรมาก แต่ต้นไม้รอบๆ ก็ล้มชนิดถอนรากออกมาทั้งต้น โครงเหล็กที่ครั้งหนึ่งเคยทำหน้าที่ป้ายโฆษณาหักโค่นลงมา และพบเศษสังกะสี เศษกระเบื้องกระจายอยู่ทั่วไป

เพื่อให้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น ที่สำคัญเพื่อฆ่าเวลาระหว่างรอเที่ยวบินไปกรุงเทพฯ เพื่อนของฉันชวนเข้าไปดูสภาพกลางเมืองย่างกุ้ง ซึ่งไม่ทันที่เขาจะเอ่ยปากชวนจนจบ ฉันก็ตอบรับในทันที เราเหมาแท็กซี่คันหนึ่งขับจากสนามบินไปทางทิศใต้ เพื่อเข้าไปในเมือง เราผ่านถนนแปร ถนนโบจกอองซาน และถนนสุเลพยา เพื่อเดินดูร้านรวงใกล้กับพระเจดีย์สุเล ศาลาว่าการเมืองย่างกุ้ง และแถบจัตุรัสเอกราช ก่อนขับกลับมายังสนามบิน

ภาพที่ฉันเห็นก็คือ สองข้างทางของถนนในเมืองย่างกุ้งที่เคยร่มรื่นไปด้วยต้นสะเดา ต้นราชพฤกษ์ ต้นทองกวาว ต้นปาล์ม ฯลฯ บัดนี้มีจำนวนมากที่ล้มระเนระนาดเต็มไปหมด บางต้นล้มชนิดถอนรากถอนโคนแทบจะพลิกฟุตบาธขึ้นขวางลำกลางถนน

และต้นไม้ประเภทที่ล้มทั้งต้นแล้วโค่นเสาไฟฟ้าพ่วงด้วย หรือรากของต้นไม้ขุดท่อประปาขึ้นมากลางถนนนี่เอง คงเป็นสาเหตุทำให้ทั้งเมืองไม่มีกระแสไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา และสายโทรศัพท์ อินเตอร์เน็ตถูกตัดขาดมาตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม และขณะที่ฉันเขียนบันทึกอยู่นี้ (7 พ.ค.) ข่าวที่ฉันทราบก็คือ ชาวเมืองย่างกุ้งก็ยังต้องทนอยู่แต่ในความมืด ขาดน้ำสะอาด และยังคงขาดจากการติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอก

รถแท็กซี่ขับผ่านถนนแปร พาพวกเราผ่านสวนสาธารณะประชาชน ที่ครั้งหนึ่งเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเมือง แลเห็นพระมหาเจดีย์ชเวดากองทางทิศตะวันออก บัดนี้ต้นไม้ในสวนสาธารณะล้มระเนระนาดไปหมด สภาพดูยุ่งเหยิงราวกับสวนร้างมานานปี

เมื่อรถเข้าถนนโบจกอองซาน ผ่านโรงพยาบาลกลางกรุงย่างกุ้ง ที่นั่นต้นไม้ใหญ่หักโค่นเต็มไปหมด ถนนคงเพิ่งใช้สัญจรได้ไม่นาน เจ้าหน้าที่รัฐบาลพม่าคงไม่มีปัญญาจะเก็บกวาดบรรดาต้นไม้ที่ล้มระเนระนาดในจำนวนมหึมา พวกเขาทำได้เพียงจัดการบรรดาต้นที่ขวางถนนเท่านั้น ลากมันไปข้างทาง ตัดกิ่งไม้ที่เกะกะ แล้วทิ้งมันไว้แบบนั้น ภาพต้นไม้นอนเรียงรายตามแนวบาทวิถีพบเห็นได้ทั่วไปในกรุงย่างกุ้ง ชาวบ้าน พระสงฆ์ ที่รอความช่วยเหลือจากรัฐบาลไม่ไหวต่างพากันออกมาแผ้วถางเศษซากที่เกลื่อนถนนและบริเวณบ้านเรือนของตน

ที่ย่านถนนสุเลพยา ใกล้กับพระเจดีย์สุเล ฉันพบว่าแถบนี้ตัวอาคารไม่เป็นอะไรมาก หนักหน่อยก็เป็นต้นไม้ที่ล้มทับเสาไฟฟ้า ย่านการค้าสำคัญของเมืองแห่งนี้ โดยมากยังปิดทำการ มีเพียงแผงลอยเล็กๆ ไม่กี่สิบร้านที่ออกมาขายของ

ฉันเดินเขามาในถนนเล็กๆ ข้างถนนสุเลพยา และมีโอกาสสนทนากับเจ้าของตึกแถวบางห้องที่เปิดบ้านแง้มไว้ ลูกหลานพวกเขาออกมาวิ่งเล่นกลางถนน หลังจากที่ต้องหลบภัยพายุในอาคารหลายวัน พวกเขาบอกว่าต้องดูแลตัวเอง จุดเทียนในเวลากลางคืน และซื้อน้ำกิน บ้างก็ไปขอแบ่งน้ำจากโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้เคียงกันนั้น บางบ้านที่พอมีฐานะก็ซื้อน้ำมันเพื่อเติมให้กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า

ออกจากถนนสุเลพยาเพื่อกลับสนามบินมิงกะลาดง ระหว่างทางย่านถนนกะบะอะเยพยา รถยนต์จอดเลนขวาชิดข้างทางยาวเหยียดเป็นกิโลเพื่อรอเติมน้ำมัน คนขับรถเล่าให้ฟังว่า มีการจำกัดโควตาให้แต่ละคันเติมน้ำมันได้วันละ 3 ลิตรเท่านั้น เนื่องจากการขนส่งถูกตัดขาดทำให้น้ำมันขาดแคลน ขณะนี้ราคาน้ำมันในพม่ายังคงสูงลิ่ว แค่น้ำมันดีเซลก็ตกลิตรละ 1,500 จ๊าด หรือ 45 บาท และหากน้ำมันยังมีจำหน่ายจำกัดจำเขี่ยแบบนี้ ราคาคงยิ่งสูงลิ่วไปอีกแน่นอน

ระหว่างทางกลับ เราผ่านทางแยกไปสู่ถนนมหาวิทยาลัย คนขับรถแท็กซี่ชี้ให้เราดู เขาพูดเสียงเบาว่า “นี่บ้านของเลดี้” เขาหมายถึงสถานที่กักบริเวณนางออง ซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้านพม่า “เลดี้” ที่เขาเรียกนั้นแทนตัวนางออง ซาน ซูจี อันเป็นการเรียกอย่างให้เกียรติของชาวพม่า ที่นั่นต้นไม้ล้มระเนระนาดไปหมด แต่ที่ไม่เปลี่ยนแปลงเลยคือ มีตำรวจเฝ้าหน้าบ้านเธอเหมือนเดิม!

ไม่นานเรากลับมาถึงสนามบินเพื่อรอเดินทางต่อ ที่นี่ยังมีไฟฟ้า มีน้ำประปาใช้ เหมือนโรงแรมใหญ่ๆ หรือบ้านนายพลบางหลังในเมือง ในขณะที่ประชาชนต้องช่วยเหลือตัวเอง และถูกทอดทิ้งให้อยู่กับความมืด ขาดแคลนน้ำสะอาด และตัดขาดจากโลกภายนอก

ไม่รู้ว่าความช่วยเหลือจากนานาชาติจะมาถึงเมื่อไร และตัวเลขความสูญเสียจะพุ่งไปถึงหลักไหน ในขณะที่รัฐบาลทหารก็ยังเล่นแง่ ไม่อนุมัติวีซ่าให้กับเจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์จากต่างประเทศง่ายๆ และไม่รู้ว่าจะมีใครได้เข้ามาตรวจสอบบ้างหรือไม่ว่า ทรัพย์สินข้าวของที่ประเทศข้างเคียงส่งมาช่วยเหลือจะตกถึงปากท้องประชาชนแค่ไหน

นี่คือย่างกุ้งที่ฉันเห็น

โก่ เหว่ จ่อ



“สมัคร”ฉุนสื่อ! ฟ้อง 2 ฉบับลงข่าวพระวิหารมั่ว

นายกฯ สุดทน ถูกสื่อกล่าวหา รัฐบาลนำเขาพระวิหารไปแลกผลประโยชน์กับกัมพูชา สั่งทนายฟ้องดำเนินคดีพรุ่งนี้ทันที ระบุมีคนจ้องทำลายรัฐบาลให้พังพินาศ โอดครวญมันอะไรกันนักหนา ถึงแต่งเรื่องกันแบบนี้ ประชาชนส่งซิกให้ปิด เอเอสทีวีไปเลย เพื่อตัดปัญหา

วันนี้ (11 พ.ค.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ตอนหนึ่งถึงข้อกล่าวหามีหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ตอนหลังมีอีกหนึ่งฉบับ กล่าวหาว่านายกรัฐมนตรีจะไปหากินกับเรื่องขุดน้ำมันในพื้นที่ทับซ้อนในกัมพูชาโดยจะเอาเขาพระวิหารไปแลก อย่างนี้ตนยอมไม่ได้ แต่วันนี้มีอีกฉบับเอาด้วย เป็นสารคดีว่าจะเอาเขาพระวิหารไปแลกกับผลประโยชน์ คือไปหากินกับการขุด ดังนั้น พรุ่งนี้ (12 พ.ค.) ทนายความของตนมีงานทำแน่นอน ตอนนี้ให้รวบรวมหลักฐานทั้งหมดเสร็จแล้ว ตนจะไม่ชี้แจงอะไรต้องไปศาลอย่างเดียว

“ทำไมถึงเอากันขนาดนี้ คนอย่างผมนะหรือจะเอาเขาพระวิหารไปแลกผลประโยชน์เพื่อที่จะไปขุด ไปยุ่งอะไรกับเขาก็ไม่ได้ยุ่ง เรื่องเขาพระวิหารตอนนี้เป็นเรื่องภายในของเขา เพราะกัมพูชาจะเอาเขาพระวิหารไปขึ้นทะเบียนมรดกโลก ของเราฝ่ายทหารและกระทรวงการต่างประเทศก็ดูแลอยู่อย่างใกล้ชิด ถึงวันนี้ก็ไม่รู้อะไรกันนักหนาถึงได้แต่งเรื่องขึ้นมาได้ถึงขนาดนี้ เช้าขึ้นมาก็มีข่าวที่ไม่เป็นมงคล” นายสมัคร กล่าว

นายสมัคร ยังชี้แจงข้อเท็จจริงว่า เขาพระวิหารที่งอกออกไปนั้นเป็นส่วนของกัมพูชา ซึ่งขณะนี้ทางกัมพูชากำลังรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งจะมีการเลือกกันในเดือนกรกฎาคมนี้ ก็มีพูดว่าจะนำเขาพระวิหารไปขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ซึ่งตอนที่ตนได้ไปพบกับนายฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เขาก็บอกว่าไม่มีปัญหา เพราะเขาจะเอาแต่ตัวอาคารไปขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ถ้าแค่นั้นก็ไม่มีปัญหา แต่ทางฝ่ายมรดกโลกกลับบอกว่าจะต้องขึ้นทะเบียนบริเวณพื้นที่ด้วย ไทยก็เลยบอกไปว่าถ้าเอาพื้นที่ขึ้นทะเบียนมรดกโลกไทยก็ต้องขึ้นด้วย เพราะพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ทับซ้อนของสองประเทศ ถ้าหากจะขึ้นทะเบียนก็ต้องขึ้นด้วยกัน จากนั้นรัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชา นายซกอัน ก็มาเจรจากับ รมว.ต่างประเทศของเรา ก็ไม่มีปัญหาอื่นเลย

“แต่ไอ้คนที่จะทำให้เรื่องนี้เกิดเรื่องคือหนังสือพิมพ์ในประเทศไทย ปลุกปั่นกล่าวหาว่าผมจะเอาเขาพระวิหารไปแลกกับการผลิตน้ำมัน น้ำมันก็ไม่ใช่เรื่องของผม เขาพระวิหารก็ไม่ใช่เรื่องของผม เขาตกลงกันได้เรียบร้อยทุกอย่างว่า เขาพระวิหารด้านบนนั้นศาลโลก เขาตัดสินแล้วว่าเป็นของกัมพูชา เพียงแต่เวลาจะเอาพื้นที่โดยรอบไปขึ้นทะเบียน ไทยบอกไม่ได้เราต้องขึ้นทะเบียนด้วยเพราะเป็นพื้นที่ทับซ้อนที่ดูแลด้วยกัน เรื่องมีเท่านี้ แต่ต้องการทำทุกวิถีทางที่ต้องการทำให้รัฐบาลชุดนี้มันพังให้ได้ ให้เสียหาย อย่างนี้คุณต้องขึ้นศาลแน่นอน ตอนแรกฉบับเดียวคราวนี้ต้อง 2 ฉบับ ก็ลองดูกันต่อไปว่าจะไปถึงไหนอย่างไร”นายสมัครกล่าว

ทั้งนี้ ในช่วงท้ายมีประชาชนเสนอให้รัฐบาลปิดสถานีเอเอสทีวีไปเลยเพื่อตัดปัญหา นายสมัคร กล่าวว่า “ไม่ได้ เพราะศาลให้การคุ้มครองอยู่ แต่ยอมรับว่าด่ารุนแรงมากด่าทุกวันด่าเสียหายเหมือนผมเป็นคนร้ายที่เข้ามาบริหารบ้านเมืองอยู่ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาคิดอย่างไรถึงได้ทำอย่างนี้ได้”



Sunday, May 11, 2008

คนกรุง- ตจว. เห็นต่างผลงาน 3 เดือน รบ.สมัคร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (11 พ.ค.) สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ หรือ เอแบคโพล เปิดเผยกรณีศึกษาวิจัยผลงานรัฐบาลในช่วง 3 เดือนผ่านมา ทางความคิดเห็นของหัวหน้าครัวเรือน ภูมิลำเนาในเขตกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย พิษณุโลก ขอนแก่น อุบลราชธานี นครพนม อุดรธานี ชลบุรี อยุธยา นนทบุรี นครปฐม ลพบุรี สุราษฎร์ธานีและภูเก็ต จำนวน 3,404 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 6-10 พ.ค. 2551

เมื่อถามความคิดเห็นของหัวหน้าครัวเรือนต่อผลงานรัฐบาลในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา ตามนโยบายเร่งด่วนที่เคยแถลงต่อรัฐสภา คะแนนเต็ม 10 คะแนน พบว่า หัวหน้าครัวเรือนในต่างจังหวัดให้คะแนนเฉลี่ยโดยรวมสูงกว่ากลุ่มหัวหน้าครัวเรือนที่อยู่ในกรุงเทพฯ ในทุกนโยบายเร่งด่วน

ทั้งนี้ นโยบายเร่งด่วนที่รัฐบ่ลได้คะแนน 3 อันดับแรก ได้แก่ การจัดสรรงบประมาณตามขนาดประชากร (SML) ให้ครบทุกหมู่บ้านและชุมชน คนต่างจังหวัดให้ 4.65 คะแนน คนกรุงเทพฯ ให้ 3.83 คะแนน ตามมาด้วยโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ คนต่างจังหวัดให้ 4.54 คนกรุงเทพฯ ให้ 3.97 มาตรการลดปัญหาโลกร้อนคนต่างจังหวัดให้ 4.42 คน คนกรุงเทพฯ ให้ 3.91 คะแนน กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง คนต่างจังหวัดให้ 4.43 คะแนน คนกรุงเทพฯ ให้ 3.82 คะแนน

ส่วนนโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลได้คะแนน 3 อันดับสุดท้าย พบว่า 1) การลดผลกระทบจากราคาพลังงาน ที่คนต่างจังหวัดให้ 3.91 คะแนน คนกรุงเทพฯ ให้ 3.54 คะแนน 2) การสร้างความสมานฉันท์ของคนในชาติและฟื้นฟูประชาธิปไตย คนต่างจังหวัดให้ 3.79 คะแนน คนกรุงเทพฯ ให้ 3.16 คะแนน และ 3) การแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คนต่างจังหวัดให้ 3.50 คะแนน ส่วนคนกรุงเทพฯ ให้ 2.85 คะแนน

สำหรับหัวข้อคาดการณ์อนาคตประเทศไทยใน 6 เดือนข้างหน้า พบว่า ร้อยละ 87.8 คิดว่า จะเกิดสภาวะข้าวยากหมากแพง ตามมาด้วยร้อยละ 80.1 คิดว่า จะเกิดปัญหาอาชญากรรมรุนแรงมากขึ้น ร้อยละคิดว่า 55.6 อาจเกิดการปฏิวัติ รัฐประหาร ร้อยละ 54.9 คิดว่า ยังจะรู้สึกอบอุ่นใจที่มีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ร้อยละ 54.6 คิดว่า จะเกิดเหตุการณ์รุนแรงไม่คาดฝันขึ้นในกรุงเทพฯ และร้อยละ 53.6 คิดว่า จะยังมีนายกรัฐมนตรีชื่อ นายสมัคร สุนทรเวช

ส่วนการประเมินการทำงาน 3 เดือนแรกของนายสมัคร สุนทรเวช พบว่า คนต่างจังหวัดร้อยละ 55.8 ให้สอบผ่าน ส่วนคนกรุงเทพฯ ร้อยละ 58.2 ให้สอบไม่ผ่าน

จาก ไทยรัฐ

'บรรหาร' ยัวะถูกข้ามหัว ขู่ไม่ร่วมโหวตเลือก 'ชัย'


นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย (ชท.) กล่าววันนี้ (11 พ.ค.) ก่อนเป็นประธานการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคชาติไทย เมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. ที่ผ่านมา ว่า เป็นการหารือถึงการเลือกประธานสภาผู้แทน ราษฎรวันพรุ่งนี้ (12 พ.ค.) อย่างไรก็ตาม เพิ่งเดินทางกลับจากต่างประเทศ วันนี้ เวลา 17.00 น. แต่ก่อนหน้านี้ นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รองหัวหน้าพรรคชาติไทย แจ้งว่า มีแฟกซ์เรียกประชุมสภาฯ ด่วน

หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวต่อว่า สงสัยว่า ทำไมต้องเร่งด่วนรอประชุมวันพุธที่ 14 พ.ค.นี้ ไม่ได้ เพราะตำแหน่งประมุขฝ่ายนิติบัญญัติถือเป็นตำแหน่งที่สำคัญและการจะสนับสนุนใครขึ้นเป็นประธานสภาฯ ผู้ใหญ่ในพรรคพลังประชาชนควรจะได้มีการประสานมายังพรรคชาติไทย ไม่ใช่มีเพียงนายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ที่คนใกล้ชิดนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เป็นคนแจ้งมาว่า ให้สนับสนุนนายชัย ชิดชอบ ส.ส.สัดส่วนพรรคพลังประชาชน จึงอยากถามว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชาชน หรือ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ไปไหนถึงไม่มาประสาน ดังนั้น พรรคชาติไทยจะต้องมีการหารือและยืนยันว่าพรรค ชาติไทยเป็นตัวของตัวเอง

“ธรรมดาเขาไม่ทำกันอย่างนี้ ต้องถามว่า ในพรรคพลังประชาชนใครควบคุมกันแน่ เลขาธิการพรรคเป็นใคร หรือ บุคคลอื่นควบคุม ตนก็ไม่ทราบ เพราะขั้นตอนอย่างนี้ ไม่มีหรอก เรียนตรงๆ ว่า พรุ่งนี้ ไม่อยู่ทั้งวัน มีประชุมด่วนทั้งวัน ที่จังหวัดสุพรรณบุรี ยกเลิกไม่ได้ และบ่ายโมงต้องไปสำนักงานอัยการสูงสุด ไม่ได้วอล์คเอาท์ แต่เป็นตัวของตัวเอง ตอนที่จะให้เข้าร่วมรัฐบาลมากันเยอะแยะ นี่ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติต้องให้เกียรติกัน ผู้ใหญ่ต้องมาเจรจาว่า มติพรรคเป็นอย่างนี้ หรือหัวหน้าพรรคขออย่างนี้” นายบรรหาร กล่าว

นายบรรหาร กล่าวอีกว่า จะไม่ขอพูดเรื่องตัวบุคคล แต่ประธานสภาฯ ต้องเป็นคนมีความรอบรู้ มีความสามารถ เป็นที่ยอม รับทั้ง ส.ส. และบุคคลทั่วไป ไม่ใช่จะหยิบยกใครขึ้นมาเป็นกันได้ง่ายๆ และที่ผ่านมา ธรรมเนียมปฏิบัติไม่เคยเป็นเช่นนี้ มาก่อน จึงไม่ทราบว่า มีอะไรหรือไม่จึงเร่งรีบ


“นพดล” ยันไม่มี “เกี๊ยะเซี๊ยะ” เขาพระวิหารแลกสัมปทาน


เจ้ากระทรวงบัวแก้ว ลั่นไม่ยอมเสียงแผ่นดินแลกกับแก๊ส - น้ำมัน ระบุเป็นการเจรจาแบบรัฐต่อรัฐ เอกชนไม่มีเอี่ยว ชี้ต้องวิน-วินทั้งสองฝ่าย ปฏิเสธ “ทักษิณ”บงการอยู่เบื้องหลัง เตรียมจับมือแถลงข่าวร่วมสองประเทศเร็วๆ นี้

วันนี้ (11 พ.ค.) นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ แถลงที่ทำการพรรคพลังประชาชน ถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า ประเทศไทยกำลังจะผ่อนปรนเรื่องเขาพระวิหาร เพื่อแลกกับผลประโยชน์ในเรื่องแก๊สและน้ำมันในอ่าวไทย ว่า กระทรวงต่างประเทศ กองทัพบก กองทัพอากาศ กระทรวงกลาโหม จะไม่ยอมเสียแผ่นดินแม้แต่ตารางนิ้วเดียว ไม่มีผลประโยชน์ใดๆ ที่จะมาแลกกับแผ่นดินไทยได้ ตนในฐานะรมว.ต่างประเทศ จะดูแลเรื่องนี้อย่างดีที่สุด ส่วนถ้อยคำในสัญญาต่างๆ นั้น ตนเป็นนักกฎหมาย ย่อมรู้ดีว่าอะไรที่จะผูกมัดประเทศไทยมากเกินไปหรือไม่ อย่างไรก็ดี เรามีช่องทางที่จะยุติเรื่องนี้ได้แต่ต้องใช้วิธีที่เข้มข้น

“รู้สึกเห็นใจประเทศกัมพูชาที่จะมีการเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคม และคณะกรรมการมรดกโลกเตรียมที่จะขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกในเดือนกรกฎาคมเช่นกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนระหว่างสองประเทศ ขอยืนยันว่าวันนี้กัมพูชาและไทยยังเป็นมิตรที่ดีต่อกัน ซึ่งการเจรจาในเรื่องพื้นที่ทับซ้อนนั้น ต้องบริหารจัดการร่วมกัน ตรงนี้เป็นเรื่องที่เราต้องดูว่าจะสามารถรับได้มากน้อยแค่ไหน

ผมพยายามติดต่อนายซก อาน รองนายกรัฐมนตรี กัมพูชา เพื่อเจรจาในเรื่องนี้ด้วยเพื่อให้ได้ข้อยุติ ขอให้สบายใจได้ เรื่องเขาพระวิหารจะไม่เป็นไปตามที่หนังสือพิมพ์บางฉบับเสนออย่างแน่นอน และหากมีการตั้งกระทู้ถามผม ผมก็จะขอให้ประชุมลับ และจะชี้แจงอย่างเต็มที่ ไม่มีการเกี๊ยะเซียะหรือเอาแผ่นดินไปแลกอะไรอย่างเด็ดขาด” รมว.ต่างประเทศ กล่าว

รมว.ต่างประเทศ กล่าวในด้านการเจรจาทางการฑูตจะต้องวินวินทั้งสองฝ่าย จะวินลูสไม่ได้ เชื่อว่าเรื่องนี้ยังสามารถที่จะเจรจากันได้ ส่วนพื้นที่ทับซ้อนหรือ เจดีเอ นั้น มีการประเมินทั้งหมด 2.6 หมื่นตารางกิโลเมตร ตรงนี้ต้องตกลงให้ชัดเจนเด็ดขาด ทั้งสองประเทศต้องบริหารจัดการร่วมกัน แบบพบกันครึ่งทาง เนื่องจากมีแก๊สธรรมชาติและน้ำมันอยู่ในพื้นที่ถึง 5 ล้านล้านบาท

ดังนั้น เรื่องการแบ่งเขตพื้นที่ที่ทับซ้อนกันอยู่จึงอยู่ที่เปอร์เซ็นต์การแบ่งเขตว่าแต่ละชาติจะได้เท่าไหร่ ยืนยันว่าการเจรจาจะเป็นแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล ไม่มีเอกชนเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด แต่เมื่อเจรจาเสร็จแล้ว กัมพูชาอยากจะให้ ปตท. หรือบริษัทเอกชนเข้าไปสำรวจนั้นก็เป็นเรื่องที่เขาสามารถจะทำได้

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อยู่เบื้องหลังกรณีดังกล่าว เพราะก่อนหน้านี้เคยไปพบกับนายฮุน เซน นากยรัฐมนตรีกัมพูชา ที่ประเทศกัมพูชานั้น รมว.ต่างประเทศปฎิเสธไม่พูดเรื่องนี้ เพราะจะเป็นการแก้ตัวให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่มีวันเอาเขาพระวิหารไปแลกกับแก๊สและน้ำมันอย่างที่มีกระแสข่าวอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ดี ทางไทยและกัมพูชากำลังจะออกแถลงการร่วมกันในเร็วๆ นี้ เพียงแต่ขณะนี้ยังมีบางถ้อยคำที่ยังตกลงกันไม่ได้ ยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการโดยเร็ว เพื่อผลประโยชน์ทางการฑูตของทั้งสองฝ่าย


ผบ.ทอ.ย้ำนายกฯ-ทหารยังปึ๊ก! ซัดคนสร้างข่าวปฎิวัติหวังให้สับสน

ผู้บัญชาการทหารอากาศ ยอมรับขณะนี้มีการสร้างข่าวผู้นำเหล่าทัพเข้าพบ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ หวังให้เกิดความสับสน ย้ำ ทหารกับนายกรัฐมนตรีเข้าใจกันดี

พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ กล่าวปฎิเสธข่าวการเดินทางเข้าพบพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่ บ้านพักสี่เสาเทเวศน์ เมื่อคืนวันที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยชี้แจงว่าในวันดังกล่าว ตนได้เดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่จ.เชียงใหม่

ส่วนกระแสข่าวที่ออกมานั้นเชื่อว่าจะเป็นการสร้างข่าว และพยายามทำให้เกิดความสับสน พร้อมยืนยันว่าทหารกับนายกรัฐมนตรีเข้าใจกันดี แต่ขณะนี้การเมืองมีความอ่อนไหวจริง และตนเองได้วิเคราะห์ข่าวที่ระบุว่าขณะนี้มีความเคลื่อนไหวทางทหารและข่าวปฏิวัติ แต่ไม่ขอบอกตนได้ว่าไว้วิเคราะห์อย่างไรบ้าง

อย่างไรก็ตามผู้บัญชาการทหารอากาศ กล่าวให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ห้ามสื่อรัฐเสนอข่าวหนุนปฏิวัติทั้งทางตรงและทางอ้อม ว่าสื่อมีหน้าที่นำเสนอข่าว ไม่มีใครสามารถบังคับได้ โดยสิ่งที่สื่อที่จะนำเสนอไปให้ประชาชน ซึ่งเชื่อว่าคงจะเป็นข้อเท็จจริง และสื่อคงจะพิจารณาเองได้



แฉอีก!“ไอ้หัวเถิก” ดึงฟ้าต่ำ หมิ่นสถาบัน ปั่นข่าวปฏิวัติหวังโค่นรัฐบาล

นายกรัฐมนตรี ลากใส้ " ไอ้หัวเถิก " อยู่เบื้องหลังการปลุกปั่นข่าวปฏิวัติ และหมิ่นสถาบัน เพื่อหวังโค่นล้มรัฐบาล เตรียมฟ้อง 2 นสพ.กุข่าวยกเขาพระวิหารแลกบ่อน้ำมัน

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "สนทนาประสาสมัคร" เมื่อช่วงเช้าตอนหนึ่งว่า มีคนพยายามโค่นล้มรัฐบาลด้วยการปล่อยข่าวต่างๆนานา โดยระบุว่า "ไอ้หัวเถิก" คือคนที่พยายามปลุกปั่นสร้างข่าวให้เกิดความเสียหาย ดึงฟ้าลงต่ำ และทำลายสถาบัน เป็นคนปล่อยข่าวว่าผู้บัญชาการเหล่าทัพเข้าพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่บ้านสี่เสาเทเวศน์ ในคืนวันที่ 6 หลัง 6 พรรคร่วมรัฐบาลนัดรับประทานอาหารมื้อค่ำ

โดย ยังปล่อยข่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้เรียกตนให้เข้าเฝ้าฯ เพื่อสั่งให้จัดการกับนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และยังมีการใส่ร้ายตนกับเจ้าอาวาสวัดยานนาวา ว่าจะมีการทำให้เจ้าอาวาสวัดยานนาวาต้องเสียหาย

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงกรณีที่ หนังสือพิมพ์รายวัน 2 ฉบับ ลงข้อความโดยกล่าวหาถึงการนำพื้นที่เขาพระวิหารที่อยู่ในเขตพื้นที่ทับซ้อนระหว่างประเทศไทยและประเทศกัมพูชา แลกกับการขุดน้ำมันว่า มันจะบ้ากันไปใหญ่แล้วตนไม่เคยคิดถึงประเด็นดังกล่าวแต่อย่างใด และขณะนี้ได้ให้ทนายความทำการเตรียมเอกสารฟ้องร้องกับไปยังหนังสือพิมพ์แล้ว ซึ่งตนจะไม่ทำการชี้แจงใดๆ นอกจากจะเข้าชี้แจงต่อศาลเท่านั้น

อย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรีได้ชึ้แจงในประเด็นการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหาร ว่าการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารของประเทศกัมพูชา เป็นเรื่องของการเมืองภายในประเทศที่ต้องการสร้างคะแนนความนิยมเพื่อหวังผลในการเลือกตั้ง ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยแต่อย่างใด

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวเสริมว่า จากการเข้าพบสมเด็จฮุน เซ็น นายกรัฐมนตรี ประเทศกัมพูชานั้น รัฐบาลไทยได้ยืนยันกับรัฐบาลกัมพูชาแล้วว่าหากทางฝ่ายมรดกโลกมีข้อกำหนดต้องนำพื้นที่ทับซ้อนทางประเทศไทยไปด้วย ถึงจะขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกได้ รัฐบาลกัมพูชาก็จะต้องนำชื่อประเทศไทยอยู่ในการจดทะเบียนมรดกโลกร่วมกันด้วย



พปช.ได้ตัว รมว.พม.คนใหม่ สัปดาห์หน้า

เลขาธิการพรรคพลังประชาชน เผย สัปดาห์หน้า ชัด ตัว รมว.พัฒนาสังคมฯ คนใหม่ ไม่ฟันธง ปรับ นายไชยา และนายวิรุฬ ออกหรือไม่

น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงความคืบหน้าการปรับคณะรัฐมนตรี ภายหลังจากที่ นายสุธา ชันแสง ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมฯ ว่า

ภายในสัปดาห์หน้าทางพรรคจะได้ข้อสรุปรายชื่อบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่ง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แทน นายสุธา โดยจะมีการพิจารณาตามคุณสมบัติความเหมาะสม ความเชี่ยวชาญ หลักอาวุโส ควบคู่ไปกับสัดส่วนของแต่ละกลุ่มในพรรค


เลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม จะยังไม่มีการหารือในเรื่องของการปรับคณะรัฐมนตรีคนอื่น ๆ ทั้ง นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช.พาณิชย์และ นายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.สาธารณสุข ที่มีปัญหาในเรื่องการถือหุ้นเกินที่กฎหมายกำหนด-สำหรับรายชื่อประธานผู้แทนราษฎรคนใหม่ น.พ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้(11 พ.ค.) จะมีการประชุมสมาชิก ส.ส.ของพรรคซึ่งจะได้รายชื่อที่ชัดเจน พร้อมเสนอในการประชุมส.ส. ในวันจันทร์ที่ 12 พ.ค.นี้.



พลิกลีลา

พปช.พรรคใหญ่แต่หลายก๊กหลายกลุ่ม วันนี้ยังไม่มีใครชี้นำเด็ดขาด นโยบายก็ต้องว่ากันคนละเพลงสองเพลงไม่สอดรับกัน คงต้องพึ่ง 111ทรท. ที่ล้วนครบเครื่องเปิดช่องให้ร่วมคิดร่วมแจมได้

ข่าว “เขย่าขวด” สุดสัปดาห์นี้ บริหารประเทศมา 3 เดือน แต่ดูเหมือนว่ายังจับอะไรไม่เป็นชิ้นอัน ผลงานมันก็เลยไม่แจ่มกระจ่าง

ตรงกันข้ามกลับมีปัญหาหลายเรื่องหลายราวผุดออกมาเรื่อยๆ

ล่าสุด นายกฯเปิดเมนูอาหารอิตาเลียนเลี้ยงบรรดาหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล ที่ภัตตาคารชื่อดัง นับว่าเป็นครั้งแรกที่ได้มาเจอกันหลังทำงานร่วมกันมา

ต่อไปหัวหน้าพรรคร่วมก็จะทยอยเป็นเจ้าภาพในช่วงห่าง 2 เดือนครั้ง นัดต่อไปเป็นคิวของ “บรรหาร ศิลปอาชา” หัวหน้าพรรคชาติไทย

พบกันเจอกันระหว่างพรรครัฐบาลน่าจะเป็นเรื่องที่ดี เพราะหากมีปัญหาก็ช่วยกันแก้ไขได้และทันที ข้อสำคัญต้องฟังกันด้วย

เพราะทุกพรรคจะต้องรับผิดชอบร่วมกัน

การพบกันครั้งนี้มีประเด็นสำคัญอยู่ที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และข่าวปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งนายกฯได้พูดว่าเท่าที่พบกับผู้นำทหารไม่มีปัญหา เข้าใจกันดี ไม่มีปฏิวัติ

เรียกว่าเอาหัวตัวเองเป็นประกันเลยทีเดียว นั่นน่าจะให้คำตอบว่านายกฯมีศักยภาพพอที่จะคุมสถานการณ์ได้

อีกเรื่องใหญ่คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปรากฏว่าไม่มีการพูดถึงมากนัก เพราะนายกฯ ไปได้กลยุทธ์ใหม่แต่เป็นลีลาเก่า

คือโยนให้เป็นเรื่อง “สภา” รัฐบาลไม่เกี่ยว เรียกว่าแยก 2 วิญญาณในร่างเดียวกัน

ส่วนจะเอายังไง ว่ากันยังไง 316 เสียง คงนำพาไปได้ด้วยเสียงข้างมาก พลังประชาชนไม่เกี่ยว นายกฯไม่เกี่ยว ส.ส.ไม่เกี่ยว รัฐบาลไม่เกี่ยว

ก็ไม่รู้ว่าเป็น “ไอเดีย” ใคร?

เหนืออื่นใด ในสถานการณ์การเมืองที่เป็นอยู่ ก็มีเรื่องมีราวกระทบต่อเสถียรภาพ การลาออกจากตำแหน่งประธานสภาผู้แทนฯ ของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ซึ่งก็ต้องหาคนใหม่มาแทน

“ชัย ชิดชอบ” แข่งกับ “สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์”

มีแต่กองเชียร์ที่ตั้งท่าสู้รบตบมือ แต่เอาเข้าจริงก็มีการ “หักดิบ” กันตามระเบียบ ให้กรรมการบริหารมีมติให้ “ชัย ชิดชอบ” นั่งเก้าอี้ประธานฯ แบบไม่มีแคนดิเดต

เพราะหากให้มีการเสนอชื่อ “โหวต” พรรคอาจแตกได้

ก็เลยต้อง “ทุบโต๊ะ” กันตามระเบียบ จึงสงบลงไปได้

แต่ยังมีปัญหารัฐมนตรีอีกส่วนหนึ่งที่คุณสมบัติไม่ถูกต้อง และกำลังดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่อีกคนได้ยื่นใบลาออกแล้ว

“สุธา ชันแสง” ที่มีปัญหาอยู่หลายเรื่อง

ก็ต้องดูว่าจะปรับ ครม.แบบไหน อย่างไร เชื่อว่าน่าจะปรับเล็ก เพื่อไม่ให้กระเพื่อม เนื่องจากมีการจ้องกันตาเป็นมันอยู่แล้ว

“พลังประชาชน” แม้จะเป็นพรรคใหญ่ มีศูนย์กลางอยู่ที่คนเพียงคนเดียว หัวหน้าพรรคคนปัจจุบันก็ไม่ได้คลุกคลีกับลูกพรรคมากนัก

การขับเคลื่อนของพรรคจึงเกิดปัญหาว่ากันคนละทางสองทาง และนายกฯก็ต้องประนีประนอมและเดินตามเป้าหมาย

ถามว่าใครนำพรรคตอนนี้ ไม่มีและไม่ชัดเจน อยู่ที่ใครจะมีแรงส่งมากก็จะกระโดดโลดเต้นมากกว่าคนอื่นๆ

ยิ่งเรื่อง “นโยบาย” ก็ยิ่งมีปัญหา เพราะต่างคนต่างทำ ไม่สอดรับกัน และไม่มีบุคคลหรือคณะคอยชี้ทิศทาง

ว่ากันว่าเลยมีไอเดียใหม่ให้ 111 นักการเมือง ที่ถูกเว้นวรรค เข้ามามีบทบาทในเชิงนโยบายและกุมทิศทาง แต่เผอิญที่ว่ามีคำสั่งห้ามยุ่งการเมืองโดยตรง

จึงลอยเคว้งมาเป็นเวลายาวนาน

ครานี้ดูจะได้ฤกษ์เมื่อมีการตั้งมูลนิธิฯ 111 ไทยรักไทย เพื่อการกุศล

แต่ไหนๆ มาเจอกันแล้วก็คิด “นโยบาย” ให้รัฐบาลก็แล้วกัน...ว่างั้นเถอะ!!!

"ลิขิต จงสกุล"


ชี้ "สมัคร" มีอำนาจปรับ ครม.

ทางด้านความคืบหน้าเรื่องการปรับ ครม.นั้น นพ. สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯและ รมว.คลัง ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกฯและหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ระบุว่าอาจปรับ ครม.หลายตำแหน่งว่า คิดว่านายสมัครน่าจะมีข้อมูลเรื่องนี้ในใจแล้ว และอำนาจการปรับ ครม.อยู่ที่นายสมัคร โดยในเร็วๆนี้นายสมัครจะหารือกับคณะกรรมการบริหารพรรค เพื่อหารือเรื่องตำแหน่ง รมว.การพัฒนาสังคมฯ ที่นายสุธา ชันแสง ได้ลาออก ส่วนจะมีการพิจารณา ส.ส.จากกลุ่มใดนั้น ไม่ว่าจะเป็น ส.ส.จากภาค กทม.หรือ อีสาน ต้องคำนึงถึงคนที่มีความเหมาะสม เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญและสามารถทำงานได้ ส่วนจะเป็น ส.ส.จากกลุ่มใดนั้น เป็นเรื่องเสริมในการพิจารณาเท่านั้น รวมทั้งจะพิจารณากรณีของนายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.สาธารณสุข และนายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช.พาณิชย์ ไปพร้อมๆกันหรือไม่ ยังไม่มีการหารือในขณะนี้ ส่วนที่ ส.ส.ในพรรค เสนอว่า ควรปรับ รมต.ที่มีปัญหาด้านคุณสมบัติ ออกไปพร้อมกับการปรับ ครม.แทนนายสุธานั้น ส.ส.ในพรรคเสนอความเห็นได้ แต่อำนาจการตัดสินใจทั้งหมดอยู่ที่นายสมัคร หากนายสมัครตัดสินใจอย่างไร ทุกคนต้องเคารพ และเชื่อว่านายสมัครจะชี้แจงเหตุผลการปรับ ครม.ให้ทุกฝ่ายเข้าใจได้เหมือนช่วงการตั้ง ครม.ชุดปัจจุบัน

ดักคอ สมัคร ห้ามปรับใหญ่

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า เรื่องการปรับ ครม.นั้น นายสมัครน่าจะมีข้อมูลที่ลึกซึ้งกว่าตน แต่ขอเสนอว่าการปรับ ครม.นั้นควรดูผลงานของ ครม.ก่อน ตอนนี้ ครม.เพิ่งทำงานไป 3 เดือนเท่านั้น ฉะนั้นควรรอดูการทำงานของรัฐมนตรีอีกสักนิด โดยอย่างน้อยต้องให้โอกาสรัฐมนตรีทำงานสัก 6 เดือนแล้วค่อยประเมินผลงานกัน แล้วค่อยตัดสินใจปรับ ครม.ใหญ่ ตอนนี้นายสมัครก็น่าจะปรับในตำแหน่งที่มีปัญหา เช่น รมว.การพัฒนาสังคมฯ ก็ต้องสรรหาบุคคลมาทำงานแทนนายสุธา ชันแสง ที่ลาออกไปก่อน ส่วนรัฐมนตรีคน อื่นๆที่ ส.ว.และพรรคประชาธิปัตย์เตรียมเสนอถอดถอนนั้น หากเรื่องยังไม่เกิดก็ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว เว้นแต่ รัฐมนตรีคนนั้นจะตัดสินใจลาออกเอง หากเป็นเช่นนั้นจะมีการปรับ ครม.ใหญ่ก็สามารถทำได้ง่าย แต่หากไม่ เป็นเช่นนั้น มันไม่มีเหตุผลที่จะปรับ ครม.ใหญ่

สมพงษ์ เมินฝ่ายค้านถอดถอน

นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) เตรียมนำปัญหาการสรรหาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.) ช้าเกินกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนดของ รมว.ยุติธรรม เข้าหารือในวิปฝ่ายค้านวันอังคารที่ 13 พ.ค.นี้ และเตรียมยื่นเรื่องถอดถอนนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ยุติธรรม กรณีจงใจใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญว่า เรื่องนี้คงต้องปล่อยให้พรรคประชาธิปัตย์ว่าไปก่อน จะทำอะไรก็ทำ คงยังไม่ตอบโต้ตอนนี้ เพราะถือว่าได้พูดชัดเจนในสภาแล้ว กรณีปัญหาการเสนอกรรมการ ป.ป.ท.หรือกฎหมายล่าช้ากว่ากรอบเวลาที่กำหนด ก็เคยมีทำไม่ทันกันมากในช่วงปี 2542 แต่ท้ายสุดก็ผ่านไปได้ ไม่มีปัญหา เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าเขาจะถอดถอนเรา แล้วเราจะต้องไปรู้สึกอะไร หรือลาออกก่อน แบบนี้ก็แย่ คงต้องรอดูว่าจะใช้เหตุผลอะไรมาถอดถอนตนออกจากตำแหน่งได้

ประธานภาค กทม.เผยยังไม่หารือ

นายสุวัฒน์ วรรณศิริกุล ประธาน ส.ส.ภาค กทม. พรรคพลังประชาชน กล่าวถึงการพิจารณาบุคคลดำรงตำแหน่ง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แทนนายสุธา ชันแสง ที่ลาออกเพราะมีปัญหาเรื่องสุขภาพว่า วันนี้ ส.ส.ภาค กทม.ยังไม่มีการหารือกันภายในว่าจะเสนอให้นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชาชน เข้ารับตำแหน่ง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์หรือไม่ หลังจากที่มีข่าวว่านายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จะปรับคณะรัฐมนตรีหลายตำแหน่ง โดยภาค กทม.อาจจะมีการหารือกัน ก่อนที่จะมีการประชุมพรรควันที่ 11 พ.ค. และเชื่อว่าในการประชุมพรรคคงมีการหารือในเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรีด้วย นอกเหนือจากการหารือเรื่องการสนับสนุนนายชัย ชิดชอบ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ขึ้นเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร อย่างไรก็ตาม ในส่วนของภาค กทม.ยังคงยืนยันว่าตำแหน่งรัฐมนตรีที่หายไปยังคงต้องเป็นของภาค กทม.

เชษฐาแนะ สมัครหาคนที่ดี

พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา กล่าวว่า ถ้านายสมัคร สุนทรเวช นายกฯ และ รมว.กลาโหม จะปรับคณะรัฐมนตรี ก็ต้องปรับให้ดีที่สุด คนที่เข้ามาเป็นรัฐมนตรีจะต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาให้กับ บ้านเมืองได้ จะต้องบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้ การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ นายกฯต้องพยายามหาคนที่ดีที่สุด และมีประสบการณ์ที่ดีเข้ามาทำงาน เพราะสังคมไทยคิดว่า รอบรู้อย่างเดียวไม่พอ ประสบการณ์ก็สำคัญมาก ต้องผ่านร้อนผ่านหนาวในเรื่องนี้มาแล้ว มันจะง่ายต่อการทำงาน ส่วนจะต้องเอาคนนอกมาเสริมหรือไม่ เป็นเรื่องเฉพาะตัวนายกฯที่จะพิจารณา เป็นอีกความคิดหนึ่ง แต่ไม่ควรลืมว่าพรรคพลังประชาชนก็มีคนเยอะไปหมด ข้างในก็มากอยู่แล้ว หากจะเล็ดลอดออกไปถึงบุคคลภายนอกคงยากมาก แม้จะมีการปรับคณะรัฐมนตรีหลายตำแหน่ง พรรคร่วมรัฐบาลคงไม่ได้รับตำแหน่งเพิ่ม เพราะสัดส่วนของแต่ละพรรคมีจำนวน ส.ส.ตายตัวอยู่แล้ว ก็ต้องว่ากันไปตามหลักการ ยกเว้นมีการพูดจาหรือขอกัน เพื่อให้มีการปรับปรุงคณะ

รัฐมนตรีให้ดีขึ้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

รวมใจไทยฯไม่ต้องการ รมต.เพิ่ม

พล.อ.เชษฐากล่าวว่า แต่ในส่วนของพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ตอนนี้ถือว่าดีอยู่แล้ว จะไม่ขอตำแหน่งเพิ่ม สำหรับรัฐมนตรีของพรรคถือว่าทำงานได้ดีอยู่แล้ว กระทรวงพลังงานก็ถือว่ามีความรอบรู้และตั้งใจทำงาน ในส่วนกระทรวงการคลังในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงก็ถือว่าทำได้ตามนโยบายที่พรรคหาเสียงไว้ และนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมาก จึงยังไม่ปรับเปลี่ยนใน ส่วนของพรรคแน่นอนเพราะทำงานดีแล้ว และถ้าจะเพิ่มตำแหน่งรัฐมนตรีให้กับพรรค ผมก็ไม่รับ ข่าวการเรียกร้องตำแหน่งรัฐมนตรีเพิ่มจึงไม่เป็นความจริง ผมยังงงกับข่าวที่เกิดขึ้นอยู่เลย เมื่อถามว่าที่ผ่านมานายกฯเคยบอกว่ารัฐมนตรีขี้เหร่ ดังนั้นควรจะต้องปรับให้ดีขึ้นหรือไม่ พล.อ.เชษฐาตอบว่า นายกฯคงต้องคิดแบบนั้น เพราะนายกฯก็รู้อยู่แก่ใจแล้ว เชื่อว่านายกฯต้องทำให้ดีกว่าเดิมจึงจะเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชน หากปรับให้เป็นที่พอใจประชาชน คิดว่าจะมีส่วนส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลด้วย

ปชป.ชี้ปรับ ครม.พิสูจน์ สมัคร

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการปรับ ครม.ว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกฯและหัวหน้าพรรคพลังประชาชน บอกว่า อยากปรับใหญ่ แต่พรรคประชาธิปัตย์มองว่า การปรับ ครม.เล็กหรือใหญ่ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่สำคัญอยู่ที่ว่าปรับ ครม.จะดีกว่าเดิมหรือขี้เหร่กว่าเดิม นายสมัคร สุนทรเวช นายกฯ และหัวหน้าพรรคพลังประชาชน จะนำคนที่มีความรู้ความสามารถ หรือจะปรับตามคำสั่งนายใหญ่ เป็นเรื่องที่สำคัญ และไม่ควรจะปรับตามโควตา หรือปรับตามแรงกดดันของก๊กก๊วนต่างๆ การปรับ ครม.ครั้งนี้จะเป็นการพิสูจน์ภาวะผู้นำของนายสมัครว่ายังหลงเหลืออยู่แค่ไหน นายกฯคงทราบดีว่ารัฐบาลกำลังประสบภาวะเสื่อมศรัทธา เพราะจากผลสำรวจความคิดเห็นของประ-ชาชน รัฐบาลก็สอบตก นายกฯบอกว่า ขอเวลาบริหารประเทศ 6 เดือน แล้วค่อยมาต่อว่ากัน จนถึงวันนี้ผ่านมา 3 เดือน คนก็รุมด่ารัฐบาลมาก ถ้าไปถึง 6 เดือนก็ไม่รู้จะเหลืออะไรให้คนด่าอีก ถึงเวลาแล้วที่จะต้องกอบกู้ ศรัทธา

ยุส่งปรับ ครม.ล้างภาพนอมินี

นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการปรับ ครม.ว่า ในเรื่องของการปรับ ครม.ครั้งนี้ถือเป็นสิทธิ์ขาดของนายกฯ จะปรับเล็กปรับใหญ่อย่างไรก็ได้ คนที่ออกมาแสดงความคิดเห็นว่าจะต้องปรับอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ควรออกมา ควรจะเป็นดุลพินิจของนายกฯตัวจริง โอกาสนี้เป็นโอกาสที่นายกฯน่าจะใช้ความเป็นนายกฯและการมีภาวะผู้นำ ถือโอกาสในการปรับ ครม. ที่ก่อนหน้านี้เคยบอกว่าเป็น ครม.ขี้เหร่ออกให้หมด สร้าง ครม.ที่เป็น ครม. ตามความชอบธรรมของตัวนายกฯเอง เรียกศรัทธาของประชาชนกลับคืนมา ผมไปดูโพลสำรวจพบว่า ครม.ชุดนี้สอบตกยกชุด แม้แต่ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดคือ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รมว.พาณิชย์ ยังสอบตก ได้เพียง 4.9 เป็นคะแนนสูงสุดแล้ว เงื่อนไขเหล่านี้สามารถอ้างต่อสังคมได้อย่างแน่นอน ถือโอกาสในการปรับ รมต.ที่ไม่มีผลงานหรือที่มี ปัญหาออกไป และเชื่อว่านายสมัครจะปรับ ครม.โดยจัดให้มีรัฐมนตรีที่เหมาะสมกับงาน เช่น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ให้ความสนใจมากในเรื่องของการบุกรุกป่า น่าจะให้ไปอยู่ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดูแลกรมอุทยานฯกรมป่าไม้ เป็นต้น

ให้จับตามูลนิธิบ้านเลขที่ 111

วันนี้สังคมต้องจับตามองมูลนิธิบ้านเลขที่ 111 อย่างใกล้ชิด เพราะมีการใช้เงื่อนไขของความเป็นมูลนิธิ มาเคลื่อนไหวรองรับ พ.ต.ท.ทักษิณ มีการทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การเมือง ตรงนี้มีวัตถุประสงค์หลัก แต่แท้จริงแล้วความเป็นมูลนิธิไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการเมือง มีการเลี่ยงบาลีใช้มูลนิธิบังหน้าแล้วเอาเงื่อนไขเหล่านี้มาเคลื่อน

ไหวทางการเมืองหรือไม่ สังคมต้องจับตามองดูอย่างใกล้ชิดนายเทพไทกล่าวในที่สุด