WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, May 13, 2008

‘รักชาติ’หรือเปล่า?

ที่ผ่านมาแม้ว่าคนทั้งบ้านทั้งเมืองจะประสานเสียงสนับสนุนการแก้ไข รธน.50 และเห็นพ้องต้องกันว่าควรจะหยิบเอาสาระสำคัญของ รธน.40 มาเป็นแม่แบบ

แต่พวกที่ออกมาคัดค้านก็ยังคงตะบี้ตะบันค้านโดยไม่ฟังเสียงรอบข้าง

ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าผู้คนส่วนใหญ่ในบ้านเมืองมีความต้องการอย่างไร

ไม่ว่าจะเป็นเสียงจากภาคการเมืองที่เป็นตัวแทนของประชาชนส่วนใหญ่ เสียงของภาคประชาชนที่มีการรวมตัวกันนับสิบๆ องค์กร ทั้งภาควิชาการ หรือแม้แต่นิสิต นักศึกษา

รวมไปถึงล่าสุด กลุ่มนักธุรกิจ ที่สุดทนกับพฤติกรรมของคนเหล่านี้ และเสนอตัวออกมาร่วมต่อสู้การสืบทอดอำนาจเผด็จการ เรียกร้องเอา รธน.40คืนมา

ซึ่งกำลังจะมีการขึ้นป้ายคัตเอาต์ พร้อมกับรณรงค์ด้วยการติดสติ๊กเกอร์ไปทั่ว กทม. ในเร็ววันนี้

ก็ต้องนับว่าเป็นเสียงที่มีน้ำหนัก

เพราะปกติแล้วคนทำธุรกิจจะต้องถนอมเนื้อถนอมตัว เนื่องจากหากพลาดพลั้งไปแล้วย่อมหมายถึงความเสียหายที่จะตามมาอย่างมหาศาล

ดังนั้นปรากฏการณ์หมูไม่กลัวน้ำร้อน ที่เกิดขึ้นกับกลุ่มนักธุรกิจ จึงชี้ให้เห็นชัดถึงความอัดอั้นตันใจและสิ่งที่ถูกเก็บกดมานาน

เพราะนับตั้งแต่การปฏิวัติรัฐประหารเมื่อ 2 ปีก่อน ภาคธุรกิจเสียหายย่อยยับป่นปี้ และต้องปิดตัวไปแล้วหลายต่อหลายราย

มาถึงวันนี้มีรัฐบาลที่มาตามวิถีทางระบอบประชาธิปไตย ที่ดูเหมือนจะทำให้ผู้คนในบ้านเมืองเริ่มมองเห็นความหวัง แต่ก็กลับมี รธน.50 ที่เป็นอุปสรรคขวางกั้นการทำงานของรัฐบาล

เป็นเสมือนโซ่ที่คอยพันแข้งพันขา ให้ห่วงหน้าพะวงหลังจนไม่เป็นอันบริหารบ้านเมือง

ซึ่งเหล่านี้เป็นเหตุผลสำคัญที่กลุ่มนักธุรกิจออกมาเคลื่อนไหว โดยระบุว่าหากปล่อยไว้อีกไม่นานจะต้องปิดกิจการกันอีกหลายรายอย่างแน่นอน

แต่อย่างไรก็ดี บรรดากลุ่มก๊วนที่คัดค้าน ก็ยังคงเดินหน้าค้าน และที่สำคัญหลักใหญ่ใจความไม่เคยพูดถึงสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ เลย นอกเสียจากการออกมาให้ร้ายรัฐบาล

แม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ ในห้วงหลังเลือกตั้ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เอง ก็ยังพยายามที่จะล็อบบี้พรรคการเมืองต่างๆ ให้ร่วมกันลงสัตยาบันแก้ไขรัฐธรรมนูญ

นั่นแสดงให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ ก็มีความเห็นชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญ 2550 สมควรได้รับการแก้ไข

แต่ที่วันนี้ออกมาคัดค้าน ก็เพราะเป็นฝ่ายค้าน อย่างนั้นหรือเปล่าจึงต้องแสดงบทบาทที่สวนทางกับรัฐบาล หรือจะมีเหตุผลอะไรที่ลึกลับซับซ้อนไปมากกว่านั้นหรือไม่

ส่วนกลุ่มพันธมิตรฯ หรือบรรดา สสร.50 ที่ออกมาสร้างเงื่อนไขต่างๆ นานา ไม่น่าจะให้เครดิตว่าเป็นพวกต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ต้องเรียกว่าเป็นพวกชักใบให้เรือเสีย คือค้านดะค้านดาย อะไรที่รัฐบาลจะทำมีอันต้องขวางไว้ก่อนมากกว่า

จนเสมือนว่ามี “ใบสั่ง” ให้ทำทุกวิถีทาง ให้รัฐบาลไม่สามารถบริหารประเทศได้อย่างราบรื่น

และเมื่อเป็นเช่นนี้ยิ่งสอดรับและกลายเป็นข้อสงสัยไปถึง “มือที่มองไม่เห็น” ที่ถูกพูดถึงกันมานาน รวมไปถึง “ไอ้หัวเถิก” ที่ถูกเปิดประเด็นขึ้นมาใหม่

ที่ยังถูกผสมโรงเข้าไปด้วยความพยายามที่จะ “ดึงฟ้าต่ำ” หวังจุดชนวนความขัดแย้ง สร้างความรุนแรงให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง รวมไปถึงข่าวปฏิวัติ

เป็นข้อสงสัยว่าคนที่ถูกเอ่ยถึงนี้ เป็นคนชักใยกลุ่มก๊วน หรือบางพรรค บางแก๊ง ที่ออกมาฉุดรั้งการทำงานของรัฐบาลจริงหรือไม่

และบางข้อสงสัยยังลึกไปมากกว่านั้น

ว่า “มือที่มองไม่เห็น” คือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ใช่หรือเปล่า

และ “ไอ้หัวเถิก” นั้นเป็น ปีย์ มาลากุล จริงหรือ

ตรงนี้คงต้องละเอาไว้ เพราะไม่มีหลักฐานใดๆ ชี้ชัดและจะทำให้เชื่อเช่นนั้นได้ในตอนนี้

และก็คงไม่อยากจะให้เป็นไปอย่างที่มีคนคาดเดา เพราะคนที่กำลังกล่าวถึงเป็นถึงผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง มีคนนับหน้าถือตามากมาย

ขณะที่พฤติกรรมที่มีการกล่าวหาเป็นเรื่องของคนที่ไม่ปรารถนาดีต่อประเทศชาติ และต้องถือว่าเข้าขั้น “ชั่ว” ที่มีความพยายามดึงเอาสถาบันมาเป็นเครื่องมือทำลายฝ่ายตรงข้าม และจุดชนวนสร้างความร้าวฉาน ส่อให้คิดได้ว่าจงใจให้เกิดความรุนแรงขึ้นในบ้านเมือง

แต่จะเป็นใครก็ตามทีที่อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวเหล่านี้ ขอถามสักนิดว่าการเอาสถาบันและประเทศชาติมาเป็นเดิมพันในการทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม หรือเอาชนะคะคานกันโดยไม่มองเหตุมองผล มันคุ้มค่ากันหรือไม่ และมีความเหมาะสมมากน้อยแค่ไหน

ที่สำคัญไม่ได้มีสำนึกห่วงใยประเทศชาติบ้างเลยหรืออย่างไร...!!

บิ๊กโบ๊ต


จุดยืนและลักษณะพรรคประชาธิปัตย์

หลังจากเคยแสดงความคิดเห็นต่อพรรคประชาธิปัตย์ในคอลัมน์นี้มาบ้าง วันนี้ขอพูดถึงจุดยืนและลักษณะพรรคการเมืองเก่าแก่นี้ ซึ่งมีปัญหาค่อนข้างมากในปัจจุบัน ซึ่งจะชี้ให้เห็นดังต่อไปนี้

ก่อนอื่นผมใคร่เสนอความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะของพรรคการเมืองว่า เป็นอย่างไร ในทางทฤษฎีรัฐศาสตร์ พรรคการเมืองไม่ว่าจะมีอุดมการณ์ใด อนุรักษนิยม เสรีนิยม ก้าวหน้า สังคมประชาธิปไตย ชาตินิยม ศาสนานิยม สังคมนิยม คอมมิวนิสต์ ฯลฯ ย่อมมีลักษณะพรรคไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง เป็นพรรคของผู้นำ พรรคของผู้ปฏิบัติงาน หรือพรรคของมวลชน (สมาชิก) เป็นพรรครัฐบาล หรือพรรคฝ่ายค้าน เป็นพรรคระดับชาติ หรือท้องถิ่น ลักษณะพรรคดังกล่าว เป็นตัวกำหนดให้พรรคแสดงจุดยืน ทรรศนะ ท่าที และการดำเนินงานการเมืองแตกต่างกัน พรรคประชาธิปัตย์ปัจจุบันมีลักษณะพรรคสำคัญ เป็นพรรคฝ่ายค้าน (แล้วก็เกือบเป็นพรรคท้องถิ่น)

พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านในปัจจุบัน เคยมีประวัติเป็นพรรคฝ่ายค้านที่แข็งแกร่งในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม (พ.ศ.2491-2500) และสมัย จอมพลถนอม กิตติขจร (2512-2514) เป็นพรรคต่อต้านเผด็จการ มีลักษณะพรรคฝ่ายค้านที่ดี จนชาวใต้ส่วนใหญ่หลงรักมาถึงทุกวันนี้

แต่เมื่อได้เป็นรัฐบาลหลังกรณี 14 ตุลาคม 2516 และก่อน 6 ตุลาคม 2519 และต่อมา ร่วมเป็นรัฐบาลสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ หลายปี ทำให้พรรคนี้สูญเสียลักษณะพรรคฝ่ายค้านไปหลายประการ ยิ่งได้เป็นรัฐบาลอีก 2 ครั้งภายหลังกรณีพฤษภาคม 2535 พอมาเป็นฝ่ายค้านสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร พรรคประชาธิปัตย์กลายเป็นฝ่ายค้านที่ไม่มีหลักการ ไปพูด ทำ อย่างไรก็ได้ เพื่อลดความน่าเชื่อถือของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร และทำลายพรรคไทยรักไทย

เริ่มเห็นชัดที่สุด ในช่วงที่เกิดขบวนการ สนธิ ลิ้มทองกุล ต่อมาพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ชุมนุมเดินขบวนขับไล่นายกรัฐมนตรีทักษิณ พรรคประชาธิปัตย์ นอกจากจะแสดงความคิดเห็นทางการเมืองเหมือนกับพันธมิตรฯ สมาชิกทุกระดับตั้งแต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายคนเข้าร่วมการชุมนุม ต่อมาพรรคนี้มีมติเรียกร้องมาตรา 7 แห่งรัฐธรรมนูญ 2540 เพื่อขอพระราชทานนายกรัฐมนตรี จนมีคนเติมชื่อเล่นหัวหน้าพรรค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่า มาร์ค ม.7 เมื่อมีการยุบสภาในปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2549 พรรคประชาธิปัตย์ร่วมกับพรรคฝ่ายค้านอีก 2 พรรค ชาติไทย และมหาชน บอยคอตการเลือกตั้ง 2 เมษายน ไม่ส่งสมาชิกลงสมัครรับเลือกตั้ง

แม้ว่าการบอยคอตการเลือกตั้งจะเป็นยุทธวิธีอย่างหนึ่งของพรรคการเมือง ซึ่งเคยเกิดขึ้นในหลายประเทศ แต่ในประเทศอื่น พรรคการเมืองที่บอยคอตการเลือกตั้ง นอกจากไม่ส่งคนลงสมัครรับเลือกตั้งแล้ว ยังต้องเรียกร้องประชาชนมิให้ไปออกเสียงเลือกตั้ง พรรคฝ่ายค้านไทยบอยคอตเพียงครึ่งเดียว เพราะยังระดมคนให้ไปออกเสียง “ไม่เลือก” หรือ vote no เพื่อไม่ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคไทยรักไทยในแต่ละเขตได้คะแนนเสียงเกิน 20 เปอร์เซ็นต์

ลักษณะพรรคฝ่ายค้านของประชาธิปัตย์เปลี่ยนแปลงอย่างมากเมื่อเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เพราะไปเห็นด้วยกับรัฐประหาร และสนับสนุนระบอบเผด็จการของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เราจะได้ยินได้ฟัง ได้เห็นการแสดงความคิดเห็น ท่าทีทางการเมืองของพรรคนี้ตั้งแต่ประธานที่ปรึกษา หัวหน้าพรรค เลขาธิการ โฆษก และกรรมการพรรคคนอื่นเรียงหน้าออกมาประสานเสียงหรือสนับสนุน คมช. และรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ หลายครั้ง พวกเขาเรียกร้องให้ คมช. และรัฐบาลปราบปรามประชาชนผู้รักประชาธิปไตยที่ออกมาต่อต้านรัฐประหารและระบอบเผด็จการ สมาชิกระดับนำคนหนึ่งไปเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จุดยืนและท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์คราวนี้ ช่างเหมือนกับหลังรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 แตกต่างกันแต่คราวนั้นเป้าโจมตีอยู่ที่ ท่านปรีดี พนมยงค์ และกลุ่มการเมืองรอบข้าง มิใช่ พ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคไทยรักไทย

ครั้นมาเป็นฝ่ายค้านจริงๆ เพราะแพ้การเลือกตั้งทั่วไป 23 ธันวาคม 2550 อย่างยับเยิน ทั้งๆ ที่ คมช. รัฐบาล พันธมิตรฯ และสื่อมวลชนทำคะแนนให้ทุกวิถีทาง พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้เป็นพรรคฝ่ายค้าน พยายามแข่งตั้งรัฐบาลอย่างหน้าด้าน สุดท้ายก็ต้องเป็นพรรคฝ่ายค้าน แล้วก็เป็นพรรคเดียว 3 เดือนที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ทำหน้าที่พรรคฝ่ายค้านที่มีหลักการตามระบบรัฐสภา เพราะยังร้องเพลงเดียว เล่นลูก รับลูกของพันธมิตรฯ และกลุ่มการเมืองนอกสภา โดยเฉพาะกับพันธมิตรฯ สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส. ของพรรคยังเป็นแกนนำของพันธมิตรฯ ขึ้นเวทีทุกครั้งเรียกร้องให้คนออกมาขับไล่รัฐบาลกันอีก และที่สำคัญ พรรคนี้กำลังใช้ยุทธวิธีเก่าแก่ที่ตนถนัด คือ การหาว่าคู่แข่งทางการเมืองไม่จงรักภักดีสถาบันพระมหากษัตริย์

ความจริง การเป็นฝ่ายค้านในสภาไม่ว่าพรรคนั้นๆ จะมีอุดมการณ์ใด มีบทบาททางการเมืองที่สำคัญ เพราะคอยคัดค้าน โต้แย้ง ท้วงติง และตรวจสอบการบริหารประเทศของพรรครัฐบาล กล่าวสำหรับในประเทศไทย หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎร จะเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ พรรคประชาธิปัตย์น่าจะพอใจในฐานะของตน ทำหน้าที่ฝ่ายค้านได้ดีมากเท่าไร เข้มแข็งมากเท่าใด ย่อมเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ต่อประเทศชาติ และต่อการสร้างสรรค์ประชาธิปไตยให้มั่นคงมากเท่านั้น

จรัล ดิษฐาอภิชัย


‘ดีเอสไอ’โวย ‘สตง.’ส่งทีมแกล้งสอบบัญชี

* สรุปคดี23พ.ค.-จ่อเรียก ‘จารุวรรณ’สอบ
“ดีเอสไอ” โวย สตง. ใช้วิชามาร ส่งเจ้าหน้าที่ชุดใหญ่เข้าตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณ สวนหมัดคดีสอบ “จารุวรรณ” ฮั้วจัดจ้าง บ.ออดิตฯ และผลประโยชน์ทับซ้อนเช่าตึกผัวทำสำนักงาน

แฉมีพิรุธ กระทรวงยุติธรรม มีเป็นสิบกรมแต่ไม่ตรวจสอบ ระบุสู้กันตามเนื้อผ้าดีกว่าออกมาข่มขู่กัน มั่นใจ 23 พ.ค.นี้ บรรจุเป็นคดีพิเศษได้แน่ พร้อมเดินหน้าเรียก “หญิงเป็ด” สอบสวนทันที

กรณีที่มีผู้ร้องเรียนต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ถึงความไม่ชอบมาพากลใน สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) จากการที่ บริษัท ออดิต แอนด์ แมเนจเม้นท์ คอนซัลแตนท์ จำกัด ผูกขาดการจับอบรมให้กับบุคลากรของ สตง. มูลค่านับสิบล้านบาท และบริษัทดังกล่าวยังเช่าอาคารพาณิชย์ ของ นายทรงเกียรติ เมณฑกา สามี คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่า สตง. ที่ส่อเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน โดยก่อนหน้านี้จากการสอบสวนพยานทั้งพยานเอกสาร และพยานบุคคลหลายปากของดีเอสไอ ยังพบประเด็นพิรุธและน่าสงสัยหลายประการนั้น

ล่าสุดในวันที่ 12 พฤษภาคม ที่ผ่านมา นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส รองผู้ว่า สตง. ได้ออกมาแสดงความไม่มั่นใจว่า ดีเอสไอจะมีอำนาจในการสอบสวนเรื่องดังกล่าวหรือไม่

กรณีดังกล่าว นายธาริต เพ็งดิษฐ์ รองอธิบดีดีเอสไอ ยืนยันว่าดีเอสไอมีอำนาจสอบเต็มที่ ตามที่มีผู้ร้องเรียนมา แล้วจึงนำมาพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการดีเอสไออีกครั้งว่าจะสามารถบรรจุเป็นคดีพิเศษได้หรือไม่ และการสืบหาพยานหลักฐานที่ผ่านมาและการดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตามขั้นตอนและตามกรอบอำนาจของดีเอสไอทุกอย่าง

ส่วนความคืบหน้าของคดีนั้นขณะนี้มีทั้งพยานเอกสาร และพยานบุคคลมากพอ จนมั่นใจว่าจะสามารถบรรจุเป็นคดีพิเศษได้ ซึ่งคณะกรรมการจะมีการประชุมชี้ขาดเรื่องดังกล่าว ในวันที่ 23 พฤษภาคมนี้ และหากมติของคณะกรรมการเป็นไปตามที่คาด ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนเรียกตัวคุณหญิงจารุวรรณ มาสอบสวนทันที

“ผมมั่นใจว่าหลักฐานที่มีอยู่ จะสามารถนำเรื่องนี้ขึ้นเป็นคดีพิเศษได้อย่างแน่นอน และหลังจากมีการผลสรุปออกมาแล้ว เราก็จะดำเนินการต่อไปโดยเร็ว”

ขณะเดียวกัน นายธาริต เปิดเผยด้วยว่า ในระหว่างการสอบสวนเรื่องดังกล่าว กลับปรากฏว่าทาง สตง. ก็ได้ส่งเจ้าหน้าที่ชุดใหญ่ เข้ามาตรวจสอบเรื่องการใช้งบประมาณของดีเอสไอ ซึ่งดูแล้วเหมือนเป็นการพยายามสวนหมัด ทั้งๆ ที่กรมต่าง ๆ ในกระทรวงยุติธรรมมีเป็นสิบ ก็ไม่เห็นจะไปตรวจสอบ แต่กลับเน้นที่จะมากสอบดีเอสไอเป็นพิเศษ ตรงนี้มองดูเหมือนเป็นการตอบโต้หรือขู่กันมากกว่า

“ที่จริงแล้วน่าจะแสดงความชัดเจนในเนื้อหาที่มีการสอบสวนมากกว่า ไม่น่าจะนำเรื่องแบบนี้มาต่อรองหรือมาตอบโต้กัน ต้องถามว่าทำอย่างนี้มันถูกต้องแล้วหรือ” นายธาริต กล่าว



พปช.นัดถกร่างรธน.40ก 96ส.ส.ลงชื่อรอดันเข้าสภา

พปช. เดินหน้าดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญภาคประชาชน หรือร่าง รธน.40 ก. เข้าถกร่วมกับร่างของ ส.ส. เพื่อหาข้อยุติส่งร่างใดเข้าสู่สภาภายในสัปดาห์หน้า ขณะที่พันธมิตรฯ ไม่หยุด ก่อหวอดที่สงขลา 2 จุด ด้าน “อ.คณิน” ออกพ็อกเก็ตบุ๊กหนา กว่า 70 หน้า ชำแหละละเอียดยิบ เหตุผลต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ

สำหรับสถานการณ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่หยุดชะงักไปชั่วขณะ เพื่อรอให้มีการแต่งตั้งประธานสภาฯ คนใหม่เข้ามาทำหน้าที่ หลัง นายชัย ชิดชอบ ได้ผ่านมติของสภาผู้แทนฯ ให้ดำรงตำแหน่งเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น การเคลื่อนไหวต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เริ่มเดินหน้าในทันที โดยเฉพาะในสัปดาห์หน้า พรรคพลังประชาชนจะมีการนำร่างทั้งของ ส.ส. และของภาคประชาชน เข้าสู่ที่ประชุมเพื่อพิจารณาความเหมาะสม เสนอร่างใดเข้าสู่สภา

โดย นายจุตพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) สัดส่วน พรรคพลังประชาชน (พปช.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ว่า เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งขณะนี้รอเพียงการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานรัฐสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ เพื่อหนุนกระบวนการในการแกไขรัฐธรรมนูญต่อไปเท่านั้น ซึ่งต้องถือว่า

การแก้ไขรัฐธรรมนูญมีกระบวนการเริ่มต้นมาจากภาคประชาชน คือ คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) ที่นำรายชื่อประชาชนที่มีสิทธิในการเลือกตั้ง 150,000 ยื่นขอแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามา เมื่อวันที่ 8 พ.ค. ซึ่งถือเป็นจำนวนถึงสามเท่าของจำนวนรายชื่อที่ได้กำหนดไว้ในมาตรา 291 ของรัฐธรรมนูญ 2550 คือ 50,000 รายชื่อ ซึ่งคงต้องรอผลการตรวจสอบรายชื่อว่ามีตัวตนอยู่จริงและมีคุณสมบัติครบถ้วนหรือไม่ต่อไป

ส่วนกระบวนการของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง จะดำเนินการในรัฐสภาโดยการเสนอร่างขอแก้ไขที่เป็นของ ส.ส.โดยใช้สิทธิ 1 ใน 5 ของ ส.ส.ทั้งหมดในสภา ซึ่งขณะนี้ มี ส.ส จากพรรคร่วมรัฐบาล และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เลือกตั้งบางส่วน ลงชื่อครบตามจำนวนที่กำหนดไว้ แล้วคือ 96 คน

ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชนผู้นี้ เปิดเผยด้วยว่า ภายในสัปดาห์หน้า พรรคพลังประชาชนจะมีการนำร่างของ ส.ส. ที่คงหมวด 1 หมวด 2 ไว้ นอกนั้นนำรัฐธรรมนูญ 2540 มาใส่ทั้งหมด และร่างของภาคประชาชนคือ พ.ร.บ.40 ก. มาประชุมเพื่อหาข้อสรุปว่าจะใช้วิธีการในรูปแบบใดต่อไปด้วย

“ตอนนี้ถือว่า กระบวนการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีความเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น เพราะกำลังจะมีประธานรัฐสภา ซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่สามารถดำเนินการอย่างไรได้ เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ประธานวุฒิสภามีความแห็นที่คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำให้เรื่องดังกล่าวต้องขยายระยะเวลาออกไป และคิดว่าจะได้ข้อสรุปทันการปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญนี้อย่างแน่นอน” นายจตุพร กล่าว

นอกจากนี้นายจตุพร ยังกล่าวทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า ทุกฝ่ายที่ติดตามเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องวิตกกังวลเกี่ยวกับความคิดเห็นที่ขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในสังคม และไม่ต้องห่วงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะส่งผลกระทบต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เพราะได้มีการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบอย่างชัดเจนแล้วว่า รัฐบาลจะให้สภาเป็นคนดูแลและดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยรัฐบาลจะไม่เข้ามาเกี่ยวข้อง ขณะที่รัฐบาลจะเดินหน้าในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และพัฒนาประเทศให้มีความก้าวหน้าต่อไป

นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พรรคพลังประชาชน กล่าวยอมรับเช่นเดียวกันว่า กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต่อจากนี้ คือ หลังจากที่ได้มีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายชัย ชิดชอบ เป็นประธานรัฐสภาแล้ว พรรคพลังประชชนจะมีการนำร่างรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.40 ก. ของภาคประชาชนมาพิจารณา เพื่อหาข้อสรุปเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป

ขณะในวันเดียวกันนี้ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา กลุ่มต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้จัดเวทีขึ้น 2 จุด คือ ในช่วงเช้า ที่ห้องประชุมใหญ่ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จัดสัมมนาเรื่อง “เรื่องฝ่าวิกฤติรัฐธรรมนูญ” โดยมีชื่อของ มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เข้าร่วมจัดอยู่ด้วย ส่วนจุดที่ 2 เริ่มในนช่วงเย็น ที่ ลานรถไฟหาดใหญ่ จัดเวทีเสวนาเรื่อง “รีบแก้รัฐธรรมนูญ...เพื่อใคร? “ มี นายพิภพ ธงไชย ศ.ดร.ภูวดล ทรงประเสริฐ นักวิชาการอิสระ และ นายอุทิศ ชูช่วย อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) 2550 เป็นตัวชูโรง

อย่างไรก็ตาม เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา นายคณิน บุญสุวรรณ อดีต สสร.ปี 40 ได้ออกหนังสือขนาดพ็อกเก็ตบุ๊กขึ้นหนึ่งเล่มความหนากว่า 70 หน้า ในชื่อเรื่องว่า “รัฐธรรมนูญ 2550 ทำไมต้องแก้” โดยเนื้อหาทั้งหมดเปิดเผยให้เห็นถึงรายละเอียดเหตุผลจำเป็นที่ประชาชนคนไทยต้องออกมาช่วยกันแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันอย่างหมดเปลือก ซึ่งได้แบ่งหัวข้อต่างๆ ไว้ถึง 21 หัวข้อ

เริ่มต้นร่ายเรียงตั้งแต่น้ำหนักของรัฐธรรมนูญฉบับบนี้ ที่หนักถึง 5 กิโลกรัม ตามด้วยองค์กรเทวดาเต็มไปหมด ราชการนำการเมือง คณะรัฐมนตรีถูกมัดตราสัง สภาลูกผสม คณะบุคคลเพียง 7 คน เลือก ส.ว.ได้ 74 คน แปลกแต่จริง : ส.ว.สรรหาปลดนายกฯ ก็ได้ “สิ่งแปลกปลอม”เยอะไปหมด สวมหมวกสองใบในเวลาเดียวกัน รัฐบาลไร้เสถียรภาพ เลือกตั้งกันทีก็ย้ายพรรคกันที พรรคการเมืองอ่อนแอ “องค์กรอิสระ” หรือ “รัฐอิสระ” กันแน่? กระบวนการยุติธรรมน่าเป็นห่วง ระบบศาล กับ “อำนาจที่สี่” บทเฉพาพกาลที่ “ไม่เฉพาะกาล” กล่องดวงใจของใครบ้างเอ่ย? ยุคทองของผู้พิพากษาและอัยการ? นิรโทษกรรมล่วงหน้า? คนเดียวสวมหมวก 5 ใบ และบทสรุปรัฐธรรมนูญ 2550 : ทำไมต้องแก้

ทั้งนี้ ในบทสรุปดังกล่าวท้ายเล่ม นายคณิน ระบุว่า มาถึงเวลานี้ คงไม่ต้องถามแล้วว่า ควรจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะคำตอบมีอยู่แล้ว คือ ต้องแก้ และต้องแก้ทั้งฉบับ ไม่ใช่แก้เฉพาะบางมาตรา ด้วยเหตุผลถึง 15 ข้อ คือ

1.รัฐธรรมนูญ 2550 คือรากฐานที่ต่อยอดมาจากรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2549 ของ คมช. รวมทั้งประกาศต่างๆ ของ คปค. ที่มีนักกฎหมายมือ “เซียน” เป็นผู้ร่างให้ ซึ่งปราศจากความชอบธรรม และร่างขึ้นภายใต้อารมณ์เกลียดชัง ซึ่งหากขืนดันทุรังบังคับใช้ต่อไปเรื่อยๆ จะสร้างความเสียหายถึงขั้น มิคสัญญี ให้แก่ประเทศชาติ ประชาชนและประชาธิปไตย

2.โครงสร้าง องค์ประกอบ และกระบวนการทางการเมืองที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2550 เห็นชัดว่าเป็นการบ่อนทำลายเสถียรภาพของรัฐบาลและการเมืองอย่างเลือดเย็น และเมื่อเสถียรภาพดังกล่าวระส่ำระสาย หลีกไม่พ้นที่ชาติบ้านเมืองจะต้องเสียหายล่มจมไปด้วย

3.รัฐธรรมนูญ 2550 เปรียบเสมือนสมรภูมิรบทางการเมือง ที่แบ่งแยกคนไทยออกเป็น 2 ฝัก 2 ฝ่าย ที่ต้องทำลายล้างกันเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจและผลประโยชน์ของกลุ่มคนคีย์แมนเพียงไม่กี่คน

4.รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ออกแบบและวางแผนไว้เพื่อให้กลุ่มคณะบุคคลที่ร่วมกันก่อการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ซึ่งมีทั้งพรรคการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ นักเคลื่อนไหว สื่อมวลชนและกลุ่มแนวร่วม ได้เข้ามสู่อำนาจครอบครองประเทศโดยใช้กลไกที่ออกแบบไว้ จึงกลายเป็นระเบิดเวลาที่ต้องตัดไฟเสียแต่ต้นลม ด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ

5.เงื่อนไขต่างๆ ทำให้ภาวะผู้นำ ศักดิ์ศรี และความน่าเชื่อถือของนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้นำประเทศ ตกต่ำ และกลายเป็นเบี้ยล่างของผู้มีอำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการประจำ ผู้พิพากษา และตุลาการ

6.รัฐธรรมนูญ 2550 เป็นรัฐธรรมนูญทางเดียว สอดประสานกับยุติธรรมทางเดียว ที่ให้คณะรัฐประหารรวมทั้งพวกพ้องเป็นโจทก์ และพยานโจทก์ และให้ฝ่ายตุลาการมาพิจารณาพิพากษาตามแนวทางที่กำหนดไว้

7. เป็นรัฐธรรมนูญที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนอยู่มากมาย

8.บทบัญญัติหลายมาตรา คือ กับระเบิด ที่รัฐบาลจะไม่สามารถขับเคลื่อนนโยบายที่ให้ไว้กับประชาชนได้ ซึ่งที่สำคัญๆ มีถึง 12 มาตรา

9.องค์ประกอบ ที่มา อำนาจ หน้าที่ และวาระการดำรงตำแหน่งของ ส.ว. ถือเป็นสิ่งแปลกปลอม ที่ลักลั่น ไร้ความชอบธรรม

10.กระบวนการตุลาการภิวัตน์ ที่เป็นเสมือนตัวแทนของระบอบอำมาตยาธิปไตย ถูกจัดวางให้นำหน้า ซึ่งจะไม่เกิดผลดีต่องเสถียรภาพทางการเมือง

11. ต่อเนื่องไปถึงทำให้ สถาบันตุลาการ กลายเป็นอำนาจที่หนึ่ง ฝ่ายบริหารเป็นอำนาจที่สอง และฝ่ายนิติบัญญัติเป็นอำนาจที่สาม ที่เป็นการขยายอาณาเขตอำนาจของศาลออกมานอกสถาบันตุลาการ

12.รัฐธรรมนูญ 2550 ได้ก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “ประดิษฐกรรมอำพราง” ในกระบวนการทางรัฐสภามากมายหลายอย่าง ซึ่งผิดเพี้ยนไปหมด อาทิ ให้ศาลและองค์กรอิสระสามารถเสนอกฎหมายได้เอง โดยไม่ต้องผ่านคณะรัฐมนตรี ฯลฯ

13.ยกระดับองค์กรอิสระ เช่น กกต. ป.ป.ช. คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้กลายเป็นรัฐอิสระ 14.แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐบัญญัติไว้อย่างกว้างขวาง ละเอียดยิบ เสมือนจับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไปมัดตราสังจนทำอะไรไม่ได้ และ 15.มาตราที่ควรแก้ไขอันดับแรกคือ บทเฉพาะกาล


‘ลุงชัย’นั่งประธานสภาฯตามคาดลั่น!ภารกิจแรกสร้างสมานฉันท์

“ชัย ชิดชอบ” ลอยลำเป็นประธานสภาฯ ตามคาดหมาย 283 เสียง ขณะที่ “บัญญัติ” ได้ไป 158 คะแนน กลุ่มอีสานพัฒนาย้ำไม่มีแตกแถว ยืนยันทำตามมติพรรค “ลุงชัย” เผยภารกิจแรกจะต้องเร่งสร้างความสามัคคีและสมานฉันท์ พร้อมทั้งสานต่อการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ โดยพิจารณาจากที่เคยมีการเสนอก่อนหน้านี้ทั้ง 4 แห่ง

ในที่สุดการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ก็เป็นไปตามคาดหมาย โดย นายชัย ชิดชอบ ส.ส.สัดส่วนพรรคพลังประชาชน ได้เสียงสนับสนุน 283 เสียง ได้เป็นประธานสภาฯ ในขณะที่ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ที่พรรคประชาธิปัตย์ส่งเข้าชิงตำแหน่ง ได้คะแนน 158 เสียง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงก่อนการประชุม วิปรัฐบาลได้เรียกประชุมด่วน เพื่อซักซ้อมการประชุม โดยมี นายชัย ชิดชอบ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ในฐานะประธานวิปรัฐบาล นายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย พรรคพลังประชาชน และเลขานุการวิปรัฐบาล นายวิทยา บูรณศิริ ส.ส.อยุธยา พรรคพลังประชาชน และรองวิปรัฐบาล นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ ส.ส.สัดส่วนพรรคพลังประชาชน ร่วมทำหน้าที่ประธานประชุม และเป็นที่น่าสังเกตว่า นายวราวุธ ศิลปอาชา ส.ส.สุพรรณบุรี นายเอกพจน์ ปานแย้ม ส.ส.ปทุมธานี พรรคชาติไทย และตัวแทนพรรคเพื่อแผ่นดิน ก็เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ด้วยอย่างพร้อมเพรียง

เช่นเดียวกับ ส.ส.พรรคชาติไทย ที่มีการหารือร่วมกันที่ห้องประชุม 2/4 เพื่อรอท่าทีจาก นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค ว่าจะให้ดำเนินการอย่างไร ส่วนนายบรรหารนั้นยังอ้างว่าติดภารกิจอยู่ที่ จ.สุพรรณบุรี คงเดินทางมาร่วมลงคะแนนเลือกประธานสภาฯ ไม่ทัน

โดยพรรคชาติไทย มีมติให้ ส.ส.ฟรีโหวตเลือกประธานสภาฯ และมีสมาชิกพรรคเข้าร่วมประชุม 31 คน ขาดเพียง 3 คน คือ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา รองหัวหน้าพรรค และ นายกมล จิระพันธุ์วานิช ส.ส.ลพบุรี ที่ติดธุระอยู่ที่ จ.สุพรรณบุรี เท่านั้น

หลังจากนั้นการประชุมได้เริ่มต้นขึ้นในเวลาประมาณ 11.00 น. ส.ส.จากพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านได้เดินทางเข้าร่วมการประชุมสภาฯ เพื่อเลือกประธานสภาคนใหม่อย่างพร้อมหน้า โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เสนอชื่อ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ เข้าชิงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรด้วย โดยใช้วิธีการลงคะแนนลับ

“ลุงชัย” ย้ำเร่งสร้างสมานฉันท์
หลังการลงคะแนน นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ซึ่งทำหน้าที่ประธานที่ประชุม ได้ประกาศผลการลงมติปรากฏว่า นายชัย ชิดชอบ ได้รับคัดเลือกเป็นประธานสภาฯ ด้วยคะแนน 283 เสียง ขณะที่ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ได้เสียงแค่ 158 เสียงและมี ส.ส.งดออกเสียง 12 เสียง

ภายหลังจากรับทราบผลโหวต นายชัย ชิดชอบ เปิดเผยภายหลังได้รับเลือกเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ ว่าเรื่องสำคัญที่สุดที่จะทำหลังได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง คือ การทำให้สภาผู้แทนราษฎรมีความสามัคคีและสมานฉันท์ แต่ยังไม่เปิดเผยว่าจะทำอย่างไร ขอให้ติดตามดูเอง และอีกเรื่องที่ตั้งใจจะดำเนินการให้เห็นเป็นรูปธรรม คือ จะสานต่อเรื่องการหาสถานที่สร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ให้เรียบร้อย ให้ได้ทันช่วงที่ตนเป็นประธานสภาฯ

โดยจะนำสถานที่ทั้ง 4 แห่ง มาปัดฝุ่นใหม่ ใช้งบประมาณไม่เกินพันล้านบาท ส่วนมนเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น คงต้องเป็นไปตามเจตนารมย์ของทางรัฐบาลว่าจะมีทิศทางอย่างไร

นายชัย ยังกล่าวต่ออีกว่า ไม่ติดใจที่มีสมาชิกบางส่วนงดออกเสียงจำนวนหนึ่ง เพราะเป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตย ยังไม่ถือว่าเสียงแตก ส่วนการที่ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรรคชาติไทย ไม่เข้าร่วมประชุมสภาฯ ก็ไม่ติดใจเช่นกัน เพราะส่วนตัวเคยเป็นลูกพรรคชาติไทยมาก่อน รู้จักนิสัยนายบรรหารดีว่าเป็นอย่างไร และนายบรรหารก็ติดภารกิจส่วนตัว

"หนูนา"ฝากถึง “ชัย”อย่าลำเอียง
น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา รองหัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่า การประชุมวันนี้ตนและ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค ไม่ได้เข้าร่วมด้วย เนื่องจากติดธุระที่ จ.สุพรรณบุรี แต่เมื่อทราบข่าวประธานสภาฯคนใหม่โดยมารยาทแล้วก็ต้องขอแสดงความยินดีด้วย เพราะตำแหน่งนี้ถือเป็นประมุขรัฐสภามีความสำคัญและมีบทบาทเป็นเกียรติภูมิ คนที่เข้ามารับตำแหน่งก็ถือเป็นคาดหวังของประชาชน

โดยฝากถึงประธานสภาคนใหม่ว่า ขอให้นายชัยให้ความสำคัญเรื่องความเป็นกลางในการทำหน้าที่ และอย่าได้รีบด่วนสรุปความเห็นใดที่ไม่เห็นด้วย โดยไม่รับฟังเสียงพรรคร่วมรัฐบาล หรือพรรคฝ่ายค้าน เพราะจะทำให้ภาพการทำหน้าที่ประธานรัฐสภาประสบปัญหาได้ ส่วนเรื่องคะแนนโหวตของพรรคชาติไทยนั้น ตนไม่อยากย้อนความและพูดถึงเพราะถือเป็นเอกสิทธิ์ในการโหวตของ ส.ส.ที่สามารถกระทำได้อย่างอิสระ

ชาติไทยยันไม่ได้หนุน “บัญญัติ”
ทางด้าน นายเอกพจน์ ปานแย้ม ส.ส.ปทุมธานี พรรคชาติไทย ในฐานะคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล กล่าวถึงจุดยืนของพรรคชาติไทยกับการลงคะแนนเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ว่า การประชุมสภาในวันที่ 12 พ.ค.มีสมาชิกพรรคชาติไทยเข้าร่วมประชุมจำนวน 31 คน ขาดเพียง 3 คน คือ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา รองหัวหน้าพรรค และ นายกมล จิระพันธุ์วานิช ส.ส.ลพบุรี ที่ติดธุระอยู่ที่ จ.สุพรรณบุรี เท่านั้น สำหรับผลคะแนนที่ออกมา 283 : 158 และงดออกเสียง 12 คะแนนนั้น ตนขอยืนยันว่าพรรคชาติไทยมีมติที่ได้ตกลงร่วมกันว่าฟรีโหวตเท่านั้น แต่ไม่ได้เป็นการหนุนคะแนนให้กับนายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ แน่นอน

ชท.รับคาใจเชิญประชุมทาง sms
“การประชุมนอกรอบที่ห้อง กมธ.4 เมื่อช่วงเช้าก่อนลงมติ มีผู้ใหญ่ต่อสายมาคุยกับท่าน พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ประธานที่ปรึกษาพรรค แล้วว่า ขอให้ช่วยโหวตให้นายชัยหน่อย พรรคชาติไทยก็บอกว่าเป็นการติดต่อมาช้าไป เนื่องจากเราได้แถลงจุดยืนของเราไปแล้ว ก็เลยบอกไปว่า ขอเป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส.แต่ละคนผสมกันไปก็แล้วกัน คิดว่าชาติไทยก็ปนๆกันไประหว่างผู้เห็นชอบคุณชัย กับงดออกเสียง แต่ไม่มีเลือกคุณบัญญัติแน่” นายเอกพจน์ กล่าว

นายเอกพจน์ กล่าวด้วยว่า พรรคชาติไทยมีการแสดงออกทางการเมืองไปแล้วว่าไม่พอใจการแสดงออกของพรรคพลังประชาชนที่ไม่ให้เกียรติพรรคร่วมเท่าที่ควร อีกทั้งการนัดหมายเพื่อประชุมสภากับพรรคร่วมรัฐบาลนั้นก็เป็นเอกสารแผ่นเดียวที่ส่งตรงมาที่พรรคชาติไทย ภายหลังสมาชิกพรรครวมถึง นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคได้รับข้อความทางโทรศัพท์ยืนยันการนัดประชุมในวันที่ 12 พ.ค.ที่ผ่านมา

“พรรคมีข้อเดียวที่ติดใจ คือการแสดงท่าทีทางการเมืองที่มีการนัดประชุมสภา โดยส่งข้อความผ่านมือถือมายังท่านบรรหาร หัวหน้าพรรค ซึ่งไม่เคยปรากฏเหตุการณ์อย่างนี้มาก่อน เป็นเรื่องที่พรรคร่วมรัฐบาลต้องถามหาพื้นที่ของการให้เกียรติในการทำงานร่วมกัน แต่ก็ขอยืนยันว่าเป็นการแสองออกทางการเมืองในแต่ละครั้งไป ไม่มีการสะสมและติดพันกับกรณีจุดยืนทางการเมืองครั้งอื่นๆ” นายเอกพจน์ กล่าว

อีสานพัฒนายันเคารพมติพรรค
นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ส.ส.ชัยภูมิ พรรคพลังประชาชน กลุ่มอีสานพัฒนาที่ให้การสนับสนุน นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มอีสานพัฒนายอมถอยให้ นายชัย ชิดชอบ ประธานวิปรัฐบาล เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร หลังจากมีการขับเคี่ยวในตำแหน่งดังกล่าวกับนายสมศักดิ์ว่า หลังจากการประชุมส.ส.พรรค กลุ่มอีสานพัฒนาได้นัดรับประทานอาหารและหารือกันถึงกรณีที่ที่ประชุมพรรคมีมติให้นายชัยเป็นประธานสภา ที่โรงแรมรอยัลปรินซ์เซส โดย ส.ส.อีสานพัฒนาเห็นตรงกันว่าควรที่จะปฏิบัติตามมติพรรค

“ถึงแม้เราจะแพ้ แต่เราก็ยอมรับเสียงส่วนใหญ่ ซึ่งคราวแรกฝ่ายเราจะรับเป็นผู้เสนอชื่อนายชัยด้วยซ้ำ เพราะอย่างน้อยวันที่ประชุมพรรควันที่ 11 พฤษภาคม ที่ผ่านมา นายสมศักดิ์ก็มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นเป็นเวลา 15 นาที ซึ่งผู้ใหญ่ในพรรคได้ให้เกียรติกลุ่มอีสานพัฒนามาก” นพ.สุรวิทย์ กล่าว

ยืนยันพปช.ไม่มีเสียงแตก
นพ.สุรวิทย์ กล่าวว่า สำหรับเสียงที่งดออกเสียง 12 เสียงนั้นยืนยันว่าในฐานะที่ตนเป็นผู้ประสานงานกับส.ส.ในกลุ่มนั้นยืนยันว่าไม่มีสมาชิกงดออกเสียงอย่างแน่นอน เพราะตนได้กำชับ ส.ส.ในกลุ่มให้ทุกคนเคารพมติพรรคตลอด

ทางด้าน นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม กลุ่มสนับสนุน นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ เปิดเผยว่า ส.ส.อีสานที่เคยสนับสนุนนายสมศักดิ์ ยังยืนยันว่านายสมศักดิ์เป็นคนมีความเหมาะสม แต่เมื่อพรรคมีมติออกมาให้สนับสนุนนายชัยเราก็ให้ความเคารพ ส่วนท่าทีพรรคชาติไทยที่จะปล่อยให้มีการฟรีโหวต ตนมองว่าอย่างน้อยเลวร้ายที่สุดก็คงจะมีบางส่วนโหวตให้บ้างไม่โหวตให้บ้าง ส่วนพรรคพลังประชาชนคงไม่มีใครโนโหวต ส่วนกลุ่ม ส.ส.อีสานอาวุโส ยังเชื่อว่าจะโหวตไปในทางเดียวกัน

“ลุงชัย”ฝากคำขอโทษ “บรรหาร”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมวิปรัฐบาล นายชัย ได้ฝาก นายวราวุธ ศิลปอาชา ขอโทษนายบรรหาร ถึงขั้นตอนการติดต่อที่ฉุกละหุก เพราะถือว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน อย่างไรก็ดี นายชัยยังระบุอีกว่า เรื่องนี้มีอะไรยังคุยกันได้ เพราะพรรคร่วมรัฐบาลร่วมหัวจมท้ายกัน

ขณะที่ นพ.ประสงค์ บูรณพงศ์ ส.ส.นครพนม พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ยอมรับว่าการหารือครั้งนี้ได้พูดคุยท่าที่พรรคชาติไทยด้วย โดยขณะนี้ทราบว่าผู้ใหญ่ 2 ฝ่าย ทั้งนายสมัคร นายบรรหาร กำลังประสานงานติดต่อพูดคุยกันอยู่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ท่าทีพรรคพลังประชาชนภายหลังประชุม นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ นายนัจมุดิน อูมา ส.ส. นราธิวาส กล่าวในทำนองเดียวกันว่า เรื่องนี้จบไปแล้วไม่มีอะไร การพูดคุยเป็นไปได้ด้วยดี

ปชป.หาเหตุแจ้งผ่านsms ขัด ก.ม.
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในระหว่างการประชุมสภาฯ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ขอหารือกับประธานการประชุม โดยตั้งข้อสังเกตว่า การนัดประชุมผ่าน SMS อาจขัดต่อกฎหมาย พร้อมระบุมีข่าวว่าบุคคลที่พรรคพลังประชาชนจะเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งอาจมีมลทิน เพราะมีคดีเกี่ยวกับที่ดินรถไฟ จังหวัดบุรีรัมย์ ทำให้ ส.ส.พรรคพลังประชาชนไม่พอใจ

จากนั้นนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ซึ่งทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้ชี้แจงว่า การนัดประชุมผ่าน SMS ไม่ขัดต่อกฎหมาย เพราะก่อนหน้านี้ได้เซ็นชื่อลงในหนังสือนัดประชุมล่วงหน้าก่อนแล้ว 3 วัน ตามข้อบังคับการประชุม และการส่ง SMS ก็เพื่อย้ำกับ ส.ส.อีกครั้ง เพราะเห็นว่าวาระการประชุมวันนี้ ซึ่งเป็นการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นเรื่องสำคัญ

เชื่อโนโหวตไม่สร้างรอยร้าว
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ ส.ส.สัดส่วนพรรคพลังประชาชน (พปช.) กล่าววันนี้ ถึงการงดออกเสียงของพรรคชาติไทย (ชท.) ในการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่า ไม่ขอวิจารณ์การตัดสินใจของ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย เพราะไม่ทราบเหตุผลแท้จริง แต่เรื่องนี้ ไม่ได้แสดงถึงความแตกแยก เป็นความแตกต่างในระบอบประชาธิปไตย โดยเชื่อว่า ในที่สุดจะสามารถตกลงกันได้ ขอยืนยันความเหนียวแน่นของ 6 พรรคร่วมรัฐบาล

ด้าน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และสมาชิกพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงเรื่องนี้ วา เชื่อมั่นว่า การที่สมาชิกพรรคชาติไทยบางส่วนงดออกเสียงการเลือกประธานสภาฯ จะไม่เป็นปัญหาบานปลายจนนำไปสู่ความขัด แย้งในการทำงานของพรรคร่วมรัฐบาล เพราะถือเป็นสิทธิ์ในการตัดสินใจ รวมทั้งมั่นใจว่า กรณีนี้ จะไม่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลและพรรคพลังประชาชน

รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวต่อว่า การงดออกเสียงของสมาชิกพรรคชาติไทยก็ไม่เกี่ยวข้องกับความไม่ลงตัวในตำแหน่งประธานสภาฯ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นยังยืนยันได้ว่า การร่วมรับประทานอาหารของ 6 หัวหน้าพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลที่ผ่านมา ไม่ได้มีการล็อบบี้ให้เลือก นายชัย ชิดชอบ เป็นประธานสภาฯ


พยาน “ยงยุทธ” ให้การศาล ยัน เข้า กทม.”ชัยวัฒน์”จัดการเองหมด

กำนันฝ่าย “ยงยุทธ” ขึ้นให้การศาล เข้า กทม. เพราะ กำนัน “ชัยวัฒน์” ชักชวน พร้อมจ่ายค่าเดินทางและที่พักให้ ไม่ใช่มาเอาเงิน 2 หมื่น เพราะมีฐานะพอ

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ วันที่ 12 พฤษภาคม เวลา 09.00 น. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง สนามหลวง นายกำธร โพธิ์สุวัฒนากุล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา พร้อมองค์คณะรวม 3 คน ออกนั่งบัลลังก์สืบพยาน คดีหมายเลขดำที่ ลต. 38 /2551 ระหว่าง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ร้อง และ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.สัดส่วนกลุ่มที่ 1 และรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน และ น.ส.ละออง ติยะไพรัช น้องสาวนายยงยุทธ ส.ส.แบ่งเขต 3 จ.เชียงราย พรรคพลังประชาชน ผู้คัดค้านที่ 1-2 กระทำผิดพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ( ส.ว.) พ.ศ. 2550 ด้วยการทุจริตการเลือกตั้ง แจกเงินให้กับกลุ่มกำนัน อ.แม่จัน จ.เชียงราย

โดยนายยงยุทธ ได้ใช้ตัวแทนแจกเงินซื้อเสียงเพื่อให้มีการลงคะแนนเลือกผู้สมัครของพรรคประชาชน ซึ่ง กกต. ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง นายยงยุทธ หลังให้ใบแดง และสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ ในเขต 3 จังหวัดเชียงราย ขณะที่ น.ส.ละออง ถูกให้ใบเหลือง

โดยวันนี้ เป็นการนัดสืบพยานครั้งแรกของฝ่ายนายยงยุทธ และ น.ส.ละออง ซึ่งนายยงยุทธ ไม่ได้เดินทางมาศาลเพื่อขึ้นเบิกความ แต่อย่างใด มีเพียงนายพิชิฏ ชื่นบาน ทนายความของนายยงยุทธ นำพยานขึ้นเบิกความรวม 4 ปาก คือ ด.ต.เทพรัตน์ เขื่อนคุนา นายตำรวจติดตามนายยงยุทธ นายอดิศร เรือนคำ นายดวงแสง มูลกาศ และนายประสิทธิ จินดาคำ กำนันในพื้นที่ อ.แม่จัน จ.เชียงราย เพื่อแก้ข้อกล่าวหา จัดเตรียมกำนันเดินทางเข้ากรุงเทพฯเพื่อพบกับนายยงยุทธ รวมถึงหักล้างคำให้การของนายชัยวัฒน์ ฉางข้าวคำ กำนัน ต.จันจว้า อ.แม่จัน จ.เชียงราย พยานปากสำคัญของผู้ร้อง หรือฝ่าย กกต.

อย่างไรก็ตาม นายพิชิฏ กล่าวถึงการให้การของนายอดิศร เรือนคำ กำนัน อ.แม่จัน โดยได้เบิกความเกี่ยวกับการเดินทางมา กทม.เพื่อพบนายยงยุทธว่า เป็นการชักชวนของนายชัยวัฒน์ เพื่อขอให้นายยงยุทธ ช่วยทวงหนี้จากนายชูชาติ จันทวลย์ อดีตที่ปรึกษานายยงยุทธ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่ได้เดินทางมาตามคำชักชวนของด.ต.เทพรัตน์ อย่างที่นายชัยวัฒน์ ได้เบิกความไว้ และนายชัยวัฒน์ เป็นผู้จัดการเรื่องการเดินทางและที่พักให้

นอกจากนี้ นายอดิศร ยังยืนยันด้วยว่า หากต้องเดินทางมาพบนายยงยุทธ เพื่อรับเงิน 2 หมื่นบาท คงไม่เดินทางมา เพราะส่วนตัวนายอดิศร มีฐานะ มีไร่จำนวนมาก รวมทั้งกิจการรีสอร์ท และจะยืนยันด้วยว่า ไม่มีเหตุการณ์ที่นายยงยุทธ มอบเงินให้กลุ่มกำนัน 10 คนๆ ละ 2 หมื่นบาทแต่อย่างใดด้วย ซึ่งคำเบิกความของนายดวงแสง มูลกาศ และนายประสิทธิ จินดาคำ กำนัน ก็จะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อหักล้างน้ำหนักคำเบิกความนายชัยวัฒน์

นายพิชิฏ กล่าวต่อว่า หลังจากเสร็จสิ้นสืบพยานทั้ง 4 ปากแล้ว จะประชุมคณะทำงานอีกครั้งว่าจะนำพยานกลุ่มใดบ้างขึ้นเบิกความต่อ ซึ่งเบื้องต้นคิดว่า อาจจะนำนายชูชาติ มาเบิกความประเด็นหนี้สินที่ค้างกลุ่มกำนัน ในวันที่ 13 พฤษภาคม ขณะที่นายยงยุทธ เตรียมขึ้นเบิกความต่อศาลในวันที่ 20 พฤษภาคม


“ปู่ชัย” เปิดใจภารกิจแรกสร้างความสมาฉันท์ระหว่าง ส.ส. ด้วยกัน

หลังได้คะแนนเสียงท่มท้น นั่งเก้าอี้ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ระบุภารกิจแรก เน้นความสมานฉันท์ ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคฝ่ายค้าน ยังอ้ำอึ้ง ไม่แน่ใจแก้ รธน.ทันสมัยประชุมหรือไม่ ปัดข่าวเวียนเก้าอี้ “ขุนค้อน”

วันนี้ (12 พ.ค.) นายชัย ชิดชอบ ว่าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร เปิดใจหลังได้รับการคัดเลือกเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ห้องคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล ว่า ตนจะสร้างความสมานฉันท์ระหว่าง ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคฝ่ายค้าน เป็นภารกิจแรก และขณะนี้ยังไม่สามารถกำหนดได้ว่า จะแก้ไขรัฐธรรมนูญทันก่อนปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ เพราะยังไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ทั้งยังไม่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญด้วย

ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นห่วงเรื่องความเป็นกลางนั้น ตนยังไม่ทราบว่าจะใช้อะไรมาวัดความเป็นกลางได้ ไม่ทราบว่าความเป็นกลางอยู่ตรงไหน

นอกจากนี้ นายชัยเชื่อว่า คดีที่ดินรถไฟที่ จ.บุรีรัมย์ จะไม่ส่งผลกระทบต่อการเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรอย่างแน่นอน

พร้อมกันนี้ ยังได้ปฏิเสธข่าวที่จะมีการเวียนตำแหน่งประธานสภาฯ กับนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รองประธานสภาฯ คนที่ 1 ว่า ตนจะลงจากตำแหน่งหรือไม่อยู่ที่ตัวเอง หากเห็นว่าสมควรแล้ว ก็จะตัดสินใจด้วยตัวเอง ไม่มีใครสามารถบังคับหรือสั่งการได้

DSI รวบ หลาน “วิชา มาหาคุณ” เลี่ยงภาษีไวน์นอกกว่า 300 ล้าน

ดีเอสไอ แถลงข่าวจับ หลาน วิชา มาหาคุณ หลบเลี่ยงภาษีศุลกากรมูลค่ากว่า 300 ล. เบื้องต้นผู้ต้องหายังให้การปฏิเสธและขอให้การในชั้นศาล

นาย ธาริต เพ็งดิษฐ์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แถลงข่าวจับกุมผู้ต้องหาหลบเลี่ยงภาษีศุลากรจากการนำเข้าไวน์จากต่างประเทศ มูลค่ากว่า 300 ล้านบาท ว่า เมื่อวันที่ 9พ.ค. ที่ผ่านมา นาย ธวัชชัย สวนสีดา ผู้อำนวยการส่วนคดีภาษีอากร 2 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ส่วนสืบสวนและสะกดรอย ดีเอสไอ ได้ร่วมกันจับกุมตัวนายเอกชัย มหาคุณ กรรมการผู้จัดการบริษัทแคนน่อน แปซิฟิค จำกัด ในข้อหาสำแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากร นำเข้าไวน์จากต่างประเทศ จำนวน 312,214,873 บาท

โดยจับกุมตัวนายเอกชัยได้ที่ลานจอดรถตรงข้ามซอยบ่อปลา ซอยลาดพร้าว 101 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กทม. และนำตัวผู้ต้องหามาสอบปากคำ แต่ผู้ต้องหาปฏิเสธที่จะให้การในชั้นสอบสวน โดยจะขอให้การต่อสู้คดีในชั้นศาล พร้อมยื่นหลักทรัพย์ขอประกันในวงเงิน 1,000,000 บาท อย่างไรก็ตาม ผู้ต้องหารายนี้อ้างว่าเป็นญาติกับนายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช.

ด้านนายธวัชชัย กล่าวว่า ผู้ต้องหารายนี้มีพฤติกรรมสำแดงรายการภาษีอากรอันเป็นเท็จ จากการนำเข้าไวน์จากประเทศฝรั่งเศสมาจำหน่ายผ่านห้างสรรพสินค้าหลายแห่งในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2546-2549 รวม 84 ครั้ง

โดยสำแดงภาษีต่ำกว่าความเป็นจริงประมาณ 10 เท่า ซึ่งคดีในลักษณะนี้เป็นความผิดตามพ.ร.บ.ศุลกากร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี เปรียบเทียบปรับ 4 เท่าของจำนวนภาษีอากรที่หลีกเลี่ยง หรือทั้งจำทั้งปรับ

อย่างไรก็ตาม ผู้ต้องหามีสิทธิทำความตกลงกับกรมศุลกากรเพื่อเปรียบเทียบปรับ 1-2 เท่าของจำนวนภาษีอากรที่หลีกเลี่ยงไว้ โดยในวันที่ 13 พ.ค. ผู้ต้องหาจะเข้าพบพนักงานสอบสวนดีเอสไอและพนักงานอัยการ เพื่อให้การในชั้นสอบสวนอีกครั้ง

ท่าน ชัย ชิดชอบ ฉลุยนั่งปธ.สภาฯ ไร้ปัญหา

ผลการลงคะแนนลับเพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ปรากฎว่า นายชัย ชิดชอบ ได้ 283 เสียง นายบัญญัติ บรรทัดฐาน 158 เสียง และงดออกเสียง 12 เสียง

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรวาระพิเศษ เพื่อพิจารณาคัดเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรแทนนายยงยุทธ ติยะไพรัช วันนี้ พรรคประชาธิปัตย์ได้มีการเสนอชื่อของนายบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนพรรคพลังประชาชนเสนอชื่อนายชัย ชิดชอบ ประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) โดยระหว่างประชุมมีการอภิปรายมากมาย ก่อนจะมีการลงคะแนนลับเพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ ซึ่งปรากฏว่า สมาชิกรัฐสภาลงมติเลือกนายชัย 283 เสียงเลือกนายบัญญัติ 158 เสียงและงดออกเสียง 12 เสียง

ด้านนายชัย ชิดชอบ ประธานวิปรัฐบาล กล่าวภายหลังการประชุมวิปรัฐบาลว่าได้ขอความร่วมมือพรรคร่วมรัฐบาลให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ส่วนกระแสข่าวพรรคชาติไทยมีเสียงแตกไม่โหวตเลือกให้เป็นประธานสภาฯนั้น เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ภายในพรรคจะไปคุยคิดว่าไม่มีปัญหาเพราะเป็นมารยาททางการเมืองด้วย แต่ส่วนตัวยืนยันไม่มีปัญหากับ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย เพราะรู้นิสัย นายบรรหาร ดีว่าเป็นผู้ใหญ่ที่มีเหตุผล ทั้งกล่าวด้วยว่าหากได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ คิดว่าจะปฏิบัติหน้าที่ได้โดยไม่เป็นปัญหาถึงแม้จะต้องนั่งประชุมนานเพราะส่วนตัวก็นั่งสมาธิได้เป็นวัน ส่วนผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งประธานวิปรัฐบาลแทนนั้นจะต้องให้เป็นมติพรรคพลังประชาชน

ก่อนหน้านี้ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน รองประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นผู้ที่พรรคจะเสนอชื่อเข้าชิงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับเสียงสนับสนุน แม้ว่าพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคจะมีท่าทีไม่พอใจกับการเสนอชื่อนายชัย ชิดชอบ แต่การเสนอชื่อของพรรคประชาธิปัตย์เพื่อยืนยันว่า พรรคฯ มีบุคลากรพร้อมทำหน้าที่ได้ พร้อมกันนี้ ขอเรียกร้องให้ ส.ส.คำนึงถึงภาพลักษณ์ของตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร และใช้อิสระในการตัดสินใจ

Monday, May 12, 2008

คลังนัดถก'พลังงาน-อุตฯ' ใช้พลังงานทางเลือกเร็วที่สุด

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลัง เตรียมหารือกับกระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ภายในสัปดาห์นี้ เพื่อกำหนดมาตรการร่วมกันในการเร่งรัดให้เกิดการประหยัดพลังงานและการหันไปใช้พลังงานทางเลือกโดยเร็ว เนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องมีมาตรการชัดเจนเพื่อจูงใจให้เกิดการประหยัดพลังงานมากขึ้น เพราะราคาน้ำมันยังพุ่งทะยานอย่างต่อเนื่อง และการลดภาษีสรรพสามิตเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ใช้น้ำมัน ก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ถูกต้อง

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา จะสูงขึ้นมาอยู่ที่กว่าร้อยละ 6 จากเดิมที่ระดับร้อยละ 4-5 ตามราคาน้ำมันและราคาสินค้าที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น อาจมีผลให้การใช้จ่ายในประเทศโดยรวมชะลอตัวลงบ้าง แต่รัฐบาลได้ออกมาตรการเพื่อเพิ่มรายได้ให้ประชาชน ทำควบคู่ไปกับการดูแลเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับที่รับได้ พร้อมทั้งรณรงค์การประหยัดพลังงานอย่างเต็มที่

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวต่ออีกว่า กระทรวงการคลังจะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาตรการที่ 4 เร็วๆ นี้เช่นกัน เพื่อดูแลให้เศรษฐกิจเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่มคนที่ได้รับประโยชน์ครั้งนี้จะเป็นวงกว้าง ส่วนจะใช่มาตรการแปลงสินทรัพย์เป็นทุนหรือไม่ ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ ยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะเติบโตร้อยละ 6 แน่นอน แม้ว่าราคาน้ำมันยังคงผันผวน แต่ทุกประเทศต่างได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน ขณะเดียวกันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามดูแลเรื่องเงินเฟ้อและราคาพลังงานอย่างเต็มที่ มั่นใจว่า ปัญหาเงินเฟ้อไม่น่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยมีปัญหาแต่อย่างใด

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า จากการเดินทางไปโรดโชว์ต่างประเทศ นักลงทุนต่างชาติและองค์กรต่างๆ เช่น ธนาคารโลก หรือธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย หรือ เอดีบี ยังให้ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย โดยในช่วงที่เหลือของปีนี้รัฐบาลจะดูแลการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้อยู่ในระดับไตรมาสละไม่ต่ำกว่าร้อยละ 6 เพื่อรักษาให้เศรษฐกิจเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ร้อยละ 6 โดยไตรมาสแรกที่ผ่านมาก็ขยายตัวร้อยละ 6 เป็นผลมาจากความเชื่อมั่นของประชาชน นักลงทุนและภาคเอกชน หลังจากที่รัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาก่อนหน้านี้ ทำให้เกิดการลงทุน