WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, May 14, 2008

ส่งสัญญาณ

ทบทวนกันไปถึงเมื่อครั้งที่จะมีการจัดตั้งรัฐบาล เป็นรัฐบาลผสม 6 พรรคการเมือง ผมเคยเกริ่นไปแล้วว่า ถ้าส่วนผสมไม่พอดี จะทำให้การเมืองไม่นิ่ง ความมั่นคงของพรรคร่วมรัฐบาลในช่วงที่ เกมชิงอำนาจยังไม่สะเด็ดน้ำ ความสำคัญไม่ใช่อยู่ที่ปริมาณ

แต่อยู่ที่คุณภาพมากกว่า

เป็นรัฐบาล 316 เสียง หรือเป็นรัฐบาล 270 เสียง สถานการณ์ ไม่แตกต่างกัน ตราบใดถ้ายังมีเงื่อนไขทางการเมืองเพื่อการต่อรอง อย่างไม่สิ้นสุด และถ้าจะว่ากันตามเนื้อผ้าแล้ว ความตั้งใจของพรรคชาติไทย หรือพรรคเพื่อแผ่นดิน ไม่ได้ถูกจับขั้วไว้กับพลังประชาชนแต่อย่างใด

อยู่ฝ่ายตรงกันข้ามด้วยซ้ำ

เมื่อคะแนนเสียงไม่ได้เป็นไปตามที่คาดกันไว้ ประชาธิปัตย์ ได้ไม่ถึง 200 เสียง จึงตกอยู่ในภาวะจำยอม ที่จะต้องไปจับมือกับพลังประชาชนชนิดไม่เต็มใจ

บวกกับความในใจที่คุกรุ่นอยู่เป็นทุน

ก่อนที่จะมีการจัดตั้งรัฐบาล ได้มีการพูดถึงแคนดิเดตคนที่จะขึ้นมาเป็นนายกฯ หลายคน อาทิ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รวมทั้งคุณบรรหาร ศิลปอาชา ด้วย หมากเกมทางการเมืองถูกวางกันเอาไว้เป็นขั้นเป็นตอน

ความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่าง คุณสมัคร สุนทรเวช กับคุณ บรรหาร เป็นอย่างไร ผมว่าคนวงในรู้ดี จริงเท็จประการใดไม่ทราบเมื่อครั้งที่จะมีการเอาชาติไทยเข้าร่วมรัฐบาล คุณสมัครถึงกับเกิดอาการงอนนิดๆ การขับเคี่ยวทางการเมืองก็เป็นส่วนหนึ่ง วัยวุฒิก็เป็นส่วนประกอบ ระหว่างผู้สูงอายุด้วยกันมองตาก็รู้ไปถึงไหน ไม่ต้องออกมาแสดงอาการให้เมื่อยตุ้ม

นั่นก็ประเด็นหนึ่ง นอกจากนี้ คนในพลังประชาชน โดยเฉพาะที่ดูเหมือนว่าจะมีอิทธิพลในพรรคสูง เช่น คุณเนวิน ชิดชอบ ซึ่งอดีตเคยเป็นสมาชิกพรรคชาติไทยมาก่อน อะไรเป็นอะไร ผมคงไม่ต้อง อธิบายรายละเอียด คอการเมืองคงจะจำกันได้

แถมความหวาดระแวงยังไม่จบ ระยะหลังพรรคชาติไทยอาจจะคิดมากว่า ทำไมมรสุมการเมืองถึงได้มาลงที่พรรคชาติไทยอย่างหนัก โดยเฉพาะคดียุบพรรคการเมือง เหมือนถูกโดดเดี่ยว ลอยแพ

ทุกอย่างมีคำตอบในการเลือกประธานสภาครั้งนี้

จังหวะลงตัวที่ คุณชัย นามสกุลชิดชอบ เป็นพ่อของคุณเนวิน ชิดชอบ จังหวะลงตัวที่การเมืองกำลังรวนเรจากกับดักทางการเมืองไปจนถึงวิกฤติการแก้รัฐธรรมนูญ จังหวะที่รัฐบาลกำลังกลายเป็นเป้านิ่ง แตะตรงไหนเป็นได้เรื่อง จังหวะที่วิกฤติเศรษฐกิจกำลังได้ที่

เป็นจังหวะของเกมการเมือง.

หมัดเหล็ก

เตรียมหารือเรื่องปรับ ครม. 15 พ.ค.นี้

แม้เสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุมสภาฯ จะมีมติเลือกนายชัย ชิดชอบ เป็นประธานสภาฯคนใหม่ แต่ก็มี ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาลแอบลงคะแนน 2 เสียง สนับสนุนนายบัญญัติ บรรทัดฐาน ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ส่วนอีก 12 คนงดออกเสียง ในขณะที่นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ไม่มั่นใจว่านายชัยจะสามารถคุมเกมในสภาได้

“ชัย” ขอบคุณ ส.ส.หนุนนั่งประธาน

ที่พรรคพลังประชาชน ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 13 พ.ค. ได้มีการประชุมพรรค โดย มีนายชัย ชิดชอบ ว่าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในการประชุม หลังใช้เวลาประชุมนาน 3 ชั่วโมงครึ่ง นายศุภชัย โพธิ์สุ รองโฆษกพรรคพลังประชาชน แถลงผลการประชุมว่า การประชุม ส.ส.วันนี้มีนายชัยได้นั่งเป็นประธานในการประชุมเป็นวันสุดท้าย เนื่องจากต้องไปดำรงตำแหน่งประธานสภาฯที่จะต้องมีความเป็นกลาง ส่วนประธานวิปรัฐบาลคนใหม่ที่จะมาแทนนายชัยนั้นที่ประชุมได้ปรึกษาหารือถึงการคัดเลือก โดยจะต้องมีความอาวุโส มีความรู้และประสานงานได้กับทุกฝ่าย ทั้งนี้ ไม่มีโควตาภาค แต่จะพิจารณาตามความเหมาะสม ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ที่ประชุมไม่มีการพูดคุยในเรื่องนี้ แต่หากไม่ทันสมัยประชุมนี้ จะเปิดประชุมสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาได้ รวมทั้งจะนำร่างของ คปพร. ที่มายื่นต่อสภามาพิจารณาด้วย โดยอาจนำร่างของ ส.ส.มาประกอบการพิจารณาด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการประชุม นายชัยที่ทำหน้าที่ประธาน ได้กล่าวก่อนการประชุมว่า ขอขอบคุณสมาชิกทุกคนที่ไว้วางใจสนับสนุน ผลักดันให้ได้รับเลือกเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร จะตั้งใจปฏิบัติหน้าที่เต็มที่ จะไม่ทำให้สมาชิกผิดหวัง ทั้งนี้ ใครอยากพูดอะไร ให้พูดในที่ประชุมพรรคให้เต็มที่ ในสภาไม่ต้องพูดอะไรมาก จะได้ทำงานให้เต็มที่

พปช.ปรับท่าทีประสานงานพรรคร่วม

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ในที่ประชุมพรรคพลังประชาชนไม่มีใครติดใจ เรื่องการลงมติเลือกนายชัย ชิดชอบ เป็นประธานสภา และไม่ติดใจท่าทีของนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย และพรรคชาติไทย สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความกังวลของพรรคอีกต่อไปแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหา จบไปแล้ว เพราะถือเป็นเอกสิทธิ์ ส.ส.ในการลงคะแนน และพรรคพลังประชาชนให้เกียรติพรรคร่วมรัฐบาลอย่างเต็มที่ เมื่อเราทำอะไรทำให้พรรคร่วมไม่สบายใจ หรือนายบรรหารไม่สบายใจ เราควรกลับมาปรับปรุง ทบทวน จะไม่ยอมให้เรื่องนี้เป็นน้ำผึ้งหยดเดียว และเป็นอุปสรรคในการทำงานระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล

ชี้มีตัวเลือกชิงเก้าอี้ประธานสภาน้อย

นายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า กรณีที่ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลแอบลงคะแนน 2 เสียง สนับสนุนนายบัญญัติ บรรทัดฐาน ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ในการชิงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร 2 คะแนนเสียงดังกล่าวที่เห็นไม่ตรงกัน คงไม่ใช่ รอยร้าวในพรรคร่วมรัฐบาล เป็นความเห็นเฉพาะตัวคน ไม่ใช่วางแผนกันมา คิดว่ามีแค่ไหนก็แค่นั้น ถึงจะเป็นเสียงไม่มากนัก แต่คิดว่าพรรคพลังประชาชนหรือพรรคร่วมรัฐบาล ต้องรับฟังและให้ความสนใจกับเรื่องนี้ ต้องมีการจัดการภายใน เมื่อถามว่า นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ตำหนิเรื่องการเลือกนายชัย ชิดชอบ เป็นประธานสภาฯ นายจักรภพตอบว่า สถานการณ์การเมืองตอนนี้ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ เป็นระยะที่ถูกเขาจำกัดทาง และดักทางไว้หมด มีการขุดหลุม บ่อ ล่อเป็นหลุมพรางไว้มากมาย ดังนั้น การที่จะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง คงไม่มีตัวบุคคลที่สมบูรณ์พร้อมในการทำงานเพื่อบ้านเมืองในระยะนี้ แต่เราจะอาศัยระบบ แม้ตัวบุคคลที่เข้ามาจะมีความเห็นที่ต่างกัน แต่ถ้ามีระบบที่ช่วยให้ทำงานได้อย่างดี จะช่วยแก้ปัญหาความจำกัดต่างๆไปได้

อ่านรายละเอียด ไทยรัฐ


“ทรงเฝ้าดูบ้านเมือง”

เสียงปฏิวัติอื้ออึง!

เป็น “เสียง” ที่อึงอลมาตลอดในช่วงระยะเวลาก่อนหน้านี้

ไม่ว่าจะเป็น การเดินเกม ปล่อยข่าวโจมตี “ผู้ใหญ่ของบ้านเมือง” ที่พ่นออกมาจากฟากฝั่ง พระแม่ธรณีบีบมวยผม

ไม่ว่าจะเป็น การปล่อยข่าว กองทัพตบเท้าเข้า “บ้านสี่เสาเทเวศร์” ตอนตี 1 วันเดียวกันกับที่ หัวหน้า 6 พรรคร่วมรัฐบาลกำลังดินเนอร์กันอย่างชื่นมื่น

ไม่ว่าจะเป็น ข่าวลือ การยอมสูญเสีย “เขาพระวิหาร” เพื่อแลกกับผลประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลในพื้นที่ทับซ้อนบริเวณอ่าวไทย

อันหมายถึง “น้ำมัน” และ “ก๊าซ”

และไม่ว่าจะเป็น ข่าวปล่อย สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เข้าเฝ้าฯ รายงานทุก 3 เดือน ก็ให้เชื่อมโยงไปว่า นายกฯ ลาออก!

เหล่านี้ที่เกิดขึ้น ล้วนเกิดเป็นกระบวนการสร้างข่าว ปล่อยข่าว อย่างเป็น “รูปธรรม” ชัดเจน

ไม่ว่าจะเป็นฝีมือ “มือที่มองไม่เห็น”

หรือไม่ว่าจะเป็น “ไอ้หัวเถิก” ก็ตาม

ล้วนเป็น “กลิ่น” ของภาวการณ์ที่เหล่ากูรู ต่างตั้งข้อสังเกต

ประหนึ่งจะคล้ายๆ กับในห้วงภาวการณ์ก่อนเกิดรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549

หรือแม้แต่ ปรากฏการณ์การมือง ที่ต่างค่อนขอดในกลิ่น “น้ำเน่า”

ไม่ว่าจะเป็น การโหวตเลือก ประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ ชัย ชิดชอบ ท่ามกลางกระแส “แรงหนุน” และ “แรงต้าน” จาก “คนใน” พลังประชาชน ต่อยอดแรงกระเพื่อมไปถึง พรรคร่วมรัฐบาล

โดยเฉพาะ “เติ้ง เสี่ยว หาร” หัวหน้าพรรคชาติไทย ที่ออกอาการ “มาก” ถึง “มากที่สุด”

จึงได้เห็น “เสียง” ที่ปรากฏ 283 ต่อ 158 งดออกเสียง 12

กับ 2 เสียงที่แปรพักตร์...

และไม่ว่าจะเป็น การติดเครื่องเดินหน้าผลักดันแก้ไข รัฐธรรมนูญ 2550 ที่ลดทอนกระแส “ฝ่ายหนุน” และ “ฝ่ายต้าน” ให้แผ่วบางลงอยู่บ้าง

ด้วยส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันในหลักการ “ต้องแก้” แต่จะแก้กันอย่างไร แบบไหน ก็ให้เป็นหน้าที่ของ สภาผู้แทนราษฎร ชัดเจนแจ่มแจ้ง!

และแน่แท้ที่จะมิทันในสัปดาห์สุดท้ายของการเปิดประชุมสภาสมัยสามัญ ที่จะปิดสมัยประชุมในวันที่ 19 พฤษภาคมนี้

เป็นห้วงเวลา 4-5 เดือนอาจลดทอน “ความรุนแรง” ในสถานการณ์ของบ้านเมือง

มิให้เป็นดังคำทำนายทายทักจะเกิดเหตุ “นองเลือด” ในเดือนพฤษภาคมนี้

ปรากฏการณ์...เหตุการณ์ เหล่านี้ ล้วนอยู่ใน “สายพระเนตร”

เป็นสิ่งที่ถ่ายทอดมาจากคำพูดของ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.)

“พระองค์ท่าน ทรงสดับตรับฟังสถานการณ์บ้านเมืองทุกเรื่อง ทุกคนต้องทำให้ดีที่สุด เราควรจะรู้ว่า “สิ่งที่ดีที่สุด” ที่พระองค์ท่านอยากเห็นว่าบ้านเมืองเป็นอย่างไร...

...ฝากทุกคนทุ่มเททำงานในหน้าที่ให้ดีที่สุด ไม่ก้าวก่ายงานของคนอื่น มีความซื่อสัตย์สุจริต ยึดแนวทาง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นมาตรฐานที่ทุกคนควรยึดเหนี่ยว เมื่อทุกคนปฏิบัติตามประเทศชาติก็จะเกิดความรุ่งเรือง

ขณะนี้ความสามัคคีของบ้านเมืองมีปัญหามากที่สุด...

โดยเฉพาะความแตกแยกของกลุ่มต่างๆ ดังนั้น ทุกฝ่ายควรหันหน้าเข้าหากันและทำให้เกิดเป็นปึกแผ่น อย่าให้เขามาว่าคนไทยได้ว่าไม่มีความสามารถในการทำงานร่วมกันเป็น “ทีมเวิร์ก”

ทั้งยังออกมายืนยันในถ้อยคำ “ไม่มีการปฏิวัติ” และไม่มีใครมา “จุดชนวน” กองทัพได้

“อยากให้ทุกฝ่ายทำงานกันด้วยความระมัดระวังอยู่บนพื้นฐาน และบทบาทของตัวเอง แล้วประเทศชาติจะเรียบร้อย”
แม้เป็นถ้อยเรียงมาจาก ผบ.สส. แต่นั่นย่อมสะท้อนให้เห็นถึง “ความห่วงใย” ในชาติบ้านเมือง

แม้มิได้เป็น “คนไทย” ที่รักชาติบ้านเมืองสักเต็มประดา

แต่เมื่อ “ความจงรักภักดี” เกิดขึ้นในจิตใจ อันน้อมนำไปสู่ “สถาบัน” สูงสุด

เช่นนี้แล้ว จึงควรได้ “เปิดตา” และ “เปิดใจ”

และ “เปิดความคิด”...

อันจะเนื่องนำไปสู่ “ความเป็นหนึ่งเดียว” ...

เพื่อประเทศชาติ เพื่อคนในชาติ

และเพื่อ “สายพระเนตร” ที่เฝ้ามองลงมาจากเบื้องบน...

สายน้ำจันทน์ (แทน)



คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

00 หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ สื่อทางเลือกของสังคม เพื่อประชาธิปไตย สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กากเดนของเผด็จการ พร้อมที่จะร่วมมือต่อต้านการทำรัฐประหารทุกรูปแบบ ฉบับวันพุธที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ.2551

00 อุทกภัยจาก พายุไซโคลนนาร์กีส ในพม่า ยังนับจำนวนศพที่ตายและที่หายไปไม่เสร็จ การช่วยเหลือจากองค์กรและประเทศต่างๆ เพิ่งจู่โจมเข้าไป โดยไม่รอไฟเขียวจากรัฐบาลเผด็จการ แต่สภาพความเสียหายยับเยิน ต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะเยียวยาประชาชนที่ประสบภัย วันวานที่ มณฑลเสฉวน ประเทศจีน เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ รุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี แรงสั่นสะเทือนวัดได้ 7.8 ริกเตอร์ แรงสั่นสะเทือนยังรู้สึกได้ถึงกรุงเทพฯ ย่านสาทร สีลม จำนวนตัวเลขคนตาย ยังสรุปไม่ได้ แต่ประมาณกันคร่าวๆ ไม่น่าจะต่ำกว่าหลักหมื่น

00 ปลายปีนี้ ประเทศจีนมีงานใหญ่ที่คนทั้งประเทศกำลังใจจดใจจ่อรอวันต้อนรับประชาคมโลก เดินทางเข้าประเทศ เพื่อร่วมแข่งขันกีฬาของมวลมนุษยชาติ ที่เรียกกันว่า การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ซึ่งกว่าจะได้รับการคัดเลือกเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ต้องแสดงความพร้อมในทุกด้านให้ประจักษ์ ซึ่งหนึ่งในจำนวนประเทศที่ขอเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันด้วย คือ ประเทศไทย มี พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา คนเก่า และเพิ่งเป็นคนใหม่ เป็นหัวหน้าคณะ ใช้งบประมาณไปมากหลาย แต่สุดท้าย แพ้จีน ซึ่งถือว่าเป็นความโชคดีของคนไทย ไม่ต้องขายหน้าไปทั่วโลก หากได้รับการคัดเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ยังนึกไม่ออกว่า วันนี้จะมีความพร้อมสักกี่เปอร์เซ็นต์ ยิ่งประเทศไทยหยุดชะงักอยู่หนึ่งปีครึ่งจากการทำรัฐประหาร

00 อ่านข่าวการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพม่า พอจะทำให้สบายใจขึ้นมาบ้าง เมื่ออ่านข่าวบรรดาทหารของพม่า พากันติดป้ายชื่อตัวเองที่กล่องสิ่งของที่องค์กรและประเทศต่างๆ ส่งไปช่วยเหลือ เพื่อหวังผลทางการเมือง ที่ประชาชนชาวพม่าหวังลมๆ แล้งๆ จะได้เดินเข้าคูหาเลือกตั้ง

00 เอกฉัตร บอกว่า อ่านข่าวนี้แล้วสบายใจ นักการเมืองบ้านเรายังมีจริยธรรมมากกว่าเยอะ พฤติกรรมยังไม่ถึงขั้นนั้น เพียงแต่โชว์หน้าให้ปรากฏเป็นข่าวเมื่อไปยืนแจกของให้ประชาชน ก็ชื่นหัวใจแล้ว เพราะงั้นที่เคยบอกต่อกันว่า หากใครมีใจจะช่วยผู้ประสบภัย ให้บริจาคเป็นเงิน จะสะดวกในการนำไปช่วยเหลือ เห็นทีจะต้องตั้งหลักคิดใหม่ ขนาดสิ่งของยังถูกกลุ่มผู้มีอำนาจโมเมเป็นของตัวเอง หากบริจาคเป็นเงินจะไปถึงมือผู้ประสบภัยหรือ โดยเฉพาะการช่วยเหลือจากรัฐบาล อนุมัติเงินช่วยเหลือเท่าไร น่าจะให้ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ไปซื้อข้าวสารส่งไปให้ หากทำได้ นอกจากจะทำให้ข้าวสารถึงมือผู้ประสบภัยแล้ว ยังเป็นการหักดิบพ่อค้าคนกลางที่กดราคาข้าวเปลือกที่รับซื้อจากชาวนาเวลานี้

00 วันนี้ประเทศเพื่อนบ้าน ต่างประสบภัยธรรมชาติในรูปแบบต่างๆ หนักหนาสาหัสสากรรจ์ ประเทศไทยยังไม่มีเค้าว่าจะประสบกับภัยธรรมชาติ แต่กำลังจะประสบกับภัยร้ายที่เกิดขึ้นจากการกระทำของคนไทยด้วยกัน ซึ่งร้ายกว่าภัยธรรมชาติ เมื่อมีความพยายามสร้างความวุ่นวายให้ประเทศประสบปัญหาวิกฤติ แค่จะ แก้รัฐธรรมนูญ ที่เป็นกากเดนของเผด็จการ ให้เป็นประชาธิปไตย ทำดัดจริตจะเป็นจะตาย ไทยฆ่าไทย นั่นคือภัยร้ายที่หนักกว่าภัยธรรมชาติ ชะเอย

00 วันนี้ พรรคพลังประชาชน เพิ่มดีกรีเป็นพรรคการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่ความเป็นประชาธิปไตย แค่ นายกุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรค แถลงข่าวตำหนิ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคเท่านั้น ในการส่งตัว นายชัย ชิดชอบ ขึ้นนั่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ต้องผ่านมติที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ซึ่งผลการประชุม ฝ่ายเสียงข้างน้อย ยอมรับมติเสียงข้างมาก จึงไม่มีการตีรวนอย่างที่มีความพยายามปล่อยข่าวเสี้ยมให้แตกแยก นายชัย ชิดชอบ ขึ้นนั่งบัลลังก์ประธานสภาผู้แทนราษฎรอย่างสง่างาม ผ่านการกลั่นกรองของคณะกรรมการบริหารพรรค และการเลือกของ ส.ส. ไม่ได้งุบงิบมัดมือชก

00 แน่นอน ปฏิเสธได้แต่ใครจะเชื่อ ไม่ใช่ฝีมือการผลักดันของลูกกตัญญู นายเนวิน ชิดชอบ แต่ เอกฉัตร อยากจะถามว่า ทุกตำแหน่งในรัฐบาลและในสภาผู้แทนราษฎร เช่น ประธานกรรมาธิการ มีตำแหน่งไหนบ้าง ได้มาโดยไม่มีใครช่วยผลักดันและล็อบบี้ให้ ช่วยตอบที จะได้ไปยกมือไหว้งามๆ สัก 3 ครั้ง

00 ตำแหน่งประมุขฝ่ายนิติบัญญัติในสภาวะการเมืองพร้อมจะแตกหัก ฝ่ายค้านทำหน้าที่เป็นฝ่ายแค้น ประธานชัย ชิดชอบ ต้องเหนื่อยแน่ในการทำหน้าที่ ต้องงัดกลยุทธ์และประสบการณ์ ส.ส. อาวุโสที่สั่งสมมาตั้งแต่ปี 2512 มาใช้ เพื่อประคับประคองให้การทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติผ่านไปด้วยดี เอกฉัตร มั่นใจว่า ประธานสภาฯ คนใหม่ทำได้แน่ ด้วยเหตุผล นอกจากผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชน ยังต้องฮึดลบคำสบประมาท ของบรรดาพวกแค้นฝังใจ ที่ถูกใจตรงที่ ประธานชัย ให้สัมภาษณ์ยอมรับความจริง หลังจากได้รับฉันทามติ ย้อนถามนักข่าว ความเป็นกลางอยู่ตรงไหน ถูกใจจริงๆ พับผ่าเหอะ

00 ปกติคนแก่หรือผู้ชรา มักจะมีอาการขี้ใจน้อย จะไม่ค่อยเห็นผู้ชราคนไหน แค้นฝังใจให้อารมณ์ขุ่นมัวไปจนมีลมหายใจเฮือกสุดท้าย หรืออาจจะเป็นเพราะใจว้าวุ่นกับพรรคชาติไทย ถูกจับขึ้นเขียงรอการ ยุบหรือไม่ยุบพรรค ทำให้ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กลัวลูกๆ หลานๆ เหลนๆ จะลืมนิทานอีสปเรื่อง หมาป่ากับลูกแกะ แต่ดัดแปลงเวอร์ชั่นใหม่ เป็น หมาป่ากับพ่อแกะ แต่ทีคนที่งัดกระดาษแผ่นเดียวใส่ร้ายป้ายสีกลางสภา กลับทำตัวเป็นคนแก่ใจดี เมื่อได้รับเชิญร่วมโต๊ะอาหารที่ร้านช้อนเงินช้อนทอง พฤติกรรมที่ทำอยู่ เชื่อเหอะ ยังไม่เข้าตากรรมการ ให้คนที่เคารพนับถือกันมา 30 ปี เลิกงอนได้

เอกฉัตร

ต่อต้านการปฏิวัติ

เป็นที่น่ายินดี สำหรับองค์กรภาคประชาชน หลากหลายแห่งได้เริ่มขยับแนวคิด วิธีการ ในการต่อต้านการปฏิวัติรัฐประหารกันอย่างกว้างขวาง

ในห้วงเวลา 1-2 สัปดาห์ ที่ผ่านมา เราจะพบว่า การโหมประโคมข่าวที่ เกี่ยวข้อง กับการทำ ปฏิวัติรัฐประหาร โดยมีการเปิดเผยกันว่า “ไอ้หัวเถิก” เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ชักใย ขบวนการล้มประชาธิปไตยในประเทศไทยนี้

ทั้งที่จริงๆ แล้ว “ไอ้หัวเถิก” ชักใยอยู่เบื้องหลังขบวนการล้มประชาธิปไตยมาตั้งแต่เริ่มแรก โดยการ ลากนำสถาบันเบื้องสูง มาแอบอ้าง เพื่อหวังผล ทางการเมือง มาตั้งแต่ก่อนหน้าการปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 แล้ว

หลายคนนำเสนอแนวทางที่เป็นไปได้ และเป็นไปไม่ได้ ทั้งใช้สันติวิธี ใช้ความบ้าคลั่งดุเดือดและรุนแรง หากทหาร นำกำลังพล อาวุธยุทโธปกรณ์ ปืน และรถถัง เข้ามายึดอำนาจ แบบคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค. ใน วันที่ 19 กันยายน 2549

การทำการปฏิวัติรัฐประหาร เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 มีโทษสูงสุดประหารชีวิต

การที่ประชาชนมีแนวคิดที่จะต่อต้านการปฏิวัติรัฐประหาร จึงไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย

พอจะประมวลแนวทางในการต่อต้านการปฏิวัติรัฐประหาร แนวทาง “สันติวิธี” หรือ “อารยะขัดขืน” ซึ่งภาคประชาชนได้ร่วมกันคิด ประกอบไปด้วย

การทำแนวขวางกั้นในการลำเลียงพล เช่น นำรถยนต์ รถบรรทุก รถแท็กซี่ จอดขวางถนนทุกหนแห่ง เพื่อสกัดยับยั้งการเคลื่อนย้ายกำลังพล อาวุธยุทโธปกรณ์

การจัดตั้งกำแพงประชาชนป้องกันสถานที่ราชการสำคัญๆ เช่น ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา สถานีวิทยุ และสถานีโทรทัศน์

การชุมนุมประชาชนจำนวนมากโดยสงบและปราศจากอาวุธ ซึ่งเป็นแนวทางสันติ อหิงสา และอโหสิ

การใช้มาตรการระยะยาวคือ การไม่จ่ายภาษี

นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอแนวทางที่ดุเดือด บ้าเลือด รุนแรง และไม่คิดว่าจะมีประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยอีกมากมาย ซึ่งเป็นกรรมวิธีที่อาจเพ้อฝันเกินไปสักหน่อย บางแนวทางอาจจะทำให้เกิดความไม่สงบขึ้นในบ้านเมืองของเรา และยิ่งทำ ก็ยิ่งทำให้คณะปฏิวัติรัฐประหารได้รับความชอบธรรมตามมา

อย่างไรก็ตาม ถือเป็นเรื่องน่ายินดียิ่ง ที่มีการพูดถึง การตระเตรียมวิธีการในการต่อต้านการปฏิวัติรัฐประหารโค่นล้มประชาธิปไตย หากทหารจะทำให้เกิดขึ้นอีกครั้งในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นวันรุ่งพรุ่งนี้ หรือวันไหนๆ ในภายภาคหน้าก็ตาม

เราเชื่อมั่นว่า ประชาชน จะไม่ยอมให้ ใครคนใดคนหนึ่ง หมู่ใด คณะใด กลุ่มใด กลุ่มหนึ่ง มา ปล้นอำนาจอธิปไตย ไปจากประชาชนได้อีก ตาม พระราชประสงค์ ตามความใน พระราชหัตถเลขา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกาศสละราชสมบัติ (ประกาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2477)

"ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจ อันเป็นของข้าพเจ้าอยู่เดิมให้แก่ราษฎรทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใดคณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจโดยสิทธิขาดและโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาชนราษฎร”

การเมืองจะเกิดความวุ่นวายปั่นป่วนอย่างไรก็ตาม ให้การเมืองแก้ปัญหาการเมืองด้วยกันเอง ตามวิถีทางในระบบรัฐสภา ซึ่งมีผู้แทนปวงชนชาวไทยเป็นฐานรองรับ ในเรื่องที่มาที่ถูกต้องชอบธรรมตามหลักการปกครองที่ดีที่สุดในเวลานี้ คือ ประชาธิปไตย กติกาสูงสุดของชาติ เขาให้รัฐบาลอยู่ได้ 4 ปี บริหารงานแก้ไขปัญหาประเทศชาติและประชาชน

ใครก็ตามที่คิดจะยึดอำนาจอธิปไตยไปจากประชาชน จงพึงระมัดระวังให้ดี คราวนี้ไม่ง่าย เพราะชาวบ้านร้านตลาดเขาไม่ยอม พร้อมจะออกมาปกป้องประเทศชาติบ้านเกิดเมืองนอน ปกป้องอธิปไตยของเขากันแล้ว



หมดลายเพราะกำพืดเลว

แม้เรื่องการนำสถาบันเบื้องสูงเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง หรือที่ฝ่ายต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงรัฐบาล จะออกมาพูด เล่าแจ้งแถลงไขตรงกันว่า เป็นการ “ดึงฟ้าต่ำ” ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะนำมากล่าวอ้าง...!!!

โดยเฉพาะดูจะเป็นแผนเพื่อแบ่งแยกคนไทย และก่อให้เกิดความรุนแรงเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองในท้ายสุด ซึ่งทุกฝ่ายก็ควรจะหยุด โดยเฉพาะในซีกของฝ่ายการเมือง

ส่วนที่ได้มีการแจ้งความฟ้องร้องไปแล้ว ก็ควรปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม พูดง่ายๆ ก็คือ ไม่ควรขยายความให้ระคายเบื้องพระยุคลบาท...???

มองแล้วก็น่าจะมาจากเหตุผลในหลายต่อหลายคดี โดยเฉพาะเมื่อกล่าวอ้างล้มล้างสถาบันเป็น 1 ใน 4 ข้อกล่าวหาที่มีต่ออดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

จนกลายเป็นเรื่องใหญ่โต ให้คณะนายทหารฉกฉวยโอกาสใช้กำลังอาวุธยุทโธปกรณ์ของชาติเข้าทำการยึดอำนาจการปกครองในระบอบประชาธิปไตยไปจากประชาชนเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

แต่ท้ายสุดก็ได้รับการพิสูจน์จากศาลสถิตยุติธรรมแล้วว่า ไม่เป็นความจริง...!!!

แต่ก็สายไปเสียแล้วเช่นเดียวกัน เมื่อประเทศชาติและประชาชนกว่า 60 ล้านคน กลับต้องตกเป็นผู้รับกรรมต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างมหาศาลจวบจนมาถึง ณ วันนี้

แล้วเหตุใดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถึงต้องออกมาให้สัมภาษณ์สดๆ ร้อนๆ กระหน่ำซ้ำเติม

ที่ดูราวจะหยิบยกเรื่องอ่อนไหวที่หากไม่ใช่ความจริงแล้ว จะสร้างความเสียหายให้แก่สังคมโดยรวม มาจุดเชื้อไฟขึ้นอีก แถมแทงกั๊กไว้ด้วยว่า ไม่อยากให้เป็นปัญหาทางการเมือง

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า”กำลังเตรียมทำจดหมายถึง นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับความกังวลต่อทัศนคติของนายจักรภพ ที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน จึงไม่อยากให้เป็นปัญหาทางการเมือง แต่ก็ต้องทำหน้าที่ฝ่ายค้าน เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ และปกป้องสถาบันของชาติ”

แถมยังหยอดต่ออีกว่า หากใครมีโอกาสได้เห็นการถอดเทป ซึ่งตอนนี้ก็มีความพยายามที่จะเบี่ยงเบนว่า เป็นปัญหาที่การแปล พวกตนหลายคนคุ้นเคยกับภาษาอังกฤษ จึงเข้าใจประเด็นของการปาฐกถาเป็นอย่างดี จึงรู้ว่าเป็นทัศนคติที่อันตราย แต่ก็ได้มีคนไปแจ้งความดำเนินคดีในเรื่องนี้เอาไว้แล้ว

เลยเถิดไปถึงปูดข่าวว่า กำลังมีกระบวนการต่างๆ ที่ดำเนินการทางสังคมอยู่ เมื่อท่านเป็นหัวหน้ารัฐบาลท่านต้องจัดการ...???

นายอภิสิทธิ์ คงลืมไปแล้วว่า สถานการณ์ทางการเมืองที่จะสงบเงียบได้ ก็อยู่ที่พรรคฝ่ายค้านด้วย หากมีสปิริตหรือความรับผิดชอบต่อส่วนรวมจริง ซึ่งพรรคฝ่ายค้านควรเล่นอยู่ในกรอบ


Tuesday, May 13, 2008

ดารา-นักร้องรณรงค์วันวิสาขบูชาที่ทำเนียบฯ

วธ.นำทีมดารา-นักร้องลูกทุ่ง ร่วมรณรงค์เนื่องในวันวิสาขบูชา ที่ทำเนียบฯ "น้องจิน" ติดเข็มกลัดดอกบัวให้นายกฯ ด้าน รมว.ทรัพยากรฯ มอบต้นไทรย้อยเนื่องในสัปดาห์ต้นไม้แห่งชาติ

วันนี้ (13 พ.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุม ครม. นายอนุสรณ์ วงศ์วรรณ รมว.กระทรวงวัฒนธรรม นำคณะศิลปินนักร้องนักแสดงมาร่วมรณรงค์เนื่องในวันวิาสาขบูชา นำโดย กุ้ง-สุทธิราช วงศ์เทวัญ จินตหรา พูนลาภ 2 นักร้องลูกทุ่งชื่อดัง แพร - พรรัมภา สุขได้พึ่ง และ อู๋-นวพล ภูวดล 2 ดารานักแสดงชื่อดัง โดยได้ติดเข็มกลัดดอกบัวและมอบวิสาขบูชาบัตรให้กับ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้รับต้นไทรย้อยใบแหลม จาก นางอนงวรรณ เทพสุทิน รมว. ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เนื่องในวันสัปดาห์ต้นไม้แห่งชาติ และยังได้ชมเครื่องปลูกอ้อย และเครื่องให้ปุ๋ยและน้ำ ของเกษตรกร อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี.


ยงยุทธ เบิกความศาลคดีใบแดง พรุ่งนี้

ศาลฎีกา 13 พ.ค.- “ยงยุทธ ติยะไพรัช” ขึ้นเบิกความศาลฎีกา คดีใบแดง พรุ่งนี้ เวลา 09.00 น. พร้อม “ชูชาติ จันทวลย์” อดีตที่ปรึกษาฯ

วันนี้ (13 พ.ค.) นายกำธร โพธิ์สุวัฒนากุล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา พร้อมองค์คณะ รวม 3 คน ออกนั่งบัลลังก์สืบพยาน คดีหมายเลขดำที่ ลต. 38 /2551 ระหว่าง คณะกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต.) ผู้ร้อง กับ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.สัดส่วนกลุ่มที่ 1 และรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน และ น.ส.ละออง ติยะไพรัช น้องสาวนายยงยุทธ ส.ส.แบ่งเขต 3 จ.เชียงราย พรรคพลังประชาชน ผู้คัดค้านที่ 1 - 2 กระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 ด้วยการทุจริตการเลือกตั้ง ด้วยการแจกเงินให้กับกลุ่มกำนัน อ.แม่จัน จ.เชียงราย ซึ่งเป็นตัวแทน (หัวคะแนน) ของนายยงยุทธ แจกเงินซื้อเสียง เพื่อให้มีการลงคะแนนเลือกผู้สมัครของพรรคประชาชน

โดย กกต. ยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง นายยงยุทธ ซึ่งถูกใบแดง และสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ ในเขต 3 จ.เชียงราย ที่ น.ส.ละออง ถูกให้ใบเหลือง

ทั้งนี้ วันนี้เป็นการสืบพยานฝ่ายนายยงยุทธ และ น.ส.ละออง ผู้คัดค้านที่ 1-2 นัดที่ 2 นายพิชิฏ ชื่นบาน ทนายความนายยงยุทธ กล่าวว่า วันนี้นำพยานเข้าไต่สวนรวม 2 ปาก คือ น.ส.ละออง และนายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ ผอ.ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นผู้นำรถตู้รับส่งนายบรรจง ยางยืน นายกเทศมนตรี ต.จันจว้า อ.แม่จัน ระหว่างพรรคพลังประชาชน และโรงแรมเอสซี ปาร์ค

นายพิชิฏ ยังกล่าวว่า ในการสืบพยานวันที่ 14 พ.ค. เวลา 09.00 น. จะนำพยานไต่สวนรวม 2 ปาก คือ นายยงยุทธ และนายชูชาติ จันทวลย์ อดีตที่ปรึกษา ซึ่งนายยงยุทธ จะขึ้นเบิกความตั้งแต่ช่วงเช้า ส่วนพยานที่เหลืออีก 6 ปาก ซึ่งเป็นกลุ่มอนุไต่สวน และผู้รวบรวมพยานหลักฐานในชั้น กกต. ที่ฝ่ายผู้คัดค้านเคยร้องขอให้ศาลออกหมายเรียกมาเป็นพยาน เพื่อให้โอกาสผู้คัดค้านทั้ง 2 ได้ซักถามต่อสู้คดีนั้น ศาลนัดให้ฟังคำสั่งว่า ออกหมายเรียกบุคคลมาเป็นพยานได้หรือไม่ ในวันที่ 20 พ.ค.นี้ ซึ่งเป็นวันนัดไต่สวนพยานผู้คัดค้านครั้งสุดท้าย

สำหรับการเบิกความพยานฝ่ายนายยงยุทธในวันนี้ นายบุญชอบ ได้เบิกความว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในกรณีที่กำนัน 10 คน มาซื้อเสียงที่โรงแรม เอสซี ปาร์ค เพียงแต่นำรถตู้ของทางราชการไปรับนายบรรจง ยางยืน ซึ่งมาติดต่อราชการ ที่บริเวณด้านข้างพรรคพลังประชาชน ก่อนที่นายบรรจง จะให้ไปส่งที่โรงแรมเอสซี ปาร์ค จนกระทั่งมารู้อีกครั้งว่า รถตู้เสียจึงต้องนอนที่โรงแรม และตอนเช้าจึงออกมาทำงานที่ จ.ปทุมธานี โดย นายบรรจง ได้ให้ไปส่งที่สนามบินดอนเมืองซึ่งถือว่าเป็นทางผ่าน ตนจึงมาส่ง และนายบุญชอบ ยังยืนยันว่า ไม่รู้จักกับกลุ่มกำนันกลุ่มดังกล่าว. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-13 18:40:26

พปช.พร้อมปรับการทำงาน หลัง ชท.งดออกเสียงเลือกประธานสภาฯ

กรุงเทพ 13 พ.ค. - ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ในการประชุมพรรคพลังประชาชน วันนี้ ไม่มี ส.ส.ติดใจท่าทีของพรรคชาติไทย และนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กรณีเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร เพราะถือว่าเป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส.ในการลงคะแนน และพรรคพลังประชาชนให้เกียรติพรรคร่วมรัฐบาลอย่างเต็มที่

“เมื่อเราทำอะไรที่ทำให้พรรคร่วมไม่สบายใจ หรือนายบรรหารไม่สบายใจ เราควรกลับมาทบทวนปรับปรุง จะไม่ยอมให้เรื่องนี้เป็นน้ำผึ่งหยดเดียว และเป็นอุปสรรคในการทำงาน ทั้งนี้ปัญหาที่เกิดขึ้น น่าจะเป็นเรื่องการประสานงานที่อาจข้ามขั้นตอน ซึ่งต้องนำไปปรับปรุงการทำงานต่อไป” ร.ท.กุเทพ กล่าว. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-13 18:26:33




"กิตติพงษ์ กิตยารักษ์" นั่งเก้าอี้ปลัดยุติธรรมคนใหม่เต็มภาคภูมิ

ครม.เห็นชอบตามที่ รมว.ยุติธรรมเสนอ รองปลัดยุติธรรม “กิตติพงษ์” ขึ้นดำรงตำแหน่งปลัดยุติะรรมเต็มตัว “สมพงษ์” เผย ครม.อังคารหน้าเสนอปรับอีก 2-3 ตำแหน่ง

นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นปลัดกระทรวงยุติธรรมคนใหม่ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ ส่วนในการประชุมครม.อังคารหน้า จะเสนอรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับ 7 ของกระทรวงยุติธรรมอีก 2-3 ตำแหน่ง โดยเป็นการโยกสลับสับเปลี่ยนงาน และแต่งตั้งรองปลัดกระทรวงยุติธรรมแทน นายกิตติพงษ์ ที่ไปเป็นปลัดกระทรวง