WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, May 15, 2008

“ยงยุทธ”แฉ“ชัยวัฒน์”กลางศาล ติดบัญชีดำค้ายาบ้า-รวยผิดปกติ

“ยงยุทธ” ขึ้นศาลสู้คดีใบแดง แฉกลางศาล ถูกกระบวนการ คมช. จัดฉาก สร้างพยาน–หลักฐานเท็จ เบิกความถล่ม “ชัยวัฒน์” พยาน กกต. พบพิรุธเพียบ ติดแบล็กลิสต์ค้ายาต้องเข้าบำบัดสมัยรัฐบาลทำสงครามปราบยาเสพติด แจ้นร้องขอลบชื่อออกหวังลงสมัครกำนัน กางหลักฐานภาพถ่ายส่อร่ำรวยผิดปกติ แอบใส่ชื่อเมียในที่ดินกว่า 10 ล้าน ศาลเตรียมไต่สวนนัดสุดท้าย 20 พ.ค.นี้

ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง สนามหลวง นายกำธร โพธิ์สุวัฒนากุล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา พร้อมองค์คณะรวม 3 คน ออกนั่งบัลลังก์สืบพยาน คดีหมายเลขดำที่ ลต.38/2551 เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา ระหว่าง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ร้อง และ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.สัดส่วน และรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน และ น.ส.ละออง ติยะไพรัช น้องสาวนายยงยุทธ ส.ส.เขต 3 จ.เชียงราย พรรคพลังประชาชน ผู้คัดค้านที่ 1 - 2 กระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. ด้วยการทุจริตการเลือกตั้งด้วยการแจกเงินให้กับกลุ่มกำนัน อ.แม่จัน จ.เชียงราย ซึ่งเป็นตัวแทน (หัวคะแนน) ของนายยงยุทธ แจกเงินซื้อเสียงเพื่อให้มีการลงคะแนนเลือกผู้สมัครของพรรคพลังประชาชน โดย กกต.ยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนายยงยุทธซึ่งถูกให้ใบแดง และสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ ในเขต 3 จ.เชียงราย ที่ น.ส.ละออง ถูกให้ใบเหลือง

ในการนัดสืบพยานครั้งที่สาม นายยงยุทธ เบิกความยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง ตามที่ นายชัยวัฒน์ ฉางข้าวคำ กำนัน ต.จันจว้า พยานปากเอกของ กกต. เบิกความว่า ในวันที่ 28 ตุลาคม 2550 กำนันทั้ง 10 คนได้ไปพบพยานที่โรงแรมเอสซีปาร์ค และมีการแจกซอง 10 ซองใส่เงินซองละ 20,000 บาท รวม 200,000 บาท

พร้อมทั้งให้เงินกับนายชัยวัฒน์ ที่ค่าตั๋วเครื่องบินที่เดินทางจากเชียงรายมา กทม. อีก 40,000 บาท โดยมี นายบรรจง ยางยืน นายกเทศมนตรีตำบลจันจว้า เป็นผู้รับซองเงินจากพยานมามอบให้กำนันทั้ง 10 คน โดยพยานไม่เคยนัดหมายให้กำนันมาพบอีกทั้งวันที่กลุ่มกำนันเดินทางมาก็ไม่ทราบเรื่องมาก่อน

ส่วนที่นายชัยวัฒน์เบิกความว่า นายบรรจงยื่นซองให้พร้อมกับบอกว่า “นาย” ให้มานั้น ส่วนตัวพยาน คนในพื้นที่จะเรียกว่า “ส.ส.ยงยุทธ” หรือ “ท่าน ส.ส.” เท่านั้น ส่วน “นาย” จะใช้เรียกกับข้าราชการประจำ คือ นายอำเภอ ทหาร ตำรวจ
นายยงยุทธ เบิกความต่อว่า ในวันที่ 28 ตุลาคม 2550 มีภารกิจตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงเย็น โดยช่วงเวลา 14.00 - 15.00 น.ได้นัดประชุมกลุ่มกำหนดยุทธศาสตร์การเลือกตั้งของพรรคที่เซฟเฮาส์ ซอยรามคำแหง 21 เรื่องที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ จะมาอยู่ที่พรรคพลังประชาชน และในเวลา 18.00 น.พยานมีนัดหมายพบกับ นางพัชรินทร์ สุขสัมฤทธิ์ ที่ปรึกษากระทรวงการคลัง ที่ห้องอาหารจีน โรงแรมเอสซี ปาร์ค ซึ่งพยานเดินทางมาพบประมาณ 19.00 น. ภายหลังเจ้าหน้าที่โรงแรมได้แจ้งว่ามีพวกเชียงรายมารอพบที่ชั้น 2

โดยมาทราบภายหลังว่าเป็นกลุ่มกำนันและได้พบในช่วงเวลา 20.15 - 21.00 น. แต่ขณะนั้นไม่พบนายบรรจง และทราบภายหลังว่าได้ออกจากโรงแรมไปกับ นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ซึ่งขณะที่ได้พบกับกลุ่มกำนันก็ถามสารทุกข์สุกดิบที่พยานไปอยู่อเมริกาหลังเกิดรัฐประหาร และเรื่องที่ทหารจับตัวพยานไป นอกจากนี้ นายชัยวัฒน์ และ นายดวงแสง มูลกาศ ซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ พยาน ได้ถามว่าเจอกับนายชูชาติหรือไม่ ซึ่งนายชัยวัฒน์และนายดวงแสงได้พูดถึงเรื่องหนี้สินที่นายชูชาติไม่ยอมจ่ายให้กับกลุ่มกำนันที่มีการจ้างให้ขุดลอก

ทั้งนี้ ในวันดังกล่าวไม่ได้พูดคุยเกี่ยวกับการเลือกตั้งว่าจะให้ช่วยเหลือ นายอิทธิเดช แก้วหลวง กับ น.ส.ละออง ซึ่งเป็นผู้สมัครของพรรค เนื่องจากขณะนั้นพรรคยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะส่งผู้สมัครคนใดลงพื้นที่ในจังหวัดใดบ้าง อีกทั้งในวันดังกล่าวก็ยังไม่ได้มีการประกาศสมัครรับเลือกตั้ง และพยานก็ไม่ได้รับปากกลุ่มกำนันเรื่องการทวงหนี้ แต่ได้บอกกับกลุ่มกำนันเพียงว่าให้คุยเรื่องเงินหนี้สินหลังเลือกตั้งที่บ้านพักของพยานใน จ.เชียงราย เพราะขณะนี้อยู่ในช่วงเลือกตั้ง พยานไม่สามารถดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับเรื่องเงินได้เพราะผิดกฎหมาย รวมทั้งพยานไม่สามารถที่จะจ่ายเงินเลี้ยงอาหารกลุ่มกำนันที่มาพักโรงแรมนี้ได้ โดยใช้เวลาคุยกับกลุ่มกำนันประมาณ 20 นาทีแล้วก็ได้รีบออกจากโรงแรมไปประชุมวางยุทธศาสตร์ที่เซฟเฮาส์

นอกจากนี้ นายยงยุทธ ยังเบิกความเกี่ยวกับกระบวนการจัดการเลือกตั้งของ กกต.ว่าไม่บริสุทธิ์และไม่เป็นธรรม โดยหลังจากการรัฐประหารแล้ว ประธาน คมช.ได้ให้สัมภาษณ์สื่อหลายฉบับ ซึ่งมีทัศนคติที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพรรคพลังประชาชน ทำนองว่า จะมีการสร้างกระบวนการจัดการพรรคพลังประชาชน นอกจากนี้ ยังมีการส่งทหารเข้าไปเป็นรองผู้ว่าราชการฝ่ายความมั่นคง เช่น การส่ง พ.อ.ธนัช ปัญญา ต่อมาได้เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับกลุ่มกำนันและการจัดการรวบรวมพยานหลักฐานกล่าวหาพยานคดีนี้

อีกทั้ง นายยงยุทธได้เบิกความถึงความสัมพันธ์กับนายชัยวัฒน์ว่า ได้รู้จักกับนายชัยวัฒน์จากที่ตกเป็นข่าวเมื่อปี 2537 - 2538 ที่นายชัยวัฒน์เข้าไปพัวพันคดีอาวุธปืนและเหตุฆ่ากัน ซึ่งนายชัยวัฒน์ถูกระบุว่าเป็นซุ้มมือปืน ขณะนั้นยังไม่ได้รับเลือกเป็นกำนัน และมาทราบข่าวเกี่ยวกับนายชัยวัฒน์อีกครั้งเมื่อปี 2546 ขณะที่พยานดำรงตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ขณะนั้นรัฐบาลกำลังดำเนินนโยบายทำสงครามกับยาเสพติด ได้ปรากฏชื่อนายชัยวัฒน์เป็นผู้ค้าและผู้เสพที่เข้ารับการบำบัด โดยนายชัยวัฒน์ได้เคยมาร้องขอให้พยานช่วยนำชื่อออกจากการเป็นแบล็กลิสต์ เพื่อจะไปลงสมัครเป็นผู้ใหญ่บ้านและกำนัน ต.จันจว้า แต่พยานได้ปฏิเสธไปเพราะกลัวถูกกล่าวหาว่ามีส่วนพัวพัน

ส่วนเรื่องที่นายชัยวัฒน์เคยระบุว่า เป็นสมาชิกพรรคและเคยทำงานให้กับพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชนนั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด จากฐานข้อมูล กกต.ระบุว่า นายชัยวัฒน์เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ตั้งแต่ปี 2547 จนกระทั่งวันที่มาเบิกความเป็นพยานต่อศาลในวันที่ 8 พฤษภาคมที่ผ่านมา ก็ยังมีสถานภาพเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์อยู่

พร้อมกับระบุถึงฐานะทางการเงินของนายชัยวัฒน์ว่า มีที่ดินอยู่ในชื่อของภรรยามูลค่ากว่า 10 ล้านบาท และหลังจากที่มีการกล่าวหาพยานในคดีนี้ก็พบว่านายชัยวัฒน์มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น จึงตั้งข้อสังเกตที่ต้องการให้มีการตรวจสอบทรัพย์สินของนายชัยวัฒน์ พร้อมกันนี้ได้ยื่นเอกสารภาพถ่ายบ้านพักของนายชัยวัฒน์ที่เพิ่งก่อสร้างใหม่ให้ศาลพิจารณาด้วย

ทั้งนี้ นายยงยุทธยังปฏิเสธเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับ ด.ต.เทพรัตน์ เขื่อนคุณา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่จัน จ.เชียงราย ที่ กกต.อ้างว่าเป็นตำรวจติดตามนายยงยุทธ และนายบรรจง ยางยืน นายกเทศมนตรีตำบลจันจว้าที่ กกต.อ้างว่าเป็นหัวคะแนน

ภายหลัง นายพิชิต ชื่นบาน ทนายความนายยงยุทธ กล่าวว่า ในวันที่ 20 พฤษภาคมนี้ ไต่สวนพยานนัดสุดท้าย ตนต้องการที่จะสืบ พ.อ.ธนัช ปัญญา ที่ขอให้ศาลหมายเรียกมาเป็นพยาน พร้อมกับพยานปากอื่นที่เป็นชุดสืบสวนของ อนุ กกต.รวม 6 ปาก ซึ่งหาก พ.อ.ธนัช ได้ขึ้นเบิกความจริง ตนก็ไม่ติดใจที่สืบพยานชุดสืบสวนปากที่เหลืออีก ทั้งนี้จะนำพยานในส่วนของผู้คัดค้านมาเบิกความอีกประมาณ 2-3 คน แต่ยังไม่ขอเปิดเผยชื่อ



คนวงการฟุตบอลฉะปชป.วอล์กเอาต์ไม่มี‘น้ำใจนักกีฬา’

อดีตอุปนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ฉะทีมฟุตบอลพรรคประชาธิปัตย์ที่วอล์กเอาต์จากสนาม ไม่มีน้ำใจเป็นนักกีฬา ไม่รู้จักแยกแยะการเมืองกับการกีฬาโดยเฉพาะเป็นกิจกรรมกระชับมิตร บรรดา ส.ส.เรียงหน้าถามหาสปิริต ระบุอย่าเอาแนวถนัดในสภามาใช้กับการแข่งฟุตบอล จี้ “อภิสิทธิ์” ดูแลลูกพรรคให้ดี

สืบเนื่องจากการแข่งขันกีฬาสานสัมพันธ์สมาชิกรัฐสภา ประจำปี2551 ซึ่งจัดขึ้นที่สนามกีฬากองทัพบก เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยเป็นการแข่งขันระหว่างทีมพรรคร่วมรัฐบาล กับทีมฝ่ายค้านและ ส.ว. ซึ่งปรากฏว่าในช่วงระหว่างใกล้หมดเวลาครึ่งแรก ฝ่ายรัฐบาลได้เปลี่ยนตัวเอา นายการุณ โหสกุล ส.ส.กมท. ลงสนาม เล่นในตำแหน่งกองหน้าปีกซ้าย

ทำให้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่กำลังเล่นอยู่ในสนามหยุดการแข่งขันและเดินออกจากสนามอย่างพร้อมเพรียงราวกับนัดหมายไว้ล่วงหน้าทันที พร้อมกับจับกลุ่มคุยกันอยู่ริมสนาม ทำให้ กรรมการต้องแก้สถานการณ์ด้วยการเป่านกหวีดยุติการแข่งขันในครึ่งเวลาแรก

ขณะที่การแข่งขันในครึ่งเวลาหลัง ส.ส.รัฐบาลบางคน ต้องเปลี่ยนเสื้อเพื่อไปร่วมทีมกับ ส.ว.เพื่อให้การแข่งขันดำเนินต่อไปได้ ในขณะที่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์พากันทยอยเดินออกจากสนามฟุตบอล

กรณีดังกล่าวได้กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ถึงการนำเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องการเมืองมาปะปนกับการกีฬา โดยเฉพาะเป็นการแข่งขันเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ว่า เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ไม่มีสปิริต และไม่มีน้ำใจเป็นนักกีฬา

พล.ต.อัครชัย จันทรโตษะ อดีตอุปนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การกระทำของพรรคฝ่ายค้านในการแข่งขันฟุตบอลกระชับมิตร แสดงให้เห็นว่าขาดสปิริต และไม่มีน้ำใจเป็นนักกีฬา ควรจะแยกแยะเรื่องทางการเมืองกับการกีฬาที่มีจุดประสงค์ในการกระชับมิตร ไม่ควรแสดงกิริยาไม่พอใจโดยการวอล์กเอาต์

ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.พลังประชาชน กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า การแข่งขันกีฬา เป็นเรื่องของสปิริตและความมีน้ำใจเป็นนักกีฬา การกระทำของพรรคประชาธิปัตย์อยากให้ประชาชนตัดสินเอาเองว่าการทำแบบนี้เหมาะสมหรือไม่ ตนคงไม่สามารถออกความเห็นได้ เพราะพรรคนี้เป็นพรรคเทวดา ทำอะไรถูกต้องหมด

ด้าน นายประชา ประสพดี ส.ส.พลังประชาชน กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า การจัดการแข่งขันฟุตบอลเป็นการจัดเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ เป็นแนวคิดที่ปฏิบัติกันมานาน แต่การแข่งขันฟุตบอลระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่านค้าน แล้วพรรคประชาธิปัตย์วอล์กเอาต์ การแสดงท่าทีแบบนี้เป็นพฤติกรรมค่อนข้างแล้งน้ำใจ พรรคประชาธิปัตย์ควรแยกแยะเรื่องส่วนตัวกับการเมืองออกจากกัน

เมื่อมีกีฬาเชื่อมความสัมพันธ์ พรรคประชาธิปัตย์กลับไม่มีน้ำใจเป็นนักกีฬา ซึ่งตรงนี้เป็นพฤติกรรมที่พรรคประชาธิปัตย์เชี่ยวชาญอยู่แล้ว อย่างการประชุมสภาฯ พอจับได้ไล่ทันก็วอล์กเอาต์ออกจากสภา นี่ไม่พอยังมีการวอล์กเอาต์นอกสนาม อีกทั้งอยากฝากให้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดูแลสมาชิกพรรคให้ดี อย่าให้เกิดเรื่องแบบนี้อีก

“การกระทำแบบนี้ไม่เหมาะสม ขนาดเป็นการเชื่อมความสัมพัธ์ พรรคประชาธิปัตย์กลับไม่ใส่ใจ การกระทำของพรรคประชาธิปัตย์ที่ทำกับ นายการุณ โหสกุล เป็นการเอาเรื่องส่วนตัวมาปะปนกับการเมือง ซึ่งตรงนี้ผลร้ายจะตกอยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์เอง หวังว่าพรรคประชาธิปัตย์คงจะแยกออก”

ด้าน นายวุฒิพงษ์ ฉายแสง รมว.วิทย์ฯ กล่าวด้วยความฉุนเฉียวว่า ส.ส. พรรคพลังประชาชนไม่ทราบมาก่อนว่าพรรคประชาธิปัตย์มีการนัดแนะอะไรกันไว้หรือไม่ แต่พฤติกรรมที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเพราะชื่องานก็บ่งบอกอยู่แล้วว่าเรามาสานสัมพันธ์ เพราะฉะนั้นหากไม่แยกแยะเรื่องกีฬา ดนตรี ออกจากกันถือว่าใช้ไม่ได้ หากเอามาปะปนกัน

นายวิทยา บูรณศิริ ประธานสโมสรรัฐสภา กล่าวว่า ไม่เคยทราบเรื่องการประสานงานจากพรรคฝ่ายค้าน ว่าหากนายการุณลงแข่งแล้วจะไม่ลงแข่งขันด้วย อย่างไรก็ตาม ตรงนี้เป็นเกมกีฬาไม่ใช่เรื่องการเมือง ความเป็นจริงแล้วสมาชิกรัฐสภาทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้ลงแข่ง



องค์กรปชต.บุกไล่ “ธีรยุทธ บุญมี” พ้นมธ. อัดยับนักวิชาการทาสเผด็จการ

กลุ่มองค์กรประชาธิปไตยประเทศก้าวหน้า สุดทนพฤติกรรม “ธีรยุทธ บุญมี” ฝักใฝ่เผด็จการ บุกเรียกร้องอธิการบดี ขับออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ลั่นไม่คืบร้องถึงกระทรวงศึกษาธิการ

วันนี้ (14 พ.ค.) กลุ่มองค์กรประชาธิปไตยประเทศก้าวหน้า รวมตัวหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ใช้เครื่องกระจายเสียง อ่านแถลงการณ์เรียกร้องให้อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถอดถอน นายธีรยุทธ บุญมี ออกจากการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนื่องจาก นายธีรยุทธ มีพฤติกรรมสนับสนุนและปกป้องรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ซึ่งเกิดขึ้นจากอำนาจเผด็จการทหาร โดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)

ทั้งนี้ เนื้อหาในแถลงการระบุว่า นายธีรยุทธ บุญมี ไม่มีความเหมาะสมที่จะมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แต่อย่างใด จึงขอเรียกร้องให้ท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยได้พิจารณาถอดถอนนายธีรยุทธ บุญมี ออกจากการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และถ้าไม่มีการดำเนินการถอดถอนนายธีรยุทธ บุญมี ให้พ้นจากตำแหน่งการเป็นอาจารย์ ทางกลุ่มองค์กรประชาธิปไตย ประเทศไทยไทยก้าวหน้า ก็จะดำเนินการไปร้องเรียนต่อกระทรวงศึกษาธิการต่อไป



“ยงยุทธ”แฉกลางศาล ถูก คมช. จัดฉาก คดีใบแดง

อดีตประธานสภาฯ ฟ้องศาล ไม่ได้รับความเป็นธรรมจาก กกต. หลังขึ้นเบิกความต่อศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้งวันนี้ ในคดีเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง ชี้ชัดมีกระบวนการจัดฉาก – แทรกแซงจากฝ่ายทหาร คมช.

วันนี้ (14 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร และส.ส.ระบบสัดส่วน กลุ่มที่ 1 พรรคพลังประชาชน ได้เดินทางไปยังศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อเบิกความต่อศาลในคดีที คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งนายยงยุทธ ซึ่งในวันนี้ ศาลได้นัดพยานไต่สวนจำนวน 2 ปาก ได้แก่ นายยงยุทธ และนายชูชาติ จันทวาลย์ อดีตที่ปรึกษานายยงยุทธ โดยก่อนหน้าที่นายยงยุทธจะมาถึงศาลฎีกา นายชูชาติได้เข้าเบิกความต่อศาลแล้ว

ทั้งนี้ นายยงยุทธ มีสีหน้าชื่นมื่นและดูปราศจากความกังวลโดยไม่มีการให้สัมภาษณ์ใดๆ

ต่อมา นายยงยุทธ ให้การว่า ไม่ได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหากรณีอาจเกี่ยวข้องกับการแจกจ่ายทรัพย์สินในการเลือกตั้ง เมื่อเดือนธันวาคม 2550

“ผมไม่เคยติดต่อกับกลุ่มกำนัน เพราะหลังรัฐประหาร ผมก็เดินทางไปยังต่างประเทศจนกระทั่งกลับมาช่วยงานพรรคช่วงเลือกตั้ง...ไม่มีความจำเป็นต้องให้เขามาช่วยเหลือสนับสนุนการเลือกตั้ง” นายยงยุทธ กล่าวต่อหน้าศาลฎีกาฯ

อีกทั้งให้การต่อว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นเพราะมีกลุ่มบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน ต้องการกล่าวหาเขาว่าทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง และนอกจากนี้ ยังไม่ได้รับความเป็นธรรมจาก กกต.ในคดีนี้ โดยมีการแจ้งข้อกล่าวหาอย่างรวดเร็ว และไม่ให้เวลาเพื่อชี้แจง

ก่อนหน้านี้ นายพิชิฏ ชื่นบาน ทนายความ นายยงยุทธ เปิดเผยว่า การสืบพยานคัดค้านจำนวน 2 ปาก คือ นายยงยุทธ และ นายชูชาติ ในคดีที่ กกต.เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง นายยงยุทธ และ น.ส.ละออง ติยะไพรัช ส.ส.เขต 3 จ.เชียงราย พรรคพลังประชาชน น้องสาว จะมีการสืบต่อในช่วงบ่าย ซึ่งประเด็นการชี้แจงของ นายยงยุทธ ในวันนี้ได้ชี้ให้ศาลเห็นว่า ยังมีกระบวนการจัดฉากและการแทรกแซงของฝ่ายทหาร ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหารของ คมช.ในขณะนั้น

ทั้งนี้ ในส่วนของผู้คัดค้านจะต้องรอคำสั่งว่า ศาลจะมีพารพิจารณาออกหมายเรียกพยาน ตามที่ผู้คัดค้านร้องขอหรือไม่ ซึ่งจะต้องรอผลการพิจารณาดังกล่าวในวันที่ 20 พฤษภาคมนี้

อย่างไรก็ตาม 1 ในพยานที่ผู้คัดค้านขอให้มาให้การเพิ่มเติม คือ พ.อ.ธนัท ปัญญา ซึ่งขณะนั้น ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าฯ ฝ่ายความมั่นคง จ.เชียงรายด้วย




โดนอีก!‘เสรีพิสุทธ์’เจอข้อหาใหม่‘ทำตัวมิบังควรต่อเบื้องสูง’

สมัคร ลงนามตั้งแท่นสอบวินัยร้ายแรงข้อหาใหม่ หลังพบ หลายครั้งหลายคา หลบเลี่ยงแสดงความจงรักภักดี ส่อผิดอาญามาตรา 112 โทษหนัก 15 ปี

ทั้งนี้ มีรายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 13 พ.ค. ที่ผ่านมา นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามเห็นชอบตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพิ่มเติมในข้อหาใหม่อีก ตามที่นายจุลยุทธ หิรัณยะวสิต ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เสนอเรื่องขึ้นมาเมื่อวันที่ 8 พ.ค. 51 หลังคณะกรรมการชุดนายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด เป็นประธานสอบสวนแล้วเห็นว่า มีมูลสมควรกล่าวหา เนื่องจากพบว่าในอดีตที่ผ่านมา มีการกระทำที่แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกอันไม่เหมาะสมและมิบังควรต่อสถาบันพระมหากษัตริย์หลายเรื่อง ปรากฎตามหนังสือ อาทิ

2.2.1 คือ เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 50 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระประชวรและประทับรักษาพระองค์อยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช ได้เสด็จพระราชดำเนินกลับ มีข้าราชการและประชาชนมาเข้าเฝ้าฯส่งเสด็จเป็นจำนวนมาก แต่ในวันดังกล่าว พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ไม่ได้มาร่วมส่งเสด็จ ทั้งที่ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีหน้าที่สำคัญในการถวายอารักขาความปลอดภัย ถือ เป็นการเพิกเฉยต่อภารกิจดังกล่าว

2.2.2 เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 50 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปในพิธีสวนสนามและถวายสัตย์ปฏิญาณตนของทหารรักษาพระองค์ ณ ลานพระราชวังดุสิต ในการนี้ เลขาธิการพระราชวังได้มีหนังสือแจ้งให้ ผบ.ตร.ทราบเพื่อสั่งปฏิบัติราชการตามหน้าที่ และกองบัญชาการทหารสูงสุดได้มีหนังสือเชิญ ผบ.ตร.เข้าร่วมงานพิธีดังกล่าว เพื่อเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายพระเกียรติและแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ปรากฏว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ไม่ได้ไปร่วมงานพิธีอีก แต่กลับไปร่วมงานแสดงความยินดีกับนายบุญยงค์ กมลเลิศวรา (กลุ่มเพื่อนเสรี) เปิดสถานบริการนวดเพื่อสุขภาพ และยังไปร่วมงานแต่งงานของบุคคลอื่นอีก

2.2.3 เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 50 สำนักงาน ก.พ.ประกอบพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน ต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกล่าวนำคณะรัฐมนตรี และข้าราชการระดับสูงของทุกส่วนราชการเข้าร่วมพิธี ในการนี้สำนักงาน ก.พ.ได้มีหนังสือเชิญ ผบ.ตร.เข้าร่วมพิธีในวันดังกล่าว แต่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ไม่ได้เข้าร่วมพิธีด้วยตนเอง มอบหมายให้รอง ผบ.ตร.ไปร่วมพิธีแทน โดยอ้างว่าติดภารกิจที่จะต้องเป็นประธานในพิธี แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ไม่มาเป็นประธานในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณฯ ในส่วนที่จัดขึ้น ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติแต่อย่างใด อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ว่ามีความรู้สึกอย่างไรต่อสถาบัน

2.2.4 เมื่อวันที่ 18 ก.พ. 51 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้เดินทางไปประชุมตำรวจในสังกัดกองบัญชาการสอบสวนกลาง ช่วงหนึ่งของการประชุมได้กล่าวพาดพิงสถาบันในลักษณะที่มิบังควรอย่างยิ่ง ทั้งที่งานรักษาความปลอดภัยแด่องค์พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ เป็นหน้าที่หลักของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

“จากเหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้น ย่อมแสดงให้เห็นว่า เหตุใด พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ จึงได้สั่งการโดยให้ถ้อยคำว่า “ควายหรือเปล่า” เมื่อผู้ใต้บังคับบัญชาแสดงถึงความจงรักภักดีที่สมควรงดจัดงานแข่งขันกีฬาภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปี 51 ระหว่างวันที่ 21-28 มีนาคม 51”

ในหนังสือยังระบุให้คณะกรรมการสอบสวนแจ้งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการต่อไป กรณีมีพยานหลักฐานยืนยันได้ว่า พฤติการณ์และการกระทำของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ อาจเข้าข่ายการกระทำผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ระบุว่า ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี



“อ.จุฬาฯ” ฉะสื่อหัดส่องกระจก/ทำหรือเปล่า? ข่าวหนุนยึดอำนาจ

.นิเทศฯรั้วจามจุรี ชี้ แนวคิด “จักภพ” ห้ามสื่อรัฐปูดข่าวปฏิวัติ อาจแค่ปราม ย้อนเกร็ด สื่อต้องหันมาส่องกระจกดูตัวเอง ทำจริงหรือไม่ แล้วหาทางป้องกันกันเองไม่ให้สังคมตื่นตระหนก

น.ส.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงแนวคิดของนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่จะออกระเบียบคุมสื่อของรัฐไม่ให้เสนอข่าวหรือเนื้อหาสนับสนุนการรัฐประหารทั้งทางตรงและทางอ้อม ว่า

หากมีการออกระเบียบจริงคงต้องตีความตามกฎหมายว่า สื่อวิทยุและโทรทัศน์ ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับของรัฐทางตรง แต่เป็นสื่อที่เอกชนสัมปทานไปประกอบธุรกิจเชิงพาณิชย์ ถือเป็นสื่อของรัฐหรือไม่ เพราะขณะนี้ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)ฉบับใหม่ยังไม่ได้ประกาศใช้ ดังนั้น หากมีการประกาศใช้จริงจะเกิดผลกระทบในวงกว้าง

อย่างไรก็ตาม ถึงขณะนี้ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกกรัฐมนตรี ยังไม่ได้ประกาศใช้ระเบียบดังกล่าว ดังนั้น จึงไม่ทราบว่าระเบียบดังกล่าวจะมีเนื้อหาอย่างไร รวมทั้งอาจเป็นการปรามให้ขบคิดก็เป็นได้

น.ส.อุบลรัตน์ กล่าวด้วยว่า เมื่อมีสัญญาณจากฝ่ายการเมืองเช่นนี้ ย่อมกระทบต่อเสรีภาพสื่อมวลชนไทยและกระทบต่อการรับรู้ของประชาชน ซึ่งระเบียบเช่นนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อวิชาชีพสื่ออย่างแน่นอน ดังนั้น จึงเห็นว่าองค์กรวิชาชีพและผู้บริโภคสื่อ ควรนำมิติที่ฝ่ายการเมืองท้วงติงมาตีความและหาทางออกว่า ที่ผ่านมาสื่อได้นำเสนอข่าวในการรายงานทิศทาง แนวโน้มที่เป็นการชักชวนให้เกิดการรัฐประหารจริงหรือไม่

“จากนั้นก็หาทิศทางการทำงานของสื่อในลักษณะกำกับควบคุมเสรีภาพของสื่อกันเอง เพื่อให้เกิดการวินิจฉัยการนำเสนอข่าวสารไม่ให้สังคมเกิดความตื่นตระหนกต่อการรับข่าวสารมากเกินไป”น.ส.อุบลรัตน์ กล่าว



Wednesday, May 14, 2008

ใครใหญ่จริง

เป็นอันเรียบร้อยโรงเรียน “ชิดชอบ” เมื่อสภาผู้แทนฯ มีมติเห็นชอบให้นายชัย ชิดชอบ เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรด้วยมติ 283 ต่อ 158 โดยพรรคฝ่ายค้านคือประชาธิปัตย์ได้ส่งนายบัญญัติ บรรทัดฐาน เป็นคู่ชิง

และก็เป็นไปตามคาด เมื่อพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคยกมือสนับสนุนแบบไร้ปัญหา จะก็มีพรรคชาติไทยนี่แหละที่ไม่โหวตให้

“บรรหาร ศิลปอาชา” หัวหน้าพรรคไม่เข้าประชุมด้วย และได้บอกล่วงหน้าไปแล้วว่าจะไม่ไป เพราะไม่พอใจพรรคพลังประชาชนที่ไม่ให้เกียรติ ปล่อยให้เด็กออกมาประสานงานขู่ด้วยว่าหากไม่ยกมือโหวตให้นายชัยจะได้เห็นดีกัน

อย่างนี้มันก็ต้องเต้นเป็นธรรมดา

นายบรรหารระบุว่าตำแหน่งประธานสภาผู้แทนฯ นั้นเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติ เป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ เคยติติงตัวบุคคลไปแล้ว ตำแหน่งนี้ไม่ใช่เอาใครมาเป็นก็ได้ต้องให้คนที่มีความรู้ความสามารถมาทำหน้าที่

และพาดพิงด้วยคำถามที่ว่า พรรคพลังประชาชนใครเป็นคนควบคุมกันแน่ ผู้ใหญ่ของพรรคไปไหนกันหมด ทีตอนเชิญร่วมรัฐบาลมากันเต็มไปหมดทั้งหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค นายทรงศักดิ์ ทองศรี เป็นใคร รู้กันอยู่ว่าเป็นลูกน้องนายเนวิน ชิดชอบ

“พรรคชาติไทยไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ ไม่ใช่พรรคกระจอก”

เรียกว่าหัวหน้าพรรคชาติไทยอัดชุดใหญ่ๆด้วยความไม่พอใจ แน่นอนว่าความไม่พอใจของนายบรรหารนั้นน่าจะมาจาก 2 ประเด็น

1. ไม่พอใจวิธีการดำเนินการของพลังประชาชนที่รวบหัวรวบหาง ไม่มีการปรึกษาหารือ ไม่สนใจพรรคร่วมรัฐบาลหรือใครหน้าไหนทั้งนั้น คือจะเอาแบบนี้ใครจะทำไม นอกจากนั้นแกนนำพรรคระดับผู้ใหญ่ของพรรคก็ไม่ทำหน้าที่ประสาน

2. เรื่องตัวบุคคลซึ่งคงไม่เห็นด้วยที่จะเสนอให้นายชัยเป็นประธาน เพราะไม่เหมาะสมน่าจะหาคนที่เหมาะสมมากกว่านี้ อีกทั้งรู้กันอยู่ว่านายบรรหารนั้นมีความรู้สึกไม่ดีกับนายเนวินมานานแล้วนับแต่ “ชิ่งหนี” จากชาติไทย

ยิ่งนายทรงศักดิ์มาประสานงานและข่มขู่ยิ่งเพิ่มระดับความไม่พอใจ ไม่ให้ผู้ใหญ่มาประสานงานแต่ดันส่งลูกน้องเนวินมาทำอย่างนี้

มันหมายความว่ายังไง

ดังนั้นตัวเลขคะแนนที่ออกมาจึงเป็นไป 283-158 ขาดของพรรคชาติไทยที่งดออกเสียง ยังไม่ถึงกับไปลงคะแนนให้พรรคฝ่ายค้าน

เป็นไมตรีที่จะร่วมรัฐบาลกันต่อไป แต่มันก็บ่งบอกถึงอนาคตต่อไปได้ว่าคงไม่มั่นคงต่อกันเท่าใดนัก เพราะนอกจากเรื่องนี้แล้วยังมีประเด็น “รัฐธรรมนูญ” ที่ยังไม่กล้าจะพูดกันอย่างตรงไปตรงมาเท่านั้น แต่เชื่อว่าต่อไปนี้

อะไรก็คงไม่ง่ายอย่างที่ผ่านมาแน่

ในพลังประชาชนเองนั้นก็อย่างที่บอกเอาไว้นั่นแหละ... เมื่อมติกรรมการบริหารพรรคออกมาอย่างนั้นก็น่าจะรู้ดีว่าเพราะอะไร

ฝ่ายที่สนับสนุนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ก็ไม่ได้จริงจังที่จะคัดค้าน เพราะนายสมศักดิ์ก็ไม่ได้ดิ้นสู้หรือพยายามจะเป็นคู่ชิง พูดง่ายๆยอมแพ้ตั้งแต่ชื่อนี้โผล่ออกมาแล้ว บรรดากองเชียร์ นายสมศักดิ์ก็คงเล่นไปตามบท สร้างราคาก็เท่านั้นเอง

หรืออย่างที่หัวหน้าพรรคชาติไทยตั้งคำถามว่าทำนองว่าพรรคนี้ใครใหญ่จริง ป่านนี้คงจะได้คำตอบไปแล้ว.

"สายล่อฟ้า"


ส่งสัญญาณ

ทบทวนกันไปถึงเมื่อครั้งที่จะมีการจัดตั้งรัฐบาล เป็นรัฐบาลผสม 6 พรรคการเมือง ผมเคยเกริ่นไปแล้วว่า ถ้าส่วนผสมไม่พอดี จะทำให้การเมืองไม่นิ่ง ความมั่นคงของพรรคร่วมรัฐบาลในช่วงที่ เกมชิงอำนาจยังไม่สะเด็ดน้ำ ความสำคัญไม่ใช่อยู่ที่ปริมาณ

แต่อยู่ที่คุณภาพมากกว่า

เป็นรัฐบาล 316 เสียง หรือเป็นรัฐบาล 270 เสียง สถานการณ์ ไม่แตกต่างกัน ตราบใดถ้ายังมีเงื่อนไขทางการเมืองเพื่อการต่อรอง อย่างไม่สิ้นสุด และถ้าจะว่ากันตามเนื้อผ้าแล้ว ความตั้งใจของพรรคชาติไทย หรือพรรคเพื่อแผ่นดิน ไม่ได้ถูกจับขั้วไว้กับพลังประชาชนแต่อย่างใด

อยู่ฝ่ายตรงกันข้ามด้วยซ้ำ

เมื่อคะแนนเสียงไม่ได้เป็นไปตามที่คาดกันไว้ ประชาธิปัตย์ ได้ไม่ถึง 200 เสียง จึงตกอยู่ในภาวะจำยอม ที่จะต้องไปจับมือกับพลังประชาชนชนิดไม่เต็มใจ

บวกกับความในใจที่คุกรุ่นอยู่เป็นทุน

ก่อนที่จะมีการจัดตั้งรัฐบาล ได้มีการพูดถึงแคนดิเดตคนที่จะขึ้นมาเป็นนายกฯ หลายคน อาทิ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รวมทั้งคุณบรรหาร ศิลปอาชา ด้วย หมากเกมทางการเมืองถูกวางกันเอาไว้เป็นขั้นเป็นตอน

ความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่าง คุณสมัคร สุนทรเวช กับคุณ บรรหาร เป็นอย่างไร ผมว่าคนวงในรู้ดี จริงเท็จประการใดไม่ทราบเมื่อครั้งที่จะมีการเอาชาติไทยเข้าร่วมรัฐบาล คุณสมัครถึงกับเกิดอาการงอนนิดๆ การขับเคี่ยวทางการเมืองก็เป็นส่วนหนึ่ง วัยวุฒิก็เป็นส่วนประกอบ ระหว่างผู้สูงอายุด้วยกันมองตาก็รู้ไปถึงไหน ไม่ต้องออกมาแสดงอาการให้เมื่อยตุ้ม

นั่นก็ประเด็นหนึ่ง นอกจากนี้ คนในพลังประชาชน โดยเฉพาะที่ดูเหมือนว่าจะมีอิทธิพลในพรรคสูง เช่น คุณเนวิน ชิดชอบ ซึ่งอดีตเคยเป็นสมาชิกพรรคชาติไทยมาก่อน อะไรเป็นอะไร ผมคงไม่ต้อง อธิบายรายละเอียด คอการเมืองคงจะจำกันได้

แถมความหวาดระแวงยังไม่จบ ระยะหลังพรรคชาติไทยอาจจะคิดมากว่า ทำไมมรสุมการเมืองถึงได้มาลงที่พรรคชาติไทยอย่างหนัก โดยเฉพาะคดียุบพรรคการเมือง เหมือนถูกโดดเดี่ยว ลอยแพ

ทุกอย่างมีคำตอบในการเลือกประธานสภาครั้งนี้

จังหวะลงตัวที่ คุณชัย นามสกุลชิดชอบ เป็นพ่อของคุณเนวิน ชิดชอบ จังหวะลงตัวที่การเมืองกำลังรวนเรจากกับดักทางการเมืองไปจนถึงวิกฤติการแก้รัฐธรรมนูญ จังหวะที่รัฐบาลกำลังกลายเป็นเป้านิ่ง แตะตรงไหนเป็นได้เรื่อง จังหวะที่วิกฤติเศรษฐกิจกำลังได้ที่

เป็นจังหวะของเกมการเมือง.

หมัดเหล็ก

เตรียมหารือเรื่องปรับ ครม. 15 พ.ค.นี้

แม้เสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุมสภาฯ จะมีมติเลือกนายชัย ชิดชอบ เป็นประธานสภาฯคนใหม่ แต่ก็มี ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาลแอบลงคะแนน 2 เสียง สนับสนุนนายบัญญัติ บรรทัดฐาน ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ส่วนอีก 12 คนงดออกเสียง ในขณะที่นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ไม่มั่นใจว่านายชัยจะสามารถคุมเกมในสภาได้

“ชัย” ขอบคุณ ส.ส.หนุนนั่งประธาน

ที่พรรคพลังประชาชน ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 13 พ.ค. ได้มีการประชุมพรรค โดย มีนายชัย ชิดชอบ ว่าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในการประชุม หลังใช้เวลาประชุมนาน 3 ชั่วโมงครึ่ง นายศุภชัย โพธิ์สุ รองโฆษกพรรคพลังประชาชน แถลงผลการประชุมว่า การประชุม ส.ส.วันนี้มีนายชัยได้นั่งเป็นประธานในการประชุมเป็นวันสุดท้าย เนื่องจากต้องไปดำรงตำแหน่งประธานสภาฯที่จะต้องมีความเป็นกลาง ส่วนประธานวิปรัฐบาลคนใหม่ที่จะมาแทนนายชัยนั้นที่ประชุมได้ปรึกษาหารือถึงการคัดเลือก โดยจะต้องมีความอาวุโส มีความรู้และประสานงานได้กับทุกฝ่าย ทั้งนี้ ไม่มีโควตาภาค แต่จะพิจารณาตามความเหมาะสม ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ที่ประชุมไม่มีการพูดคุยในเรื่องนี้ แต่หากไม่ทันสมัยประชุมนี้ จะเปิดประชุมสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาได้ รวมทั้งจะนำร่างของ คปพร. ที่มายื่นต่อสภามาพิจารณาด้วย โดยอาจนำร่างของ ส.ส.มาประกอบการพิจารณาด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการประชุม นายชัยที่ทำหน้าที่ประธาน ได้กล่าวก่อนการประชุมว่า ขอขอบคุณสมาชิกทุกคนที่ไว้วางใจสนับสนุน ผลักดันให้ได้รับเลือกเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร จะตั้งใจปฏิบัติหน้าที่เต็มที่ จะไม่ทำให้สมาชิกผิดหวัง ทั้งนี้ ใครอยากพูดอะไร ให้พูดในที่ประชุมพรรคให้เต็มที่ ในสภาไม่ต้องพูดอะไรมาก จะได้ทำงานให้เต็มที่

พปช.ปรับท่าทีประสานงานพรรคร่วม

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ในที่ประชุมพรรคพลังประชาชนไม่มีใครติดใจ เรื่องการลงมติเลือกนายชัย ชิดชอบ เป็นประธานสภา และไม่ติดใจท่าทีของนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย และพรรคชาติไทย สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความกังวลของพรรคอีกต่อไปแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหา จบไปแล้ว เพราะถือเป็นเอกสิทธิ์ ส.ส.ในการลงคะแนน และพรรคพลังประชาชนให้เกียรติพรรคร่วมรัฐบาลอย่างเต็มที่ เมื่อเราทำอะไรทำให้พรรคร่วมไม่สบายใจ หรือนายบรรหารไม่สบายใจ เราควรกลับมาปรับปรุง ทบทวน จะไม่ยอมให้เรื่องนี้เป็นน้ำผึ้งหยดเดียว และเป็นอุปสรรคในการทำงานระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล

ชี้มีตัวเลือกชิงเก้าอี้ประธานสภาน้อย

นายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า กรณีที่ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลแอบลงคะแนน 2 เสียง สนับสนุนนายบัญญัติ บรรทัดฐาน ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ในการชิงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร 2 คะแนนเสียงดังกล่าวที่เห็นไม่ตรงกัน คงไม่ใช่ รอยร้าวในพรรคร่วมรัฐบาล เป็นความเห็นเฉพาะตัวคน ไม่ใช่วางแผนกันมา คิดว่ามีแค่ไหนก็แค่นั้น ถึงจะเป็นเสียงไม่มากนัก แต่คิดว่าพรรคพลังประชาชนหรือพรรคร่วมรัฐบาล ต้องรับฟังและให้ความสนใจกับเรื่องนี้ ต้องมีการจัดการภายใน เมื่อถามว่า นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ตำหนิเรื่องการเลือกนายชัย ชิดชอบ เป็นประธานสภาฯ นายจักรภพตอบว่า สถานการณ์การเมืองตอนนี้ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ เป็นระยะที่ถูกเขาจำกัดทาง และดักทางไว้หมด มีการขุดหลุม บ่อ ล่อเป็นหลุมพรางไว้มากมาย ดังนั้น การที่จะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง คงไม่มีตัวบุคคลที่สมบูรณ์พร้อมในการทำงานเพื่อบ้านเมืองในระยะนี้ แต่เราจะอาศัยระบบ แม้ตัวบุคคลที่เข้ามาจะมีความเห็นที่ต่างกัน แต่ถ้ามีระบบที่ช่วยให้ทำงานได้อย่างดี จะช่วยแก้ปัญหาความจำกัดต่างๆไปได้

อ่านรายละเอียด ไทยรัฐ


“ทรงเฝ้าดูบ้านเมือง”

เสียงปฏิวัติอื้ออึง!

เป็น “เสียง” ที่อึงอลมาตลอดในช่วงระยะเวลาก่อนหน้านี้

ไม่ว่าจะเป็น การเดินเกม ปล่อยข่าวโจมตี “ผู้ใหญ่ของบ้านเมือง” ที่พ่นออกมาจากฟากฝั่ง พระแม่ธรณีบีบมวยผม

ไม่ว่าจะเป็น การปล่อยข่าว กองทัพตบเท้าเข้า “บ้านสี่เสาเทเวศร์” ตอนตี 1 วันเดียวกันกับที่ หัวหน้า 6 พรรคร่วมรัฐบาลกำลังดินเนอร์กันอย่างชื่นมื่น

ไม่ว่าจะเป็น ข่าวลือ การยอมสูญเสีย “เขาพระวิหาร” เพื่อแลกกับผลประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลในพื้นที่ทับซ้อนบริเวณอ่าวไทย

อันหมายถึง “น้ำมัน” และ “ก๊าซ”

และไม่ว่าจะเป็น ข่าวปล่อย สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เข้าเฝ้าฯ รายงานทุก 3 เดือน ก็ให้เชื่อมโยงไปว่า นายกฯ ลาออก!

เหล่านี้ที่เกิดขึ้น ล้วนเกิดเป็นกระบวนการสร้างข่าว ปล่อยข่าว อย่างเป็น “รูปธรรม” ชัดเจน

ไม่ว่าจะเป็นฝีมือ “มือที่มองไม่เห็น”

หรือไม่ว่าจะเป็น “ไอ้หัวเถิก” ก็ตาม

ล้วนเป็น “กลิ่น” ของภาวการณ์ที่เหล่ากูรู ต่างตั้งข้อสังเกต

ประหนึ่งจะคล้ายๆ กับในห้วงภาวการณ์ก่อนเกิดรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549

หรือแม้แต่ ปรากฏการณ์การมือง ที่ต่างค่อนขอดในกลิ่น “น้ำเน่า”

ไม่ว่าจะเป็น การโหวตเลือก ประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ ชัย ชิดชอบ ท่ามกลางกระแส “แรงหนุน” และ “แรงต้าน” จาก “คนใน” พลังประชาชน ต่อยอดแรงกระเพื่อมไปถึง พรรคร่วมรัฐบาล

โดยเฉพาะ “เติ้ง เสี่ยว หาร” หัวหน้าพรรคชาติไทย ที่ออกอาการ “มาก” ถึง “มากที่สุด”

จึงได้เห็น “เสียง” ที่ปรากฏ 283 ต่อ 158 งดออกเสียง 12

กับ 2 เสียงที่แปรพักตร์...

และไม่ว่าจะเป็น การติดเครื่องเดินหน้าผลักดันแก้ไข รัฐธรรมนูญ 2550 ที่ลดทอนกระแส “ฝ่ายหนุน” และ “ฝ่ายต้าน” ให้แผ่วบางลงอยู่บ้าง

ด้วยส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันในหลักการ “ต้องแก้” แต่จะแก้กันอย่างไร แบบไหน ก็ให้เป็นหน้าที่ของ สภาผู้แทนราษฎร ชัดเจนแจ่มแจ้ง!

และแน่แท้ที่จะมิทันในสัปดาห์สุดท้ายของการเปิดประชุมสภาสมัยสามัญ ที่จะปิดสมัยประชุมในวันที่ 19 พฤษภาคมนี้

เป็นห้วงเวลา 4-5 เดือนอาจลดทอน “ความรุนแรง” ในสถานการณ์ของบ้านเมือง

มิให้เป็นดังคำทำนายทายทักจะเกิดเหตุ “นองเลือด” ในเดือนพฤษภาคมนี้

ปรากฏการณ์...เหตุการณ์ เหล่านี้ ล้วนอยู่ใน “สายพระเนตร”

เป็นสิ่งที่ถ่ายทอดมาจากคำพูดของ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.)

“พระองค์ท่าน ทรงสดับตรับฟังสถานการณ์บ้านเมืองทุกเรื่อง ทุกคนต้องทำให้ดีที่สุด เราควรจะรู้ว่า “สิ่งที่ดีที่สุด” ที่พระองค์ท่านอยากเห็นว่าบ้านเมืองเป็นอย่างไร...

...ฝากทุกคนทุ่มเททำงานในหน้าที่ให้ดีที่สุด ไม่ก้าวก่ายงานของคนอื่น มีความซื่อสัตย์สุจริต ยึดแนวทาง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นมาตรฐานที่ทุกคนควรยึดเหนี่ยว เมื่อทุกคนปฏิบัติตามประเทศชาติก็จะเกิดความรุ่งเรือง

ขณะนี้ความสามัคคีของบ้านเมืองมีปัญหามากที่สุด...

โดยเฉพาะความแตกแยกของกลุ่มต่างๆ ดังนั้น ทุกฝ่ายควรหันหน้าเข้าหากันและทำให้เกิดเป็นปึกแผ่น อย่าให้เขามาว่าคนไทยได้ว่าไม่มีความสามารถในการทำงานร่วมกันเป็น “ทีมเวิร์ก”

ทั้งยังออกมายืนยันในถ้อยคำ “ไม่มีการปฏิวัติ” และไม่มีใครมา “จุดชนวน” กองทัพได้

“อยากให้ทุกฝ่ายทำงานกันด้วยความระมัดระวังอยู่บนพื้นฐาน และบทบาทของตัวเอง แล้วประเทศชาติจะเรียบร้อย”
แม้เป็นถ้อยเรียงมาจาก ผบ.สส. แต่นั่นย่อมสะท้อนให้เห็นถึง “ความห่วงใย” ในชาติบ้านเมือง

แม้มิได้เป็น “คนไทย” ที่รักชาติบ้านเมืองสักเต็มประดา

แต่เมื่อ “ความจงรักภักดี” เกิดขึ้นในจิตใจ อันน้อมนำไปสู่ “สถาบัน” สูงสุด

เช่นนี้แล้ว จึงควรได้ “เปิดตา” และ “เปิดใจ”

และ “เปิดความคิด”...

อันจะเนื่องนำไปสู่ “ความเป็นหนึ่งเดียว” ...

เพื่อประเทศชาติ เพื่อคนในชาติ

และเพื่อ “สายพระเนตร” ที่เฝ้ามองลงมาจากเบื้องบน...

สายน้ำจันทน์ (แทน)