WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, May 15, 2008

สมัคร เผยพม่าให้ไทยส่งทีมแพทย์-พยาบาลเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัย

บน.6 14 พ.ค. – “สมัคร” เผยพม่ายืนยันสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ พร้อมรับความช่วยเหลือแพทย์-พยาบาล 40 ชุดจากไทย เข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัย และดูแลป้องกันโรคระบาด ขณะเดียวกันรับพิจารณาวีซ่าของบุคคลที่จะเข้าไปช่วยเหลือพม่าเป็นรายบุคคล

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินทางกลับจากสหภาพพม่า ว่า วันนี้ (14 พ.ค.) เดินทางถึงพม่าเวลา 11.30 น. ได้พบและหารือกับ พล.อ.เต็ง เส่ง นายกรัฐมนตรีพม่า เป็นเวลากว่า 2 ชั่วโมง ซึ่งนายกรัฐมนตรีพม่านำแผนที่ความเสียหายในพื้นที่ต่าง ๆ มาให้ดู และแจ้งยอดผู้เสียชีวิตให้ทราบว่า ขณะนี้มียอดผู้เสียชีวิตประมาณ 31,000 คน และคนหายประมาณ 29,000 คน

“นายกรัฐมนตรีพม่ายอมรับว่า ครั้งแรกประเมินว่าพายุไซโคลนนาร์กีสจะพัดผ่านเมืองยะไข่ แต่พายุได้เปลี่ยนทิศทางต่ำลง จึงทำให้มีความเสียหายเกิดขึ้นมาก โดยเฉพาะนครย่างกุ้ง และสร้างความเสียหายให้กับเมืองที่อยู่ติดทะเล” นายสมัคร กล่าว และว่า นายกรัฐมนตรีพม่ายังแจ้งให้ทราบว่า หลังจากเกิดเหตุ 14 วัน สามารถซ่อมแซมไฟฟ้าและประปาได้ในหลายพื้นที่ และรัฐบาลพม่าได้ทำหน้าที่ในการดูแลประชาชนอย่างครบถ้วนแล้ว

นายสมัคร กล่าวว่า ในช่วงเย็นที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีพม่าพาไปดูตามชานเมืองย่างกุ้ง และพาไปดูสิ่งของที่นานาชาติส่งไปช่วยเหลือ รวมทั้งของประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลพม่าเก็บไว้เป็นอย่างดี เขายืนยันว่าสามารถทำงานของเขาได้ ดังนั้น จึงจะไปบอกกับนานาชาติตามที่พม่าบอก

“พม่ายังบอกด้วยว่ามี 27 ประเทศ ต้องการที่จะส่งคนเข้าไปช่วยเหลือ แต่พม่าต้องการเพียงสิ่งของ ยังไม่อยากให้หน่วยกู้ชีพหรือบุคคลใดเข้าไปเป็นจำนวนมาก และยืนยันว่ายังไม่มีโรคระบาดเกิดขึ้น พม่ายังสามารถแก้ไขปัญหาเองได้ โดยภาคเอกชนพม่าและเจ้าหน้าที่ของพม่าสามารถดูแลประชาชนไม่ให้ขาดอาหารได้ จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการขาดอาหารในพม่า เขาจึงไม่ต้องการผู้เชี่ยวชาญ แต่ใครจะช่วยก็ยินดี” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้บอกกับนายกรัฐมนตรีพม่าว่า มีหลายประเทศต้องการเข้าไปติดตามสถานการณ์ ซึ่งพม่ารับปากว่าจะพิจารณา โดยจะพิจารณาให้วีซ่าเป็นรายบุคคล คือให้เข้าพม่าได้ประมาณ 2-3 คน แต่ทั้งนี้จะต้องพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไป อย่างไรก็ตาม พม่าอนุญาตให้แพทย์และพยาบาล จำนวน 40 ชุดของประเทศไทยเดินทางเข้าไปช่วยผู้ประสบภัยได้ โดยแพทย์และพยาบาล 20 ชุดแรก จะเป็นทีมเข้าไปช่วยเหลือรักษาพยาบาล ส่วนอีก 20 ชุดจะเป็นทีมดูแลเรื่องการป้องกันโรคระบาด

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ขณะนี้พม่าต้องการเครื่องสูบน้ำและรถไถนา โดยเฉพาะเมืองริมทะเล เพราะบ่อน้ำถูกน้ำเค็มพัดเข้าไป จนน้ำในบ่อไม่สามารถใช้การได้.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-14 20:04:21




จัดทัพต้านพันธมิตร เตือน!ชาวนาถูกต้ม

* ‘ดีเอสไอ’จับตาอีเมลเถื่อนเชื่อสาวถึงต้นตอ

พวกจ้องล้มรัฐบาลยังคงเดินหน้าเป็นขบวนการ “มหาประชาชนฯ” ประกาศรวมพลนับแสน จัดทัพต้านพันธมิตรฯ เคลื่อนไหว แฉ! ที่ผ่านมาหลอกตำรวจ ทหาร คน กทม. ไม่สำเร็จ ต้องพุ่งเป้าหลอกชาวนา ชาวไร่ เตือนอย่าหลงกลลวง ขณะเดียวกันรุมถล่มยับอีเมลเถื่อน เนื้อหาอ้างเบื้องสูงปลุกระดมคนไทยแตกแยก ส่อเข้าข่ายกบฏ ด้าน “ดีเอสไอ” ระบุจับตามาแล้วหลายวัน ไม่นานสาวถึงต้นตอแน่ ฉะ “อภิสิทธิ์” ยื่นหนังสือจี้นายกฯ ปลด “จักรภพ” หวังผลทำลายรัฐบาล

ขบวนการขัดขวางการทำงานของรัฐบาล และคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยังคงเคลื่อนไหวจุดประเด็นความวุ่นวายในบ้านเมืองไม่เลิกรา โดยล่าสุดในวันที่ 14 พฤษภาคม ที่ผ่านมา กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ออกแถลงการณ์อีกครั้งเป็นฉบับที่ 8 พร้อมกับออกมาแถลงกล่าวหาว่า ยังมีขบวนการคุกคามสถาบันพระมหากษัตริย์ ลามไปถึงกรณีปัญหาเขาพระวิหาร

รวมทั้งยังหยิบปัญหาราคาน้ำมันและราคาข้าวที่เป็นผลกระทบจากตลาดโลก มาเป็นข้ออ้างกล่าวหาว่ารัฐบาลล้มเหลวในการบริหารงานทางด้านเศรษฐกิจอีก และระบุว่าหากเกิดการรัฐประหาร กลุ่มพันธมิตรฯ ถือเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาล

ที่สำคัญในตอนท้ายของแถลงการณ์กลุ่มพันธมิตรฯ ยังเรียกร้องให้เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน ผู้บริโภค ผู้ประกอบการรายย่อย ข้าราชการชั้นผู้น้อยและประชาชนผู้ยากไร้ ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล

ฉะ!หลอกใครไม่เคยสำเร็จ
นายประชา ประสพดี แกนนำกลุ่มมหาประชาชนพิทักษ์ประชาธิปไตย กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ ออกแถลงการณ์ปลุกระดมชาวไร่ ชาวนาออกมาเคลื่อนไหว ว่า ตั้งแต่กลุ่มพันธมิตรฯดำเนินการมาครั้งแล้วครั้งเล่าเป็นการดำเนินที่หลอกใครไม่ได้อีกแล้ว เพราะที่ผ่านมาเคยหลอกข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และกลุ่มคนในเมืองแล้วไม่ประสบผลสำเร็จ จึงต้องออกมาปลุกระดมชาวไร่ ชาวนา ซึ่งตรงนี้เป็นการออกมาเพื่อทำร้ายตัวเอง

การที่กลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาแถลงเป็นกลลวงโลก เป็นพวกฝันกลางวัน การปลุกระดมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่มีผู้นำทั้ง 5 คนก็เกิดมาจากลูกชาวนาแต่กลับไปหลอกผู้ที่ให้กำเนิด เพราะคิดว่าชาวนาโง่ หลอกง่าย จึงไปโน้มน้าวชาวนาให้หลงเชื่อ โดยเอาเงินไปหลอกเพื่อสร้างแรงจูงใจให้หันมาเชื่อ การกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯเข้าข่ายปลุกปั่นยุยงส่งเสริมมีความผิดตาม มาตรา73

เคลื่อนคนนับแสนต้านพันธมิตร
ทั้งนี้อยากถามไปทางกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าเคยกลับไปดูแลชาวไร่ชาวนาหรือไม่ ที่ใส่เสื้อผ้าของนอกแพงๆ ใส่รองเท้าโก้หรู อีกทั้งเกรงว่าชาวนาจะถือมีด ถือจอบ มาขับไล่พันธมิตรฯ เอง เพราะยังไงกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ไม่สามารถช่วยเหลือประชาชนได้

นายประชา กล่าวต่อว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นเรื่องของรัฐบาลว่าจะดำเนินการอย่างไร สำหรับการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ ทั้งเรื่องใส่ร้าย นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่เป็นหุ่นเชิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รวมไปถึงเรื่อง นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หากรัฐบาลไม่ดำเนินการทางพรรคพลังประชาชนจะเป็นฝ่ายดำเนินการเอง โดยรอดูท่าทีของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าจะดำเนินการอย่างไร

จากนั้นก็จะมีการเดินขบวนจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งคาดว่าจะมีคนร่วมขบวนนับแสนแล้วเดินไปทางสะพานผ่านฟ้าเพื่อเข้าสนามหลวงแล้วย้อนกับมาที่อนุเสาวรีย์อีกครั้ง โดยมีรหัสเป็นสีโบเขียว

เตือนชาวนาอย่าหลงกลลวง
อย่างไรก็ตาม พันธมิตรฯ ไม่ควรดึงเอาสถาบันเบื้องสูงมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง จึงอยากฝากให้เกษตรกรชาวไร่ชาวนาอย่าหลงเชื่อกลลวงของกลุ่มพันธมิตรฯ ควรตั้งหน้าปลูกข้าวปลูกมัน ทำไร่ทำนา ไม่ต้องออกมาตะลอน ตากแดดตากลมให้เสียเวลา เพราะถึงยังไงพันธมิตรฯ ก็ไม่สามารถช่วยเหลือได้ หากพันธมิตรฯ เป็นห่วงเกษตรกรจริง ต้องจัดตั้งพรรคการเมืองแล้วจัดตั้งรัฐบาล การที่พันธมิตรฯ อาศัยเกษตรกรมาเป็นเครื่องมือ ต้องถามว่าเกษตรกรจะได้รับประโยชน์อะไรจากพันธมิตรฯ

“รัฐบาลเองก็เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เรื่องปากท้องชาวไร่ชาวนา คอยช่วยเหลือเกษตรกรอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง 30 บาทรักษาทุกโรค เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา รัฐบาลแก้ปัญหาทุกอย่างเพื่อให้ประชาชนอยู่ดีกินดี เกษตรกรควรตั้งหน้าตั้งตาหันไปทำไร่ทำนาจะดีกว่า ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าตอนนี้เกษตรกรกำลังถูกหลอก เพราะพันธมิตรฯ หลอกใครไม่ได้อีกแล้ว” นายประชากล่าว

ชี้ชัดพันธมิตรจ้องล้มรัฐบาล
ด้าน นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศกำลังเอือมระอากับการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งปัญหาต่างๆ ปกติรัฐบาลก็พร้อมจะตอบในสภาทุกครั้งอยู่แล้ว ไม่น่าออกมาเคลื่อนไหวนอกสภา

การกระทำของพันธมิตรฯ เป็นความพยายามในการขยายผล เพื่อโค่นล้มรัฐบาลให้ได้ ที่สำคัญในขณะนี้ยังมีการอ้างเบื้องสูง มาจัดการกับรัฐบาลซึ่งไม่สมควรอย่างยิ่ง ในตอนนี้กลุ่มพันธมิตรฯ กำลังสร้างความแตกแยกให้เกิดในบ้านเมือง แต่ก็เชื่อว่าประชาชนจะเข้าใจ

ดีเอสไอสาวต้นตออีเมลเถื่อน
ขณะเดียวกันนอกเหนือไปจากการปลุกระดมให้ชาวนาชาวไร่และประชาชนออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ แล้ว ก็ยังพบว่ามีการส่งต่ออีเมลเถื่อนตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา หลายฉบับ มีเนื้อหาอ้างสถาบันเบื้องสูงในทำนองเดียวกัน และนำเอาพระราชดำรัส และบทเพลงพระราชนิพนธ์ปลุกใจ มาเชื่อมโยงกล่าวอ้างให้คนออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล

กรณีดังกล่าว นายธาริต เพ็งดิษฐ์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวว่า เรื่องนี้น่าเป็นการกระทำที่มีเจตนาเพื่อเป็นการบั่นทอนอำนาจของรัฐบาล หรือสร้างกระแสความสับสนให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลคงไม่ปล่อยนิ่งเฉยอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ดีทางดีเอสไอ เองทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว และมีการเฝ้าดูการกระทำดังกล้าวมา 2-3 วันแล้ว โดยมีการหารือกับทางสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อหามาตรการดำเนินการโดยเด็ดขาด อันเนื่องมาจากการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายการก่อความไม่สงบปลุกระดมผ่านบัตรอิเล็กทรอนิกส์ เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ซึ่งกรณีดังกล่าวนี้ดีเอสไอ สามารถดำเนินการได้เลยโดยไม่ต้องรอให้มีการยื่นเรื่องร้องเรียน และตนยังเชื่อมั่นในเครื่องมือและเทคโนโลยีของดีเอสไอว่ามีความทันสมัยมากพอที่จะสาวถึงต้นตอผู้กระทำผิดได้อย่างแน่นอน

ปลุกระดมคนส่อเข้าข่ายกบฏ
ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีปลุกระดมคนผ่านอีเมลเพื่อโค่นล้มรัฐบาลว่า ในกรณีนี้หากมีการเคลื่อนไหวนอกรัฐธรรมนูญ รัฐบาลต้องมีการดูและจัดการให้อยู่ในระบบ เพราะตามกฎหมายรัฐธรรมนูญไม่เปิดโอกาสให้เคลื่อนไหวนอกระบบ

รวมทั้งการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ ก็เข้าข่ายผิดทั้งกฎหมายและตามรัฐธรรมนูญ เมื่อมีการเคลื่อนไหวนอกกรอบ เป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องจัดการ

อีกทั้งรัฐบาลดูแลทั้งทหารและตำรวจคงไม่เปิดโอกาสให้มีการปลุกระดมแน่ แต่เมื่อกลุ่มคนพยายามปลุกคนให้ได้ถึงล้านคนเพื่อโค่นล้มรัฐบาล เป็นการกระทำที่เกินขอบเขตระบอบประชาธิปไตย เข้าข่ายทำตัวเป็นกบฏ ทั้งนี้หากเคลื่อนไหวในกรอบรัฐธรรมนูญ ตามปกติก็เป็นสิทธิที่สามารถสามารถทำได้ อย่างไรก็ตาม ประชาชนต้องแยกแยะออกได้ว่าฝ่ายไหนทำถูกฝ่ายไหนทำผิด

เชื่อประชาชนไม่หลงลมพันธมิตร

ทางด่าน นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า เวลานี้มีความพยายามเล่นการเมืองนอกสภา มีกลุ่มการเมืองข้างถนนพยายามออกมาทำเรื่องต่างๆ ซึ่งต้องเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องทำควาเข้าใจกับประชาชน การกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ ทำแบบนี้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง อีกทั้งตอนนี้ปัญหาของประชาชนเป็นเรื่องปากท้อง เป็นเรื่องของเศรษฐกิจ

หากมีการปลุกระดมประชาชนคงไม่เอา และไม่เข้าร่วมด้วย เพราะประชาชนต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ การที่กลุ่มพันธมิตรฯ ปลุกระดมประชาชนโดยผ่านช่องทางไหนก็แล้วแต่ ขอให้หยุดกระทำ เพราะว่าตอนนี้รัฐบาลกำลังแก้ปัญหาทั้งเรื่องเศรษฐกิจและการเมืองควบคู่กันไป

จี้พันธมิตรยอมรับความพ่ายแพ้
อย่างไรก็ตาม การที่ประชาชน 1.5 แสนคน เข้าร่วมการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อรัฐสภา เพราะประชาชนมีความเห็นว่าควรมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อีกทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นความต้องการของประชาชน และ ส.ส.พรรคพลังประชาชนก็เห็นด้วยว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ต้องมีกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นอำนาจโดยตรงของ ส.ส. การที่กลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีเหตุผลใด จะออกมาปกป้องผลประโยชน์ที่มาจากเผด็จการ

“จะต้านตะบี้ตะบันไปทำไม หากประชาชนออกมาต่อต้านเพราะไม่เห็นด้วยกับกลุ่มพันธมิตรฯ เรื่องจะไปกันใหญ่ ขอให้พันธมิตรฯ ถอยเถอะ อย่าสร้างความวุ่นวายให้กับบ้านเมืองอีกเลย ควรปล่อยให้เป็นระบบของรัฐสภา ควรยอมรับความพ่ายแพ้ เพราะถึงยังไงก็มีคนเลือกให้เป็น ส.ส.แล้ว เพียงแต่ไม่ได้จัดตั้งเป็นรัฐบาลก็เท่านั้นเอง พันธมิตรฯ ต้องทำใจ ต้องรอให้มีการเลือกตั้งใหม่แล้วล่ะถึงจะได้จัดตั้งเป็นรัฐบาล” นายศุภชัยกล่าว

“ไอ้หัวเถิก”เป็นคนทำ
ทางด้าน ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ 2 กล่าวว่า ในประเด็นของอีเมลเถื่อนนั้น เป็นกระบวนการของไอ้หัวเถิก ที่มีเงินลงทุนมาสร้างข้อความ เพื่อชักนำประชาชน และหวังผลให้เกิดเหตุการณ์นองเลือดเหมือน 19 ตุลาคม 2516 เพราะวัตถุประสงค์เดียวของคนกลุ่มนี้ คือการคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550

ส่วน นายจตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า วิธีการรัฐประหารที่เกิดขึ้นในวันที่ 19 กันยายน 2549 บอกเหตุผลได้อย่างดีว่ามีสัญญานบอกเหตุอะไรบ้าง ที่นำไปสู่เหตุการณ์ดังกล่าว เหมือนกับลักษณะที่คุณทักษิณ เคยโดนเรื่องการหมิ่นต่อสถาบันเบื้องสูง และเรื่องอื่นๆ อีก 4 เรื่อง ซึ่งศาลก็ได้ตัดสินแล้วว่าไม่มีความผิด แต่คณะรัฐประหารก็ได้ยึดอำนาจไปแล้ว

ชี้แก้ รธน.ควรเป็นเรื่องของสภา
พร้อมกล่าวด้วยว่าเหตุการณ์ของกลุ่มพันธมิตรฯ คือการออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญจนนำไปสู่การโค่นล้มสถาบันเบื้องสูง หลังจากที่ได้มีการประกาศออกมาชัดเจนในครั้งที่มีการจัดประชุมที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ในตอนนี้มีภาคประชาชนที่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และกลุ่มที่ออกมาคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะตอนนี้ได้ข้อสรุปแล้วว่ารัฐบาลมอบหมายให้เป็นหน้าที่ของรัฐสภาที่จะเข้ามาดูแลในเรื่องนี้ และที่บอกว่าเมื่อไรที่มีการยื่นเป็นวาระที่รัฐสภานั้นจะออกมาคัดค้าน ตนมองว่าหากพันธมิตรฯ ไม่เห็นด้วย ก็น่าจะกระทำตามกระบวนการประชาธิปไตยที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 291 ไม่ใช่ออกมาเล่นนอกเกมกันอย่างนี้

เชื่อ ปชช.รู้ใครอยู่เบื้องหลัง
ผมว่าเราควรจะเลิกอ้างเอาสถาบันเบื้องสูงมาเป็นเครื่องมือได้แล้ว อย่างเรื่องของนายจักรภพที่ถูกหัวหน้าฝ่ายค้านออกมาโจมตี ท่านสมัครก็ได้ออกมาชี้แจ้งข้อเหตุจริงแล้ว หยุดกล่าวหาและนำสถาบันมาเป็นเครื่องมือในการทำร้ายผู้อื่น เลิกการกระทำดังกล่าวได้แล้ว

ส่วนประเด็นเรื่องของอีเมลเถื่อน นายจตุพร ได้แสดงความเห็นว่า ทุกวันนี้ผลได้ปรากฏชัดเจนอยู่แล้วว่า ใครอยู่เบื้องหลังกระบวนการดังกล่าว ท่านนายกฯ ก็เคยพูดไปแล้ว กลุ่มไอ้หัวเถิกที่ออกมาสร้างความปั่นป่วน เพื่อขยายผลให้เกิดการนองเลือดของประชาชนคนไทยด้วยกันเอง อยากฝากให้คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาดูแลและรับผิดชอบเรื่องดังกล่าว เพราะว่าเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และทุกฝ่ายต้องให้ความร่วมมือเพื่อให้ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ เหล่านี้ออกไปได้ หากจะกระทำการใดๆ ก็ตามต้องคำนึงถึงประชาชน และสถาบันเบื้องสูง เพราะเป็นสถาบันที่ประชาชนทุกคนเคารพรักและศรัทธามากๆ

สงสัยทำไมมากันเป็นขบวน
ขณะเดียวกัน มีประเด็นที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน กรณีนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาจุดชนวนหมิ่นเหม่ต่อสถาบันเบื้องสูงขึ้น โดยพุ่งเป้าไปที่ นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และจะทำหนังสือถึง นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เพื่อให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง ตามที่เป็นข่าวไปแล้วนั้น

ประเด็นดังกล่าว ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่า เหตุใดนายอภิสิทธิ์จึงนำเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็นทางการเมือง ขณะที่ได้มีการยื่นฟ้องต่อนายจักรภพไปก่อนหน้านี้แล้วตั้งนาน ซึ่งควรรอพิสูจน์ในกระบวนการยุติธรรมให้ชัดเจนก่อน อีกทั้งยังมีการตั้งข้อสังเกตที่เรื่องนี้เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการเกิดขึ้นของอีเมลเถื่อน และการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ฉะ "อภิสิทธิ์”ก้าวก่ายฝ่ายบริห่าร
เกี่ยวกับประเด็นนี้ อาจารย์วรพล พรหมิกบุตร อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า หากนายอภิสิทธิ์จะยื่นหนังสือถึงนายกฯ ให้ถอดถอนนายจักรภพจริง คงเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ในฐานะของหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน เหมือนเป็นการชี้นำ ก้าวก่ายและแทรกแซงอำนาจในการปฏิบัติหน้าที่ของหัวหน้ารัฐบาล ซึ่งหากนายอภิสิทธิ์ต้องการยื่นเรื่องเพื่อให้มีการตรวจสอบ ก็สามารถทำได้หลายช่องทาง เช่น สามารถยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจในการประชุมที่สภา หรือยื่นเรื่องให้วุฒิสภาเป็นผู้ตรวจสอบ ก็สามารถทำได้หลายช่องทาง จึงน่าสงสัยว่าทำไมต้องไปยื่นหนังสือให้นายกรัฐมนตรีด้วย

เชื่อ ปชป.หวังผลทางการเมือง

ดังนั้น การที่นายอภิสิทธิ์ต้องการยื่นหนังสือให้นายกรัฐมนตรี จึงมองเป็นประเด็นอื่นไม่ได้ นอกจากเป็นเรื่องของเกมการเมือง เพื่อสร้างภาพให้ประชาชนเห็นว่า นายกฯ ไม่พยายามทำหรือตรวจสอบเรื่องดังกล่าว และยังปกป้องคนของตัวเอง ซึ่งการกระทำของนายอภิสิทธิ์ไม่ได้มุ่งหวังให้นายกฯ ออกมาจัดการเรื่องดังกล่าว แต่เป็นเหตุผลทางการเมืองมากกว่า และต้องการให้ภาคประชาชนมองภาพลักษณ์ของรัฐบาลไม่ดี

“การกระทำของนายอภิสิทธิ์ในครั้งนี้ เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างมาก และไม่มีจริยธรรม เพราะตัวเองเป็นถึงหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน ที่อย่างน้อยก็มาจากการเลือกตั้ง และเป็นถึงหัวหน้าพรรค ควรจะคำนึงถึงความเหมาะสมให้การแสดงบทบาทของตัวเองด้วย” อาจารย์วรพล กล่าว

เจตนาชัดจ้องล้มล้างรัฐบาล
ด้าน ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) รุ่น 2 กล่าวในประเด็นเดียวกันว่า การกระทำของนายอภิสิทธิ์ในครั้งนี้ มีวาระซ่อนเร้น ต้องการรุกรัฐบาลเพื่อปูทางไปสู่เป้าหมาย คือการล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เช่นเดียวกับที่เคยประสานมือกับกลุ่มบุคคลภายนอก นำไปสู่เหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่นำไปสู่การเมืองที่ตกอยู่ในวงจรอุบาทว์ ซึ่งขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์ก็จับมือกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และมีวัตถุประสงค์เหมือนกัน

ดร.เมธาพันธ์ กล่าวด้วยว่า การกระทำที่อ้างถึงสถาบันเบื้องสูง เป็นเพียงเครื่องมือของกลุ่มคนนี้เท่านั้น เพราะจะเห็นได้ว่า ไม่ว่าทำอะไรก็จะนำการหมิ่นเบื้องสูงมาป้ายสีอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ความเป็นจริงไม่ได้มีการกระทำตามที่กลุ่มนี้กล่าวอ้างแต่อย่างใด เนื่องจากเป็นเพียงเหตุผลเดียวที่จะมีน้ำหนักเพียงพอให้ทหารออกมาทำการปฏิวัติอีกครั้ง และเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักที่จะเข้ามายึดอำนาจและเปลี่ยนบทบาทของตัวเองที่เป็นฝ่ายค้าน มาเป็นฝ่ายรัฐบาล

“สุดท้ายนี้ผมอยากจะฝากบอกนายอภิสิทธิ์ว่า การจะกระทำการใดๆ นั้น ควรมีสติสัมปชัญญะ อยู่ในหลักของหิริโอตตัปปะ เล่นตามเกม และอย่าได้ดึงสถาบันเบื้องสูงมาเป็นเครื่องมือในการทำร้ายฝ่ายตรงข้าม เพราะว่าไม่เหมาะสม” ดร.เมธาพันธ์ กล่าว

“อ.ประสิทธิ์” ชี้ยังไม่พบความผิด
ขณะที่ อาจารย์ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า การจะนำเสนอให้ถอดถอนนายจักรภพ ออกจากตำแหน่งในข้อหาไม่เคารพเบื้องสูงนั้น ปัจจุบันยังไม่มีความจริงออกมาตีแผ่ในเรื่องดังกล่าวให้เห็นข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร แล้วจะไปกล่าวหาแบบนั้นคงไม่ได้ ซึ่งควรรอให้มีการนำเสนอข้อเท็จจริงออกมาก่อน แล้วค่อยมาศึกษากันอีกทีว่ามีเจตนาที่จะลบหลู่หรือหมิ่นต่อสถาบันเบื้องสูงตามที่นายอภิสิทธิ์กล่าวอ้างหรือไม่

“เพราะเมื่อมีการพิสูจน์ออกมาจริงแล้ว อาจไม่มีความผิดเข้าข่ายไม่เคารพสถาบันเบื้องสูงก็ได้ ซึ่งอาจเป็นเรื่องที่เข้าใจผิด และในทางกฎหมายนั้นก็ไม่มีผลอะไร เพราะยังไม่มีหลักฐานอ้างอิงที่ชัดเจนและสามารถตรวจสอบได้” อาจารย์ประสิทธิ์ กล่าว



ศาลไม่รับพิจารณาหวยบนดิน คตส.ที่มาไม่ชัด-ส่อขัดรธน.50

ศาลฎีกากังขาอำนาจ คตส. ไม่รับพิจารณาคดีหวยบนดิน ชี้สถานะยังไม่ชัดเจน ส่งศาล รธน. วินิจฉัย 2 ประเด็นขัด รธน.50 หรือไม่ ขณะที่ 3 รมต. “นพ.สุรพงษ์ – อนุรักษ์ – อุไรวรรณ” โล่งใจทำงานต่อได้ ด้าน นักกฎหมาย จี้ คตส. ยุติบทบาท ระบุเป็นองค์กรในยุคเผด็จการ ไม่มีอำนาจใช้ ก.ม.โจรกบฏ แล้ว ขณะที่ คตส. ประสานเสียงไม่สนความเห็นศาล ยังเดินหน้าใช้อำนาจมิชอบทำงานต่อไป

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ออกนั่งบัลลังก์พิจารณาคดีการออกสลากพิเศษเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว หรือหวยบนดิน ตามที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้งคณะ ประธานคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ปลัดกระทรวงการคลัง กรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล และ ผอ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลในขณะนั้น กับพวกรวม 47 คน เป็นจำเลย โดยร่วมกันมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2546 ให้ดำเนินโครงการออกสลากพิเศษ ตั้งแต่งวดวันที่ 1 สิงหาคม 2546 ถึง 26 พฤศจิกายน 2549 พร้อมเรียกค่าเสียหายกว่า 14,000 ล้านบาท ซึ่ง คตส.ได้ยื่นฟ้องไปเมื่อวันที่ 10 มีนาคม ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ศาลฎีกา ไม่รับพิจารณาคดีนี้ โดยให้เหตุผลว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการ คตส. ตามประกาศคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) คปค.ไม่มีความชัดเจน ว่ามีอำนาจในการส่งเรื่องฟ้องศาลฎีกาหรือไม่ ดังนั้น จึงมีคำสั่งส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยใน 2 ประเด็น คือ 1.ประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 เรื่องการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐที่แต่งตั้ง คตส. ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ปี 2550 หรือไม่ และ 2. พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 ซึ่งออกโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาจติ (สนช.) เพื่อต่ออายุ คตส.ไปอีก 90 วันจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2551 ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ปี 2550 หรือไม่

หากภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว ศาลฎีกาฯ จะมีคำสั่งต่อไปว่าจะประทับรับฟ้องคดีนี้ไว้เพื่อมีคำพิพากษาหรือไม่ อย่างไรก็ดี คดีนี้ถือเป็นคดีแรกที่ คตส. ยื่นฟ้องศาล และศาลยังไม่รับพิจารณา (รายละเอียด หน้า 2)

สำหรับการไม่ประทับรับฟ้องในครั้งนี้ ส่งผลให้รัฐมนตรี 3 คนในรัฐบาลชุดนี้คือ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง นายอนุรักษ์ จุรีมาศ รมช.คมนาคม และ นางอุไรวรรณ เทียนทอง รมว.แรงงาน ที่โดนฟ้องในคดีดังกล่าว ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้

ในส่วนของนักวิชาการทางด้านกฎหมายได้แสดงความเห็นในเรื่องนี้อย่างน่าสนใจ โดย นายคณิน บุญสุวรรณ อดีต สสร.และนักกฎหมาย ให้สัมภาษณ์โดยตั้งข้อสังเกตว่า การตั้ง คตส. เป็นการตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อเช็กบิลรัฐบาลเก่า คตส. เกิดขึ้นจากคณะปฏิวัติที่ตั้งขึ้นมาเพื่อตรวจสอบความเสียหายในรัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรี

โดยมอบอำนาจให้ตามประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 ให้อาศัยอำนาจของ ป.ป.ช. (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) เป็นเวลา 1 ปี เริ่มตั้งแต่ 19 กันยายน 2549 ถึงกันยายน 2550 ซึ่งทาง คตส. ได้ตรวจสอบในทุกเรื่อง แต่เมื่อถึงจุดสิ้นสุดอำนาจครบกำหนดเวลาแล้ว กลับยังไม่มีเรื่องใดที่สำเร็จลุล่วง ดังนั้น คมช. (คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ) จึงแก้ไขโดยการออกกฎหมายต่ออายุให้ คตส. มีอำนาจยาวมาจนถึง 30 มิถุนายน 2551 อีกทั้งยังมี มาตรา 309 ในบทเฉพาะกาลให้ความคุ้มครองเป็นยันต์กันภัยอีก

อดีต สสร. ผู้นี้ กล่าวต่อว่า ถ้ามองในแง่ของหลักนิติธรรม ศาลต้องพิจารณาตามกฎหมายรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ซึ่งกรณีดังกล่าวได้ข้อสรุปที่แสดงให้เห็นว่า คตส. หมดวาระหน้าที่ไปตั้งนานแล้ว แต่ยังยึดติดกับคำสั่งที่ต้องปฏิบัติตาม หลังจากเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2549 ที่มีการร่างรัฐธรรมนูญให้มีผลบังคับใช้เสร็จสิ้นแล้ว ต้องถือว่าสูงสุดและใหญ่กว่าประกาศของ คมช.

“ในช่วงนั้น คตส. เปรียบเสมือนเจ้าไม่มีศาล ไม่ถือว่าเป็นองค์กรและไม่มีใครรับรอง สมควรต้องไปได้แล้ว ต้องหยุด มัวแต่ยึดติดกับคำสั่งจนทำให้มองข้ามข้อกฎหมาย คตส. ก็มีนักกฎหมายอยู่ตั้งหลายคนน่าจะรู้ในข้อนี้ดีอยู่แล้ว ผมอยากแนะนำ คตส.ว่าควรส่งเรื่องนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ อีกทั้งยังป้องกันมิให้เกิดข้อครหากับทางศาลฎีกาว่าเป็นการเข้าข้างฝ่ายใด” อดีต สสร. กล่าว

ด้าน นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ อดีตหัวหน้าคณะในศาลฎีกา เห็นเช่นเดียวกันว่า คตส. เกิดขึ้นจากอำนาจโจรกบฏ เรื่องนี้ถ้าจะให้จบเห็นควรที่จะต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ โดยเฉพาะกฎหมายที่ คตส. อ้างในอำนาจมาใช้ในการตรวจสอบนั้นเป็น โจรกบฏ หรือไม่ ส่วนตัวเห็นว่า ศาลฎีกามีความเห็นออกมาเช่นนี้ถูกต้องแล้ว เพราะถ้าหากรับพิจารณาเรื่องนี้แล้ว จะให้อาศัยอำนาจตัวบทกฎหมายใด

“เรื่องนี้ถูกปล่อยมานานแล้ว จึงควรจะทำให้ชัดเจน โดยเฉพาะอำนาจของ คตส. ที่เกิดจากเผด็จการ เป็นโจรกบฏ เมื่อเป็นโจรแล้วจะมีอำนาจไปตรวจสอบใครได้อย่างไร และถ้าหากถ้ามีการอ้างถึง รธน.50 ก็ต้องบอกว่ามาจากหัวหน้าคณะปฏิวัติ หรือหากศาลรับเรื่องนี้ก็เท่ากับรับในอำนาจเผด็จการ ซึ่งเท่ากับบกพร่องต่ออำนาจหน้าที่ และถือว่ามีความผิดเช่นกัน” อดีตหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ให้ความเห็น

ส่วน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวในเรื่องนี้ว่า ถือว่าศาลได้ให้ความเป็นธรรมอย่างมากและเป็นเรื่องที่ชอบแล้ว ทำให้ตนมีเวลาทำงานได้มากขึ้น และไม่ได้มีผลกดดันกับการทำงานในช่วงต่อจากนี้ ส่วนโครงการสลากพิเศษเลขท้าย 2 ตัว และ 3 ตัวนั้น จะขอหารือกับสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลก่อน เพราะหลังจากที่รัฐบาลยกเลิกการออกหวยบนดินได้ทำให้มีเม็ดเงินกลับลงไปที่หวยใต้ดิน ซึ่งเห็นว่าควรจะดึงเม็ดเงินในส่วนนี้กลับมาเพื่อใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ

ในขณะเดียวกัน นายแก้วสรร อติโพธิ เลขานุการ คตส. กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า ไม่เคยเห็นกฎหมายแบบนี้ คดียังไม่เข้าประตูศาล และศาลเองยังไม่ได้รับว่าจะรับฟัองหรือไม่ แล้วจะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้อย่างไร อย่างไรก็ดี คตส.จะไม่ทำอะไรและคงไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของ คตส. พร้อมระบุถึงขั้นตอนของ รธน.50 มาตรา 211 ที่บัญญัติว่า ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด

ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งพร้อมด้วยเหตุผลว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 6 และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบทบัญญัตินั้น ให้ศาลส่งความเห็นเช่นนั้นตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาวินิจฉัย ในระหว่างนั้นให้ศาลดำเนินการพิจารณาต่อไปได้ แต่ให้รอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราว จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

“ศาลฎีกามีอำนาจในการวินิจฉัย เมื่อวินิจฉัยอะไรก็เป็นไปตามนั้น ผมเคารพการวินิจฉัยของศาลฎีกา เพียงแต่ คตส.ไม่คาดคิดว่าจะออกมาอย่างนี้ เพราะนึกว่าจะยื่นเรื่องว่าขัด รธน.ได้เมื่อทั้งหมดตกเป็นจำเลยแล้ว คตส.ก็คงไม่ต่อสู้อะไร เพราะยังไม่มีใครบอกว่า คตส. ใช้อำนาจไม่ถูก แต่บอกว่ากฎหมายไม่ถูก แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญไม่รับก็จะยุ่งกันไปใหญ่” นายแก้วสรร กล่าว

ด้าน นายสัก กอแสงเรือง โฆษก คตส. คตส. เห็นว่าเป็นอำนาจโดยอิสระของศาล ซึ่ง คตส. ต้องเคารพความเห็นของศาล และต้องรอฟังคำวินิจฉัย ในส่วนของการทำหน้าที่คงต้องดำเนินต่อไป เพราะไม่สามารถรอได้ และยืนยันไม่หวั่นไหวใดๆ ทั้งสิ้น

ขณะที่ นายนาม ยิ้มแย้ม ประธาน คตส. กล่าวเช่นกันว่า ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล แต่ไม่มั่นใจว่า อีกหลายคดีที่ คตส.จะสั่งฟ้องต่อศาลจะมีลักษณะเดียวกันนี้อีกหรือไม่



“ยงยุทธ”แฉ“ชัยวัฒน์”กลางศาล ติดบัญชีดำค้ายาบ้า-รวยผิดปกติ

“ยงยุทธ” ขึ้นศาลสู้คดีใบแดง แฉกลางศาล ถูกกระบวนการ คมช. จัดฉาก สร้างพยาน–หลักฐานเท็จ เบิกความถล่ม “ชัยวัฒน์” พยาน กกต. พบพิรุธเพียบ ติดแบล็กลิสต์ค้ายาต้องเข้าบำบัดสมัยรัฐบาลทำสงครามปราบยาเสพติด แจ้นร้องขอลบชื่อออกหวังลงสมัครกำนัน กางหลักฐานภาพถ่ายส่อร่ำรวยผิดปกติ แอบใส่ชื่อเมียในที่ดินกว่า 10 ล้าน ศาลเตรียมไต่สวนนัดสุดท้าย 20 พ.ค.นี้

ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง สนามหลวง นายกำธร โพธิ์สุวัฒนากุล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา พร้อมองค์คณะรวม 3 คน ออกนั่งบัลลังก์สืบพยาน คดีหมายเลขดำที่ ลต.38/2551 เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา ระหว่าง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ร้อง และ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.สัดส่วน และรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน และ น.ส.ละออง ติยะไพรัช น้องสาวนายยงยุทธ ส.ส.เขต 3 จ.เชียงราย พรรคพลังประชาชน ผู้คัดค้านที่ 1 - 2 กระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. ด้วยการทุจริตการเลือกตั้งด้วยการแจกเงินให้กับกลุ่มกำนัน อ.แม่จัน จ.เชียงราย ซึ่งเป็นตัวแทน (หัวคะแนน) ของนายยงยุทธ แจกเงินซื้อเสียงเพื่อให้มีการลงคะแนนเลือกผู้สมัครของพรรคพลังประชาชน โดย กกต.ยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนายยงยุทธซึ่งถูกให้ใบแดง และสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ ในเขต 3 จ.เชียงราย ที่ น.ส.ละออง ถูกให้ใบเหลือง

ในการนัดสืบพยานครั้งที่สาม นายยงยุทธ เบิกความยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง ตามที่ นายชัยวัฒน์ ฉางข้าวคำ กำนัน ต.จันจว้า พยานปากเอกของ กกต. เบิกความว่า ในวันที่ 28 ตุลาคม 2550 กำนันทั้ง 10 คนได้ไปพบพยานที่โรงแรมเอสซีปาร์ค และมีการแจกซอง 10 ซองใส่เงินซองละ 20,000 บาท รวม 200,000 บาท

พร้อมทั้งให้เงินกับนายชัยวัฒน์ ที่ค่าตั๋วเครื่องบินที่เดินทางจากเชียงรายมา กทม. อีก 40,000 บาท โดยมี นายบรรจง ยางยืน นายกเทศมนตรีตำบลจันจว้า เป็นผู้รับซองเงินจากพยานมามอบให้กำนันทั้ง 10 คน โดยพยานไม่เคยนัดหมายให้กำนันมาพบอีกทั้งวันที่กลุ่มกำนันเดินทางมาก็ไม่ทราบเรื่องมาก่อน

ส่วนที่นายชัยวัฒน์เบิกความว่า นายบรรจงยื่นซองให้พร้อมกับบอกว่า “นาย” ให้มานั้น ส่วนตัวพยาน คนในพื้นที่จะเรียกว่า “ส.ส.ยงยุทธ” หรือ “ท่าน ส.ส.” เท่านั้น ส่วน “นาย” จะใช้เรียกกับข้าราชการประจำ คือ นายอำเภอ ทหาร ตำรวจ
นายยงยุทธ เบิกความต่อว่า ในวันที่ 28 ตุลาคม 2550 มีภารกิจตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงเย็น โดยช่วงเวลา 14.00 - 15.00 น.ได้นัดประชุมกลุ่มกำหนดยุทธศาสตร์การเลือกตั้งของพรรคที่เซฟเฮาส์ ซอยรามคำแหง 21 เรื่องที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ จะมาอยู่ที่พรรคพลังประชาชน และในเวลา 18.00 น.พยานมีนัดหมายพบกับ นางพัชรินทร์ สุขสัมฤทธิ์ ที่ปรึกษากระทรวงการคลัง ที่ห้องอาหารจีน โรงแรมเอสซี ปาร์ค ซึ่งพยานเดินทางมาพบประมาณ 19.00 น. ภายหลังเจ้าหน้าที่โรงแรมได้แจ้งว่ามีพวกเชียงรายมารอพบที่ชั้น 2

โดยมาทราบภายหลังว่าเป็นกลุ่มกำนันและได้พบในช่วงเวลา 20.15 - 21.00 น. แต่ขณะนั้นไม่พบนายบรรจง และทราบภายหลังว่าได้ออกจากโรงแรมไปกับ นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ซึ่งขณะที่ได้พบกับกลุ่มกำนันก็ถามสารทุกข์สุกดิบที่พยานไปอยู่อเมริกาหลังเกิดรัฐประหาร และเรื่องที่ทหารจับตัวพยานไป นอกจากนี้ นายชัยวัฒน์ และ นายดวงแสง มูลกาศ ซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ พยาน ได้ถามว่าเจอกับนายชูชาติหรือไม่ ซึ่งนายชัยวัฒน์และนายดวงแสงได้พูดถึงเรื่องหนี้สินที่นายชูชาติไม่ยอมจ่ายให้กับกลุ่มกำนันที่มีการจ้างให้ขุดลอก

ทั้งนี้ ในวันดังกล่าวไม่ได้พูดคุยเกี่ยวกับการเลือกตั้งว่าจะให้ช่วยเหลือ นายอิทธิเดช แก้วหลวง กับ น.ส.ละออง ซึ่งเป็นผู้สมัครของพรรค เนื่องจากขณะนั้นพรรคยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะส่งผู้สมัครคนใดลงพื้นที่ในจังหวัดใดบ้าง อีกทั้งในวันดังกล่าวก็ยังไม่ได้มีการประกาศสมัครรับเลือกตั้ง และพยานก็ไม่ได้รับปากกลุ่มกำนันเรื่องการทวงหนี้ แต่ได้บอกกับกลุ่มกำนันเพียงว่าให้คุยเรื่องเงินหนี้สินหลังเลือกตั้งที่บ้านพักของพยานใน จ.เชียงราย เพราะขณะนี้อยู่ในช่วงเลือกตั้ง พยานไม่สามารถดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับเรื่องเงินได้เพราะผิดกฎหมาย รวมทั้งพยานไม่สามารถที่จะจ่ายเงินเลี้ยงอาหารกลุ่มกำนันที่มาพักโรงแรมนี้ได้ โดยใช้เวลาคุยกับกลุ่มกำนันประมาณ 20 นาทีแล้วก็ได้รีบออกจากโรงแรมไปประชุมวางยุทธศาสตร์ที่เซฟเฮาส์

นอกจากนี้ นายยงยุทธ ยังเบิกความเกี่ยวกับกระบวนการจัดการเลือกตั้งของ กกต.ว่าไม่บริสุทธิ์และไม่เป็นธรรม โดยหลังจากการรัฐประหารแล้ว ประธาน คมช.ได้ให้สัมภาษณ์สื่อหลายฉบับ ซึ่งมีทัศนคติที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพรรคพลังประชาชน ทำนองว่า จะมีการสร้างกระบวนการจัดการพรรคพลังประชาชน นอกจากนี้ ยังมีการส่งทหารเข้าไปเป็นรองผู้ว่าราชการฝ่ายความมั่นคง เช่น การส่ง พ.อ.ธนัช ปัญญา ต่อมาได้เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับกลุ่มกำนันและการจัดการรวบรวมพยานหลักฐานกล่าวหาพยานคดีนี้

อีกทั้ง นายยงยุทธได้เบิกความถึงความสัมพันธ์กับนายชัยวัฒน์ว่า ได้รู้จักกับนายชัยวัฒน์จากที่ตกเป็นข่าวเมื่อปี 2537 - 2538 ที่นายชัยวัฒน์เข้าไปพัวพันคดีอาวุธปืนและเหตุฆ่ากัน ซึ่งนายชัยวัฒน์ถูกระบุว่าเป็นซุ้มมือปืน ขณะนั้นยังไม่ได้รับเลือกเป็นกำนัน และมาทราบข่าวเกี่ยวกับนายชัยวัฒน์อีกครั้งเมื่อปี 2546 ขณะที่พยานดำรงตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ขณะนั้นรัฐบาลกำลังดำเนินนโยบายทำสงครามกับยาเสพติด ได้ปรากฏชื่อนายชัยวัฒน์เป็นผู้ค้าและผู้เสพที่เข้ารับการบำบัด โดยนายชัยวัฒน์ได้เคยมาร้องขอให้พยานช่วยนำชื่อออกจากการเป็นแบล็กลิสต์ เพื่อจะไปลงสมัครเป็นผู้ใหญ่บ้านและกำนัน ต.จันจว้า แต่พยานได้ปฏิเสธไปเพราะกลัวถูกกล่าวหาว่ามีส่วนพัวพัน

ส่วนเรื่องที่นายชัยวัฒน์เคยระบุว่า เป็นสมาชิกพรรคและเคยทำงานให้กับพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชนนั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด จากฐานข้อมูล กกต.ระบุว่า นายชัยวัฒน์เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ตั้งแต่ปี 2547 จนกระทั่งวันที่มาเบิกความเป็นพยานต่อศาลในวันที่ 8 พฤษภาคมที่ผ่านมา ก็ยังมีสถานภาพเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์อยู่

พร้อมกับระบุถึงฐานะทางการเงินของนายชัยวัฒน์ว่า มีที่ดินอยู่ในชื่อของภรรยามูลค่ากว่า 10 ล้านบาท และหลังจากที่มีการกล่าวหาพยานในคดีนี้ก็พบว่านายชัยวัฒน์มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น จึงตั้งข้อสังเกตที่ต้องการให้มีการตรวจสอบทรัพย์สินของนายชัยวัฒน์ พร้อมกันนี้ได้ยื่นเอกสารภาพถ่ายบ้านพักของนายชัยวัฒน์ที่เพิ่งก่อสร้างใหม่ให้ศาลพิจารณาด้วย

ทั้งนี้ นายยงยุทธยังปฏิเสธเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับ ด.ต.เทพรัตน์ เขื่อนคุณา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่จัน จ.เชียงราย ที่ กกต.อ้างว่าเป็นตำรวจติดตามนายยงยุทธ และนายบรรจง ยางยืน นายกเทศมนตรีตำบลจันจว้าที่ กกต.อ้างว่าเป็นหัวคะแนน

ภายหลัง นายพิชิต ชื่นบาน ทนายความนายยงยุทธ กล่าวว่า ในวันที่ 20 พฤษภาคมนี้ ไต่สวนพยานนัดสุดท้าย ตนต้องการที่จะสืบ พ.อ.ธนัช ปัญญา ที่ขอให้ศาลหมายเรียกมาเป็นพยาน พร้อมกับพยานปากอื่นที่เป็นชุดสืบสวนของ อนุ กกต.รวม 6 ปาก ซึ่งหาก พ.อ.ธนัช ได้ขึ้นเบิกความจริง ตนก็ไม่ติดใจที่สืบพยานชุดสืบสวนปากที่เหลืออีก ทั้งนี้จะนำพยานในส่วนของผู้คัดค้านมาเบิกความอีกประมาณ 2-3 คน แต่ยังไม่ขอเปิดเผยชื่อ



คนวงการฟุตบอลฉะปชป.วอล์กเอาต์ไม่มี‘น้ำใจนักกีฬา’

อดีตอุปนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ฉะทีมฟุตบอลพรรคประชาธิปัตย์ที่วอล์กเอาต์จากสนาม ไม่มีน้ำใจเป็นนักกีฬา ไม่รู้จักแยกแยะการเมืองกับการกีฬาโดยเฉพาะเป็นกิจกรรมกระชับมิตร บรรดา ส.ส.เรียงหน้าถามหาสปิริต ระบุอย่าเอาแนวถนัดในสภามาใช้กับการแข่งฟุตบอล จี้ “อภิสิทธิ์” ดูแลลูกพรรคให้ดี

สืบเนื่องจากการแข่งขันกีฬาสานสัมพันธ์สมาชิกรัฐสภา ประจำปี2551 ซึ่งจัดขึ้นที่สนามกีฬากองทัพบก เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยเป็นการแข่งขันระหว่างทีมพรรคร่วมรัฐบาล กับทีมฝ่ายค้านและ ส.ว. ซึ่งปรากฏว่าในช่วงระหว่างใกล้หมดเวลาครึ่งแรก ฝ่ายรัฐบาลได้เปลี่ยนตัวเอา นายการุณ โหสกุล ส.ส.กมท. ลงสนาม เล่นในตำแหน่งกองหน้าปีกซ้าย

ทำให้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่กำลังเล่นอยู่ในสนามหยุดการแข่งขันและเดินออกจากสนามอย่างพร้อมเพรียงราวกับนัดหมายไว้ล่วงหน้าทันที พร้อมกับจับกลุ่มคุยกันอยู่ริมสนาม ทำให้ กรรมการต้องแก้สถานการณ์ด้วยการเป่านกหวีดยุติการแข่งขันในครึ่งเวลาแรก

ขณะที่การแข่งขันในครึ่งเวลาหลัง ส.ส.รัฐบาลบางคน ต้องเปลี่ยนเสื้อเพื่อไปร่วมทีมกับ ส.ว.เพื่อให้การแข่งขันดำเนินต่อไปได้ ในขณะที่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์พากันทยอยเดินออกจากสนามฟุตบอล

กรณีดังกล่าวได้กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ถึงการนำเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องการเมืองมาปะปนกับการกีฬา โดยเฉพาะเป็นการแข่งขันเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ว่า เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ไม่มีสปิริต และไม่มีน้ำใจเป็นนักกีฬา

พล.ต.อัครชัย จันทรโตษะ อดีตอุปนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การกระทำของพรรคฝ่ายค้านในการแข่งขันฟุตบอลกระชับมิตร แสดงให้เห็นว่าขาดสปิริต และไม่มีน้ำใจเป็นนักกีฬา ควรจะแยกแยะเรื่องทางการเมืองกับการกีฬาที่มีจุดประสงค์ในการกระชับมิตร ไม่ควรแสดงกิริยาไม่พอใจโดยการวอล์กเอาต์

ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.พลังประชาชน กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า การแข่งขันกีฬา เป็นเรื่องของสปิริตและความมีน้ำใจเป็นนักกีฬา การกระทำของพรรคประชาธิปัตย์อยากให้ประชาชนตัดสินเอาเองว่าการทำแบบนี้เหมาะสมหรือไม่ ตนคงไม่สามารถออกความเห็นได้ เพราะพรรคนี้เป็นพรรคเทวดา ทำอะไรถูกต้องหมด

ด้าน นายประชา ประสพดี ส.ส.พลังประชาชน กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า การจัดการแข่งขันฟุตบอลเป็นการจัดเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ เป็นแนวคิดที่ปฏิบัติกันมานาน แต่การแข่งขันฟุตบอลระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่านค้าน แล้วพรรคประชาธิปัตย์วอล์กเอาต์ การแสดงท่าทีแบบนี้เป็นพฤติกรรมค่อนข้างแล้งน้ำใจ พรรคประชาธิปัตย์ควรแยกแยะเรื่องส่วนตัวกับการเมืองออกจากกัน

เมื่อมีกีฬาเชื่อมความสัมพันธ์ พรรคประชาธิปัตย์กลับไม่มีน้ำใจเป็นนักกีฬา ซึ่งตรงนี้เป็นพฤติกรรมที่พรรคประชาธิปัตย์เชี่ยวชาญอยู่แล้ว อย่างการประชุมสภาฯ พอจับได้ไล่ทันก็วอล์กเอาต์ออกจากสภา นี่ไม่พอยังมีการวอล์กเอาต์นอกสนาม อีกทั้งอยากฝากให้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดูแลสมาชิกพรรคให้ดี อย่าให้เกิดเรื่องแบบนี้อีก

“การกระทำแบบนี้ไม่เหมาะสม ขนาดเป็นการเชื่อมความสัมพัธ์ พรรคประชาธิปัตย์กลับไม่ใส่ใจ การกระทำของพรรคประชาธิปัตย์ที่ทำกับ นายการุณ โหสกุล เป็นการเอาเรื่องส่วนตัวมาปะปนกับการเมือง ซึ่งตรงนี้ผลร้ายจะตกอยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์เอง หวังว่าพรรคประชาธิปัตย์คงจะแยกออก”

ด้าน นายวุฒิพงษ์ ฉายแสง รมว.วิทย์ฯ กล่าวด้วยความฉุนเฉียวว่า ส.ส. พรรคพลังประชาชนไม่ทราบมาก่อนว่าพรรคประชาธิปัตย์มีการนัดแนะอะไรกันไว้หรือไม่ แต่พฤติกรรมที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเพราะชื่องานก็บ่งบอกอยู่แล้วว่าเรามาสานสัมพันธ์ เพราะฉะนั้นหากไม่แยกแยะเรื่องกีฬา ดนตรี ออกจากกันถือว่าใช้ไม่ได้ หากเอามาปะปนกัน

นายวิทยา บูรณศิริ ประธานสโมสรรัฐสภา กล่าวว่า ไม่เคยทราบเรื่องการประสานงานจากพรรคฝ่ายค้าน ว่าหากนายการุณลงแข่งแล้วจะไม่ลงแข่งขันด้วย อย่างไรก็ตาม ตรงนี้เป็นเกมกีฬาไม่ใช่เรื่องการเมือง ความเป็นจริงแล้วสมาชิกรัฐสภาทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้ลงแข่ง



องค์กรปชต.บุกไล่ “ธีรยุทธ บุญมี” พ้นมธ. อัดยับนักวิชาการทาสเผด็จการ

กลุ่มองค์กรประชาธิปไตยประเทศก้าวหน้า สุดทนพฤติกรรม “ธีรยุทธ บุญมี” ฝักใฝ่เผด็จการ บุกเรียกร้องอธิการบดี ขับออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ลั่นไม่คืบร้องถึงกระทรวงศึกษาธิการ

วันนี้ (14 พ.ค.) กลุ่มองค์กรประชาธิปไตยประเทศก้าวหน้า รวมตัวหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ใช้เครื่องกระจายเสียง อ่านแถลงการณ์เรียกร้องให้อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถอดถอน นายธีรยุทธ บุญมี ออกจากการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนื่องจาก นายธีรยุทธ มีพฤติกรรมสนับสนุนและปกป้องรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ซึ่งเกิดขึ้นจากอำนาจเผด็จการทหาร โดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)

ทั้งนี้ เนื้อหาในแถลงการระบุว่า นายธีรยุทธ บุญมี ไม่มีความเหมาะสมที่จะมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แต่อย่างใด จึงขอเรียกร้องให้ท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยได้พิจารณาถอดถอนนายธีรยุทธ บุญมี ออกจากการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และถ้าไม่มีการดำเนินการถอดถอนนายธีรยุทธ บุญมี ให้พ้นจากตำแหน่งการเป็นอาจารย์ ทางกลุ่มองค์กรประชาธิปไตย ประเทศไทยไทยก้าวหน้า ก็จะดำเนินการไปร้องเรียนต่อกระทรวงศึกษาธิการต่อไป



“ยงยุทธ”แฉกลางศาล ถูก คมช. จัดฉาก คดีใบแดง

อดีตประธานสภาฯ ฟ้องศาล ไม่ได้รับความเป็นธรรมจาก กกต. หลังขึ้นเบิกความต่อศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้งวันนี้ ในคดีเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง ชี้ชัดมีกระบวนการจัดฉาก – แทรกแซงจากฝ่ายทหาร คมช.

วันนี้ (14 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร และส.ส.ระบบสัดส่วน กลุ่มที่ 1 พรรคพลังประชาชน ได้เดินทางไปยังศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อเบิกความต่อศาลในคดีที คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งนายยงยุทธ ซึ่งในวันนี้ ศาลได้นัดพยานไต่สวนจำนวน 2 ปาก ได้แก่ นายยงยุทธ และนายชูชาติ จันทวาลย์ อดีตที่ปรึกษานายยงยุทธ โดยก่อนหน้าที่นายยงยุทธจะมาถึงศาลฎีกา นายชูชาติได้เข้าเบิกความต่อศาลแล้ว

ทั้งนี้ นายยงยุทธ มีสีหน้าชื่นมื่นและดูปราศจากความกังวลโดยไม่มีการให้สัมภาษณ์ใดๆ

ต่อมา นายยงยุทธ ให้การว่า ไม่ได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหากรณีอาจเกี่ยวข้องกับการแจกจ่ายทรัพย์สินในการเลือกตั้ง เมื่อเดือนธันวาคม 2550

“ผมไม่เคยติดต่อกับกลุ่มกำนัน เพราะหลังรัฐประหาร ผมก็เดินทางไปยังต่างประเทศจนกระทั่งกลับมาช่วยงานพรรคช่วงเลือกตั้ง...ไม่มีความจำเป็นต้องให้เขามาช่วยเหลือสนับสนุนการเลือกตั้ง” นายยงยุทธ กล่าวต่อหน้าศาลฎีกาฯ

อีกทั้งให้การต่อว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นเพราะมีกลุ่มบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน ต้องการกล่าวหาเขาว่าทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง และนอกจากนี้ ยังไม่ได้รับความเป็นธรรมจาก กกต.ในคดีนี้ โดยมีการแจ้งข้อกล่าวหาอย่างรวดเร็ว และไม่ให้เวลาเพื่อชี้แจง

ก่อนหน้านี้ นายพิชิฏ ชื่นบาน ทนายความ นายยงยุทธ เปิดเผยว่า การสืบพยานคัดค้านจำนวน 2 ปาก คือ นายยงยุทธ และ นายชูชาติ ในคดีที่ กกต.เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง นายยงยุทธ และ น.ส.ละออง ติยะไพรัช ส.ส.เขต 3 จ.เชียงราย พรรคพลังประชาชน น้องสาว จะมีการสืบต่อในช่วงบ่าย ซึ่งประเด็นการชี้แจงของ นายยงยุทธ ในวันนี้ได้ชี้ให้ศาลเห็นว่า ยังมีกระบวนการจัดฉากและการแทรกแซงของฝ่ายทหาร ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหารของ คมช.ในขณะนั้น

ทั้งนี้ ในส่วนของผู้คัดค้านจะต้องรอคำสั่งว่า ศาลจะมีพารพิจารณาออกหมายเรียกพยาน ตามที่ผู้คัดค้านร้องขอหรือไม่ ซึ่งจะต้องรอผลการพิจารณาดังกล่าวในวันที่ 20 พฤษภาคมนี้

อย่างไรก็ตาม 1 ในพยานที่ผู้คัดค้านขอให้มาให้การเพิ่มเติม คือ พ.อ.ธนัท ปัญญา ซึ่งขณะนั้น ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าฯ ฝ่ายความมั่นคง จ.เชียงรายด้วย




โดนอีก!‘เสรีพิสุทธ์’เจอข้อหาใหม่‘ทำตัวมิบังควรต่อเบื้องสูง’

สมัคร ลงนามตั้งแท่นสอบวินัยร้ายแรงข้อหาใหม่ หลังพบ หลายครั้งหลายคา หลบเลี่ยงแสดงความจงรักภักดี ส่อผิดอาญามาตรา 112 โทษหนัก 15 ปี

ทั้งนี้ มีรายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 13 พ.ค. ที่ผ่านมา นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามเห็นชอบตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพิ่มเติมในข้อหาใหม่อีก ตามที่นายจุลยุทธ หิรัณยะวสิต ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เสนอเรื่องขึ้นมาเมื่อวันที่ 8 พ.ค. 51 หลังคณะกรรมการชุดนายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด เป็นประธานสอบสวนแล้วเห็นว่า มีมูลสมควรกล่าวหา เนื่องจากพบว่าในอดีตที่ผ่านมา มีการกระทำที่แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกอันไม่เหมาะสมและมิบังควรต่อสถาบันพระมหากษัตริย์หลายเรื่อง ปรากฎตามหนังสือ อาทิ

2.2.1 คือ เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 50 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระประชวรและประทับรักษาพระองค์อยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช ได้เสด็จพระราชดำเนินกลับ มีข้าราชการและประชาชนมาเข้าเฝ้าฯส่งเสด็จเป็นจำนวนมาก แต่ในวันดังกล่าว พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ไม่ได้มาร่วมส่งเสด็จ ทั้งที่ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีหน้าที่สำคัญในการถวายอารักขาความปลอดภัย ถือ เป็นการเพิกเฉยต่อภารกิจดังกล่าว

2.2.2 เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 50 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปในพิธีสวนสนามและถวายสัตย์ปฏิญาณตนของทหารรักษาพระองค์ ณ ลานพระราชวังดุสิต ในการนี้ เลขาธิการพระราชวังได้มีหนังสือแจ้งให้ ผบ.ตร.ทราบเพื่อสั่งปฏิบัติราชการตามหน้าที่ และกองบัญชาการทหารสูงสุดได้มีหนังสือเชิญ ผบ.ตร.เข้าร่วมงานพิธีดังกล่าว เพื่อเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายพระเกียรติและแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ปรากฏว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ไม่ได้ไปร่วมงานพิธีอีก แต่กลับไปร่วมงานแสดงความยินดีกับนายบุญยงค์ กมลเลิศวรา (กลุ่มเพื่อนเสรี) เปิดสถานบริการนวดเพื่อสุขภาพ และยังไปร่วมงานแต่งงานของบุคคลอื่นอีก

2.2.3 เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 50 สำนักงาน ก.พ.ประกอบพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน ต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกล่าวนำคณะรัฐมนตรี และข้าราชการระดับสูงของทุกส่วนราชการเข้าร่วมพิธี ในการนี้สำนักงาน ก.พ.ได้มีหนังสือเชิญ ผบ.ตร.เข้าร่วมพิธีในวันดังกล่าว แต่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ไม่ได้เข้าร่วมพิธีด้วยตนเอง มอบหมายให้รอง ผบ.ตร.ไปร่วมพิธีแทน โดยอ้างว่าติดภารกิจที่จะต้องเป็นประธานในพิธี แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ไม่มาเป็นประธานในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณฯ ในส่วนที่จัดขึ้น ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติแต่อย่างใด อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ว่ามีความรู้สึกอย่างไรต่อสถาบัน

2.2.4 เมื่อวันที่ 18 ก.พ. 51 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้เดินทางไปประชุมตำรวจในสังกัดกองบัญชาการสอบสวนกลาง ช่วงหนึ่งของการประชุมได้กล่าวพาดพิงสถาบันในลักษณะที่มิบังควรอย่างยิ่ง ทั้งที่งานรักษาความปลอดภัยแด่องค์พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ เป็นหน้าที่หลักของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

“จากเหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้น ย่อมแสดงให้เห็นว่า เหตุใด พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ จึงได้สั่งการโดยให้ถ้อยคำว่า “ควายหรือเปล่า” เมื่อผู้ใต้บังคับบัญชาแสดงถึงความจงรักภักดีที่สมควรงดจัดงานแข่งขันกีฬาภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปี 51 ระหว่างวันที่ 21-28 มีนาคม 51”

ในหนังสือยังระบุให้คณะกรรมการสอบสวนแจ้งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการต่อไป กรณีมีพยานหลักฐานยืนยันได้ว่า พฤติการณ์และการกระทำของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ อาจเข้าข่ายการกระทำผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ระบุว่า ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี



“อ.จุฬาฯ” ฉะสื่อหัดส่องกระจก/ทำหรือเปล่า? ข่าวหนุนยึดอำนาจ

.นิเทศฯรั้วจามจุรี ชี้ แนวคิด “จักภพ” ห้ามสื่อรัฐปูดข่าวปฏิวัติ อาจแค่ปราม ย้อนเกร็ด สื่อต้องหันมาส่องกระจกดูตัวเอง ทำจริงหรือไม่ แล้วหาทางป้องกันกันเองไม่ให้สังคมตื่นตระหนก

น.ส.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงแนวคิดของนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่จะออกระเบียบคุมสื่อของรัฐไม่ให้เสนอข่าวหรือเนื้อหาสนับสนุนการรัฐประหารทั้งทางตรงและทางอ้อม ว่า

หากมีการออกระเบียบจริงคงต้องตีความตามกฎหมายว่า สื่อวิทยุและโทรทัศน์ ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับของรัฐทางตรง แต่เป็นสื่อที่เอกชนสัมปทานไปประกอบธุรกิจเชิงพาณิชย์ ถือเป็นสื่อของรัฐหรือไม่ เพราะขณะนี้ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)ฉบับใหม่ยังไม่ได้ประกาศใช้ ดังนั้น หากมีการประกาศใช้จริงจะเกิดผลกระทบในวงกว้าง

อย่างไรก็ตาม ถึงขณะนี้ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกกรัฐมนตรี ยังไม่ได้ประกาศใช้ระเบียบดังกล่าว ดังนั้น จึงไม่ทราบว่าระเบียบดังกล่าวจะมีเนื้อหาอย่างไร รวมทั้งอาจเป็นการปรามให้ขบคิดก็เป็นได้

น.ส.อุบลรัตน์ กล่าวด้วยว่า เมื่อมีสัญญาณจากฝ่ายการเมืองเช่นนี้ ย่อมกระทบต่อเสรีภาพสื่อมวลชนไทยและกระทบต่อการรับรู้ของประชาชน ซึ่งระเบียบเช่นนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อวิชาชีพสื่ออย่างแน่นอน ดังนั้น จึงเห็นว่าองค์กรวิชาชีพและผู้บริโภคสื่อ ควรนำมิติที่ฝ่ายการเมืองท้วงติงมาตีความและหาทางออกว่า ที่ผ่านมาสื่อได้นำเสนอข่าวในการรายงานทิศทาง แนวโน้มที่เป็นการชักชวนให้เกิดการรัฐประหารจริงหรือไม่

“จากนั้นก็หาทิศทางการทำงานของสื่อในลักษณะกำกับควบคุมเสรีภาพของสื่อกันเอง เพื่อให้เกิดการวินิจฉัยการนำเสนอข่าวสารไม่ให้สังคมเกิดความตื่นตระหนกต่อการรับข่าวสารมากเกินไป”น.ส.อุบลรัตน์ กล่าว



Wednesday, May 14, 2008

ใครใหญ่จริง

เป็นอันเรียบร้อยโรงเรียน “ชิดชอบ” เมื่อสภาผู้แทนฯ มีมติเห็นชอบให้นายชัย ชิดชอบ เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรด้วยมติ 283 ต่อ 158 โดยพรรคฝ่ายค้านคือประชาธิปัตย์ได้ส่งนายบัญญัติ บรรทัดฐาน เป็นคู่ชิง

และก็เป็นไปตามคาด เมื่อพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคยกมือสนับสนุนแบบไร้ปัญหา จะก็มีพรรคชาติไทยนี่แหละที่ไม่โหวตให้

“บรรหาร ศิลปอาชา” หัวหน้าพรรคไม่เข้าประชุมด้วย และได้บอกล่วงหน้าไปแล้วว่าจะไม่ไป เพราะไม่พอใจพรรคพลังประชาชนที่ไม่ให้เกียรติ ปล่อยให้เด็กออกมาประสานงานขู่ด้วยว่าหากไม่ยกมือโหวตให้นายชัยจะได้เห็นดีกัน

อย่างนี้มันก็ต้องเต้นเป็นธรรมดา

นายบรรหารระบุว่าตำแหน่งประธานสภาผู้แทนฯ นั้นเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติ เป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ เคยติติงตัวบุคคลไปแล้ว ตำแหน่งนี้ไม่ใช่เอาใครมาเป็นก็ได้ต้องให้คนที่มีความรู้ความสามารถมาทำหน้าที่

และพาดพิงด้วยคำถามที่ว่า พรรคพลังประชาชนใครเป็นคนควบคุมกันแน่ ผู้ใหญ่ของพรรคไปไหนกันหมด ทีตอนเชิญร่วมรัฐบาลมากันเต็มไปหมดทั้งหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค นายทรงศักดิ์ ทองศรี เป็นใคร รู้กันอยู่ว่าเป็นลูกน้องนายเนวิน ชิดชอบ

“พรรคชาติไทยไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ ไม่ใช่พรรคกระจอก”

เรียกว่าหัวหน้าพรรคชาติไทยอัดชุดใหญ่ๆด้วยความไม่พอใจ แน่นอนว่าความไม่พอใจของนายบรรหารนั้นน่าจะมาจาก 2 ประเด็น

1. ไม่พอใจวิธีการดำเนินการของพลังประชาชนที่รวบหัวรวบหาง ไม่มีการปรึกษาหารือ ไม่สนใจพรรคร่วมรัฐบาลหรือใครหน้าไหนทั้งนั้น คือจะเอาแบบนี้ใครจะทำไม นอกจากนั้นแกนนำพรรคระดับผู้ใหญ่ของพรรคก็ไม่ทำหน้าที่ประสาน

2. เรื่องตัวบุคคลซึ่งคงไม่เห็นด้วยที่จะเสนอให้นายชัยเป็นประธาน เพราะไม่เหมาะสมน่าจะหาคนที่เหมาะสมมากกว่านี้ อีกทั้งรู้กันอยู่ว่านายบรรหารนั้นมีความรู้สึกไม่ดีกับนายเนวินมานานแล้วนับแต่ “ชิ่งหนี” จากชาติไทย

ยิ่งนายทรงศักดิ์มาประสานงานและข่มขู่ยิ่งเพิ่มระดับความไม่พอใจ ไม่ให้ผู้ใหญ่มาประสานงานแต่ดันส่งลูกน้องเนวินมาทำอย่างนี้

มันหมายความว่ายังไง

ดังนั้นตัวเลขคะแนนที่ออกมาจึงเป็นไป 283-158 ขาดของพรรคชาติไทยที่งดออกเสียง ยังไม่ถึงกับไปลงคะแนนให้พรรคฝ่ายค้าน

เป็นไมตรีที่จะร่วมรัฐบาลกันต่อไป แต่มันก็บ่งบอกถึงอนาคตต่อไปได้ว่าคงไม่มั่นคงต่อกันเท่าใดนัก เพราะนอกจากเรื่องนี้แล้วยังมีประเด็น “รัฐธรรมนูญ” ที่ยังไม่กล้าจะพูดกันอย่างตรงไปตรงมาเท่านั้น แต่เชื่อว่าต่อไปนี้

อะไรก็คงไม่ง่ายอย่างที่ผ่านมาแน่

ในพลังประชาชนเองนั้นก็อย่างที่บอกเอาไว้นั่นแหละ... เมื่อมติกรรมการบริหารพรรคออกมาอย่างนั้นก็น่าจะรู้ดีว่าเพราะอะไร

ฝ่ายที่สนับสนุนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ก็ไม่ได้จริงจังที่จะคัดค้าน เพราะนายสมศักดิ์ก็ไม่ได้ดิ้นสู้หรือพยายามจะเป็นคู่ชิง พูดง่ายๆยอมแพ้ตั้งแต่ชื่อนี้โผล่ออกมาแล้ว บรรดากองเชียร์ นายสมศักดิ์ก็คงเล่นไปตามบท สร้างราคาก็เท่านั้นเอง

หรืออย่างที่หัวหน้าพรรคชาติไทยตั้งคำถามว่าทำนองว่าพรรคนี้ใครใหญ่จริง ป่านนี้คงจะได้คำตอบไปแล้ว.

"สายล่อฟ้า"