WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, May 16, 2008

ทักษิณลงทุนเกาะกงเขมร

ไม่มีไฟก็ไม่มีควัน แล้วข่าวลือเรื่อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะไปลงทุนที่เกาะกงในประเทศกัมพูชา เป็นมูลค่าหลายแสนล้านบาท ก็เป็นเรื่องจริงไม่อิงนิยาย แต่จะมีการโยงไปถึงเรื่องเขาพระวิหาร และผลประโยชน์ก๊าซและน้ำมันในพื้นที่ทับซ้อนระหว่างทะเลไทย-กัมพูชาหรือไม่ ผมไม่ทราบจริงๆ

คนที่ออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ก็คือ พล.อ.เตียบัณห์ รัฐมนตรีกลาโหมกัมพูชา ที่มีความสนิทสนมกับนายทหาร และนักการเมืองไทยจำนวนมาก เพราะ พล.อ.เตียบัณห์พูดภาษาไทยได้ชัดเจน

พล.อ.เตียบัณห์ บอกนักข่าวว่า เรื่องที่มีข่าวในสื่อมวลชนไทยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะมาลงทุนในจังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา นั้น เป็นความจริง แต่ยังอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้

พล.อ.เตียบัณห์บอกว่า ธุรกิจที่ พ.ต.ท.ทักษิณสนใจจะไปลงทุนในจังหวัดเกาะกง คือ ธุรกิจเอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ มีทั้ง กาสิโน สถานบันเทิงครบวงจร โดยจะ เช่าเกาะทั้งหมดแล้วลงทุนพัฒนา แต่เรื่องธุรกิจพลังงานและน้ำมัน ยังไม่ได้พูดคุยกันอย่างเป็นทางการ ต้องหารือกับสมเด็จฮุน เซน ก่อน

ฟัง พล.อ.เตียบัณห์ ให้สัมภาษณ์เช่นนี้ ผมก็เชื่อว่าเป็นความจริง เพราะธุรกิจเอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ ที่มีกาสิโนด้วย พ.ต.ท.ทักษิณฝันมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยที่เป็นนายกรัฐมนตรีใหม่ๆ แต่คนไทยไม่ต้อนรับ

พล.ต.เตียบัณห์ บอกอีกว่า ได้ข่าววงในว่า ทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้หารือ กันอย่างเป็นทางการ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้ที่ สมเด็จฮุน เซน ต้องการให้มาเป็นที่ปรึกษาในการพัฒนาจังหวัดเกาะกง รัฐบาลมุ่งจะให้ จังหวัดเกาะกง เป็น เขตเศรษฐกิจพิเศษ ผมเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจของเกาะกงจะเติบโตตามที่รัฐบาลได้วางเป้าหมายไว้ การลงทุนนี้มี นายพัด สุภาภา จะร่วมลงทุนกับ พ.ต.ท.ทักษิณด้วย

พล.อ.เตียบัณห์ ให้สัมภาษณ์นักข่าวเรื่องนี้ในวันเดียวกับที่ คุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและรัฐมนตรีศึกษา น้องเขย พ.ต.ท.ทักษิณ และ คุณนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีต่างประเทศ ไปร่วมพิธีเปิด ถนนสาย 48 เกาะกง-สแรอัมเบิล ร่วมกับ สมเด็จฮุน เซน เมื่อวันพุธนี้เอง

ถนนสาย 48 ของกัมพูชาเส้นนี้มีระยะทาง 152 กิโลเมตร จะเชื่อมต่อกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 318 ตราด-หาดเล็ก ของไทย ซึ่งรัฐบาลไทยให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่า 300 ล้านบาท สร้างสะพานข้ามแม่น้ำ 4 แห่ง และสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้อีก 567.8 ล้านบาท

ความจริงเรื่องที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะไปลงทุนเช่าเกาะทั้งเกาะที่จังหวัดเกาะกง เพื่อสร้างบ่อนกาสิโนเอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ ไม่ใช่เป็นเรื่องลับมากมายอะไร ช่วงต้นๆที่ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับประเทศไทย และบินไปตีกอล์ฟกับ สมเด็จฮุน เซน ที่ เสียมราฐ นั้น ความจริงเป็นการบินไปเจรจาในเรื่องนี้โดยตรง การตีกอล์ฟเป็นของแถม

ผมก็มีข่าววงในเล่าว่า การสนทนาในวันนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ขอเช่าเกาะหนึ่งเกาะในทะเลจังหวัดเกาะกงกับ สมเด็จฮุน เซน พร้อมแผนการลงทุนทั้งหมด ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ จะระดมเงินทุนประมาณ 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ราว 330,000 ล้านบาท เข้าไปลงทุนพัฒนาเกาะที่เช่าให้เป็นสวรรค์ของนักการพนัน ความบันเทิง และการพักผ่อนกับหาดทรายและแสงแดดแบบครบวงจร

แน่นอนว่าโครงการลงทุนด้วยเม็ดเงินมหาศาลอย่างนี้ ถ้าไม่มี สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้ไฟเขียวและสนับสนุนโครงการก็เกิดไม่ได้

เมื่อมีคนไทยไปลงทุนในประเทศกัมพูชา ด้วยมูลค่าหลายแสนล้านบาทอย่างนี้ ก็ชอบแล้วที่กระทรวงการต่างประเทศจะให้การ สนับสนุน ผมเห็นด้วย แต่ขอฝาก คุณนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีต่างประเทศ ไว้นิดหนึ่งก็คือ อย่าลืม “เส้นแบ่งหน้าที่” ระหว่างการเป็น “ลูกน้อง” และ “การรักษาผลประโยชน์ของชาติ” ที่เป็นของคนไทย 64 ล้านคนก็แล้วกันนะครับ.

"ลม เปลี่ยนทิศ"


"ทักษิณ" แวบอวยพรวันเกิด "บิ๊กจิ๋ว"

วันที่ 15 พ.ค. เมื่อเวลา 10.30 น. ที่วัดพระยายัง ย่านอุรุพงษ์ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาทำบุญเนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 76 ปี โดยมีคุณหญิงพันธุ์เครือ ยงใจยุทธ ภริยา พร้อมด้วยพล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ อดีตรอง ผบ.ทบ. รวม ถึงนักการเมือง นักธุรกิจ และประชาชน เดินทางมาอวยพรด้วย ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางเข้าอวยพร พล.อ.ชวลิต ที่บ้านพักย่านซอยปิ่นประภาคม โดยมีรายงานว่า การพบกันครั้งนี้ได้มีการพูดคุยถึงประเด็นสถานการณ์การเมือง ที่หลายฝ่ายพยายามยั่วยุให้เกิดการปฏิวัติ

วอนรัฐบาลมุ่งแก้ปัญหาชาวบ้าน

จากนั้น พล.อ.ชวลิตให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ วุ่นวายของบ้านเมือง โดยเฉพาะในสภาขณะนี้ว่าไม่เป็นไร ให้มันยุ่งในนั้นดีแล้ว อย่าไปยุ่งที่อื่นเลย ถือเป็นเรื่องธรรมดา เพราะการเมืองต้องมีเรื่องความขัดแย้งกัน หรือมีการต่อว่าต่อขานกันบ้าง อย่าถือเป็นเรื่องใหญ่ ปัญหาอย่างนี้เกิดมาหลายทีแล้ว อย่าไปสนใจเรื่องดังกล่าว ไม่ควรแก่การสนใจ อย่างเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นเรื่องสำคัญ แต่ไม่ใช่จะต้องไปทุ่มเทอะไรมากมาย เอาชีวิตเอาชาติเอาประเทศไปอยู่ตรงนั้น มันไม่ใช่อยากจะแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญก็แก้กัน แล้วหันหน้ามาพูดจากัน เดี๋ยวก็เสร็จแล้ว และก็มีรัฐธรรมนูญอีกฉบับหนึ่ง ถามว่าประเทศได้อะไร ดังนั้น เราควรจะเน้นหนักความเป็นอยู่ของประชาชน เท่าที่เห็นรัฐบาลพยายามทำอยู่ แต่เผอิญสื่อไม่ยอมให้เนื้อที่ข่าว มัวแต่ไปพูดเรื่องรัฐธรรมนูญ ทำให้ประชาชนเกิดความไม่สบายใจและสับสน ทั้งที่ความจริงแล้วไม่มีอะไร นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี หรือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทยก็ดี รวมถึงรัฐมนตรีต่างๆก็พยายามทำแก้ไขปัญหาเรื่องความยากจนหรือปัญหายาเสพติด รวมถึงปัญหาที่ดิน แต่เผอิญไม่มีเนื้อที่ลงข่าวพวกนี้ มัวแต่ไปลงข่าวแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ม.237 และ 309 ซึ่ง รธน.ถือเป็นเรื่องสำคัญจริง แต่อย่าไปให้ความสำคัญ จนกระทั่งลืมประเทศชาติและลืมประชาชน

ตอกย้ำคนไทยรักสถาบันสูงสุด

เมื่อถามว่า การเมืองพยายามดึงสถาบันมาใช้เป็นเกมการเมือง พล.อ.ชวลิตตอบว่า สถาบันของเราเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นชาติ ฉะนั้น บางทีลูกหลานอาจจะไม่เข้าใจเราอยู่มาเป็นพันปี จะต้องมีสถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของเรา จะเป็นอื่นไม่ได้หรอก คนไทยรู้ดี ไม่ต้องห่วงหรอกอาจจะมีการดึงมาบ้าง หรือเข้าใจผิดกันบ้าง ความคิดก้าวหน้าแบบสาธารณะรัฐอาจจะมีบ้าง แต่ถือว่าน้อยมาก คงจะมาล้มล้างความเป็นไทยของเรา สัญลักษณ์ แห่งชาติของเรา ความเป็นเอกภาพของชาติเรา คงทำไม่ได้หรอก ดังนั้นอย่าไปหวั่นไหวอะไรยืนให้มั่นคง

พอได้แล้วทหารยึดอำนาจ

เมื่อถามว่าแต่ถ้าคนที่มีแนวคิดนี้และอยู่ในระดับผู้นำของประเทศ หรือเป็นผู้ที่สามารถผลักดันนโยบายน่าเป็นห่วงหรือไม่ พล.อ.ชวลิตตอบว่าไม่มีอย่างนั้น แต่ อาจจะมีการผิดพลาดพลั้งเผลอไปบ้าง ก็ต้องว่ากันซะ พูดจริงพูดเล่นหรือเข้าใจหรือเปล่าที่พูดอย่างนี้ จริงๆต้องไปกราบพระบาทหรือออกมาพูดว่าไม่ได้เป็นอย่างนั้นจริง ถ้าเราทำความเข้าใจอย่างนั้นคงไม่มีอะไร เพราะเรามองก็รู้แล้วสบายใจได้เรื่องนี้ เมื่อถามว่า มองอย่างไรถึงกระแสข่าวการปฏิวัติ พล.อ.ชวลิตตอบว่า ใครจะปฏิวัติอีกละลูก มันไม่ไหวแล้วนะ บอกหลายทีแล้ว มันไม่ใช่เป็นการปฏิวัติ แต่มันเป็นการยึดอำนาจหรือ คูเดตา ยึดอำนาจไม่ใช่ปฏิวัติ ปฏิวัติก็ดีสิ มันจะได้เปลี่ยนแปลงบ้านเมืองให้ดีขึ้นเสียที

แจกหนังสือต่อต้านขบวนการชั่ว

ผู้สื่อข่าวรายงานการจัดงานวันเกิดในปีนี้ พล.อ. ชวลิต ได้แจกพระพิฆเนศ และหนังสือ “แนวทางประเทศไทย ยุทธศาสตร์ ยุทธวิถี การต่อสู้เอาชนะภัยความมั่นคงของชาติ” ทั้งนี้ ในหนังสือฉบับดังกล่าว พล.อ.ชวลิตได้เขียนปรารภในตอนหนึ่งว่า ได้ทราบว่ามีกลุ่มบุคคลผู้นิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ที่ดื้อรั้นบางกลุ่มหันมาใช้ยุทธวิธีแนวร่วม อย่างเต็มที่โดยพยายามใช้วิธี การต่างๆ เช่น ชุบตัวในสถาบันวิชาการ เข้าร่วมทำเศรษฐกิจทุนนิยมเข้าร่วมถืออำนาจรัฐยุยงให้ทั้งฝ่ายรัฐ และฝ่ายทุนทำผิดให้มากๆ จึงมีการกล่าวกันว่าปัจจุบันมีขบวนการบ่อนทำลายประเทศ โดยใช้ระบบเผด็จการรัฐสภาเป็นเครื่องมือดำเนินยุทธวิธีแนวร่วมเพื่อก่อสงครามกลางเมืองเพื่อเปลี่ยนรูปของประเทศจากราชอาณาจักรไปสู่สาธารณรัฐโดยใช้รัฐธรรมนูญเป็นอาวุธหลักด้วยเหตุ และปัจจัยของความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงของผู้คนในสังคม ในปัจจุบันความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงของผู้คนในสังคมในปัจจุบันเป็นแรงผลักดันให้ตน และผู้รักชาติรักประชาธิปไตยไม่อาจทนนิ่งเฉย เพราะเป็นความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองเป็นภารกิจแห่งชีวิตที่จะต้องดำเนินการเพื่อยุติปัญหาทั้งมวลลง โดยเฉพาะกับความเห็นที่ผิดๆ หรือที่เรียกว่า “มิจฉาทิฐิ” ที่ก่อตัวขึ้นเป็นขบวนการบ่อนทำลายความมั่นคงของชาติที่เรียกว่า “ขบวนการสาธารณรัฐ” มีความมุ่งหมายและดำเนินการ โดยยุทธวิธีแนวร่วมเพื่อล้มปืน ล้มทุน ล้มเจ้า และในฐานะที่ได้ผ่านพิธีศักดิ์สิทธิ์ดื่มน้ำพิพัฒน์สัตยา และเป็นหนึ่งของสมาชิกเหรียญรามาธิบดีที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ ได้รับพระราชทานเหรียญชั้นมหาโยธิน จึงขอประกาศต่อสู้กับกลุ่มบุคคลทุกกลุ่มที่กระทำการกระทบกระเทือนและเป็นปรปักษ์ต่อสถาบันหลักของชาติ และมีลักษณะรบกวนเบื้องพระยุคลบาทไม่ว่ากรณีใดๆต่อสถาบันพระมหากษัตริย์แห่งพระบรมราชวงศ์จักรี



“ปู่ชัย” ให้คำมั่นจะเป็นกลาง ฝ่ายค้านป่วนหลังนั่งบัลลังก์ครั้งแรก

“ในหลวง” โปรดเกล้าฯ ปิดประชุมรัฐสภา ปธ.สภาฯ ให้คำมั่นต่อที่ประชุมจะทำหน้าที่เป็นกลาง ซื่อสัตย์สุจริต พร้อมขอให้สมาชิกให้ร่วมมือผดุงเกียรติและศักดิ์ศรีของสภาฯ เพื่อให้เป็นที่เคารพของประชาน ขณะที่ ส.ส.ฝ่ายค้าน ลองของป่วนสภาไม่เลิก

ภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายชัย ชิดชอบ เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 24 แล้ว พร้อมขึ้นทำหน้าที่ทันทีหลังรับตำแหน่ง โดยในวันนี้ (15 พ.ค.) นายชัย ได้ขึ้นทำหน้าที่ในฐานะการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เป็นครั้งแรก พร้อมกล่าวขอบคุณสมาชิก 283 คนที่ได้เลือกให้เป็นประธานสภาฯ พร้อมขอความร่วมมือสมาชิกให้ร่วมมือกันเพื่อให้สภาเป็นที่ยอมรับต่อไป

จากนั้นได้เกิดการประท้วงของ นายนิพิฐ อินทรสมบัติ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ลุกขึ้นประท้วง กรณีที่นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รองประธานสภาฯ คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุมไม่อ่านพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายชัย ก่อนให้ขึ้นนั่งบนบังลังก์ เพื่อทำหน้าที่ประธานการประชุมครั้งแรก เนื่องจากเห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม และผิดขนบธรรมเนียมประเพณีที่เคยปฏิบัติมา ขณะที่ ส.ส.พรรคพลังประชาชน ต่างเห็นว่า เมื่อมีพิธีสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้วจึงไม่จำเป็นต้องอ่านในที่ประชุมอีกก็ได้

ซึ่ง นายสมศักดิ์ ยืนยันทำหน้าที่ถูกต้องแล้ว แต่หากทำให้สมาชิกไม่สบายใจก็ขอโทษด้วย แต่สมาชิกพรรคฝ่ายค้าน ต่างยืนยันว่า การกระทำของประธานไม่ถูกต้องตามประเพณีปฏิบัติที่ผ่านมา และถือเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยนายนิพิธ อินทรสมบัติ ได้เสนอแนะให้ประธานขอโทษต่อที่ประชุม และให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรขอโทษต่อที่ประชุมด้วย

ทั้งนี้ นายสมศักดิ์ กล่าวยอมรับผิด และขอโทษต่อที่ประชุมอีกครั้ง แม้จะไม่ผิดข้อบังคับ ยืนยันไม่มีเจตนาอื่นแอบแฝง และทำหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง ยึดถือข้อบังคับมาโดยตลอด โดยจะให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรอ่านพระบรมราชโองการหลังจากจบการพิจารณาญัตติที่ค้างการพิจารา เพื่อให้เกิดความสบายใจ ไม่ค่อยสบายใจ

ก่อนหน้านี้ นายชัย กล่าวให้คำมั่นต่อที่ประชุมสภาฯ ว่าตนจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง ซื่อสัตย์สุจริต ผดุงไว้ด้วยเกียรติและศักดิ์ศรีของสภาฯ เพื่อให้เป็นที่เคารพของประชาน ซึ่งการจะเป็นที่เคารพได้ต้องได้รับความร่วมมือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกรัฐสภา

ในขณะเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่ทรงพระราชดำริว่า ตามที่ได้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญทั่วไป พ.ศ.2551 ในวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2551 นั้น

บัดนี้จะสิ้นกำหนดสมัยประชุมในวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 สมควรจะปิดประชุมได้แล้ว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 128 และมาตรา 187 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญทั่วไป พ.ศ.2551 ตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี



Thursday, May 15, 2008

พ่อจิ๋ว เชื่อ ไม่มีใครคิดร้ายสถาบัน / ร้องลั่น “ไม่ไหวแล้ว ยึดอำนาจ”

พล.อ.ชวลิต ชี้ แก้รธน.เสร็จให้หันหน้าคุยกัน เชื่อคนไทยรักสถาบัน ไม่มีใครคิดล้ม พร้อมร้องลั่น ใครจะคิดยึดอำนาจอีก ไม่ไหวแล้ว

ทั้งนี้ ในงานวันเกิดครบรอบ 76 ปี ของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ย่านอุรุพงษ์ ได้กล่าวตอบผู้สื่อข่าวถึงสถานการณ์บ้านเมืองที่ดูยุ่งวุ่นวายอยู่ในขณะนี้ว่า ไม่เป็นไร ให้มันยุ่งในนั้นดีแล้ว อย่าไปยุ่งที่อื่น ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดา เพราะการเมืองต้องมีเรื่องความขัดแย้งกัน อย่าถือเป็นเรื่องใหญ่ ขณะที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เป็นเรื่องสำคัญ แต่ไม่จำเป็นต้องทุ่มเทอะไรมากมาย

โดยการเอาชีวิต เอาชาติ เอาประเทศ ไปอยู่ตรงนั้นมันไม่ใช่ ซึ่งอยากจะแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญก็แก้กัน แล้วหันหน้ามาพูดจากัน เดี๋ยวก็เสร็จ และก็มีรัฐธรรมนูญอีกฉบับหนึ่ง

อดีตนายกฯยังกล่าวตอบถึงความพยายามดึงสถาบันมาใช้เป็นเกมการเมืองด้วยว่า สถาบันของเราเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นชาติ ฉะนั้น บางทีลูกหลานอาจไม่เข้าใจ เราอยู่มาเป็นพันปี จะต้องมีสถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของเรา จะเป็นอื่นไม่ได้ คนไทยรู้ดี ซึ่งตรงนี้เราไม่ต้องห่วงหรอก อาจจะมีการดึงมาบ้าง หรือเข้าใจผิดกันบ้าง ความคิดแบบสาธารณะรัฐ อาจจะมีบ้าง แต่ถือว่าน้อยมาก คงจะมาล้มล้างความเป็นไทยของเรา สัญลักษณ์ แห่งชาติของเรา ความเป็นเอกภาพของชาติเรา คงทำไม่ได้ ดังนั้นอย่าไปหวั่นไหวอะไร ยืนให้มั่นคง

ต่อข้อถาม มองอย่างไรถึงกระแสข่าวการปฏิวัติ พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า “ใครจะปฏิวัติอีกละลูก มันไม่ไหวแล้วนะ บอกหลายทีแล้วมันไม่ใช่เป็นการปฏิวัติ แต่มันเป็นการยึดอำนาจ หรือคูเดตา ยึดอำนาจ ไม่ใช่ปฏิวัติ ปฏิวัติก็ดีสิ มันจะได้เปลี่ยนแปลงบ้านเมืองให้ดีขึ้นเสียที”



“จักรภพ” ลั่น!พิสูจน์ได้ทุกถ้อยคำ ปาฐกถาไม่มีเจตนาพาดพิงสถาบัน

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำไม่มีเจตนาพาดพิงสถาบันกรณีปาฐกถาที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เผยเตรียมแปลข้อความดังกล่าวเผยแพร่ เพื่อหลักฐานต่อสาธารณชน และฝ่ายสอบสวน คาดประมาณต้นสัปดาห์หน้าเสร็จ

วันนี้(15 พ.ค.) นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวชี้แจงกรณีไปบรรยายกับผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ว่า คำบรรยายของตนที่เป็นข่าวในขณะนี้ เพิ่งนึกได้หลายคนนำเรื่องนี้มาพูดคล้ายกับว่าตนเพิ่งจะไปบรรยายเมื่อตอนเป็นรัฐมนตรีแล้ว แต่ความจริงเรื่องนี้มาบรรยายมาปีกว่าแล้ว ซึ่งเป็นช่วงที่ต่อสู้กับฝ่ายเผด็จการที่ท้องสนามหลวง สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศเขาเชิญไป เพราะอยากรู้ว่าคนที่ร่วมต่อสู้กับประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คิดอย่างไรเกี่ยวกับสังคมไทย เลยไปวิเคราะห์เกี่ยวกับระบบอุปถัมภ์เรื่องของสังคม

“ขอย้ำอีกทีว่าเรื่องที่ไปบรรยายนี้ ไม่ได้มีเจตนาหรือเกี่ยวข้องกับสถาบันระดับสูงเลย เป็นเรื่องการวิเคราะห์ทางสังคม เป็นการพูดมาปีกว่าแล้ว เป็นของเก่า ที่มีคนนำกลับมาทำใหม่ ตรงนี้ผมนึกขึ้นได้เพราะ ญาติมิตรหลายคนถามมมาว่าเป็นรัฐมนตรีแล้ว ทำไมไปบรรยายอะไร เลยบอกว่าเปล่า เรื่องนี้เป็นของเก่าปีเศษมาแล้ว พูดในอีกบรรยากาศหนึ่งด้วย เมื่อเรามาเป็นแล้ว การพูดการจาต้องต่างกันไป ความคิดต่างๆ อาจไม่เปลี่ยนแปลง แต่ท่าทีจะต้องเป็นไปเพื่อความสมานฉันท์ เป็นไปเพื่อความราบรื่นในการทำงานของบ้านเมือง

ฉะนั้นเรื่องนี้อยากจะขอเรียนผ่านพี่น้องสื่อมวลชนไว้ให้เข้าใจตรงนี้ เดี่ยวจะนึกไปว่าทำไมมาทำหน้าที่นี้แล้วยังไปพูดจาอะไรแบบนั้น ขอให้รู้ว่าเป็นบรรยากาศอีกอย่างหนึ่ง และเป็นเวลาปีกว่าแล้วที่ไปพูด” นายจักรภพกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่ากลุ่มพันธมิตรออกแถลงการณ์ประณามรัฐบาลสร้างเงื่อนไขการปฏิวัติ ไม่ว่าจะเป็นการจาบจ้วงสถาบัน การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และล่าสุดเรื่องปัญหาปากป้อง มีหลายสาเหตุ และระบุว่ามีรัฐมนตรีที่มีทัศนคติอันตรายเข้ามาบริหารประเทศ นายจักรภพ ถามกลับว่า พันธมิตรฯพูดหรือประชาธิปัตย์พูดกันแน่

นายจักรภพ กล่าวว่า รัฐบาลมุ่งหน้าทำงานอย่างเดียว แต่เมื่อมีข่าวคราวว่าประชาธิปไตยอาจจะไม่ปลอดภัยเราก็ต้องมาบอกข่าวกันไว้ก่อน หากทุกอย่างเป็นไปอย่างที่กองทัพว่าไม่มีใครคิดอย่างนี้ ไม่มีความเคลื่อนไหวแบบนี้ ทุกคนก็อุ่นใจสบาย อย่าลืมว่าที่มานั่งพูดถึงความเคลื่อนไหวทางทหาร เพราะมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ 19 ก.ย.2549 เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว คนก็เข้าใจว่าอาจจะเกิดขึ้นอีก ตรงนี้เป็นความเข้าใจที่ไม่ดีต่อบ้านเมือง ฉะนั้นเมื่อมีความเคลื่อนไหวขึ้นมา แล้วมีคนชี้เรื่องนี้ต้องถามกลับไปว่าแล้วอะไรที่คนเชื่อว่ามันจะมีได้ คำตอบคือเพราะมันเคยเกิดขึ้นมาแล้ว ในอดีตเมื่อไม่กี่ปีนี้เอง ฉะนั้นเราต้องเดินหน้าร่วมกันระหว่างรัฐบาลกับผู้นำกองทัพที่จะทำอย่างไรก็ได้ เพื่อไม่ทำให้เกิดบรรยากาศที่คนเชื่อว่าจะมีเรื่องแบบนี้ได้อีก

“ผมเองหวังใจว่าผู้นำกองทัพ โดยเฉพาะ ผบ.ทบ. พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา นั้นท่านเข้าใจปัญหาบ้านเมืองอย่างลึกซึ่งและมีความยับยั้งชั่งใจในการให้ความเห็นตลอดมา ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ดี เป็นแนวโน้มที่ชี้ว่าการที่รัฐบาลกับผู้นำกองทัพร่วมกันเพื่อจะบอกว่าบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ไม่มีแนวทางอื่น ครรลองอื่น”นายจักรภพกล่าว

นายจักรภพ กล่าวว่า เราต้องไม่ทำให้เกิดปัญหาขึ้น อันดับแรกคือนโยบายมวลชนปะทะมวลชนต้องไม่มี รัฐบาลมุ่งหน้าทำงานให้เกิดผลงานให้ประชาชนพอใจและมีความสุขขึ้นแก้ปัญหาเร่งด่วน และเราจะต้องสร้างสมดุลย์ในวงการสื่อสารมวลชน นั่นคือมีความเห็นทุกฝ่ายในการแสดงความเห็นเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่เอียงฝ่ายใด ไม่สนับสนุนเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง ตรงนี้จะเป็นมาตรการป้องกันเรื่องเหล่านี้ได้ดี

เมื่อถามว่ารู้สึกอย่างไรกับแนวคิดตัวเอง ที่นำเสนอออกมาแล้วมีเสียงวิจารณ์ตามมา นายจักรภพ กล่าวว่า แสดงว่าตนทำงานแนวความคิดหลายอย่างมาจากแนวนโยบาย ในการทำงานโดยตรงเช่น การเชื่อมความสัมพันธ์สื่อสารมวลชนใหม่ๆ ในบ้านเมือง แม้จะไม่ได้ก้าวล่วงไปเป็นการออกใบอนุญาต หรือการสนับสนุนให้กระทำการต่างๆ ทั้งการปรับเปลี่ยนตัวบุคคลในหน่วยงานที่ดูแล และการแสดงความเห็น หรือขีดขั้นความเป็นสื่อมวลชนภาครัฐ

ทั้งหมดเป็นงานในหน้าที่ความรับผิดชอบของตนทั้งสิ้น ไม่ได้ทำอะไรนอกเหนือหน้าที่ความรับผิดชอบที่ได้รับมา คำถามคือเราจะประเมินผลงานของรัฐมนตรีแต่ละคนตามผลงานจริงๆ หรือจะประเมินจากอคติ เรื่องต่างๆ ไม่ได้อยู่ที่การตีความอย่างเดียว อยู่ที่การจ้องจะตีกันหรือเปล่า จ้องให้เกิดความลำบากเดือดร้อนหรือเปล่า

“ตัวผมรับได้สบายมาก ไม่มีปัญหาเลย ทุกวันนี้ทำงานตั้งแต่เช้าจดดึก และจะมุ่งหน้าทำงานอย่างนี้ต่อเนื่องไป ฉะนั้นใครที่มีหน้าที่เล่นการเมือง ก็เล่นไป ผมมีหน้าที่ทำงานในฐานะผู้รับใช้บ้านเมืองคนหนึ่ง”นายจักรภพ กล่าว เมื่อถามว่าคำแปลเอกสารล้มเลิกแล้วหรือไม่

นายจักรภพ กล่าวว่า ยังแปลอยู่ที่ต้องแปลช้าหน่อยเพราะอยากให้เกิดความพิถีพิถัน และขอบอกว่าตนแปลเองส่วนใหญ่ เพราะต้องการให้ถูกต้องตามเจตนาของผู้พูดจริงๆ และที่พูดเมื่อปีที่แล้วไม่ได้มีบทพูด เป็นการพูดสด จึงต้องมีการนำเทปมาถอดเป็นตัวอักษร และนำตัวอักษรมาแปลอีกครั้งเลยใช้เวลานาน เรื่องนี้จะต้องทำให้ได้ ไม่มีแผนเลิกแปลเป็นอันขาด จะต้องแปลต่อเนื่องเพื่อนำมาเป็นหลักฐานต่อสาธารณชน และฝ่ายสอบสวน ประมาณต้นสัปดาห์หน้าคงเสร็จ



หมวดเจี๊ยบ" แจ้งจับเว็บผู้จัดการ หมิ่นศักดิ์ศรีลูกผู้หญิง

เจ้าของพ็อคเก็ตบุ๊ก "ทักษิน แวร์อาร์ยู" สุดทนแจ้งดำเนินคดีกับเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ โพสท์ข้อความดูหมิ่นศักดิ์ศรีของลูกผู้หญิง

ร.ท.(หญิง) สุณิสา เลิศภควัต หรือ "หมวดเจี๊ยบ" เจ้าของพ็อคเก็ตบุ๊ก "ทักษิน แวร์อาร์ยู" เข้าแจ้งความกับ พ.ต.ท.ไพลิน แจ่มจำรัส พนักงานสอบสวนฝ่ายปฏิบัติการ 10 บก.ป. เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม เพื่อให้ดำเนินคดีกับเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ และผู้ที่โพสท์ข้อความแสดงความคิดเห็นลงในเว็บไซต์ดังกล่าว ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และหมิ่นประมาท ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550

ร.ท.(หญิง) สุณิสากล่าวว่า เนื้อหาในเว็บไซต์กล่าวพาดพิงในทำนองว่า มีความสัมพันธ์เป็นพิเศษกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และมีผู้โพสท์ข้อความที่ด่าทออย่างเสียหาย ถือเป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีของลูกผู้หญิง จึงเข้าแจ้งความเพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมาย



ได้ลุ้นหายใจอีกเฮือก


ถอนหายใจเฮือกดังๆกันเลย

ล่าสุดศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยังไม่มีความเห็นประทับรับฟ้องคดีหวยบนดินตามที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีต ครม.พร้อมพวกที่เกี่ยวข้อง รวม 47 คน

เนื่องจากจะมีการเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ที่แต่งตั้ง คตส. รวมถึงการต่ออายุการทำงานของ คตส. ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญปี 2550 หรือไม่

ได้ต่อลมหายใจอีกเฮือกใหญ่

สรุปก็คือว่า “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯและ รมว.คลัง “ป้าอุ” นางอุไรวรรณ เทียนทอง รมว.แรงงาน และนายอนุรักษ์ จุรีมาศ รมช.คมนาคม ยังคงปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง ได้ต่อไป

และก็เป็นอะไรที่เหมือนไก่ได้น้ำ “หมอเลี้ยบ” ใส่เกียร์ห้าเดินหน้าทันที ประกาศจากนี้ไปจะเร่งเดินหน้าทำงานแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้มากขึ้น ต้องออกมาตรการอีก หลายด้านในการแก้ปัญหา โดยเฉพาะเรื่องที่ยังติดขัดไม่สามารถดำเนินการได้

เช่น การออกหวยบนดิน

จะเร่งหารือกับผู้บริหารสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ว่าจะมีแนวทางอย่างไรบ้าง เพราะหากนำเงินจากเจ้าของหวยใต้ดินมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมก็เป็นสิ่งดี

“หมอเลี้ยบ” ส่งซิก เตรียมตั้งแผงขายหวย 3 ตัว 2 ตัวรอเลย

รัฐบาลใจชื้นขึ้นเป็นกองกับรูปคดีหวยบนดินที่ออกมา แต่ที่ใจแป้วก็คือนายแก้วสรร อติโพธิ เลขานุการ คตส. แสดงอาการข้องใจ คดีหวยบนดินยังไม่มีการประทับรับฟ้อง ไม่เข้าใจว่าส่งให้ศาล รัฐธรรมนูญได้อย่างไร

แต่ที่ยังนิ่งอยู่ นายนาม ยิ้มแย้ม ประธาน คตส. ออกตัวนิ่มๆ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจ ของศาลในการวินิจฉัย ยืนยันไม่ทำให้ คตส.เสียหน้า

เอาเป็นว่า ผิดหวังกันไปสำหรับฝ่ายที่จ้องให้รัฐบาลสะดุด ลุ้นให้รัฐมนตรี 3 ราย โดยเฉพาะขุนคลังต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพราะต้องคดีหวยบนดิน

และก็ฟาวล์เช่นกัน ใครที่ลุ้นให้เก้าอี้รัฐมนตรีว่างเยอะๆเพื่อเสียบแทนโควตา

ถึงตอนนี้ยังไม่มีทีท่าจะคืบหน้าแต่อย่างใด กับรายการปรับคณะรัฐมนตรี ที่ล่าสุด “ลุงหมัก” โบกไม้โบกมือชิ่งคำถามนักข่าว บอกแค่ว่า “ยัง”

ปรับเล็กหรือปรับใหญ่ ไม่แน่

แต่เท่าที่จับอาการได้ โดยความคิดของ “ลุงหมัก” อยากขยับให้เคลียร์ไปเลยทีเดียว เนื่องจากไม่ต้องการรบกวนเบื้องสูงบ่อยเกินเหตุ

ในเมื่อใครมีปัญหาย่อมรู้กันอยู่แก่ใจ

จะดันทุรังกอดเก้าอี้ ทู่ซี้ดื้อด้าน พอโดนจับได้ไล่ทันก็เปิดตูดลาออกหนี ทิ้งขี้ให้ต้องปรับ ครม.กันใหม่ ถึงไม่มีความละอาย แต่ก็ควร สำเหนียกกันว่า

ผลกระเทือนมันไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายการเมืองด้วยกันอย่างเดียว

แต่ก็อีกนั่นแหละ แค่ “ลุงหมัก” โยนหินถามทางอาจจะปรับ ครม. หลายตำแหน่ง ก็มีเสียงแหลมแทรกขึ้นมาทันควัน นายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.สาธารณสุข ที่มีปัญหาเรื่องการแจ้งบัญชีทรัพย์สิน รีบออกมาขวางลำ นายกฯสมัครไม่ควรปรับ ครม.ใหญ่

ขอโอกาสรัฐมนตรีแสดงฝีมือก่อนอย่างน้อย 6 เดือน

กอดเก้าอี้แน่น

อาการเสพติดอำนาจกำเริบ ไม่ยอมทิ้งตำแหน่งง่ายๆ

แต่ที่แปร่งไปเห็นได้ชัดเลย อยู่ๆก็แหยงไมค์ขึ้นมาดื้อๆ

กับอาการของ “สิงห์เหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ที่กลายเป็นคนกลัวกล้องทีวี เดินหนีนักข่าว บ่ายเบี่ยงให้สัมภาษณ์ สื่อมวลชน อ้างท่าเดียวว่า “ท่านนายกฯสั่งห้ามพูด” ย้ำแล้วย้ำอีก “นายกฯบอกไม่ให้พูดมาก เดี๋ยวถูกดุ”

ท่าทางเหมือนโดนติดดิสเบรกมา

คิวนี้น่าจะมีรายการสะกิดเตือนกันภายใน สถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ ช่วงใกล้ขยับปรับ ครม. ในฐานะสายล่อฟ้า “สิงห์เหลิม” เลยต้องหยุดดู ทิศทางลมให้ดี

นาทีเข้าด้ายเข้าเข็ม แน่แค่ไหนก็เกร็งเหมือนกัน.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน



สมัคร เผยพม่าให้ไทยส่งทีมแพทย์-พยาบาลเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัย

บน.6 14 พ.ค. – “สมัคร” เผยพม่ายืนยันสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ พร้อมรับความช่วยเหลือแพทย์-พยาบาล 40 ชุดจากไทย เข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัย และดูแลป้องกันโรคระบาด ขณะเดียวกันรับพิจารณาวีซ่าของบุคคลที่จะเข้าไปช่วยเหลือพม่าเป็นรายบุคคล

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินทางกลับจากสหภาพพม่า ว่า วันนี้ (14 พ.ค.) เดินทางถึงพม่าเวลา 11.30 น. ได้พบและหารือกับ พล.อ.เต็ง เส่ง นายกรัฐมนตรีพม่า เป็นเวลากว่า 2 ชั่วโมง ซึ่งนายกรัฐมนตรีพม่านำแผนที่ความเสียหายในพื้นที่ต่าง ๆ มาให้ดู และแจ้งยอดผู้เสียชีวิตให้ทราบว่า ขณะนี้มียอดผู้เสียชีวิตประมาณ 31,000 คน และคนหายประมาณ 29,000 คน

“นายกรัฐมนตรีพม่ายอมรับว่า ครั้งแรกประเมินว่าพายุไซโคลนนาร์กีสจะพัดผ่านเมืองยะไข่ แต่พายุได้เปลี่ยนทิศทางต่ำลง จึงทำให้มีความเสียหายเกิดขึ้นมาก โดยเฉพาะนครย่างกุ้ง และสร้างความเสียหายให้กับเมืองที่อยู่ติดทะเล” นายสมัคร กล่าว และว่า นายกรัฐมนตรีพม่ายังแจ้งให้ทราบว่า หลังจากเกิดเหตุ 14 วัน สามารถซ่อมแซมไฟฟ้าและประปาได้ในหลายพื้นที่ และรัฐบาลพม่าได้ทำหน้าที่ในการดูแลประชาชนอย่างครบถ้วนแล้ว

นายสมัคร กล่าวว่า ในช่วงเย็นที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีพม่าพาไปดูตามชานเมืองย่างกุ้ง และพาไปดูสิ่งของที่นานาชาติส่งไปช่วยเหลือ รวมทั้งของประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลพม่าเก็บไว้เป็นอย่างดี เขายืนยันว่าสามารถทำงานของเขาได้ ดังนั้น จึงจะไปบอกกับนานาชาติตามที่พม่าบอก

“พม่ายังบอกด้วยว่ามี 27 ประเทศ ต้องการที่จะส่งคนเข้าไปช่วยเหลือ แต่พม่าต้องการเพียงสิ่งของ ยังไม่อยากให้หน่วยกู้ชีพหรือบุคคลใดเข้าไปเป็นจำนวนมาก และยืนยันว่ายังไม่มีโรคระบาดเกิดขึ้น พม่ายังสามารถแก้ไขปัญหาเองได้ โดยภาคเอกชนพม่าและเจ้าหน้าที่ของพม่าสามารถดูแลประชาชนไม่ให้ขาดอาหารได้ จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการขาดอาหารในพม่า เขาจึงไม่ต้องการผู้เชี่ยวชาญ แต่ใครจะช่วยก็ยินดี” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้บอกกับนายกรัฐมนตรีพม่าว่า มีหลายประเทศต้องการเข้าไปติดตามสถานการณ์ ซึ่งพม่ารับปากว่าจะพิจารณา โดยจะพิจารณาให้วีซ่าเป็นรายบุคคล คือให้เข้าพม่าได้ประมาณ 2-3 คน แต่ทั้งนี้จะต้องพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไป อย่างไรก็ตาม พม่าอนุญาตให้แพทย์และพยาบาล จำนวน 40 ชุดของประเทศไทยเดินทางเข้าไปช่วยผู้ประสบภัยได้ โดยแพทย์และพยาบาล 20 ชุดแรก จะเป็นทีมเข้าไปช่วยเหลือรักษาพยาบาล ส่วนอีก 20 ชุดจะเป็นทีมดูแลเรื่องการป้องกันโรคระบาด

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ขณะนี้พม่าต้องการเครื่องสูบน้ำและรถไถนา โดยเฉพาะเมืองริมทะเล เพราะบ่อน้ำถูกน้ำเค็มพัดเข้าไป จนน้ำในบ่อไม่สามารถใช้การได้.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-14 20:04:21




จัดทัพต้านพันธมิตร เตือน!ชาวนาถูกต้ม

* ‘ดีเอสไอ’จับตาอีเมลเถื่อนเชื่อสาวถึงต้นตอ

พวกจ้องล้มรัฐบาลยังคงเดินหน้าเป็นขบวนการ “มหาประชาชนฯ” ประกาศรวมพลนับแสน จัดทัพต้านพันธมิตรฯ เคลื่อนไหว แฉ! ที่ผ่านมาหลอกตำรวจ ทหาร คน กทม. ไม่สำเร็จ ต้องพุ่งเป้าหลอกชาวนา ชาวไร่ เตือนอย่าหลงกลลวง ขณะเดียวกันรุมถล่มยับอีเมลเถื่อน เนื้อหาอ้างเบื้องสูงปลุกระดมคนไทยแตกแยก ส่อเข้าข่ายกบฏ ด้าน “ดีเอสไอ” ระบุจับตามาแล้วหลายวัน ไม่นานสาวถึงต้นตอแน่ ฉะ “อภิสิทธิ์” ยื่นหนังสือจี้นายกฯ ปลด “จักรภพ” หวังผลทำลายรัฐบาล

ขบวนการขัดขวางการทำงานของรัฐบาล และคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยังคงเคลื่อนไหวจุดประเด็นความวุ่นวายในบ้านเมืองไม่เลิกรา โดยล่าสุดในวันที่ 14 พฤษภาคม ที่ผ่านมา กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ออกแถลงการณ์อีกครั้งเป็นฉบับที่ 8 พร้อมกับออกมาแถลงกล่าวหาว่า ยังมีขบวนการคุกคามสถาบันพระมหากษัตริย์ ลามไปถึงกรณีปัญหาเขาพระวิหาร

รวมทั้งยังหยิบปัญหาราคาน้ำมันและราคาข้าวที่เป็นผลกระทบจากตลาดโลก มาเป็นข้ออ้างกล่าวหาว่ารัฐบาลล้มเหลวในการบริหารงานทางด้านเศรษฐกิจอีก และระบุว่าหากเกิดการรัฐประหาร กลุ่มพันธมิตรฯ ถือเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาล

ที่สำคัญในตอนท้ายของแถลงการณ์กลุ่มพันธมิตรฯ ยังเรียกร้องให้เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน ผู้บริโภค ผู้ประกอบการรายย่อย ข้าราชการชั้นผู้น้อยและประชาชนผู้ยากไร้ ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล

ฉะ!หลอกใครไม่เคยสำเร็จ
นายประชา ประสพดี แกนนำกลุ่มมหาประชาชนพิทักษ์ประชาธิปไตย กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ ออกแถลงการณ์ปลุกระดมชาวไร่ ชาวนาออกมาเคลื่อนไหว ว่า ตั้งแต่กลุ่มพันธมิตรฯดำเนินการมาครั้งแล้วครั้งเล่าเป็นการดำเนินที่หลอกใครไม่ได้อีกแล้ว เพราะที่ผ่านมาเคยหลอกข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และกลุ่มคนในเมืองแล้วไม่ประสบผลสำเร็จ จึงต้องออกมาปลุกระดมชาวไร่ ชาวนา ซึ่งตรงนี้เป็นการออกมาเพื่อทำร้ายตัวเอง

การที่กลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาแถลงเป็นกลลวงโลก เป็นพวกฝันกลางวัน การปลุกระดมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่มีผู้นำทั้ง 5 คนก็เกิดมาจากลูกชาวนาแต่กลับไปหลอกผู้ที่ให้กำเนิด เพราะคิดว่าชาวนาโง่ หลอกง่าย จึงไปโน้มน้าวชาวนาให้หลงเชื่อ โดยเอาเงินไปหลอกเพื่อสร้างแรงจูงใจให้หันมาเชื่อ การกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯเข้าข่ายปลุกปั่นยุยงส่งเสริมมีความผิดตาม มาตรา73

เคลื่อนคนนับแสนต้านพันธมิตร
ทั้งนี้อยากถามไปทางกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าเคยกลับไปดูแลชาวไร่ชาวนาหรือไม่ ที่ใส่เสื้อผ้าของนอกแพงๆ ใส่รองเท้าโก้หรู อีกทั้งเกรงว่าชาวนาจะถือมีด ถือจอบ มาขับไล่พันธมิตรฯ เอง เพราะยังไงกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ไม่สามารถช่วยเหลือประชาชนได้

นายประชา กล่าวต่อว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นเรื่องของรัฐบาลว่าจะดำเนินการอย่างไร สำหรับการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ ทั้งเรื่องใส่ร้าย นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่เป็นหุ่นเชิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รวมไปถึงเรื่อง นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หากรัฐบาลไม่ดำเนินการทางพรรคพลังประชาชนจะเป็นฝ่ายดำเนินการเอง โดยรอดูท่าทีของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าจะดำเนินการอย่างไร

จากนั้นก็จะมีการเดินขบวนจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งคาดว่าจะมีคนร่วมขบวนนับแสนแล้วเดินไปทางสะพานผ่านฟ้าเพื่อเข้าสนามหลวงแล้วย้อนกับมาที่อนุเสาวรีย์อีกครั้ง โดยมีรหัสเป็นสีโบเขียว

เตือนชาวนาอย่าหลงกลลวง
อย่างไรก็ตาม พันธมิตรฯ ไม่ควรดึงเอาสถาบันเบื้องสูงมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง จึงอยากฝากให้เกษตรกรชาวไร่ชาวนาอย่าหลงเชื่อกลลวงของกลุ่มพันธมิตรฯ ควรตั้งหน้าปลูกข้าวปลูกมัน ทำไร่ทำนา ไม่ต้องออกมาตะลอน ตากแดดตากลมให้เสียเวลา เพราะถึงยังไงพันธมิตรฯ ก็ไม่สามารถช่วยเหลือได้ หากพันธมิตรฯ เป็นห่วงเกษตรกรจริง ต้องจัดตั้งพรรคการเมืองแล้วจัดตั้งรัฐบาล การที่พันธมิตรฯ อาศัยเกษตรกรมาเป็นเครื่องมือ ต้องถามว่าเกษตรกรจะได้รับประโยชน์อะไรจากพันธมิตรฯ

“รัฐบาลเองก็เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เรื่องปากท้องชาวไร่ชาวนา คอยช่วยเหลือเกษตรกรอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง 30 บาทรักษาทุกโรค เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา รัฐบาลแก้ปัญหาทุกอย่างเพื่อให้ประชาชนอยู่ดีกินดี เกษตรกรควรตั้งหน้าตั้งตาหันไปทำไร่ทำนาจะดีกว่า ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าตอนนี้เกษตรกรกำลังถูกหลอก เพราะพันธมิตรฯ หลอกใครไม่ได้อีกแล้ว” นายประชากล่าว

ชี้ชัดพันธมิตรจ้องล้มรัฐบาล
ด้าน นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศกำลังเอือมระอากับการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งปัญหาต่างๆ ปกติรัฐบาลก็พร้อมจะตอบในสภาทุกครั้งอยู่แล้ว ไม่น่าออกมาเคลื่อนไหวนอกสภา

การกระทำของพันธมิตรฯ เป็นความพยายามในการขยายผล เพื่อโค่นล้มรัฐบาลให้ได้ ที่สำคัญในขณะนี้ยังมีการอ้างเบื้องสูง มาจัดการกับรัฐบาลซึ่งไม่สมควรอย่างยิ่ง ในตอนนี้กลุ่มพันธมิตรฯ กำลังสร้างความแตกแยกให้เกิดในบ้านเมือง แต่ก็เชื่อว่าประชาชนจะเข้าใจ

ดีเอสไอสาวต้นตออีเมลเถื่อน
ขณะเดียวกันนอกเหนือไปจากการปลุกระดมให้ชาวนาชาวไร่และประชาชนออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ แล้ว ก็ยังพบว่ามีการส่งต่ออีเมลเถื่อนตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา หลายฉบับ มีเนื้อหาอ้างสถาบันเบื้องสูงในทำนองเดียวกัน และนำเอาพระราชดำรัส และบทเพลงพระราชนิพนธ์ปลุกใจ มาเชื่อมโยงกล่าวอ้างให้คนออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล

กรณีดังกล่าว นายธาริต เพ็งดิษฐ์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวว่า เรื่องนี้น่าเป็นการกระทำที่มีเจตนาเพื่อเป็นการบั่นทอนอำนาจของรัฐบาล หรือสร้างกระแสความสับสนให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลคงไม่ปล่อยนิ่งเฉยอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ดีทางดีเอสไอ เองทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว และมีการเฝ้าดูการกระทำดังกล้าวมา 2-3 วันแล้ว โดยมีการหารือกับทางสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อหามาตรการดำเนินการโดยเด็ดขาด อันเนื่องมาจากการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายการก่อความไม่สงบปลุกระดมผ่านบัตรอิเล็กทรอนิกส์ เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ซึ่งกรณีดังกล่าวนี้ดีเอสไอ สามารถดำเนินการได้เลยโดยไม่ต้องรอให้มีการยื่นเรื่องร้องเรียน และตนยังเชื่อมั่นในเครื่องมือและเทคโนโลยีของดีเอสไอว่ามีความทันสมัยมากพอที่จะสาวถึงต้นตอผู้กระทำผิดได้อย่างแน่นอน

ปลุกระดมคนส่อเข้าข่ายกบฏ
ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีปลุกระดมคนผ่านอีเมลเพื่อโค่นล้มรัฐบาลว่า ในกรณีนี้หากมีการเคลื่อนไหวนอกรัฐธรรมนูญ รัฐบาลต้องมีการดูและจัดการให้อยู่ในระบบ เพราะตามกฎหมายรัฐธรรมนูญไม่เปิดโอกาสให้เคลื่อนไหวนอกระบบ

รวมทั้งการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ ก็เข้าข่ายผิดทั้งกฎหมายและตามรัฐธรรมนูญ เมื่อมีการเคลื่อนไหวนอกกรอบ เป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องจัดการ

อีกทั้งรัฐบาลดูแลทั้งทหารและตำรวจคงไม่เปิดโอกาสให้มีการปลุกระดมแน่ แต่เมื่อกลุ่มคนพยายามปลุกคนให้ได้ถึงล้านคนเพื่อโค่นล้มรัฐบาล เป็นการกระทำที่เกินขอบเขตระบอบประชาธิปไตย เข้าข่ายทำตัวเป็นกบฏ ทั้งนี้หากเคลื่อนไหวในกรอบรัฐธรรมนูญ ตามปกติก็เป็นสิทธิที่สามารถสามารถทำได้ อย่างไรก็ตาม ประชาชนต้องแยกแยะออกได้ว่าฝ่ายไหนทำถูกฝ่ายไหนทำผิด

เชื่อประชาชนไม่หลงลมพันธมิตร

ทางด่าน นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า เวลานี้มีความพยายามเล่นการเมืองนอกสภา มีกลุ่มการเมืองข้างถนนพยายามออกมาทำเรื่องต่างๆ ซึ่งต้องเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องทำควาเข้าใจกับประชาชน การกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ ทำแบบนี้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง อีกทั้งตอนนี้ปัญหาของประชาชนเป็นเรื่องปากท้อง เป็นเรื่องของเศรษฐกิจ

หากมีการปลุกระดมประชาชนคงไม่เอา และไม่เข้าร่วมด้วย เพราะประชาชนต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ การที่กลุ่มพันธมิตรฯ ปลุกระดมประชาชนโดยผ่านช่องทางไหนก็แล้วแต่ ขอให้หยุดกระทำ เพราะว่าตอนนี้รัฐบาลกำลังแก้ปัญหาทั้งเรื่องเศรษฐกิจและการเมืองควบคู่กันไป

จี้พันธมิตรยอมรับความพ่ายแพ้
อย่างไรก็ตาม การที่ประชาชน 1.5 แสนคน เข้าร่วมการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อรัฐสภา เพราะประชาชนมีความเห็นว่าควรมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อีกทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นความต้องการของประชาชน และ ส.ส.พรรคพลังประชาชนก็เห็นด้วยว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ต้องมีกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นอำนาจโดยตรงของ ส.ส. การที่กลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีเหตุผลใด จะออกมาปกป้องผลประโยชน์ที่มาจากเผด็จการ

“จะต้านตะบี้ตะบันไปทำไม หากประชาชนออกมาต่อต้านเพราะไม่เห็นด้วยกับกลุ่มพันธมิตรฯ เรื่องจะไปกันใหญ่ ขอให้พันธมิตรฯ ถอยเถอะ อย่าสร้างความวุ่นวายให้กับบ้านเมืองอีกเลย ควรปล่อยให้เป็นระบบของรัฐสภา ควรยอมรับความพ่ายแพ้ เพราะถึงยังไงก็มีคนเลือกให้เป็น ส.ส.แล้ว เพียงแต่ไม่ได้จัดตั้งเป็นรัฐบาลก็เท่านั้นเอง พันธมิตรฯ ต้องทำใจ ต้องรอให้มีการเลือกตั้งใหม่แล้วล่ะถึงจะได้จัดตั้งเป็นรัฐบาล” นายศุภชัยกล่าว

“ไอ้หัวเถิก”เป็นคนทำ
ทางด้าน ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ 2 กล่าวว่า ในประเด็นของอีเมลเถื่อนนั้น เป็นกระบวนการของไอ้หัวเถิก ที่มีเงินลงทุนมาสร้างข้อความ เพื่อชักนำประชาชน และหวังผลให้เกิดเหตุการณ์นองเลือดเหมือน 19 ตุลาคม 2516 เพราะวัตถุประสงค์เดียวของคนกลุ่มนี้ คือการคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550

ส่วน นายจตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า วิธีการรัฐประหารที่เกิดขึ้นในวันที่ 19 กันยายน 2549 บอกเหตุผลได้อย่างดีว่ามีสัญญานบอกเหตุอะไรบ้าง ที่นำไปสู่เหตุการณ์ดังกล่าว เหมือนกับลักษณะที่คุณทักษิณ เคยโดนเรื่องการหมิ่นต่อสถาบันเบื้องสูง และเรื่องอื่นๆ อีก 4 เรื่อง ซึ่งศาลก็ได้ตัดสินแล้วว่าไม่มีความผิด แต่คณะรัฐประหารก็ได้ยึดอำนาจไปแล้ว

ชี้แก้ รธน.ควรเป็นเรื่องของสภา
พร้อมกล่าวด้วยว่าเหตุการณ์ของกลุ่มพันธมิตรฯ คือการออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญจนนำไปสู่การโค่นล้มสถาบันเบื้องสูง หลังจากที่ได้มีการประกาศออกมาชัดเจนในครั้งที่มีการจัดประชุมที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ในตอนนี้มีภาคประชาชนที่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และกลุ่มที่ออกมาคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะตอนนี้ได้ข้อสรุปแล้วว่ารัฐบาลมอบหมายให้เป็นหน้าที่ของรัฐสภาที่จะเข้ามาดูแลในเรื่องนี้ และที่บอกว่าเมื่อไรที่มีการยื่นเป็นวาระที่รัฐสภานั้นจะออกมาคัดค้าน ตนมองว่าหากพันธมิตรฯ ไม่เห็นด้วย ก็น่าจะกระทำตามกระบวนการประชาธิปไตยที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 291 ไม่ใช่ออกมาเล่นนอกเกมกันอย่างนี้

เชื่อ ปชช.รู้ใครอยู่เบื้องหลัง
ผมว่าเราควรจะเลิกอ้างเอาสถาบันเบื้องสูงมาเป็นเครื่องมือได้แล้ว อย่างเรื่องของนายจักรภพที่ถูกหัวหน้าฝ่ายค้านออกมาโจมตี ท่านสมัครก็ได้ออกมาชี้แจ้งข้อเหตุจริงแล้ว หยุดกล่าวหาและนำสถาบันมาเป็นเครื่องมือในการทำร้ายผู้อื่น เลิกการกระทำดังกล่าวได้แล้ว

ส่วนประเด็นเรื่องของอีเมลเถื่อน นายจตุพร ได้แสดงความเห็นว่า ทุกวันนี้ผลได้ปรากฏชัดเจนอยู่แล้วว่า ใครอยู่เบื้องหลังกระบวนการดังกล่าว ท่านนายกฯ ก็เคยพูดไปแล้ว กลุ่มไอ้หัวเถิกที่ออกมาสร้างความปั่นป่วน เพื่อขยายผลให้เกิดการนองเลือดของประชาชนคนไทยด้วยกันเอง อยากฝากให้คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาดูแลและรับผิดชอบเรื่องดังกล่าว เพราะว่าเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และทุกฝ่ายต้องให้ความร่วมมือเพื่อให้ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ เหล่านี้ออกไปได้ หากจะกระทำการใดๆ ก็ตามต้องคำนึงถึงประชาชน และสถาบันเบื้องสูง เพราะเป็นสถาบันที่ประชาชนทุกคนเคารพรักและศรัทธามากๆ

สงสัยทำไมมากันเป็นขบวน
ขณะเดียวกัน มีประเด็นที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน กรณีนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาจุดชนวนหมิ่นเหม่ต่อสถาบันเบื้องสูงขึ้น โดยพุ่งเป้าไปที่ นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และจะทำหนังสือถึง นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เพื่อให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง ตามที่เป็นข่าวไปแล้วนั้น

ประเด็นดังกล่าว ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่า เหตุใดนายอภิสิทธิ์จึงนำเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็นทางการเมือง ขณะที่ได้มีการยื่นฟ้องต่อนายจักรภพไปก่อนหน้านี้แล้วตั้งนาน ซึ่งควรรอพิสูจน์ในกระบวนการยุติธรรมให้ชัดเจนก่อน อีกทั้งยังมีการตั้งข้อสังเกตที่เรื่องนี้เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการเกิดขึ้นของอีเมลเถื่อน และการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ฉะ "อภิสิทธิ์”ก้าวก่ายฝ่ายบริห่าร
เกี่ยวกับประเด็นนี้ อาจารย์วรพล พรหมิกบุตร อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า หากนายอภิสิทธิ์จะยื่นหนังสือถึงนายกฯ ให้ถอดถอนนายจักรภพจริง คงเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ในฐานะของหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน เหมือนเป็นการชี้นำ ก้าวก่ายและแทรกแซงอำนาจในการปฏิบัติหน้าที่ของหัวหน้ารัฐบาล ซึ่งหากนายอภิสิทธิ์ต้องการยื่นเรื่องเพื่อให้มีการตรวจสอบ ก็สามารถทำได้หลายช่องทาง เช่น สามารถยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจในการประชุมที่สภา หรือยื่นเรื่องให้วุฒิสภาเป็นผู้ตรวจสอบ ก็สามารถทำได้หลายช่องทาง จึงน่าสงสัยว่าทำไมต้องไปยื่นหนังสือให้นายกรัฐมนตรีด้วย

เชื่อ ปชป.หวังผลทางการเมือง

ดังนั้น การที่นายอภิสิทธิ์ต้องการยื่นหนังสือให้นายกรัฐมนตรี จึงมองเป็นประเด็นอื่นไม่ได้ นอกจากเป็นเรื่องของเกมการเมือง เพื่อสร้างภาพให้ประชาชนเห็นว่า นายกฯ ไม่พยายามทำหรือตรวจสอบเรื่องดังกล่าว และยังปกป้องคนของตัวเอง ซึ่งการกระทำของนายอภิสิทธิ์ไม่ได้มุ่งหวังให้นายกฯ ออกมาจัดการเรื่องดังกล่าว แต่เป็นเหตุผลทางการเมืองมากกว่า และต้องการให้ภาคประชาชนมองภาพลักษณ์ของรัฐบาลไม่ดี

“การกระทำของนายอภิสิทธิ์ในครั้งนี้ เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างมาก และไม่มีจริยธรรม เพราะตัวเองเป็นถึงหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน ที่อย่างน้อยก็มาจากการเลือกตั้ง และเป็นถึงหัวหน้าพรรค ควรจะคำนึงถึงความเหมาะสมให้การแสดงบทบาทของตัวเองด้วย” อาจารย์วรพล กล่าว

เจตนาชัดจ้องล้มล้างรัฐบาล
ด้าน ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) รุ่น 2 กล่าวในประเด็นเดียวกันว่า การกระทำของนายอภิสิทธิ์ในครั้งนี้ มีวาระซ่อนเร้น ต้องการรุกรัฐบาลเพื่อปูทางไปสู่เป้าหมาย คือการล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เช่นเดียวกับที่เคยประสานมือกับกลุ่มบุคคลภายนอก นำไปสู่เหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่นำไปสู่การเมืองที่ตกอยู่ในวงจรอุบาทว์ ซึ่งขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์ก็จับมือกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และมีวัตถุประสงค์เหมือนกัน

ดร.เมธาพันธ์ กล่าวด้วยว่า การกระทำที่อ้างถึงสถาบันเบื้องสูง เป็นเพียงเครื่องมือของกลุ่มคนนี้เท่านั้น เพราะจะเห็นได้ว่า ไม่ว่าทำอะไรก็จะนำการหมิ่นเบื้องสูงมาป้ายสีอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ความเป็นจริงไม่ได้มีการกระทำตามที่กลุ่มนี้กล่าวอ้างแต่อย่างใด เนื่องจากเป็นเพียงเหตุผลเดียวที่จะมีน้ำหนักเพียงพอให้ทหารออกมาทำการปฏิวัติอีกครั้ง และเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักที่จะเข้ามายึดอำนาจและเปลี่ยนบทบาทของตัวเองที่เป็นฝ่ายค้าน มาเป็นฝ่ายรัฐบาล

“สุดท้ายนี้ผมอยากจะฝากบอกนายอภิสิทธิ์ว่า การจะกระทำการใดๆ นั้น ควรมีสติสัมปชัญญะ อยู่ในหลักของหิริโอตตัปปะ เล่นตามเกม และอย่าได้ดึงสถาบันเบื้องสูงมาเป็นเครื่องมือในการทำร้ายฝ่ายตรงข้าม เพราะว่าไม่เหมาะสม” ดร.เมธาพันธ์ กล่าว

“อ.ประสิทธิ์” ชี้ยังไม่พบความผิด
ขณะที่ อาจารย์ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า การจะนำเสนอให้ถอดถอนนายจักรภพ ออกจากตำแหน่งในข้อหาไม่เคารพเบื้องสูงนั้น ปัจจุบันยังไม่มีความจริงออกมาตีแผ่ในเรื่องดังกล่าวให้เห็นข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร แล้วจะไปกล่าวหาแบบนั้นคงไม่ได้ ซึ่งควรรอให้มีการนำเสนอข้อเท็จจริงออกมาก่อน แล้วค่อยมาศึกษากันอีกทีว่ามีเจตนาที่จะลบหลู่หรือหมิ่นต่อสถาบันเบื้องสูงตามที่นายอภิสิทธิ์กล่าวอ้างหรือไม่

“เพราะเมื่อมีการพิสูจน์ออกมาจริงแล้ว อาจไม่มีความผิดเข้าข่ายไม่เคารพสถาบันเบื้องสูงก็ได้ ซึ่งอาจเป็นเรื่องที่เข้าใจผิด และในทางกฎหมายนั้นก็ไม่มีผลอะไร เพราะยังไม่มีหลักฐานอ้างอิงที่ชัดเจนและสามารถตรวจสอบได้” อาจารย์ประสิทธิ์ กล่าว



ศาลไม่รับพิจารณาหวยบนดิน คตส.ที่มาไม่ชัด-ส่อขัดรธน.50

ศาลฎีกากังขาอำนาจ คตส. ไม่รับพิจารณาคดีหวยบนดิน ชี้สถานะยังไม่ชัดเจน ส่งศาล รธน. วินิจฉัย 2 ประเด็นขัด รธน.50 หรือไม่ ขณะที่ 3 รมต. “นพ.สุรพงษ์ – อนุรักษ์ – อุไรวรรณ” โล่งใจทำงานต่อได้ ด้าน นักกฎหมาย จี้ คตส. ยุติบทบาท ระบุเป็นองค์กรในยุคเผด็จการ ไม่มีอำนาจใช้ ก.ม.โจรกบฏ แล้ว ขณะที่ คตส. ประสานเสียงไม่สนความเห็นศาล ยังเดินหน้าใช้อำนาจมิชอบทำงานต่อไป

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ออกนั่งบัลลังก์พิจารณาคดีการออกสลากพิเศษเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว หรือหวยบนดิน ตามที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้งคณะ ประธานคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ปลัดกระทรวงการคลัง กรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล และ ผอ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลในขณะนั้น กับพวกรวม 47 คน เป็นจำเลย โดยร่วมกันมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2546 ให้ดำเนินโครงการออกสลากพิเศษ ตั้งแต่งวดวันที่ 1 สิงหาคม 2546 ถึง 26 พฤศจิกายน 2549 พร้อมเรียกค่าเสียหายกว่า 14,000 ล้านบาท ซึ่ง คตส.ได้ยื่นฟ้องไปเมื่อวันที่ 10 มีนาคม ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ศาลฎีกา ไม่รับพิจารณาคดีนี้ โดยให้เหตุผลว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการ คตส. ตามประกาศคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) คปค.ไม่มีความชัดเจน ว่ามีอำนาจในการส่งเรื่องฟ้องศาลฎีกาหรือไม่ ดังนั้น จึงมีคำสั่งส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยใน 2 ประเด็น คือ 1.ประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 เรื่องการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐที่แต่งตั้ง คตส. ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ปี 2550 หรือไม่ และ 2. พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 ซึ่งออกโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาจติ (สนช.) เพื่อต่ออายุ คตส.ไปอีก 90 วันจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2551 ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ปี 2550 หรือไม่

หากภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว ศาลฎีกาฯ จะมีคำสั่งต่อไปว่าจะประทับรับฟ้องคดีนี้ไว้เพื่อมีคำพิพากษาหรือไม่ อย่างไรก็ดี คดีนี้ถือเป็นคดีแรกที่ คตส. ยื่นฟ้องศาล และศาลยังไม่รับพิจารณา (รายละเอียด หน้า 2)

สำหรับการไม่ประทับรับฟ้องในครั้งนี้ ส่งผลให้รัฐมนตรี 3 คนในรัฐบาลชุดนี้คือ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง นายอนุรักษ์ จุรีมาศ รมช.คมนาคม และ นางอุไรวรรณ เทียนทอง รมว.แรงงาน ที่โดนฟ้องในคดีดังกล่าว ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้

ในส่วนของนักวิชาการทางด้านกฎหมายได้แสดงความเห็นในเรื่องนี้อย่างน่าสนใจ โดย นายคณิน บุญสุวรรณ อดีต สสร.และนักกฎหมาย ให้สัมภาษณ์โดยตั้งข้อสังเกตว่า การตั้ง คตส. เป็นการตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อเช็กบิลรัฐบาลเก่า คตส. เกิดขึ้นจากคณะปฏิวัติที่ตั้งขึ้นมาเพื่อตรวจสอบความเสียหายในรัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรี

โดยมอบอำนาจให้ตามประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 ให้อาศัยอำนาจของ ป.ป.ช. (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) เป็นเวลา 1 ปี เริ่มตั้งแต่ 19 กันยายน 2549 ถึงกันยายน 2550 ซึ่งทาง คตส. ได้ตรวจสอบในทุกเรื่อง แต่เมื่อถึงจุดสิ้นสุดอำนาจครบกำหนดเวลาแล้ว กลับยังไม่มีเรื่องใดที่สำเร็จลุล่วง ดังนั้น คมช. (คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ) จึงแก้ไขโดยการออกกฎหมายต่ออายุให้ คตส. มีอำนาจยาวมาจนถึง 30 มิถุนายน 2551 อีกทั้งยังมี มาตรา 309 ในบทเฉพาะกาลให้ความคุ้มครองเป็นยันต์กันภัยอีก

อดีต สสร. ผู้นี้ กล่าวต่อว่า ถ้ามองในแง่ของหลักนิติธรรม ศาลต้องพิจารณาตามกฎหมายรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ซึ่งกรณีดังกล่าวได้ข้อสรุปที่แสดงให้เห็นว่า คตส. หมดวาระหน้าที่ไปตั้งนานแล้ว แต่ยังยึดติดกับคำสั่งที่ต้องปฏิบัติตาม หลังจากเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2549 ที่มีการร่างรัฐธรรมนูญให้มีผลบังคับใช้เสร็จสิ้นแล้ว ต้องถือว่าสูงสุดและใหญ่กว่าประกาศของ คมช.

“ในช่วงนั้น คตส. เปรียบเสมือนเจ้าไม่มีศาล ไม่ถือว่าเป็นองค์กรและไม่มีใครรับรอง สมควรต้องไปได้แล้ว ต้องหยุด มัวแต่ยึดติดกับคำสั่งจนทำให้มองข้ามข้อกฎหมาย คตส. ก็มีนักกฎหมายอยู่ตั้งหลายคนน่าจะรู้ในข้อนี้ดีอยู่แล้ว ผมอยากแนะนำ คตส.ว่าควรส่งเรื่องนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ อีกทั้งยังป้องกันมิให้เกิดข้อครหากับทางศาลฎีกาว่าเป็นการเข้าข้างฝ่ายใด” อดีต สสร. กล่าว

ด้าน นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ อดีตหัวหน้าคณะในศาลฎีกา เห็นเช่นเดียวกันว่า คตส. เกิดขึ้นจากอำนาจโจรกบฏ เรื่องนี้ถ้าจะให้จบเห็นควรที่จะต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ โดยเฉพาะกฎหมายที่ คตส. อ้างในอำนาจมาใช้ในการตรวจสอบนั้นเป็น โจรกบฏ หรือไม่ ส่วนตัวเห็นว่า ศาลฎีกามีความเห็นออกมาเช่นนี้ถูกต้องแล้ว เพราะถ้าหากรับพิจารณาเรื่องนี้แล้ว จะให้อาศัยอำนาจตัวบทกฎหมายใด

“เรื่องนี้ถูกปล่อยมานานแล้ว จึงควรจะทำให้ชัดเจน โดยเฉพาะอำนาจของ คตส. ที่เกิดจากเผด็จการ เป็นโจรกบฏ เมื่อเป็นโจรแล้วจะมีอำนาจไปตรวจสอบใครได้อย่างไร และถ้าหากถ้ามีการอ้างถึง รธน.50 ก็ต้องบอกว่ามาจากหัวหน้าคณะปฏิวัติ หรือหากศาลรับเรื่องนี้ก็เท่ากับรับในอำนาจเผด็จการ ซึ่งเท่ากับบกพร่องต่ออำนาจหน้าที่ และถือว่ามีความผิดเช่นกัน” อดีตหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ให้ความเห็น

ส่วน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวในเรื่องนี้ว่า ถือว่าศาลได้ให้ความเป็นธรรมอย่างมากและเป็นเรื่องที่ชอบแล้ว ทำให้ตนมีเวลาทำงานได้มากขึ้น และไม่ได้มีผลกดดันกับการทำงานในช่วงต่อจากนี้ ส่วนโครงการสลากพิเศษเลขท้าย 2 ตัว และ 3 ตัวนั้น จะขอหารือกับสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลก่อน เพราะหลังจากที่รัฐบาลยกเลิกการออกหวยบนดินได้ทำให้มีเม็ดเงินกลับลงไปที่หวยใต้ดิน ซึ่งเห็นว่าควรจะดึงเม็ดเงินในส่วนนี้กลับมาเพื่อใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ

ในขณะเดียวกัน นายแก้วสรร อติโพธิ เลขานุการ คตส. กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า ไม่เคยเห็นกฎหมายแบบนี้ คดียังไม่เข้าประตูศาล และศาลเองยังไม่ได้รับว่าจะรับฟัองหรือไม่ แล้วจะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้อย่างไร อย่างไรก็ดี คตส.จะไม่ทำอะไรและคงไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของ คตส. พร้อมระบุถึงขั้นตอนของ รธน.50 มาตรา 211 ที่บัญญัติว่า ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด

ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งพร้อมด้วยเหตุผลว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 6 และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบทบัญญัตินั้น ให้ศาลส่งความเห็นเช่นนั้นตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาวินิจฉัย ในระหว่างนั้นให้ศาลดำเนินการพิจารณาต่อไปได้ แต่ให้รอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราว จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

“ศาลฎีกามีอำนาจในการวินิจฉัย เมื่อวินิจฉัยอะไรก็เป็นไปตามนั้น ผมเคารพการวินิจฉัยของศาลฎีกา เพียงแต่ คตส.ไม่คาดคิดว่าจะออกมาอย่างนี้ เพราะนึกว่าจะยื่นเรื่องว่าขัด รธน.ได้เมื่อทั้งหมดตกเป็นจำเลยแล้ว คตส.ก็คงไม่ต่อสู้อะไร เพราะยังไม่มีใครบอกว่า คตส. ใช้อำนาจไม่ถูก แต่บอกว่ากฎหมายไม่ถูก แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญไม่รับก็จะยุ่งกันไปใหญ่” นายแก้วสรร กล่าว

ด้าน นายสัก กอแสงเรือง โฆษก คตส. คตส. เห็นว่าเป็นอำนาจโดยอิสระของศาล ซึ่ง คตส. ต้องเคารพความเห็นของศาล และต้องรอฟังคำวินิจฉัย ในส่วนของการทำหน้าที่คงต้องดำเนินต่อไป เพราะไม่สามารถรอได้ และยืนยันไม่หวั่นไหวใดๆ ทั้งสิ้น

ขณะที่ นายนาม ยิ้มแย้ม ประธาน คตส. กล่าวเช่นกันว่า ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล แต่ไม่มั่นใจว่า อีกหลายคดีที่ คตส.จะสั่งฟ้องต่อศาลจะมีลักษณะเดียวกันนี้อีกหรือไม่