WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, May 16, 2008

ศาลฎีกาฯ เตรียมส่งศาล รธน.ตีความอำนาจ คตส.สัปดาห์นี้

ศาลฎีกาฯ 15 พ.ค.- ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เตรียมส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความกรณีจำเลยคดีหวยบนดินโต้แย้ง อำนาจ คตส. สัปดาห์นี้ เลขานุการศาลฎีกา ฯ แจง องค์คณะยึด รธน.มาตรา 211 ส่งเรื่อง ย้ำการพิจารณาของศาลต้องไม่ขัดกฎหมายใด

นายรักเกียรติ วัฒนพงษ์ เลขานุการแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เปิดเผยว่า ได้ทำหนังสือตามคำสั่งขององค์คณะผู้พิพากษา เสนอนายเกรียงชัย จึงจตุรพิธ ประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา พิจารณาเพื่อลงชื่อ ส่งหนังสือให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ กรณีจำเลยที่ 31- 47 คดีทุจริตโครงการออกสลากพิเศษเลขท้าย 2 และ 3ตัว (หวยบนดิน) โต้แย้งเรื่องอำนาจ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ( คตส.) ตามประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 และการต่ออายุ คตส.ว่าขัดบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแล้ว คาดว่าศาลฎีกาฯ จะส่งหนังสือถึงศาลรัฐธรรมนูญได้ ภายในสัปดาห์นี้

นายรักเกียรติ กล่าวว่า ที่องค์คณะผู้พิพากษามีคำสั่ง ส่งเรื่องโต้แย้งเกี่ยวกับอำนาจ คตส.ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 211 ที่ระบุว่า ถ้าศาลเห็นเอง หรือคู่ความโต้แย้งด้วยเหตุว่ากฎหมายใด ขัดต่อมาตรา 6 และยังไม่มีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ก็ให้ศาลส่งความเห็นเพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะได้วินิจฉัย ซึ่งระหว่างนั้นศาลจะดำเนินการพิจารณาต่อไปได้ แต่ให้รอการพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

นายรักเกียรติ กล่าวว่า คดีนี้เมื่อศาลยังไม่ได้มีคำสั่งว่า จะประทับรับฟ้องหรือไม่ แล้วจำเลยได้ยื่นคำร้องโต้แย้งว่า ประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 ซึ่งให้อำนาจ คตส.สอบสวน และการต่ออายุ คตส.ขัดต่อ รธน. ศาลเห็นข้อโต้แย้งนั้นแล้ว และเรื่องนั้นไม่เคยมีคำวินิจฉัยโดยศาลรัฐธรรมนูญมาก่อน ศาลฎีกาฯ จึงต้องปฏิบัติตามกฎหมายส่งเรื่องให้วินิจฉัย หากศาลไม่ยอมส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และมีคำสั่งประทับรับฟ้องคดีไว้ก่อน ถ้าศาลรัฐธรรมนูญกลับวินิจฉัยในภายหลังว่า เรื่องของ คตส.ขัดต่อรัฐธรรมนูญแล้ว ศาลไม่อาจรับคำฟ้องไว้พิพากษาได้ คดีต้องถูกยกฟ้องไป เพราะ คตส.ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาฯ จะถูกมองอย่างไร

“ต้องเข้าใจว่าการโต้แย้ง คตส.เป็นเรื่องที่คู่ความมีสิทธิยื่นเข้ามาให้ศาลพิจารณา แต่เมื่อการจะวินิจฉัยว่าขัดหรือไม่ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ไม่ใช่หน้าที่ของศาลฎีกา ฯ เป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ ศาลก็ต้องส่งเรื่องให้วินิจฉัย” นายรักเกียรติ กล่าว ชี้แจงและว่า การพิจารณาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ไม่เกี่ยวว่าเป็นเรื่องของจำเลยคนใด ยกขึ้นมาโต้แย้ง แต่สำคัญว่า เมื่อจำเลยโต้แย้งแล้ว ศาลก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งการพิจารณาคดีของศาล ต้องทำทุกอย่างที่จะไม่ให้ขัดกับกฎหมายใดๆ

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากศาลรัฐธรรมนูญตีความเรื่องนี้ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ จะมีผลต่อคดีทุจริตที่ดินรัชดาภิเษก ซึ่งมี คตส.เป็นผู้ไต่สวน และสรุปสำนวนเช่นกันหรือไม่ นายรักเกียรติ กล่าวว่า คดีดังกล่าว ศาลฎีกาฯ สั่งประทับรับคำฟ้องไว้ โดยก่อนศาลจะมีคำสั่งจำเลยไม่ได้ยื่นคำร้องโต้แย้งเรื่องขัดหรือไม่ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ดังนั้น ศาลจึงดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไปได้ แต่หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับอำนาจ คตส.ในคดีหวยบนดินแล้ว ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งว่า องค์คณะผู้พิพากษาจะนำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาพิจารณาประกอบ แล้วจะมีคำพิพากษาออกมาอย่างไร.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-15 19:42:35




มิ่งขวัญหวั่นอุตฯ พัง ไม่ได้รับซื้อข้าวทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมสภาผู้แทนราษฎรในช่วงบ่ายวานนี้ (15 พ.ค.) มีนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้พิจารณากระทู้ถามสดเรื่องมาตรการและนโยบายในการแก้ปัญหาราคาข้าว ที่นายจุติ ไกรฤกษ์ ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ถามนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

นายจุติ ถามกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประกาศว่าขณะนี้มีคำสั่งซื้อข้าวจากต่างประเทศถึง 6.7 ล้านตัน รออยู่ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผย จึงอยากทราบว่า มีความต้องการมากขนาดนั้นจริงหรือไม่ จะให้ประเทศใดบ้าง และลงนามสัญญาเมื่อไร และที่ระบุว่า หากไม่มีใครซื้อข้าวเปลือกตันละ 14,000 บาท ทางกระทรวงพาณิชย์จะรับซื้อเองทั้งหมดนั้น อยากถามว่า จะนำเงินมาจากไหน ทำได้จริงหรือไม่ เพราะต้องใช้เงินจำนวนมาก หากคิดมูลค่าการซื้อเพียงแค่ครึ่งเดียว จะต้องใช้เงินถึง 44,800 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีเรื่องข้าวถุงที่กระทรวงพาณิชย์ได้นำมาจำหน่ายล็อตแรก ราคา 120 บาทต่อถุงนั้น มีจำนวนน้อยมาก ซึ่งไม่พอเพียง จึงอยากถามว่าจะมีมาอีกหรือไม่ และที่บอกว่ามีนโยบายไม่หากำไร เหตุใด ราคาจำหน่ายเมื่อเทียบกับราคาต้นทุนปรากฏว่ามีส่วนต่างถึงถุงละ 35 บาท

นายมิ่งขวัญ กล่าวว่า ความต้องการซื้อข้าวจากต่างประเทศปริมาณ 6.7 ล้านตัน มีจริง มี 18 ประเทศที่ติดต่อขอซื้อข้าวมาแล้ว แต่ไม่ขอเปิดเผยในรายละเอียด เพราะเกรงว่าจะกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เนื่องจากบางประเทศมีปัญหาภายในที่มีข้าวไม่พอเพียง และมีบางประเทศมีข้าวให้ประชาชนบริโภคได้แค่ภายใน 2 สัปดาห์ แต่ยืนยันว่า มีประเทศเจรจาสั่งซื้อแน่ อาทิ สิงคโปร์ มาเก๊า สหรัฐอเมริกา ประเทศในสหภาพยุโรป เซเนกัล ไนจีเรีย กานา ซาอุดีอาระเบีย ขณะที่มาเลเซียได้เซ็นสัญญาซื้อแล้ว 200,000 ตัน และยังขอเจรจาจะซื้อเพิ่มอีก ดังนั้น ตอนนี้ที่เป็นปัญหาคือ ผลิตผลอาจมีไม่พอกับปริมาณความต้องการซื้อ เพราะประเมินว่า ข้าวนาปรังจะมีผลผลิต 4 - 4.2 ล้านตัน แต่ตอนนี้อาจจะเหลือแค่ 3 ล้านตันเศษ

รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงกรณีที่ข้องใจรัฐบาลจะนำเงินจากไหนในการซื้อข้าวในราคา 14,000 บาทต่อตัน ว่า ไม่ได้บอกว่าจะรับซื้อทั้งหมด ไม่เช่นนั้นอุตสาหกรรมข้าวจะพังทลายทันที ซึ่งตนจะต้องสร้างสมดุลระหว่างคน 3 ฝ่าย คือชาวนา พ่อค้า และผู้บริโภค ที่อยากให้ทุกคนแบ่งปันความทุกข์และความสุขร่วมกัน อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังรับที่จะเป็นผู้จัดหาเงินในส่วนนี้มาให้

นายมิ่งขวัญ กล่าวด้วยว่า กระทรวงพาณิชย์จะทำข้าวถุงราคาถูกขายไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าราคาข้าวจะปรับขึ้นไปเท่าไร และที่ตั้งราคาไว้ที่ 120 บาทนั้น เพราะมีค่าจัดทำ ค่าขนส่ง ค่าดอกเบี้ย ในขณะที่ต้นทุนข้าวเก่าอยู่ที่ 80-85 บาท/กิโลกรัม เนื่องจากมีสต็อกข้าวเดิมที่ราคา 6,500 บาทต่อเกวียน แต่ต้องมาเฉลี่ยในส่วนราคาข้าวที่ปรับสูงขึ้นถึง 14,000 บาทต่อเกวียน จึงต้องขายในราคา 120 บาทต่อถุง ซึ่งเหมาะสมกับทุกฝ่าย


ตัวเล็กเสียงดัง

แม้จะไม่มีผลอะไรต่อการลงมติเลือกตั้งประธานสภาผู้แทนฯที่นายชัย ชิดชอบได้รับเลือกไปแล้ว แต่การที่พรรคชาติไทย แสดงปฏิกิริยาไม่พอใจพลังประชาชน ที่หักด้ามพร่าด้วยเข่า เร่งรัด ไม่มีประสาน แต่ส่ง “เด็กเนวิน” มาติดต่อแถมข่มขู่เสียอีก

กรณีนี้ นอกเหนือจากความไม่พอใจดังที่กล่าวมาแล้ว แน่นอนว่าตัวบุคคลที่เห็นว่าไม่เหมาะสม แต่ที่ยังอยู่ในใจของ “บรรหาร ศิลปอาชา” ก็คือความไม่พอใจที่ฝังลึกอยู่ในใจกับนายเนวิน ชิดชอบมากกว่า

แต่ที่สำคัญ น่าจะเป็นการ “ลองเชิง” พลังประชาชนมากกว่า เพราะหากมีปฏิกิริยาอย่างนี้จะมีผลตอบรับจากพลังประชาชนอย่างไร

ว่าที่จริงก็คือวัดใจกันมากกว่า

นายบรรหารได้แสดงตนชัดเจนโดยไม่ร่วมประชุมสภาอ้างว่าติดภารกิจ และมติพรรคก็ออกมาว่า “ฟรีโหวต” ซึ่งตรงกับรัฐธรรมนูญที่ให้อิสระ ส.ส.ในการตัดสินใจ เช่นกรณีเลือกนายกฯ คือไม่ต้องยึดถือตามมติพรรค

ข้อบัญญัตินี้มุ่งหวังให้ ส.ส.มีความเป็นอิสระ ไม่ต้องอยู่ภายใต้การครอบงำของหัวหน้าพรรค พรรคหรือมติพรรค อันเป็นสิทธิที่พึงกระทำ

แต่ที่จริงแล้วไม่ได้มีประโยชน์อันใดเลยสำหรับข้อกำหนดนี้ เพราะในความเป็นพรรคการเมืองก็ต้องใช้มติพรรคอยู่แล้ว คงไม่มีใครไปขัด

พูดง่ายๆแทบไม่มีประโยชน์ ที่จะนำมาใช้ปฏิบัติได้ตามเจตนารมณ์หรือจะพูดอีกว่ามันขัดธรรมชาติทางการเมืองอยู่แล้ว

ที่มุ่งหวังว่าจะทำให้นักการเมืองมีอิสระตรงที่ว่า หากพรรคมีมติในเรื่องที่ไม่เห็นด้วยหรือจะพาลงเหวกันอย่างไรก็ต้องว่ากันตามนั้น โดยเฉพาะในประเด็นกฎหมายสำคัญๆ

ยิ่งพลังประชาชนในขณะนี้สภาพเป็นอย่างไรก็รู้กันอยู่ ทุกอย่างดูเหมือนจะรวมศูนย์อยู่ที่เจ้าของพรรคตัวจริง เสียงจริง ไม่มีใครกล้าแหกคอกแน่

แม้แต่การชิงเก้าอี้ประธานสภาฯ ฝ่ายสนับสนุนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ที่ตั้งท่าจะเคลื่อนไหวเพื่อสู้กับนายชัย แต่เอาเข้าจริงก็จ๋อยและรู้กันดีว่า เพราะเหตุใดเมื่อมีการทุบโต๊ะจะเอาอย่างนั้นจึงเงียบกันไปหมด แถมเจ้าตัวที่เป็นแคนดิเดตก็ถอดใจไม่ยอมสู้กองเชียร์ก็เลยเงียบไปด้วย

ข้อบัญญัตินี้คงใช้ไม่ได้ผลและต้องหาวิธีการอื่นดำเนินการ

อย่างไรก็ดีในส่วนของพรรคชาติไทย การแสดงปฏิกิริยาของนายบรรหารส่งผลต่อพลังประชาชนชัดเจน ไม่ต้องสงสัยและไม่มีใครกล้าแสดงออกแม้จะไม่พอใจก็ตาม

ที่พูดแบบนี้เพราะขนาดหัวหน้าพรรคตัวจริง ยังต้องโทรศัพท์หานายบรรหารเพื่อขอร้องให้ยอมรับ เนื่องจากเกรงจะเกิดปัญหาขัดแย้งในพลังประชาชน

แต่นายบรรหารไม่รับสายให้ลูกชายรับแทน...ว่ากันอย่างนั้นนะครับ

หากจะอ่านการเมืองกันต้องยอมรับนายบรรหารได้กำไร 2 ต่อ คือวัดใจพลังประชาชนโดยเฉพาะเจ้าของตัวจริงนั้นแคร์มากแค่ไหน และแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของพรรคชาติไทยแม้จะมีเสียงไม่มากนัก แต่ก็ทำให้รัฐบาลสั่นคลอนได้

และนายบรรหารยังได้ภาพดี แม้นายชัยจะได้เป็นประธานสภาผู้แทนฯ แต่ก็ได้แสดงให้สังคมเห็นว่าไม่ได้รับการยอมรับแม้กระทั่งพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ใช่แค่ฝ่ายค้านเท่านั้น แบบนี้ได้ตบหน้าสั่งสอนกันทางการเมือง เพราะคงจะไปทำอย่างอื่นไม่ได้

แต่นายชัยเองก็คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามวิถีทางการเมือง ข้อสำคัญก็คือได้เก้าอี้สำคัญแล้วไม่จำเป็นต้องไปสนใจคนตัวเล็กๆที่ส่งเสียงดังเท่านั้น แต่ปฏิกิริยาครั้งนี้ของนายบรรหารคงจะใช้เป็นเครื่องต่อรองทางการเมืองต่อไป

แม้กระทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ.

"สายล่อฟ้า"


ทักษิณลงทุนเกาะกงเขมร

ไม่มีไฟก็ไม่มีควัน แล้วข่าวลือเรื่อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะไปลงทุนที่เกาะกงในประเทศกัมพูชา เป็นมูลค่าหลายแสนล้านบาท ก็เป็นเรื่องจริงไม่อิงนิยาย แต่จะมีการโยงไปถึงเรื่องเขาพระวิหาร และผลประโยชน์ก๊าซและน้ำมันในพื้นที่ทับซ้อนระหว่างทะเลไทย-กัมพูชาหรือไม่ ผมไม่ทราบจริงๆ

คนที่ออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ก็คือ พล.อ.เตียบัณห์ รัฐมนตรีกลาโหมกัมพูชา ที่มีความสนิทสนมกับนายทหาร และนักการเมืองไทยจำนวนมาก เพราะ พล.อ.เตียบัณห์พูดภาษาไทยได้ชัดเจน

พล.อ.เตียบัณห์ บอกนักข่าวว่า เรื่องที่มีข่าวในสื่อมวลชนไทยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะมาลงทุนในจังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา นั้น เป็นความจริง แต่ยังอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้

พล.อ.เตียบัณห์บอกว่า ธุรกิจที่ พ.ต.ท.ทักษิณสนใจจะไปลงทุนในจังหวัดเกาะกง คือ ธุรกิจเอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ มีทั้ง กาสิโน สถานบันเทิงครบวงจร โดยจะ เช่าเกาะทั้งหมดแล้วลงทุนพัฒนา แต่เรื่องธุรกิจพลังงานและน้ำมัน ยังไม่ได้พูดคุยกันอย่างเป็นทางการ ต้องหารือกับสมเด็จฮุน เซน ก่อน

ฟัง พล.อ.เตียบัณห์ ให้สัมภาษณ์เช่นนี้ ผมก็เชื่อว่าเป็นความจริง เพราะธุรกิจเอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ ที่มีกาสิโนด้วย พ.ต.ท.ทักษิณฝันมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยที่เป็นนายกรัฐมนตรีใหม่ๆ แต่คนไทยไม่ต้อนรับ

พล.ต.เตียบัณห์ บอกอีกว่า ได้ข่าววงในว่า ทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้หารือ กันอย่างเป็นทางการ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้ที่ สมเด็จฮุน เซน ต้องการให้มาเป็นที่ปรึกษาในการพัฒนาจังหวัดเกาะกง รัฐบาลมุ่งจะให้ จังหวัดเกาะกง เป็น เขตเศรษฐกิจพิเศษ ผมเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจของเกาะกงจะเติบโตตามที่รัฐบาลได้วางเป้าหมายไว้ การลงทุนนี้มี นายพัด สุภาภา จะร่วมลงทุนกับ พ.ต.ท.ทักษิณด้วย

พล.อ.เตียบัณห์ ให้สัมภาษณ์นักข่าวเรื่องนี้ในวันเดียวกับที่ คุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและรัฐมนตรีศึกษา น้องเขย พ.ต.ท.ทักษิณ และ คุณนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีต่างประเทศ ไปร่วมพิธีเปิด ถนนสาย 48 เกาะกง-สแรอัมเบิล ร่วมกับ สมเด็จฮุน เซน เมื่อวันพุธนี้เอง

ถนนสาย 48 ของกัมพูชาเส้นนี้มีระยะทาง 152 กิโลเมตร จะเชื่อมต่อกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 318 ตราด-หาดเล็ก ของไทย ซึ่งรัฐบาลไทยให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่า 300 ล้านบาท สร้างสะพานข้ามแม่น้ำ 4 แห่ง และสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้อีก 567.8 ล้านบาท

ความจริงเรื่องที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะไปลงทุนเช่าเกาะทั้งเกาะที่จังหวัดเกาะกง เพื่อสร้างบ่อนกาสิโนเอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ ไม่ใช่เป็นเรื่องลับมากมายอะไร ช่วงต้นๆที่ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับประเทศไทย และบินไปตีกอล์ฟกับ สมเด็จฮุน เซน ที่ เสียมราฐ นั้น ความจริงเป็นการบินไปเจรจาในเรื่องนี้โดยตรง การตีกอล์ฟเป็นของแถม

ผมก็มีข่าววงในเล่าว่า การสนทนาในวันนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ขอเช่าเกาะหนึ่งเกาะในทะเลจังหวัดเกาะกงกับ สมเด็จฮุน เซน พร้อมแผนการลงทุนทั้งหมด ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ จะระดมเงินทุนประมาณ 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ราว 330,000 ล้านบาท เข้าไปลงทุนพัฒนาเกาะที่เช่าให้เป็นสวรรค์ของนักการพนัน ความบันเทิง และการพักผ่อนกับหาดทรายและแสงแดดแบบครบวงจร

แน่นอนว่าโครงการลงทุนด้วยเม็ดเงินมหาศาลอย่างนี้ ถ้าไม่มี สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้ไฟเขียวและสนับสนุนโครงการก็เกิดไม่ได้

เมื่อมีคนไทยไปลงทุนในประเทศกัมพูชา ด้วยมูลค่าหลายแสนล้านบาทอย่างนี้ ก็ชอบแล้วที่กระทรวงการต่างประเทศจะให้การ สนับสนุน ผมเห็นด้วย แต่ขอฝาก คุณนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีต่างประเทศ ไว้นิดหนึ่งก็คือ อย่าลืม “เส้นแบ่งหน้าที่” ระหว่างการเป็น “ลูกน้อง” และ “การรักษาผลประโยชน์ของชาติ” ที่เป็นของคนไทย 64 ล้านคนก็แล้วกันนะครับ.

"ลม เปลี่ยนทิศ"


"ทักษิณ" แวบอวยพรวันเกิด "บิ๊กจิ๋ว"

วันที่ 15 พ.ค. เมื่อเวลา 10.30 น. ที่วัดพระยายัง ย่านอุรุพงษ์ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาทำบุญเนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 76 ปี โดยมีคุณหญิงพันธุ์เครือ ยงใจยุทธ ภริยา พร้อมด้วยพล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ อดีตรอง ผบ.ทบ. รวม ถึงนักการเมือง นักธุรกิจ และประชาชน เดินทางมาอวยพรด้วย ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางเข้าอวยพร พล.อ.ชวลิต ที่บ้านพักย่านซอยปิ่นประภาคม โดยมีรายงานว่า การพบกันครั้งนี้ได้มีการพูดคุยถึงประเด็นสถานการณ์การเมือง ที่หลายฝ่ายพยายามยั่วยุให้เกิดการปฏิวัติ

วอนรัฐบาลมุ่งแก้ปัญหาชาวบ้าน

จากนั้น พล.อ.ชวลิตให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ วุ่นวายของบ้านเมือง โดยเฉพาะในสภาขณะนี้ว่าไม่เป็นไร ให้มันยุ่งในนั้นดีแล้ว อย่าไปยุ่งที่อื่นเลย ถือเป็นเรื่องธรรมดา เพราะการเมืองต้องมีเรื่องความขัดแย้งกัน หรือมีการต่อว่าต่อขานกันบ้าง อย่าถือเป็นเรื่องใหญ่ ปัญหาอย่างนี้เกิดมาหลายทีแล้ว อย่าไปสนใจเรื่องดังกล่าว ไม่ควรแก่การสนใจ อย่างเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นเรื่องสำคัญ แต่ไม่ใช่จะต้องไปทุ่มเทอะไรมากมาย เอาชีวิตเอาชาติเอาประเทศไปอยู่ตรงนั้น มันไม่ใช่อยากจะแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญก็แก้กัน แล้วหันหน้ามาพูดจากัน เดี๋ยวก็เสร็จแล้ว และก็มีรัฐธรรมนูญอีกฉบับหนึ่ง ถามว่าประเทศได้อะไร ดังนั้น เราควรจะเน้นหนักความเป็นอยู่ของประชาชน เท่าที่เห็นรัฐบาลพยายามทำอยู่ แต่เผอิญสื่อไม่ยอมให้เนื้อที่ข่าว มัวแต่ไปพูดเรื่องรัฐธรรมนูญ ทำให้ประชาชนเกิดความไม่สบายใจและสับสน ทั้งที่ความจริงแล้วไม่มีอะไร นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี หรือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทยก็ดี รวมถึงรัฐมนตรีต่างๆก็พยายามทำแก้ไขปัญหาเรื่องความยากจนหรือปัญหายาเสพติด รวมถึงปัญหาที่ดิน แต่เผอิญไม่มีเนื้อที่ลงข่าวพวกนี้ มัวแต่ไปลงข่าวแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ม.237 และ 309 ซึ่ง รธน.ถือเป็นเรื่องสำคัญจริง แต่อย่าไปให้ความสำคัญ จนกระทั่งลืมประเทศชาติและลืมประชาชน

ตอกย้ำคนไทยรักสถาบันสูงสุด

เมื่อถามว่า การเมืองพยายามดึงสถาบันมาใช้เป็นเกมการเมือง พล.อ.ชวลิตตอบว่า สถาบันของเราเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นชาติ ฉะนั้น บางทีลูกหลานอาจจะไม่เข้าใจเราอยู่มาเป็นพันปี จะต้องมีสถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของเรา จะเป็นอื่นไม่ได้หรอก คนไทยรู้ดี ไม่ต้องห่วงหรอกอาจจะมีการดึงมาบ้าง หรือเข้าใจผิดกันบ้าง ความคิดก้าวหน้าแบบสาธารณะรัฐอาจจะมีบ้าง แต่ถือว่าน้อยมาก คงจะมาล้มล้างความเป็นไทยของเรา สัญลักษณ์ แห่งชาติของเรา ความเป็นเอกภาพของชาติเรา คงทำไม่ได้หรอก ดังนั้นอย่าไปหวั่นไหวอะไรยืนให้มั่นคง

พอได้แล้วทหารยึดอำนาจ

เมื่อถามว่าแต่ถ้าคนที่มีแนวคิดนี้และอยู่ในระดับผู้นำของประเทศ หรือเป็นผู้ที่สามารถผลักดันนโยบายน่าเป็นห่วงหรือไม่ พล.อ.ชวลิตตอบว่าไม่มีอย่างนั้น แต่ อาจจะมีการผิดพลาดพลั้งเผลอไปบ้าง ก็ต้องว่ากันซะ พูดจริงพูดเล่นหรือเข้าใจหรือเปล่าที่พูดอย่างนี้ จริงๆต้องไปกราบพระบาทหรือออกมาพูดว่าไม่ได้เป็นอย่างนั้นจริง ถ้าเราทำความเข้าใจอย่างนั้นคงไม่มีอะไร เพราะเรามองก็รู้แล้วสบายใจได้เรื่องนี้ เมื่อถามว่า มองอย่างไรถึงกระแสข่าวการปฏิวัติ พล.อ.ชวลิตตอบว่า ใครจะปฏิวัติอีกละลูก มันไม่ไหวแล้วนะ บอกหลายทีแล้ว มันไม่ใช่เป็นการปฏิวัติ แต่มันเป็นการยึดอำนาจหรือ คูเดตา ยึดอำนาจไม่ใช่ปฏิวัติ ปฏิวัติก็ดีสิ มันจะได้เปลี่ยนแปลงบ้านเมืองให้ดีขึ้นเสียที

แจกหนังสือต่อต้านขบวนการชั่ว

ผู้สื่อข่าวรายงานการจัดงานวันเกิดในปีนี้ พล.อ. ชวลิต ได้แจกพระพิฆเนศ และหนังสือ “แนวทางประเทศไทย ยุทธศาสตร์ ยุทธวิถี การต่อสู้เอาชนะภัยความมั่นคงของชาติ” ทั้งนี้ ในหนังสือฉบับดังกล่าว พล.อ.ชวลิตได้เขียนปรารภในตอนหนึ่งว่า ได้ทราบว่ามีกลุ่มบุคคลผู้นิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ที่ดื้อรั้นบางกลุ่มหันมาใช้ยุทธวิธีแนวร่วม อย่างเต็มที่โดยพยายามใช้วิธี การต่างๆ เช่น ชุบตัวในสถาบันวิชาการ เข้าร่วมทำเศรษฐกิจทุนนิยมเข้าร่วมถืออำนาจรัฐยุยงให้ทั้งฝ่ายรัฐ และฝ่ายทุนทำผิดให้มากๆ จึงมีการกล่าวกันว่าปัจจุบันมีขบวนการบ่อนทำลายประเทศ โดยใช้ระบบเผด็จการรัฐสภาเป็นเครื่องมือดำเนินยุทธวิธีแนวร่วมเพื่อก่อสงครามกลางเมืองเพื่อเปลี่ยนรูปของประเทศจากราชอาณาจักรไปสู่สาธารณรัฐโดยใช้รัฐธรรมนูญเป็นอาวุธหลักด้วยเหตุ และปัจจัยของความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงของผู้คนในสังคม ในปัจจุบันความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงของผู้คนในสังคมในปัจจุบันเป็นแรงผลักดันให้ตน และผู้รักชาติรักประชาธิปไตยไม่อาจทนนิ่งเฉย เพราะเป็นความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองเป็นภารกิจแห่งชีวิตที่จะต้องดำเนินการเพื่อยุติปัญหาทั้งมวลลง โดยเฉพาะกับความเห็นที่ผิดๆ หรือที่เรียกว่า “มิจฉาทิฐิ” ที่ก่อตัวขึ้นเป็นขบวนการบ่อนทำลายความมั่นคงของชาติที่เรียกว่า “ขบวนการสาธารณรัฐ” มีความมุ่งหมายและดำเนินการ โดยยุทธวิธีแนวร่วมเพื่อล้มปืน ล้มทุน ล้มเจ้า และในฐานะที่ได้ผ่านพิธีศักดิ์สิทธิ์ดื่มน้ำพิพัฒน์สัตยา และเป็นหนึ่งของสมาชิกเหรียญรามาธิบดีที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ ได้รับพระราชทานเหรียญชั้นมหาโยธิน จึงขอประกาศต่อสู้กับกลุ่มบุคคลทุกกลุ่มที่กระทำการกระทบกระเทือนและเป็นปรปักษ์ต่อสถาบันหลักของชาติ และมีลักษณะรบกวนเบื้องพระยุคลบาทไม่ว่ากรณีใดๆต่อสถาบันพระมหากษัตริย์แห่งพระบรมราชวงศ์จักรี



“ปู่ชัย” ให้คำมั่นจะเป็นกลาง ฝ่ายค้านป่วนหลังนั่งบัลลังก์ครั้งแรก

“ในหลวง” โปรดเกล้าฯ ปิดประชุมรัฐสภา ปธ.สภาฯ ให้คำมั่นต่อที่ประชุมจะทำหน้าที่เป็นกลาง ซื่อสัตย์สุจริต พร้อมขอให้สมาชิกให้ร่วมมือผดุงเกียรติและศักดิ์ศรีของสภาฯ เพื่อให้เป็นที่เคารพของประชาน ขณะที่ ส.ส.ฝ่ายค้าน ลองของป่วนสภาไม่เลิก

ภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายชัย ชิดชอบ เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 24 แล้ว พร้อมขึ้นทำหน้าที่ทันทีหลังรับตำแหน่ง โดยในวันนี้ (15 พ.ค.) นายชัย ได้ขึ้นทำหน้าที่ในฐานะการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เป็นครั้งแรก พร้อมกล่าวขอบคุณสมาชิก 283 คนที่ได้เลือกให้เป็นประธานสภาฯ พร้อมขอความร่วมมือสมาชิกให้ร่วมมือกันเพื่อให้สภาเป็นที่ยอมรับต่อไป

จากนั้นได้เกิดการประท้วงของ นายนิพิฐ อินทรสมบัติ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ลุกขึ้นประท้วง กรณีที่นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รองประธานสภาฯ คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุมไม่อ่านพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายชัย ก่อนให้ขึ้นนั่งบนบังลังก์ เพื่อทำหน้าที่ประธานการประชุมครั้งแรก เนื่องจากเห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม และผิดขนบธรรมเนียมประเพณีที่เคยปฏิบัติมา ขณะที่ ส.ส.พรรคพลังประชาชน ต่างเห็นว่า เมื่อมีพิธีสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้วจึงไม่จำเป็นต้องอ่านในที่ประชุมอีกก็ได้

ซึ่ง นายสมศักดิ์ ยืนยันทำหน้าที่ถูกต้องแล้ว แต่หากทำให้สมาชิกไม่สบายใจก็ขอโทษด้วย แต่สมาชิกพรรคฝ่ายค้าน ต่างยืนยันว่า การกระทำของประธานไม่ถูกต้องตามประเพณีปฏิบัติที่ผ่านมา และถือเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยนายนิพิธ อินทรสมบัติ ได้เสนอแนะให้ประธานขอโทษต่อที่ประชุม และให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรขอโทษต่อที่ประชุมด้วย

ทั้งนี้ นายสมศักดิ์ กล่าวยอมรับผิด และขอโทษต่อที่ประชุมอีกครั้ง แม้จะไม่ผิดข้อบังคับ ยืนยันไม่มีเจตนาอื่นแอบแฝง และทำหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง ยึดถือข้อบังคับมาโดยตลอด โดยจะให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรอ่านพระบรมราชโองการหลังจากจบการพิจารณาญัตติที่ค้างการพิจารา เพื่อให้เกิดความสบายใจ ไม่ค่อยสบายใจ

ก่อนหน้านี้ นายชัย กล่าวให้คำมั่นต่อที่ประชุมสภาฯ ว่าตนจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง ซื่อสัตย์สุจริต ผดุงไว้ด้วยเกียรติและศักดิ์ศรีของสภาฯ เพื่อให้เป็นที่เคารพของประชาน ซึ่งการจะเป็นที่เคารพได้ต้องได้รับความร่วมมือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกรัฐสภา

ในขณะเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่ทรงพระราชดำริว่า ตามที่ได้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญทั่วไป พ.ศ.2551 ในวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2551 นั้น

บัดนี้จะสิ้นกำหนดสมัยประชุมในวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 สมควรจะปิดประชุมได้แล้ว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 128 และมาตรา 187 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญทั่วไป พ.ศ.2551 ตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี



Thursday, May 15, 2008

พ่อจิ๋ว เชื่อ ไม่มีใครคิดร้ายสถาบัน / ร้องลั่น “ไม่ไหวแล้ว ยึดอำนาจ”

พล.อ.ชวลิต ชี้ แก้รธน.เสร็จให้หันหน้าคุยกัน เชื่อคนไทยรักสถาบัน ไม่มีใครคิดล้ม พร้อมร้องลั่น ใครจะคิดยึดอำนาจอีก ไม่ไหวแล้ว

ทั้งนี้ ในงานวันเกิดครบรอบ 76 ปี ของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ย่านอุรุพงษ์ ได้กล่าวตอบผู้สื่อข่าวถึงสถานการณ์บ้านเมืองที่ดูยุ่งวุ่นวายอยู่ในขณะนี้ว่า ไม่เป็นไร ให้มันยุ่งในนั้นดีแล้ว อย่าไปยุ่งที่อื่น ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดา เพราะการเมืองต้องมีเรื่องความขัดแย้งกัน อย่าถือเป็นเรื่องใหญ่ ขณะที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เป็นเรื่องสำคัญ แต่ไม่จำเป็นต้องทุ่มเทอะไรมากมาย

โดยการเอาชีวิต เอาชาติ เอาประเทศ ไปอยู่ตรงนั้นมันไม่ใช่ ซึ่งอยากจะแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญก็แก้กัน แล้วหันหน้ามาพูดจากัน เดี๋ยวก็เสร็จ และก็มีรัฐธรรมนูญอีกฉบับหนึ่ง

อดีตนายกฯยังกล่าวตอบถึงความพยายามดึงสถาบันมาใช้เป็นเกมการเมืองด้วยว่า สถาบันของเราเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นชาติ ฉะนั้น บางทีลูกหลานอาจไม่เข้าใจ เราอยู่มาเป็นพันปี จะต้องมีสถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของเรา จะเป็นอื่นไม่ได้ คนไทยรู้ดี ซึ่งตรงนี้เราไม่ต้องห่วงหรอก อาจจะมีการดึงมาบ้าง หรือเข้าใจผิดกันบ้าง ความคิดแบบสาธารณะรัฐ อาจจะมีบ้าง แต่ถือว่าน้อยมาก คงจะมาล้มล้างความเป็นไทยของเรา สัญลักษณ์ แห่งชาติของเรา ความเป็นเอกภาพของชาติเรา คงทำไม่ได้ ดังนั้นอย่าไปหวั่นไหวอะไร ยืนให้มั่นคง

ต่อข้อถาม มองอย่างไรถึงกระแสข่าวการปฏิวัติ พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า “ใครจะปฏิวัติอีกละลูก มันไม่ไหวแล้วนะ บอกหลายทีแล้วมันไม่ใช่เป็นการปฏิวัติ แต่มันเป็นการยึดอำนาจ หรือคูเดตา ยึดอำนาจ ไม่ใช่ปฏิวัติ ปฏิวัติก็ดีสิ มันจะได้เปลี่ยนแปลงบ้านเมืองให้ดีขึ้นเสียที”



“จักรภพ” ลั่น!พิสูจน์ได้ทุกถ้อยคำ ปาฐกถาไม่มีเจตนาพาดพิงสถาบัน

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำไม่มีเจตนาพาดพิงสถาบันกรณีปาฐกถาที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เผยเตรียมแปลข้อความดังกล่าวเผยแพร่ เพื่อหลักฐานต่อสาธารณชน และฝ่ายสอบสวน คาดประมาณต้นสัปดาห์หน้าเสร็จ

วันนี้(15 พ.ค.) นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวชี้แจงกรณีไปบรรยายกับผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ว่า คำบรรยายของตนที่เป็นข่าวในขณะนี้ เพิ่งนึกได้หลายคนนำเรื่องนี้มาพูดคล้ายกับว่าตนเพิ่งจะไปบรรยายเมื่อตอนเป็นรัฐมนตรีแล้ว แต่ความจริงเรื่องนี้มาบรรยายมาปีกว่าแล้ว ซึ่งเป็นช่วงที่ต่อสู้กับฝ่ายเผด็จการที่ท้องสนามหลวง สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศเขาเชิญไป เพราะอยากรู้ว่าคนที่ร่วมต่อสู้กับประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คิดอย่างไรเกี่ยวกับสังคมไทย เลยไปวิเคราะห์เกี่ยวกับระบบอุปถัมภ์เรื่องของสังคม

“ขอย้ำอีกทีว่าเรื่องที่ไปบรรยายนี้ ไม่ได้มีเจตนาหรือเกี่ยวข้องกับสถาบันระดับสูงเลย เป็นเรื่องการวิเคราะห์ทางสังคม เป็นการพูดมาปีกว่าแล้ว เป็นของเก่า ที่มีคนนำกลับมาทำใหม่ ตรงนี้ผมนึกขึ้นได้เพราะ ญาติมิตรหลายคนถามมมาว่าเป็นรัฐมนตรีแล้ว ทำไมไปบรรยายอะไร เลยบอกว่าเปล่า เรื่องนี้เป็นของเก่าปีเศษมาแล้ว พูดในอีกบรรยากาศหนึ่งด้วย เมื่อเรามาเป็นแล้ว การพูดการจาต้องต่างกันไป ความคิดต่างๆ อาจไม่เปลี่ยนแปลง แต่ท่าทีจะต้องเป็นไปเพื่อความสมานฉันท์ เป็นไปเพื่อความราบรื่นในการทำงานของบ้านเมือง

ฉะนั้นเรื่องนี้อยากจะขอเรียนผ่านพี่น้องสื่อมวลชนไว้ให้เข้าใจตรงนี้ เดี่ยวจะนึกไปว่าทำไมมาทำหน้าที่นี้แล้วยังไปพูดจาอะไรแบบนั้น ขอให้รู้ว่าเป็นบรรยากาศอีกอย่างหนึ่ง และเป็นเวลาปีกว่าแล้วที่ไปพูด” นายจักรภพกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่ากลุ่มพันธมิตรออกแถลงการณ์ประณามรัฐบาลสร้างเงื่อนไขการปฏิวัติ ไม่ว่าจะเป็นการจาบจ้วงสถาบัน การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และล่าสุดเรื่องปัญหาปากป้อง มีหลายสาเหตุ และระบุว่ามีรัฐมนตรีที่มีทัศนคติอันตรายเข้ามาบริหารประเทศ นายจักรภพ ถามกลับว่า พันธมิตรฯพูดหรือประชาธิปัตย์พูดกันแน่

นายจักรภพ กล่าวว่า รัฐบาลมุ่งหน้าทำงานอย่างเดียว แต่เมื่อมีข่าวคราวว่าประชาธิปไตยอาจจะไม่ปลอดภัยเราก็ต้องมาบอกข่าวกันไว้ก่อน หากทุกอย่างเป็นไปอย่างที่กองทัพว่าไม่มีใครคิดอย่างนี้ ไม่มีความเคลื่อนไหวแบบนี้ ทุกคนก็อุ่นใจสบาย อย่าลืมว่าที่มานั่งพูดถึงความเคลื่อนไหวทางทหาร เพราะมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ 19 ก.ย.2549 เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว คนก็เข้าใจว่าอาจจะเกิดขึ้นอีก ตรงนี้เป็นความเข้าใจที่ไม่ดีต่อบ้านเมือง ฉะนั้นเมื่อมีความเคลื่อนไหวขึ้นมา แล้วมีคนชี้เรื่องนี้ต้องถามกลับไปว่าแล้วอะไรที่คนเชื่อว่ามันจะมีได้ คำตอบคือเพราะมันเคยเกิดขึ้นมาแล้ว ในอดีตเมื่อไม่กี่ปีนี้เอง ฉะนั้นเราต้องเดินหน้าร่วมกันระหว่างรัฐบาลกับผู้นำกองทัพที่จะทำอย่างไรก็ได้ เพื่อไม่ทำให้เกิดบรรยากาศที่คนเชื่อว่าจะมีเรื่องแบบนี้ได้อีก

“ผมเองหวังใจว่าผู้นำกองทัพ โดยเฉพาะ ผบ.ทบ. พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา นั้นท่านเข้าใจปัญหาบ้านเมืองอย่างลึกซึ่งและมีความยับยั้งชั่งใจในการให้ความเห็นตลอดมา ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ดี เป็นแนวโน้มที่ชี้ว่าการที่รัฐบาลกับผู้นำกองทัพร่วมกันเพื่อจะบอกว่าบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ไม่มีแนวทางอื่น ครรลองอื่น”นายจักรภพกล่าว

นายจักรภพ กล่าวว่า เราต้องไม่ทำให้เกิดปัญหาขึ้น อันดับแรกคือนโยบายมวลชนปะทะมวลชนต้องไม่มี รัฐบาลมุ่งหน้าทำงานให้เกิดผลงานให้ประชาชนพอใจและมีความสุขขึ้นแก้ปัญหาเร่งด่วน และเราจะต้องสร้างสมดุลย์ในวงการสื่อสารมวลชน นั่นคือมีความเห็นทุกฝ่ายในการแสดงความเห็นเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่เอียงฝ่ายใด ไม่สนับสนุนเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง ตรงนี้จะเป็นมาตรการป้องกันเรื่องเหล่านี้ได้ดี

เมื่อถามว่ารู้สึกอย่างไรกับแนวคิดตัวเอง ที่นำเสนอออกมาแล้วมีเสียงวิจารณ์ตามมา นายจักรภพ กล่าวว่า แสดงว่าตนทำงานแนวความคิดหลายอย่างมาจากแนวนโยบาย ในการทำงานโดยตรงเช่น การเชื่อมความสัมพันธ์สื่อสารมวลชนใหม่ๆ ในบ้านเมือง แม้จะไม่ได้ก้าวล่วงไปเป็นการออกใบอนุญาต หรือการสนับสนุนให้กระทำการต่างๆ ทั้งการปรับเปลี่ยนตัวบุคคลในหน่วยงานที่ดูแล และการแสดงความเห็น หรือขีดขั้นความเป็นสื่อมวลชนภาครัฐ

ทั้งหมดเป็นงานในหน้าที่ความรับผิดชอบของตนทั้งสิ้น ไม่ได้ทำอะไรนอกเหนือหน้าที่ความรับผิดชอบที่ได้รับมา คำถามคือเราจะประเมินผลงานของรัฐมนตรีแต่ละคนตามผลงานจริงๆ หรือจะประเมินจากอคติ เรื่องต่างๆ ไม่ได้อยู่ที่การตีความอย่างเดียว อยู่ที่การจ้องจะตีกันหรือเปล่า จ้องให้เกิดความลำบากเดือดร้อนหรือเปล่า

“ตัวผมรับได้สบายมาก ไม่มีปัญหาเลย ทุกวันนี้ทำงานตั้งแต่เช้าจดดึก และจะมุ่งหน้าทำงานอย่างนี้ต่อเนื่องไป ฉะนั้นใครที่มีหน้าที่เล่นการเมือง ก็เล่นไป ผมมีหน้าที่ทำงานในฐานะผู้รับใช้บ้านเมืองคนหนึ่ง”นายจักรภพ กล่าว เมื่อถามว่าคำแปลเอกสารล้มเลิกแล้วหรือไม่

นายจักรภพ กล่าวว่า ยังแปลอยู่ที่ต้องแปลช้าหน่อยเพราะอยากให้เกิดความพิถีพิถัน และขอบอกว่าตนแปลเองส่วนใหญ่ เพราะต้องการให้ถูกต้องตามเจตนาของผู้พูดจริงๆ และที่พูดเมื่อปีที่แล้วไม่ได้มีบทพูด เป็นการพูดสด จึงต้องมีการนำเทปมาถอดเป็นตัวอักษร และนำตัวอักษรมาแปลอีกครั้งเลยใช้เวลานาน เรื่องนี้จะต้องทำให้ได้ ไม่มีแผนเลิกแปลเป็นอันขาด จะต้องแปลต่อเนื่องเพื่อนำมาเป็นหลักฐานต่อสาธารณชน และฝ่ายสอบสวน ประมาณต้นสัปดาห์หน้าคงเสร็จ



หมวดเจี๊ยบ" แจ้งจับเว็บผู้จัดการ หมิ่นศักดิ์ศรีลูกผู้หญิง

เจ้าของพ็อคเก็ตบุ๊ก "ทักษิน แวร์อาร์ยู" สุดทนแจ้งดำเนินคดีกับเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ โพสท์ข้อความดูหมิ่นศักดิ์ศรีของลูกผู้หญิง

ร.ท.(หญิง) สุณิสา เลิศภควัต หรือ "หมวดเจี๊ยบ" เจ้าของพ็อคเก็ตบุ๊ก "ทักษิน แวร์อาร์ยู" เข้าแจ้งความกับ พ.ต.ท.ไพลิน แจ่มจำรัส พนักงานสอบสวนฝ่ายปฏิบัติการ 10 บก.ป. เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม เพื่อให้ดำเนินคดีกับเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ และผู้ที่โพสท์ข้อความแสดงความคิดเห็นลงในเว็บไซต์ดังกล่าว ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และหมิ่นประมาท ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550

ร.ท.(หญิง) สุณิสากล่าวว่า เนื้อหาในเว็บไซต์กล่าวพาดพิงในทำนองว่า มีความสัมพันธ์เป็นพิเศษกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และมีผู้โพสท์ข้อความที่ด่าทออย่างเสียหาย ถือเป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีของลูกผู้หญิง จึงเข้าแจ้งความเพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมาย



ได้ลุ้นหายใจอีกเฮือก


ถอนหายใจเฮือกดังๆกันเลย

ล่าสุดศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยังไม่มีความเห็นประทับรับฟ้องคดีหวยบนดินตามที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีต ครม.พร้อมพวกที่เกี่ยวข้อง รวม 47 คน

เนื่องจากจะมีการเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ที่แต่งตั้ง คตส. รวมถึงการต่ออายุการทำงานของ คตส. ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญปี 2550 หรือไม่

ได้ต่อลมหายใจอีกเฮือกใหญ่

สรุปก็คือว่า “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯและ รมว.คลัง “ป้าอุ” นางอุไรวรรณ เทียนทอง รมว.แรงงาน และนายอนุรักษ์ จุรีมาศ รมช.คมนาคม ยังคงปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง ได้ต่อไป

และก็เป็นอะไรที่เหมือนไก่ได้น้ำ “หมอเลี้ยบ” ใส่เกียร์ห้าเดินหน้าทันที ประกาศจากนี้ไปจะเร่งเดินหน้าทำงานแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้มากขึ้น ต้องออกมาตรการอีก หลายด้านในการแก้ปัญหา โดยเฉพาะเรื่องที่ยังติดขัดไม่สามารถดำเนินการได้

เช่น การออกหวยบนดิน

จะเร่งหารือกับผู้บริหารสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ว่าจะมีแนวทางอย่างไรบ้าง เพราะหากนำเงินจากเจ้าของหวยใต้ดินมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมก็เป็นสิ่งดี

“หมอเลี้ยบ” ส่งซิก เตรียมตั้งแผงขายหวย 3 ตัว 2 ตัวรอเลย

รัฐบาลใจชื้นขึ้นเป็นกองกับรูปคดีหวยบนดินที่ออกมา แต่ที่ใจแป้วก็คือนายแก้วสรร อติโพธิ เลขานุการ คตส. แสดงอาการข้องใจ คดีหวยบนดินยังไม่มีการประทับรับฟ้อง ไม่เข้าใจว่าส่งให้ศาล รัฐธรรมนูญได้อย่างไร

แต่ที่ยังนิ่งอยู่ นายนาม ยิ้มแย้ม ประธาน คตส. ออกตัวนิ่มๆ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจ ของศาลในการวินิจฉัย ยืนยันไม่ทำให้ คตส.เสียหน้า

เอาเป็นว่า ผิดหวังกันไปสำหรับฝ่ายที่จ้องให้รัฐบาลสะดุด ลุ้นให้รัฐมนตรี 3 ราย โดยเฉพาะขุนคลังต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพราะต้องคดีหวยบนดิน

และก็ฟาวล์เช่นกัน ใครที่ลุ้นให้เก้าอี้รัฐมนตรีว่างเยอะๆเพื่อเสียบแทนโควตา

ถึงตอนนี้ยังไม่มีทีท่าจะคืบหน้าแต่อย่างใด กับรายการปรับคณะรัฐมนตรี ที่ล่าสุด “ลุงหมัก” โบกไม้โบกมือชิ่งคำถามนักข่าว บอกแค่ว่า “ยัง”

ปรับเล็กหรือปรับใหญ่ ไม่แน่

แต่เท่าที่จับอาการได้ โดยความคิดของ “ลุงหมัก” อยากขยับให้เคลียร์ไปเลยทีเดียว เนื่องจากไม่ต้องการรบกวนเบื้องสูงบ่อยเกินเหตุ

ในเมื่อใครมีปัญหาย่อมรู้กันอยู่แก่ใจ

จะดันทุรังกอดเก้าอี้ ทู่ซี้ดื้อด้าน พอโดนจับได้ไล่ทันก็เปิดตูดลาออกหนี ทิ้งขี้ให้ต้องปรับ ครม.กันใหม่ ถึงไม่มีความละอาย แต่ก็ควร สำเหนียกกันว่า

ผลกระเทือนมันไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายการเมืองด้วยกันอย่างเดียว

แต่ก็อีกนั่นแหละ แค่ “ลุงหมัก” โยนหินถามทางอาจจะปรับ ครม. หลายตำแหน่ง ก็มีเสียงแหลมแทรกขึ้นมาทันควัน นายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.สาธารณสุข ที่มีปัญหาเรื่องการแจ้งบัญชีทรัพย์สิน รีบออกมาขวางลำ นายกฯสมัครไม่ควรปรับ ครม.ใหญ่

ขอโอกาสรัฐมนตรีแสดงฝีมือก่อนอย่างน้อย 6 เดือน

กอดเก้าอี้แน่น

อาการเสพติดอำนาจกำเริบ ไม่ยอมทิ้งตำแหน่งง่ายๆ

แต่ที่แปร่งไปเห็นได้ชัดเลย อยู่ๆก็แหยงไมค์ขึ้นมาดื้อๆ

กับอาการของ “สิงห์เหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ที่กลายเป็นคนกลัวกล้องทีวี เดินหนีนักข่าว บ่ายเบี่ยงให้สัมภาษณ์ สื่อมวลชน อ้างท่าเดียวว่า “ท่านนายกฯสั่งห้ามพูด” ย้ำแล้วย้ำอีก “นายกฯบอกไม่ให้พูดมาก เดี๋ยวถูกดุ”

ท่าทางเหมือนโดนติดดิสเบรกมา

คิวนี้น่าจะมีรายการสะกิดเตือนกันภายใน สถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ ช่วงใกล้ขยับปรับ ครม. ในฐานะสายล่อฟ้า “สิงห์เหลิม” เลยต้องหยุดดู ทิศทางลมให้ดี

นาทีเข้าด้ายเข้าเข็ม แน่แค่ไหนก็เกร็งเหมือนกัน.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน