WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, May 16, 2008

ใครกันแน่...ทำบ้านเมืองแตกแยก?

ต่อสถานการณ์การเมืองที่หลายต่อหลายคนกำลังจ้องเขม็ง พร้อมวิตกว่าจะเกิดความรุนแรงขึ้นนั้น เสียงเดิมๆ เหตุผลเดิมๆ ก็เริ่มคุขึ้นมาอีก

เพราะพลันที่กลุ่มเผด็จการอำนาจนิยมอำมาตยาธิปไตยพ่ายแพ้ต่อเสียงของประชาชน...!!!

ยุทธศาสตร์ “ตีหัว เอาตัวรอด” ก็ถูกงัดขึ้นมาใช้อีก และหนึ่งในนั้นก็คือ การโยนบ่อเกิดแห่งความวุ่นวายของบ้านเมืองทั้งหมดทั้งปวงให้กับคนคนเดียว และก็เป็นผู้ที่ถูกกระทำมากที่สุด

ที่ต้องนำมาพูดเป็นละครชีวิตอีกเรื่อง ก็เพราะว่า ไม่เพียงแต่ยุทธศาสตร์โยนกองความผิดให้กับคนคนเดียว จะถูกตั้งเป็นธงขึ้นมาจากกลุ่มหัวหอกพันมารแล้ว

เล่ห์กลบิดเบือนความจริง บิดเบือนความผิดของตัวเองเช่นนี้ กำลังถูกกกระจายออกไปอย่างน่าทุเรศ สอดรับกับสังคมไทยที่ยังไม่ค่อยยืนอยู่บนหลักการให้มากกว่าผลประโยชน์ส่วนตน

โดยเฉพาะเมื่อคอลัมนิสต์จากสื่อย่านบางนา เริ่มเขี่ยประเด็น บรรจงร่ายมนต์ ลากเรื่องยาวโยงใยให้เห็นถึงความขัดแย้งที่อาจจะรุนแรงขึ้นในขณะนี้ เพราะต่างฝ่ายต่างไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน

ด้วยฝ่าย “นักเลงโต” ที่เคยเป็นผู้กระทำ ถึงครานี้ก็ตกอยู่ในอาการหวาดผวากลัวถูกล้างแค้น...!!!

ขณะที่ฝ่าย “สุภาพชนคนไทย” ที่เป็นผู้ถูกกระทำย่ำยี หลัง 19 กันยายน 2549 ถึงคราที่ลุกขึ้นได้ ก็ตั้งแนวรับพร้อมรุก ด้วยบทเรียนที่ล้ำค่า ที่ไม่อาจไว้ใจได้ต่อเล่ห์เหลี่ยม โกหก ตอแหล ของนักเลงโต

อาการทั้งหมดจึงมายืนจังงัง คุมเชิง ให้เกิดบรรยากาศหวาดหวั่นกันไปทั่ว...!!!

แล้วก็เขียนสรุปปิดท้ายด้วยการโยนกอง ให้ความผิด ความคุกรุ่นของสถานการณ์ที่อาจเกิดความรุนแรงขึ้นได้ทั้งหมด คือคนคนเดียวที่ก่อชนวนขึ้น

ก่อนหน้านี้ก็โยนบาปว่าคดโกง โยนบาปว่าใช้อำนาจแทรกแซง โยนบาปว่ากำลังทำลายสถาบัน โยนบาปว่าขายชาติ โยนบาปว่าเป็นคนที่ทำให้เกิดความแตกแยก โยนบาปว่าไม่มีคุณธรรม และโยนบาปไปถึงรัฐธรรมนูญ 2540 ว่าเปิดช่อง

เข้าแผนปล่อยไปไม่ได้ บ้านเมืองจะเสียหาย จำเป็นต้องลุแก่อำนาจ ยึดการปกครองประเทศด้วยกำลังอาวุธ อ้างยังกับคนไทยโง่ไปทั้งประเทศ...

แต่วันนี้ เมื่อความจริงปรากฏ เมื่อไม่สามารถทำลายอำนาจของประชาชนได้ เมื่อคราที่ตัวเองต้องพบกับทางตัน หาบันไดไม่เจอ จนหวาดผวา...

ก็ใช้ลูกไม้เก่า ปัดสวะความผิดขั้นมหันต์ให้พ้นตัว โยนบาปใหม่ โยนมันทั้งดุ้น โยนมันทั้งยวง ว่าคนคนเดียวนี่แหละที่ทำให้คนไทยแตกแยก

ก็อยากจะบอกเหมือนอย่างที่เคยบอกทั้งก่อนและหลังรัฐประหาร 19 กันยายน มาจนถึงขณะนี้ว่า

เคยตอบตัวเองหรือไม่ว่า...คนคนเดียวที่กล่าวหาว่าเขาโกงกิน ถ้ามันมากมายอย่างที่โหมกระพือป้ายสีกันจริงๆ แล้ว

ทำไมประเทศชาติมันโตขึ้น เจริญขึ้น มีเงินมากขึ้น มีชื่อเสียงมากขึ้น คนส่วนใหญ่ของประเทศได้รับประโยชน์มากขึ้น

เคยตอบตัวเองหรือไม่ว่า...ที่กล่าวหาว่าแทรกแซงองค์กรอิสระ แต่พอกลุ่มพวกพ้องตัวเองยึดอำนาจได้ ยิ่งทำหนักแบบหน้าด้านๆ “ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง” แต่งตั้งพวกตัวเองเข้าไปทั้งดุ้น โดยไม่แยแสเลยว่า

เคยถ่มน้ำลายอะไรไว้ แล้วต้องกลับมากลืนกินเสียเอง หรือแม้แต่โยกย้ายข้าราชการอย่างไม่ยุติธรรมเป็นว่าเล่น ก็หานำมาพูดไม่ เพียงกล่าวอ้างว่าเป็นกลุ่มอำนาจเก่าเท่านั้น

เคยตอบหรือไม่ว่า...ที่ศาลสถิตยุติธรรมพิพากษาให้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล จำคุกในคดีหมิ่นประมาท พร้อมให้เหตุผลแห่งการตัดสินว่า ทั้งหมดที่กระทำเป็นการนำเอาสถาบันเบื้องสูงมากล่าวอ้าง

ขณะที่อัยการกลับสั่งไม่ฟ้องต่อข้อกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หมิ่นสถาบัน ไม่มีมูลแต่อย่างใด

หรือแม้กระทั่งเคยถามตัวเองหรือไม่ว่า...การโยนความผิดให้รัฐธรรมนูญ 2540 เปิดช่อง เป็นเพียงแค่วาทกรรมลวงโลกเท่านั้น

เพราะแท้จริงแล้ว รัฐธรรมนูญ 2540 คือรัฐธรรมนูญของประชาชน ที่ให้อำนาจแก่ประชาชน มิใช่ให้อำนาจแก่ขุนศึกศักดินา

และท้ายสุด เคยถามตัวเองหรือไม่ว่า...ทำไมคนทั่วบ้านทั่วเมืองจึงยังคงมีปฏิกิริยาต่อกลุ่มอำนาจเผด็จการที่ยึดอำนาจจากประชาชนไปอย่างไม่ลดถอย และจะยิ่งหนักขึ้นด้วย

ซึ่งหากตอบไม่ได้ หรือน้ำท่วมปาก ก็จะบอกให้ว่า...เพราะเขาชิงชัง เขารังเกียจต่อกลุ่มบุคคลที่ชอบหรือสนับสนุนให้มีการใช้กำลังทางทหารเข้าล้มล้างระบอบประชาธิปไตย อย่างน่าขยะแขยง

กฎหมายมีกลับไม่ใช้วิถีทางแห่งกฎหมาย กติกามีกลับไม่ดำเนินการให้ถูกกติกาบ้านเมือง เพื่อให้สังคมได้ตระหนักถึงความถูกต้อง

การยึดอำนาจแล้วฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 ของประชาชนทิ้ง ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ของอำมาตยาธิปไตยเข้าครอบสังคมไทย ด้วยคนเพียงไม่กี่คนที่ลุแก่อำนาจ ที่ถึงวันนี้แล้วก็ยังไม่สำนึก ที่จะหาวิถีทางลบล้างความผิด ชดเชยความผิดที่ได้กระทำไว้อย่างแสนสาหัสกับคนไทยกว่า 60 ล้านคน

แต่ยังดันทะลึ่ง ดันทุรัง เอาชนะเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่ยอมสำนึกในความผิดที่ตัวเองมีอยู่ ยังหน้าด้านที่จะโยนกองความผิดไปให้คนอื่นอีก สถานการณ์ทั้งหมดมันจึงต้องอุบัติขึ้น

อุบัติภายใต้ อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ถูกโยนกอง “ไม่เกี่ยว” แต่เป็นธงของคนในระบอบประชาธิปไตย ที่มีหน้าที่ต้อง “กำจัดเชื้อร้ายแห่งระบอบอำมาตยาธิปไตยให้สิ้นซาก”

ความผิดมันมากมายอย่างมหันต์ เกินกว่าที่จะบิดเบือนสังคมได้ หรือที่คนไทยเขาบอกกันว่า “ช้างตายทั้งตัว เอาใบบัวปิดไม่มิด”...มันเป็นละครชีวิตน้ำเน่าแบบเก่าๆ ที่หาความเจริญไม่ได้จริงๆ

พร ภัทร (แทน)



ทีดีอาร์ไอ หรือ ใครเฮงซวย?

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ หรือ ทีดีอาร์ไอ ที่มีชื่อย่อมาจากภาษาอังกฤษว่า The Thailand Development Research Institute เสวนาเรื่อง "ข้าวแพง วิกฤติหรือโอกาสชาวนาไทย" ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) โดยมี นายอัมมาร สยามวาลา เป็นผู้ออกมากล่าวโจมตีรัฐบาล ระบุว่า “นโยบายเฮงซวย”

“ข้าวธงฟ้าของรัฐบาลทำให้เกิดความปั่นป่วน เพราะทำให้ข้าวในท้องตลาดมี 2 ราคาที่แตกต่างกันมาก ทำให้คนแย่งกันซื้อ ต้องขอยืมคำของนายกรัฐมนตรีมาใช้ว่าเป็น ‘นโยบายเฮงซวย’ และจนถึงขณะนี้ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลต้องการให้ราคาข้าวถูกหรือแพงกันแน่ เพราะแก้ปัญหาแบบฝันกลางวัน สิ่งที่ดีที่สุดคือ การปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด หากจะขึ้นก็ไม่ควรเกินร้อยละ 50 และควรจำกัดทั้งปริมาณและผู้ซื้อ”

หลายคนอาจจะงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรื่องราคาข้าวของประเทศไทย ที่มีการขยับตัวสูงขึ้น อันเนื่องจากผลกระทบจากตลาดโลก ซึ่งเป็นปัจจัยใหญ่ที่สุด หลายคนรู้ว่าราคาข้าวผันผวนนั้น เกิดจากประเทศเพื่อนบ้านของเราพื้นที่เพาะปลูกได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ จึงมีการเก็งกำไรระยะสั้นเกิดขึ้น

แต่ มีการนำเรื่องราคาข้าวมาเป็นประเด็นที่จะชักจูงให้คนรากหญ้าเข้าใจว่า “รัฐบาลไร้ฝีมือ” ในการบริหารจัดการราคาสินค้าภาคการเกษตร

ก่อนหน้านี้ นักวิชาการมักจะออกมาตำหนิ วิพากษ์วิจารณ์ รัฐบาลชุดต่างๆ ตลอดเวลา พาให้คนนึกฝันไปว่า คนกลุ่มนี้นี่แหละเก่งกาจสามารถ แต่ถ้าติดตามการทำงานแล้ว น่าจะมีการตั้งคำถามตัวโตๆ กับนักวิชาการของทีดีอาร์ไอ ว่า ได้ดำเนินการเรื่องอะไรให้กับประเทศไทยเป็นชิ้นเป็นอันบ้าง

ถามจริงๆ ว่า ทีดีอาร์ไออับอายไหม ให้คนของตัวเองมานั่งเป็น ขุนพลเศรษฐกิจ ใน รัฐบาลเผด็จการทหาร ที่ยึดอำนาจอธิปไตยไปจากประชาชนทั้งประเทศ มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการบริหารชาติบ้านเมือง โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบใดๆ โดยเฉพาะใน ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อยู่เกือบปี

ถ้าจะจำกันได้ คนคนนั้นคือ ดร.ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ อดีตประธานสถาบันทีดีอาร์ไอ นี้แหละ มีใครเห็นฝีไม้ลายมือ มีใครเห็นผลงานอะไรเป็นรูปธรรมจับต้องได้ชัดเจนบ้าง

ไม่ต้องนับรวมไปถึง ชาวโลก ที่เขาถามไถ่ว่า ได้แสดงฝีไม้ลายมือในการบริหารประเทศชาติบ้านเมือง อย่างไร แค่ไหน

หาก ทีดีอาร์ไอ มี “ขุนพลเศรษฐกิจ” ที่ไม่ใช่ นักพูด แต่เป็น นักปฏิบัติ ประเทศไทยของเราคงไม่ ป่นปี้ ไปในช่วงเวลา 1 ปีเศษๆ ที่ผ่านมา

หลายคนบอกว่า หากเราอยู่กับที่ เท่ากับว่าเราถอยหลัง

ถามว่า 1 ปีเศษๆ ที่นักวิชาการของ ทีดีอาร์ไอ เข้ามานั่ง ปฏิบัติงาน อยู่นั้น ได้ ทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ มากน้อยเพียงใด

คนจนร่ำรวยขึ้นไหม เกษตรกรได้ลืมตาอ้าปากบ้างไหม ในยุคที่พรรคพวกเครือข่ายของนักวิชาการ เหล่านี้ ได้ไปมีอำนาจ หรือว่าจะเป็นเฉพาะพวก ธุรกิจรายใหญ่ที่ได้ประโยชน์ ที่พบว่านักธุรกิจเหล่านั้นไปซบแนบแอบอิงกับ อำมาตยาธิปไตย และ โจรปล้นประชาธิปไตย

การพูดวิพากษ์วิจารณ์ ตำหนิ ด่าทอคนอื่น มันง่ายกว่าการปฏิบัติ ใช่ไหม? การได้โอกาสทำงานแล้วไม่เห็นผลงาน จะเข้าข่ายว่า เก่งแต่ปาก ได้หรือไม่? ที่ผ่านมาประชาชนตัดสินไปแล้วใช่ไหมว่า ทีดีอาร์ไอ หรือ ใครกันแน่ ที่...เฮงซวย



ปชป. อย่าทำผิดซ้ำสอง

ถ้าพรรคประชาธิปัตย์จะไม่ได้มองว่า จตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส. ระบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน เป็นศัตรู

ก็ต้องถือว่า “คำเตือนสติ” ของ จตุพร ที่ส่งถึงพรรคโดยตรงนั้น เต็มไปด้วยเหตุผลน่าฟังอย่างยิ่ง!

สมควรอย่างยิ่งให้คนในพรรคประชาธิปัตย์ต้องเก็บกลับไปทบทวนความคิด

จตุพร เตือนให้พรรคประชาธิปัตย์ได้หวนคิดถึงความผิดแต่ครั้งอดีต ที่เคยจ้างคนไปตะโกนในโรงหนัง ใส่ร้าย ปรีดี พนมยงค์ ด้วยข้อหาร้ายแรงที่สุดเท่าที่พลเมืองไทยคนหนึ่งจะได้รับ

นั่นคือ กล่าวหาว่าเกี่ยวพันกับ “คดีสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 8”

จนในที่สุด ปรีดี ต้องหนีออกนอกประเทศ ไปตายที่ฝรั่งเศส ได้กลับคืนสู่มาตุภูมิก็แต่เพียงเถ้ากระดูก

แม้ต่อมา เรื่องราวได้รับการชำระว่าแท้จริงเป็น “ผู้บริสุทธิ์” องค์การยูเนสโกยังถึงกับต้องขึ้นชื่อให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก...

แต่ก็อย่างที่ จตุพร ว่าไว้นั่นแหละ เมื่อชีวิตดับสิ้นไปแล้ว ยังจะมีประโยชน์อะไร

นายปรีดี พนมยงค์ ไม่ได้เป็นเพียงผู้ประศาสน์การ และไม่ได้เป็นแต่เพียงผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมือง ซึ่งจะหมดวาระการทำงานไปตามยุคสมัย

หากแต่ ปรีดี เป็นถึงหนึ่งในผู้ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย

เป็นหัวหน้าขบวนการเสรีไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งมีส่วนอย่างสำคัญให้ประเทศไทยไม่ต้องตกเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม

เพียงคุณงามความดีสองประการหลัง ก็เผื่อแผ่เจือจานมาถึงคนรุ่นหลังได้อย่างไม่จบไม่สิ้นแล้ว

การกระทำของพรรคประชาธิปัตย์ในอดีต จึงยิ่งกว่าคำว่า “เลวร้าย” จนแม้กระทั่ง “ความจริง”ปรากฏ จะเกิดความรู้สึกสำนึกผิดประการใดเป็นเรื่องภายในไม่มีใครรู้

จะเคยมีใครเดินไปกราบขมาขอโทษคนในตระกูล “พนมยงค์” หรือเปล่า ก็ไม่มีใครอยากติดใจเอาความ

เพราะอยากให้จบสิ้นกันที กับการเมืองแบบใส่ร้ายป้ายสี เข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ ดึงสถาบันเบื้องสูงมาเป็นเครื่องมือในการทำลายล้าง

หากแต่วันนี้ กลับมีพฤติการณ์บางประการ ที่ส่งกลิ่น

ตั้งแต่การออกมาตีโพยตีพายเรื่อง “ใบปลิวจาบจ้วงป๋า” ปลุกปั้นเรื่องราวให้ดูน่ากลัวว่าทำกันเป็นขบวนการ ทำกันอย่างใหญ่โต ทำโดยมีวาระมุ่งหมายให้กระทบกระเทือนถึงใครหรืออะไรที่ป๋าใกล้ชิดอยู่

เท่านั้นยังไม่พอ “ดาวยั่ว” ประจำพรรคยังออกมาหนุนส่ง โยงใยเครือข่ายว่าได้ชื่อคนทำใบปลิวมาแล้ว และยังมีสายสัมพันธ์กับอดีตคนไทยรักไทยอีกต่างหาก

“ตัวจริงเสียงจริง” เขาออกมาแถลงข่าวเองด้วยความกล้าหาญ ยอมรับในส่วนที่ ใช่ และปฏิเสธหนักแน่นในส่วนที่คนในพรรคนี้ใส่ร้าย

จนสุดท้ายก็ต้องหน้าหงายกลับไปกันทั้งพรรค แล้วก็อีกนั่นแหละ แต่ยังไม่พอ

ได้ทีส่งตามมาอีกดอก โดยพุ่งแรงแทงตรงไปที่ รัฐมนตรีประจำสำนักนายก จักรภพ เพ็ญแข หลังจากปล่อยให้แนวร่วมรัฐประหารขาเก่าเจ้าเดิมอย่างพันธมิตรฯ ออกมาตีไข่ใส่สีอย่างเมามัน อุ่นเครื่องกระแสสังคมให้ร้อนรุ่มขึ้นมาก่อน...

แล้วอย่างนี้ จะไม่ให้คนเขาสงสัยได้อย่างไรว่า มีการร่วมไม้ร่วมมือ จัดตั้งกันเป็นขบวนการเพื่อล้มล้างรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยโดยดึงเบื้องบนมาเป็นเครื่องมือ

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นคนรุ่นใหม่และมีความรู้สูง ถึงกับได้เป็น หัวหน้าพรรค ตั้งแต่อายุยังน้อย ไม่น่าจะติดบ่วง “การเมืองน้ำเน่า” การต่อสู้แบบขี้ขลาดแบบนี้ไปกับเขาด้วย

และยิ่งน่าจะรู้ดีว่า คนไทยทุกคน ในประเทศนี้ ไม่มี ใคร สามารถไม่จงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ได้

เช่นเดียวกับที่ไม่มี ใคร สามารถคิดล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยได้เช่นกัน

สองสิ่งนี้ เป็นสิ่งที่คนผู้เกิดใต้ร่มธงไทยทุกคนสำนึกอยู่ในทุกลมหายใจเข้าออก แม้ไม่ต้องให้บอกว่าในรัฐธรรมนูญระบุเอาไว้ก็ตาม

เช่นนี้แล้ว การกล่าวหาใครด้วยข้อหาที่ว่า “ไม่จงรักภักดี” ต่อสถาบัน เป็นอันตรายต่อชาติ จึงเป็นเรื่องที่ควรคิดใคร่ครวญให้จงหนัก ไม่ใช่แค่เรื่องลักเล็กขโมยน้อยที่จะมากล่าวหากันได้พล่อยๆ

หรือถ้า “สติ” ดีกว่านี้อีกสักหน่อย ก็ยิ่งควรรู้ว่า ไม่สมควรอย่างยิ่งจะนำมาพูด

เพราะยิ่งพูด คนไทยทั่วประเทศ ยิ่งสะเทือนใจ

ยิ่งหยิบใช้ ก็ยิ่งระคายเคือง “เบื้องพระยุคลบาท”

เหตุการณ์ที่เคยอ้าง “สถาบัน” มาทำร้าย ปรีดี ยังเป็นประวัติศาสตร์บาดแผล เป็นความเสื่อมเสียที่ยังติดตัวพรรคประชาธิปัตย์อยู่จนทุกวันนี้

แล้ววันนี้ ยังจะคิดกลับไปซ้ำรอย “ประวัติศาสตร์อัปยศ” ของตัวเองอยู่อีกหรือ

ถาม จักรภพ เพ็ญแข ถาม สมัคร สุนทรเวช เขาย่อมไม่สะเทือนไหว เพราะ “ทองแท้” ย่อมไม่กลัว “ไฟ” คำใส่ร้ายไม่มีค่าเท่า “ความจริง”

แต่คนที่จะเสียหายหนักและต้องรับผิดกับเรื่องนี้ไปเต็มๆ ก็เห็นจะเป็นแต่พรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น

อย่างที่บอก ถ้าไม่เห็นว่าคำเตือนของ จตุพร เป็นศัตรู ก็ควรนำกลับไปคิดดูอย่างยิ่ง

ทำผิดพลาดจนกลายเป็นตราบาปมาแล้วครั้งหนึ่ง...ยังไม่พอ

“ฤๅจะมีอันใดซ้ำรอย”

แค่ครั้งเดียวก็น่าจะเกินพอ




คตส.กล่าวหารองอสส. ทำตัวเป็นเนติบริกร

นายอุดม เฟื่องฟุ้ง กรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) กล่าววันนี้ (16 พ.ค.) กรณีนายวัยวุฒิ หล่อตระกูล รองอัยการสูงสุด ระบุว่า คตส.ต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะชี้ว่า ที่มาของ คตส.ถูกต้องหรือไม่ ว่า เป็นความเห็นของคนบางคน ต้องดูว่า บุคคลที่ออกมาให้ความเห็นมีหน้าที่ให้ความเห็นได้หรือไม่ พบว่านายวัยวุฒิ ไม่มีหน้าที่ที่จะให้ความเห็น จึงต้องไปถามว่า มีเหตุผลอะไรจึงออกมาพูด อาจมองได้ว่า พูดเพื่อเป็นเนติบริกร หรือต้องการให้สังคมได้เข้าใจอย่างถูกต้อง

"ต้องดูเบื้องหลังของคนพูดว่า มีหน้าที่หรือไม่ ถ้าไม่มี ต้องดูว่าเป็นเนติบริกรของใครคนใดคนหนึ่งหรือไม่ พูดด้วยความบริสุทธิ์ใจหรือไม่ เพราะขณะนี้ความเห็นที่ออกมาเป็นลักษณะเนติบริกรจำนวนมาก แต่จะเป็นบริกรรับใช้หรือไม่ ไม่อาจให้ความเห็นได้นายอุดม กล่าวและว่า แม้จะมีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความที่มาของ คตส. ก็ไม่มีปัญหา อะไร เพราะ คตส.สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ เนื่องจากเป็นแค่การยื่นให้ตีความว่า ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ถ้าจะให้ คตส.หยุดปฏิบัติหน้าที่ ต้องถามว่า หากมีคนหนึ่งที่เป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีถูกกล่าวหาอย่างนี้ ต้องติดคุกหรือไม่ หรือต้องรอให้ศาลตัดสินก่อน

เมื่อถามว่า นายวัยวุฒิ ระบุ คตส.แยกฟ้องนายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด ในคดีการทุจริตการจัดซื้อเครื่องซีทีเอ็กซ์ 9000 ไม่ได้ เพราะพฤติกรรมที่ถูกกล่าวหาเป็นช่วงที่ดำรงตำแหน่งรองอัยการสูงสุด นายอุดม กล่าวว่า เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่ระบุว่า หากผู้ถูกกล่าวหาเป็นอัยการสูงสุดต้องแยกฟ้อง เป็นการดูช่วงที่ดำรงตำแหน่งในปัจจุบัน



ร.ต.อ.เฉลิม เชื่อสื่อต่างชาติจงใจเสนอข่าว สมัคร ไปพม่าให้เข้าใจผิด



ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวง มหาดไทย เห็นว่า สื่อต่างชาติเข้าใจเรื่องที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เดินทางไปพม่า เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม เพื่อเจรจาให้พม่าเปิดรับการช่วยเหลือจากต่างประเทศ กรณีถูกพายุไซโคลนนาร์กีสถล่ม แต่อาจจะจงใจเขียนข่าวให้เข้าใจผิดพลาด เพราะต้องการจะเข้าไปในพม่า จึงเขียนกระทบไทยว่าเป็นการรับรองการแก้ไขปัญหาของพม่า

“ผมมั่นใจว่า นายสมัคร ไม่พลาดเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว แต่ไม่ถือว่าไทยตกเป็นเหยื่อ เพราะหากมองในแง่ของการผิดพลาดอาจเกิดขึ้นได้ และที่ผ่านมา ไทยไม่เคยเข้าไปก้าวก่ายพม่า มีแต่เจตนาที่ดี และเชื่อว่าไทยจะได้รับเครดิตดีขึ้น” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า กระทรวงมหาดไทยได้ดูแลเรื่องโรคระบาดตามแนวชายแดนไทย-พม่า หรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขจะดูแลเรื่องโรคระบาด กระทรวงมหาดไทยจะดูแลในเรื่องความปลอดภัย การอพยพเข้ามาในประเทศไทย และเรื่องสิทธิมนุษยชน ต้องจัดหาสถานที่ให้ความสะดวกสบายในระดับหนึ่งแก่ผู้อพยพ เราต้องดูแลอย่างระมัดระวัง เพราะองค์กรสิทธิมนุษยชนทั่วโลกจับตาประเทศไทยอยู่ อย่างไรก็ตาม ทราบว่ามีผู้อพยพเข้ามาไม่มากนัก ยังไม่มีปัญหารุนแรงอะไร.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-16 15:49:54



ชัย ย้ำการแก้ไข รธน.ต้องยึดระเบียบ กฎหมาย

รัฐสภา 16 พ.ค. - ประธานสภาฯ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำรัฐสภา เผยพร้อมทำงานด้วยหัวใจที่แข็งแกร่ง ยืนยันหากจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าแนวทางใด จะต้องศึกษา ฟังเหตุผล และยึดระเบียบและกฎหมายอย่างเคร่งครัด

เมื่อเวลา 11.00 น. นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้สักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในโอกาสได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ จากนั้นได้สักการะศาลพระสยามเทวาธิราช และพระเสื้อเมือง พระทรงเมือง ภายในรัฐสภา และได้กล่าวถึงความพร้อมการทำหน้าที่ว่า หน้าที่ของประธานสภาผู้แทนราษฎรมีหน้าที่ออกกฎหมาย แก้กฎหมายและผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรม ความพร้อมอยู่ที่หัวใจอันแข็งแกร่ง

ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตกรณีที่คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมรายชื่อประชาชนที่เสนอแก้ไข ไม่สามารถทำได้ เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ ว่า ตนยังไม่ได้รับเอกสาร ขอให้เห็นและพิจารณาก่อน ตอนนี้ฟังเสียงนกเสียงกาไม่ได้ ต้องฟังเหตุผลว่าควรทำอย่างไร

“กฎหมายบัญญัติว่าเมื่อประธานรับเอกสารเรื่องเสนอกฎหมาย หรือแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องบรรจุวาระภายใน 15 วัน กฎหมายกำหนดไว้อย่างนั้น เมื่อเขายื่นมาตามกฎหมายก็ต้องว่าไปตามกฎหมาย ต้องปฏิบัติไปตามระเบียบข้อบังคับ ประธานฯ ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ แต่เป็นผู้ถือกฎหมายและข้อบังคับ” นายชัย กล่าวว่า

ต่อข้อถามถึงการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ และการให้รัฐสภาเป็นผู้ดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายชัย กล่าวว่า ยังตอบไม่ได้ เพราะยังไม่ได้รับเรื่อง อยู่ในดุลยพินิจของคณะทำงานฝ่ายกฎหมายของสภาฯ. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-16 15:12:52


“ทักษิณ” ลั่นสานฝันเด็กไทยค้าแข้งต่างแดน! นำทัพเรือใบ เปิดตัว แมนฯ ซิตี้ สโตร์ คึกคัก!

ระบุสร้างแบรนด์แมนซิฯ ซิตี้ ให้ดังไปทั่วโลก ขณะที่ 22 นักเตะแมนฯ ซิตี้ตบเท้าเปิดตัว “แมนฯ ซิตี้ สโตร์” ที่อาคารชินวัตร 3 พร้อมแจกลายเซ็นแฟนบอล ก่อนลงสู้ศึกดวลแข้งกับทีมไทยแลนด์ พรีเมียร์ ออล สตาร์ เสาร์นี้ ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ด้าน แฟนคลับ “คนรักทักษิณ” แห่อุดหนุนให้กำลังใจเพียบ

วันนี้ (16 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงาน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นประธานเปิด “แมนฯ ซิตี้ สโตร์” ร้านจำหน่ายของที่ระลึกแห่งแรกของเมืองไทย ที่อาคารชินวัตร 3 ถนนวิภาวดีรังสิต โดยนาย สเวน โกรัน อีริกส์สัน ผู้จัดการทีมชาวสวีเดน นำทีมนักฟุตบอลของสโมสรทั้ง 22 คน ร่วมพบปะแฟนบอลที่แห่แหนมาให้กำลังใจคับคั่ง พร้อมด้วยนายพานทองแท้ น.ส.พิณทองทา และน.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ มาร่วมงานด้วย นอกจากนี้ยังมี แฟนคลับของ พ.ต.ท.ทักษิณ มาร่วมงานจับจ่ายซื้อสินค้าและให้กำลังใจจำนวนมาก บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก

ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวระหว่างพิธีเปิดร้านขายของที่ระลึกของสโมสร แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แห่งแรกในไทย ว่า การจัดตั้ง แมนฯ ซิตี้ สโตร์ขึ้นมาในเมืองไทย เพราะต้องการให้คนไทย ที่รักแมนฯ ซิตี้ ซื้อสินค้าของทางสโมสรได้ในราคาถูก เพราะหากเป็นการนำเข้ามาจะราคาแพงกว่าที่ทางร้านขายเองพร้อมระบุว่า จะทำให้ทีมฟุตบอลนี้ เป็นตราที่คนรู้จักทั่วโลก โดยเฉพาะในทวีปเอเชียและตะวันออกกลาง พร้อมวางแผนสร้างโรงเรียนปั้นนักฟุตบอลในประเทศหลักในภูมิภาคนี้ รวมถึงการเข้าถือหุ้นเป็นพันธมิตรในสโมสรต่างๆ ในเอเชีย

“ผมมีแนวทางพัฒนาแมนฯ ซิตี้ ให้เป็น brand ของสโมสรที่เป็น Global เน้นเอเชีย และแถบตะวันออกกลางเป็นหลัก และจะถือหุ้นเป็นพันธมิตรกับสโมสรในเอเชีย เพื่อให้นักเตะของไทยที่ได้ไปฝึกในacademy ของแมนฯ ซิตี้ ได้ไปเตะในต่างประเทศ” พ.ต.ท.ทักษิณ

สำหรับสินค้าภายในร้านขายของที่ระลึกของสโมสร แมนฯ ซีตี้ มีทั้ง เสื้อทีม หมวก กระเป๋า แก้วน้ำ และอื่นๆ รวมทั้งยังมีมุมให้ถ่ายภาพและเป็นจุดศูนย์รวมข้อมูลข่าวสารของแฟนคลับสโมสรฟุตบอลนี้ด้วย

ทั้งนี้ ปัจจุบันสโมสรฟุตบอล แมนฯ ซิตี้ อยู่ในอันดับที่ 9 ของตารางพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ขยับขึ้นจากอันดับที่ 14 ของตารางเมื่อปีที่แล้ว

สำหรับการแข่งขันฟุตบอลแมตช์อุ่นเครื่องในรายการ “แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เอฟซี ซูเปอร์แมตช์ ไทยแลนด์ 2008 พรีเซนเท็ด บาย สิงห์” มีขึ้นในวันเสาร์ที่ 17 พฤษภาคมนี้ ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน โดยทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ พร้อมส่ง สุรีย์ สุขะ, เกียรติประวุฒิ สายแวว, ธีรศิลป์ แดงดา ลงฟาดแข้งกับ ไทยแลนด์ พรีเมียร์ ออล สตาร์ ซึ่งทีมรวมดาราไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก



สภาฯ ถกร่าง รธน. ฉบับ 40 ก. “ชูศักดิ์” หนุนเข้าสภาฯ เร็วๆ นี้

“ชูศักดิ์” ยันร่างแก้ไขรธน.ของภาคประชาชนสามารถเสนอสภาฯ ได้ผ่าน ส.ส. - ส.ว. ปัดข้อเสนอ ขรก.อาวุโส ออกพระราชกำหนดยกเลิก รธน. ชี้ไม่มีใครทำกัน ยันไม่รับตำแหน่ง ปธ.วิปฯ แทน “ชัย ชิดชอบ” ระบุมีคนดีๆ ในพรรคสามารถทำได้

วันนี้ (16 พ.ค.) นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีส.ว.บางคนออกมาระบุว่าการเข้าชื่อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญของภาคประชาชน คณะกรรมการประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (คพปร.) ยังทำไม่ได้ เพราะไม่มีกฎหมายรองรับว่า ตนยังไม่แน่ใจต้องตรวจสอบดูก่อน เพราะถ้าฟังจากแกนนำภาคประชาชนก็พบว่า มีเจตนาที่ต้องการรวบรวมรายชื่อ ประชาชนเพื่อเสนอร่างกฎหมายให้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้นำร่างนั้นไปดู หากสมาชิกสภาฯ เห็นว่าร่างของ คพปร.มีความเหมาะสม ก็อาจรับร่างดังกล่าวไปดำเนินการต่อ โดยทั้ง ส.ส.และส.ว.ก็เข้าชื่อกันตามร่างที่เขาเสนอ และนำเสนอเข้าสภาฯ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ก็จะไม่มีปัญหา ซึ่งขณะนี้ทางสภาฯ กำลังหารือกันอยู่ว่าควรจะใช้ร่างฉบับไหน

ส่วนร่างของ คพปร.สอดคล้องกับฉบับร่างที่พรรคพลังประชาชนยกร่างมาหรือไม่นั้น นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ร่างแก้ไขของ คพปร.เป็นร่างแบบสั้น แต่ของตนเป็นร่างฉบับยาว โดยเอามาตราต่างๆ มาใส่ตามรธน.40 แต่บทเฉพาะกาลไม่เหมือนกัน ดังนั้นสาระก็ย่อมมีความแตกต่าง

นายชูศักดิ์ ยังกล่าวถึงการนำร่าง รธน. เข้าสู่สภาฯ ว่า ในที่ประชุมวิปรัฐบาลได้คุยกันถึงเวลาที่เหมาะสมในการเปิดประชุมสมัยวิสามัญ ก็เห็นตรงกันว่าตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายนเป็นต้นไป เพราะจะต้องมีการพิจารณาในเรื่องของร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 และยังมีกฎหมายสำคัญอื่นๆ ที่ต้องเร่งพิจารณาให้ทันตามกำหนดเวลาที่ต้องการตาม รธน. ด้วย ซึ่งตนจะได้นำมติวิปดังกล่าวนี้ไปแจ้งต่อรัฐบาลต่อไป

ส่วนที่มีนักวิชาการเสนอให้รัฐบาลออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ยกเลิก รธน.50 และให้มาใช้ รธน.40 แทนนั้น นายชูศักดิ์ กล่าวว่า รธน. เป็นกฎหมายสูงสุด อยู่ดีๆ จะมาออกพระราชกำหนดไปยกเลิก รธน. ยังไม่เคยเห็นใครเขาทำกันในทางกฎหมายไม่น่าจะทำได้ ที่ผ่านมาบ้านเมืองเรา รธน.ก็ถูกยกเลิกโดยการปฏิวัติ แต่การออกพระราชกำหนดยกเลิกรัฐธรรมนูญนั้นไม่เคยเห็น

ส่วนเรื่องประธานวิปรัฐบาลคนใหม่แทนนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร นั้น ประธานวิปรัฐบาลงานค่อนข้างหนัก ต้องทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมวิปวันจันทร์ ส่วนวันพุธ - พฤหัสบดี ก็ต้องอยู่โยงเฝ้าสภา คอยดูว่ามติที่ออกมาจะทำอย่างไร ส่วนของตนได้แจ้งต่อผู้บริหารพรรคแล้วว่าทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรีอยู่

“ถ้าให้ผมไปทำหน้าที่ประธานวิปก็คงไม่สามารถทำหน้าที่รัฐมนตรีที่จะต้องรับผิดชอบงานประจำที่มีอยู่มากมายได้ ผมจึงบอกไปว่าคงไม่เหมาะ เอาท่านอื่นดีกว่า แต่ก็ไม่ได้เสนอชื่อใคร เพราะในพรรคก็มีหลายคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ก็ขอให้ดูกันให้ดี ขณะนี้เชื่อว่าอยู่ในขั้นตอนที่ฝ่ายบริหารคัดเลือกอยู่” นายชูศักดิ์ กล่าว

อย่าไรก็ดี ทุกคนที่มีชื่อออกมาล้วนเป็นผู้ที่มีความสามารถทั้งนั้น ผู้บริหารพรรคเขาก็ต้องดูว่าใครเป็นอย่างไร มีความเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งก็ต้องฟังเสียงกันทั้งในพรรคพลังประชาชน และพรรคร่วมรัฐบาล ทุกคนสามารถทำหน้าที่ได้ แต่จะทำได้ดีมากน้อยเพียงใดก็ต้องฟังกันดู



จักรภพ ลั่นฟ้องกลับคนกล่าวหาหมิ่นสถาบัน

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยันไม่ลาออกขอทำงานแก้ปัญหาชาติถึงที่สุด ลั่นฟ้องกลับคนกล่าวหาหมิ่นสถาบัน เตรียมทำหนังสือชี้แจงปาฐกถาที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ

นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีสุนทรพจน์ในหัวข้อ "ระบบอุปถัมภ์ในฐานะที่เป็นอุปสรรคขัดขวางความเป็นประชาธิปไตย" ที่ได้กล่าว ที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ว่า คำสุนทรพจน์ดังกล่าวนอกจากจะแปลคำบรรยายระหว่างการปาฐกถาที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแล้ว ยังได้มีการทำหนังสือชี้แจงในแบบภาษาไทย และภาษาอังกฤษ เพื่อให้ผู้ฟังรับทราบว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเกมทางการเมืองที่ตนเองถูกกล่าวหา โดยนำเรื่องสถาบันมาเล่นงานเคลื่อนไหว

อย่างไรก็ตามรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเสริมว่า ตนพร้อมยืนยันความบริสุทธิ์ใจโดยจะต่อสู้เรื่องนี้จนถึงที่สุด หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นการกล่าวหาจริง ก็จะดำเนินคดีทางกฎหมายกลับ

โดยจะฟ้องผู้ที่กล่าวหา ทั้งนี้ยังย้ำว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้ส่งผลให้เกิดการลาออกจากตำแหน่งแต่อย่างใด เนื่องจากตนได้ให้เหตุผลไว้แล้วว่าเข้ามาทำงานให้กับประชาชนแล้ว ก็ต้องทำหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองจนถึงที่สุด


มท.1 ไม่กล้าวิจารณ์บิ๊กจิ๋วหนุนปฏิวัติ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อ้างไม่กล้าวิจารณ์คำพูดอดีตนายกฯ สนับสนุนปฏิวัติหากทำให้บ้านเมืองดีขึ้น

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ ออกมาสนับสนุนหากมีการปฏิวัติแล้วทำให้บ้านเมืองดีขึ้น แม้ไม่เห็นด้วยกับ
การยึดอำนาจก็ตาม

โดย ร.ต.อ.ระบุเพียงสั้น ๆ ว่า พล.อ.ชวลิตเป็นผู้ใหญ่ทางการเมือง จึงไม่ขอแสดงความเห็นในเรื่องนี้ ส่วนการเดินทางไปร่วมงานวันคล้ายวันเกิดของ พล.อ.ชวลิต อายุครบ 76 ปีนั้น ร.ต.อ.เฉลิม ระบุว่า พล..ชวลิตเดินทางไปภาคเหนือแล้ว ดังนั้นจึงไม่เดินทางไปร่วมงานแล้ว อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามขอสัมภาษณ์ในประเด็นอื่น ๆ ร.ต.อ.เฉลิม ปฏิเสธที่จะกล่าวใด โดยขอไปแถลงข่าวในวันพรุ่งนี้แทน