WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, May 17, 2008

ไม่ยกเลิก 309 ก็ต่อสู้ได้

มีคำถามว่า การที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย ว่าการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) และการออกกฎหมายต่ออายุให้ คตส.อีก 9 เดือน ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่? จะมีผลกระทบต่อสถานภาพของ คตส. และต่อบรรดาคดีทั้งหลายที่ คตส.รับผิดชอบอยู่หรือไม่?

เรื่องนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากคดีหวยบนดิน ซึ่ง คตส.ได้ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกา โดยมีจำเลยทั้งหมด 47 คน รวมทั้งอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จำเลยบางส่วนได้ร้องต่อศาลโต้แย้งว่า ประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 ที่แต่งตั้ง คตส.ขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2550 เพราะจัดตั้งขึ้นมาเพื่อตรวจสอบเฉพาะการดำเนินงาน ของคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งไป เนื่องจาก การยึดอำนาจหรือรัฐประหาร

จำเลยโต้แย้งด้วยว่า พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่ง คปค.ฉบับที่ 30 ที่ให้ยืดอายุ คตส. ออกไปอีก จนถึงวันที่ 30 มิถุนายนนี้ ก็ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะเป็น พ.ร.บ.ที่ประกาศใช้หลังการมีรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งให้มีองค์กรตรวจ สอบต่างๆ เช่น ป.ป.ช.ทำหน้าที่อยู่แล้ว ถ้าศาลรัฐธรรมนูญเห็นด้วยกับข้อโต้แย้งของจำเลย คตส.ก็จะต้องสิ้นสภาพไป แต่คดีต่างๆก็ยังอาจดำเนินต่อไปได้

แต่มีปัญหาว่า ในขณะที่รอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอยู่ คตส.จะยังปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับคดีอีก 13 คดี ได้หรือไม่? ศาลรัฐ-ธรรมนูญจะใช้เวลานานเท่าใด? และถ้ารัฐบาลพรรคพลังประชาชนแก้รัฐธรรมนูญสำเร็จ ป.ป.ช. ซึ่งจะเป็นผู้ดูแลคดีต่างๆสืบทอดจาก คตส. ก็อาจถูกตัดตอน ให้อยู่ในตำแหน่งได้เพียง 180 วัน หรือ 6 เดือน จึงไม่มั่นใจว่าจะมีเวลาพอที่จะสะสางคดีต่างๆได้หรือไม่?

ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลพรรคพลังประชาชน ยังอาจตามไล่บี้ไปถึงศาลรัฐธรรมนูญด้วย โดยจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่มตุลาการศาล รัฐธรรมนูญอีก 6 คน รวมเป็น 15 คน เปิดช่องทางให้รัฐบาลมีส่วนร่วมในกระบวนการสรรหาตุลาการรัฐธรรมนูญอีก 6 คน และอาจจะมีผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญในวันข้างหน้า อย่าลืมว่าองค์กรอิสระเคยถูกแทรกแซงในอดีต

ส่วนคำถามที่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยคำร้องที่เกี่ยวกับคดีหวยบนดินอย่างไร เป็นเรื่องที่ไม่อาจคาดเดาได้ เพราะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของคณะตุลาการ แต่ในอดีต ศาลไทยยอมรับว่า บรรดาคำสั่งหรือประกาศ ของคณะปฏิวัติหรือรัฐประหาร มีฐานะเป็นกฎ-หมายเทียบเท่ากับพระราชบัญญัติ จึงสามารถใช้บังคับได้ แม้แต่ในปัจจุบัน คำสั่งของคณะรัฐประหารบางอย่าง ก็ยังใช้บังคับอยู่

การที่ศาลฎีกาส่งเรื่องคดีหวยบนดิน ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ในปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ พิสูจน์ให้เห็นว่าถึงแม้จะไม่แก้ไขหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 แต่ผู้ต้องหาหรือจำเลย ก็ยังสามารถยกปัญหาการขัดรัฐธรรมนูญ ของคำสั่งคณะรัฐประหาร ขึ้นมาต่อสู้ในศาลได้ ขัดกับผู้ริเริ่มแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่อ้างว่าต้องยกเลิกมาตรา 309 มิฉะนั้น จำเลยจะใช้สิทธิต่อสู้ทางศาลมิได้

แค่ 12 วัน

เหลือเวลาอีกเดือนครึ่ง หรือถ้านับเป็นวันก็เหลือเวลาอีก 45 วัน คณะกรรมการ คตส. ก็จะหมดวีซ่าต้องเก็บฉากลาโรง

แต่มีคดีทุจริตติดค้างลำกล้องยังปิดแฟ้มไม่ลงอีก 9 คดี จากทั้งหมด 13 คดี!!

ก็เป็นที่น่าหนักใจว่าจะสรุปสำนวนเสนออัยการสูงสุดส่งฟ้องศาลฎีกา คดีอาญานักการเมืองไม่ทัน??

แล้วสุดท้ายก็จะต้องโละไปให้ ป.ป.ช. ล้างชามแทน!!

ถามว่ายังมีคดีทุจริตเรื่องใดที่ค้างสต๊อกอยู่บ้าง “แม่ลูกจันทร์” ขออนุญาตทบทวน

1, คดีทุจริตรถเรือดับเพลิง 2, คดีทุจริต กล้ายาง 3, คดีทุจริตประมูลท่อสายไฟ 4, คดีแอร์พอร์ตลิ้งค์ 5, คดีสินเชื่อแบงก์กรุงไทย 6, คดีภาษีโทรคมนาคม 7, คดีเซ็นทรัลแล็บ และ 8, คดีทุจริตบ้านเอื้ออาทร

ส่วนคดีที่ 9 คือ คดีเงินกู้พม่า คตส. จะเป็นโจทก์ยื่นฟ้องเอง

นี่คือ 9 คดีที่ยังยักตื้นติดกึกยังปิดแฟ้มไม่ลง

ล่าสุดที่ประชุมใหญ่ คตส.ได้อนุมัติส่งสำนวนคดีทุจริตเครื่องตรวจระเบิดซีทีเอ็กซ์ ให้อัยการสูงสุดยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาฯโดยมีผู้ถูกกล่าวหารวมทั้งสิ้น 17 คน

นำขบวนโดยอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร อดีต รมว.คมนาคม สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ บอร์ดการท่าอากาศยาน และบริษัทเอกชนคู่สัญญา ฯลฯ

ข้อสำคัญ...ในจำนวนผู้ถูกกล่าวหาคดีซีทีเอ็กซ์ที่ คตส.ขึ้นบัญชีเช็กบิล 17 คน มีชื่ออัยการสูงสุด “ชัยเกษม นิติสิริ” รวมอยู่ด้วยหนึ่งคน

เข้าตำราจุดไต้ตำตอว่างั้นเถอะโยม

อย่างไรก็ตาม...การที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองยังไม่ประทับรับฟ้องคดีหวยบนดิน เนื่องจากมีข้อโต้แย้งว่าสถานะของ คตส.อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ??

จำเป็นต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้เกิดความชัดเจน

ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า สถานะและอำนาจของ คตส. “ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ” คดีก็จะเดินหน้าต่อไป

แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า สถานะและอำนาจหน้าที่ของ คตส. “ขัดต่อบท บัญญัติรัฐธรรมนูญ”??

คดีทั้งหมดที่ คตส.ได้ทำเสร็จแล้ว และกำลังทำอยู่ จะต้องเป็นโมฆะทันที!!

ถ้าเป็นอย่างนี้ก็จบไม่สวยแน่นอน

“แม่ลูกจันทร์” เปิดอ่านรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันแล้วก็หนักใจ เพราะประเด็นการต่ออายุ คตส.จะขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่?? มีช่องโหว่อยู่ที่ “เงื่อนเวลา”

คือ คตส.ตั้งขึ้นโดยคำสั่งคณะปฏิวัติให้มีอายุเพียง 1 ปี

แต่เวลา 1 ปี สั้นเกินไป คตส.ทำคดีเสร็จไม่ทัน

สภานิติบัญญัติแห่งชาติจึงออกกฎหมายต่ออายุ คตส.ไปอีก 9 เดือน

ปัญหาเกิดจาก พ.ร.บ.ต่ออายุ คตส. มีผลบังคับใช้วันที่ 5 กันยายน

แต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีผลบังคับใช้ในวันที่ 24 สิงหาคม

พูดให้ชัดๆคือ กฎหมายต่ออายุ คตส. คลอดทีหลังรัฐธรรมนูญ 12 วัน!!

“คตส.” จึงกลายเป็นองค์กรที่อยู่นอกบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

นี่คือประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องตีความ

อย่าเพิ่งคาดเดาว่าศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินใจอย่างไร เพราะการวินิจฉัยข้อกฎหมายสามารถมองได้หลายมุม

“แม่ลูกจันทร์” ขอยํ้าว่า เรื่องนี้จะไม่เกิดปัญหาวุ่นวาย ถ้าสภานิติบัญญัติฯทำคลอดกฎหมายต่ออายุ คตส.ให้มีผลใช้บังคับ “ก่อน” ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

เพราะ คตส.จะได้รับการคุ้มครองโดยมาตรา 305 ของบทเฉพาะกาล!!

แต่ที่เกิดปัญหาขึ้นมาก็เพราะ สนช.ดันคลอดกฎหมายต่ออายุ คตส.ช้าไป 12 วัน!!

กลายเป็นประเด็นให้ฝ่ายจำเลยคดีหวยบนดินใช้เป็นอาวุธป้องกันตัว

แสบไส้ติ่งจริงๆพับผ่าเถอะ.

แม่ลูกจันทร์


"ชูศักดิ์" ชี้ใช้ร่างของ คปพร.ต่อยอด

ทางด้านความคืบหน้าเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ วันที่ 16 พ.ค.นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานคณะกรรมการประสานงาน พรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มี ส.ว.บางส่วนระบุว่า รายชื่อประชาชน 150,000 ชื่อ ของคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ (คปพร.) ไม่สามารถนำมาใช้ในการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ เพราะยังไม่มี พ.ร.บ.รองรับ ว่า เป็นความเห็นของ ส.ว. แต่ เท่าที่ฟังจากแกนนำกลุ่ม คปพร. เจตนาเขาได้รวบรวมรายชื่อมา เพื่อเสนอร่างกฎหมาย เพื่อให้ ส.ส.รับร่างของเขาไปพิจารณา ถ้าเห็นว่าเหมาะสม ส.ส.และ ส.ว.ทั้งหลายก็เข้าชื่อกันเสนอญัตติเข้าสู่สภาฯ

ถ้าเป็นเช่นนี้ปัญหาเรื่องรายชื่อประชาชนก็หมดปัญหาไป ข้อสรุปว่าจะใช้ร่างของวิปรัฐบาลหรือร่างของ คปพร. ก็ให้สมาชิกสภาฯไปหารือกัน ร่างของ คปพร.เป็นร่างแบบสั้น และมีบทเฉพาะกาลที่แตกต่างกันพอสมควร สาระไม่เหมือนกัน แต่ดูแล้วร่างมาโดยคนที่มีความรู้พอสมควร ส่วนกรณีที่มีกลุ่มข้าราชการอาวุโสเสนอให้รัฐบาลออก พ.ร.ก.ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 50 แล้วมาใช้ปี 40 แทนนั้น ไม่เคยเห็นใครทำกัน รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด อยู่ดีๆไปออก พ.ร.ก.ไปยกเลิก ไม่น่าจะทำได้ในทางกฎหมาย ทั้งนี้ตนจะนำมติวิปรัฐบาลที่เสนอให้เปิดประชุมสภาฯสมัยวิสามัญตั้งแต่วันที่ 9 มิ.ย. เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 และร่างกฎหมายที่จำเป็นต้องตราตามรัฐธรรมนูญไปเสนอรัฐบาล ส่วนจะมีการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความพร้อมของ ส.ส. ให้ ส.ส.คุยกันเอง

ตั้งประธานวิปฯต้องฟังพรรคร่วม

เมื่อถามถึงข้อยุติในการแต่งตั้งประธานวิปรัฐบาลคนใหม่ที่มีสมาชิกบางส่วนเสนอชื่อนายชูศักดิ์ให้ไปเป็นด้วย รมต.ประจำสำนักนายกฯตอบว่า ได้เรียนผู้บริหารพรรคแล้วว่าเป็นรัฐมนตรีอยู่ ประธานวิปรัฐบาลงานหนัก ต้องเป็นประธานการประชุมวันจันทร์ วันพุธและพฤหัสบดี ต้องเฝ้าโยงสภาฯ ถ้าหากให้ไปทำหน้าที่ประธานวิปรัฐบาล ก็คงไม่สามารถจะทำหน้าที่รัฐมนตรีที่ต้องรับผิดชอบงานประจำอยู่มากมายได้ คงไม่เหมาะสม ควรไปพิจารณาท่านอื่น และก็ไม่ได้เสนอชื่อใคร แต่ในพรรคมีคนมีคุณสมบัติอยู่หลายคนก็ดูให้ดี อยู่ระหว่างขั้นตอนที่ผู้ บริหารเลือกสรรอยู่ เมื่อถามว่า นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ รองประธานวิปรัฐบาล ประกาศชัดเจนว่าหากไม่ได้เป็นประธานวิปรัฐบาลจะลาออก จะทำให้ในพรรคเกิดรอยร้าวเพิ่มอีกหรือไม่ นายชูศักดิ์ตอบว่า รายชื่อทั้งหลายที่ปรากฏขึ้นมา รวมทั้งนายสุขุมพงศ์ ก็มีความรู้ความสามารถทั้งนั้น ยังไม่อยากจะให้ไปพูดกันถึงขนาดนั้นว่า ใครจะรับหรือไม่รับคนนั้นคนนี้ ทุกคนก็เป็นคนดีทั้งนั้น ผู้บริหารพรรคคงจะดูความเหมาะสมและต้องฟังเสียงกัน ทั้งในพรรคพลังประชาชนและพรรคร่วมรัฐบาลด้วย

อ่านรายละเอียด ไทยรัฐ

ศาลอาญานัดฟังคำสั่งรับฟ้องคดี บรรหาร ฟ้องหมิ่น ชูวิทย์ 30 พ.ค.

ศาลอาญา 16 พ.ค. - นัดฟังคำสั่ง รับฟ้องหรือไม่คดี “บรรหาร”ฟ้องหมิ่น “ชูวิทย์” 30 พ.ค. เวลา 09.30 น. “ชูวิทย์” เริ่มอ่อน เตรียมเข้าหา

ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลได้ทำการไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ในคดีที่ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย มอบอำนาจให้นายนิกร จำนง รองหัวหน้าพรรคชาติไทย เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติไทย เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา กรณีเมื่อวันที่ 18 และ 20 มกราคม 2551นายชูวิทย์ แถลงข่าวบริเวณหน้าที่ทำการพรรคชาติไทย เกี่ยวกับการตัดสินใจร่วมรัฐบาล และวิพากษ์วิจารณ์ เกี่ยวกับฉายา “หลงจู๊” ของนายบรรหาร

โดยในวันนี้ทนายโจทก์ นำนายกมล จิรพัฒน์วานิช ส.ส.พรรคชาติไทย จ.ลพบุรี และ กรรมการบริหารพรรคชาติไทย ขึ้นเบิกความสรุปว่า ในการแถลงข่าวของจำเลยได้พูดถึงโจทก์ว่าเป็น “หลงจู๊” ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียง และทำให้บุคคลทั่วไปที่ได้ฟังเข้าใจความหมายคำว่า “หลงจู๊” ในทำนองว่า เป็นผู้ที่มีจิตใจคับแคบ เห็นแก่ตัว ซึ่งไม่เป็นความจริง ทั้งนี้ เพราะในการบริหารงานภายในพรรคชาติไทย โจทก์ให้ทุกคนมีอิสระในการทำงาน

ขณะที่ ทนายความจำเลยถามค้านว่า โจทก์ เคยให้สัมภาษณ์ กับสื่อมวลชน ช่วงก่อนการเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ว่าจะไม่เข้าร่วมกับพรรคพลังประชาชนในการจัดตั้งรัฐบาลใช่หรือไม่ นายกมล กล่าวว่า โจทก์เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อในทำนองว่าจะไม่เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชนจริง ต่อมา โจทก์ไม่สบาย เข้าโรงพยาบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ได้เดินทางไปพบและขอให้พรรคชาติไทยเข้าร่วมรัฐบาล นอกจากนี้ ฝ่ายทนายความโจทก์ ยังได้นำพยานอีกจำนวน 2 ปาก คือเจ้าหน้าที่ประสานงานสื่อมวลชน ของพรรคชาติไทย และนายจารุเดช เกษมวงค์ อาชีพขี่จักรยานยนต์ รับจ้าง บริเวณด้านหลังพรรคชาติไทยเข้าเบิกความด้วย จนแล้วเสร็จ ศาลจึงนัดฟังคำสั่งว่าจะรับฟ้องคดีไว้พิจารณาหรือไม่ ในวันที่ 30 พ.ค. นี้ เวลา 09.30 น.

ด้าน นายชูวิทย์ กล่าวว่า ตนไม่อยากพูดอะไรมาก ขอให้รอฟังคำสั่งของศาลก่อน เมื่อถามว่าจะมีโอกาสไปเจอหรือพูดคุยกับนายบรรหาร หรือไม่ นายชูวิทย์ กล่าวว่า ตนเป็นผู้น้อย ก็ต้องเข้าหาผู้ใหญ่ และคงจะหาเวลาไปพูดคุย เพราะยังเคารพนายบรรหารอยู่เหมือนเดิม ซึ่งอาจจะเป็นหลังวันที่ 30 พฤษภาคมนี้ . - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-16 18:55:51


อดีตสมาชิก คมช.ทำใจหากคดี คตส.หลุด ชี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน กม.

กองทัพไทย 16 พ.ค.- “พล.อ.บุญสร้าง” ทำใจ หาก คตส.เอาผิดนักการเมืองไม่ได้ ชี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านกฎหมาย ระบุต้องยึดหลักยุติธรรม ไม่มีอคติ เพราะถือว่าแต่ละคนทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติ

พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด อดีตสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กล่าวถึงกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องการแต่งตั้งและการต่ออายุ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ หรือไม่ ว่า ไม่รู้เรื่องนี้ลึกซึ้ง แต่เป็นไปตามกฎหมาย

เมื่อถามว่า ในฐานะอดีตสมาชิก คมช. มีความเป็นห่วง คตส.หรือไม่ เพราะเป็นผู้ตั้งขึ้นมา พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า ถึงเป็นห่วงแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะนี่คือการเปลี่ยนผ่าน ว่าจะใช้กฎหมายตามตัวหนังสือ หรือใช้กฎหมายตามความรู้สึกของคนที่มีความรู้สึกคนละแบบ นี่คือสิ่งสับสนที่เกิดขึ้นในช่วงการเปลี่ยนผ่าน หากใช้กฎหมายไม่ดี ไม่รู้ทันกันก็อาจส่งผลเสียได้

ต่อข้อถามว่า ถือว่า คมช.ล้มเหลวในการตั้ง คตส.เพื่อดำเนินการตรวจสอบการทุจริตกับนักการเมืองใช่หรือไม่ พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า ในแง่หนึ่งก็พูดอย่างนั้นได้ แต่คงไม่พูดให้ไม่สบายใจ เพราะถือว่าต่างคนต่างทำหน้าที่ ให้ประเทศชาติ ถึงแม้บางอย่างไม่สมบูรณ์ พลาดกันบ้างก็ถนอมน้ำใจกันไว้ดีกว่า ที่พลาดมาแล้วจะแก้ไขอย่างไรให้ได้ผลอย่างที่เราต้องการ ทั้งนี้ คตส. คงไม่เสียใจ แต่เสียแรงเสียเวลาทุ่มเท ถ้าคดีต้องหลุดจริง ๆ และต้องทำใจ . - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-16 18:49:46


ชัย ชิดชอบ ทาบทาม ปธ.วุฒิสภา เรื่องแก้ รธน.แล้ว

รัฐสภา 16 พ.ค.- นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ ก่อนนำสมาชิกวุฒิสภา กว่า 100 คนล่องเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเป็นการเลี้ยงสังสรรค์ ในโอกาสปิดสมัยประชุม ว่าได้กำชับ ส.ว.ทุกคนให้ทำงานในช่วงปิดสสมัยประชุม ให้ลงพื้นที่พบปะประชาชน หาข้อมูลต่างๆ เพื่อใช้ในการทำงาน โดยเฉพาะประธานคณะกรรมาธิการสามัญของวุฒิสภา โดยได้ย้ำให้ตรวจสอบเรื่องที่ได้รับมอบหมาย และเมื่อทำเสร็จแล้ว นอกจากรายงานต่อสภาฯ แล้ว จะต้องพิมพ์เผยแพร่ประชาชนด้วย

ส่วนที่รัฐบาลจะขอเปิดประชุมสภาฯ สมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 และอาจพ่วงเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ด้วยนั้น นายประสพสุข กล่าวว่า เบื้องต้นทราบว่า เป็นการเปิดเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ แต่เมื่อเปิดประชุมแล้ว รัฐบาลจะขอพ่วงเรื่องอื่นด้วย ก็สามารถทำได้

“ยอมรับว่า นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานรัฐสภา ได้มาพูดคุยเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ บ้างแล้ว แต่ถ้าจะมีการประชุมร่วมกัน ก็จะต้องมาคุยกันอย่างจริงจัง เพื่อกำหนดวันร่วมร่วมกันอีกครั้ง” นายประสพสุข กล่าว .- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-16 18:27:00

หัวหน้าพรรค ปชป.หนุนนายกฯ เป็นผู้ประสานช่วยเหลือพม่า

พรรคประชาธิปัตย์ 16 พ.ค.- นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวถึงสถานการณ์ความเดือดร้อนในประเทศพม่า ที่ถูกพายุไซโคลนนาร์กีสถล่มว่า แม้จะมีการยืนยันจากรัฐบาลพม่าว่าจะสามารถช่วยเหลือหรือจัดการปัญหาได้ แต่ต้องยอมรับว่ายังมีบุคคลหลายฝ่าย มีความประสงค์ที่จะช่วยเหลือชาวพม่า ซึ่งเป็นห่วงว่าทำอย่างไรจะทำให้ความช่วยเหลือต่าง ๆ ไปถึงพม่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ผมสนับสนุน นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่จะมีบทบาทเป็นผู้ประสานมาตั้งแต่ต้น และคิดว่าสิ่งที่นายกรัฐมนตรี ทำอยู่นี้เป็นเรื่องที่ดี และควรต้องทำต่อ อยากให้รัฐบาลไทยเป็นกำลังสำคัญด้วย เพราะอาเซียนจะประชุมกันในวันที่ 19 พ.ค. นี้ ขอให้ใช้ความพยายามให้มากยิ่งขึ้นในการให้ความสะดวก กับประเทศทั้งหลายที่จะให้ความช่วยเหลือพม่า เพราะขนาดและความหลากหลายของปัญหามีมาก ซึ่งในส่วนของพรรคอยากเชิญชวนประชาชนว่า ถ้าอยากจะช่วยเหลือชาวพม่า ให้บริจาคผ่านมูลนิธิราชประชานุเคราะห์เพราะเป็นที่ยอมรับของพม่าและไม่มีปัญหาอะไร” นายอภิสิทธิ์กล่าว

พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานพิธีรับมอบสิ่งของบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพม่า โดยมีทั้งภาครัฐ สถาบันการศึกษาและเอกชน ร่วมบริจาคสิ่งของ ทั้งเครื่องอุปโภคและบริโภคเป็นจำนวนมาก อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เสื้อผ้า ไข่ไก่ ถุงยังชีพ และกล่าวว่ามีผู้มาบริจาคเครื่องอุปโภคและบริโภคเป็นจำนวนมาก รวมถึงผู้บริจาคจากต่างประเทศ ทั้งนี้หากมาบริจาคกับทางกองทัพไทยก็ยินดี แต่ไม่รับประกันว่า จะไปถึงเมื่อใด ต้องดูว่าอะไรมีความจำเป็นต้องไปถึงก่อน อย่างไรก็ตามประเทศไทยเป็นประเทศที่พม่าตอบรับดีที่สุด โดยพม่าร้องขอเพียงสิ่งของ ส่วนตัวบุคคลต้องขออนุญาตเป็นรายๆ ไปซึ่งในวันที่ 20 พฤษภาคมนี้ เวลา 07.00 น. กองทัพไทยจะปล่อยขบวนรถบรรทุกจำนวน 10 คัน เพื่อนำสิ่งของไปมอบให้ที่เมืองเมียววดี ผ่านอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-16 18:24:09

“หมอเลี้ยบ”ขึ้นค่าครองชีพรัฐวิสาหกิจ หอการค้าชี้แค่มาตรการพยุงระยะสั้น

ขุนคลังเล็งขึ้นค่าครองชีพลูกจ้างชั่วคราว พนักงานรัฐวิสาหกิจ 6% เท่ากับข้าราชการ ด้าน ม.หอการค้าไทย คาดราคาน้ำมันโลก

เฉลี่ยปีนี้ 110-120 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่งผลให้ขายปลีกในประเทศคาดอยู่ที่ 38-43 บาท/ลิตร ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับ

เศรษฐกิจไทยประจำเดือนเมษายน 2551 โดยรวมอยู่ที่ 73.0 ลดลงจาก 73.8 ในเดือนมีนาคม 2551 เนื่องจากราคาน้ำมัน ค่าครองชีพ

สูงขึ้น ชี้การขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการแค่มาตรการพยุงระยะสั้น แนะรัฐควบคุมราคาสินค้าไม่ให้แพงมากไปกว่านี้

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หลังจากที่รัฐบาลได้เพิ่มค่าครองชีพให้

กับข้าราชการระดับล่างไปแล้ว 6% ในเดือนนี้ ขณะนี้ได้เตรียมปรับค่าครองชีพให้กับพนักงานหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในอัตราเดียว

กับข้าราชการ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งลูกจ้างชั่วคราวที่ใช้เงินนอกงบประมาณก็จะได้รับประโยชน์

จากการปรับค่าครองชีพในครั้งนี้ด้วย
ทั้งนี้ภาคเอกชนก็น่าจะใช้แนวทางเดียวกัน แต่ในส่วนเอกชนรัฐบาลคงไปกำหนดไม่ได้ และหากมีการปรับเพิ่มค่าครองชีพ คน

มีรายได้เพิ่มขึ้นก็จะช่วยให้ยอดหนี้ครัวเรือนลดลงได้
นายผดุงศักดิ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) และเลขานุการ ครส. กล่าวว่า จนถึงขณะนี้

ยังไม่มีรัฐวิสาหกิจใดเสนอปรับบัญชีเงินเดือนพนักงาน แต่สิ่งที่เป็นห่วงขณะนี้คือ ลูกจ้างบริษัท หรือสถานประกอบการเอกชน

ซึ่งมีอยู่ราว 7 ล้านคน และไม่ใช่แรงงานที่กินค่าจ้างขั้นต่ำ ควรได้รับการปรับค่าตอบแทนให้เหมาะสม
“เพราะขณะนี้ค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งมีผลต่อลูกจ้างมาก ดังนั้นเจ้าของสถานประกอบการควรดูแลในส่วนนี้ด้วย รวมถึงเรื่อง

สวัสดิการต่างๆ นอกจากค่าจ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่พัก ค่าอาหาร”
ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ และคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอ

การค้าไทย เปิดเผยว่า คาดว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกปีนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 110-120 ดอลลาร์/บาร์เรล แม้ว่าในช่วงนี้ราคาน้ำมันจะมีการ

ปรับเพิ่มขึ้นสูงกว่าระดับ 120 ดอลลาร์/บาร์เรลแล้ว แต่ในช่วงตั้งแต่ปลายไตรมาส 2 ถึงไตรมาส 3 เป็นช่วงที่มีความต้องการใช้

น้ำมันไม่มาก ก็จะส่งผลให้ราคาน้ำมันมีการปรับลดลงมาบ้าง
คาดว่าในช่วงไตรมาส 3 ราคาน้ำมันน่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 120 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนไตรมาส 4 คาดว่าราคาน้ำมันจะอยู่ที่ระดับ

ประมาณ 110-120 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศเฉลี่ยปีนี้น่าจะอยู่ที่ประมาณ 38-43 บาท/ลิตร

อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันในตลาดโลกเองอาจมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นไปถึงระดับ 150 ดอลลาร์/บาร์เรล ได้ในช่วงปลายปี

ซึ่งเป็นผลมาจากซัพพลายในเรื่องการขุดเจาะน้ำมันยังมีไม่สูง แต่มีความต้องการใช้ค่อนข้างมากจากเศรษฐกิจของสหรัฐที่คาดว่า

จะเริ่มฟื้นตัวในช่วงปลายปีนี้ แต่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐนั้นก็น่าจะทำให้มีการเข้ามาลงทุนมากขึ้นในตลาดหุ้นสหรัฐ ส่งผล

ให้การเข้ามาเก็งกำไรในตลาดน้ำมันน้อยลง
ดังนั้น การปรับขึ้นลงของราคาน้ำมันจึงค่อนข้างที่จะคาดเดาได้ แต่ก็เชื่อว่าไตรมาส 4/2551 จะสามารถเห็นทิศทางของราคา

น้ำมันที่ชัดเจนได้
อย่างไรก็ตาม เห็นว่ารัฐบาลควรจะดูแลราคาพลังงานและราคาสินค้าไม่ให้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังต้องทำการเมือง

ให้นิ่ง เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นด้วย ส่วนการขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำและการเพิ่มเงินในหน่วยราชการ ถือเป็นการพยุงเศรษฐกิจได้ใน

ระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น แต่รัฐบาลก็ควรจะเร่งดูแลเศรษฐกิจโดยรวม ด้วยการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ
ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ รองอธิการบดี ฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน

เมษายน โดยดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมเท่ากับ 73.0 ลดลงจากเดือนมีนาคม ซึ่งอยู่ที่ 73.8 ดัชนีความเชื่อมั่นโอกาส

ในการหางานทำเท่ากับ 72.7 ลดลงจากเดือนมีนาคม ซึ่งอยู่ที่ 73.5
และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตเท่ากับ 94.0 ลดลงจากเดือนมีนาคม ซึ่งอยู่ที่ 94.6 ซึ่งดัชนีความเชื่อมั่นทุกรายการ

ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน ชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคยังขาดความเชื่อมั่น จากผลกระทบด้านจิตวิทยาและผลกระทบทางตรง

จากราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่สูงขึ้น
ดัชนีความเชื่อมั่นที่อยู่ระดับต่ำกว่า 100 ชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคไม่มั่นใจกับระบบเศรษฐกิจ และมีความกังวลเรื่องเสถียรภาพ

ทางการเมือง ปัญหาซับไพรม์ในสหรัฐ และค่าเงินที่ไม่มีเสถียรภาพ
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยบวกกับความเชื่อมั่น ได้แก่ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ การคงอัตราดอกเบี้ยน



อนุมัติธ.ก.ส.เตรียมเงินหมื่นล้าน รับซื้อข้าวจากชาวนาตามมติกขช

“สมัคร” เป็นประธานประชุม กขช.-คชก. ร่วมหารือการรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรโดยตรง และวิธีการส่งออกข้าวด้วยระบบพิเศษ ด้าน ธ.ก.ส. เผยที่ประชุมอนุมัติให้เป็นแหล่งเงินทุนรับซื้อข้าวจากชาวนา เบื้องต้นใช้เงินหมื่นล้านบาท พร้อมให้เงินสนับสนุนเสริมสภาพคล่องโรงสี

ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) และคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) โดยมี นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยมีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง อาทิ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณารายละเอียดการหารือการรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร และวิธีขั้นตอนการรับซื้อ

ก่อนหน้านี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีการอนุมัติการรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรโดยตรง โดยให้รับซื้อข้าวเปลือกหอมมะลิ 19,000-20,000 บาทต่อตัน ข้าวเปลือกเจ้า 14,000 บาทต่อตัน และข้าวเปลือกเหนียว 9,000 บาทต่อตัน โดยมีความชื้นไม่เกินร้อยละ 15

ทั้งนี้ การรับซื้อดังกล่าวจะแตกต่างจากการรับจำนำข้าว เพราะเป็นการรับซื้อที่เกษตรกรไม่สามารถไถ่ถอนได้ โดยกรณีดังกล่าว นายมิ่งขวัญยืนยันว่า การรับซื้อข้าวเปลือกนี้จะนำมาสีและส่งออกต่างประเทศ แต่ไม่ได้เป็นการขายแบบรัฐต่อรัฐ โดยจะมีระบบพิเศษ

ด้าน นายธีรพงษ์ ตั้งธีระสุนันท์ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าว หรือ กนข. ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้ ธ.ก.ส. เป็นแหล่งเงินทุนสำคัญของรัฐบาล เข้าซื้อข้าวเปลือกจากชาวนา พร้อมทั้งสนับสนุนเงินเสริมสภาพคล่องให้แก่โรงสี และเครือข่ายต่างๆ เพื่อเป็นการพยุงราคาข้าว

ทั้งนี้ ยังไม่ได้กำหนดวงเงินงบประมาณในการรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณากำหนดขั้นตอนและแนวทาง โดยเบื้องต้นจะเป็นการรับซื้อข้าวเปลือกเจ้า และข้าวเปลือกเหนียว โดยไม่เกี่ยวข้องกับข้าวหอมมะลิ ทั้งนี้เห็นว่าแนวทางการซื้อข้าวจากชาวนาโดยตรงจะได้เงินหมุนเวียนกลับสู่เข้าธนาคารเร็วกว่าการรับจำนำข้าว

อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้พิจารณาว่าจะให้หน่วยงานใดเป็นตัวแทนรัฐบาลในการจัดซื้อข้าวเปลือกจากชาวนา โดยใช้เงินของ ธ.ก.ส.

“วันนี้คุยกันสั้นๆ เห็นชอบให้ ธ.ก.ส. เป็นแหล่งเงินทุนของรัฐบาลในการเข้าซื้อข้าวเปลือกจากชาวนา ซึ่งยังไม่ได้ตัวเงินที่ชัดเจน แต่เบื้องต้นประมาณว่า 1 ล้านตัน เท่ากับหมื่นล้านบาท หรือเฉลี่ยตันละ 10,000 บาท และที่เลือกใช้วิธีนี้เนื่องจากว่าน่าจะหมุนเงินได้เร็วกว่าการรับจำนำข้าวเปลือก”



เรื่องเล่าในกรมราชทัณฑ์

หลายคนอาจจะบอกว่า...เป็นเรื่องธรรมดาของข้าราชการระดับสูง ที่ต้องเกาะติดนักการเมือง เพื่อตัวเองจะได้ครองอำนาจราชการได้ยาวไกล

ก็ไม่ว่าอะไรกัน...ถ้าเหล่าข้าราชการเหล่านั้น

ทำงานเพื่อชาติ

เพื่อประชาชน!!

ตั้งใจจริงในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่คิดคดทรยศต่อแผ่นดิน

ต้องอนุโมทนาสาธุกันละ!

เท่าที่รู้ เท่าที่เห็น ประสบพบกันมา...ไม่ค่อยจะได้พบได้เห็นข้าราชการส่วนใหญ่ตั้งใจทำหน้าที่เพื่อชาติ เพื่อประชาชน เพื่อแผ่นดินกันจริงๆ...น้อยมาก

โดยเฉพาะคนมีอำนาจในหน่วยราชการ ที่มีงบประมาณปีละพันล้านหมื่นล้านขึ้นไป...ส่วนใหญ่ก็จะมองหาส่วนแบ่งจากการใช้งบประมาณนี่แหละ

ตาลุกตาโตกับการผลาญงบประมาณแผ่นดินอยู่ร่ำไปครับ!

กรมราชทัณฑ์ ที่มีนักวิ่งลงลู่แข่งขันกันในขณะนี้...มีทั้งวิ่งอยู่ วิ่งกลับ วิ่งเสียบ วิ่งขึ้น ส่วนใหญ่มองเห็นอนาคตที่ห่อหุ้มด้วยบารมีจากงบประมาณ

จำนวน 7 พันล้านบาท!!

ที่เคยเอามาใส่กระเป๋าเป็นการส่วนตัวเกือบครึ่งหนึ่ง...

ยกตัวอย่างให้เห็นกันเลย...งบประมาณจากการจัดจ้างจัดซื้อ ปีละ 1 พันล้านบาท

รายได้จากแรงงานทาส...ผู้ต้องขังที่ใช้แรงงานรับจ้าง จะถูกตัดทอนไว้เป็นทุนของผู้ใหญ่ ปีละเป็นร้อยล้านบาท
การแต่งตั้งโยกย้ายระดับล่างๆ ลงมา...ไม่มีใครได้มาโดยไม่มีการซื้อตำแหน่ง ตกอยู่ในมือใคร จำนวนมากมายเท่าไร เป็นที่รู้กันอยู่

นายมีผลประโยชน์ ลูกน้องอดมื้อกินมื้อ...เงินเดือนพอแค่ยาไส้ ก็ต้องหันไปหากินกับนักโทษ
วิธีหากินกับนักโทษ...นักโทษหน้าใหม่คนไหนที่มีฐานะดี เข้าไปตกอยู่ในแดนใดก็แล้วแต่ ครั้งแรกๆ ก็จะถูกใช้งานหนัก...เช่น แบกถุงเมล์ (แบกขี้) อย่างป่าเถื่อน เป็นต้น

ถ้ามีเงินให้ผู้คุมหรือนาย นักโทษคนนั้นก็ใช้เงินซื้อความเถื่อนนั้นได้ทันที

พวกนักโทษระดับวีไอพี บรรดาเจ้าพ่อผู้มีอิทธิพล จิกหัวคนพวกนี้ใช้ได้ตลอดกาล

มีความเป็นอยู่อุดมสมบูรณ์ทุกอย่าง เหมือนกับการใช้ชีวิตนอกคุก...อยากได้อะไร ต้องการอะไร ต้องหามาให้ได้หมด

โดยเฉพาะนักโทษยาเสพติด...ที่รอการประหาร หรือตัดสินจำคุกตลอดชีวิต มีความเป็นอยู่เหนือชั้นกว่านักโทษอื่น
แม้แต่วงการเจ้าพ่อในคุก ก็ต้องหากินกับนักโทษค้ายาบ้า

กลโกงในหลายๆ ทางที่ผู้มีอำนาจในกรมราชทัณฑ์ค้นคิดกันหากินกับนักโทษ มีร้อยแปดพันประการ ที่พวกเขาสามารถจัดตั้งเพื่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วมกันกับกลุ่มพ่อค้าจัดซื้อจัดจ้าง ฯลฯ

มีเรื่องเล่าขำไม่ออกอยู่หลายเรื่อง...ยกตัวอย่างเรื่องการกำหนดคุณภาพอาหารนักโทษ ตามมาตรฐานข้อตกลง
ทางเรือนจำภาคเหนือแห่งหนึ่ง...บีบบังคับให้ผู้รับเหมาทำอาหารให้นักโทษในเรือนจำแห่งนั้น ใช้ปลาทูสดๆ มาปรุง...เขาจะหาปลาทูสดที่ไหนในภาคเหนือ ที่อยู่ห่างไกลทะเลเช่นนั้น

ถ้าทำตามไม่ได้ จะถูกตัดสิทธิ์นั้นไป

ในที่สุดก็ตกลงกันได้...เพราะได้เพิ่มส่วนแบ่งให้ตามความต้องการ

นี่เพียงเศษส่วนเล็กๆ น้อยๆ ภายในแดนสนธยา คุกที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์...ไม่ใช่แหล่งคืนคนดีสู่สังคมแต่อย่างใดครับ
ถ้าท่านรัฐมนตรีเลือกนักวิ่งพวกนี้เข้าไปปักหลักตั้งฐานผลประโยชน์มหาศาลในคุก...แล้วมาแบ่งปันกัน ก็ตามแต่ท่านเถอะ