WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, May 17, 2008

“พงษ์เทพ” ปัดข่าว “ทักษิณ” ลงทุนเกาะกง - แลกเขาวิหารกับน้ำมัน

โฆษกส่วนตัว ออกโรงแจง “พ.ต.ท.ทักษิณ” ไม่ได้อยู่เบื้องหลังเจรจายกเขาพระวิหารแลกผลประโยชน์น้ำมัน-ก๊าซ ระบุเป็นเรื่องผลประโยชน์ของรัฐบาลทั้ง 2 ประเทศ เผยเจ้าตัวเตรียมปาฐกถาพิเศษเรื่องเศรษฐกิจร่วมกับประธานกลุ่มดูไบ เวิลด์ (Dubai World) 22 พ.ค.นี้ ที่ศูนย์สิริกิติ์ฯ

วันนี้ (16 พ.ค.) นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวปฏิเสธกระแสข่าวที่ระบุ พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่เบื้องหลังการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนบริเวณเขาพระวิหารเพื่อขอแลกน้ำมัน รวมถึงข่าวเตรียมลงทุนในเกาะกง ประเทศกัมพูชา ว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะทำแบบนั้น กรณีเขาพระวิหารและเขตพัฒนาที่ทับซ้อนอยู่เป็นปัญหาไม่ลงตัวมานาน และรัฐบาลไทยต้องรักษาประโยชน์ของประเทศ ส่วนในช่วงนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะมีโครงการลงทุนธุรกิจหรือไม่นั้นตนไม่ทราบ

“ที่ผ่านมาไทยและกัมพูชามีเขตพัฒนาร่วมระหว่างสองประเทศ มีการเจรจากันมานานแล้ว ตั้งสมัยที่ผมเป็นรมว.พลังงาน ก็ได้มีการเจรจาหลายเรื่อง ซึ่งก็เป็นลักษณะเหมือนกันเขตพัฒนาร่วมไทยมาเลเซียที่จะต้องมีการตกลงกันให้ได้ว่าจะจัดการอย่างไร เพราะเขตพื้นที่เหล่านี้อาจจะมีน้ำมันหรือธรรมชาติ ซึ่งหากเจรจาตกลงกันระหว่างสองประเทศได้ก็อาจเป็นประโยชน์มาก โดยทราบว่าการเจรจามีความคืบหน้าเรื่อยๆ” โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุ

นอกจากนี้ ยังเปิดเผยอีกว่า ในวันที่ 22 พฤษภาคมนี้ เวลา 16.30 น. พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางไปปาฐกถาพิเศษร่วมกับ สุลต่าน อาเหม็ด บินซัลลาเยม (Mr.Sultan Ahmed Bin Sulayem) ประธานกลุ่มดูไบ เวิลด์ (Dubai World) ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พร้อมทั้งหารือเรื่องเศรษฐกิจด้วย และหลังจากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางไปต่างประเทศ



เหตุที่มันยุ่ง

ดูเหมือนกระบวนการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับคดี “หวยบนดิน” ที่ คตส.สอบสวนและทำสำนวนเสร็จสรรพเพื่อส่งฟ้องผู้ร่วมกระทำผิดจำนวน 47 คน เรียกร้องโดนกันทั้ง ครม. และมีเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวกับกองสลากฯทั้งหมด

พูดง่ายๆเริ่มจากหัวก็คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะนายกฯในสมัยนั้น รัฐมนตรีอีกหลายคนและมาโผล่ในรัฐบาลชุดนี้ 3 คือ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี นางอุไรวรรณ เทียนทอง และนายอนุรักษ์ จุรีมาศ

หากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯรับฟ้อง 3 รัฐมนตรีก็ต้องถูก “พักงาน” ตามระเบียบ แต่ปรากฏว่ายังไม่มีการพิจารณาเรื่องนี้แต่ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญฯ ตีความใน 2 ประเด็นก่อน

คือที่มาของ คตส. และการต่ออายุ คตส.ว่าถูกต้องหรือไม่?

ว่าที่จริงแล้วคดีหวยบนดินนั้นมีการสอบสวนกันจนเป็นเรื่องเอิกเกริก เพราะมีบุคคลที่จะต้องถูกดำเนินคดีจำนวนมาก โดยเฉพาะ ครม.ชุดนั้นทั้งคณะ และเจ้าหน้าที่อีกระนาว การพิจารณาเรื่องนี้มีประเด็นถกเถียงกันพอสมควร

โดยเฉพาะที่ว่า ครม.ทั้งคณะและเจ้าหน้าที่บางส่วนไม่ควรต้องรับผิดด้วย แต่เมื่อการพิจารณากันในรายละเอียด ปรากฏว่า คตส.มีมติเห็นพ้องให้ส่งฟ้องทั้ง 47 คน

แต่เมื่อยื่นเรื่องไปที่อัยการซึ่งจะต้องพิจารณาสำนวนฟ้อง ปรากฏว่า อัยการส่งเรื่องกลับให้สอบสวนเพิ่มเติมก็เลยเกิดปัญหา เพราะ คตส.ยืนยันว่าสำนวนสอบสมบูรณ์พร้อม ไม่มีข้อบกพร่องแล้วและอัยการก็ไม่ได้ชี้ช่องว่ามันไม่สมบูรณ์ตรงไหน

ก็เลยยืนยันกลับไปอีก ปรากฏว่า อัยการก็ยังไม่ส่งฟ้องระบุว่ายังไม่มีการสอบเพิ่มเติม เรียกว่า 2 หน่วยงานเปิดศึกกันเลยทีเดียว และสำนวนฟ้องคดีอื่นๆก็เกิดปัญหาเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่การเลือกตั้งเสร็จมีรัฐบาลใหม่

คตส.พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “อัยการเปลี่ยนไป”

เมื่ออัยการไม่ยอมส่งฟ้อง คตส. จึงดำเนินการฟ้องร้องเองตามอำนาจที่มีอยู่ มีการตั้งทีมทนายเอง ซึ่งอัยการแย้งทำนองว่าไม่มีอำนาจฟ้อง แต่ คตส.ยืนยันว่ามีอำนาจ

เมื่อ คตส.ฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯเอง ปรากฏว่า ศาลฯยังไม่รับฟ้อง แต่ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความใน 2 ประเด็นก่อนฃ

1. ที่มาของ คตส.นั้นถูกต้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

2. การต่ออายุ คตส.ออกไปนั้นถูกต้องหรือไม่

ซึ่งการพิจารณาใน 2 ประเด็นนี้มีความหมายต่อ คตส. และคดีที่มีการดำเนินการอยู่ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นคดีหวยบนดิน ซีทีเอ็กซ์ กล้ายาง ที่ดินรัชดา หรือคดีทั้งหมดที่ คตส.ดำเนินการมา ไม่ใช่แค่คดีหวยบนดินเท่านั้น

หากศาลรัฐธรรมนูญชี้ออกมาว่าทั้ง 2 ประเด็นที่ให้ตีความนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายก็จบกันเลยครับ...ทุกคดีที่ คตส.พิจารณาเพราะเท่ากับว่า คตส.เป็นองค์กรเถื่อน ไม่มีกฎหมายรองรับและไม่มีอำนาจหน้าที่ที่จะไปดำเนินคดีได้

ดีไม่ดี คตส.เองจะถูกเล่นงานกลับได้

และทุกคดีที่มีการพิจารณาถือ “หลุดหมด” และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.309 แต่อย่างใด เพราะหากผลออกมาอย่างนี้ทุกคดีก็จบกันไปแล้ว ทรัพย์สิน 73,000 ล้านต้องคืนเจ้าของ

ก็คงจะอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะตีความออกมาอย่างไร ทั้งนี้ คงขึ้นอยู่กับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดใหม่ 9 ท่าน ที่เพิ่งจะได้รับการแต่งตั้งใหม่สดๆซิงๆ

ซึ่งหลังจากดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆแล้ว คงจะเข้าปฏิบัติหน้าที่และประเดิมเรื่องแรกที่จะทำให้ชี้ถึงอนาคตของประเทศนี้ได้

เพราะนี่คือเหตุจริงๆที่ทำให้เมืองไทยยุ่งอยู่ทุกวันนี้.

"สายล่อฟ้า"



ปชป.เตรียมยื่นถอดถอนจักรภพ พุธหน้า 21 พ.ค.

ฝ่ายค้านเตรียมยื่นถอดถอนนายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักฯ ต่อประธานวุฒิสภาวันพุธหน้า (21 พ.ค.51)

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หน.พรรค ปชป.กล่าวถึงประเด็นในการยื่นถอดถอนครั้งนี้ว่า เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของนายจักรภพ ซึ่งกระทำการขัดต่อ รธน.ทั้งในเรื่องวิทยุชุมชน และการแทรกแซงสื่อ โดยขณะนี้เอกสารคำร้องเสร็จเรียบร้อยแล้ว และได้ประสานไปยังประธานวุฒิสภาเรียบร้อย

ขณะเดียวกันในวันนี้พรรคปชป.ก็ได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการพรรคนำข้อมูลหลักฐานเกี่ยวกับการไปบรรยายพิเศษของนายจักรภพ ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศเมื่อปี 2550 ให้แก่นายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบฯ เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา โดยพรรค ปชป.ได้นำเทปการบรรยายมาเปิดฟัง และรวบรวมข้อมูลส่งให้นายกฯไปพิจารณาถึงพฤติกรรมของคน ๆ หนึ่ง ซึ่งไม่เหมาะสม

อยากให้นายกฯ เปิดใจให้กว้างรับฟังและพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ เพราะสาระสำคัญไม่ใช่ประโยคใดประโยคหนึ่ง หรือคำแปลแค่คำเดียว แต่อยู่ที่หัวข้อ,เป้าหมาย,เนื้อหา และสาระสำคัญของการบรรยายครั้งนั้น ขอให้นายกฯ ตัดสินใจเรื่องนี้ เพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง และเพื่อรักษาสถาบันหลักของชาติ หากตัดสินใจผิดพลาดอาจบานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้

ส่วนที่นายจักรภพมีแนวคิดที่จะแปลคำบรรยายของตัวเองใหม่ แล้วเผยแพร่ต่อสาธารณชนนั้น หน.พรรค ปชป.เห็นว่า หากแปลตรงตามใจความแล้ว นายจักรภพเห็นว่า เรื่องนี้ไม่ควรเผยแพร่อย่างยิ่ง



ไม่ยกเลิก 309 ก็ต่อสู้ได้

มีคำถามว่า การที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย ว่าการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) และการออกกฎหมายต่ออายุให้ คตส.อีก 9 เดือน ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่? จะมีผลกระทบต่อสถานภาพของ คตส. และต่อบรรดาคดีทั้งหลายที่ คตส.รับผิดชอบอยู่หรือไม่?

เรื่องนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากคดีหวยบนดิน ซึ่ง คตส.ได้ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกา โดยมีจำเลยทั้งหมด 47 คน รวมทั้งอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จำเลยบางส่วนได้ร้องต่อศาลโต้แย้งว่า ประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 ที่แต่งตั้ง คตส.ขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2550 เพราะจัดตั้งขึ้นมาเพื่อตรวจสอบเฉพาะการดำเนินงาน ของคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งไป เนื่องจาก การยึดอำนาจหรือรัฐประหาร

จำเลยโต้แย้งด้วยว่า พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่ง คปค.ฉบับที่ 30 ที่ให้ยืดอายุ คตส. ออกไปอีก จนถึงวันที่ 30 มิถุนายนนี้ ก็ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะเป็น พ.ร.บ.ที่ประกาศใช้หลังการมีรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งให้มีองค์กรตรวจ สอบต่างๆ เช่น ป.ป.ช.ทำหน้าที่อยู่แล้ว ถ้าศาลรัฐธรรมนูญเห็นด้วยกับข้อโต้แย้งของจำเลย คตส.ก็จะต้องสิ้นสภาพไป แต่คดีต่างๆก็ยังอาจดำเนินต่อไปได้

แต่มีปัญหาว่า ในขณะที่รอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอยู่ คตส.จะยังปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับคดีอีก 13 คดี ได้หรือไม่? ศาลรัฐ-ธรรมนูญจะใช้เวลานานเท่าใด? และถ้ารัฐบาลพรรคพลังประชาชนแก้รัฐธรรมนูญสำเร็จ ป.ป.ช. ซึ่งจะเป็นผู้ดูแลคดีต่างๆสืบทอดจาก คตส. ก็อาจถูกตัดตอน ให้อยู่ในตำแหน่งได้เพียง 180 วัน หรือ 6 เดือน จึงไม่มั่นใจว่าจะมีเวลาพอที่จะสะสางคดีต่างๆได้หรือไม่?

ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลพรรคพลังประชาชน ยังอาจตามไล่บี้ไปถึงศาลรัฐธรรมนูญด้วย โดยจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่มตุลาการศาล รัฐธรรมนูญอีก 6 คน รวมเป็น 15 คน เปิดช่องทางให้รัฐบาลมีส่วนร่วมในกระบวนการสรรหาตุลาการรัฐธรรมนูญอีก 6 คน และอาจจะมีผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญในวันข้างหน้า อย่าลืมว่าองค์กรอิสระเคยถูกแทรกแซงในอดีต

ส่วนคำถามที่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยคำร้องที่เกี่ยวกับคดีหวยบนดินอย่างไร เป็นเรื่องที่ไม่อาจคาดเดาได้ เพราะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของคณะตุลาการ แต่ในอดีต ศาลไทยยอมรับว่า บรรดาคำสั่งหรือประกาศ ของคณะปฏิวัติหรือรัฐประหาร มีฐานะเป็นกฎ-หมายเทียบเท่ากับพระราชบัญญัติ จึงสามารถใช้บังคับได้ แม้แต่ในปัจจุบัน คำสั่งของคณะรัฐประหารบางอย่าง ก็ยังใช้บังคับอยู่

การที่ศาลฎีกาส่งเรื่องคดีหวยบนดิน ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ในปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ พิสูจน์ให้เห็นว่าถึงแม้จะไม่แก้ไขหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 แต่ผู้ต้องหาหรือจำเลย ก็ยังสามารถยกปัญหาการขัดรัฐธรรมนูญ ของคำสั่งคณะรัฐประหาร ขึ้นมาต่อสู้ในศาลได้ ขัดกับผู้ริเริ่มแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่อ้างว่าต้องยกเลิกมาตรา 309 มิฉะนั้น จำเลยจะใช้สิทธิต่อสู้ทางศาลมิได้

แค่ 12 วัน

เหลือเวลาอีกเดือนครึ่ง หรือถ้านับเป็นวันก็เหลือเวลาอีก 45 วัน คณะกรรมการ คตส. ก็จะหมดวีซ่าต้องเก็บฉากลาโรง

แต่มีคดีทุจริตติดค้างลำกล้องยังปิดแฟ้มไม่ลงอีก 9 คดี จากทั้งหมด 13 คดี!!

ก็เป็นที่น่าหนักใจว่าจะสรุปสำนวนเสนออัยการสูงสุดส่งฟ้องศาลฎีกา คดีอาญานักการเมืองไม่ทัน??

แล้วสุดท้ายก็จะต้องโละไปให้ ป.ป.ช. ล้างชามแทน!!

ถามว่ายังมีคดีทุจริตเรื่องใดที่ค้างสต๊อกอยู่บ้าง “แม่ลูกจันทร์” ขออนุญาตทบทวน

1, คดีทุจริตรถเรือดับเพลิง 2, คดีทุจริต กล้ายาง 3, คดีทุจริตประมูลท่อสายไฟ 4, คดีแอร์พอร์ตลิ้งค์ 5, คดีสินเชื่อแบงก์กรุงไทย 6, คดีภาษีโทรคมนาคม 7, คดีเซ็นทรัลแล็บ และ 8, คดีทุจริตบ้านเอื้ออาทร

ส่วนคดีที่ 9 คือ คดีเงินกู้พม่า คตส. จะเป็นโจทก์ยื่นฟ้องเอง

นี่คือ 9 คดีที่ยังยักตื้นติดกึกยังปิดแฟ้มไม่ลง

ล่าสุดที่ประชุมใหญ่ คตส.ได้อนุมัติส่งสำนวนคดีทุจริตเครื่องตรวจระเบิดซีทีเอ็กซ์ ให้อัยการสูงสุดยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาฯโดยมีผู้ถูกกล่าวหารวมทั้งสิ้น 17 คน

นำขบวนโดยอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร อดีต รมว.คมนาคม สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ บอร์ดการท่าอากาศยาน และบริษัทเอกชนคู่สัญญา ฯลฯ

ข้อสำคัญ...ในจำนวนผู้ถูกกล่าวหาคดีซีทีเอ็กซ์ที่ คตส.ขึ้นบัญชีเช็กบิล 17 คน มีชื่ออัยการสูงสุด “ชัยเกษม นิติสิริ” รวมอยู่ด้วยหนึ่งคน

เข้าตำราจุดไต้ตำตอว่างั้นเถอะโยม

อย่างไรก็ตาม...การที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองยังไม่ประทับรับฟ้องคดีหวยบนดิน เนื่องจากมีข้อโต้แย้งว่าสถานะของ คตส.อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ??

จำเป็นต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้เกิดความชัดเจน

ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า สถานะและอำนาจของ คตส. “ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ” คดีก็จะเดินหน้าต่อไป

แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า สถานะและอำนาจหน้าที่ของ คตส. “ขัดต่อบท บัญญัติรัฐธรรมนูญ”??

คดีทั้งหมดที่ คตส.ได้ทำเสร็จแล้ว และกำลังทำอยู่ จะต้องเป็นโมฆะทันที!!

ถ้าเป็นอย่างนี้ก็จบไม่สวยแน่นอน

“แม่ลูกจันทร์” เปิดอ่านรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันแล้วก็หนักใจ เพราะประเด็นการต่ออายุ คตส.จะขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่?? มีช่องโหว่อยู่ที่ “เงื่อนเวลา”

คือ คตส.ตั้งขึ้นโดยคำสั่งคณะปฏิวัติให้มีอายุเพียง 1 ปี

แต่เวลา 1 ปี สั้นเกินไป คตส.ทำคดีเสร็จไม่ทัน

สภานิติบัญญัติแห่งชาติจึงออกกฎหมายต่ออายุ คตส.ไปอีก 9 เดือน

ปัญหาเกิดจาก พ.ร.บ.ต่ออายุ คตส. มีผลบังคับใช้วันที่ 5 กันยายน

แต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีผลบังคับใช้ในวันที่ 24 สิงหาคม

พูดให้ชัดๆคือ กฎหมายต่ออายุ คตส. คลอดทีหลังรัฐธรรมนูญ 12 วัน!!

“คตส.” จึงกลายเป็นองค์กรที่อยู่นอกบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

นี่คือประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องตีความ

อย่าเพิ่งคาดเดาว่าศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินใจอย่างไร เพราะการวินิจฉัยข้อกฎหมายสามารถมองได้หลายมุม

“แม่ลูกจันทร์” ขอยํ้าว่า เรื่องนี้จะไม่เกิดปัญหาวุ่นวาย ถ้าสภานิติบัญญัติฯทำคลอดกฎหมายต่ออายุ คตส.ให้มีผลใช้บังคับ “ก่อน” ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

เพราะ คตส.จะได้รับการคุ้มครองโดยมาตรา 305 ของบทเฉพาะกาล!!

แต่ที่เกิดปัญหาขึ้นมาก็เพราะ สนช.ดันคลอดกฎหมายต่ออายุ คตส.ช้าไป 12 วัน!!

กลายเป็นประเด็นให้ฝ่ายจำเลยคดีหวยบนดินใช้เป็นอาวุธป้องกันตัว

แสบไส้ติ่งจริงๆพับผ่าเถอะ.

แม่ลูกจันทร์


"ชูศักดิ์" ชี้ใช้ร่างของ คปพร.ต่อยอด

ทางด้านความคืบหน้าเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ วันที่ 16 พ.ค.นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานคณะกรรมการประสานงาน พรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มี ส.ว.บางส่วนระบุว่า รายชื่อประชาชน 150,000 ชื่อ ของคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ (คปพร.) ไม่สามารถนำมาใช้ในการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ เพราะยังไม่มี พ.ร.บ.รองรับ ว่า เป็นความเห็นของ ส.ว. แต่ เท่าที่ฟังจากแกนนำกลุ่ม คปพร. เจตนาเขาได้รวบรวมรายชื่อมา เพื่อเสนอร่างกฎหมาย เพื่อให้ ส.ส.รับร่างของเขาไปพิจารณา ถ้าเห็นว่าเหมาะสม ส.ส.และ ส.ว.ทั้งหลายก็เข้าชื่อกันเสนอญัตติเข้าสู่สภาฯ

ถ้าเป็นเช่นนี้ปัญหาเรื่องรายชื่อประชาชนก็หมดปัญหาไป ข้อสรุปว่าจะใช้ร่างของวิปรัฐบาลหรือร่างของ คปพร. ก็ให้สมาชิกสภาฯไปหารือกัน ร่างของ คปพร.เป็นร่างแบบสั้น และมีบทเฉพาะกาลที่แตกต่างกันพอสมควร สาระไม่เหมือนกัน แต่ดูแล้วร่างมาโดยคนที่มีความรู้พอสมควร ส่วนกรณีที่มีกลุ่มข้าราชการอาวุโสเสนอให้รัฐบาลออก พ.ร.ก.ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 50 แล้วมาใช้ปี 40 แทนนั้น ไม่เคยเห็นใครทำกัน รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด อยู่ดีๆไปออก พ.ร.ก.ไปยกเลิก ไม่น่าจะทำได้ในทางกฎหมาย ทั้งนี้ตนจะนำมติวิปรัฐบาลที่เสนอให้เปิดประชุมสภาฯสมัยวิสามัญตั้งแต่วันที่ 9 มิ.ย. เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 และร่างกฎหมายที่จำเป็นต้องตราตามรัฐธรรมนูญไปเสนอรัฐบาล ส่วนจะมีการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความพร้อมของ ส.ส. ให้ ส.ส.คุยกันเอง

ตั้งประธานวิปฯต้องฟังพรรคร่วม

เมื่อถามถึงข้อยุติในการแต่งตั้งประธานวิปรัฐบาลคนใหม่ที่มีสมาชิกบางส่วนเสนอชื่อนายชูศักดิ์ให้ไปเป็นด้วย รมต.ประจำสำนักนายกฯตอบว่า ได้เรียนผู้บริหารพรรคแล้วว่าเป็นรัฐมนตรีอยู่ ประธานวิปรัฐบาลงานหนัก ต้องเป็นประธานการประชุมวันจันทร์ วันพุธและพฤหัสบดี ต้องเฝ้าโยงสภาฯ ถ้าหากให้ไปทำหน้าที่ประธานวิปรัฐบาล ก็คงไม่สามารถจะทำหน้าที่รัฐมนตรีที่ต้องรับผิดชอบงานประจำอยู่มากมายได้ คงไม่เหมาะสม ควรไปพิจารณาท่านอื่น และก็ไม่ได้เสนอชื่อใคร แต่ในพรรคมีคนมีคุณสมบัติอยู่หลายคนก็ดูให้ดี อยู่ระหว่างขั้นตอนที่ผู้ บริหารเลือกสรรอยู่ เมื่อถามว่า นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ รองประธานวิปรัฐบาล ประกาศชัดเจนว่าหากไม่ได้เป็นประธานวิปรัฐบาลจะลาออก จะทำให้ในพรรคเกิดรอยร้าวเพิ่มอีกหรือไม่ นายชูศักดิ์ตอบว่า รายชื่อทั้งหลายที่ปรากฏขึ้นมา รวมทั้งนายสุขุมพงศ์ ก็มีความรู้ความสามารถทั้งนั้น ยังไม่อยากจะให้ไปพูดกันถึงขนาดนั้นว่า ใครจะรับหรือไม่รับคนนั้นคนนี้ ทุกคนก็เป็นคนดีทั้งนั้น ผู้บริหารพรรคคงจะดูความเหมาะสมและต้องฟังเสียงกัน ทั้งในพรรคพลังประชาชนและพรรคร่วมรัฐบาลด้วย

อ่านรายละเอียด ไทยรัฐ

ศาลอาญานัดฟังคำสั่งรับฟ้องคดี บรรหาร ฟ้องหมิ่น ชูวิทย์ 30 พ.ค.

ศาลอาญา 16 พ.ค. - นัดฟังคำสั่ง รับฟ้องหรือไม่คดี “บรรหาร”ฟ้องหมิ่น “ชูวิทย์” 30 พ.ค. เวลา 09.30 น. “ชูวิทย์” เริ่มอ่อน เตรียมเข้าหา

ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลได้ทำการไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ในคดีที่ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย มอบอำนาจให้นายนิกร จำนง รองหัวหน้าพรรคชาติไทย เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติไทย เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา กรณีเมื่อวันที่ 18 และ 20 มกราคม 2551นายชูวิทย์ แถลงข่าวบริเวณหน้าที่ทำการพรรคชาติไทย เกี่ยวกับการตัดสินใจร่วมรัฐบาล และวิพากษ์วิจารณ์ เกี่ยวกับฉายา “หลงจู๊” ของนายบรรหาร

โดยในวันนี้ทนายโจทก์ นำนายกมล จิรพัฒน์วานิช ส.ส.พรรคชาติไทย จ.ลพบุรี และ กรรมการบริหารพรรคชาติไทย ขึ้นเบิกความสรุปว่า ในการแถลงข่าวของจำเลยได้พูดถึงโจทก์ว่าเป็น “หลงจู๊” ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียง และทำให้บุคคลทั่วไปที่ได้ฟังเข้าใจความหมายคำว่า “หลงจู๊” ในทำนองว่า เป็นผู้ที่มีจิตใจคับแคบ เห็นแก่ตัว ซึ่งไม่เป็นความจริง ทั้งนี้ เพราะในการบริหารงานภายในพรรคชาติไทย โจทก์ให้ทุกคนมีอิสระในการทำงาน

ขณะที่ ทนายความจำเลยถามค้านว่า โจทก์ เคยให้สัมภาษณ์ กับสื่อมวลชน ช่วงก่อนการเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ว่าจะไม่เข้าร่วมกับพรรคพลังประชาชนในการจัดตั้งรัฐบาลใช่หรือไม่ นายกมล กล่าวว่า โจทก์เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อในทำนองว่าจะไม่เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชนจริง ต่อมา โจทก์ไม่สบาย เข้าโรงพยาบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ได้เดินทางไปพบและขอให้พรรคชาติไทยเข้าร่วมรัฐบาล นอกจากนี้ ฝ่ายทนายความโจทก์ ยังได้นำพยานอีกจำนวน 2 ปาก คือเจ้าหน้าที่ประสานงานสื่อมวลชน ของพรรคชาติไทย และนายจารุเดช เกษมวงค์ อาชีพขี่จักรยานยนต์ รับจ้าง บริเวณด้านหลังพรรคชาติไทยเข้าเบิกความด้วย จนแล้วเสร็จ ศาลจึงนัดฟังคำสั่งว่าจะรับฟ้องคดีไว้พิจารณาหรือไม่ ในวันที่ 30 พ.ค. นี้ เวลา 09.30 น.

ด้าน นายชูวิทย์ กล่าวว่า ตนไม่อยากพูดอะไรมาก ขอให้รอฟังคำสั่งของศาลก่อน เมื่อถามว่าจะมีโอกาสไปเจอหรือพูดคุยกับนายบรรหาร หรือไม่ นายชูวิทย์ กล่าวว่า ตนเป็นผู้น้อย ก็ต้องเข้าหาผู้ใหญ่ และคงจะหาเวลาไปพูดคุย เพราะยังเคารพนายบรรหารอยู่เหมือนเดิม ซึ่งอาจจะเป็นหลังวันที่ 30 พฤษภาคมนี้ . - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-16 18:55:51


อดีตสมาชิก คมช.ทำใจหากคดี คตส.หลุด ชี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน กม.

กองทัพไทย 16 พ.ค.- “พล.อ.บุญสร้าง” ทำใจ หาก คตส.เอาผิดนักการเมืองไม่ได้ ชี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านกฎหมาย ระบุต้องยึดหลักยุติธรรม ไม่มีอคติ เพราะถือว่าแต่ละคนทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติ

พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด อดีตสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กล่าวถึงกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องการแต่งตั้งและการต่ออายุ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ หรือไม่ ว่า ไม่รู้เรื่องนี้ลึกซึ้ง แต่เป็นไปตามกฎหมาย

เมื่อถามว่า ในฐานะอดีตสมาชิก คมช. มีความเป็นห่วง คตส.หรือไม่ เพราะเป็นผู้ตั้งขึ้นมา พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า ถึงเป็นห่วงแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะนี่คือการเปลี่ยนผ่าน ว่าจะใช้กฎหมายตามตัวหนังสือ หรือใช้กฎหมายตามความรู้สึกของคนที่มีความรู้สึกคนละแบบ นี่คือสิ่งสับสนที่เกิดขึ้นในช่วงการเปลี่ยนผ่าน หากใช้กฎหมายไม่ดี ไม่รู้ทันกันก็อาจส่งผลเสียได้

ต่อข้อถามว่า ถือว่า คมช.ล้มเหลวในการตั้ง คตส.เพื่อดำเนินการตรวจสอบการทุจริตกับนักการเมืองใช่หรือไม่ พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า ในแง่หนึ่งก็พูดอย่างนั้นได้ แต่คงไม่พูดให้ไม่สบายใจ เพราะถือว่าต่างคนต่างทำหน้าที่ ให้ประเทศชาติ ถึงแม้บางอย่างไม่สมบูรณ์ พลาดกันบ้างก็ถนอมน้ำใจกันไว้ดีกว่า ที่พลาดมาแล้วจะแก้ไขอย่างไรให้ได้ผลอย่างที่เราต้องการ ทั้งนี้ คตส. คงไม่เสียใจ แต่เสียแรงเสียเวลาทุ่มเท ถ้าคดีต้องหลุดจริง ๆ และต้องทำใจ . - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-16 18:49:46


ชัย ชิดชอบ ทาบทาม ปธ.วุฒิสภา เรื่องแก้ รธน.แล้ว

รัฐสภา 16 พ.ค.- นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ ก่อนนำสมาชิกวุฒิสภา กว่า 100 คนล่องเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเป็นการเลี้ยงสังสรรค์ ในโอกาสปิดสมัยประชุม ว่าได้กำชับ ส.ว.ทุกคนให้ทำงานในช่วงปิดสสมัยประชุม ให้ลงพื้นที่พบปะประชาชน หาข้อมูลต่างๆ เพื่อใช้ในการทำงาน โดยเฉพาะประธานคณะกรรมาธิการสามัญของวุฒิสภา โดยได้ย้ำให้ตรวจสอบเรื่องที่ได้รับมอบหมาย และเมื่อทำเสร็จแล้ว นอกจากรายงานต่อสภาฯ แล้ว จะต้องพิมพ์เผยแพร่ประชาชนด้วย

ส่วนที่รัฐบาลจะขอเปิดประชุมสภาฯ สมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 และอาจพ่วงเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ด้วยนั้น นายประสพสุข กล่าวว่า เบื้องต้นทราบว่า เป็นการเปิดเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ แต่เมื่อเปิดประชุมแล้ว รัฐบาลจะขอพ่วงเรื่องอื่นด้วย ก็สามารถทำได้

“ยอมรับว่า นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานรัฐสภา ได้มาพูดคุยเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ บ้างแล้ว แต่ถ้าจะมีการประชุมร่วมกัน ก็จะต้องมาคุยกันอย่างจริงจัง เพื่อกำหนดวันร่วมร่วมกันอีกครั้ง” นายประสพสุข กล่าว .- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-16 18:27:00

หัวหน้าพรรค ปชป.หนุนนายกฯ เป็นผู้ประสานช่วยเหลือพม่า

พรรคประชาธิปัตย์ 16 พ.ค.- นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวถึงสถานการณ์ความเดือดร้อนในประเทศพม่า ที่ถูกพายุไซโคลนนาร์กีสถล่มว่า แม้จะมีการยืนยันจากรัฐบาลพม่าว่าจะสามารถช่วยเหลือหรือจัดการปัญหาได้ แต่ต้องยอมรับว่ายังมีบุคคลหลายฝ่าย มีความประสงค์ที่จะช่วยเหลือชาวพม่า ซึ่งเป็นห่วงว่าทำอย่างไรจะทำให้ความช่วยเหลือต่าง ๆ ไปถึงพม่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ผมสนับสนุน นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่จะมีบทบาทเป็นผู้ประสานมาตั้งแต่ต้น และคิดว่าสิ่งที่นายกรัฐมนตรี ทำอยู่นี้เป็นเรื่องที่ดี และควรต้องทำต่อ อยากให้รัฐบาลไทยเป็นกำลังสำคัญด้วย เพราะอาเซียนจะประชุมกันในวันที่ 19 พ.ค. นี้ ขอให้ใช้ความพยายามให้มากยิ่งขึ้นในการให้ความสะดวก กับประเทศทั้งหลายที่จะให้ความช่วยเหลือพม่า เพราะขนาดและความหลากหลายของปัญหามีมาก ซึ่งในส่วนของพรรคอยากเชิญชวนประชาชนว่า ถ้าอยากจะช่วยเหลือชาวพม่า ให้บริจาคผ่านมูลนิธิราชประชานุเคราะห์เพราะเป็นที่ยอมรับของพม่าและไม่มีปัญหาอะไร” นายอภิสิทธิ์กล่าว

พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานพิธีรับมอบสิ่งของบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพม่า โดยมีทั้งภาครัฐ สถาบันการศึกษาและเอกชน ร่วมบริจาคสิ่งของ ทั้งเครื่องอุปโภคและบริโภคเป็นจำนวนมาก อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เสื้อผ้า ไข่ไก่ ถุงยังชีพ และกล่าวว่ามีผู้มาบริจาคเครื่องอุปโภคและบริโภคเป็นจำนวนมาก รวมถึงผู้บริจาคจากต่างประเทศ ทั้งนี้หากมาบริจาคกับทางกองทัพไทยก็ยินดี แต่ไม่รับประกันว่า จะไปถึงเมื่อใด ต้องดูว่าอะไรมีความจำเป็นต้องไปถึงก่อน อย่างไรก็ตามประเทศไทยเป็นประเทศที่พม่าตอบรับดีที่สุด โดยพม่าร้องขอเพียงสิ่งของ ส่วนตัวบุคคลต้องขออนุญาตเป็นรายๆ ไปซึ่งในวันที่ 20 พฤษภาคมนี้ เวลา 07.00 น. กองทัพไทยจะปล่อยขบวนรถบรรทุกจำนวน 10 คัน เพื่อนำสิ่งของไปมอบให้ที่เมืองเมียววดี ผ่านอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-16 18:24:09