WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, May 18, 2008

"สุรยุทธ์"ลั่นไม่อยากเห็นปฎิวัติ วอนทุกฝ่ายเลิกอ้างสถาบัน!


พล.อ.สุรยุทธ์" ย้ำไม่อยากเห็นการปฎิวัติอีก วอนทุกฝ่ายอย่างดึงสถาบันเบื้องสูงไปเกี่ยวข้องกับการเมือง หวั่นอาจเกิดความแตกแยกได้ พร้อมยันทักษิณไม่ใช่ศัตรู

พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มบุคคลนำสถาบันเบื้องสูงไปกล่าวอ้างในการสร้างความชอบธรรมเคลื่อนไหวทางการเมือง ว่าตนคงไม่ตอบในแง่ของการเมือง แต่เรื่องใดที่กระทบกับสถาบัน เป็นเรื่องที่องคมนตรีทุกคนต้องติดตามตลอดอยู่แล้ว อย่างไรก็ดี ถ้าเป็นไปได้อยากให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการอ้างอิงถึงสถาบัน เพราะไม่ใช่เรื่องทำให้เกิดความสามัคคี หรือช่วยให้เกิดการแก้ปัญหาของบ้านเมืองได้ เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับวิจารญาณของแต่ละคน แต่อยากให้ทุกฝ่าย ไม่นำสถาบันไปอ้างอิง ส่วนการติดตาม เรื่องเอาสถาบันไปอ้างอิง ได้มีการติดตามในหลายทาง ตามความสามารถที่มีอยู่ เช่นผ่านทางสื่อ เว็ปไซต์ อย่างไรก็ดี เห็นว่าข่าวที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเฉพาะตัวบุคคล

ส่วนกระแสเรื่องการปฏิวัติ มองว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ไม่มีความเห็นในเรื่องนี้ เพราะไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้นอีก การเมืองควรแก้ปัญหาโดยใช้สันติวิธี ไม่ควรทำให้เกิดความแตกแยก หรือใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา

"ผมไม่ได้มีทัศนคติใดๆ ผมอยากเห็นการแก้ไขปัญหาการเมืองเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่อยากให้สู่ความรุนแรง การอ้างสถาบันไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา"พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าว หลังให้โอวาทกับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของรร.สวนกุหลาบวิทยาลัย

พล.อ.สุรยุทธ์ ได้พูดถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขึ้นมาว่า ตนกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เคยเป็นศัตรูกันมาก่อน โดยเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องโรงเรียน เตรียมทหารมาก่อน ตนเป็นรุ่น 1 พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นรุ่น 10 พ.ต.ท. ทักษิณ เรียกตนว่าพี่ทุกคำ และไม่เคยเป็นศัตรูกันมาก่อน แต่อาจมีความเห็นแตกต่างกันบ้าง ขอย้ำว่าการแก้ปัญหาต่างๆ ไม่ควรใช้ความรุนแรง แต่ควรใช้สันติวิธีในการแก้ไขปัญหาเพื่อให้เกิดความสงบในวันข้างหน้า

โจรเหิมวางบึมหน้าโรงพักปัตตานี ตร.ดับ 1 เจ็บ 5

เมื่อกลางดึกวานนี้ (17 พ.ค.) ได้เกิดเหตุระเบิดขึ้นบริเวณริมถนน ตรงข้ามกองกำกับการ สภ.เมืองปัตตานี ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตทันที 1 นาย คือ ด.ต.อานนท์ สุวรรณมณี และแรงระเบิดยังทำให้ตำรวจ สภ.เมืองปัตตานี และตำรวจ ตชด. ที่เพิ่งกลับมาจากการลาดตระเวน บาดเจ็บอีก 5 นาย โดยในจำนวนนี้ จ.ส.ต.มิ่ง สุทธิโพธิ์ จ.ส.ต.มัด เหมืองสอน และ จ.ส.ต.แดนชัย จินุสร ได้รับบาดเจ็บสาหัส

ทั้งนี้ จุดเกิดเหตุอยู่ฝั่งตรงข้ามกับสถานที่จัดงานกาชาดเพียง 100 เมตร โดยเจ้าหน้าที่เชื่อว่า คนร้ายตั้งใจจะก่อเหตุในงานกาชาดมากกว่า แต่เนื่องจากมีการตรวจตราอย่างเข้มงวด ทำให้มีการเปลี่ยนแผน และนำรถจักรยานยนต์ซุกซ่อนระเบิดมาไว้ที่บริเวณ สภ.เมืองปัตตานี แทน


รัฐบาลทุ่ม 5 พันล.รับซื้อข้าวราคาประกัน 2 แสนตัน

วันนี้ (18 พ.ค.) นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงการเตรียมเปิดรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร ว่า รัฐบาลได้เตรียมวงเงินช่วยเหลือแล้ว โดยองค์การคลังสินค้า (อคส.) เป็นผู้กู้ยืมเงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เบื้องต้น 5,000 ล้านบาท เพื่อเข้าไปรับซื้อข้าวเปลือกเหนียว 200,000 ตัน และข้าวเปลือกเจ้า 200,000 ตัน ซึ่งหากมีปริมาณมากกว่านี้ก็พร้อมขยายปริมาณรับซื้อต่อไปเช่นกัน โดยจะเปิดรับซื้อจากเกษตรกรได้ปลายสัปดาห์หน้า

อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวต่อว่า สำหรับการหารือกับโรงสีข้าวทั่วประเทศกว่า 40 ราย ที่มีขึ้นเมื่อวานนี้ (17 พ.ค.) เพื่อทำความเข้าใจและเชิญชวนโรงสีเข้าร่วมโครงการ โดยหลักเกณฑ์เบื้องต้นต้องเป็นโรงสีที่สามารถรับข้าวเปลือกได้ 200 ตันขึ้นไป มีเครื่องอบความชื้น มีลานตากข้าว คาดว่าจะทำให้ราคาข้าวของเกษตรกรอยู่ในเกณฑ์สูงต่อไป

"ขณะนี้ มีโรงสีแสดงความจำนงที่เข้าร่วมโครงการ 20 แห่ง ทั้งภาคเหนือ และภาคกลาง และหลังจากรัฐบาลได้ให้เกษตรกรนำข้าวเปลือกมาขายให้โรงสีที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งจะมีคณะทำงานตรวจสอบแต่ละพื้นที่ โดยร่วมกับพาณิชย์จังหวัด เจ้าหน้าที่ อคส. ตรวจสอบคุณสมบัติของเกษตรกรด้วย เพราะไม่ต้องการให้เกิดการสวมสิทธิ์" นายยรรยง กล่าว

จักรภพจับไมค์พิธีกรฟุตบอลจุฬา-มธ.

ฟุตบอลประเพณี จุฬา - ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 64 เริ่มแล้ว รัฐมนตรี จักรภพ สวมเสื้อชมพู รับหน้าที่พิธีกรขบวนล้อการเมืองทำหุ่นสมัครปากหมานั่งชมNBT เรียกนอมินีดีแต่ปาก



การแข่งขันฟุตบอลประเพณีจุฬา - ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 64 เริ่มขึ้นแล้ว ณ สนามจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยก่อนพิธีเปิดการแข่งขันได้มีการเดินขบวนล้อการเมือง ซึ่งเป็นสีสันของงานก่อน ซึ่งในครั้งนี้ ทางฝั่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ทำหุ่นเป็นทั้งหมด 3 ชุด ชุดแรกเป็นรูปของนายกรัฐมนตรี นาย สมัคร สุนทรเวช มีปากลักษณะคล้ายกับสุนัข ใส่เสื้อสีฟ้าคล้ายกับเสื้อของทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้
นั่งชมสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที โดยให้ฉายาว่านอมินีดีแต่ปาก ขณะที่ชุดที่ 2 เป็นรูปของนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภายืนเกาะพานรัฐธรรมนูญ ซึ่งภายในรัฐธรรมนูญมีหุ่นอดีตนายกรัฐมนตรี พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร โดยให้ชื่อว่าพ่อปู่ปลุกเปรตสูบแผ่นดิน ส่วนหุ่นชุดที่ 3 เป็นรูปของคนใส่หมวกทรงสูงหน้า
ฝรั่งถือดาบซามูไรยืนดูลูกไฟ บนโลกที่กำลังลุกเป็นไฟ โดยให้ชื่อว่าโลกร้อนคนละลาย(ใครสบาย)

ซึ่งในงานฟุตบอลประเพณีในครั้งนี้ นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีสวมเสื้อสีชมพูของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำหน้าที่พิธีกรรับเชิญในช่วงแรกของการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที ด้วย แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าในครั้งนี้ ทางเอ็นบีทีไม่ได้มีการถ่ายทอดสดขบวนล้อการเมืองแต่อย่างใด


โคทมเสนอ2ทางออกแก้วิกฤตการเมืองไทย

โคทม อารียา เสนอ 2 ทางออกแก้วิกฤตการเมืองไทย พร้อมตำหนิ 2 ขั้วการเมือง ดึงสภาบันมาเกี่ยวข้อง

นายโคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวระหว่างการเสวนาหารือการเมืองไทยไร้ทางออก โดยเสนอทางออกการแก้วิกฤตการเมืองไทย 2 เมืองทาง คือ แนวทางควรชะลอแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับออกไป 2-3 ปี โดยพรรคการเมืองต้องยอมรับชะตากรรมที่อาจเกิดขึ้น หรือแก้เพียงมาตรา 237 และ 291 ซึ่งกระบวนการจะแล้วเสร็จภายใน 1 เดือน เพื่อลดอุณภูมิตามขัดแย้ง ส่วนระยะยาว ต้องมีกระบวนการเลือกตั้งที่สุจริตอย่างแท้จริงและคำนึงถึงความสมดุลระหว่างกฎหมายกับความชอบธรรม สิทธิกับการอยู่ร่วมอย่างเอื้ออาทร พร้อมตำหนิสองขั้วการเมืองที่ดึงสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้อง เพราะจะทำให้สถานการณ์นำไปสู่ความรุ่นแรงได้

นอกจากนี้ยังเตือนประชาชนยังหลงกลในอำนาจที่หนุนหลังเพื่อต้องการให้เกิดการแบ่งแยกออกเป็นสองฝ่าย

ทั้งนี้นายโคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวฝากถึง นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีฟังเสียงทุกฝ่ายเพราะขณะนี้ใครที่ชอบอาหารรสหวานกำลังลุกขึ้นต่อต้านฝ่ายที่ชอบรสเข็มจัดของนายกรัฐมนตรีและต้องการให้นักการเมืองรับผิดชอบในสิ่งที่กระทำมากขึ้น เพื่อลดความรุนแรงในบ้านเมืองลดการปลุกระดมความโกรธเกลียดและกลัว พร้อมแนะสื่อเปิดพื้นที่ทางสายกลางถกเถียงด้วยปัญญา

ด้าน พระอาจารย์ไพศาลวิสาโล กล่าวว่า การเมืองไทยในขณะนี้น่าเป็นห่วง และใช้วิธีหักด้ามพร้าด้วยข่าว หรือ พวกมากลากไป ใช้อำนาจเป็นหลักไม่ให้อีกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม ทำให้สถานการณ์ เข้าใกล้ความสุดโต่ง วันนั้นต้องใช้แนวทางสันติวิธีและความขัดแย้งเช่นเดียวกับ นายวินัย สะมะอุน นักวิชาการที่เสนอแนวทางออกของการเมืองไทย โดยยึดหลักความสมานฉันท์ ยอมรับความหลากหลายของศาสนาและความเชื่อเพื่อไม่ให้บรรยากาศการเมืองไทยกลับสู่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ

สมัครเปิดประชุมผู้นำชาวพุทธ 30 ประเทศที่ยูเอ็น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (18 พ.ค.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจะเป็นประธานเปิดประชุมผู้นำชาวพุทธจาก 30 กว่าประเทศ ที่ศูนย์การประชุมสหประชาติ จากนั้นผู้นำศาสนาจะเวียนเทียนร่วมกัน

ด้านนายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ คุยนอกทำเนียบกับทีมโฆษกรัฐบาลวานนี้ (17 พ.ค.) ถึงการจัดงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลวันวิสาขบูชาโลกว่า วันวิสาขบูชาถือว่าวันเป็นสำคัญที่สหประชาชาติได้ประกาศเป็นวันสำคัญสากลของโลก ซึ่งรัฐบาลได้จัดงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาในวันวิสาขบูชา ระหว่างวันที่ 15-19 พฤษภาคมนี้ ที่บริเวณพุทธมณฑล โดยภายในงานได้มีการจัดนิทรรศการด้านต่าง ๆ เช่น พุทธประวัติ ในหลวงกับพระพุทธศาสนา เป็นต้น รวมทั้งมีการแสดงแสงสีเสียงชุด ม่านน้ำวิสาขพุทธบารมี


ปีทองเกษตรกรไทย ห่วงลูกชาวนาทำนาไม่เป็น

ผู้สื่อข่าวรายงานวานนี้ (17 พ.ค.) ว่า พระราชธรรมนิเทศ หรือพระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ต.บางเลน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ได้เดินทางมาแสดงปาฐกถาพิเศษ เรื่อง เกษตรกู้ชาติให้กับข้าราชการกระทรวงเกษตร และประชาชนทั่วไปได้รับฟัง ที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดขอนแก่น โดยพระพยอมได้เน้นให้เห็นความสำคัญของภาคการเกษตร เพราะเป็นความหวังเดียวที่จะสามารถช่วยทำให้เศรษฐกิจของประเทศ ฟื้นตัวโดยเร็ว ไม่ต้องพึ่งพาประเทศอื่น

เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว กล่าวว่า เมืองไทยมีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะช่วงที่ข้าวมีราคาแพงอย่างนี้ เกษตรกรที่เป็นชาวนาควรจะได้รับประโยชน์สูงสุด ซึ่งผู้ที่จะต้องมีบทบาทอย่างมากในการช่วยเหลือเกษตรกรก็คงต้องเป็นข้าราชการของกระทรวงเกษตร ดังนั้นจึงต้องเร่งทำงานให้มากขึ้น


พระพะยอม กล่าวว่า เป็นห่วงลูกหลานของชาวนาภาคอีสาน ที่ปัจจุบันนี้ทำนาไม่เป็นแล้ว สาเหตุที่เด็กรุ่นใหม่ทำนาไม่เป็นเนื่องมาจากคนภาคอีสานส่วนใหญ่จะทิ้งนาไปหารับจ้างทำงานที่กรุงเทพฯ ปล่อยให้ลูกหลานอาศัยอยู่กับคุณตาคุณยาย พ่อแม่ได้เงินจากค่าแรงก็ส่งมาทางบ้านให้ลูกหลานใช้ หรือบางคนก็ส่งเรียนหนังสือ เด็ก ๆ ก็เลยไม่คุ้นเคยกับการทำนา เพราะไม่มีพ่อแม่พาทำ เมื่อข้าวมีราคาดี พ่อแม่กลับบ้านเกิด หวังจะทำนาขายข้าว ก็ปรากฏว่า ลูกหลานวัยหนุ่มสาวไม่สามารถช่วยพ่อแม่ทำนาได้


ยกตัวอย่างประเทศเวียดนาม แตกต่างกับประเทศไทยเป็นอย่างมากในเรื่องสอนวิชาการด้านการเกษตร คือประเทศไทยมีแต่ทฤษฏี แต่ที่ประเทศเวียดนามนั้นมีทั้งทฤษฏี และปฏิบัติ โดยอาจารย์จะพาลูกศิษย์ลุยน้ำทำนาด้วยตนเอง ดังนั้นประเทศไทยจึงควรปูพื้นฐานทางการเกษตรให้กับคนในชาติตั้งแต่เกิด เพื่อพัฒนาการเกษตรไทยในอนาคตให้พัฒนายิ่งขึ้นเจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว กล่าว


หลวงพ่อพูล..ศพ 3 ปีไม่เน่า ศิษย์สืบสาน...ไหว้ครูอมตะนิรันดร์

วิสาขบูชา...ยูเนสโกยกให้เป็นวันสำคัญของโลก เหล่าประชากรโลกในหลายประเทศมีความตระหนัก จึงจัดกิจกรรมต่างๆที่เห็นว่าดีงาม ใหญ่บ้างเล็กบ้างตามอัตภาพ....ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม

ในวันนี้ นอกจากจะมีการจัดพิธีกรรมต่างๆตามพุทธประเพณี ทั่วราชอาณาจักรไทยแล้ว คนไทยทั่วประเทศยังพร้อมใจกันปลูกต้นไม้ โดยกำหนดว่าเป็น วันต้นไม้ประจำปีของชาติ

และอีกกิจกรรมอันเป็นที่ฮือฮาของชาวนครปฐมและจังหวัดใกล้เคียงคือ สืบสาน การแสดงมุทิตาจิตไหว้ครูบูรพาจารย์ 3 ปี หลวงพ่อพูลละสังขาร ณ วัดไผ่ล้อม นครปฐม

O O O

หลวงพ่อพูล อัตตะรักโข เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2455 ณ บ้านเลขที่ 75 หมู่ 3 ต.ดอนยายหอม อ.เมือง จ.นครปฐม เป็นทหารม้ารักษาพระองค์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7

หลังปลดประจำการ อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคม 2480 ณ พัทธสีมาวัดพระงาม โดยมี หลวงปู่สุข วัดห้วยจระเข้ และเป็นศิษย์ หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม ได้ศึกษาพระธรรมวินัยและเจริญสมาธิจิตวิปัสสนากรรมฐานอย่างคร่ำเคร่ง ปี 2492 จึงรับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม

หลวงพ่อพูล เป็นสงฆ์ระดับเกจิอาจารย์ที่ได้รับความศรัทธาแก่ญาติโยมทั้งบ้านใกล้บ้านไกล มีศิษยานุศิษย์ทั่วประเทศ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2548 หลวงพ่อพูลท่านได้ละสังขารจากไปอย่างสงบ....ตรงกับวันวิสาขบูชาของปีนั้น

O O O

ตลอด 93 ปี แห่งอายุขัย หลวงพ่อพูล ได้ เพียงหลักธรรมคำสอน และคุณงามความดีที่เหล่าศิษยานุศิษย์และผู้เลื่อมใสต่างกล่าวขวัญถึงตลอดมาว่า.... ทุกปีในวันวิสาขบูชาท่านจะจัดพิธีกรรมไหว้ ครูเพื่อเป็นแบบอย่างในการสำนึกถึงบุญคุณของครูบาอาจารย์

ด้วยบารมีแห่งความกตัญญู แม้ว่าหลวงพ่อพูลจะละสังขารดับขันธ์ไปแล้วถึง 3 ปีบริบูรณ์ แต่สังขารของท่านยังอยู่ครบถ้วนบริบูรณ์ไม่เน่าเปื่อยเป็นอมตะนิรันดร์กาล

และ...ระยะเวลาต่อเนื่องเกือบ 2 ปี ตั้งแต่ละสังขาร ในการออกสลากโดยทั่วๆไป เลขที่ออกจะข้องเกี่ยวกับหลวงพ่อพูลทั้งนั้น ไม่ว่าจะบนหรือล่าง เป็นเลขต่างๆ เช่น ห้องที่ละสังขาร โลงศพ อายุ เลขจำพรรษา รถขนศพ วันเกิด วันตาย ฯลฯ....เล่นเอาชาวนครปฐมผูกขาดถูกหวยบนดิน

ด้วยความอัศจรรย์แก่บรรดาญาติโยมพุทธศาสนิกชน ต่างแห่กันมากราบสักการบูชาสังขารท่าน มิขาดสาย ทุกคนต่างชื่นชมในบุญญาบารมี

O O O

วิสาขะในปีนี้วันจันทร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2551....พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือ หลวงพี่น้ำฝน เกจิอาจารย์รุ่นยังเติร์ก ศิษย์เอกในฐานะทายาท จึงสืบสานด้วยการ เป็นเจ้าพิธีไหว้ครูบูรพาจารย์ ตามตำนานพระเวทหลวงพ่อพูล ซึ่งได้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในวันวิสาขบูชารำลึก

โดยเน้นใน พระครูผู้อยู่สูงสุดที่ต้องนับถือกราบไหว้เป็นอันดับแรกคือ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ของพวกเราชาวพุทธทุกคน จากนั้นก็เป็น พ่อแม่ครูบาอาจารย์ ทั้งที่มีชีวิตและที่สถิตในดวงวิญญาณผู้ประสิทธิ์ประสาทสรรพวิชาพุทธาคม

โดยจัดพิธีอัญเชิญเป็นเดชทวีคูณเพิ่มพูนพลังเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ เพื่อให้แรงบารมีของครูบาอาจารย์ทุกองค์ สู่คณะศิษยานุศิษย์ให้บังเกิดความเจริญรุ่งเรือง สมปรารถนาในการประกอบกิจทุกสาขาอาชีพ

การไหว้ครู ครอบครู ถือเป็นการอนุรักษ์ประเพณีไทยแบบโบราณาจารย์ เป็นการแสดงความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณที่ให้วิชาความรู้แก่บรรดาศิษยานุศิษย์... เนื่องจากความกตัญญูอันเป็นเครื่องหมายของคนดี

O O O

แต่ละปีจะมีคลื่นมหาชนหลายพันคนจากทั่วสารทิศ ต่างเดินทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดนครปฐม ต่อคิวยาวเหยียด จับจองสถานที่ เพื่อเข้าร่วมพิธีครอบครู ณ บริเวณภายในวัดไผ่ล้อม

และ.....ศิษยานุศิษย์ทั้งหลายจะให้เจ้าพิธีเจิมแป้งมงคลลงนะเมตตา เพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งพิธีกรรมได้แฝงนัยหลายประการ ที่เป็นรูปธรรมก็คือ การ สร้างขวัญกำลังใจให้แก่บรรดาญาติโยมที่มีจิตศรัทธาในหลวงพ่อพูลให้ยืนยาว

ซึ่งพิธีไหว้ครูที่วัดไผ่ล้อมทำมานานหลายปี ตั้งแต่ครั้งหลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่ เมื่อหลวงพ่อละสังขารไปแล้ว ประเพณีนี้ยังคงจัดอยู่ตลอดไป และส่วนใหญ่แล้วมีเป้าประสงค์เดียวกันคือ ต้องการมารอเพื่อทำบุญบูชาวัตถุมงคลที่ทรงคุณค่าไปด้วยพุทธศิลป์และพุทธคุณ

การไหว้ครู ครอบครูในโอกาสพิเศษ หนึ่งปีมีครั้งเดียวนี้ ถือเป็นการนำฤกษ์นำชัยในการกำหนดงานมงคลใหญ่ทั้งหลายทั้งปวง เป็นการเริ่มเดินทางเข้าสู่ความก้าวหน้า ความสำเร็จสมปรารถนาในชีวิตตลอดกาล.....ผู้เข้าร่วมพิธีกรรมไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

นอกจากว่า....จะบูชา พระพิฆเนศวร-บรมครูปู่ฤาษี (พ่อแก่)...นั่นแล้ว แล้วแต่เลื่อมใส ทางวัดไม่บังคับ และ ขืนใจ...!!!

ก้อง กังฟู

โละรัฐธรรมนูญ ล้างคดี "ทักษิณ"

ภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

อำนาจหลักในการบริหารปกครองประเทศ แบ่งเป็น 3 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ

ฝ่ายนิติบัญญัติ ก็คือ รัฐสภา ที่ประกอบด้วย สภาผู้แทน ราษฎรและวุฒิสภา

มีหน้าที่ในการพิจารณาออกกฎหมายเพื่อใช้ในการ บริหารแก้ไขปัญหาของประเทศและประชาชน และมีหน้าที่ตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล

โดยเฉพาะสภาผู้แทนราษฎร ถือว่าเป็นตัวแทนอำนาจที่มาจากประชาชนโดยตรง เพราะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส. มาจากการเลือกตั้ง

ซึ่งก็ชัดเจนว่า รัฐบาลผสม 6 พรรค ที่ประกอบด้วย พรรค พลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคมัชฌิมาธิปไตย พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พรรคประชาราช มีเสียง ส.ส.ในสภาฯท่วมท้น 316 เสียง จาก ส.ส.ทั้งสภาฯ 480 คน

ล่าสุดแม้จะมี ส.ส.พรรคพลังประชาชนต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ เพราะโดนคดีใบเหลืองใบแดงจำนวน 7 คน

แต่ก็ไม่มีปัญหาในการทำงานด้านนิติบัญญัติ

เพราะ ส.ส.ซีกรัฐบาลยังเหลืออีก 309 เสียง เกินครึ่งของสภาฯอยู่ถึง 69 เสียง ในขณะที่ฝ่ายค้าน พรรคประชาธิปัตย์ มี ส.ส.อยู่แค่ 164 เสียง

ทำอะไรรัฐบาลไม่ได้อยู่แล้ว

โหวตเมื่อไหร่รัฐบาลก็ชนะ

อย่างไรก็ตาม เมื่อโฟกัสไปที่การทำงานของสภาผู้แทน ราษฎร ตั้งแต่เริ่มเปิดสมัยประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 21 มกราคม มาจนถึงวันนี้ ที่กำลังจะถึงกำหนดปิดสมัยประชุมรัฐสภาในวันที่ 20 พฤษภาคม

ห้วงเวลาผ่านมา 4 เดือนเต็ม

ปรากฏว่า สภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ ยังไม่มีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันออกมาให้สังคมได้เห็นกันเลย

โดยเฉพาะการเสนอร่างกฎหมายที่สำคัญจำเป็นในการแก้ไขปัญหาของประเทศ และการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนของฝ่ายรัฐบาล

แทบไม่มีเลย

บทบาทการทำหน้าที่ส่วนใหญ่ เป็นเรื่องของการตั้งกระทู้ถามของ ส.ส.จากซีกฝ่ายค้าน และการเสนอญัตติต่างๆของ ส.ส.จากทั้ง 2 ฝ่าย

อภิปรายกันไปแบบน้ำท่วมทุ่ง

หาบทสรุปอะไรเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้

ขณะที่การจัดโครงสร้างการทำงานของสภาฯ ในการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญชุดต่างๆ ขึ้นมาเพื่อตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร และติดตามการแก้ไขปัญหาให้ประชาชน

ผ่านมา 4 เดือนแล้ว ยังจัดตั้งกันไม่ได้

เพราะเกิดปัญหาแย่งชิงเก้าอี้ประธานคณะกรรมาธิการ ทั้งการแย่งชิงกันเองภายในพรรคแกนนำรัฐบาล และการช่วงชิงกันระหว่าง ส.ส.รัฐบาลกับ ส.ส.ฝ่ายค้าน

หมดไปหนึ่งสมัยประชุม มีแต่ความว่างเปล่า

ขณะเดียวกัน ในช่วง 4 เดือนของสภาฯชุดนี้ ก็ยังมีเรื่องราวฉาวโฉ่ที่กระทบต่อภาพพจน์และเกียรติภูมิของสภาผู้แทนราษฎร

โดยเฉพาะปัญหาทะเลาะวิวาทระหว่างนายการุณ โหสกุล ส.ส. กทม. พรรคพลังประชาชน กับนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์

แสดงพฤติกรรมเถื่อน โดดถีบ ด่าทอ ในสภาฯ

แม้ล่าสุด คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงได้รายงานผลการสอบสวนต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ระบุชัด

มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า นายการุณได้ทำร้ายร่างกายนายสมเกียรติจริง และมีการกล่าวถ้อยคำที่ไม่สุภาพอย่างยิ่งจริง

แต่ก็ไม่มีบทลงโทษหรือมาตรการใดๆกับ ส.ส.ที่แสดงพฤติกรรมเถื่อน

แถมยังมีความพยายามจาก ส.ส.ในพรรคเดียวกันออกมาปกป้อง ในทำนองอยากให้เรื่องนี้จบๆไป

เหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น

เหนืออื่นใด ในช่วง 4 เดือนของสภาฯชุดนี้ ยังมีปรากฏการณ์ที่สะเทือนต่อภาพพจน์ของฝ่ายนิติบัญญัติ

เมื่อนายยงยุทธ ติยะไพรัช โดนคดีใบแดง ต้องประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานสภาฯ ไปสู้คดีทุจริตเลือกตั้ง

เปิดช่องให้มีการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่

ซึ่งก็ปรากฏว่า นายชัย ชิดชอบ ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน พ่อของนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย

ได้รับเลือกจากที่ประชุมสภาฯให้เข้ามาทำหน้าที่ ประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ ควบตำแหน่งประธานรัฐสภา

แต่ผลจากการลงคะแนนโหวตเลือกประธานสภาฯครั้งนี้ ก็มีร่องรอยให้เห็นถึงความไม่พอใจของ ส.ส.ในพรรคพลังประชาชนเอง และพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรค

เพราะคะแนนเสียงที่ออกมา ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย

ส.ส.บางคนไม่มาร่วมโหวต ส.ส. 12 คน งดออกเสียง และมี ส.ส.ซีกรัฐบาลอีก 2 คน ลงคะแนนให้กับผู้ชิงตำแหน่งของฝ่ายค้าน

เหมือนเป็นการไม่ยอมรับคุณสมบัติและความเหมาะสมในการขึ้นเป็นประธานสภาฯของนายชัย

กลายเป็นความคุกรุ่นเล็กๆ ภายในพรรคร่วมรัฐบาล ด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อการโหวตในสภาฯตัดสินกันที่เกณฑ์ เสียงข้างมาก นายชัยก็ได้ก้าวขึ้นมาเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติสมใจนึก

ซึ่งก็เป็นการสะท้อนและตอกย้ำว่า

ใครมีเสียงข้างมาก ก็สามารถหักดิบเอาอะไรก็ได้

ไม่เว้นแม้แต่การเปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญ กฎหมายสูงสุดของประเทศ

ทั้งนี้ จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในห้วง 4 เดือนของสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ ทำให้สังคมมองว่า สภาฯไม่มีผลงาน

มีภาพออกมาในโทนขี้ริ้วขี้เหร่ ขาดความสง่างาม

โดยเฉพาะในเรื่องตัวบุคคลที่ก้าวเข้ามาทำหน้าที่ ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภาในห้วง 4 เดือน ที่เริ่มต้นจากนายยงยุทธ ผ่านมาถึงนายชัย

ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ทำไมถึงได้เกิดเหตุการณ์ อย่างนี้

“ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” ขอชี้ว่า การที่พรรคพลังประชาชน ส่งนายยงยุทธเข้ามาเป็นประธานสภาฯในช่วงเริ่มต้นของสภาฯชุดนี้

ก็เพราะเขาเป็นขุนพลคู่ใจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

เป็นบุคคลที่ “นายใหญ่” ไว้เนื้อเชื่อใจในความภักดี

ที่สำคัญ นายยงยุทธไม่ได้เป็นอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ไม่ติดล็อกบ้านเลขที่ 111

จึงถูกส่งเข้ามาเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อคุมเกมสำคัญที่เป็นยุทธศาสตร์หลักของ “ทักษิณ” ในรัฐสภา

นั่นก็คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

แต่บังเอิญการทำหน้าที่ของนายยงยุทธต้องสะดุดเพราะเจอคดีใบแดง แม้คดียังไม่สิ้นสุด แต่เมื่อศาลฎีการับฟ้องก็ต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว

ส่งผลให้การทำหน้าที่ของนายยงยุทธในการคุมเกมยุทธศาสตร์ แก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องสะดุดไปด้วย

ในที่สุดจึงต้องประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานสภาฯ เพื่อเปิดทางให้มีการเลือกประธานสภาฯคนใหม่ เข้ามารับไม้ต่อในการคุมเกมแก้ไขรัฐธรรมนูญ

สำหรับนายชัยที่ก้าวเข้ามาเป็นประธานสภาฯคนใหม่ ก็ไม่ใช่คนอื่นไกล เป็นพ่อของนายเนวิน ขุนศึกมือขวาของ “ทักษิณ”

แต่เมื่อนายเนวินติดล็อกบ้านเลขที่ 111 ต้องอยู่นอกวงจร สภาฯ จึงส่งพ่อเข้ามารับหน้าที่สำคัญนี้แทน

ทีมของเราขอบอกว่า สถานการณ์มาถึงวันนี้ ชัดเจนว่า

ยุทธศาสตร์หลักของ “ทักษิณ” ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อล้างคดีและทวงขุมทรัพย์คืน ต้องเดินหน้าต่อไป

เพราะในช่วงปีกว่าที่ผ่านมา เขาถือว่า เขาโดนกระทำ

มาถึงวันนี้ เมื่อมีอำนาจเสียงข้างมาก คนในเครือข่ายได้อำนาจรัฐกลับคืนมา

จึงต้องใช้วิธีแก้ไขกฎหมายสูงสุด เพื่อปลดล็อกทุกสิ่งทุกอย่าง

นี่คือยุทธศาสตร์เร่งด่วน ที่ต้องเร่งทำให้สำเร็จ

แต่ขณะเดียวกัน ในห้วงเวลานี้ประเทศเรากำลังเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจ ราคาน้ำมันพุ่งกระฉูดต่อเนื่อง ข้าวยากหมากแพง กระทบปัญหาปากท้อง ชาวบ้านเดือดร้อนไปทั่ว

ทั้งนี้ การที่ผู้ถืออำนาจรัฐและมีเสียงข้างมากในสภาฯ มองเรื่องเร่งด่วนในการแก้ปัญหาไปคนละทาง

โดยเน้นไปที่ยุทธศาสตร์แก้ไขรัฐธรรมนูญของ “นายใหญ่” เป็นหลัก

ให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาให้ชาวบ้าน เป็นเรื่องรอง

ตรงนี้แหละ คือปมเหตุที่ทำให้ไร้ผลงาน

และเป็นการบั่นทอนความศรัทธาของประชาชน

ส่วนในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แน่นอนอยู่แล้ว ใครกุมเสียงข้างมากได้ ก็สามารถหักดิบได้

แต่ก็ถือเป็นการบ้านของคน 60 ล้านคนว่า

ให้ความสำคัญกับเรื่องคุณธรรม จริยธรรม ความซื่อสัตย์ สุจริต และการแก้ไขปัญหาโดยหลักกฎหมาย มากน้อยแค่ไหน

มีมุมมองต่อการได้มาและการใช้อำนาจของเสียงข้างมากอย่างไร

ถ้าคำนึงถึงคุณธรรม จริยธรรม ความซื่อสัตย์ สุจริต และหลักกฎหมาย

ก็คงต้องรู้สึกกระอักกระอ่วนกับเกมแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้.

"ทีมการเมือง"

ผบ.สส.ชี้ตร.ต้องเร่งสอบข้อมูล "บิ๊กจิ๋ว"

วันที่ 18 พ.ค. พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่ามีกลุ่มคนพยายามจัดตั้งสาธารณรัฐ โดยการล้มปืน ล้มทุน ล้มเจ้าว่า เรื่องนี้ถือเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะต้องเข้าไปตรวจสอบหาข้อเท็จจริง ในส่วนของตนและ ผบ.เหล่าทัพ เราก็กำลังดูอยู่เหมือนกันแต่สิ่งที่เราทำได้ในตอนนี้ก็คือการรณรงค์ให้ประชาชนทุกคนเชิดชูสถาบันให้มากขึ้น สิ่งที่ พล.อ.ชวลิตพูดมานั้น ตนได้ฟังมาบ้างเหมือนกัน คิดว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบคงจะต้องดำเนินการ ในส่วนของทหารกำลังให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง คนกลุ่มนั้นถือเป็นกลุ่มเล็กๆ เมื่อเทียบกับคนหมู่มากที่เคารพนับถือสถาบัน คน 99% ตนเชื่อว่ามีความจงรักภักดี

ชี้มีความพยายามคิดจ้องล้มสถาบัน

เมื่อถามว่ากลุ่มคนเล็กๆที่มีความคิดเช่นนั้นต้องไม่ใช่บุคคลธรรมดา ต้องมีเงิน อำนาจ อิทธิพล กังวลหรือไม่ว่าเขาจะใช้สิ่งเหล่านั้นในการแทรกซึมชักจูงประชาชนให้คล้อยตามจากกลุ่มเล็กๆ จนกลายเป็นกลุ่มใหญ่ พล.อ. บุญสร้างตอบว่า มีคนที่พยายามทำเช่นนั้น คนที่ไม่ดี เราทุกคนต้องช่วยกันดูแลในสิ่งที่เราเคารพเชิดชูกันมาตั้งแต่ บรรพบุรุษ เมื่อถามว่า เหตุการณ์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องธงชาติไทย สถานีโทรทัศน์ที่ออกรายการการล้มล้างระบบกษัตริย์ของเนปาล อังกฤษ เป็นสิ่งยืนยันได้หรือไม่ พล.อ.บุญสร้างตอบว่า บางคนมีความคิดที่แตกต่างกัน เราไม่รู้ว่าใครคิดอย่างไร ถึงรู้บางครั้งก็พูดไม่ได้ เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ 99% อยู่ฝ่ายสถาบัน เราต้องช่วยกันสร้างความเป็นปึกแผ่น แล้วจะไม่มีอะไรมาทำลายได้ ส่วนที่เหลือ กลุ่มเล็กๆนั้นเราต้องไม่ประมาท อย่าประมาท เมื่อถามว่า มีความคิดเห็นอย่างไร ต่อคำปาฐกถาของนายจักภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักงานนายกรัฐมนตรี พล.อ.บุญสร้างตอบว่า ตนเป็นทหาร ไม่ใช่ศาลที่จะไปวิ่งไล่ตัดสินใครได้ ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเขาดำเนินการกันไป พูดมากไปก็ไม่ใช่เรื่องที่ดี ให้ทุกคนจับตาดูกันต่อไปและช่วยกันดูแลประเทศให้ดี

“จำลอง” ชี้มีเงื่อนไขปฏิวัติ

ทางด้าน พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ให้สัมภาษณ์ว่า ไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลจะนำการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาบรรจุในวาระของการเปิดประชุมสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณางบประมาณประจำปี 2552 เพราะไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ขณะที่ปัญหาปากท้องของประชาชนยังไม่ได้รับการแก้ไข ถ้าจะทำต้องถามความเห็นประชาชนส่วนใหญ่ หากมีการเสนอญัตติแก้รัฐธรรมนูญ ทางกลุ่มพันธมิตรฯจะยื่นถอดถอน ส.ส.ที่เสนอญัตติแก้รัฐธรรมนูญ และจะพิจารณาข้อเรียกร้องประชาชนที่เสนอมาว่าอยากให้พันธมิตรฯจัดการชุมนุมใหญ่ ส่วนกระแสข่าวปฏิวัตินั้น อย่าเชื่อว่าจะไม่มีการปฏิวัติ ถ้าการเมืองและประชาชนไม่เข้มแข็ง มีโอกาสเป็นไปได้ ตลอด และรัฐบาลไม่ควรเพิ่มเชื้อในการปฏิวัติ สมัยที่ทหารยึดอำนาจ 19 ก.ย. 49 ก็มี เงื่อนไขอย่างหนึ่ง และตอนนี้ก็มีเงื่อนไขแปลกๆมามากมายไปหมด ทั้งการหมิ่นเบื้องสูง และการแก้รัฐธรรมนูญ

ตระกูลชินวัตรทำพิธีสืบชะตาที่นครศรีฯ

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ จ.นครศรีธรรมราช นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ศึกษาธิการ พร้อมด้วยนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ภริยา นางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และครอบครัวชินวัตร เดินทางไปที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ถนนราชดำเนิน ต. ในเมือง อ.เมืองนครศรีธรรมราช เข้านมัสการองค์พระธาตุเจดีย์ นมัสการรูปปั้นองค์จตุคามรามเทพภายในวัด และทำพิธีแห่ผ้าขึ้นธาตุ จากนั้นได้เดินทางไปยังศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช ทำพิธีสักการะศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาลหลักเมือง ในเวลาต่อมาคณะของนายสมชายเดินทางไปยังวัดเขาขุนพนม อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ในจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อทำพิธีสืบชะตาต่อหน้ารูปปั้นองค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่ประดิษฐานอยู่ในถ้ำเขาขุนพนม บริเวณวัดเขาขุนพนม ทั้งนี้ ในพิธีได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้อาวุธปืนเอชเค 33 ยิงเอาฤกษ์เอาชัยจำนวน 19 นัด บริเวณศิลาจารึกการประกาศอิสรภาพของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช