WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, May 19, 2008

วันนี้เป็นวันวิสาขบูชา

วันนี้เป็นวันวิสาขบูชา ตรงกับวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ของสมเด็จพระบรมศาสดา

เป็นวันสำคัญสูงสุดของพุทธศาสนิกชนชาวไทย ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรชาวพุทธถึง 95 เปอร์เซ็นต์

เช่นเดียวกับชาวพุทธทั่วโลกที่ยึดถือวันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญทางศาสนาพุทธกันอย่างพร้อมเพรียง

แม้แต่องค์การสหประชาชาติก็ได้ ประกาศยกย่องให้วันขึ้น 15 คํ่า เดือน 6 ของทุกปี เป็น “วันวิสาขบูชาโลก” ให้เป็นวันสำคัญสากล ตั้งแต่ พ.ศ.2542 เป็นต้นไป

และได้กำหนดให้วันวิสาขบูชาเป็นวันหยุดของสหประชาชาติประจำปี

“แม่ลูกจันทร์” ยํ้าประเด็นนี้เพื่อให้พี่น้องชาวพุทธมีความภาคภูมิใจว่าพระพุทธศาสนาไม่ใช่เป็นศาสนาเฉพาะ ชาวเอเชีย

แต่เป็นศาสนาสากลที่ได้รับการนับถือศรัทธาจากสังคมโลกทั้งมวล!!

ข้อสำคัญ ไม่มีศาสนาใดที่เข้าถึงต้นเหตุของความทุกข์ และหนทางดับทุกข์ได้อย่างวิเศษเท่าพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา

ศาสนาพุทธเป็นหลักปรัชญาสากลที่สามารถพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติอย่างแท้จริง!!

ชาวพุทธทุกคนควรปลื้มใจว่าการอยู่ภายใต้ร่มเงาแห่งพระบวรพุทธศาสนา เป็นทางเลือกที่ประเสริฐสุดของมนุษยชาติทั้งปวง

แต่ที่น่าปลื้มใจยิ่งกว่าคือ การที่ที่ประชุมชาวพุทธทั่วโลกได้มีมติเป็นเอกฉันท์เลือกประเทศไทยเป็น “ศูนย์กลางศาสนาพุทธโลก” อย่างเป็นทางการ

การได้รับความเชื่อมั่นจากพี่น้อง ชาวพุทธทั่วโลกให้เมืองไทยเป็นศูนย์กลาง จึงเป็นภารกิจสำคัญของชาวไทยที่ต้อง สืบสานพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนเข้มแข็ง ตลอดไป

แต่ก็น่าเสียดายที่คนไทยส่วนใหญ่ ซึ่งอยู่ในดินแดนอันเป็นศูนย์กลางศาสนา พุทธโลกยังไม่ “เข้าถึง” หลักธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้

คือเป็นชาวพุทธแต่เปลือกเท่านั้นเอง

เมื่อมีวันสำคัญทางศาสนา ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลวิสาขบูชา มาฆบูชา อาสาฬหบูชา ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า เข้าพรรษา ออกพรรษา ฯลฯ คนไทยก็เข้าวัด ตักบาตรทำบุญ ฟังเทศน์ เวียนเทียน ฯลฯ ตามประเพณี

แต่ไม่ได้น้อมนำหลักธรรมคำสอนของพระบรมศาสดาไปปฏิบัติบูชา

ทั้งๆที่หลักคำสอนซึ่งเป็นหัวใจของศาสนาพุทธมีเพียง 3 ข้อคือ...1, ทำความดี 2, ละเว้นความชั่ว 3, ทำจิตใจให้แจ่มใสเบิกบาน

ใครปฏิบัติได้ทั้ง 3 ข้อนี้ จะพ้นทุกข์แน่นอน!!

แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง การทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้แจ่มใสเบิกบาน สามารถปฏิบัติได้แค่ชั่วครั้งชั่วคราว

ยากแสนสาหัสที่จะปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตลอดไป

เพราะใจเรายังมีกิเลส คือ โลภะ โมหะ โทสะ เป็นเจ้าเรือน

ฉันใดก็ฉันเพล “แม่ลูกจันทร์” เองก็เหมือนกัน

ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเราขาด “ขันติ” ความอดกลั้นที่จะเอาชนะความทุกข์อย่างถาวร

พูดให้เป็นหลักธรรมคือ เรายังไม่เข้าถึง “มรรค 8” ซึ่งเป็นแนวทางที่เดินไปสู่ความดับทุกข์อย่างแท้จริง

เมื่อเรามีความทุกข์ แต่ไม่เดินเข้า ไปหาทางดับทุกข์ เราก็ยังไม่พ้นทุกข์ ฉะนี้แล

เมืองไทยศูนย์กลางศาสนาพุทธโลกจึงมีแต่ความวุ่นวาย มีแต่ความยุ่งยาก มีแต่ความขัดแย้ง มีแต่ความเกลียดชัง

สรุปว่าเมื่อเรายังดับทุกข์ไม่ได้ ก็พยายามอย่าเพิ่มทุกข์ให้ตัวเอง

แต่การปฏิวัติไม่ใช่วิธีดับทุกข์นะคุณโยม.

แม่ลูกจันทร์


ชักเล่นกันเปรอะแล้ว

เรื่องของความเชื่อมันห้ามกันไม่ได้ ศาสตร์ลี้ลับยากเกินพิสูจน์

กับภาพข่าวที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะน้องเขย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย “เจ๊แดง” นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวอดีตนายกฯทักษิณ และคนในตระกูลชินวัตร

เดินสายไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วเมืองนครศรีธรรมราช

นุ่งขาวห่มขาวทำพิธีบวงสรวงสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในฉลองพระองค์ชุดออกศึก ที่วัดเขาขุนพนม อำเภอพรหมคีรี

เสร็จพิธีแล้ว ตำรวจยิงปืนเอสเค 21 นัด จุดประทัดเสียงดังสนั่น

เบื้องต้นเลย คิวนี้เป็นหนึ่งในโปรแกรมทำบุญแก้บน 99 วัด เพื่อสะเดาะเคราะห์ให้อดีตนายกฯทักษิณ แทนเจ้าตัวที่ติดงานไม่สามารถเดินทางมาเองได้

และก็เป็นอะไรที่รีบแก้ข่าวกันทันทีทันควัน เมื่อมีข่าวหลุดออกมาในทำนองว่า ระหว่างทำพิธีได้มีการต่อสายถึงอดีตนายกฯทักษิณที่กรุงเทพฯ

มีส่วนร่วมกับช็อตสำคัญ

แต่นายสมชายยืนยัน การเดินทางทริปนี้ไม่ได้เกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณแต่อย่างใด เป็นการไหว้พระตามปกติ ในฐานะที่เป็นคนนครศรีธรรมราช

“ผมอยากจะขอความยุติธรรมในการนำเสนอข่าวด้วย ผมนั้นไหว้พระไหว้เจ้า แต่ ไม่ได้งมงายมากถึงขนาดต้องทำพิธีทรงเจ้า และให้โทรศัพท์คุยกับท่านทักษิณเหมือนที่เป็นข่าว และท่านทักษิณเองคงไม่งมงายถึงขนาดนั้น”

รีบเคลียร์ก่อนที่ประเด็นจะไหลไปไกล

ลึกขั้นที่คอลัมน์เคียงข่าวในหนังสือพิมพ์มติชน ได้ย้อนตำนานของเมืองนครศรีธรรมราชเชื่อกันว่า เขาขุนพนมเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ภายหลังจากสิ้นรัชกาลของพระองค์ มีผู้สันนิษฐานว่า พระเจ้าตากสินทรงมิได้ถูกประหารชีวิตด้วยท่อนจันทน์อย่างที่พงศาวดารกล่าวอ้าง

แต่ได้ทรงสับเปลี่ยนพระองค์กับพระญาติหรือทหารคนสนิท แล้วเสด็จมายังเมืองนครศรีธรรมราช ประทับอยู่ภายในถ้ำของวัดเขาขุนพนม และทรงใช้เป็นที่บำเพ็ญเพียรภาวนา ทรงบูรณะวัดขึ้นมาแล้วทรงผนวชเป็นพระภิกษุจนสวรรคตขณะจำพรรษา ณ วัดแห่งนี้

ประวัติศาสตร์ยาวนาน 200 กว่าปี

สารพัดตำนานที่เล่าลือกันต่างๆนานา

แต่ในเมื่อเรื่องของความเชื่อมันห้ามกันไม่ได้ ตราบใดที่ศาสตร์ลี้ลับยังไม่มีการพิสูจน์ มาถึงวันนี้ ก็ยังมีคนปักใจอยู่กับเรื่องของการ “กลับชาติ”

“ทักษิณ” ส่งทีมบวงสรวงพระเจ้าตากสินมหาราช เสริมบารมี เชื่อว่าอีกไม่นานจะมีหมอดูหรือไม่ก็ซินแสออกมาถอดรหัส ไขปริศนาทำนายกัน

ที่แน่ๆในขณะที่น้องเขยและน้องสาวเดินสายทำบุญสะเดาะเคราะห์ แทน อยู่ที่กรุงเทพฯอดีตนายกฯทักษิณในฐานะประธานสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้และครอบครัวพร้อมด้วยนักการเมืองสมาชิกบ้านเลขที่ 111 และนักธุรกิจใน แวดวงใกล้ชิดไปนั่งชมฟุตบอลนัดพิเศษระหว่างสโมสรเรือใบสีฟ้ากับรวมดาราไทยลีก

แม้ผลจะออกมาพลิกล็อก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พ่ายหมดรูป 3 ต่อ 1 แต่ “ทักษิณ” ยิ้มหน้าบาน เพราะนั่งอยู่ท่ามกลางเสียงเชียร์ ของแฟนคลับกระหึ่มสนาม อยากให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีของคนจนอีกครั้ง

เช็กคะแนนยังไม่ตก

ต่างกับเรตติ้งของนายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ส่อเค้าอาการร่อแร่จากข้อหา “ทัศนคติที่เป็นอันตราย” นอกจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะเร่งเครื่องยื่นถอดถอน พันธมิตรม็อบไล่ “ทักษิณ” ฮึ่มๆยกเป็นเงื่อนไขเปิดทางให้ปฏิวัติ

แม้แต่คนในค่ายเดียวกัน ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน ยังออกมาไล่บี้ หากเคลียร์เรื่องหมิ่นเหม่แล้วสังคมยังไม่เชื่อ “จักรภพ” ต้องพิจารณาตัวเอง

ตัดตอนก่อนลามถึงพรรค

แต่ก็เป็นอะไรที่ต้องเงี่ยหูฟังกันให้ดี และไม่จำกัดว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ในฐานะคนที่ยืนอยู่ตรงกลางได้นิ่งกว่าใคร ล่าสุด พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ออกมาเรียกร้องเชิงวิงวอนกลุ่มบุคคลอย่านำสถาบันเบื้องสูงไปกล่าวอ้างสร้างความชอบธรรมในการเคลื่อนไหวทางการเมือง

“ถ้าเป็นไปได้อยากให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการอ้างอิงถึงสถาบัน เพราะไม่ใช่เรื่องทำให้เกิดความสามัคคี หรือช่วยให้เกิดการแก้ ปัญหาของบ้านเมืองได้ เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละคน”

สะกิดกันนิ่มๆ ชักจะเล่นกันเปรอะไปแล้ว.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน


สุนัย ระบุ ส.ส.พปช.อึดอัดบทบาท ร.ท.กุเทพ

กรุงเทพฯ 18 พ.ค.- “สุนัย จุลพงศธร” ยอมรับ ส.ส.พปช.อึดอัดกับการวางตัวของ “ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง” ยันการให้ความเห็นกรณี “จักรภพ” ไม่ใช่ความเห็นพรรค

นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประชาสัมพันธ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ขณะนี้สังคมกำลังเข้าใจผิด ว่าจะมีการเปิดประชุมสมัยวิสามัญฯ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งที่ความจริงเป้าหมายหลักของการเปิดประชุมสมัยวิสามัญฯ คือการพิจารณางบประมาณ ปี2552 และยังมีกฎหมายอีกหลายฉบับที่จะต้องออกให้ครบตามที่รัฐธรรมนูญปี 2550 กำหนดไว้ หากมีเวลาเหลือจึงจะยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 พ่วงเข้าไปเท่านั้น

“ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาเทียบเคียงกับร่างที่ประชาชนเสนอมาให้มากที่สุด และเวลาก็ไกลเกินกว่าจะแก้ไขให้ทันเรื่องการยุบพรรคและช่วย พ.ต.ท.ทักษิณแล้ว จึงพิสูจน์ได้ว่าไม่เกี่ยวข้องกัน เชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญคงไม่สามารถทำให้เสร็จได้อย่างรวดเร็ว เพราะมีตัวแปรอีกมาก” นายสุนัย กล่าว

กรณีนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีถูกกล่าวหาหมิ่นสถาบันจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญมีอุปสรรคหรือไม่ นายสุนัย กล่าวว่า เป็นเพียงการนำเรื่องของบุคคลมาอ้าง เพื่อต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นสะพานไปถึงรัฐบาลให้ได้ เมื่อถามว่า ดูเหมือนพรรคพลังประชาชนจะโดดเดี่ยวนายจักรภพ นายสุนัย กล่าวว่า วันนี้ ส.ส.ในพรรครู้สึกอึดอัดกับการวางตัวของ ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชนอย่างมาก คำพูดของ ร.ท.กุเทพไม่ใช่ความเห็นของพรรค เพราะ ส.ส.ในพรรคไม่ได้เป็นห่วงอย่างที่ ร.ท.กุเทพ วิตก เนื่องจากรู้ว่าเรื่องดังกล่าวเป็นแผนทางการเมืองพยายามโจมตีทุกวิถีทาง

“ขอให้ประชาชนอย่าวิตกกังวลกับเรื่องนี้ เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญถือเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่จะทำได้ พรรคพลังประชาชนมีภาระที่เคยให้สัญญากับประชาชนไว้ช่วงเลือกตั้งว่าจะเข้ามาแก้ไขรัฐธรรมนูญ พรรคพลังประชาชนยึดถือสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันสูงสุด จะไม่มีการแตะต้องอย่างแน่นอน” นายสุนัย กล่าว. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-18 17:50:27


ครป.-พันธมิตรฯ ยืนยันชุมนุมใหญ่หากเสนอร่างแก้ไข รธน.

กรุงเทพฯ 18 พ.ค. - นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ยืนยันว่า หากมีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจากฝ่ายใดในช่วงการเปิดสภาสมัยวิสามัญ ทาง ครป. และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยังยืนยันในจุดยืนเดิมว่า จะมีการเข้าชื่อถอดถอน ส.ส.ที่ร่วมลงชื่อเสนอญัตติและจะจัดชุมนุมใหญ่ เพราะเห็นว่าการเปิดสภาสมัยวิสามัญเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นสิ่งที่ไม่ชอบ นอกจากนี้ ครป.ขอประณามสภาผู้แทนราษฎร ที่จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถตั้งคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาได้ รวมทั้งยังไม่สามารถตรากฎหมาย เพื่อรองรับรัฐธรรมนูญปี 2550 ได้แม้แต่ฉบับเดียว ทำให้ประชาชนเสียโอกาสที่จะเข้าสิทธิและสวัสดิการต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญเป็นอย่างมาก . - สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-05-18 17:43:35



แนะสื่อยึดมั่นในวิชาชีพท่ามกลางปัญหาการแบ่งพวก

กรุงเทพฯ 18 พ.ค. – นักวิชาการเรียกร้องให้สื่อยึดมั่นในวิชาชีพอย่างมั่นคง ในสถานการณ์ที่สังคมเกิดการแบ่งพวก ไม่เช่นนั้นประเทศจะไม่มีทางออก “นิธิ เอียวศรีวงศ์” วอนสื่อปฏิวัติการนำเสนอข่าวใหม่ ขยายพื้นที่ระหว่างกลางของสองขั้วมากขึ้น

ในการเสวนาเรื่อง “ส่องกระจกบทบาทสื่อในสถานการณ์ความขัดแย้ง” ซึ่งจัดขึ้นโดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นายนิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ได้เรียกร้องให้สื่อมวลชนยึดมั่นในหลักการวิชาชีพของตนเองอย่างมั่นคง เพราะสภาพสังคมไทยในปัจจุบัน กำลังเกิดความขัดแย้งที่มีลักษณะประหลาด คือ ไม่ใช่ความขัดแย้งในเรื่องของประเด็น แต่เป็นลักษณะการแบ่งพวก ซึ่งทำให้คนที่อยู่ตรงกลาง รวมทั้งสื่อทำงานค่อนข้างลำบาก เพราะไม่ว่าจะเสนอข่าวอะไรจะถูกมองว่าเป็นพวกนั้นพวกนี้ตลอดเวลา ทั้งที่อาจไม่ได้ตั้งใจว่าจะเป็นพวกไหน

“สังคมไทยในปัจจุบัน กำลังเป็นสังคมที่เป็นอัมพฤกษ์ เพราะจะเคลื่อนตัวหรือเคลื่อนไหวอะไรก็ไม่สะดวก จะถูกมองว่าเป็นพวกนั้นพวกนี้ตลอด ดังนั้น ในสถานการณ์เช่นนี้จึงอยากให้สื่อยึดมั่นในหลักการวิชาชีพของตนเองอย่างมั่นคง ไม่เช่นนั้นสังคมไทยจะไม่มีทางออก” นายนิธิกล่าว

นายนิธิ ยังเห็นว่า การนำเสนอข่าวของสื่อในปัจจุบัน ไม่ได้ส่งเสริมให้เกิดการรับรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ในบ้านเมืองเท่าที่ควร และเห็นว่าปัญหามาจากบรรณาธิการหรือเจ้าของสื่อที่คิดว่า การนำเสนอข่าวเช่นในปัจจุบันสามารถขายได้ แต่ตนคิดว่าไม่จริง โดยเห็นว่าขณะนี้คนไทยกำลังหิวกระหายกับความรู้ ว่ามีอะไรคืบหน้าในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวเขาบ้าง เช่น นโยบายข้าวที่ดีที่สุดควรเป็นอย่างไร มากกว่าคำสัมภาษณ์ของคนนั้นคนนี้ ซึ่งไม่ได้ให้ความรู้เพิ่มขึ้น นอกจากความสะใจ ดังนั้น จึงอยากให้ผู้สื่อข่าวไปทำสงครามกับบรรณาธิการหรือเจ้าของสื่อ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการนำเสนอข่าว เพื่อเพิ่มพื้นที่ตรงกลางให้มากขึ้น แทนที่จะนำเสนอข่าวของพวกนั้นพวกนี้

“วันนี้ หากเราไม่อ่านหนังสือพิมพ์สักเดือนหนึ่ง แล้วกลับไปอ่านอีกที ถามว่าจะรู้อะไรเพิ่มขึ้นหรือไม่ ผมว่าไม่ เหมือนกับฟังคุณสมัคร (สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี) ไม่ว่าคุณสมัครจะพูดหรือไม่พูดอะไรก็แล้วแต่ หากไม่ฟังสัก 5 อาทิตย์ แล้วไปฟังใหม่อีกที มันก็ซ้ำกับที่ฟังไปครั้งที่แล้ว เพียงแต่ประเด็นที่ยกมาพูด อาจคนละเรื่องกัน แต่ไม่ได้ความรู้อะไรเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ถ้าผมเป็นนักธุรกิจ ผมจะไม่รับสื่อเพราะทำให้เสียเวลา เนื่องจากไม่สามารถทำให้ผมเข้าใจสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองรอบข้างเพิ่มพูนขึ้น จนพอที่ผมจะวางแผนยุทธศาสตร์ทางธุรกิจของผมได้” นายนิธิ กล่าว

ด้าน นายชัยวัฒน์ สถาอานันท์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวเช่นกันว่า การแบ่งพวกที่เกิดขึ้นในปัจจุบันถือเป็นปัญหาใหญ่ เพราะสังคมถูกบังคับให้เลือกพวก ดังนั้น สื่อจะต้องมีความเป็นมืออาชีพสูง เป็นสื่อที่มีมารยาท ไม่ทำให้คนเกลียดกันหรือฆ่ากัน เพราสื่อถือเป็นอาวุธทางการเมืองอย่างหนึ่ง ที่อาจส่งเสริมให้ความขัดแย้งขยาบยวงกว้างขึ้นได้ เห็นได้จากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศรวันดา ที่มีการฆ่ากันตายถึง 5 แสนคนภายใน 2 เดือน ซึ่งสื่อก็มีส่วนที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการฆ่ากันดังกล่าว. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-18 13:00:54

“นพดล” โต้ข่าวทาบทาม พล.อ.ชวลิตเป็นนายกรัฐมนตรีแทน เชื่อเป็นข่าวเสื้ยมให้พรรคแตกแยก

พรรคพลังประชาชน 18 พ.ค. - “นพดล” โต้ข่าวทาบทาม พล.อ.ชวลิตเป็นนายกรัฐมนตรีแทน เชื่อเป็นข่าวเสื้ยมให้พรรคแตกแยก ทำให้รัฐบาลทำงานยากขึ้น ชี้ พล.อ.ชวลิต ไม่ได้เป็น ส.ส. จะเป็นนายกฯได้อย่างไร

นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกระแสข่าวการทาบทาม พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี เข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แทนนายสมัคร สุนทรเวช ว่าไม่เคยได้ยินเรื่องนี้ ตนเห็นว่ากรณีดังกล่าวควรไปถามกับ พ.ต.ท.ทักษิณเอง สำหรับความเห็นส่วนตัวเชื่อว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะพรรคยังมีความมั่นใจในตัวนายสมัคร สุนทรเวช ประกอบกับ พล.อ.ชวลิตไม่ได้เป็น ส.ส.จึงไม่สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ตนมองว่าข่าวที่ออกมาเช่นนี้ เป็นการเสี้ยมทำให้พรรคพลังประชาชนเกิดความแตกแยก

"ตอนนี้ใช้วิธีปลุกระดมเพื่อก่อให้เกิดความไม่ไว้ใจซึ่งกันและกันทำให้การทำงานของรัฐบาลมีความยากลำบากมากขึ้น " นายนพดล กล่าว

ส่วนกรณีที่เคยมีผู้เสนอทฤษฏี ล้มปืน ล้มทุน ล้มเจ้า นายนพดล กล่าวว่า ตนเห็นว่าผู้ที่ออกมาเสนอทฤษฏีอะไรขอให้ความความรับผิดชอบ ประเทศไทยมีระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คนไทยมีความจงรักภักดีเท่ากันทุกคน ตนไม่อยากเห็นการเสนอความเห็นที่กระทบกับสถาบันชาติศาสนาและพระมหากษัตริย์ ส่วนตัวเชื่อว่าคงไม่มีใครกล้าที่จะล้มล้างสถาบันได้ . - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-18 12:18:37


ยงยุทธหวังกระบวนการยุติธรรมเป็นที่พึ่งสุดท้าย

สำนักงานสหประชาชาติ 18 พ.ค.-“ยงยุทธ ติยะไพรัช” ปฏิเสธพูดถึงข้อกล่าวหาทุจริตเลือกตั้งเชียงราย แต่หวังกระบวนการยุติธรรมเป็นที่พึ่งสุดท้าย พร้อมอโหสิกรรมให้ทุกฝ่าย แต่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะยุติบทบาททางการเมืองหรือไม่

นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมาร่วมในพิธีฉลองวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลกประจำปี 2551 ที่สำนักงานสหประชาชาติ กล่าวถึงการต่อสู้คดีทุจริตการเลือกตั้งจังหวัดเชียงราย โดยเชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมจะเป็นที่พึ่งสุดท้าย และไม่ขอวิพากษวิจารณ์ประเด็นข้อกล่าวหาต่าง ๆ เพราะจะถูกมองเป็นการชี้นำ อย่างไรก็ตาม พร้อมอโหสิกรรมให้ทุกฝ่าย และขออย่านำความได้เปรียบทางข้อกฎหมายมาดำเนินคดี เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นตนก็คงลำบาก

“อย่าพยายามนำสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากกษัตริย์มาเป็นตัวปลุกเร้า เพราะในอนาคต หากความจริงถูกนำมาเปิดเผย ทุกคนจะเสียใจ วันนี้ผมขอเป็นเหยื่อความขัดแย้งคนสุดท้าย และจะใช้เวลาในช่วงนี้ทำประโยชน์ให้ศาสนาและสิ่งแวดล้อม ที่ผ่านมา ได้ไปบรรยายตามวัดต่าง ๆ และให้ความรู้ทางด้านสิ่งแวดล้อม” นายยงยุทธ กล่าว

อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ยังให้ความเห็นการเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ของ นายชัย ชิดชอบ ว่าไม่ขอวิจารณ์แต่ขอให้กำลังใจ ทั้งนี้ การทำหน้าที่ประธานในตำแหน่งใด ๆ ก็ตาม จะมีคน 2 ฝ่ายประชุมร่วมกัน ดังนั้น การมองเรื่องความเป็นกลางคงมีได้ยาก ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน

“ที่ผ่านมา ผมเคยประกาศไว้แล้วว่า ผมไม่มีความทะเยอทะยาน แต่เมื่อเกิดภาวะคับขันกับเพื่อน พี่น้อง พรรคการเมืองเดิมก็ถูกยุบ แต่หลายคนมองว่าผมมีประสบการณ์และสามารถทำงานได้ และให้โอกาสเข้ามาทำงาน แต่เมื่อต้องออกไปก็พร้อมจะยุติ ยอมรับว่าหลายคนยังไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของผม ซึ่งก็ทำให้รู้สึกเสียใจ เพราะบางคนเมื่อเจอกันแล้ว ไม่เชื่อว่าคนนี้คือยุทธ ตู้เย็น อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะยุติบทบาททางการเมืองเมื่อใด แต่ที่ผ่านมาได้ทำทางลงไว้ให้กับตนเองอยู่เสมอ” นายยงยุทธ กล่าว . - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-18 12:06:04




รุมยำ‘จำลอง’ยุทหารปฏิวัติ

* ส่อผิดกฎหมายอาญา ม.114-116
รุมยำ “จำลอง ศรีเมือง” ลืมอุดมการณ์ประชาธิปไตย เปิดเผยตัวตนที่แท้ฝักใฝ่เผด็จการ ชี้เป็น “โมฆบุรุษ” เพราะเกียรติภูมิที่เคยต่อสู้ในอดีตกลายเป็นความสูญเปล่า ระบุออกมาปูดประเด็นรัฐประหารเหมือนเป็นการดูถูกประชาชน เหยียบย่ำกองกระดูกวีรชนเดือนพฤษภา นักวิชาการ-นักกฎหมาย ระบุการออกมาขวางแก้ รธน. และการออกมาปูดข่าวปฏิวัติสร้างความสับสนในบ้านเมือง ส่อเข้าข่ายผิดกฎหมายอาญาตั้งแต่มาตรา 114-116 มีสิทธิ์ติดคุกหัวโต

ท่ามกลางกระแสความสับสนทางการเมือง อันเนื่องจากมีคนบางกลุ่มพยายามดึงฟ้าต่ำ และพยายามปล่อยข่าวปฏิวัติอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งที่ล่าสุด พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ออกมาระบุสอดคล้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ว่าการปฏิวัติยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้ตลอด รวมถึงมีการตีความกันว่าส่อเป็นการยั่วยุให้เกิดการยึดอำนาจ นั้น

กรณีดังกล่าวได้กลายเป็นประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงความเหมาะสม และเจตนาที่อาจจะส่งผลถึงความวุ่นวายในบ้านเมือง ไปจนถึงประเด็นที่ส่อว่าการกระทำในลักษณะดังว่านั้น อาจจะมีความผิดเกี่ยวข้องกับกฎหมายที่เกี่ยวกับความมั่นคง

เมื่อบ่ายวันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา ก่อนเปิดเวทีสัมมนา “รำลึก 16 ปี พฤษภาทมิฬ” ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ นพ.เหวง โตจิราการ นพ.สันต์ หัตถีรัตน์ ครูประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ แกนนำสมาพันธ์ประชาธิปไตย ได้ร่วมกันแถลงข่าวตอบโต้ พ.ต.จำลอง ที่อออกมาพูดดังกล่าว

ชี้ธาตุแท้ “จำลอง” ใฝ่เผด็จการ
นพ.สันต์ กล่าวว่าในฐานะอดีตประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตยคนแรก ต้องบอกว่าสมาพนัธ์ประชาธิปไตยก่อตั้งขึ้นในช่วงเหตุการณ์ พฤษภามิฬ 2535 เพื่อต่อต้านเผด็จการทหารในยุคนั้น ร่วมกับประชาชนมือเปล่าๆ ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง ที่ปัจจุบันกรรมการของสมาพันธ์ฯ มีเหลือยู่เพียง 4 คน ที่ยังยืนหยัดต่อสู้กับเผด็จการ ขณะที่อีก 3 คน ได้เปลี่ยนสี ลอกคราบตัวเองในช่วงก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ออกมาให้เห็นแล้วว่า แท้จริงคือเผ็จการ และขณะนี้ก็ยังพยายามยั่วยุให้เกิดการรัฐประหารขึ้นอีกครั้ง ซึ่งประชาชนทุกคนจะยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้ รวมทั้งจะไม่ยอมให้ วีรชนพฤษภาทมิฬ ที่ยอมเสียสละชีวิตต่อสู้กับเผด็จการต้องสูญเปล่า

ด้านครูประทีป กล่าวว่า 16 ปี หลังเกิด พฤษภาทมิฬ การเรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชนได้ทำให้เกิดรัฐบาลที่เข้มแข็ง สามารถแก้ไขปัญหาของคนยากคนจนได้ แต่การที่ พล.ต.จำลอง ออกมายั่วยุให้เกิดการรัฐประหารขึ้นอีกครั้ง เป็นการเปิดเผยธาตุแท้และตัวตนออกมาแล้วว่า เป็นเผด็จการ ที่กำลังปกปกป้อง รธน. 2550 ที่เต็มไปด้วยกับดักมากมาย อาทิเช่น การจัดตั้งองค์กรอิสระที่ไม่ชอบมาพากล หรือแม้กระทั่งการได้มาซึ่ง ส.ว. ที่มาจากการลากตั้ง

ติงหยุดเหยียบย่ำกระดูกวีรชน
ขณะที่ นพ.เหวง เสริมว่า การออกมาพูดให้เกิดการรัฐประหารของ พล.ต.จำลอง ถือเป็นทรราชย์อำมาตยาธิปไตย ซึ่งอยากจะถามกลับว่า
1. การที่ พล.ต.จำลอง ออกมาบอกว่า ประชาชนคนไทยยังไม่เข้มแข็ง แท้จริงแล้วใครกันแน่ที่ไม่เข้มแข็ง ซึ่งน่าจะเป็นตัวของ พล.ต.จำลอง มากกว่า เพราะปัจจุบันประชาชนทุกหมู่เหล่าได้แสดงออกให้เห็นแล้ว ด้วยการอออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย พร้อมให้ยกเลิก รธน. 50 และนำเอา รธน.40 กลับมาใช้ใหม่
2. การออกมากล่าว พล.ต.จำลอง ในลักษณะดังกล่าว ถือเป็นการเหยียบย่ำประชาชนคนไทย
3. ยิ่งหนักขึ้นไปอีกคือ พล.ต.จำลอง กำลังเหยียบย่ำซากศพของวีรชน พฤษภาทิมฬ ที่เสียสละชีวิตเพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย และ
4. อยากบอก พ.ต.จำลอง ว่า ประเด็นการเมืองในขณะนี้ มีเพียงประเด็นเดียวคือ รธน.2550 ของทรราชเผด็จการ ต้องยกเลิกไป และเอา รธน. 40 ของประชาชนกลับมาใช้

จี้ “จำลอง”หยุดสร้างกระแสปฏิวัติ
ขณะเดียวกันในเวทีสัมมนา “รำลึก 16 ปี พฤษภาทมิฬ 35 ต่อต้านเผด็จการสร้างสานประชาธิปไตย” ที่จัดต่อเนื่องกันที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ก็ยังคงมีการพูดจากันในประเด็นดังกล่าวอย่างกว้างขวาง

โดย นพ.เหวง ระบุว่า การที่ พล.ต.จำลอง ออกมากล่าวเช่นนี้แสดงว่าเป็นคนทรราชย์ นิยมเผด็จการ รัฐประหาร จิตวิณญาณไม่เป็นประชาธิปไตย นอกจากนี้ยังกระทำการดูหมิ่นประชาชนและประเทศชาติ โดยการกล่าวหาว่า ประเทศไทยมีชุมชนที่ไม่เข้มแข็ง รวมถึงยังเป็นกรเหยียบย่ำวีรชนของคนเดือนพฤษภาทมิฬ จนหมดสิ้น จึงอยากจะเรียกร้องให้ พล.ต.จำลอง หยุดปลุกปั่นสร้างกระแส ให้เกิดการรัฐประหาร และหากประวัติศาสตร์ซ้ำรอยจริงๆ ตนเชื่อว่าประชาชนต้องออกมาต่อต้านเหมือนเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ 2535

โมฆบุรุษในระบอบประชาธิปไตย
“พล.ต.จำลองเป็นโมฆบุรุษในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยการเหยียบย่ำซากศพ และทำลายวีรกรรม และคุณงามความดีของวีรชนที่เสียเลือดเนื้อในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬจนหมดสิ้น โดยทำการหนุนให้เกิดการรัฐประหาร ทั้งที่ความจริงแล้วเกมทางการต่อสู่ทางการเมืองอย่างถูกต้องก็มีอยู่ ไม่ว่าจะร้ายแรงแค่ไหนก็ตาม ผมอยากเตือนว่า ให้คุณจำลองหยุดปลุกปั่น สร้างกระแสที่จะเกิดการรัฐประหาร เพราะประชาชนจะไม่ยอมก้มหัว และจะต่อต้านให้ถึงที่สุดเหมือนเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ” นพ.เหวงกล่าว

พร้อมทั้งย้อนถามกลับ พล.ต.จำลอง เคยเข้าไปศึกษาและทราบหรือไม่ว่า รธน.50 ได้บรรจุมาตรา 291 ที่อนุญาตให้ประชาชน 5 หมื่นชื่อกำหนดให้แก้ รธน.ได้ ส่วนการกล่าวอ้างที่ว่าการแก้รธน. จะทำให้เกิดรัฐประหารนั้น เป็นข้ออ้างของ “หมาป่ากับลูกแกะ” การแก้ รธน. ที่เกิดขึ้นเป็นการใช้สิทธิโดยชอบธรรม ทางกลุ่ม คพปร. ไม่มีเจตนาหรือฉีก รธน. เพราะว่าได้คง หมวด 1 และหมวด 2 ไว้ แล้วมาเปลี่ยนแปลงแก้ไขในหมวด 3 - 15 เพราะเล็งเห็นว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งการแก้ไขในครั้งนี้ เป็นไปตามครรลองของ

พวกอันธพาลขวางแก้รัฐธรรมนูญ
นพ.เหวง กล่าวต่อว่า การออกมาสนับสนุนรัฐประหารนั้นทำให้ประเทศล้าหลัง เพราะในรธน. 50 มาตรา 309 ระบุไว้ชัดเจนว่าการเกิดรัฐประหารเป็นสิ่งที่ชอบธรรม ซึ่งชี้ให้เห็นว่า การรัฐประหารเป็นสิ่งที่กระทำได้อย่างถูกต้อง ดังนั้น เพื่อรักษาเกียรติยศของประเทศชาติบ้านเมือง ทาง คพปร.จึงอยากให้มีการเร่งพิจารณาในเรื่องนี้

นพ.เหวง กล่าวอีกว่า การออกมาขัดขวางการแก้ รธน. เป็นเพียงเหตุผลของพวกอันธพาลทางการเมืองที่จ้องจะหาเรื่องใช้ความรุนแรง เป็นขบวนการปลุกปั่นให้เกิดรัฐประหาร โดยมีการโยงเรื่องของนายโชติศักดิ์ อ่อนสูง ที่ไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี และนายชาญวิทย์ จริยานุกูล ผู้ที่อยู่เบื้องหลัง เป็นผู้จัดทำเอกสารโจมตี พล.อ.เปรม ติณลสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ที่ควรจะปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม แต่ก็ยังนำมาปลุกปั่น สร้างกระแสทำลายผู้อื่น จงใจทำร้ายประชาชน จงใจให้เกิดรัฐประหารเหมือนเหตุการณ์ 6 ตุลา ที่ตอนนี้มีบางสื่อพยายามทำตัวเป็น “ดาวสยาม” และมีสถานีวิทยุบางคลื่นทำตัวเป็นสถานีวิทยุยานเกราะ

เฝ้าจับตาพฤติกรรม “จำลอง”
“ที่ พล.ต.จำลองออกมาอ้างว่า ประชาชนไม่เข้มแข็ง จึงต้องใช้รัฐประหารไปเรื่อยๆ เป็นดูถูกประชาชน อยากให้พี่น้องประชาชนออกมาตักเตือน และบอกกับพล.ต.จำลองว่า ตอนนี้ประชาชนมีความก้าวหน้า มีความรู้ มีแต่นายจำลองและกลุ่มพันธมิตรฯ ที่มีจำนวนเพียงหยิบมือ ที่กำลังดำดิ่งลงสู่การรัฐประหาร อย่าได้ดึงสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้อง ขอให้พันธมิตร อย่าตัวเป็นดาวสยาม การมุ่งเน้นแก้ รธน.50 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถาบัน หยุดกล่าวอ้างเช่นนี้เสียที
การดึงสถาบันมาเป็นข้ออ้าง เพราะหมดหางที่ที่จะดึงแนวร่วมประชาชน เป็นการ “เข้าตาจน” จึงพยายามดึงฟ้าลงมาต่ำ และอยากเรียกร้องให้คนกลุ่มนี้อย่านำสถาบันมาเป็นเครื่องมือ การวิพากษ์วิจารณ์ต้องใช้สติปัญญา ไม่ใช่เอากระบอกปืนมาข่มเหงรังแกประชาชน อย่างไรก็ดี ทาง คพปร.จะใช้วิธีการโต้แย้งทางเหตุผลและความคิด และจะติดตามพฤติกรรมของ พล.ต.จำลองอย่างต่อเนื่องว่าจะออกมากระทำการซ้ำๆ ซากๆ เช่นนี้อีกหรือไม่ ทั้งนี้ ขอยืนยันว่า ภารกิจของ คพปร. เป็นสิ่งที่ถูกต้องและชอบธรรม

“ครูประทีป”ซัด “จำลอง” คนหลงยุค
ด้าน นางประทีป อึ๊งทรงธรรม ฮาตะ กล่าวเช่นกันว่า การที่พล.ต.จำลองออกมาพูดในลักษณะนี้ เพราะตัวเขาเองก็เป็นส่วนหนึ่งของการร่าง รธน. 50 ที่มาจากเผด็จการ ต้องการทำลายประชาธิปไตยอ่อนแอลง แกคงอยากให้ประชาชนเป็นเหมือนแก ที่วันนี้กินข้าวมื้อเดียว อาบน้ำ 5 ขัน ซึ่งการรัฐประหารครั้งที่ผ่านมาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าระบบเศรษฐกิจและประเทศชาติบ้านเมืองเสียหายมากเพียงใด คุณภาพชีวิตของประชาชนได้รับผลกระทบ นายจำลองคงไม่ต้องการให้ประเทศมีความเจริญก้าวหน้า

“จำลองเป็นคนหลงยุค เพราะอายุมากเกินไป คอยแต่จะต้องการให้ประเทศล้าหลัง เหมือนกับประเทศพม่าที่ทำให้ประชาชนอดอยาก ขาดการศึกษา ขบวนการเคลื่อนไหวของคนกลุ่มนี้โดยการดึงสถาบันมาเป็นเครื่องมือ เพื่อต้องการล้มรัฐบาลชุดนี้ และให้คนของกลุ่มตัวเองได้เข้ามามีบทบาทและอำนาจทางการเมือง ต้องการปกป้องผลประโยชน์ให้กับคนบางกลุ่มให้ได้เสวยสุข”

รธน.40 คือจิตวิญญาณ ปชต.
นายคณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) และนักวิชาการอิสระ กล่าวในเวทีเดียวกันว่ารัฐประหารครั้งที่แล้ว พล.ต.จำลองก็อยู่ในฐานะแนวร่วมด้วย ทั้งยังเป็นคนที่ผลักดัน รธน. 50 แล้วบอกให้ประชาชนรับไปก่อนแล้วมาแก้ไขทีหลัง ขณะที่อาจารย์นักวิชาการด้านกฎหมายก็แบ่งพรรคแบ่งพวก คนที่เคยออกมาต่อต้านรัฐประหารก็เปลี่ยนไปเป็นแนวร่วมรัฐประหาร ความพยายามทั้งหมดกำลังจะก่อให้เกิดความแตกแยกในหมู่ประชาชน

ส่วนการกล่าวอ้างถึงสถาบันไม่ได้เกิดผลดีกับใคร คุณไม่มีสิทธิมาพูดว่าประชาชนทุกคน ไม่เคารพสถาบันเบื้องสูง เพราะในความเป็นจริงแล้ว ประชาชนทุกคนมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ สถานการณ์ปัจจุบันนี้เป็นความพยายามของคนเพียงแค่ไม่กี่หยิบมือ ที่พยายามยุยง ให้คนเกิดความแตกแยกกัน การกระทำดังกล่าว เพียงเพื่อต้องการปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง

พร้อมระบุถึงเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ (รธน.) 50 ว่า ถือได้ว่า รธน. 40 เป็นจิตวิญญาณประชาธิปไตย มีเป้าหมายเพื่อปฎิรูปการเมือง และที่สำคัญได้สร้างเสถียรภาพทางการเมืองให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะ รธน.40 ได้ส่งเสริมให้รัฐบาลมีเสถียรภาพที่เข้มแข็ง

ฉะทหารอำนาจนิยมขวางแก้รธน.
ด้าน ดร.วรพล พรหมมิกบุตร อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงกลุ่มที่สนับสนุนให้มีรัฐประหาร และเป็นเครื่องมือของกลุ่มเผด็จการที่ใช้ทำลายระบอบประชาธิปไตยมีอยู่ 3 พวก คือ หนึ่งกลุ่มทหารที่มีอุดมการณ์ฝักใฝ่อำนาจนิยม สองนักการเมืองหรือพรรคการเมืองที่มีความชัดเจนในสายประชาชนว่าเป็นใคร ที่พยายามสร้างภาพให้กับตัวเองว่าเป็นพวกรักประชาธิปไตย แต่พอเกิดรัฐประหารก็ไม่เห็นจะแสดงตน แต่กลับให้การยอมรับและสนับสนุนคนกลุ่มนี้ และสามกลุ่มนักวิชาการ โดยเฉพาะพวกนักกฎหมายที่เขียนกฎหมายขึ้นมาเพื่ออำนาจของตัวเอง คนกลุ่มนี้จะกระจัดกระจายอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นสภาทนายความหรือศาลรัฐธรรมนูญ ล้วนแล้วแต่มีเครือข่ายอำนาจคณาธิปไตยทั้งสิ้น

ขณะที่ นายวีระ มุสิกพงษ์ กล่าวถึง พล.ต.จำลอง โดยระบุว่า เป็นเรื่องของคนขาดสารอาหารหรือขาดโปรตีนหรือเปล่า เมื่อถึงเวลาไม่อยากได้ รธน.40 ก็ออกมาคัดค้านไม่เอา ทั้งๆ ที่ รธน.50 พล.ต.จำลองยกมือรับเป็นคนแรก

ส่อผิดกม.อาญามาตรา114-115
นอกจากนี้ประเด็นของ พล.ต.จำลอง ก็ยังเป็นเรื่องที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง รวมทั้งมีการตั้งข้อสังเกตุว่าอาจจะเข้าข่ายมีความผิดตามกฎหมายอาญาหลายมาตราด้วย

นายประชา ประสพดี ส.ส.พรรคพลังประชาชน แกนนำกลุ่มมหาประชาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย กล่าวว่า ตอนนี้ประชาชนควรหันมาจับตามองกลุ่มพันธมิตรฯ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคประชาธิปัตย์ว่าทำไมถึงมีความคิดเดียวกัน ทำไมต้องมีการเชื่อมโยงไปสู่การปฏิวัติ ส่วนเจตนาของ พล.ต.จำลองขณะนี้ก็เพื่อล้มรัฐบาล

พร้อมกล่าวด้วยว่าต้นเหตุปัญหาทั้งหมดของบ้านเมืองเกิดจากกลุ่มพันธมิตรฯ จึงอยากให้สังคมเฝ้าจับตากลุ่มพันธมิตรฯที่กำลังจะแปลงร่าง ในฐานะเป็นแกนนำกลุ่มมหาประชาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย จะไม่ยอมให้เกิดเหตุการณ์รัฐประหารขึ้นอีก ใครคิดจะแตะต้องระบอบประชาธิปไตยจะต่อสู้ให้ถึงที่สุด กลุ่มทหารอย่าคิดทำปฏิวัติ เพราะไม่เป็นผลดีต่อบ้านเมือง

เมื่อถามถึงกรณีที่พล.ต.จำลอง ออกมาพูดให้เกิดความสับสนดังกล่าว นายประชากล่าวว่า กรณีของ พล.ต.จำลองเข้าข่ายผิดกฏหมายอาญามาตรา 114 มาตรา 115 การยุยงส่งเสริมให้เกิดความปั่นป่วนในบ้านเมือง แต่กรณีของพล.ต.จำลองเป็นพวกหน้าด้านไม่เคารพกฎหมาย และกฎหมายก็ใช้บังคับไม่ได้ หากเคารพในกฎหมายคงไม่ออกมาใส่ร้ายคนอื่น บ้านเมืองก็จะเกิดความสงบ หากรัฐบาลยังอ่อนแอกลุ่มพันธมิตรฯก็จะออกมาทำลายคนในสังคมและคนที่ได้รับผลร้ายคือประชาชน

ไล่ “มหา” กลับไปเลี้ยงหมาตามเดิม

อย่างไรก็ตามนายประชา ยังฝากไปถึง พล.ต.จำลองว่า พล.ต.จำลองควรลำลึกถึงวีรชนที่สูญเสียและมีการทุพลภาพเพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยขอสดุดี และอย่าได้นำประชาธิปไตยมาเป็นเครื่องมือเหยียบประวัติศาสตร์ อยาคิดเอาประชาชนมาเป็นเกราะกำบังเพื่อให้ตัวเองถึงจุดสูงสุด อย่ามุ่งที่จะเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง ประชาธิปไตยในโลกเป็นของกลุ่มพันธมิตรฯเท่านั้นหรือ ประชาชนต้องเดินตามแผนที่วางไว้หรือ

พร้อมทั้งฝากให้พล.ต.จำลองกลับไปกินผักเลี้ยงหมาที่จังหวัดกาญจนบุรีอย่าให้หมาอดตาย ควรไปพัฒนาโรงเรียนให้ดี เพื่อกลับไปขอโทษประชาชนที่ได้เคยล่วงเกินเอาไว้ ควรสำนึกชาติกำเนิดของตัวเอง การเมืองในปัจจุบันควรปล่อยให้คนรุ่นใหม่บริหารบ้านเมือง

ทนายดังย้ำผิดอาญาม.116ด้วย
ทางด้านนายคารม พลทะกลาง ทนายความชมรมนักกฎหมายเพื่อประชาชน ระบุว่า การแสดงท่าทีดังกล่าวที่พล.ต.จำลอง หยิบยกการชุมนุมครั้งใหญ่ทันทีหากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมทั้งถอดถอน รัฐมนตรี ส.ส-ส.ว.ที่เข้าชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาเป็นข้อต่อรองทางความสงบ ถือเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้เลยเพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญรัฐบาลดำเนินตามขั้นตอนกฎหมายทั้งหมด

การกล่าวเช่นนี้จะทำให้รัฐบาลไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่เหมือนกับว่าทำผิดกฎหมายหมดทุกสิ่งอย่าง ซึ่งจะเข้าข่ายผิดกฎหมายมาตรา 116 ในประมวลกฎหมายอาญา โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี เนื่องจากกระทำการข่มขืนใจต่อรัฐบาล ไม่ให้ทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

“ ม.116 ระบุว่าผู้ใดกระทำให้ปรากฎแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด ซึ่งอันมิได้เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแก่รัฐธรรมนูญหรือไม่แสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต(1) เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดิน หรือรัฐบาลโดยใช้กำลังข่มขืนใจ หรือใช้กำลังประทุษร้าย (2) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักรหรือ (3) เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี” ทนายคารมกล่าว

อย่างไรก็ตาม นายคารมกล่าวเสริมว่า การกระทำดังกล่าวถือว่าไม่ถูกต้อง ซึ่งจะต้องมีการหารือชมรมนักกฎหมายของตน และนักวิชาการอีกครั้งหนึ่ง เพื่อกำหนดท่าทีและพิจารณาว่าจะดำเนินการเข้าแจ้งความต่อการกระทำของพล.ต.จำลอง กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในครั้งนี้อย่างไรต่อไป


กองทัพย้ำความสามัคคี ยิงสปอต-ขึ้นป้ายทั่วกรุง

“กองทัพ” ย้ำคุณธรรม 3 ประการ “สามัคคี-ซื่อสัตย์-รู้คุณชาติ” ระดมยิงสปอต ขึ้นป้ายคัตเอาต์ทั่วกรุง พร้อมทำกิจกรรมในสถานศึกษา ระบุหากประเทศชาติความสามัคคีจะเกิดผลกระทบไปทุกหย่อมหญ้า ยันสานต่อโครงการเก่า คมช. เพราะเป็นเรื่องดี ไม่เกี่ยวกับขบวนการยึดอำนาจ

จากกรณีที่ปรากฏมีสปอตโฆษณาทางโทรทัศน์ ออกมาต่อเนื่องหลายครั้งในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา รวมทั้งมีป้ายคัตเอาต์ขนาดใหญ่หลายจุด เน้นย้ำเรื่องความสามัคคีของคนในชาติ โดยมีโลโก้ด้านล่างเป็นกองทัพบก และโครงการคุณธรรมนำไทย ซึ่งเป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) นั้น

กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าเรื่องดังกล่าวมีนัยอย่างไร หรือต้องการสื่อสารอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ ได้สอบถามไปยัง พ.อ.ธเนศ กาลพฤกษ์ ผู้อำนวยการกองปฏิบัติการพิษวิทยา ในฐานะประชาสัมพันธ์โครงการคุณธรรมนำไทย ได้รับการเปิดเผยว่าโครงการคุณธรรมนำไทย ได้ร่วมมือกับกองทัพบกจัดทำโครงการนี้ขึ้นมาเพื่อชูประเด็นในเรื่องความสามัคคี ความซื่อสัตย์ และความกตัญญูรู้คุณคนและคุณแผ่นดิน ซึ่งที่ 3 ประเด็นนี้ เป็นสิ่งที่สังคมไทยเรียกหาอยู่

อีกทั้งจริงๆ แล้วโครงการนี้ เป็นโครงที่ได้เริ่มก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ช่วง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นผู้บัญชาการทหารบก และไม่อยากให้เอาเรื่องของ คมช. ไปผูกด้วย เพราะโครงการนี้ถือว่า สิ่งที่ดี แต่หากถามว่า คมช. ดีหรือไม่ดีเรื่องนั้นเป็นอีกกรณีหนึ่ง

ประเด็นแรกคือความสามัคคีซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้เป็นการโจมตีใครและไม่ต้องการให้เป็นตุ๊กตาทำลายล้างใคร แต่ตั้งใจจะชูเรื่องนี้ว่าปัจจุบันความสามัคคีมันหายไปแล้วในทุกหมู่เหล่า ซึ่งทุกองค์กรและทุกภาคส่วนจะต้องหันหน้าเข้าหากัน อีกทั้งต้องการหาทางออกของความขัดแย้ง และหากิจกรรมที่ก่อให้เกิดความร่วมไม้ร่วมมือ เพื่อที่นำพาสังคมและนำไปสู่การพัฒนาประเทศให้พัฒนาถาวร เพราะว่าขณะนี้ทุกคนเริ่มรู้สึกหงุดหงิดรำคาญกับสถานการณ์ที่ไม่เอื้อกับความเป็นอยู่ซักเท่าไหร่ ฉะนั้นถือว่าความคิดแตกแยกหรือว่าการคิดต่างกันสามารถคิดได้ แต่ว่าการนำไปสู่ความแตกแยกไม่ควรอย่างยิ่ง อันนี้คือประเด็นหลัก

ในส่วนเรื่องของความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ได้เฉพาะเจาะจงอยู่ในส่วนใดส่วนหนึ่งหรือเฉพาะเจาะจง แต่ถ้าหากว่าทุกคนไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตผลสุดท้ายความหายนะก็จะกลับมาสู่ทุกผู้ทุกตัวคนไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เป็นรากหญ้ารากแก้ว หรือว่าจะเป็นผู้อยู่บนหอคอยงาช้าง ต้องเดือดร้อน ซึ่งแม้ว่าจะรวยมาจากไหน หรือว่าจะจนสุดแดดิ้นก็ตาม ต้องได้รับผลกระทบจากความไม่ชอบมาพากลทั้งสิ้น อีกทั้งคนที่นำเงินไปใช้ในทางที่ผิดหรือไม่เหมาะสมก็จะถูกฟ้องร้อง ตรวจสอบถึงแม้ว่าจะมีวิธีการบดบังอย่างไรก็ตาม สุดท้ายมันก็ต้องปรากฏออกมาในยุคนี้หมด ซึ่งไม่ต้องรอให้ถึงชาติหน้า

ขณะเดียวกันผู้ที่อยู่ในระดับรากหญ้า ผลกระทบที่ได้คือไม่ได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกของรัฐซึ่งจะไปไม่ถึง นี่คือผลพ่วงของความไม่ซื่อสัตย์สุจริตทั้งสิ้น

ในประเด็นสุดท้ายคือ ความกตัญญูรู้คุณคนรู้คุณแผ่น ซึ่งตนเชื่อคนไทยทุกคนมีอยู่ในใจอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าการแสดงออกอาจมีน้อยไปนิดหนึ่ง หรือไม่การแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนคือมีอยู่ในใจ หรือแม้แต่ออกมาบอกว่า ตนได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว ตนถือว่าเป็นกตัญญูต่อแผ่นดินแล้ว นั้นก็เป็นส่วนหนึ่งแต่ว่าหากสามารถแสดงให้อย่างชัดเจน มันก็นำไปสู่การทำให้คนไทยและสังคมไทยมีความสงบสุข เป็นเรื่องที่ยังยืน

นอกจากนี้ทางโครงการมีการจัดกิจกรรมอื่นอีกมาก คงต้องขอบอกก่อนว่า เราไม่สามารถที่เข้าไปยื่นอยู่ในสภา เพราะว่ากองทัพบกเป็นองค์กรหนึ่งเท่านั้น จึงต้องใช้วิธีนำเสนอทางด้านสื่อต่าง ๆ เป็นหลักอย่างน้อยก็จะเกิดการบอกปากต่อปาก ทำให้การกระแทกใจ นั้นแสดงว่าถือว่าสังคมเกิดการรับรู้รับทราบ จนต้องนำไปขยายผลต่อ

ซึ่งตอนนี้มีการจัดกิจกรรมนอกจากที่มีการโฆษณาทางโทรทัศน์ซึ่งกำลังขอความร่วมมือให้มีการยิ่งสปอตออกฉายอยู่ในขณะนี้ ยังมีการติดป้ายบิลบอร์ดตามทางด่วนเพื่อให้เป็นการย้ำคิดย้ำทำเพราะว่าการประชาสัมพันธ์ในโทรทัศน์อาจจะเพียงพอหรือไม่รับทราบอย่างทั่วถึง

แต่ว่าบนป้ายทางด่วนอย่างน้อย ๆ ประชาชนที่ผ่านไปมาจะเกิดความรู้สึกที่สะท้อนใจในเชิงบวกและเป็นการกระตุ้นทางสังคม อีกทั้งยังโครงการอื่นควบคู่ไปอีกคือมีการจัดกิจกรรมเข้าสู่เยาวชนเพราะมีการตระหนักถึงว่าเยาวชนอาจจะมีการสับสนว่าในปัจจุบันควรที่จะเชื่อใครดี ไม่ว่าจะมีใครมาพูดอะไรก็ตาม ซึ่งทำให้เกิดการสับสน ตรงนี้เราก็เข้าไปนำเสนอในสิ่งได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ในเรื่องคุณธรรม 3 ประการ

อีกทั้งในช่วงนี้ยังอยู่ในช่วงของการรับน้องใหม่ ซึ่งจะได้นำกิจกรรมเหล่านี้เข้าไปร่วมสอดแทรกในเรื่องของการต้อนรับนองใหม่ด้วยหัวใจคุณธรรม ซึ่งตอนนี้เป้าหมายหลังมองไว้ว่าจะเป็น ตามสถาบันการศึกษาหลัก คือ มหาวิทยาลัยเกษตร และมหาลัยกรุงเทพ และในส่วนของสถาบันอาชีวะศึกษา ได้ร่วมกับสำนักงานการอาชีวะศึกษา จัดทำโครงการร่วมกันคือโครง อาชีวะไทยหัวใจคุณธรรม นี้ก็ส่วนหนึ่งที่ทางโครงการกำลังพยายามทำให้สังคมไทยทราบถึงเจตจำนงที่แท้จริงของโครงการคุณธรรมนำไทย

เมื่อถามถึงงบประมาณในการจัดทำโครงการต่าง ๆ พ.อ. ธเนศ กล่าวเพียงแต่ว่า ในส่วนของงบประมาณคงจะเกินหน้าที่รับผิดชอบ และในความเป็นจริงโครงการใช้ความร่วมไม้ร่วมของทุกฝ่าย อย่างเช่นมีการไปร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัย ก็ไม่ได้มีค่าใช่จ่ายอะไรมากมาย ซึ่งมีการเสริมในเรื่องของป้ายโลโก้ โปสเตอร์ แผ่นพับเพียงเท่านั้น

ส่วนที่อาจจะมีคนสงสัยว่าโครงการนี้เกิดขึ้นในสมัย คมช. แต่ทำไมยังการดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่องนั้น พ.อ.ธเนศ กล่าวว่า คุณเห็นว่าโครงการมันไม่ดีหรือ เรื่องนี้ต้องแยกแยะให้ออกว่าทุกอย่างที่มากจากสมัยนั้นมันกลายเป็นเรื่องที่ทุกคนรู้สึกไม่ดีแม้กระทั้ง การจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ แต่มีความเห็นว่าไม่ดี สรุปแล้วก็ไม่ต้องดำเนินการอะไร

ลื่อสนั่นเว็บ‘ป๋า’นัดถกรุ่นใหญ่กดดัน‘จักรภพ-สมัคร’ลาออก

กระบวนการจ้องล้ม “จักรภพ” ยังเล่นไม่เลิก อาศัยช่องว่างช่วงรอการแปลคำปาฐกถา ดาหน้าถล่มหนักรัฐบาล หวังกดดันให้ถึงขั้นถอดใจลาออกแถมต่อยอดไปถึงนายกรัฐมนตรี ขณะที่ข่าวลือกระหึ่มบนเวบไซต์ ระบุ “ผู้ใหญ่” ในบ้านเมือง ดอดถกขยายผลประเด็นหมิ่นเบื้องสูง

ตลอดช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาความพยายามในการสร้างกระแสข่าวโจมตี นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ด้วยข้อหามีทัศนคติที่ไม่ดีต่อสถาบันเบื้องสูง จากการนำคำปาฐกถาเรื่อง ระบบอุปถัมภ์ ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2550 ที่พูดเป็นภาษาอังกฤษมากล่าวอ้าง โดยพรรคประชาธิปัตย์ ได้ขุดมาเปิดประเด็นโจมตีขึ้นมาใหม่ด้วยการทำหนังสือถึงนายสมัคร สุนทรเวช ให้พิจารณาปรับเปลี่ยนนายจักรภพ ออกจากรัฐบาล

ต่อกรณีดังกล่าว ได้มีผู้ออกมารับช่วงปลุกกระแสกดดันรัฐบาลเพิ่มขึ้นอีก ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.พงษ์เทพ เทศประทีป เลขาธิการมูลนิธิรัฐบุรุษ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และที่ขาดไม่ได้ก็คือกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์

นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วนพรรคพลังประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประชาสัมพันธ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญ กล่าวว่าการอ้างเรื่องนายจักรภพ เป็นเพียงการนำเรื่องของบุคคลมาอ้างเพื่อต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เป็นสะพานไปถึงรัฐบาล ซึ่งไม่ว่าอย่างไรกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็ตั้งใจจะล้มรัฐบาลนี้ทุกวิถีทางอยู่แล้ว แต่ที่น่าแปลกใจ คือ ขณะนี้กระบวนการที่กลุ่มพันธมิตรฯ เคลื่อน กระบวนการที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี และพรรคประชาธิปัตย์ กำลังเคลื่อนไหวคล้ายกันเหมือนนัดกันไว้ล่วงหน้า

“คนที่ออกมาแหลมมากช่วงหลัง คือ พล.อ.ชวลิต อยากให้ไปดูว่า พล.อ.ชวลิต กับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นั้น เคยเป็นมือไม้ให้ใคร ตอนนี้มือที่มองไม่เห็นดูเหมือนทำงานอยู่และเหมือนเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปตย์ ตัวจริงเสียด้วย” นายสุนัย กล่าว

เวลานี้ทุกคนเห็นแล้วว่า พรรคประชาธิปัตย์ และกลุมพันธมิตรฯทำงานประสานกันทั้งในและนอกสภา อยากขอให้ประชาชนอย่าวิตกกังวล เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญถือเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่จะทำได้ เพราะพรรคพลังประชาชนมีภาระที่เคยให้สัญญากับประชาชนไว้ในช่วงเลือกตั้งว่า จะเข้ามาแก้ไขรัฐธรรมนูญ พรรคพลังประชาชนยึดถือสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันสูงสุด จะไม่มีการแตะต้องอย่างแน่นอน ขอให้ประชาชนพิจารณาเองว่า ใครกันแน่ที่กำลังทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสม

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงปัญหาของนายจักรภพ ว่า โดยส่วนตัวจากที่เคยต่อสู้ร่วมกันมาในฐานะแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ตนเชื่อในความบริสุทธิ์ใจของจักรภพ และไม่คิดว่าจะเป็นอย่างที่ถูกกล่าวหา ทั้งนี้ นายจักรภพ พยายามต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและสถาบัน การจุดประเด็นดังกล่าวเป็นเพราะมีกลุ่มที่ต้องการให้นายจักรภพ เป็นเหยื่อ โดยสร้างจากประเด็นละเอียดอ่อน และขอท้าพรรคประชาธิปัตย์หากเห็นว่าผิด ก็ควรไปยื่นถอดถอน และใครเห็นว่าทำผิดก็ไปแจ้งความ ซึ่งศาลจะตัดสินเองว่าผิดหรือไม่

นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวในกรณีเดียวกันว่า ยังไม่เห็นรายละเอียดสิ่งที่นายจักรภพ ชี้แจงต่อนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งควรให้เป็นไปตามกฎหมายบ้านเมือง

อย่างไรก็ตาม เท่าที่ทราบ นายจักรภพ จะแปลเอกสารเสนอต่อนายกรัฐมนตรี และตนคงให้ความเห็นเรื่องดังกล่าวได้เพียงเท่านี้ เพราะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือรู้เรื่องราวอะไรมากไปกว่านี้

ด้านพล.ต.ต.สมเดช ขาวขำ รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีที่ พ.ต.ท.วัฒนศักดิ์ มุ่งกิจการดี พนักงานสอบสวน สน.บางมด ช่วยราชการพนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน เข้าแจ้งความกองปราบปรามให้ดำเนินคดีกับ นายจักรภพ ในข้อหาหมิ่นเบื้องสูง จากกรณีที่นายจักรภพ ได้บรรยายให้สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศฟัง เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2550 กล่าวว่า กองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำลังถอดคำแปลภาษาอังกฤษแบบคำต่อคำอย่างละเอียด จากดีวีดีที่บันทึกภาพและเสียงจากงานดังกล่าว โดยเมื่อได้รับคำแปลแล้ว พนักงานสอบสวนจะนำเข้าที่ประชุมคณะพนักงานสอบสวน เพื่อพิจารณาว่าเข้าข่ายความผิดหรือไม่

ส่วนความเคลื่อนไหวของนายจักรภพ มีรายงานข่าว แจ้งว่า ในวันนี้ (18 พ.ค.) ภายหลังรับประทานอาหารกลางวันที่วัดภูพานอุดมธรรม อ.นาแก เสร็จสิ้น นายจักรภพ และคณะได้ออกเดินทางไปยังวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อ.ธาตุพนม เพื่อสักการะองค์พระธาตุพนม และรับทราบถึงการเตรียมการปรับปรุงถนนสี่ช่องจราจร จาก อ.ธาตุพนม ไปยัง จ.สกลนครโดยมีผู้นำชุมชน พร้อมชาวบ้านกว่า 1,000 คน คอยให้การต้อนรับ

อย่างไรก็ตามมีรายงานข่าวบนเว็บไซต์
www.thaienews.blogspot.com อ้างว่าเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการนัดหมายประชุมของกลุ่มที่เรียกว่าระดับสูงกันอย่างครบชุด อันได้แก่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ นายอานันท์ ปันยารชุน นายปีย์ มาลากุล และนายสุรเกียรติ เสถียรไทย เพื่อถึงการขยายผลกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ สร้างแรงกดดันต่อนายจักรภพ และนายสมัคร นายกรัฐมนตรี ให้ลาออกจากตำแหน่ง