WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, May 19, 2008

“เปรม”ไม่ได้ยืนอยู่เหนืออำนาจศาล 2 แม่ทัพวอนสื่อยุติปั่นข่าว”ดึงฟ้าต่ำ”

2 ผู้นำทหาร ทัพเรือ-ทัพอากาศ เป็นห่วงกลเกมส์ ดึงสถาบันยุ่งเกี่ยวการเมือง วอนสื่อยุติโหมกระแส เพื่อคลี่คลายปัญหา ผบ.ทอ.ชี้ ดึง พล.อ.เปรม ขึ้นศาล เป็นไปตามกฎหมายบ้านเมือง

ทั้งนี้ ภายหลังจากมีความพยายาม “ดึงฟ้าต่ำ” โดยนำสถาบันที่เคารพของคนไทยมากล่าวอ้าง สร้างกระแสป้ายสีให้เกิดความเสียหายแก่ฝากฝั่งการเมืองฝ่ายตรงข้าม มาอย่างต่อเนื่องและหนาหูมากขึ้น ซึ่งในส่วนของผู้นำเหล่าทัพ ต่างก็ออกมาแสดงความเป็นห่วง

โดยล่าสุด พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) เป็นอีกผู้หนึ่งที่ได้ออกมาขอให้ทุกฝ่ายยุติการดึงสถาบันเบื้องสูงเข้ามาเชื่อมโยงกับปัญหาการเมือง พร้อมเรียกร้องสื่อมวลชนไม่ควรสนับสนุนนำเสนอข่าวประเภทนี้ เพื่อคลี่คลายปัญหา

ผบ.ทร. ยังกล่าวด้วยว่า ในส่วนของกองทัพรู้สึกไม่สบายใจมากที่มีการดึงสถาบันลงมาเกี่ยวข้อง และได้กล่าวถึงเรื่องนี้หลายครั้งแล้วว่า เป็นสิ่งที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง รวมทั้งกระแสข่าวการปฏิวัติที่มีออกมาอย่างต่อเนื่องนั้น ส่วนตัวก็ไม่สนับสนุนให้เกิดขึ้น และฝ่ายทหารเองก็ออกมายืนยันแล้วว่าจะไม่มีการกระทำเช่นนี้

ส่วนกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยที่มาของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)ว่า ขอให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ กล่าว

ขณะเดียวกัน นอกจาก ผบ.ทร.แล้ว พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ยังออกมากล่าวถึงการกล่าวหา นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปาฐกถาเกี่ยวพันกับเบื้องสูงว่า ส่วนตัวรู้สึกกังวลใจเพราะทหารทุกคนคำนึงถึงสถาบันไม่ต้องการให้ใครมาทำเสื่อมเสีย ฉะนั้นสื่อมวลชนจะต้องนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงให้ประชาชนได้เป็นผู้ตัดสิน

นอกจากนี้ ในส่วนกรณีที่แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) จะขอให้ศาลออกหมายเรียก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี มาให้ถ้อยคำในคดีดักฟังโทรศัพท์ ตนเห็นว่า หากเป็นคดีความก็จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับศาล ถึงข้อกฎหมาย เพราะกฎหมายอยู่เหนือสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะสามารถใช้วิธีการให้ปากคำตัวบุคคลหรือว่าให้เป็นเอกสาร

ผบ.ทอ. ยังกล่าวถึงการที่ศาลฎีกาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตีความสถานะของ คตส.โดยเชื่อมั่นว่า ก่อนที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) จะก่อตั้ง คตส.ได้ทำการศึกษาด้านกฎหมายเรียบร้อยแล้ว



ข้อมูลข่าวสาร

วันนี้ตรงกับ วันวิสาขบูชา ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 หาเวลาเข้าวัดทำบุญบ้าง จะทำให้จิตใจสงบและเป็นสุข ด้วยปัญหาบ้านเมืองปัจจุบัน ทำท่าจะวุ่นวายไม่เลิก ข้อหาทางการเมือง ว่าไม่จงรักภักดี ถือเป็นเรื่องร้อน และเป็นจุดอ่อนทางการเมืองซีกรัฐบาล ผมว่าคนไทยต้องตั้งสติให้ดีในการเสพข้อมูลข่าวสาร

อย่าเชื่อในสิ่งที่เห็น

เกมการเมืองเวลานี้ มีอะไรที่ลึกซึ้ง ล่อแหลมที่จะทำให้เกิดวิกฤติประเทศครั้งสำคัญ ขึ้นอยู่กับว่าจะจุดติดหรือไม่เท่านั้น คุณจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกฯ กำลังเป็นเป้า คุณจักรภพจะคิดอย่างไร บริสุทธิ์ใจหรือไม่ เดาไม่ออก แต่สิ่งที่คุณจักรภพได้พูดต่อสาธารณชนไปแล้ว จะเป็นเหยื่อล่อชนิดดี

ก็พอดีผมได้รับจดหมายร้องเรียนฉบับหนึ่งซึ่งไม่เกี่ยวกับเรื่องที่ผมเกริ่นนำมาแต่อย่างใด แต่เกี่ยวข้องกับข้อสงสัยที่ เกิดขึ้นมาจาก พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร กล่าวคือ สำนักนายกฯได้มีการจัดสอบความรู้วิชา พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารเมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา จนบัดนี้ยังไม่มีการประกาศผลแต่อย่างใด

แต่ปรากฏว่าได้มีการแจกใบประกาศนียบัตรให้กับผู้สอบผ่านไปแล้ว โดยจะแจ้งผลสอบให้ก็ต่อเมื่อมีการโทรศัพท์เข้าไปสอบถามเป็นรายบุคคล ไม่ได้ติดประกาศอย่างเป็นทางการ

ทำให้เกิดความเดือดร้อนขึ้นกับเจ้าหน้าที่ที่จังหวัด และกรมต้นสังกัดมอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบงาน พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร ผู้ร้องยืนยันว่าทำงานด้านนี้มา 7 ปี ตั้งแต่มีกฎหมายข้อมูลข่าวสารออกมาเมื่อปี 2543 ปรากฏว่าสอบไม่ผ่าน ในขณะที่หลายคนไม่เคยทำงานด้านนี้กลับสอบได้ ซึ่งจะมีผลกระทบอย่างมาก ทำให้ผู้บังคับบัญชาไม่ไว้วางใจ บางคนถึงกับขอเปลี่ยนงานไปเลย

จึงอยากทราบถึงมาตรฐานในการวัดผล

และขอให้มีการประกาศผลสอบให้ชัดเจน ทั้งหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการสอบ รายชื่อกรรมการสอบ รายชื่อกรรมการออกข้อสอบ และเปิดเผยคะแนนสอบของทุกคนให้ทราบ

นอกจากนี้ ในจดหมายร้องเรียนยังมีข้อมูลที่ไม่ค่อยชอบมาพากล เช่นผู้รับใบประกาศฯบางคนอ้างว่าไปติดต่อที่สำนักนายกฯและรับปากว่าจะมีการแก้คะแนนให้ เป็นต้น จึงอยากจะให้ทำเรื่องนี้ให้โปร่งใส

เช่นให้มีการทดสอบใหม่โดยมีมาตรฐานกำหนดที่ชัดเจนไว้ด้วย

ครับ ทั้งหมดนี้ ผมว่าแม้จะไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร แต่ก็มีผลถึงกำลังใจของคนทำงานพอสมควร ผมว่าสำนักนายกฯน่าจะหาโอกาสชี้แจงหรือแก้ไขปัญหานี้เสียก่อนที่จะบานไปไกลกว่านี้ เอาเป็นว่าผมทำหน้าที่ทวงถามให้แล้ว สุดแต่ว่าสำนักนายกฯจะเห็นอย่างไร

ไม่สมควรปล่อยไว้ให้มีหลายมาตรฐาน.

หมัดเหล็ก


9 อรหันต์

ขื่อแปบ้านเมืองนั้นสำคัญซึ่งน่าจะหมายถึงกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะศาลต่างๆ หากสร้างความ “ยุติธรรม” ให้กับสังคมได้ผู้คนในสังคมก็จะอยู่กันได้เพราะมีกติกา มีคนคุมกติกาที่จะทำให้ทุกอย่างมีหลักเกณฑ์ มีบรรทัดฐาน

เวลานี้โดยเฉพาะศาลที่ต้องทำหน้าที่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาการเมือง เนื่องจากมีคดีสำคัญและมีผลต่อความเป็นไปของบ้านเมือง ซึ่งทั้ง 2 ศาล สามารถวินิจฉัยชี้ขาดเป็นที่สุด

พูดง่ายๆ หากผ่านตรงนี้ได้ก็จบ หากไม่ผ่านก็ต้องเปิด “คุก” รอ

ที่น่าสนใจในขณะนี้ก็คือ ศาลรัฐธรรมนูญที่จะต้องพิจารณาเรื่องสำคัญๆหลายเรื่องที่จ่อรออยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกรณีชี้สถานะของ 2 รัฐมนตรีคือ นายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รัฐมนตรีช่วยพาณิชย์ ว่าขาดคุณสมบัติรัฐมนตรีหรือไม่ เพราะแจ้งทรัพย์สินไม่ครบ

เข้าข่าย “ซุกหุ้น”...ว่างั้นเถอะ

อีกเรื่องใหญ่นั่นคือกรณียุบพรรคชาติไทย และมัชฌิมาธิปไตย ซึ่งอยู่ในขั้นตอนของอัยการว่า จะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดหรือไม่

หากอัยการเห็นว่าข้อมูลต่างๆ ที่ กกต.เสนอและมีมติยุบพรรคนั้นถูกต้องก็ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดสุดท้าย

ถ้าชี้ขาดว่าต้องยุบทั้ง 2 พรรค ตามมติของ กกต.นั่นแหละการเมืองก็จะยุ่งขึ้นมา เพราะทั้ง 2 พรรคเป็นพรรคร่วมรัฐบาลจะทำให้เกิดปัญหาด้านเสถียรภาพของรัฐบาลได้ และอยู่ที่ว่าหากถูกยุบทั้ง 2 พรรคจะไปอยู่พรรคไหน จะตั้งพรรคใหม่หรือไปรวมกับพรรค การเมืองอื่น

ชุลมุนวุ่นวายแน่...แต่เห็นพลังประชาชนยิ้มครับเพราะแน่ใจว่าถ้า 2 พรรคถูกยุบก็มีโอกาสที่จะมารวมกันได้ ข้อสำคัญก็คือบรรดาหัวหน้าพรรค แกนนำพรรคระดับหัวกะทิก็ต้องถูกเว้นวรรคการเมือง แบบนี้คงเกิดความระส่ำระสายแน่

เช่นกัน หากชาติไทยและมัชฌิมาธิปไตยถูกยุบมันก็จะมีผลต่อพลังประชาชนเช่นกัน ในกรณีที่ว่ากรรมการบริหารพรรคทุจริตเลือกตั้ง จะต้องถูกยุบพรรคด้วย เพราะคดีที่นายยงยุทธ ติยะไพรัช ถูก กกต.ให้ใบแดง เพราะทุจริตเลือกตั้งและกำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของศาล

หากศาลเห็นตรงกับ กกต.คือสมควรได้ใบแดง โอกาสที่พรรคพลังประชาชนจะถูก “ยุบ” ก็ชัดเจน เพราะมีบรรทัดฐานจาก 2 พรรคที่กล้ามาแล้ว

และอีกเรื่องที่ใหญ่และมีผลต่อการเมืองไม่ต่างกันก็คือ กรณีที่ศาลฎีกาให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า คตส.นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ การต่ออายุชอบหรือไม่ 2 ประเด็นที่มีความหมายต่อคดีต่างๆ ที่ดำเนินการมาอันเกี่ยวกับการทุจริตในรัฐบาล “ทักษิณ”

ศาลรับไว้พิจารณาแล้วก็มี และอีกหลายเรื่องยังดำเนินการไม่เสร็จ อีกหลายเรื่องเกิดปัญหากับอัยการคือ เมื่อ คตส.ยื่นสำนวนส่งฟ้องให้อัยการพิจารณา แต่ถูกตีกลับจนเกิดปัญหาขัดแย้งและดูท่าว่าอัยการจะไม่ฟ้องเอง

ให้ คตส.ไปว่ากันเอง หากคิดว่ามีอำนาจ

หากศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า คตส.ตั้งมาโดยไม่ชอบเรื่องต่ออายุ ก็ไม่ต้องพูดเพราะมันคือผลต่อเนื่องและคดีต่างๆ ที่ คตส.ดำเนินการไปก็จะโมฆะทันที ซึ่ง คตส.ก็พยายามจะชี้ข้อกฎหมายต่างๆ ขึ้นมายืนยันความถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย

คงต้องรอดูศาลรัฐธรรมนูญที่มี 9 ตุลาการใหม่คือ นายจรัญ ภักดีธนากุล นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ นายเฉลิมพล เอกอุรุ นายสุพจน์ ไข่มุกด์ นายจรูญ อินทจาร นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี นายกิติศักดิ์ กิตติคุณไพโรจน์ นายนุรักษ์ มาประณีต และนายชัช ชลวร

9 ท่านนี่แหละครับ...ที่จะชี้ความยุติธรรมแก่บ้านเมือง.

"สายล่อฟ้า"


วันนี้เป็นวันวิสาขบูชา

วันนี้เป็นวันวิสาขบูชา ตรงกับวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ของสมเด็จพระบรมศาสดา

เป็นวันสำคัญสูงสุดของพุทธศาสนิกชนชาวไทย ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรชาวพุทธถึง 95 เปอร์เซ็นต์

เช่นเดียวกับชาวพุทธทั่วโลกที่ยึดถือวันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญทางศาสนาพุทธกันอย่างพร้อมเพรียง

แม้แต่องค์การสหประชาชาติก็ได้ ประกาศยกย่องให้วันขึ้น 15 คํ่า เดือน 6 ของทุกปี เป็น “วันวิสาขบูชาโลก” ให้เป็นวันสำคัญสากล ตั้งแต่ พ.ศ.2542 เป็นต้นไป

และได้กำหนดให้วันวิสาขบูชาเป็นวันหยุดของสหประชาชาติประจำปี

“แม่ลูกจันทร์” ยํ้าประเด็นนี้เพื่อให้พี่น้องชาวพุทธมีความภาคภูมิใจว่าพระพุทธศาสนาไม่ใช่เป็นศาสนาเฉพาะ ชาวเอเชีย

แต่เป็นศาสนาสากลที่ได้รับการนับถือศรัทธาจากสังคมโลกทั้งมวล!!

ข้อสำคัญ ไม่มีศาสนาใดที่เข้าถึงต้นเหตุของความทุกข์ และหนทางดับทุกข์ได้อย่างวิเศษเท่าพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา

ศาสนาพุทธเป็นหลักปรัชญาสากลที่สามารถพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติอย่างแท้จริง!!

ชาวพุทธทุกคนควรปลื้มใจว่าการอยู่ภายใต้ร่มเงาแห่งพระบวรพุทธศาสนา เป็นทางเลือกที่ประเสริฐสุดของมนุษยชาติทั้งปวง

แต่ที่น่าปลื้มใจยิ่งกว่าคือ การที่ที่ประชุมชาวพุทธทั่วโลกได้มีมติเป็นเอกฉันท์เลือกประเทศไทยเป็น “ศูนย์กลางศาสนาพุทธโลก” อย่างเป็นทางการ

การได้รับความเชื่อมั่นจากพี่น้อง ชาวพุทธทั่วโลกให้เมืองไทยเป็นศูนย์กลาง จึงเป็นภารกิจสำคัญของชาวไทยที่ต้อง สืบสานพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนเข้มแข็ง ตลอดไป

แต่ก็น่าเสียดายที่คนไทยส่วนใหญ่ ซึ่งอยู่ในดินแดนอันเป็นศูนย์กลางศาสนา พุทธโลกยังไม่ “เข้าถึง” หลักธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้

คือเป็นชาวพุทธแต่เปลือกเท่านั้นเอง

เมื่อมีวันสำคัญทางศาสนา ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลวิสาขบูชา มาฆบูชา อาสาฬหบูชา ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า เข้าพรรษา ออกพรรษา ฯลฯ คนไทยก็เข้าวัด ตักบาตรทำบุญ ฟังเทศน์ เวียนเทียน ฯลฯ ตามประเพณี

แต่ไม่ได้น้อมนำหลักธรรมคำสอนของพระบรมศาสดาไปปฏิบัติบูชา

ทั้งๆที่หลักคำสอนซึ่งเป็นหัวใจของศาสนาพุทธมีเพียง 3 ข้อคือ...1, ทำความดี 2, ละเว้นความชั่ว 3, ทำจิตใจให้แจ่มใสเบิกบาน

ใครปฏิบัติได้ทั้ง 3 ข้อนี้ จะพ้นทุกข์แน่นอน!!

แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง การทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้แจ่มใสเบิกบาน สามารถปฏิบัติได้แค่ชั่วครั้งชั่วคราว

ยากแสนสาหัสที่จะปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตลอดไป

เพราะใจเรายังมีกิเลส คือ โลภะ โมหะ โทสะ เป็นเจ้าเรือน

ฉันใดก็ฉันเพล “แม่ลูกจันทร์” เองก็เหมือนกัน

ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเราขาด “ขันติ” ความอดกลั้นที่จะเอาชนะความทุกข์อย่างถาวร

พูดให้เป็นหลักธรรมคือ เรายังไม่เข้าถึง “มรรค 8” ซึ่งเป็นแนวทางที่เดินไปสู่ความดับทุกข์อย่างแท้จริง

เมื่อเรามีความทุกข์ แต่ไม่เดินเข้า ไปหาทางดับทุกข์ เราก็ยังไม่พ้นทุกข์ ฉะนี้แล

เมืองไทยศูนย์กลางศาสนาพุทธโลกจึงมีแต่ความวุ่นวาย มีแต่ความยุ่งยาก มีแต่ความขัดแย้ง มีแต่ความเกลียดชัง

สรุปว่าเมื่อเรายังดับทุกข์ไม่ได้ ก็พยายามอย่าเพิ่มทุกข์ให้ตัวเอง

แต่การปฏิวัติไม่ใช่วิธีดับทุกข์นะคุณโยม.

แม่ลูกจันทร์


ชักเล่นกันเปรอะแล้ว

เรื่องของความเชื่อมันห้ามกันไม่ได้ ศาสตร์ลี้ลับยากเกินพิสูจน์

กับภาพข่าวที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะน้องเขย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย “เจ๊แดง” นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวอดีตนายกฯทักษิณ และคนในตระกูลชินวัตร

เดินสายไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วเมืองนครศรีธรรมราช

นุ่งขาวห่มขาวทำพิธีบวงสรวงสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในฉลองพระองค์ชุดออกศึก ที่วัดเขาขุนพนม อำเภอพรหมคีรี

เสร็จพิธีแล้ว ตำรวจยิงปืนเอสเค 21 นัด จุดประทัดเสียงดังสนั่น

เบื้องต้นเลย คิวนี้เป็นหนึ่งในโปรแกรมทำบุญแก้บน 99 วัด เพื่อสะเดาะเคราะห์ให้อดีตนายกฯทักษิณ แทนเจ้าตัวที่ติดงานไม่สามารถเดินทางมาเองได้

และก็เป็นอะไรที่รีบแก้ข่าวกันทันทีทันควัน เมื่อมีข่าวหลุดออกมาในทำนองว่า ระหว่างทำพิธีได้มีการต่อสายถึงอดีตนายกฯทักษิณที่กรุงเทพฯ

มีส่วนร่วมกับช็อตสำคัญ

แต่นายสมชายยืนยัน การเดินทางทริปนี้ไม่ได้เกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณแต่อย่างใด เป็นการไหว้พระตามปกติ ในฐานะที่เป็นคนนครศรีธรรมราช

“ผมอยากจะขอความยุติธรรมในการนำเสนอข่าวด้วย ผมนั้นไหว้พระไหว้เจ้า แต่ ไม่ได้งมงายมากถึงขนาดต้องทำพิธีทรงเจ้า และให้โทรศัพท์คุยกับท่านทักษิณเหมือนที่เป็นข่าว และท่านทักษิณเองคงไม่งมงายถึงขนาดนั้น”

รีบเคลียร์ก่อนที่ประเด็นจะไหลไปไกล

ลึกขั้นที่คอลัมน์เคียงข่าวในหนังสือพิมพ์มติชน ได้ย้อนตำนานของเมืองนครศรีธรรมราชเชื่อกันว่า เขาขุนพนมเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ภายหลังจากสิ้นรัชกาลของพระองค์ มีผู้สันนิษฐานว่า พระเจ้าตากสินทรงมิได้ถูกประหารชีวิตด้วยท่อนจันทน์อย่างที่พงศาวดารกล่าวอ้าง

แต่ได้ทรงสับเปลี่ยนพระองค์กับพระญาติหรือทหารคนสนิท แล้วเสด็จมายังเมืองนครศรีธรรมราช ประทับอยู่ภายในถ้ำของวัดเขาขุนพนม และทรงใช้เป็นที่บำเพ็ญเพียรภาวนา ทรงบูรณะวัดขึ้นมาแล้วทรงผนวชเป็นพระภิกษุจนสวรรคตขณะจำพรรษา ณ วัดแห่งนี้

ประวัติศาสตร์ยาวนาน 200 กว่าปี

สารพัดตำนานที่เล่าลือกันต่างๆนานา

แต่ในเมื่อเรื่องของความเชื่อมันห้ามกันไม่ได้ ตราบใดที่ศาสตร์ลี้ลับยังไม่มีการพิสูจน์ มาถึงวันนี้ ก็ยังมีคนปักใจอยู่กับเรื่องของการ “กลับชาติ”

“ทักษิณ” ส่งทีมบวงสรวงพระเจ้าตากสินมหาราช เสริมบารมี เชื่อว่าอีกไม่นานจะมีหมอดูหรือไม่ก็ซินแสออกมาถอดรหัส ไขปริศนาทำนายกัน

ที่แน่ๆในขณะที่น้องเขยและน้องสาวเดินสายทำบุญสะเดาะเคราะห์ แทน อยู่ที่กรุงเทพฯอดีตนายกฯทักษิณในฐานะประธานสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้และครอบครัวพร้อมด้วยนักการเมืองสมาชิกบ้านเลขที่ 111 และนักธุรกิจใน แวดวงใกล้ชิดไปนั่งชมฟุตบอลนัดพิเศษระหว่างสโมสรเรือใบสีฟ้ากับรวมดาราไทยลีก

แม้ผลจะออกมาพลิกล็อก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พ่ายหมดรูป 3 ต่อ 1 แต่ “ทักษิณ” ยิ้มหน้าบาน เพราะนั่งอยู่ท่ามกลางเสียงเชียร์ ของแฟนคลับกระหึ่มสนาม อยากให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีของคนจนอีกครั้ง

เช็กคะแนนยังไม่ตก

ต่างกับเรตติ้งของนายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ส่อเค้าอาการร่อแร่จากข้อหา “ทัศนคติที่เป็นอันตราย” นอกจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะเร่งเครื่องยื่นถอดถอน พันธมิตรม็อบไล่ “ทักษิณ” ฮึ่มๆยกเป็นเงื่อนไขเปิดทางให้ปฏิวัติ

แม้แต่คนในค่ายเดียวกัน ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน ยังออกมาไล่บี้ หากเคลียร์เรื่องหมิ่นเหม่แล้วสังคมยังไม่เชื่อ “จักรภพ” ต้องพิจารณาตัวเอง

ตัดตอนก่อนลามถึงพรรค

แต่ก็เป็นอะไรที่ต้องเงี่ยหูฟังกันให้ดี และไม่จำกัดว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ในฐานะคนที่ยืนอยู่ตรงกลางได้นิ่งกว่าใคร ล่าสุด พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ออกมาเรียกร้องเชิงวิงวอนกลุ่มบุคคลอย่านำสถาบันเบื้องสูงไปกล่าวอ้างสร้างความชอบธรรมในการเคลื่อนไหวทางการเมือง

“ถ้าเป็นไปได้อยากให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการอ้างอิงถึงสถาบัน เพราะไม่ใช่เรื่องทำให้เกิดความสามัคคี หรือช่วยให้เกิดการแก้ ปัญหาของบ้านเมืองได้ เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละคน”

สะกิดกันนิ่มๆ ชักจะเล่นกันเปรอะไปแล้ว.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน


สุนัย ระบุ ส.ส.พปช.อึดอัดบทบาท ร.ท.กุเทพ

กรุงเทพฯ 18 พ.ค.- “สุนัย จุลพงศธร” ยอมรับ ส.ส.พปช.อึดอัดกับการวางตัวของ “ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง” ยันการให้ความเห็นกรณี “จักรภพ” ไม่ใช่ความเห็นพรรค

นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประชาสัมพันธ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ขณะนี้สังคมกำลังเข้าใจผิด ว่าจะมีการเปิดประชุมสมัยวิสามัญฯ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งที่ความจริงเป้าหมายหลักของการเปิดประชุมสมัยวิสามัญฯ คือการพิจารณางบประมาณ ปี2552 และยังมีกฎหมายอีกหลายฉบับที่จะต้องออกให้ครบตามที่รัฐธรรมนูญปี 2550 กำหนดไว้ หากมีเวลาเหลือจึงจะยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 พ่วงเข้าไปเท่านั้น

“ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาเทียบเคียงกับร่างที่ประชาชนเสนอมาให้มากที่สุด และเวลาก็ไกลเกินกว่าจะแก้ไขให้ทันเรื่องการยุบพรรคและช่วย พ.ต.ท.ทักษิณแล้ว จึงพิสูจน์ได้ว่าไม่เกี่ยวข้องกัน เชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญคงไม่สามารถทำให้เสร็จได้อย่างรวดเร็ว เพราะมีตัวแปรอีกมาก” นายสุนัย กล่าว

กรณีนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีถูกกล่าวหาหมิ่นสถาบันจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญมีอุปสรรคหรือไม่ นายสุนัย กล่าวว่า เป็นเพียงการนำเรื่องของบุคคลมาอ้าง เพื่อต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นสะพานไปถึงรัฐบาลให้ได้ เมื่อถามว่า ดูเหมือนพรรคพลังประชาชนจะโดดเดี่ยวนายจักรภพ นายสุนัย กล่าวว่า วันนี้ ส.ส.ในพรรครู้สึกอึดอัดกับการวางตัวของ ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชนอย่างมาก คำพูดของ ร.ท.กุเทพไม่ใช่ความเห็นของพรรค เพราะ ส.ส.ในพรรคไม่ได้เป็นห่วงอย่างที่ ร.ท.กุเทพ วิตก เนื่องจากรู้ว่าเรื่องดังกล่าวเป็นแผนทางการเมืองพยายามโจมตีทุกวิถีทาง

“ขอให้ประชาชนอย่าวิตกกังวลกับเรื่องนี้ เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญถือเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่จะทำได้ พรรคพลังประชาชนมีภาระที่เคยให้สัญญากับประชาชนไว้ช่วงเลือกตั้งว่าจะเข้ามาแก้ไขรัฐธรรมนูญ พรรคพลังประชาชนยึดถือสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันสูงสุด จะไม่มีการแตะต้องอย่างแน่นอน” นายสุนัย กล่าว. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-18 17:50:27


ครป.-พันธมิตรฯ ยืนยันชุมนุมใหญ่หากเสนอร่างแก้ไข รธน.

กรุงเทพฯ 18 พ.ค. - นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ยืนยันว่า หากมีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจากฝ่ายใดในช่วงการเปิดสภาสมัยวิสามัญ ทาง ครป. และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยังยืนยันในจุดยืนเดิมว่า จะมีการเข้าชื่อถอดถอน ส.ส.ที่ร่วมลงชื่อเสนอญัตติและจะจัดชุมนุมใหญ่ เพราะเห็นว่าการเปิดสภาสมัยวิสามัญเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นสิ่งที่ไม่ชอบ นอกจากนี้ ครป.ขอประณามสภาผู้แทนราษฎร ที่จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถตั้งคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาได้ รวมทั้งยังไม่สามารถตรากฎหมาย เพื่อรองรับรัฐธรรมนูญปี 2550 ได้แม้แต่ฉบับเดียว ทำให้ประชาชนเสียโอกาสที่จะเข้าสิทธิและสวัสดิการต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญเป็นอย่างมาก . - สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-05-18 17:43:35



แนะสื่อยึดมั่นในวิชาชีพท่ามกลางปัญหาการแบ่งพวก

กรุงเทพฯ 18 พ.ค. – นักวิชาการเรียกร้องให้สื่อยึดมั่นในวิชาชีพอย่างมั่นคง ในสถานการณ์ที่สังคมเกิดการแบ่งพวก ไม่เช่นนั้นประเทศจะไม่มีทางออก “นิธิ เอียวศรีวงศ์” วอนสื่อปฏิวัติการนำเสนอข่าวใหม่ ขยายพื้นที่ระหว่างกลางของสองขั้วมากขึ้น

ในการเสวนาเรื่อง “ส่องกระจกบทบาทสื่อในสถานการณ์ความขัดแย้ง” ซึ่งจัดขึ้นโดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นายนิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ได้เรียกร้องให้สื่อมวลชนยึดมั่นในหลักการวิชาชีพของตนเองอย่างมั่นคง เพราะสภาพสังคมไทยในปัจจุบัน กำลังเกิดความขัดแย้งที่มีลักษณะประหลาด คือ ไม่ใช่ความขัดแย้งในเรื่องของประเด็น แต่เป็นลักษณะการแบ่งพวก ซึ่งทำให้คนที่อยู่ตรงกลาง รวมทั้งสื่อทำงานค่อนข้างลำบาก เพราะไม่ว่าจะเสนอข่าวอะไรจะถูกมองว่าเป็นพวกนั้นพวกนี้ตลอดเวลา ทั้งที่อาจไม่ได้ตั้งใจว่าจะเป็นพวกไหน

“สังคมไทยในปัจจุบัน กำลังเป็นสังคมที่เป็นอัมพฤกษ์ เพราะจะเคลื่อนตัวหรือเคลื่อนไหวอะไรก็ไม่สะดวก จะถูกมองว่าเป็นพวกนั้นพวกนี้ตลอด ดังนั้น ในสถานการณ์เช่นนี้จึงอยากให้สื่อยึดมั่นในหลักการวิชาชีพของตนเองอย่างมั่นคง ไม่เช่นนั้นสังคมไทยจะไม่มีทางออก” นายนิธิกล่าว

นายนิธิ ยังเห็นว่า การนำเสนอข่าวของสื่อในปัจจุบัน ไม่ได้ส่งเสริมให้เกิดการรับรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ในบ้านเมืองเท่าที่ควร และเห็นว่าปัญหามาจากบรรณาธิการหรือเจ้าของสื่อที่คิดว่า การนำเสนอข่าวเช่นในปัจจุบันสามารถขายได้ แต่ตนคิดว่าไม่จริง โดยเห็นว่าขณะนี้คนไทยกำลังหิวกระหายกับความรู้ ว่ามีอะไรคืบหน้าในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวเขาบ้าง เช่น นโยบายข้าวที่ดีที่สุดควรเป็นอย่างไร มากกว่าคำสัมภาษณ์ของคนนั้นคนนี้ ซึ่งไม่ได้ให้ความรู้เพิ่มขึ้น นอกจากความสะใจ ดังนั้น จึงอยากให้ผู้สื่อข่าวไปทำสงครามกับบรรณาธิการหรือเจ้าของสื่อ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการนำเสนอข่าว เพื่อเพิ่มพื้นที่ตรงกลางให้มากขึ้น แทนที่จะนำเสนอข่าวของพวกนั้นพวกนี้

“วันนี้ หากเราไม่อ่านหนังสือพิมพ์สักเดือนหนึ่ง แล้วกลับไปอ่านอีกที ถามว่าจะรู้อะไรเพิ่มขึ้นหรือไม่ ผมว่าไม่ เหมือนกับฟังคุณสมัคร (สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี) ไม่ว่าคุณสมัครจะพูดหรือไม่พูดอะไรก็แล้วแต่ หากไม่ฟังสัก 5 อาทิตย์ แล้วไปฟังใหม่อีกที มันก็ซ้ำกับที่ฟังไปครั้งที่แล้ว เพียงแต่ประเด็นที่ยกมาพูด อาจคนละเรื่องกัน แต่ไม่ได้ความรู้อะไรเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ถ้าผมเป็นนักธุรกิจ ผมจะไม่รับสื่อเพราะทำให้เสียเวลา เนื่องจากไม่สามารถทำให้ผมเข้าใจสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองรอบข้างเพิ่มพูนขึ้น จนพอที่ผมจะวางแผนยุทธศาสตร์ทางธุรกิจของผมได้” นายนิธิ กล่าว

ด้าน นายชัยวัฒน์ สถาอานันท์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวเช่นกันว่า การแบ่งพวกที่เกิดขึ้นในปัจจุบันถือเป็นปัญหาใหญ่ เพราะสังคมถูกบังคับให้เลือกพวก ดังนั้น สื่อจะต้องมีความเป็นมืออาชีพสูง เป็นสื่อที่มีมารยาท ไม่ทำให้คนเกลียดกันหรือฆ่ากัน เพราสื่อถือเป็นอาวุธทางการเมืองอย่างหนึ่ง ที่อาจส่งเสริมให้ความขัดแย้งขยาบยวงกว้างขึ้นได้ เห็นได้จากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศรวันดา ที่มีการฆ่ากันตายถึง 5 แสนคนภายใน 2 เดือน ซึ่งสื่อก็มีส่วนที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการฆ่ากันดังกล่าว. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-18 13:00:54

“นพดล” โต้ข่าวทาบทาม พล.อ.ชวลิตเป็นนายกรัฐมนตรีแทน เชื่อเป็นข่าวเสื้ยมให้พรรคแตกแยก

พรรคพลังประชาชน 18 พ.ค. - “นพดล” โต้ข่าวทาบทาม พล.อ.ชวลิตเป็นนายกรัฐมนตรีแทน เชื่อเป็นข่าวเสื้ยมให้พรรคแตกแยก ทำให้รัฐบาลทำงานยากขึ้น ชี้ พล.อ.ชวลิต ไม่ได้เป็น ส.ส. จะเป็นนายกฯได้อย่างไร

นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกระแสข่าวการทาบทาม พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี เข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แทนนายสมัคร สุนทรเวช ว่าไม่เคยได้ยินเรื่องนี้ ตนเห็นว่ากรณีดังกล่าวควรไปถามกับ พ.ต.ท.ทักษิณเอง สำหรับความเห็นส่วนตัวเชื่อว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะพรรคยังมีความมั่นใจในตัวนายสมัคร สุนทรเวช ประกอบกับ พล.อ.ชวลิตไม่ได้เป็น ส.ส.จึงไม่สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ตนมองว่าข่าวที่ออกมาเช่นนี้ เป็นการเสี้ยมทำให้พรรคพลังประชาชนเกิดความแตกแยก

"ตอนนี้ใช้วิธีปลุกระดมเพื่อก่อให้เกิดความไม่ไว้ใจซึ่งกันและกันทำให้การทำงานของรัฐบาลมีความยากลำบากมากขึ้น " นายนพดล กล่าว

ส่วนกรณีที่เคยมีผู้เสนอทฤษฏี ล้มปืน ล้มทุน ล้มเจ้า นายนพดล กล่าวว่า ตนเห็นว่าผู้ที่ออกมาเสนอทฤษฏีอะไรขอให้ความความรับผิดชอบ ประเทศไทยมีระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คนไทยมีความจงรักภักดีเท่ากันทุกคน ตนไม่อยากเห็นการเสนอความเห็นที่กระทบกับสถาบันชาติศาสนาและพระมหากษัตริย์ ส่วนตัวเชื่อว่าคงไม่มีใครกล้าที่จะล้มล้างสถาบันได้ . - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-18 12:18:37


ยงยุทธหวังกระบวนการยุติธรรมเป็นที่พึ่งสุดท้าย

สำนักงานสหประชาชาติ 18 พ.ค.-“ยงยุทธ ติยะไพรัช” ปฏิเสธพูดถึงข้อกล่าวหาทุจริตเลือกตั้งเชียงราย แต่หวังกระบวนการยุติธรรมเป็นที่พึ่งสุดท้าย พร้อมอโหสิกรรมให้ทุกฝ่าย แต่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะยุติบทบาททางการเมืองหรือไม่

นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมาร่วมในพิธีฉลองวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลกประจำปี 2551 ที่สำนักงานสหประชาชาติ กล่าวถึงการต่อสู้คดีทุจริตการเลือกตั้งจังหวัดเชียงราย โดยเชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมจะเป็นที่พึ่งสุดท้าย และไม่ขอวิพากษวิจารณ์ประเด็นข้อกล่าวหาต่าง ๆ เพราะจะถูกมองเป็นการชี้นำ อย่างไรก็ตาม พร้อมอโหสิกรรมให้ทุกฝ่าย และขออย่านำความได้เปรียบทางข้อกฎหมายมาดำเนินคดี เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นตนก็คงลำบาก

“อย่าพยายามนำสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากกษัตริย์มาเป็นตัวปลุกเร้า เพราะในอนาคต หากความจริงถูกนำมาเปิดเผย ทุกคนจะเสียใจ วันนี้ผมขอเป็นเหยื่อความขัดแย้งคนสุดท้าย และจะใช้เวลาในช่วงนี้ทำประโยชน์ให้ศาสนาและสิ่งแวดล้อม ที่ผ่านมา ได้ไปบรรยายตามวัดต่าง ๆ และให้ความรู้ทางด้านสิ่งแวดล้อม” นายยงยุทธ กล่าว

อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ยังให้ความเห็นการเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ของ นายชัย ชิดชอบ ว่าไม่ขอวิจารณ์แต่ขอให้กำลังใจ ทั้งนี้ การทำหน้าที่ประธานในตำแหน่งใด ๆ ก็ตาม จะมีคน 2 ฝ่ายประชุมร่วมกัน ดังนั้น การมองเรื่องความเป็นกลางคงมีได้ยาก ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน

“ที่ผ่านมา ผมเคยประกาศไว้แล้วว่า ผมไม่มีความทะเยอทะยาน แต่เมื่อเกิดภาวะคับขันกับเพื่อน พี่น้อง พรรคการเมืองเดิมก็ถูกยุบ แต่หลายคนมองว่าผมมีประสบการณ์และสามารถทำงานได้ และให้โอกาสเข้ามาทำงาน แต่เมื่อต้องออกไปก็พร้อมจะยุติ ยอมรับว่าหลายคนยังไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของผม ซึ่งก็ทำให้รู้สึกเสียใจ เพราะบางคนเมื่อเจอกันแล้ว ไม่เชื่อว่าคนนี้คือยุทธ ตู้เย็น อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะยุติบทบาททางการเมืองเมื่อใด แต่ที่ผ่านมาได้ทำทางลงไว้ให้กับตนเองอยู่เสมอ” นายยงยุทธ กล่าว . - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-18 12:06:04