WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, May 20, 2008

อดีต คมช. ออกโรงการันตีคุณสมบัติ คตส. ชอบด้วยกม.

“พล.อ.อ.ชลิต” ยืนยันคำสั่งแต่งตั้ง คตส. ตรวจสอบคดีทุจริตชอบด้วยกฎหมาย ชี้ได้ศึกษาแก้ไขจุดบกพร่องสมัย รสช.มาแล้ว เล็งถก อดีต คมช. หาทางช่วยเหลือ ยันจะไม่ทอดทิ้งแน่นอน

วันนี้ (19 พ.ค.) พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ อดีตปฏิบัติหน้าที่แทนประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กล่าวถึงกรณีที่ศาลฎีกายื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ว่า เรื่องดังกล่าวมี 2 ด้านทั้งการมีอำนาจและกฎหมายรองรับสามารถตรวจสอบและเอาผิดกับกรณีที่เกิดขึ้นในอดีตได้ ส่วนเรื่องของข้อกฎหมายที่ต้องตีความว่าสามารถทำได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับตัวบทกฎหมายและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัย ที่ผ่านมาการตั้ง คตส.ทำมาแล้ว 2 ครั้ง

โดยครั้งแรกในสมัยของสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) และครั้งที่ 2 ในสมัยของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ซึ่งครั้งนี้ ผู้ที่เกี่ยวข้องทางกฎหมายของ คปค. และ คมช.ได้ศึกษาอย่างรอบคอบแล้ว คงไม่ทำอะไรผิดพลาดด้านข้อกฎมาย เพราะได้นำบทเรียนจากในอดีตมาปรับแก้ จึงไม่น่าเป็นห่วงและเชื่อว่าไม่น่าจะเป็นปัญหาต่อการตรวจสอบคดีในขณะนี้

ทั้งนี้ เชื่อว่า คตส.ทุกคนมีขวัญและกำลังใจดีพร้อมจะทำงานให้คนในชาติให้ดีที่สุด และเห็นว่าดีเหมือนกันที่สื่อมวลชนถามเรื่องนี้ เพราะถ้ามีโอกาสจะได้ให้กำลังใจ อย่างไรก็ดี ขณะนี้ยังไม่ได้พูดคุยกันกับอดีต คมช.ถึงกรณีนี้ แต่คงจะหารือกันอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อหาทางช่วย คตส.ต่อไป



Monday, May 19, 2008

อาเซียนเตรียมหารือช่วยพม่าอีกรอบ 25 พ.ค.นี้ ที่กรุงย่างกุ้ง

สิงคโปร์ 19 พ.ค.-ที่ประชุมอาเซียนเห็นพ้องเป็นแกนนำช่วยเหยื่อนาร์กีสในพม่า พร้อมทำงานร่วมธนาคารโลกและยูเอ็น เตรียมหารือกันอีกรอบที่กรุงย่างกุ้ง 25 พ.ค.นี้ ขณะที่เจ้าของประเทศผู้เสียหายยอมรับความช่วยเหลือทุกเรื่องแล้ว ขอเพียงอย่านำไปเป็นประเด็นการเมือง

“บุษยา อุ้ยเจริญ” ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวไทยรายงานผลการเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน สมัยพิเศษ ที่ประเทศสิงคโปร์ ของนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยใช้เวลาประชุมร่วม 3 ชั่วโมง ทั้งนี้ ก่อนเข้าสู่วาระการประชุม นายจอร์จ เหยียว รัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์ ประธานที่ประชุมได้ขอให้รัฐมนตรีต่างประเทศอาซียนทั้ง 10 ประเทศยืนไว้อาลัยให้แก่ผู้เสียชีวิตจากเหตุพายุไซโคลน “นาร์กีส” ที่สหภาพพม่าและกรณีแผ่นดินไหวในสาธารณรัฐประชาชนจีน

นายนพดล เปิดเผยว่า ที่ประชุมเห็นพ้องจัดตั้งกลไกของอาเซียนเป็นแกนนำเข้าไปช่วยเหลือพม่า โดยจะทำงานร่วมกับองค์การระหว่างประเทศ อาทิ ธนาคารโลก และองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ซึ่งที่ประชุมมีมติส่งนายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียนเดินทางไปพม่าโดยเร็วที่สุด เพื่อพบปะกับผู้นำพม่าและประเมินความเสียหายเพื่อรายงานกลับมายังอาเซียน นอกจากนี้ ที่ประชุมยังตกลงที่จะประชุมร่วมกันอีกครั้งเพื่อระดมการบริจาคสิ่งของและเงินช่วยเหลือพม่าในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ ที่กรุงย่างกุ้งของพม่า จากเดิมที่ประเทศไทยแสดงความพร้อมให้จัดการประชุมดังกล่าวที่ประเทศไทย แต่พม่าต้องการให้ประชุมที่พม่า ซึ่งไทยไม่ขัดข้อง คาดว่า นายบัน คี มูน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ อาจจะเดินทางมาร่วมประชุมด้วย

“พม่ายอมรับทุกอย่างที่ตกลงกัน ไม่ว่าเรื่องการประชุม เรื่องการช่วยเหลือ มีเพียงประเด็นเดียวที่เขาขอคือไม่อยากให้ทุกเรื่องของการช่วยเหลือเป็นเรื่องทางการเมือง สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการประเมินเบื้องต้นของคณะทำงานที่ลงพื้นที่ก่อนหน้านี้ พม่าต้องการเงินช่วยเหลือ 11,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงต้องสร้างบ้านพักกว่า 100,000 หลังคาเรือน เมล็ดพันธุ์ข่าวที่จะใช้เพาะปลูกหลายแสนไร่ และยังต้องการเรือท้องแบนสำหรับไว้ลำเลียงสิ่งของในพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขัง อย่างไรก็ตาม พม่ายอมให้ประเทศสมาชิกอาเซียนส่งทีมแพทย์เข้าไปในพม่าได้ประเทศละ 30 คนด้วย” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าว.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-19 16:48:20




“จักรภพ”แปลสุนทรพจน์เสร็จ 22 พ.ค.“บิ๊กจิ๋ว”ช่วยเคลียร์โดนแผนจ้องทำลาย

“จักรภพ เพ็ญแข” เป็นห่วงปัญหาสุนทรพจน์ ”อึมครึม” เร่งแปลเผยแพร่สื่อและเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เกินพฤหัสที่ 22 พ.ค.นี้ เผย บิ๊กจิ๋ว รับปากช่วยเคลียร์สังคม ทั้งหมดเป็นแผนจ้องทำลายทางการเมือง

ทั้งนี้ เมื่อเช้า (19 พ.ค.) ที่ผ่านมา นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมารอพบกับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่บริเวณจวนผู้ว่าหลังเก่า จ.นครพนม พร้อมด้วยบรรดา ส.ส.นครพนม ครบทีม เนื่องในพิธีเปิดงานออนซอน โดย พล.อ.ชวลิต จะเดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิด

โดยดยภายหลังได้พบปะกับ พล.อ.ชวลิต แล้ว นายจักรภพ เปิดเผยว่า กรณีการกล่าวปราศรัยของตนนั้น จะทำเรื่องนี้ให้กระจ่างโดยเร็ว และพร้อมตอบทุกคำถาม ซึ่งเบื้องต้นจะต้องทำคำแปลให้กระจ่างชัดเป็นอันดับแรก โดยในวันอังคารนี้จะตรวจร่างสุดท้ายให้เรียบร้อย และคาดว่าไม่น่าเกินวันพฤหัสบดีที่ 22 พ.ค. จะสามารถนำเผยแพร่ต่อสื่อมวลชนได้ รวมทั้งหากพนักงานสอบสวนต้องการก็จะจัดส่งให้โดยเร็วต่อไปด้วย ซึ่งขอให้ประชาชนอย่าหวั่นไหวกับข่าวที่เกิดขึ้น เพราะเป็นการมุ่งทำลายกันทางการเมือง

ส่วนกรณีที่จะถูกฝ่ายค้านยื่นถอดถอนนั้น ก็ให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายค้าน ซึ่งใครมีหน้าที่อะไรก็ทำไป นอกจากนี้ ยังนับเป็นการโชคดีที่ได้มาพบกับ พล.อ.ชวลิต ซึ่งได้บอกกับตนว่า ตอนนี้มีคนเข้าใจผิดกันมาก โดยพล.อ.ชวลิต รับปากจะช่วยอธิบายให้สังคมได้เข้าใจว่า มีขบวนการจ้องทำลายกันทางการเมือง และเสี้ยมคนให้ชนกัน รวมทั้งการสร้างความแตกแยกในสังคมนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งต้องขอขอบคุณ พล.อ.ชวลิต เป็นอย่างมาก ที่ถือได้ว่าเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง

ด้านนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะรองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน (พปช.) กล่าวถึงกรณีที่ ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรค เสนอให้ นายจักรภพ พิจารณาตัวเองด้วยการลาออกเพื่อต่ออายุให้รัฐบาล หลังฝ่ายค้านยื่นข้อมูลคำบรรยายดังกล่าวให้กับนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ว่า พปช.อยากให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย ซึ่งโดยส่วนตัวยังไม่ได้ฟังหรือเห็นสิ่งที่นายจักรภพ พูดออกไป

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะไม่เข้าไปแทรกแซง หรือชี้นำว่า บทสรุปจะออกมาเป็นอย่างไร ซึ่งน่าจะเป็นวิธีที่ดีสุด เพื่อพิสูจน์เรื่องนี้ให้กระจ่างรองเลขาธิการ พปช. กล่าวว่า สำหรับความเห็นของ ร.ท.กุเทพ เป็นความเห็นส่วนตัว ไม่ได้เป็นความเห็นของพรรค ส่วนพรรคจะพิจารณาอย่างไรนั้น คงต้องให้นายสมัคร ในฐานะหัวหน้าพรรค เป็นผู้พิจารณา

“เห็นว่าผู้บริหารพรรคต้องพิจารณาและรับฟังความคิดเห็น รวมถึงให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายตามข้อเท็จจริง โดยจะไม่เข้าไปแทรกแซงกระบวนการใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน สำหรับการพิจารณาเรื่องดังกล่าว เราจะดูในแง่ของข้อเท็จจริงมากกว่า แต่ยังไม่ได้มีการเชื่อมโยงว่าเรื่องนี้จะทำให้มีการปรับคณะรัฐมนตรี” นายนพดล กล่าว



มือมืดคุกคาม “หมอเหวง” หลังเปิดเวทีถล่ม “จำลอง” เชื่อฝีมือเผด็จการ


มือมืดข่มขู่ “หมอเหวง” หลังเปิดเวทีฉะ “มหาจำลอง” ฝักใฝ่เผด็จการ เผยวางปืนหันปากกระบอกเข้าบ้านหมายข่มขวัญ ร้อง มท.1 ขอความเป็นธรรม

นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำสมาพันธ์ประชาธิปไตย เปิดเผยว่าเมื่อเวลาประมาณ 05.45 น. วันนี้ ระหว่างที่ภรรยาเดินออกมาหยิบหนังสือพิมพ์ที่หน้าประตูรั้วบ้าน ได้พบอาวุธปืนหนึ่งกระบอก หันปากกระบอกปืนเข้าในบ้าน จึงเรียกตนเองไปดูและสังเกตเห็นว่าเป็นปืนปลอมที่คล้ายกับปืนจริงมาก ซึ่งเชื่อว่าเป็นเรื่องที่ผิดปกติ เพราะบ้านตนเองอยู่อย่างสงบมา 14-15 ปี ไม่เคยมีเหตุใดๆ จึงเชื่อว่าเป็นการข่มขู่คุกคามต่อชีวิตจากศัตรูทางการเมืองอย่าง หรือพวกเผด็จการแน่นอน

จากเหตุการณ์ดังกล่าวตนเองและภรรยาได้ไปลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานที่ สน.ดอนเมือง และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ไปตรวจดูที่เกิดเหตุพร้อมบันทึกภาพไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้จะยื่นหนังสือต่อ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ถึงเหตุการณ์ข่มขู่คุกคามในครั้งนี้ด้วย

ทั้งนี้ ในวันที่ 18 พฤษภาคม ที่ผ่านมา นพ.เหวง ได้ร่วมกันแถลงข่าวกับ นพ.สันต์ หัตถีรัตน์ และครูประทีป อึ้งทรงธรรม ตอบโต้ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อย่างเข้มข้น ที่ออกมาพูดจาถึงการปฏิวัติที่จะเกิดขึ้นอีกในประเทศไทย รวมทั้งระบุว่า พล.ต.จำลอง ไม่ใช่คนเดือนพฤษภาตัวจริง เพราะที่แท้แล้วฝักใฝ่เผด็จการ

“เปรม”ไม่ได้ยืนอยู่เหนืออำนาจศาล 2 แม่ทัพวอนสื่อยุติปั่นข่าว”ดึงฟ้าต่ำ”

2 ผู้นำทหาร ทัพเรือ-ทัพอากาศ เป็นห่วงกลเกมส์ ดึงสถาบันยุ่งเกี่ยวการเมือง วอนสื่อยุติโหมกระแส เพื่อคลี่คลายปัญหา ผบ.ทอ.ชี้ ดึง พล.อ.เปรม ขึ้นศาล เป็นไปตามกฎหมายบ้านเมือง

ทั้งนี้ ภายหลังจากมีความพยายาม “ดึงฟ้าต่ำ” โดยนำสถาบันที่เคารพของคนไทยมากล่าวอ้าง สร้างกระแสป้ายสีให้เกิดความเสียหายแก่ฝากฝั่งการเมืองฝ่ายตรงข้าม มาอย่างต่อเนื่องและหนาหูมากขึ้น ซึ่งในส่วนของผู้นำเหล่าทัพ ต่างก็ออกมาแสดงความเป็นห่วง

โดยล่าสุด พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) เป็นอีกผู้หนึ่งที่ได้ออกมาขอให้ทุกฝ่ายยุติการดึงสถาบันเบื้องสูงเข้ามาเชื่อมโยงกับปัญหาการเมือง พร้อมเรียกร้องสื่อมวลชนไม่ควรสนับสนุนนำเสนอข่าวประเภทนี้ เพื่อคลี่คลายปัญหา

ผบ.ทร. ยังกล่าวด้วยว่า ในส่วนของกองทัพรู้สึกไม่สบายใจมากที่มีการดึงสถาบันลงมาเกี่ยวข้อง และได้กล่าวถึงเรื่องนี้หลายครั้งแล้วว่า เป็นสิ่งที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง รวมทั้งกระแสข่าวการปฏิวัติที่มีออกมาอย่างต่อเนื่องนั้น ส่วนตัวก็ไม่สนับสนุนให้เกิดขึ้น และฝ่ายทหารเองก็ออกมายืนยันแล้วว่าจะไม่มีการกระทำเช่นนี้

ส่วนกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยที่มาของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)ว่า ขอให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ กล่าว

ขณะเดียวกัน นอกจาก ผบ.ทร.แล้ว พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ยังออกมากล่าวถึงการกล่าวหา นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปาฐกถาเกี่ยวพันกับเบื้องสูงว่า ส่วนตัวรู้สึกกังวลใจเพราะทหารทุกคนคำนึงถึงสถาบันไม่ต้องการให้ใครมาทำเสื่อมเสีย ฉะนั้นสื่อมวลชนจะต้องนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงให้ประชาชนได้เป็นผู้ตัดสิน

นอกจากนี้ ในส่วนกรณีที่แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) จะขอให้ศาลออกหมายเรียก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี มาให้ถ้อยคำในคดีดักฟังโทรศัพท์ ตนเห็นว่า หากเป็นคดีความก็จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับศาล ถึงข้อกฎหมาย เพราะกฎหมายอยู่เหนือสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะสามารถใช้วิธีการให้ปากคำตัวบุคคลหรือว่าให้เป็นเอกสาร

ผบ.ทอ. ยังกล่าวถึงการที่ศาลฎีกาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตีความสถานะของ คตส.โดยเชื่อมั่นว่า ก่อนที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) จะก่อตั้ง คตส.ได้ทำการศึกษาด้านกฎหมายเรียบร้อยแล้ว



ข้อมูลข่าวสาร

วันนี้ตรงกับ วันวิสาขบูชา ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 หาเวลาเข้าวัดทำบุญบ้าง จะทำให้จิตใจสงบและเป็นสุข ด้วยปัญหาบ้านเมืองปัจจุบัน ทำท่าจะวุ่นวายไม่เลิก ข้อหาทางการเมือง ว่าไม่จงรักภักดี ถือเป็นเรื่องร้อน และเป็นจุดอ่อนทางการเมืองซีกรัฐบาล ผมว่าคนไทยต้องตั้งสติให้ดีในการเสพข้อมูลข่าวสาร

อย่าเชื่อในสิ่งที่เห็น

เกมการเมืองเวลานี้ มีอะไรที่ลึกซึ้ง ล่อแหลมที่จะทำให้เกิดวิกฤติประเทศครั้งสำคัญ ขึ้นอยู่กับว่าจะจุดติดหรือไม่เท่านั้น คุณจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกฯ กำลังเป็นเป้า คุณจักรภพจะคิดอย่างไร บริสุทธิ์ใจหรือไม่ เดาไม่ออก แต่สิ่งที่คุณจักรภพได้พูดต่อสาธารณชนไปแล้ว จะเป็นเหยื่อล่อชนิดดี

ก็พอดีผมได้รับจดหมายร้องเรียนฉบับหนึ่งซึ่งไม่เกี่ยวกับเรื่องที่ผมเกริ่นนำมาแต่อย่างใด แต่เกี่ยวข้องกับข้อสงสัยที่ เกิดขึ้นมาจาก พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร กล่าวคือ สำนักนายกฯได้มีการจัดสอบความรู้วิชา พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารเมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา จนบัดนี้ยังไม่มีการประกาศผลแต่อย่างใด

แต่ปรากฏว่าได้มีการแจกใบประกาศนียบัตรให้กับผู้สอบผ่านไปแล้ว โดยจะแจ้งผลสอบให้ก็ต่อเมื่อมีการโทรศัพท์เข้าไปสอบถามเป็นรายบุคคล ไม่ได้ติดประกาศอย่างเป็นทางการ

ทำให้เกิดความเดือดร้อนขึ้นกับเจ้าหน้าที่ที่จังหวัด และกรมต้นสังกัดมอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบงาน พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร ผู้ร้องยืนยันว่าทำงานด้านนี้มา 7 ปี ตั้งแต่มีกฎหมายข้อมูลข่าวสารออกมาเมื่อปี 2543 ปรากฏว่าสอบไม่ผ่าน ในขณะที่หลายคนไม่เคยทำงานด้านนี้กลับสอบได้ ซึ่งจะมีผลกระทบอย่างมาก ทำให้ผู้บังคับบัญชาไม่ไว้วางใจ บางคนถึงกับขอเปลี่ยนงานไปเลย

จึงอยากทราบถึงมาตรฐานในการวัดผล

และขอให้มีการประกาศผลสอบให้ชัดเจน ทั้งหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการสอบ รายชื่อกรรมการสอบ รายชื่อกรรมการออกข้อสอบ และเปิดเผยคะแนนสอบของทุกคนให้ทราบ

นอกจากนี้ ในจดหมายร้องเรียนยังมีข้อมูลที่ไม่ค่อยชอบมาพากล เช่นผู้รับใบประกาศฯบางคนอ้างว่าไปติดต่อที่สำนักนายกฯและรับปากว่าจะมีการแก้คะแนนให้ เป็นต้น จึงอยากจะให้ทำเรื่องนี้ให้โปร่งใส

เช่นให้มีการทดสอบใหม่โดยมีมาตรฐานกำหนดที่ชัดเจนไว้ด้วย

ครับ ทั้งหมดนี้ ผมว่าแม้จะไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร แต่ก็มีผลถึงกำลังใจของคนทำงานพอสมควร ผมว่าสำนักนายกฯน่าจะหาโอกาสชี้แจงหรือแก้ไขปัญหานี้เสียก่อนที่จะบานไปไกลกว่านี้ เอาเป็นว่าผมทำหน้าที่ทวงถามให้แล้ว สุดแต่ว่าสำนักนายกฯจะเห็นอย่างไร

ไม่สมควรปล่อยไว้ให้มีหลายมาตรฐาน.

หมัดเหล็ก


9 อรหันต์

ขื่อแปบ้านเมืองนั้นสำคัญซึ่งน่าจะหมายถึงกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะศาลต่างๆ หากสร้างความ “ยุติธรรม” ให้กับสังคมได้ผู้คนในสังคมก็จะอยู่กันได้เพราะมีกติกา มีคนคุมกติกาที่จะทำให้ทุกอย่างมีหลักเกณฑ์ มีบรรทัดฐาน

เวลานี้โดยเฉพาะศาลที่ต้องทำหน้าที่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาการเมือง เนื่องจากมีคดีสำคัญและมีผลต่อความเป็นไปของบ้านเมือง ซึ่งทั้ง 2 ศาล สามารถวินิจฉัยชี้ขาดเป็นที่สุด

พูดง่ายๆ หากผ่านตรงนี้ได้ก็จบ หากไม่ผ่านก็ต้องเปิด “คุก” รอ

ที่น่าสนใจในขณะนี้ก็คือ ศาลรัฐธรรมนูญที่จะต้องพิจารณาเรื่องสำคัญๆหลายเรื่องที่จ่อรออยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกรณีชี้สถานะของ 2 รัฐมนตรีคือ นายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รัฐมนตรีช่วยพาณิชย์ ว่าขาดคุณสมบัติรัฐมนตรีหรือไม่ เพราะแจ้งทรัพย์สินไม่ครบ

เข้าข่าย “ซุกหุ้น”...ว่างั้นเถอะ

อีกเรื่องใหญ่นั่นคือกรณียุบพรรคชาติไทย และมัชฌิมาธิปไตย ซึ่งอยู่ในขั้นตอนของอัยการว่า จะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดหรือไม่

หากอัยการเห็นว่าข้อมูลต่างๆ ที่ กกต.เสนอและมีมติยุบพรรคนั้นถูกต้องก็ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดสุดท้าย

ถ้าชี้ขาดว่าต้องยุบทั้ง 2 พรรค ตามมติของ กกต.นั่นแหละการเมืองก็จะยุ่งขึ้นมา เพราะทั้ง 2 พรรคเป็นพรรคร่วมรัฐบาลจะทำให้เกิดปัญหาด้านเสถียรภาพของรัฐบาลได้ และอยู่ที่ว่าหากถูกยุบทั้ง 2 พรรคจะไปอยู่พรรคไหน จะตั้งพรรคใหม่หรือไปรวมกับพรรค การเมืองอื่น

ชุลมุนวุ่นวายแน่...แต่เห็นพลังประชาชนยิ้มครับเพราะแน่ใจว่าถ้า 2 พรรคถูกยุบก็มีโอกาสที่จะมารวมกันได้ ข้อสำคัญก็คือบรรดาหัวหน้าพรรค แกนนำพรรคระดับหัวกะทิก็ต้องถูกเว้นวรรคการเมือง แบบนี้คงเกิดความระส่ำระสายแน่

เช่นกัน หากชาติไทยและมัชฌิมาธิปไตยถูกยุบมันก็จะมีผลต่อพลังประชาชนเช่นกัน ในกรณีที่ว่ากรรมการบริหารพรรคทุจริตเลือกตั้ง จะต้องถูกยุบพรรคด้วย เพราะคดีที่นายยงยุทธ ติยะไพรัช ถูก กกต.ให้ใบแดง เพราะทุจริตเลือกตั้งและกำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของศาล

หากศาลเห็นตรงกับ กกต.คือสมควรได้ใบแดง โอกาสที่พรรคพลังประชาชนจะถูก “ยุบ” ก็ชัดเจน เพราะมีบรรทัดฐานจาก 2 พรรคที่กล้ามาแล้ว

และอีกเรื่องที่ใหญ่และมีผลต่อการเมืองไม่ต่างกันก็คือ กรณีที่ศาลฎีกาให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า คตส.นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ การต่ออายุชอบหรือไม่ 2 ประเด็นที่มีความหมายต่อคดีต่างๆ ที่ดำเนินการมาอันเกี่ยวกับการทุจริตในรัฐบาล “ทักษิณ”

ศาลรับไว้พิจารณาแล้วก็มี และอีกหลายเรื่องยังดำเนินการไม่เสร็จ อีกหลายเรื่องเกิดปัญหากับอัยการคือ เมื่อ คตส.ยื่นสำนวนส่งฟ้องให้อัยการพิจารณา แต่ถูกตีกลับจนเกิดปัญหาขัดแย้งและดูท่าว่าอัยการจะไม่ฟ้องเอง

ให้ คตส.ไปว่ากันเอง หากคิดว่ามีอำนาจ

หากศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า คตส.ตั้งมาโดยไม่ชอบเรื่องต่ออายุ ก็ไม่ต้องพูดเพราะมันคือผลต่อเนื่องและคดีต่างๆ ที่ คตส.ดำเนินการไปก็จะโมฆะทันที ซึ่ง คตส.ก็พยายามจะชี้ข้อกฎหมายต่างๆ ขึ้นมายืนยันความถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย

คงต้องรอดูศาลรัฐธรรมนูญที่มี 9 ตุลาการใหม่คือ นายจรัญ ภักดีธนากุล นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ นายเฉลิมพล เอกอุรุ นายสุพจน์ ไข่มุกด์ นายจรูญ อินทจาร นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี นายกิติศักดิ์ กิตติคุณไพโรจน์ นายนุรักษ์ มาประณีต และนายชัช ชลวร

9 ท่านนี่แหละครับ...ที่จะชี้ความยุติธรรมแก่บ้านเมือง.

"สายล่อฟ้า"


วันนี้เป็นวันวิสาขบูชา

วันนี้เป็นวันวิสาขบูชา ตรงกับวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ของสมเด็จพระบรมศาสดา

เป็นวันสำคัญสูงสุดของพุทธศาสนิกชนชาวไทย ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรชาวพุทธถึง 95 เปอร์เซ็นต์

เช่นเดียวกับชาวพุทธทั่วโลกที่ยึดถือวันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญทางศาสนาพุทธกันอย่างพร้อมเพรียง

แม้แต่องค์การสหประชาชาติก็ได้ ประกาศยกย่องให้วันขึ้น 15 คํ่า เดือน 6 ของทุกปี เป็น “วันวิสาขบูชาโลก” ให้เป็นวันสำคัญสากล ตั้งแต่ พ.ศ.2542 เป็นต้นไป

และได้กำหนดให้วันวิสาขบูชาเป็นวันหยุดของสหประชาชาติประจำปี

“แม่ลูกจันทร์” ยํ้าประเด็นนี้เพื่อให้พี่น้องชาวพุทธมีความภาคภูมิใจว่าพระพุทธศาสนาไม่ใช่เป็นศาสนาเฉพาะ ชาวเอเชีย

แต่เป็นศาสนาสากลที่ได้รับการนับถือศรัทธาจากสังคมโลกทั้งมวล!!

ข้อสำคัญ ไม่มีศาสนาใดที่เข้าถึงต้นเหตุของความทุกข์ และหนทางดับทุกข์ได้อย่างวิเศษเท่าพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา

ศาสนาพุทธเป็นหลักปรัชญาสากลที่สามารถพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติอย่างแท้จริง!!

ชาวพุทธทุกคนควรปลื้มใจว่าการอยู่ภายใต้ร่มเงาแห่งพระบวรพุทธศาสนา เป็นทางเลือกที่ประเสริฐสุดของมนุษยชาติทั้งปวง

แต่ที่น่าปลื้มใจยิ่งกว่าคือ การที่ที่ประชุมชาวพุทธทั่วโลกได้มีมติเป็นเอกฉันท์เลือกประเทศไทยเป็น “ศูนย์กลางศาสนาพุทธโลก” อย่างเป็นทางการ

การได้รับความเชื่อมั่นจากพี่น้อง ชาวพุทธทั่วโลกให้เมืองไทยเป็นศูนย์กลาง จึงเป็นภารกิจสำคัญของชาวไทยที่ต้อง สืบสานพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนเข้มแข็ง ตลอดไป

แต่ก็น่าเสียดายที่คนไทยส่วนใหญ่ ซึ่งอยู่ในดินแดนอันเป็นศูนย์กลางศาสนา พุทธโลกยังไม่ “เข้าถึง” หลักธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้

คือเป็นชาวพุทธแต่เปลือกเท่านั้นเอง

เมื่อมีวันสำคัญทางศาสนา ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลวิสาขบูชา มาฆบูชา อาสาฬหบูชา ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า เข้าพรรษา ออกพรรษา ฯลฯ คนไทยก็เข้าวัด ตักบาตรทำบุญ ฟังเทศน์ เวียนเทียน ฯลฯ ตามประเพณี

แต่ไม่ได้น้อมนำหลักธรรมคำสอนของพระบรมศาสดาไปปฏิบัติบูชา

ทั้งๆที่หลักคำสอนซึ่งเป็นหัวใจของศาสนาพุทธมีเพียง 3 ข้อคือ...1, ทำความดี 2, ละเว้นความชั่ว 3, ทำจิตใจให้แจ่มใสเบิกบาน

ใครปฏิบัติได้ทั้ง 3 ข้อนี้ จะพ้นทุกข์แน่นอน!!

แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง การทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้แจ่มใสเบิกบาน สามารถปฏิบัติได้แค่ชั่วครั้งชั่วคราว

ยากแสนสาหัสที่จะปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตลอดไป

เพราะใจเรายังมีกิเลส คือ โลภะ โมหะ โทสะ เป็นเจ้าเรือน

ฉันใดก็ฉันเพล “แม่ลูกจันทร์” เองก็เหมือนกัน

ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเราขาด “ขันติ” ความอดกลั้นที่จะเอาชนะความทุกข์อย่างถาวร

พูดให้เป็นหลักธรรมคือ เรายังไม่เข้าถึง “มรรค 8” ซึ่งเป็นแนวทางที่เดินไปสู่ความดับทุกข์อย่างแท้จริง

เมื่อเรามีความทุกข์ แต่ไม่เดินเข้า ไปหาทางดับทุกข์ เราก็ยังไม่พ้นทุกข์ ฉะนี้แล

เมืองไทยศูนย์กลางศาสนาพุทธโลกจึงมีแต่ความวุ่นวาย มีแต่ความยุ่งยาก มีแต่ความขัดแย้ง มีแต่ความเกลียดชัง

สรุปว่าเมื่อเรายังดับทุกข์ไม่ได้ ก็พยายามอย่าเพิ่มทุกข์ให้ตัวเอง

แต่การปฏิวัติไม่ใช่วิธีดับทุกข์นะคุณโยม.

แม่ลูกจันทร์


ชักเล่นกันเปรอะแล้ว

เรื่องของความเชื่อมันห้ามกันไม่ได้ ศาสตร์ลี้ลับยากเกินพิสูจน์

กับภาพข่าวที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะน้องเขย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย “เจ๊แดง” นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวอดีตนายกฯทักษิณ และคนในตระกูลชินวัตร

เดินสายไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วเมืองนครศรีธรรมราช

นุ่งขาวห่มขาวทำพิธีบวงสรวงสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในฉลองพระองค์ชุดออกศึก ที่วัดเขาขุนพนม อำเภอพรหมคีรี

เสร็จพิธีแล้ว ตำรวจยิงปืนเอสเค 21 นัด จุดประทัดเสียงดังสนั่น

เบื้องต้นเลย คิวนี้เป็นหนึ่งในโปรแกรมทำบุญแก้บน 99 วัด เพื่อสะเดาะเคราะห์ให้อดีตนายกฯทักษิณ แทนเจ้าตัวที่ติดงานไม่สามารถเดินทางมาเองได้

และก็เป็นอะไรที่รีบแก้ข่าวกันทันทีทันควัน เมื่อมีข่าวหลุดออกมาในทำนองว่า ระหว่างทำพิธีได้มีการต่อสายถึงอดีตนายกฯทักษิณที่กรุงเทพฯ

มีส่วนร่วมกับช็อตสำคัญ

แต่นายสมชายยืนยัน การเดินทางทริปนี้ไม่ได้เกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณแต่อย่างใด เป็นการไหว้พระตามปกติ ในฐานะที่เป็นคนนครศรีธรรมราช

“ผมอยากจะขอความยุติธรรมในการนำเสนอข่าวด้วย ผมนั้นไหว้พระไหว้เจ้า แต่ ไม่ได้งมงายมากถึงขนาดต้องทำพิธีทรงเจ้า และให้โทรศัพท์คุยกับท่านทักษิณเหมือนที่เป็นข่าว และท่านทักษิณเองคงไม่งมงายถึงขนาดนั้น”

รีบเคลียร์ก่อนที่ประเด็นจะไหลไปไกล

ลึกขั้นที่คอลัมน์เคียงข่าวในหนังสือพิมพ์มติชน ได้ย้อนตำนานของเมืองนครศรีธรรมราชเชื่อกันว่า เขาขุนพนมเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ภายหลังจากสิ้นรัชกาลของพระองค์ มีผู้สันนิษฐานว่า พระเจ้าตากสินทรงมิได้ถูกประหารชีวิตด้วยท่อนจันทน์อย่างที่พงศาวดารกล่าวอ้าง

แต่ได้ทรงสับเปลี่ยนพระองค์กับพระญาติหรือทหารคนสนิท แล้วเสด็จมายังเมืองนครศรีธรรมราช ประทับอยู่ภายในถ้ำของวัดเขาขุนพนม และทรงใช้เป็นที่บำเพ็ญเพียรภาวนา ทรงบูรณะวัดขึ้นมาแล้วทรงผนวชเป็นพระภิกษุจนสวรรคตขณะจำพรรษา ณ วัดแห่งนี้

ประวัติศาสตร์ยาวนาน 200 กว่าปี

สารพัดตำนานที่เล่าลือกันต่างๆนานา

แต่ในเมื่อเรื่องของความเชื่อมันห้ามกันไม่ได้ ตราบใดที่ศาสตร์ลี้ลับยังไม่มีการพิสูจน์ มาถึงวันนี้ ก็ยังมีคนปักใจอยู่กับเรื่องของการ “กลับชาติ”

“ทักษิณ” ส่งทีมบวงสรวงพระเจ้าตากสินมหาราช เสริมบารมี เชื่อว่าอีกไม่นานจะมีหมอดูหรือไม่ก็ซินแสออกมาถอดรหัส ไขปริศนาทำนายกัน

ที่แน่ๆในขณะที่น้องเขยและน้องสาวเดินสายทำบุญสะเดาะเคราะห์ แทน อยู่ที่กรุงเทพฯอดีตนายกฯทักษิณในฐานะประธานสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้และครอบครัวพร้อมด้วยนักการเมืองสมาชิกบ้านเลขที่ 111 และนักธุรกิจใน แวดวงใกล้ชิดไปนั่งชมฟุตบอลนัดพิเศษระหว่างสโมสรเรือใบสีฟ้ากับรวมดาราไทยลีก

แม้ผลจะออกมาพลิกล็อก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พ่ายหมดรูป 3 ต่อ 1 แต่ “ทักษิณ” ยิ้มหน้าบาน เพราะนั่งอยู่ท่ามกลางเสียงเชียร์ ของแฟนคลับกระหึ่มสนาม อยากให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีของคนจนอีกครั้ง

เช็กคะแนนยังไม่ตก

ต่างกับเรตติ้งของนายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ส่อเค้าอาการร่อแร่จากข้อหา “ทัศนคติที่เป็นอันตราย” นอกจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะเร่งเครื่องยื่นถอดถอน พันธมิตรม็อบไล่ “ทักษิณ” ฮึ่มๆยกเป็นเงื่อนไขเปิดทางให้ปฏิวัติ

แม้แต่คนในค่ายเดียวกัน ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน ยังออกมาไล่บี้ หากเคลียร์เรื่องหมิ่นเหม่แล้วสังคมยังไม่เชื่อ “จักรภพ” ต้องพิจารณาตัวเอง

ตัดตอนก่อนลามถึงพรรค

แต่ก็เป็นอะไรที่ต้องเงี่ยหูฟังกันให้ดี และไม่จำกัดว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ในฐานะคนที่ยืนอยู่ตรงกลางได้นิ่งกว่าใคร ล่าสุด พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ออกมาเรียกร้องเชิงวิงวอนกลุ่มบุคคลอย่านำสถาบันเบื้องสูงไปกล่าวอ้างสร้างความชอบธรรมในการเคลื่อนไหวทางการเมือง

“ถ้าเป็นไปได้อยากให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการอ้างอิงถึงสถาบัน เพราะไม่ใช่เรื่องทำให้เกิดความสามัคคี หรือช่วยให้เกิดการแก้ ปัญหาของบ้านเมืองได้ เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละคน”

สะกิดกันนิ่มๆ ชักจะเล่นกันเปรอะไปแล้ว.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน


สุนัย ระบุ ส.ส.พปช.อึดอัดบทบาท ร.ท.กุเทพ

กรุงเทพฯ 18 พ.ค.- “สุนัย จุลพงศธร” ยอมรับ ส.ส.พปช.อึดอัดกับการวางตัวของ “ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง” ยันการให้ความเห็นกรณี “จักรภพ” ไม่ใช่ความเห็นพรรค

นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประชาสัมพันธ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ขณะนี้สังคมกำลังเข้าใจผิด ว่าจะมีการเปิดประชุมสมัยวิสามัญฯ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งที่ความจริงเป้าหมายหลักของการเปิดประชุมสมัยวิสามัญฯ คือการพิจารณางบประมาณ ปี2552 และยังมีกฎหมายอีกหลายฉบับที่จะต้องออกให้ครบตามที่รัฐธรรมนูญปี 2550 กำหนดไว้ หากมีเวลาเหลือจึงจะยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 พ่วงเข้าไปเท่านั้น

“ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาเทียบเคียงกับร่างที่ประชาชนเสนอมาให้มากที่สุด และเวลาก็ไกลเกินกว่าจะแก้ไขให้ทันเรื่องการยุบพรรคและช่วย พ.ต.ท.ทักษิณแล้ว จึงพิสูจน์ได้ว่าไม่เกี่ยวข้องกัน เชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญคงไม่สามารถทำให้เสร็จได้อย่างรวดเร็ว เพราะมีตัวแปรอีกมาก” นายสุนัย กล่าว

กรณีนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีถูกกล่าวหาหมิ่นสถาบันจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญมีอุปสรรคหรือไม่ นายสุนัย กล่าวว่า เป็นเพียงการนำเรื่องของบุคคลมาอ้าง เพื่อต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นสะพานไปถึงรัฐบาลให้ได้ เมื่อถามว่า ดูเหมือนพรรคพลังประชาชนจะโดดเดี่ยวนายจักรภพ นายสุนัย กล่าวว่า วันนี้ ส.ส.ในพรรครู้สึกอึดอัดกับการวางตัวของ ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชนอย่างมาก คำพูดของ ร.ท.กุเทพไม่ใช่ความเห็นของพรรค เพราะ ส.ส.ในพรรคไม่ได้เป็นห่วงอย่างที่ ร.ท.กุเทพ วิตก เนื่องจากรู้ว่าเรื่องดังกล่าวเป็นแผนทางการเมืองพยายามโจมตีทุกวิถีทาง

“ขอให้ประชาชนอย่าวิตกกังวลกับเรื่องนี้ เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญถือเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่จะทำได้ พรรคพลังประชาชนมีภาระที่เคยให้สัญญากับประชาชนไว้ช่วงเลือกตั้งว่าจะเข้ามาแก้ไขรัฐธรรมนูญ พรรคพลังประชาชนยึดถือสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันสูงสุด จะไม่มีการแตะต้องอย่างแน่นอน” นายสุนัย กล่าว. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-18 17:50:27