WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, May 21, 2008

“จักรภพ”แฉเมียนายทหารใหญ่ เอี่ยวปล่อยเอกสารแปลผิด

“จักรภพ ” แฉอีก “เมียนายทหารใหญ่” เอี่ยวปล่อยเอกสารแปลผิดให้ทหาร เผย รู้ตัวแล้ว แต่ยังไม่อยากจัดการ มั่นใจหลังแปลคำบรรยายเสร็จสังคมจะเข้าใจถึงความบริสุทธิ์

นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า ขณะนี้การแปลคำบรรยายที่ตนไปพูดที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศนั้นลงตัวแล้วทุกอย่าง และกำลังจะเอาฉบับจริงมาแทนใบปลิวที่มีออกมาขณะนี้ ที่ผ่านมาตนถูกโจมตีด้วยใบปลิวที่คนแปลไม่กล้าลงชื่อ และเป็นการแปลความหมายที่ผิด หาเรื่อง จนกลายเป็นข่าวใหญ่โต แม้เรื่องนี้จะเริ่มต้นด้วยความบิดเบือนแต่จะต้องจบลงด้วยความจริง ส่วนตนก็จะมุ่งมั่นทำงาน สร้างผลงานให้รัฐบาล ใครจะตี ก็ตีไป

เมื่อถามถึงกรณีการไปพูดกับคนไทยในแอลเอเมื่อปี 2550 นายจักรภพ กล่าวว่า เป็นเรื่องเก่าแก่ ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ไปพูดที่แอลเอเช่นเดียวกัน และนายสนธิจำได้หรือไม่ว่าได้พูดอะไรไปบ้าง เอาเป็นว่าในสถานการณ์หนึ่งก็มีลีลาการพูดที่ดุเด็ดเผ็ดมัน เพราะช่วงนั้นมีการประท้วงกัน แต่เนื้อหาสาระก็เป็นเพียงการเล่าเบื้องหลังของสิ่งที่เกิดขึ้น เรื่องนี้ก็ไม่ใช่ประเด็น แต่ตนขอตั้งข้อสังเกตว่า ถึงเรื่องของตนจะจบแล้ว เดี๋ยวก็มีเรื่องรัฐมนตรีคนอื่น เรื่องนายกรัฐมนตรี ซึ่งสังคมเริ่มจะต่อภาพเห็นแล้วว่าเรื่องนี้ไม่ใช่การหาข้อเท็จจริงอะไร เป็นเพียงการไล่ล่าเพื่อจะหาจุดอ่อนของรัฐบาลเท่านั้น

ผู้สื่อข่าวถามว่าหมายความว่าอย่างไรกรณีระบุว่าต้องต่อสู้กับคนที่สูงมาก นายจักรภพ กล่าวว่า คือระบอบอมาตยาธิปไตย คือคนที่มีผลประโยชน์อยู่เบื้องหลังคนต่างๆ และในที่สุดต้องออกมายึดอำนาจ คนเหล่านี้สูงกว่าในฐานะการเงิน การเมือง เพื่อไปซ่อนอยู่ข้างหลัง คนเหล่านี้เป็นนักธุรกิจก็มี เป็นชาวต่างชาติก็มี แต่ไม่ใช่เวลาที่จะมาพูดถึง เอาเป็นว่าการวิเคราะห์สังคมไทยจะต้องทำต่อไปในเชิงวิชาการ ส่วนเรื่องการเมืองขณะนี้ ตนขอจำกัดวงอยู่ที่การบรรยายที่มีข้อสงสัยกัน ซึ่งต้องอธิบายให้เกิดความกระจ่างชัดว่าการบรรยายทุกอย่าง รวมถึงการทำงานเพื่อบ้านเมือง เป็นไปด้วยเจตนาบริสุทธิ์ ตนทำทุกอย่างด้วยความเปิดเผย การบรรยายทุกครั้งมีการประชาสัมพันธ์ อยู่ต่อหน้ากล้อง และคนเป็นร้อยๆ ไม่เคยหลบซ่อน ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นการพิสูจน์เจตนาอยู่แล้ว ขอให้ตนแปลฉบับที่ถูกต้องออกมาก่อน เพราะขณะนี้โดนใบปลิวต่อว่า ซึ่งก็คือคนแปลที่ไม่กล้าลงชื่อ

เมื่อถามว่าคิดอย่างไรที่มีเสียงสะท้อนจากทหารในเชิงไม่ดี นายจักรภพ กล่าวว่า ทหารก็ได้ข้อมูลผิด เพราะมีคนเอาคำแปลผิดไปแจกจ่ายในหมู่ทหาร มีภรรยาทหารชั้นผู้ใหญ่บางคนเกี่ยวข้องอยู่ด้วย แต่อย่าให้พูดถึงเลย เพราะจะยาวไกลไป เอาเป็นว่าเมื่อเอาเอกสารผิดไปเผยแพร่ก็รู้สึกไม่ดี ไว้รอเอกสารจริงออกมาตนเชื่อว่าทุกคนจะเข้าใจว่าความจริงคืออะไร และตนจะชี้จุดด้วยว่าตรงไหนที่เขานำไปบิดเบือนจนกลายเป็นเรื่องขึ้นมา

เมื่อถามว่าที่ระบุว่ามีภรรยาเกี่ยวข้องด้วยนั้น เกี่ยวข้องจุดไหน นายจักรภพ กล่าวว่า เกี่ยวข้องกับการแปลและแจกจ่ายเอกสารให้กับผู้นำกองทัพและกองพันต่างๆซึ่งขอให้รู้ว่าเรื่องนี้เป็นการเข้าใจผิดกัน เพราะคิดว่าคนที่นำไปแจกจ่ายก็คงไม่ได้มีเจตนาไม่ดี เพียงแต่เห็นอะไรไม่ชอบมาพากลก็อยากให้ผู้ใต้บังคับบัญชารู้ด้วย ซึ่งเขาอาจจะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่าเป็นเอกสารที่บิดเบือนและผิดจากความจริง อย่างไรก็ตามตนรู้ตัวคนที่ดำเนินการเรื่องนี้แล้ว แต่ยังไม่จัดการอะไร เพราะต้องทำตามขั้นตอนก่อน เราต้องเริ่มจากต้นเหตุก่อน ส่วนใครจะหลบอยู่หลังใคร หรือเป็นเงาของใคร เอาไว้ว่ากันในโอกาสหน้า เพราะความยุติธรรมในบ้านเมืองต้องมีต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่าเรื่องนี้อาจเป็นชนวนให้ถูกปรับออกจากคณะรัฐมนตรี นายจักรภพ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องที่ตนจะพูดได้

เมื่อถามว่าจะทำอย่างไรให้เอกสารที่แปลออกมาน่าเชื่อถือเพราะเป็นคนพูดเอง แปลเอง นายจักรภพ กล่าวว่า ความจริงคือความจริง ใครที่ได้อ่านจะได้ทราบว่านี่คือเจตนาของคนพูดที่พูดเป็นภาษาอังกฤษแล้วแปลเป็นภาษาไทยอย่างนั้นอย่างนี้ ถามกลับมาได้ว่าแปลอย่างนั้นจริงหรือไม่ ตนจะได้แปลให้รู้ว่าเจตนาเป็นอย่างไร ดังนั้นเรื่องนี้ไม่ต้องมีแผนเพื่อทำให้น่าเชื่อถือ แค่ทำความจริงมาแทนความเท็จก็พอแล้ว



กกต. กุลีกุจอสอบ “สมัคร” จัด TV "ชิมไปบ่นไป"

กกต.รับลูกเร่งสอบสัญญาการจ้างของนายกฯ ในรายการ"ชิมไปบ่นไป" หากพบเป็นการรับจ้าง ก็ไม่เข้าข่ายความผิด รวมถึงตรวจการถือหุ้นในบริษัท คาดสอบเสร็จต้นมิ.ย.

นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการตรวจสอบคุณสมบัตินายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จากที่มีผู้ร้องเรียนเรื่องขาดคุณสมบัติ เนื่องจากรับจ้างจัดรายการ “ชิมไปบ่นไป”โดยคาดว่าจะได้รับหนังสือชี้แจงรายละเอียดจากนายกรัฐมนตรีในวันนี้ ซึ่งประเด็นอยู่ที่การสอบสัญญาจ้าง หากพบเป็นการรับจ้าง ก็ไม่เข้าข่ายความผิด แต่หากสัญญาระบุว่า นายกรัฐมนตรีเป็นลูกจ้างก็ถือว่ามีความผิดชัดเจน และยังคงต้องตรวจสอบเรื่องการถือหุ้น หรือตำแหน่งในบริษัทดังกล่าวด้วย ว่ามีชื่อนาสมัครด้วยหรือไม่

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการในเบื้องต้นทางกกต.ได้ตั้งกรรมการตรวจสอบในเรื่องนี้แล้ว ซึ่งคาดว่าน่าจะได้ผลการสอบในต้นเดือนมิถุนายนนี้

ด้านนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้ระบุไว้ว่า จะยื่นจดหมายต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้วินิจฉัยกรณีการจัดรายการโทรทัศน์ชิมไปบ่นไปว่า อยู่ในสถานะลูกจ้าง หรือเป็นการรับจ้างเท่านั้น โดยต้องการให้ กกต.วินิจฉัย โดยเร็ว โดยกรณีดังกล่าวถือเป็นความพยายามในการทำให้ตนเองต้องออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของบุคคลกลุ่มหนึ่ง ซึ่งหากต้องออกจากตำแหน่งจริง จะถือว่าเป็นการตายน้ำตื้น



Tuesday, May 20, 2008

พักตะหลิวหนีตายน้ำตื้น

แม้จะมีดีกรีนิติศาสตรบัณฑิต จากรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่น 01 รุ่นเดียวกับเซียนกฎหมายระดับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ รวมไปถึงอดีตนายกฯ ชวน หลีกภัย อ่านกฎหมายรู้ดูกฎหมายเป็นไม่แพ้ใคร

แต่ลึกๆก็คงจะเสียวเหมือนกัน

ไม่อย่างนั้น “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี คงไม่สั่งยกเลิกกองถ่ายรายการ “ยกโขยงหกโมงเช้า” แบบกะทันหัน

ทั้งที่เดินทางไกลไปถึงตลาดสดกลางเมืองเพชรบูรณ์กันแล้ว

โดยเฉพาะถ้าสะท้อนจากอารมณ์ที่ “ลุงหมัก” เปิดฉากแฉผ่านรายการ “สนทนาประสาสมัคร” เมื่อเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ร่ายยาวเป็นฉากๆ

“เมื่อ 2-3 วันมานี้ มีคนคณะหนึ่งที่กำลังหาคนจะมาแทนนายสมัคร เป็นข่าวเอิกเกริกกันอยู่ ตอนนี้จะเอาออกให้ได้อีกแล้ว ก็มาบอกว่ารายการชิมไปบ่นไปมันผิดกฎหมาย”

“2 พวกนี้ผมไม่ออกชื่อล่ะครับ 2 เสือนี่ไปจัดการเลย ไปยื่น กกต.บอกว่าจะสอบเรื่องนี้ ผมก็ชี้แจงให้ทราบเสียก่อนว่าผมได้ตรวจสอบในแง่กฎหมายแล้ว ผมไม่ใช่ลูกจ้างแต่เป็นรับจ้าง แต่พอเล่นงานผมก็ไม่อยากให้มีเรื่อง เพราะจะเอานายกฯ ออกจากตำแหน่ง ผมก็เลยบอกให้หยุดถ่ายทำ และหยุดถ่ายรายการทั้งที่ช่อง 5 และช่อง 3”

“ผมจะทำจดหมายไปถึง กกต.ว่าต้องวินิจฉัยเรื่องนี้ ผมจะบอกเลยว่าที่ผมทำเพราะผมแน่ใจ มาตรวจสอบทางกฎหมาย เขาบอกผมเป็นรับจ้าง ไม่ใช่ลูกจ้าง ในกฎหมายเขียนว่าลูกจ้าง ผมไม่ได้เป็นลูกจ้าง ผมรับจ้าง เขาบอกแยกกัน ไม่เหมือนกัน”

“ก็อยากจะลองดูว่า จะทำอย่างไร ผมเข้าใจดีว่ามีหน้าที่ทำอะไรได้หรือไม่ได้ หรือจะเอารายการนี้มาฆ่ากันในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็ขอให้ประชาชนพิจารณาด้วยก็แล้วกัน รอดมาได้ 4 ครั้ง แต่ครั้งนี้ถ้าไม่รอด เขาก็เรียกว่าตายน้ำตื้น ก็อยากให้ลองดู เผื่อจะดุเดือดเลือดพล่านกันขึ้นมา”

ตามรูปการณ์ไม่ใช่แค่แง่มุมของกฎหมาย แต่ “ลุงหมัก” ปักใจเป็นเกมโค่นเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

นี่แหละจุดที่ทำให้เสียว

และจากปริศนา “2 เสือ” ที่ “ลุงหมัก” ปล่อยออกมา ก่อนอื่นเลยตามรอยคนที่เปิดเกมยื่นสอบรายการ “ชิมไปบ่นไป” ต่อนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. มีชื่อว่านายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.ลากตั้ง

โดยชื่อไม่ค่อยคุ้นหูเท่าไหร่

แต่เจาะให้ลึกลงไปคนวงในว่ากันว่า “เรืองไกร” คนนี้เป็นเด็กในสังกัด “เจ๊ดัน” ของคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)

ก็เลยไล่สายกันได้ไม่ยาก

และให้ชัดเข้าไปอีกขั้น โยงใยกันเป็นเครือข่าย โดยการขยับรับมุกของนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีต ส.ว.กทม. เจ้าเก่าขาประจำ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการเป็นผู้จัดรายการทีวี ชิงออกมาฟันธงนำร่อง

มีใครเชื่อหรือไม่ว่า นายสมัครไม่มีผลประโยชน์จากรายการทั้งหมดของบริษัทนี้ เพราะนอกจากเป็นพิธีกรแล้ว ยังมีการยอมให้มีการนำภาพของนายสมัครไปโฆษณาในเว็บไซต์ของรายการด้วย

กรณีดังกล่าวถือว่า ความผิดสำเร็จ และความเป็นรัฐมนตรี สิ้นสุดลงทันที

ชงกันเอง ตบกันเอง

แตะมือเล่นกันเป็นทอดๆ

แต่ถึงที่สุดเลยก็ขึ้นอยู่กับคนที่มีอำนาจฟันธงตัวจริง นายประพันธ์ นัยโกวิท และนางสดศรี สัตยธรรม 2 ใน 5 เสือ กกต. ออกมาพูดตรงกัน ในเบื้องต้น กกต.ได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อสอบสวนเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวแล้ว

คาดว่าน่าจะได้ผลสรุปในช่วงต้นเดือนหน้า

ในเบื้องต้นต้องมีการตรวจสอบประเด็นสำคัญในสัญญาว่าจ้าง 2 ประเด็น คือ 1. มีการทำสัญญาว่าจ้างให้จัดรายการแบบถาวรหรือไม่ เพราะถ้าหากถาวร จะทำให้ผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 267 ทันที และ 2. บริษัทอะไรเป็นเจ้าของรายการ

แต่จนถึงขณะนี้ กกต.ยังคงไม่มีข้อมูลแต่อย่างใด

“ลุงหมัก” คงต้องพักตะหลิว “ชิมไปบ่นไป” อีกหลายสัปดาห์.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน


“สดศรี” ชี้ประเด็นสำคัญที่ต้องสอบ

นางสดศรี สัตยธรรม คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวว่า ทาง กกต.ยังไม่ได้รับเอกสารชี้แจงใดจากนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เพื่อให้ กกต.ตรวจสอบคุณสมบัติในกรณีที่มีผู้ร้องว่า ขาดคุณสมบัติความเป็นนายกรัฐมนตรี อีกทั้งในวันนี้ถือเป็นวันหยุดราชการ คงไม่มีเจ้าหน้าที่ กกต.อยู่ รับหนังสือดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นทาง กกต.ได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อสอบสวนเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวแล้ว คาดว่าน่าจะได้ผลสรุปในช่วงต้นเดือน มิ.ย. ส่วนกรณีที่นายกฯ ยืนยันว่าการจัดรายการชิมไปบ่นไปนั้น ไม่ได้อยู่ในฐานะลูกจ้าง แต่เป็นเพียงการรับจ้างนั้น เรื่องนี้คงต้องมีการตรวจสอบ โดยเฉพาะประเด็นในสัญญาการว่าจ้างเป็นสำคัญ โดยต้องตรวจสอบในประเด็นดังนี้ 1.มีการทำสัญญาว่าจ้างให้จัดรายการแบบถาวรหรือไม่ 2.บริษัทอะไรเป็นเจ้าของรายการ หากตรวจสอบพบว่ามีการจัดทำสัญญาดังกล่าวจริง จะถือว่าเข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 267 ที่ห้ามนายกฯ และรัฐมนตรี จะเป็นลูกจ้างของเอกชนไม่ได้

สอบ “ชิมไปบ่นไป” ยันตรงไปตรงมา

พล.อ.ยอดชาย เทพยสุวรรณ ประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบกรณีที่มีผู้ร้องเรียนว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี เพราะไปรับจ้างการจัดรายการ “ชิมไปบ่นไป” ทางช่อง 3 และททบ.5 กล่าวว่า ได้รับการประสานงานจากประธาน กกต. เพื่อให้รับทำหน้าที่สืบสวนสอบสวนฯกรณีดังกล่าวแล้ว แต่ยังไม่เห็นคำสั่งการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ หาก เห็นหนังสือการแต่งตั้งการสืบสวนสอบสวนจาก กกต.แล้ว ก็จะเริ่มต้นการสืบสวนทันที ก็ไม่ได้รู้สึกหนักใจอะไรกับการทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องดังกล่าว ถ้ามีข้อเท็จจริงปรากฏก็จะพิจารณาไปตามข้อมูลหลักฐาน เพราะเป็นคนตรงไปตรงมาอยู่แล้ว แต่คงไม่สามารถเปิดเผยแนวทางการทำงานได้



สมัครปัดไล่จักรภพ ให้ตำรวจจัดการ

สืบเนื่องจากกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านฯและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นเอกสารหลักฐานให้แก่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เพื่อพิจารณาการดำรงตำแหน่ง รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีของนายจักรภพ เพ็ญแข ที่ไปพูดในการปาฐกถาของสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ แสดงทัศนคติที่เป็นอันตรายต่อสถาบันเบื้องสูงนั้น

“สมัคร” เร่ง ตร.สอบดับชนวน “จักรภพ”

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 19 พ.ค. นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ ได้ส่งหนังสือให้พิจารณาปรับนายจักรภพ เพ็ญแข รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกจาก ครม. โดยอ้างว่ามีทัศนคติอันตรายต่อสถาบันเบื้องสูงว่า การจะให้ปรับพ้นออกจาก ครม.ไปเลย เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ ยืนยันเรื่องนี้ต้องให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริง จะได้มีคำตัดสินใจออกมา ไม่ใช่มาอ้างกล่าวหาใครต่อใคร แล้วจะต้องเอาออกไป เรื่องแบบนี้ต้องดำเนินการอย่างมีมาตรฐานและมีขั้นตอน ให้ตำรวจที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมสอบสวนให้เสร็จแล้วก็ส่งเรื่องไปให้อัยการ แล้วก็ไปสู่ศาล และจะเร่งให้ทางตำรวจสอบสวนจัดการเรื่องนี้โดยเร็วที่สุดด้วย จะได้ดับชนวนเรื่องนี้ให้จบไปเสียที อย่างไรก็ตาม ถ้ายังไม่เชื่อ ไม่ยอมรับกันเรื่องการแปลคำบรรยาย ก็ให้ทางตำรวจไปหาสถาบันที่เป็นมาตรฐานเป็นคนแปล

โดนถล่มเพราะไปแตะกิจการสื่อ

นายกฯกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้มีข้อสังเกตว่า การไปบรรยายที่มากล่าวอ้างกันนั้น เป็นพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งจะเกิดขึ้น เขาไปพูดตั้งแต่ ช่วงเดือน พ.ย. ในช่วงที่เพิ่งออกจากคุกมาใหม่ๆ ในทำนองว่าเขาไม่เห็นด้วยกับระบบอุปถัมภ์ ก็ไม่เห็นมีใครไปดำเนินการอะไรกันในตอนนั้นเลย อยู่กันมาได้ตั้งนานทำไมไม่รู้สึกว่าเสียหาย พอนายจักรภพเข้ามาเป็นรัฐมนตรี ทำงานไปเรื่อยก็ยังไม่มีอะไร แต่เมื่อไปแตะเรื่องสื่อ จนไปกระทบกิจการของใครบางคนเข้า ก็เลยทำให้ มีการดำเนินการเรื่องนี้ จะเห็นได้ว่าถ้านายจักรภพไม่ไปกระทบเหยียบโดนใครเข้า ก็จะยังเป็นคนธรรมดาอยู่

จี้ทุกฝ่ายเลิกพาดพิงเบื้องสูง

เมื่อถามถึงกรณีที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรีและอดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาเตือนไม่อยากให้ฝ่ายการเมืองอ้างเรื่องสถาบันเบื้องสูงมาพูด เพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมืองของตัวเอง นายสมัครตอบว่า เห็นด้วยกับองคมนตรี แต่ต้องเตือนทุกฝ่าย ไม่ใช่ฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง ทุกฝ่ายทุกคนจะต้องระมัดระวังเรื่องนี้ เมื่อถามถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯและอดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ไปทาบทามให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯและอดีตหัวหน้าพรรคความหวังใหม่ เข้ามาเป็นนายกฯแทนหากนายสมัครจำเป็นต้องพ้นจากตำแหน่งนั้น นายกฯตอบว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่จะมากระทบกระเทือนต่อสถานะของตน ก็คงขอตอบได้เพียงว่าไม่ขอออกความเห็น เพราะไม่อยากให้ ไปกระทบใครต่อใคร

ยื่น กกต.ชี้ขาดจัด “ชิมไปบ่นไป”

นายสมัครยังกล่าวถึงการทำหนังสือถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรณีที่มีผู้ร้องเรียนว่าอาจเข้าข่ายขาดคุณสมบัติรัฐมนตรี เพราะไปเป็นลูกจ้างบริษัททำรายการ “ชิมไปบ่นไป” ว่า ระหว่างนี้ก็ต้องหยุดรายการไปก่อน และเนื่องจากวันที่ 19 พ.ค. เป็นวันวิสาขบูชา เป็นวันหยุดราชการ ดังนั้นจะส่งหนังสือไปให้ กกต.ในวันที่ 20 พ.ค. ทั้งนี้ ตอนแรกคิดว่าจะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อ กกต.ด้วยตัวเอง แต่ไม่อยากให้ดูเหมือนว่าไปทำให้เป็นเรื่องราวใหญ่โตเอิกเกริก ดังนั้น ก็จะมอบหมายให้เจ้าหน้าที่นำหนังสือไปยื่นต่อ กกต.แทน

“จักรภพ” ขู่แจ้งความคนที่กล่าวหา

วันเดียวกัน นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ พร้อมด้วย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ ได้เดินทางมาติดตามการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 3 ที่นครพนม ที่รัฐบาลได้อนุมัติงบแล้วประมาณ 1,400 ล้านบาท โดยจะมีการวางศิลาฤกษ์ในเดือน มิ.ย.นี้ จากนั้นได้เดินทางไปทำบุญครบรอบวันคล้ายวันเกิดของโฮจิมินห์ อดีตผู้นำเวียดนาม ที่หมู่บ้านมิตรภาพไทย-เวียดนาม และเป็นประธานเปิดพิพิธภัณฑ์จวนผู้ว่าฯหลังเก่า ที่เคยเป็นอดีตที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เมื่อครั้งเสด็จเยือน จ.นครพนม เมื่อปี 2498

นายจักรภพกล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นขอยืนยันว่า ไม่มีเจตนาหมิ่นเบื้องสูงดังที่ถูกกล่าวหาเลย และไม่เคยอยู่ในความคิด เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นการที่มีบุคคลต้องการจะทำลายรัฐบาล เพราะไม่มีเรื่องอื่นแล้ว จะนำเรื่องของตนมาเป็นประเด็น โดยกำลังเร่งแปลเอกสารและส่งให้กับทางตำรวจในวันที่ 22 พ.ค.นี้ จากนั้นจะดำเนินการกับบุคคลที่กล่าวหาให้ถึงที่สุด โดยที่กรณีดังกล่าวไม่รู้สึกหนักใจเลย เพราะมีความบริสุทธิ์ใจทุกอย่าง

มีขบวนการตั้งใจเสี้ยมให้ชนกัน

นายจักรภพกล่าวอีกว่า ส่วนการที่จะมีการปรับ ครม.นั้น จะปรับเปลี่ยนอะไรถือเป็นเรื่องธรรมดาของการเมือง ส่วนกรณีที่ พล.อ.ชวลิตแจกหนังสือเปิดโปงขบวน การล้มปืน ล้มทุน ล้มเจ้านั้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตน แต่อาจเกิดความเข้าใจผิดในการตีความ เพราะมีขบวนการที่ตั้งใจจะเสี้ยมให้คนชนกัน สร้างความแตกแยกให้ บ้านเมือง วันนี้ถือว่าโชคดีที่ได้พบท่าน มีการพูดคุยถึงเรื่องที่เกิดขึ้น โดยท่านก็ได้รับทราบเป็นที่เข้าใจว่าเป็นการยุยงทำลายรัฐบาล ทุกอย่างที่ พล.อ.ชวลิตพูด ทุกคนต้องรับฟังมาปฏิบัติ เพราะถือเป็นคนสำคัญคนหนึ่งในประเทศ

พล.อ.ชวลิตกล่าวว่า จากกรณีที่เกิดขึ้นกับนายจักรภพ มั่นใจว่าไม่มีทางเป็นไปได้ เชื่อมั่นว่าคงไม่คิดที่จะหมิ่นเบื้องสูงแน่นอน แต่เป็นเรื่องการเมืองที่นำมาจุดประกาย ให้เกิดการแตกแยกทางการเมือง อยากให้ทุกคนหันมาร่วมมือกันดีกว่า ส่วนเรื่องการทาบทามให้เป็นนายกฯแทนนายสมัคร สุนทรเวช นั้นไม่มี เพราะอายุมากแล้วเป็นไม่ได้แล้ว สำหรับการแจกเอกสารเรื่องขบวนการล้มปืน ล้มทุน ล้มเจ้า ไม่เกี่ยวข้องกับใคร เพียงอยากให้ทุกคนรับรู้ถึงการต่อสู้ในอดีต ที่ได้มาของประชาธิปไตยของประเทศไทยเท่านั้น

ท้า ปชป.ฟ้องศาลเอาผิด “จักรภพ”

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีที่จะมีการประชุม ส.ส.ของพรรคในวันที่ 20 พ.ค.นี้ เพื่อพิจารณาถึงกรณีที่นายจักรภพ เพ็ญแข รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไปบรรยายที่สมาคมนักข่าวต่างประเทศ แล้วถูกกล่าวหามีเนื้อหาหมิ่นสถาบันว่า สำนักเลขาธิการพรรคยังไม่มีการนัดประชุม ส.ส. เพราะอยู่ในช่วงปิดสมัยประชุมสภา แต่ถ้ามีการประชุมตามปกติทั่วไป จะมีระเบียบวาระพิจารณาสถานการณ์การเมืองทั่วไปอยู่แล้ว ไม่ได้พิจารณาประเด็นใดประเด็นหนึ่งโดยเฉพาะ ทั้งนี้เมื่อไม่มีการประชุมพรรค รัฐบาลจะต้องดูแลและชี้แจงถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ส่วนกรณีที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกฯและองคมนตรี ระบุว่าอย่าไปดึงสถาบัน เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองนั้น เรื่องนี้เห็นด้วย จึงอยากให้พรรคประชาธิปัตย์ที่มีข้อมูลเรื่องนี้มากที่สุดไปฟ้องต่อศาล เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามกระบวนการยุติธรรม หรือจะยื่นถอดถอนก็ทำไป ไม่ควรออกมาตอบโต้กันไป มาจะไม่จบ และจะได้ไม่กระทบกระเทือนต่อสถาบัน

ผิดจริงต้องปลดจากพลเมืองไทย

นายฉลาด ขามช่วง ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องให้ความเป็นธรรมต่อนายจักรภพ โดยให้องค์กรที่เป็นกลางที่เชื่อถือได้พิจารณาคือศาลยุติธรรม และให้องค์กรที่เป็นกลางแปล เช่น คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อย่างไรก็ตามในหลักการใครมีเจตนาหมิ่นสถาบัน ต้องเอาผิดตามกฎหมาย และไม่สมควรเป็นพลเมืองไทยด้วยซ้ำไป เพราะคนไทยไม่ว่าอยู่ที่ไหนทั่วโลกต่างเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ยื่นเอกหลักสารหลักฐานในการบรรยายดังกล่าวของนายจักรภพต่อนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เพื่อให้ปลดออกจาก รมต.ประจำสำนักนายกฯนั้น เรื่องนี้พรรคประชาธิปัตย์ ไม่จำเป็นต้องดำเนินการหรอก ถ้านายจักรภพมีความผิดจริงพรรคพลังประชาชนจะดำเนินการเอง

อ่านรายละเอียด ไทยรัฐ

จับตา คตส.อาจชี้มูลคดีบ้านเอื้ออาทรพรุ่งนี้

กรุงเทพฯ 19 พ.ค.- จับตา คตส.อาจชี้มูลคดีบ้านเอื้ออาทรพรุ่งนี้ พร้อมจี้อัยการสูงสุดคืนสำนวนเอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้พม่า ขณะที่ทีมทนายชงฯ คำร้องค้านจำเลยหวยบนดิน พร้อมกับวอนศาลฎีกานักการเมืองเร่งตัดสินคดี ไม่ต้องรอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

นายสัก กอแสงเรือง โฆษกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (20 พ.ค.) ที่ประชุม คตส.จะพิจารณาสำนวนโครงการบ้านเอื้ออาทร ที่นายแก้วสรร อติโพธิ กรรมการ คตส. เป็นประธานว่า จะส่งให้อัยการสูงสุดพิจารณาส่งฟ้องต่อศาลหรือไม่ นอกจากนี้ ที่ประชุมจะติดตามความคืบหน้าในคดีธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ ปล่อยกู้ให้รัฐบาลพม่า ซึ่งเมื่อวันศุกร์ที่ 16 พฤษฎาคมที่ผ่านมา คตส.ได้ทำหนังสือขอสำนวนคืนจากอัยการสูงสุดแล้ว คาดว่าอัยการสูงสุดจะส่งสำนวนคืนได้ภายในสัปดาห์นี้ จากนั้น คตส.จะดำเนินการยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเอง ด้วยการตั้งทนายความจากสภาทนายความขึ้นมาดูแลคดี

นายสัก กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมจะพิจารณาคำร้องของทีมทนายความคดีการออกสลากพิเศษเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว หรือหวยบนดิน ที่จะมีการยื่นคำร้องคัดค้านคำร้องของผู้ถูกกล่าวหารายที่ 31-47 กรณีที่มาและการต่ออายุของ คตส. ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาแผนกผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

ด้าน นายนคร ชมพูชาติ หนึ่งในคณะทนายความที่ได้รับมอบหมายจาก คตส.ให้ดูแลคดีหวยบนดิน เปิดเผยว่า ทางทีมทนายฯ ได้เตรียมนำร่างคำร้องคัดค้านโต้แย้งคำร้องของผู้ถูกกล่าวหาในกรณีระบุว่า คตส.ไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการดำเนินการกับผู้ถูกกล่าวหากลุ่มดังกล่าวให้ที่ประชุม คตส.พิจารณา โดยทีมทนายความยืนยันว่า คตส.มีอำนาจดำเนินการได้ เพราะมีกฎหมายรองรับ และแม้ว่าประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 จะให้ตรวจสอบการทุจริตของคณะรัฐมนตรีชุดที่แล้ว แต่ก็สามารถดำเนินการกับบุคคลอื่นที่ไม่เป็นนักการเมืองที่เกี่ยวข้องจนทำให้รัฐเสียหาย

นายนคร กล่าวด้วยว่า ทีมทนายความยังเห็นด้วยว่าอาจยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อให้ดำเนินการพิจารณาคดีหวยบนดินต่อ โดยไม่ต้องรอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพราะไม่มีกฎหมายใดบังคับว่า ต้องรอให้ศาลวินิจฉัยก่อนจึงจะดำเนินการพิจารณาคดีได้ ส่วนตัวมองว่า การที่คู่กรณีโต้แย้งขึ้นมา เพราะต้องการให้คดีดำเนินการล่าช้า แต่ทีมทนายความไม่ท้อแท้ เพราะมั่นใจในสำนวน และ คตส.ต้องทำงานใหญ่จัดการกับนักการเมืองที่ยิ่งใหญ่และมีเงินมาก ใช้ทุกทางในการปกป้องตัวเอง.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-19 19:03:06


รธน. มีที่มาจากรัฐประหาร มักจะอายุสั้น



หากไม่นับธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502 ซึ่งมีที่มาจากการรัฐประหาร ที่นำโดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และประกาศใช้เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2502 จนถึงวันที่ 20 มิถุนายน 2511 เป็นระยะเวลา 9 ปี 4 เดือน 23 วัน แล้ว รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร ซึ่งมีที่มาจากการรัฐประหารทุกฉบับ มักจะมีอายุสั้น

ที่มีอายุการใช้บังคับยาวนานที่สุด ก็เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 ซึ่งมีที่มาจากการรัฐประหารของคณะ รสช. มีอายุการใช้บังคับนาน 5 ปี 10 เดือน 2 วัน

รองลงมาได้แก่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511 ซึ่งจัดทำโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ตั้งขึ้นโดยคณะรัฐประหาร และใช้เวลาร่างถึง 9 ปีเศษ แต่ใช้บังคับได้เพียง 3 ปี 4 เดือน 21 วัน

รองลงมาอีกคือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 ซึ่งมีที่มาจากการรัฐประหาร ภายใต้การนำของ พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ มีอายุการใช้บังคับเพียง 2 ปี 7 เดือน 6 วัน

นอกนั้นก็เป็นรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว และธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรซึ่งมีที่มาจากการรัฐประหาร และมีอายุการใช้บังคับค่อนข้างสั้น คือ ไม่ถึง 2 ปีบ้าง ปีครึ่งบ้าง ปีเศษบ้าง 1 ปีพอดีบ้าง หรือแค่ 9 เดือนก็ยังมี

ดังนั้น ถ้าไม่นับธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502 ที่กล่าวข้างต้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว และธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร จำนวน 9 ฉบับ ซึ่งมีที่มาจากการรัฐประหาร ปรากฏว่ามีอายุการใช้บังคับเป็นเวลารวมกันเพียง 17 ปี 1 เดือน 13 วัน

ต่อให้เอาอายุการใช้บังคับของธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502 มารวมด้วยเป็น 10 ฉบับ ก็จะมีอายุการใช้บังคับรวมกันแค่ 26 ปี 6 เดือน 6 วัน ทั้งนี้ ไม่นับพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ซึ่งมีอายุการใช้บังคับเพียง 5 เดือน 13 วัน เพราะมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวรมาประกาศใช้

ในทางกลับกัน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งมีที่มาโดยวิถีทางของกฎหมาย หรือมาจากความเห็นชอบของรัฐสภา หรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตามกระบวนการของรัฐสภา กลับมีอายุการใช้บังคับค่อนข้างยาวนานเกือบทุกฉบับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ซึ่งคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญจัดทำขึ้น และเสนอสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบ แล้วนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้นั้น เป็นรัฐธรรมนูญที่มีอายุการใช้บังคับยาวนานที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง คือ 13 ปี 4 เดือน 29 วัน

ส่วนอันดับสอง เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 ซึ่งจัดทำโดยคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ เสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาให้ความเห็นชอบ แล้วนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้ มีอายุการใช้บังคับยาวนานถึง 12 ปี 2 เดือน 1 วัน

อันดับสาม คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ซึ่งสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ประชาชนและรัฐสภาร่วมกันเลือก เป็นผู้จัดทำขึ้นและเสนอรัฐสภาให้ความเห็นชอบ แล้วนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้ มีอายุการใช้บังคับยาวนานถึง 8 ปี 11 เดือน 9 วัน

และอันดับสี่ ได้แก่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2495 ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรทำการแก้ไขปรับปรุงจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2475 จนสมบูรณ์ขึ้นมาก แล้วนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้ มีอายุการใช้บังคับเป็นเวลา 6 ปี 7 เดือน 12 วัน

เพราะฉะนั้น เฉพาะรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จำนวน 4 ฉบับ ซึ่งมีที่มาโดยวิถีทางของกฎหมาย หรือผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาหรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตามกระบวนการของรัฐสภา ก็มีอายุการใช้บังคับรวมกันเป็นเวลานานถึง 41 ปี 1 เดือน 21 วัน ซึ่งค่อนข้างแตกต่างจากรัฐธรรมนูญซึ่งมีที่มาจากการรัฐประหาร อย่างมีนัยสำคัญทีเดียว

จะมีรัฐธรรมนูญซึ่งมีที่มาโดยวิถีทางของกฎหมาย หรือผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาหรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่มีอายุสั้นหน่อยก็แค่ 2 ฉบับ ได้แก่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 ซึ่งใช้บังคับเป็นเวลา 2 ปี พอดี และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 ซึ่งใช้บังคับเป็นเวลา 1 ปี 6 เดือน แต่รัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว ก็สิ้นสุดอายุการใช้บังคับโดยการรัฐประหาร

นอกจากนั้น ถ้าเปรียบเทียบอายุการใช้บังคับของรัฐธรรมนูญซึ่งจัดทำขึ้นโดย “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” ด้วยกัน ที่ผ่านมา 3 ฉบับ ก็ยังจะเห็นความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญอยู่ดี โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 ซึ่งจัดทำขึ้นโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ตั้งโดยคณะรัฐประหาร ภายใต้การนำของ พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ มีอายุการใช้บังคับเพียง 2 ปี 7 เดือน 6 วัน และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2502 ซึ่งจัดทำโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่ตั้งโดยคณะรัฐประหารภายใต้การนำของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีอายุการใช้บังคับเป็นเวลา 3 ปี 4 เดือน 29 วัน

ในขณะที่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ซึ่งสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ประชาชนและรัฐสภาร่วมกันเลือก จัดทำขึ้นโดยคำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชนเป็นสำคัญ รวมทั้งได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาตามวิถีทางของกฎหมาย มีอายุการใช้บังคับยาวนานถึง 8 ปี 11 เดือน 9 วัน ซึ่งถ้าไม่ถูกยกเลิกโดยคณะปฏิรูปการปกครองฯ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เสียก่อน โอกาสที่จะกลายเป็นรัฐธรรมนูญที่มีอายุการใช้บังคับยาวนานที่สุดของประเทศไทย ก็ไม่น่าจะไกลเกินฝัน

ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่น่าจับตามองอย่างยิ่งว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ซึ่งจัดทำขึ้นโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่คณะรัฐประหารเป็นผู้ตั้งขึ้น โดยไม่นำไปขอความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือผ่านกระบวนการทางรัฐสภา จะมีอายุการใช้บังคับได้ยาวนานสักเท่าใด เพราะยังไม่ทันที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะมีอายุการใช้บังคับได้ถึงปีดี สัญญาณอันตรายในรูปแบบต่างๆ ก็มีปรากฏให้เห็นหลายอย่าง จนชักไม่แน่ใจแล้วว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะไปรอดหรือไม่ และถ้าไปไม่รอด อะไรจะเกิดขึ้น

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ก็ไม่มีอะไรมาก เพียงแต่อยากจะเตือนสติทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารซึ่งคุมกำลังในกองทัพของชาติว่า การรัฐประหารไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่จะสามารถคลี่คลายปัญหาวิกฤติ การเผชิญหน้า หรือความรุนแรงใดๆ ในทางการเมืองได้ ตรงกันข้าม กลับจะทำให้ความไม่แน่นอน ความขัดแย้ง และความรุนแรงต่างๆ ดำรงอยู่และขยายตัวจนกลายเป็นวิกฤติระลอกแล้วระลอกเล่า อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ขณะเดียวกัน ก็อยากจะเตือนสตินักการเมืองทั้งฝ่ายที่พยายามสร้างเงื่อนไขปฏิวัติ จะโดยจงใจหรือโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ตาม และฝ่ายที่พยายามจุดชนวนยุยงให้ทหารปฏิวัติ หรือยุให้คนไทยตีกันทุกวันด้วยว่า “ขอให้ยุติพฤติกรรมทำลายชาติ” เสียที

คณิน บุญสุวรรณ


ฉากแห่งกระบวนยุติธรรม

กรณีของอำนาจศาล ต่อกรณีอำนาจของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ที่ผู้ถูกแจ้งความกล่าวหาแอบดักฟังโทรศัพท์ ประสงค์จะขอเบิกความนำ พล.อ.เปรม ขึ้นเป็นพยานนั้น

หากมองอย่างประชาชนทั่วไปแล้ว เป็นที่แน่นอนว่า หากศาลเห็นควรให้นำพยานปากใดก็ตามขึ้นเบิกความ เพื่อให้เกิดข้อเท็จจริงต่อกระบวนการตัดสินพิจารณา ให้บังเกิดเป็นความยุติธรรมขึ้นแล้ว

พยานบุคคลนั้นๆ ก็ต้องมาขึ้นให้การต่อศาล ซึ่งหากปฏิเสธหรือหลบเลี่ยง ยังถือเป็นความผิดด้วย...

แต่ก็ต้องกลายเป็นเรื่องที่กำลังสร้างความงุนงงให้กับสังคมไทยเป็นอย่างยิ่ง เมื่อบรรดานายทหารผู้อยู่ใต้บารมีของ พล.อ.เปรม ออกมาพูดเป็นเชิงว่า

การที่จะนำ พล.อ.เปรม ขึ้นเป็นพยานในชั้นศาลนั้น เป็นการกระทำที่ไม่บังควร ดังตัวอย่างที่ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ออกมากล่าวเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2551 ที่สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 เอ็นบีที ว่า

กรณีแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ หรือ นปก. พยายามดึง พล.อ.เปรม ไปขึ้นศาลในคดีดักฟังโทรศัพท์นั้น จะทำอะไรต้องคำนึงถึงความเหมาะสม อย่าทำอะไรเพื่อประโยชน์ของคนบางส่วน บางกลุ่ม หรือบางหมู่คณะ

การกล่าวเช่นนี้ พอเข้าใจได้ ซึ่งหาก พล.อ.เปรม ไม่เกี่ยวข้องกับมูลเหตุแห่งคดี เชื่อว่าก็คงไม่มีผู้ใดสามารถลากจูงไปขึ้นศาลได้ เพราะไม่ได้ประโยชน์...

ในทางตรงกันข้าม ผู้ถูกกล่าวหาประสงค์ให้ พล.อ.เปรม มาเป็นพยานในศาลนั้น เข้าใจตามที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้างถึงก็คือ เนื้อความการสนทนาในเทปดักฟังดังกล่าว มีการกล่าวถึงชื่อของ พล.อ.เปรม

โดย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส. สัดส่วน พรรคพลังประชาชน และอดีตแกนนำ นปก. ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ถึงความคืบหน้าการพิจารณาคดีดักฟังโทรศัพท์ ระบุไว้ตอนหนึ่งว่า

“ซีดีบันทึกเสียงดังกล่าว คือการสนทนาระหว่างข้าราชการระดับสูง และผู้พิพากษาอีก 2 คน ซึ่งบทสนทนาพาดพิงถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์...???

ตามกรณีนี้ ศาลอาญาได้นัดดูพยานในวันที่ 23 มิถุนายน โดยบุคคลที่เป็นผู้สนทนา ทั้งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้พิพากษา 2 คน รวมทั้งคนที่ถูกเอ่ยถึง เช่น พล.อ.เปรม ก็จะถูกเชิญให้เป็นพยานในชั้นศาลด้วยเช่นเดียวกัน” นายจตุพร กล่าว

ดังนั้น กรณีเชิญ พล.อ.เปรม ไปเป็นพยานให้การ จึงไม่ได้ผิดฝา ผิดเรื่อง ผิดเจตนารมณ์ของกฎหมาย ที่ต้องการให้เกิดความยุติธรรมแต่อย่างใด

จึงไม่เข้าใจว่า การที่ พล.อ.บุญสร้าง กลับนำความรักและเคารพของทหารที่มีอยู่อย่างมากมายต่อ พล.อ.เปรม พร้อมสรุปรวบรัดลงเอยอย่างดื้อๆ ว่า พล.อ.เปรม ได้สร้างประโยชน์มากมายมหาศาล ซึ่งเป็นการทำมาดีทั้งหมด จึงไม่ต้องไปดูเรื่องอื่นๆ มาเกี่ยวพันกับการไปเป็นพยานในชั้นศาลด้วยเจตนาอะไร

เพราะไม่ว่าผู้ใด จะเป็นทหารหรือพลเรือน หรือจะทำประโยชน์มากมายมหาศาลเท่าใด การขึ้นเป็นพยานเบิกความ เป็นคนละเรื่องกัน

หรือการเป็นทหาร การเป็นคนที่ทำคุณประโยชน์อย่างมากมาย มีสิทธิ์ยืนอยู่เหนือกระบวนการยุติธรรม...???

มิน่าเล่า มีความนึกคิดเยี่ยงนี้นี่เอง จึงทำให้ผู้นำทหารไทยที่ผ่านมา ตัดสินใจได้อย่างง่ายดาย ที่จะใช้อำนาจอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เป็นภาษีของประชาชน เข้าทำการปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองอยู่เป็นนิจ

และหากจะกล่าวถึงตัว พล.อ.เปรม แล้ว แม้ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยจะมีข้อสังสัย ว่ามีส่วนเกี่ยวพันอยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร เมื่อ 19 กันยายน 2549 มาอย่างต่อเนื่องก็ตาม

แต่ด้วยวัฒนธรรมไทย เรื่องของ พล.อ.เปรม ก็ดูจะเงียบๆ ลงไป หลังการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 ยุติลง และได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเรียบร้อยแล้ว

ซึ่งหากย้อนกลับมาพิจารณาทบทวนให้ดีแล้ว เรื่องของ พล.อเปรม ที่ถูกกระชากลากถูขึ้นมาอีก กลับไม่ใช่มาจากฟากฝั่งประชาชนผู้รักประชาธิปไตยแต่อย่างใด ตรงกันข้าม ทั้งหมดเกิดขึ้นจากการจุดชนวนของกลุ่มแก๊งที่เคยสนับสนุนให้เกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ทั้งสิ้น

จึงส่งผลให้ฟากฝั่งประชาธิปไตยพุ่งเป้าไปได้ทันทีว่า นี่เป็นแผนการที่กำหนดให้เกิดขึ้นอย่างมีเล่ห์ และกลิ่นอายแห่งความชั่วร้ายแฝงอยู่ เชื่อมต่อจากประธานองคมนตรี ไปสู่สถาบัน ให้กลายเป็นการจาบจ้วง

มิพักจะต้องพูดถึงกระบวนการ “ตุลาการภิวัตน์” ที่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศกำลังจับตาดูอยู่อย่างเขม็งเกลียว เมื่อศาลฎีกาได้แสดงบทบาทดำรงไว้ซึ่งความเป็นกลาง โยนเรื่องขอบเขตอำนาจหน้าที่ของ คตส. กลับไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาตัดสินก่อนว่า ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ 2550 หรือไม่

ขณะที่องค์คณะของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ยังคงมีรอยด่างให้เกิดความกังวล ด้วยมีบางคน บางชื่อ เคยมีบทบาทอย่างสูงต่อการสนับสนุนให้เกิดการรัฐประหารขึ้น เมื่อ 19 กันยายน 2549

แต่ก็ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงตรัสให้โอวาทถึงความยุติธรรมที่จะบังเกิดขึ้นได้บนผืนแผ่นดินไทยอย่างแท้จริงนั้น ผู้พิพากษาจำต้องปฏิบัติตนอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง

ฉากต่อไปที่ดูจะเป็นฉากสำคัญ...จึงไม่พ้นให้ประชาชนต้องจับจ้อง การแสดงบทบาทการใช้อำนาจของตุลาการศาลสถิตยุติธรรม ที่ต้องเป็นอิสระจากอำนาจของผู้มีบารมี

ให้พ้นจากคำเล่าลือที่เป็นข้อกังวลของประชาชนให้หมดสิ้น...

พร ภัทร (แทน)


เผด็จการคุกคามจ่อปืนเข้าบ้าน “เหวง”

* ถูกข่มขู่แค่ข้ามคืนหลังถล่ม “จำลอง”
เผด็จการคุกคามแกนนำผลักดันแก้ไข รธน.50 และนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย “นพ.เหวง โตจิราการ” วางปืนจ่อปากกระบอกเข้าบ้านแต่เช้ามืด หลังจากเปิดเวทีถล่มพวกดึงฟ้าต่ำ และถล่ม “พล.ต.จำลอง ศรีเมือง” ที่ออกมาชี้ช่องปฏิวัติว่ามีใจใฝ่เผด็จการ เพียงชั่วข้ามคืน ตำรวจส่งปืนปลอม หารอยนิ้วมือแฝงเพื่อเร่งล่าหาตัวคนร้ายโดยเร็ว ขณะที่บรรดาแนวร่วมประชาธิปไตย ประสานเสียงยัน “หมอเหวง” ไม่เคยมีศัตรู นอกจากออกมาต่อสู้ทางการเมืองเท่านั้น

ในสถานการณ์การเมืองที่ นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำสมาพันธ์ประชาธิปไตย และเป็นหนึ่งในคณะกรรมการประชาชนแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) ได้ออกมาเคลื่อนไหวผลักดันแก้ไขรธน. อย่างต่อเนื่อง รวมไปทั้งล่าสุดที่มีการเปิดเวที “16 ปี พฤษภา 35” และมีเนื้อหาบางตอนถล่ม พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ระบุเปลี่ยนสีจากที่เคยต่อต้านการรัฐประหาร มาสนับสนุนและเชื้อเชิญให้เกิดการปฏิวัติ เสมือนเป็นการเหยียบย่ำกองกระดูกวีรชนเดือนพฤษภา ทำตัวเป็นทรราชย์ และฝักใฝ่เผด็จการ นั้น

ถัดมาเพียงข้ามคืนในเช้ามืดวันที่ 19 พฤษภาคม ได้เกิดเหตุการณ์ที่เชื่อได้ว่าหมายข่มขู่คุกคาม นพ.เหวง และครอบครัว ขึ้นที่หน้าบ้านพักในย่านดอนเมือง

นพ.เหวง เล่าว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่บ้านพักในเวลาประมาณ 05.45 น.โดยภรรยาของตนเดินทางไปที่หน้าประตูรั้วบ้านเพื่อไปหยิบหนังสือพิมพ์รายวัน ปรากฏว่าพบอาวุธปืน 1 กระบอก วางอยู่นอกประตูรั้วห่างไปประมาณ 1 ฟุต ปากกระบอกปืนหันมาทางตัวบ้าน จากนั้นจึงเรียกตนเองไปดูและพบว่าเป็นปืนปลอมที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับของจริงมาก

สิ่งที่เกิดขึ้นเชื่อได้ว่าเป็นเรื่องผิดปกติอย่างแน่นอน เพราะบ้านตนอยู่อย่างสงบเรียบร้อยมาเป็นเวลาประมาณ 14-15 ปีแล้ว ไม่เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้ และรอบบริเวณบ้าน เพื่อนบ้านล้วนเป็นคนดีเรียบร้อยรักสันติทั้งนั้น จึงเชื่อว่าเป็นการแสดงการข่มขู่คุกคามต่อชีวิตจากพวกศัตรูทางการเมืองอย่างแน่นอน

“ทั้งหมดนี้เป็นการข่มขู่คุกคามต่อชีวิตจากศัตรูทางการเมืองอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะผมมีบทบาทในคคปพร. เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ2550 ที่ยังมีเนื้อหาอีกจำนวนไม่น้อยเป็นเผด็จการอำมาตยาธิปไตย อภิชนาธิปไตย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นโดยผ่านครรลองรัฐสภาและสันติวิธี

การต่อสู้ของผมและคณะนั้นจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนมีเพียงประการเดียวคือ ต้องการให้ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเป็นประมุขอย่างแท้จริง ไม่ใช่เปลือกนอกเป็นประชาธิปไตยแต่แก่นแท้เป็นอำมาตยาธิปไตย อภิชนาธิปไตย รัฐประหารนิยม อย่างที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญ2550”

นพ.เหวง ยืนยันด้วยว่าการข่มขู่คุกคามต่อชีวิตไม่อาจหยุดยั้งการต่อสู้คัดค้านเผด็จการสร้างสานประชาธิปไตยได้ ไม่ว่าจะเป็นตนเองและคณะ หรือนักสู้และประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกคน จึงขอเรียกร้องให้ฝ่ายปฏิปักษ์ประชาธิปไตยยุติการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบรวมทั้งความพยายามที่จะดึงฟ้าต่ำ โหนสถาบัน ใช้สถาบันเบื้องสูงเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการฟาดฟันฝ่ายประชาธิปไตยและสร้างเงื่อนไขให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหารอันเป็นการทำลายประเทศให้พังพินาศยับเยินยิ่งๆขึ้น

หลังจากนั้นในเวลาประมาณ 07.00 น. นพ.เหวง พร้อมด้วยภรรยา ได้เข้าแจ้งความต่อ ร.ต.ท.นพดล ขันตีกุล ร้อเวร สน.ดอนเมือง เพื่อลงบันทึกประจำวัน และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ไปดำเนินการ บันทึกภาพไว้เป็นหลักฐาน และเก็บปืนปลอม เพื่อนำไปตรวจสอบลายนิ้วมือของกลางดังกล่าวเพื่อดำเนินการไปตามกฎหมายต่อไปแล้ว

นพ.เหวง เสริมด้วยว่าจะยื่นหนังสือต่อ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อร้องขอความเป็นธรรมอีกทางหนึ่งด้วย เนื่องจากการกระทำดังกล่าวเป็นการคุกคามความปลอดภัยต่อชีวิต และเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง โดยในเบื้องต้นจะส่งเอกสารแฟกซ์ไปยังกระทรวงมหาดไทยก่อน และจะหาโอกาสเข้ายื่นหนงสือต่อ รมว.มหาดไทยต่อไป
ร.ต.ท.นพดล ขันตีกุล ร้อยเวรเจ้าของคดี กล่าวว่าจากการที่ไปตรวจที่เกิดเหตุเบื้องต้นพบหน้าบ้านเป็นที่สัญจรไปมาของคนในซอยได้สะดวกจึงทำให้สันนิษฐานได้ยากว่าเป็นฝีมือของใคร ซึ่งในการดำเนินการตรวจสอบนั้นอยู่ในขั้นตอนของการส่งหลักฐานปืนปลอมไปให้ฝ่ายพิสูจน์หลักฐานหารอยนิ้วมือบุคคล เพื่อทำการสืบสวนในขั้นตอนต่อไป ซึ่งคาดว่าน่าจะใช้เวลาราว 1 เดือนกว่าที่การตรวจสอบลายนิ้วมือจะเสร็จสิ้น

อย่างไรก็ดี ในกรณีนี้ ผู้กำกับฯ ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่สายตรวจเข้าไปให้การดูแลความปลอดภัยถี่ขึ้นกว่าปกติ เพื่อให้เกิดความสบายใจ อีกทั้งยังเป็นการหาตัวบุคคลต้องสงสัยอีกทางหนึ่งด้วย

ด้าน นายวิภูแถลง วัฒนภูมิไท หนึ่งในแกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่าเหตุการณ์ดังกล่าวอาจจะเป็นไปได้ที่ นพ.เหวง จะถูกฝ่ายปฏิปักษ์คุกคาม เนื่องจากในขณะนี้ ทุกคนในแกนนำ คปพร. เป็นเฟืองหลักในการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความเป็นประชาธิปไตย และเหตุการณ์เช่นนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกต่อสมาชิกภายในกลุ่ม โดยไม่กี่เดือนที่ผ่านมา นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ก็เคยถูกกระทำมาแล้ว

อย่างไรก็ตามในช่วงเวลานี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือแม้กระทั่งทหาร ควรจะให้ความสำคัญกับนพ.เหวง ในระดับหนึ่ง เพราะนี่อาจเป็นสัญญาณที่ไม่ปลอดภัย และที่ผ่านมานพ.เหวงก็ไม่เคยมีปัญหาขัดแย้งกับใครเป็นการส่วนตัว เว้นเสียแต่เรื่องการเคลื่อนไหวทางการเมืองเท่านั้น แต่ทั้งนี้ทางคปพร.พร้อมที่จะเดินหน้าต่อสู่ให้เกิดความเป็นประชาธิปไตยต่อไป
“หมอไม่เคยขัดแย้งกับใครเป็นการส่วนตัว เรื่องการเมืองน่าจะเป็นเหตุผลเดียวที่จะถูกข่มขู่ ก่อนหน้านี้คุณสมยศก็โดนขู่มาแล้ว แต่ผมคิดว่าการขู่คุกคามอย่างนี้ไม่เป็นปัญหากับเรา หากเราต้องการจะได้ความชุ่มฉ่ำจากสายฝน ก็ไม่เห็นต้องกลัวฟ้าร้อง เราต้องเดินหน้าต่อเพื่อความเป็นเสรีภาพ เราไม่หยุดนิ่งเพียงเท่านี้” นายวิภูแถลงกล่าว

ทางด้านนางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ อดีตสมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตย กล่าวว่าคนที่ทำเรื่องนี้เป็นกลุ่มอื่นไปไม่ได้นอกจากฝ่ายเผด็จการ เพราะนพ.เหวง เป็นผู้ต่อสู้และเรียกร้องเพื่อต่อต้านเผด็จการมาตลอด และที่ผ่านมาก็มีการต่อต้านคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) จนทำให้กลุ่ม คมช.ถูกจับ อีกทั้ง นพ.เหวง ยังมีการจัดกิจกรรมพร้อมทั้งสร้างแกนนำให้ประชาชนต่อต้านเผด็จการ เพื่อเรียกร้องให้บ้านเมืองกลับคืนสู่ประชาธิปไตยมาโดยตลอด

ทั้งนี้ เรื่องที่เกิดขึ้นกลับครอบครัว นพ.เหวง เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องมาดูแล เพราะเป็นกระบวนการบ่งชี้ว่าเป็นการกระทำที่ข่มขู่เพื่อหวังเอาชีวิต ซึ่งกลุ่มดังกล่าวไม่ปรากฏตัวเด่นชัดจึงระบุผู้กระทำผิดไม่ได้ อย่างไรก็ตามคนที่กระทำไม่มีจิตใจเป็นสุภาพบุรุษ

“หมอเหวงเป็นผู้รักในระบอบประชาธิปไตย และที่ผ่านมาก็ได้มีการต่อสู้และเรียกร้องให้ต่อต้านเผด็จการมาตลอด และได้มีการต่อต้านกลุ่ม คมช.จนถูกจับ แล้วยังมีการจัดกิจกรรมสร้างแกนนำให้ประชาชนต่อต้านเผด็จการ ฉะนั้นจะเป็นกลุ่มใดไม่ได้นอกจากกลุ่มที่ต้องการนำประเทศกับไปสู่เผด็จการ ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องคอยดูแลครอบครัวคุณหมอด้วย” นางประทีปกล่าว


“จิ๋ว”การันตี“จักรภพ”ไม่จาบจ้วง

“จักรภพ” พร้อมแจงสังคม เปิดทุกแง่มุมในเอกสารฉบับแปลกรณีถูกกล่าวหาจาบจ้วงสถาบัน 22 พ.ค. นี้ รุดพบ “บิ๊กจิ๋ว” ที่นครพนม พ่อใหญ่การันตีเป็นคนมีความรู้ ไม่ทำแน่นอน รับหน้าเสื่อเคลียร์ ขบวนการจ้องทำลายทางการเมือง เสี้ยมคนให้ชนกัน “นพดล” ขอรอดูข้อเท็จจริง ชี้ต้องให้เป็นไปตามกฎหมาย ยันรัฐบาลไม่แทรกแซง ขณะที่ กกต. พร้อมสอบคุณสมบัติ “สมัคร” 2 ปมในการว่าจ้าง หากมีการทำสัญญาถือว่าผิดทันที

ความพยายามในการจ้องล้มรัฐบาลยังไม่ลด ละ เลิก ล่าสุดที่มีการเปิดประเด็นพุ่งเป้าโจมตีไปที่ นายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีการขุดประเด็นโจมตีด้วยข้อหามีทัศนคติที่ไม่ดีต่อสถาบันเบื้องสูง จากการนำคำปาฐกถาเรื่อง “ระบบอุปถัมภ์” ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2550 ที่พูดเป็นภาษาอังกฤษมากล่าวอ้างนั้น

เป็นที่น่าสังเกตว่า จากวันนั้นจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2551 ที่นายจักรภพ ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และได้เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กลับไม่มีการดำเนินการใดๆ ทั้งในขณะนั้น ในห้วงเวลาที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ยึดอำนาจตั้งตนเป็นรัฐบาล แต่กลับมีการผูกเงื่อนปมโยงใยเพื่อเป้าประสงค์ทำลายรัฐมนตรีในรัฐบาลนี้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของฝ่ายประชาธิปัตย์ที่เตรียมยื่นหนังสือเสนอต่อ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 21 พฤษภาคมนี้ ให้พิจารณาปรับ นายจักรภพ ออกจากรัฐบาลนี้โดยเร็ว

ขณะที่ล่าสุด นายจักรภพ ได้ขอใช้เวลาแปลเอกสารดังกล่าว ซึ่งจะแล้วเสร็จและสามารถเสนอต่อสื่อมวลชนได้ในวันพฤหัสบดีที่ 22 พฤษภาคมนี้

และในขณะเดียวกัน นายจักรภพ ได้เข้าพบเพื่อหารือในเรื่องนี้กับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่พิพิธภัณฑ์ จวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมเก่า เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ซึ่ง พล.อ.ชวลิต รับปากที่จะช่วยพูดอธิบายให้สังคมได้เข้าใจว่า มีขบวนการจ้องทำลายทางการเมือง และต้องการสร้างความแตกแยกในสังคม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจักรภพ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปที่ จ.นครพนม เพื่อร่วมบำเพ็ญกุศลเจริญอายุวัฒนะมงคลครบ 8 รอบของพระมงคลญาณเถร หรือ หลวงปู่มา ญาณวโร เจ้าอาวาสวัดสันติวิเวก จากนั้นได้เดินทางไปนมัสการองค์พระธาตุพนม

ต่อมา นายจักรภพ ได้เดินทางมารอพบกับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่บริเวณจวนผู้ว่าฯ นครพนมหลังเก่า โดย พล.อ.ชวลิต เป็นประธานในพิธีเปิดงานออนซอน จ.นครพนม พร้อมเพียงไปด้วยบรรดา ส.ส.นครพนม ของพรรคพลังประชาชนครบทีม

ทั้งนี้ ภายหลังได้พบปะพูดคุยกับ พล.อ.ชวลิต แล้ว นายจักรภพ เปิดเผยว่า กรณีการกล่าวปราศรัยของตน ขณะนี้ตนจะทำเรื่องนี้ให้กระจ่างและพร้อมตอบทุกคำถาม ซึ่งเบื้องต้นตนจะต้องทำคำแปลให้กระจ่างชัดเสียก่อน คาดว่าคำแปลจะเสร็จทันก่อนวันพฤหัสบดีนี้ (22 พ.ค.) อย่างแน่นอน และจะเปิดเผยข้อเท็จจริงให้สื่อมวลชนรับทราบในวันเดียวกัน ทั้งนี้ ตนขอให้ประชาชนอย่าหวั่นไหวกับข่าวที่เกิดขึ้นเพราะเป็นการมุ่งทำลายกันทาง การเมือง ส่วนที่พรรคประชาธิปัตย์เตรียมยื่นหนังสือถึงนายกฯ ถอดถอนตนนั้น ก็ให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายค้าน ใครมีหน้าที่อะไรก็ทำไป

“นับเป็นการโชคดีที่ผมได้มาพบกับ พล.อ.ชวลิต ในวันนี้ ท่านได้บอกกับผมว่า ตอนนี้มีคนเข้าใจผิดกันมาก ซึ่งท่านจะได้ช่วยพูดอธิบายให้สังคมได้เข้าใจว่า มีขบวนการจ้องทำลายกันทาง การเมือง และเสี้ยมคนให้ชนกัน รวมทั้งการสร้างความแตกแยกในสังคมนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งต้องขอขอบคุณ พล.อ.ชวลิต เป็นอย่างมาก เพราะท่านเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง” นายจักรภพ กล่าว

ก่อนหน้านี้ นายจักรภพ ได้ตอบข้อซักถามสื่อมวลชนในโอกาสที่เดินมามาตรวจราชการพร้อมมอบนโยบายแก่ข้าราชการ ที่ศาลากลางจังหวัดนครพนม กรณีที่มีผู้ใส่ร้ายว่าตนพูดหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ ไม่เป็นความจริง มีกลุ่มบุคคลพยายามสร้างกระแสให้ปรากฏทางสื่อมวลชน เพื่อที่จะล้มล้างตนและรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ ส่วนตัวตนไม่เคยแม้แต่คิดที่จะพูดหรือกระทำเช่นนั้น เพราะในครอบครัวก็มีความผูกพันและเคารพบูชาสถาบันเบื้องสูง ทั้งนี้หลังจากได้แปลเอกสารการบรรยายเสร็จเรียบร้อย และจัดพิมพ์เผยแพร่แล้ว ตนจะฟ้องดำเนินคดีกับผู้ที่ทำให้ตนเองเสียหาย สร้างข่าวเท็จให้ประชาชนสับสน ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องที่ไม่เป็นความจริง

ด้าน พล.อ.ชวลิต ตอบคำถามผู้สื่อข่าวภายหลังเยี่ยมชมซุ้มแสดงวัฒนธรรมภายในพิพิธภัณฑ์ จ.นครพนม ในเรื่องนี้ว่า ตนไม่ทราบเรื่องว่าเป็นอย่างไร แต่ตนคิดว่าคนที่มีความรู้อย่าง นายจักรภพ ไม่น่าจะกระทำเช่นนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ส่วนลึกของความเป็นชาติทุกคนเข้าใจ คนอย่างนี้ยิ่งเข้าใจง่ายใหญ่ เพราะฉะนั้นจึงมีความรู้สึกว่ามีอะไรกัน ก็ต้องพูดกันให้รู้เรื่อง

ส่วนที่มีกระแสข่าวทาบทามให้เป็นนายกรัฐมนตรี แทนนายสมัครนั้น พล.อ.ชวลิต กล่าวปฏิเสธว่า ไม่เป็นความจริง เพราะตนเป็นไม่ได้ เนื่องจากนายกรัฐมนตรีจะต้องมาจาก ส.ส. และนายสมัคร ก็ทำงานดีอยู่แล้ว

ในวันเดียวกัน นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ และรองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์ที่ประเทศสิงคโปร์ ถึง ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน เสนอให้นายจักรภพพิจารณาตัวเองด้วยการลาออกเพื่อต่ออายุให้รัฐบาล ว่า พรรคพลังประชาชนอยากให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย ทั้งนี้ตนยังไม่ได้ฟังและเห็นสิ่งที่นายจักรภพได้พูดออกไป ขณะเดียวกัน บ้านเมืองก็มีกฎหมายและกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ต้องมาพิจารณาว่า ฝ่าฝืนกฎหมายหรือไม่ และคงต้องรอให้นายจักรภพออกมาชี้แจงเสียก่อน

ส่วนความเห็นของ ร.ท.กุเทพ เป็นความเห็นส่วนตัว ไม่ได้เป็นความเห็นของพรรค ส่วนพรรคจะพิจารณาอย่างไรคงต้องให้ นายสมัคร ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชาชนพิจารณา

ในอีกด้านหนึ่ง หลังจากที่ นายสมัคร นายกรัฐมนตรี ออกมาระบุถึงขบวนการโค่นล้มเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ในรายการ สนทนาประสาสมัคร (19 พ.ค.) โดยระบุถึง 2 เสือที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณืที่เกิดขึ้นกับตนทั้งหมด 4 ครั้ง กระทั่งล่าสุดได้เปิดประเด็นการเป็นผู้ดำเนินรายการ “ชิมไปบ่นไป – ยกโขยงหกโมงเช้า” ส่อขัดรัฐธรรมนูญในเรื่องขาดคุณสมบัติ จนต้องยุติการออกอากาศรายการดังกล่าวชั่วคราว และเตรียมจะยื่นหนังสือถึง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อชี้แจงในข้อกฎหมายถึงการเป็น “ผู้รับจ้าง” ไม่ใช่ “ลูกจ้าง” ตามที่ถูกร้องในนั้น

ล่าสุด นางสดศรี สัตยธรรม กกต. กล่าวว่ายังไม่ได้รับการแจ้งจากนายสมัคร ที่จะส่งเอกสารให้กกต. ตรวจสอบคุณสมบัติ ในเบื้องต้น กกต.ได้ตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อสอบสวนเรื่องนี้แล้ว คาดว่าจะได้ผลสรุปในช่วงต้นเดือนมิถุนายน ส่วนที่นายสมัครยืนยันว่าการจัดรายการดังกล่าว ไม่ได้อยู่ในฐานะลูกจ้าง แต่เป็นเพียงการรับจ้างนั้น คงต้องมีการตรวจสอบประเด็นในสัญญาการว่าจ้างสำคัญในสองประเด็น คือ 1.มีการทำสัญญาว่าจ้างให้จัดรายการแบบถาวรหรือไม่ และ 2.บริษัทอะไรเป็นเจ้าของรายการ ซึ่งหากตรวจสอบพบว่ามีการจัดทำสัญญาดังกล่าวจริง จะถือเข้าว่าข่ายผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 ที่ห้ามนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี จะเป็นลูกจ้างของบุคคลใดไม่ได้ทันที