WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, May 22, 2008

ฝีมือพวกขู่ประท้วง ประจานไทยทั่วโลก ติดอันดับไม่สงบสุข

ไทยติดอันดับประเทศไร้ความสงบสุข รั้งอันดับท้ายๆ ของโลก แถมยังติดอันดับรองบ๊วยในอาเซียน ดีกว่าพม่าแค่ประเทศเดียว ระบุสาเหตุสำคัญเพราะสถานการณ์ส่อชุมนุมประท้วงบานปลายนำไปสู่ความรุนแรง อดีตเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ระบุส่งผลนักลงทุนไม่กล้าเข้าไปทำธุรกิจ

ผลจากการที่คนบางกลุ่มบางพวกออกมาขัดขวางการทำงานของรัฐบาล จนทำให้ถูกมองในสายตาต่างชาติว่าบ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย และผลจากการจัดอันดับประเทศไร้ความสงบสุข ทำให้ประเทศไทยอยู่ในอันดับรั้งท้าย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สถาบันจัดดัชนีความสงบสุขโลก (Global Peace Index)ได้จัดอันดับประเทศที่มีสงบสุขที่สุดของโลก ประจำปี 2008 จากประเทศที่ถูกจัดอันดับทั้งหมด 140 อันดับ ผลปรากฎว่า ไอซ์แลนด์ คว้าแชมป์เป็นประเทศที่มีความสงบสุขที่สุดของโลก ขณะที่อันดับสอง ได้แก่ เดนมาร์ก อันดับสาม นอร์เวย อันดับสี่ นิวซีแลนด์ อันดับห้า ญี่ปุ่น อันดับหก ไอร์แลนด์ อันดับเจ็ด โปรตุเกส อันดับแปด ฟินแลนด์ อันดับเก้า ลักแซมเบิร์ก และอันดับสิบ ออสเตรีย

ขณะที่ประเทศที่รั้งอันดับประเทศที่มีความสงบสุขน้อยที่สุดของโลก ได้แก่ อิรัก โซมาเลีย ซูดาน อัฟกานิสถาน อิสราเอล ชาด สาธารณรัฐแอฟริกากลาง เกาหลีเหนือ เลบานอน รัสเซีย

ทั้งนี้ ผลจัดอันดับนี้ วัดคะแนนจาก 1 หมายถึงมีความสงบสุขมากที่สุด และ 5 หมายถึงมีความสงบสุขน้อยที่สุด

สำหรับไทยในปีนี้ สถาบัน Global Peace Index จัดอยู่ที่อันดับ 118 โดยมีอันดับต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน ได้แก่ สิงคโปร์ อันดับที่ 29 เวียดนาม อันดับที่ 37 มาเลเซีย อันดับที่ 38 ลาว อันดับที่ 51 อินโดนีเซีย อันดับที่ 68 กัมพูชา อันดับที่ 91 โดยเหนือกว่าเพียงประเทศเดียวคือพม่า ในอันดับที่ 126

ขณะที่เมื่อพิจารณาดัชนีการจัดอันดับในปัจจัยต่าง ๆ พบว่า ไทยมีปัญหาภาพลักษณ์เสียในด้านต่าง ๆ หลายด้าน ได้แก่ แนวโน้มการเกิดการก่อการร้าย (4 คะแนน )ระดับอาชญากรรมรุนแรง(4คะแนน) แนวโน้มการเกิดการชุมนุมประท้วงที่อาจบานปลายไปสู่ความรุนแรง (4คะแนน) การเคารพสิทธิมนุษยชน (4คะแนน) ระดับความขัดแย้งขององค์กรภายใน (3คะแนน) อัตราประชากรถูกฆ่าตาย ในระดับทุก 1 รายต่อแสน(3คะแนน) ศักยภาพด้านกองทัพ(3คะแนน) ระดับความไม่เชื่อมั่นของพลเมืองต่างชาติต่อความสงบสุขภายในประเทศ (3คะแนน)

ทางด้านนายสตีฟ กิลเลเลีย กล่าวว่า ผลจัดอันดับนี้มีจุดประสงค์เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบธุรกิจสำหรับประเทศต่าง ๆ ขณะที่อาร์คบิชอฟ ดิสมอนด์ ตูตู อดีตเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ กล่าวว่า หากประเทศใดที่มีดัชนีความสงบสุขต่ำ ก็จะส่งผลให้นักลงทุนไม่กล้าเข้าไปทำธุรกิจด้วย




สปิริต‘จักรภพ’เปิดทางตร.สอบเต็มที่

“จักรภพ” แสดงสปิริต สวนทางกระแสกดดัน ส่งหนังสือถึงนายกฯ ช่วยแจ้ง ตร.สอบสวนให้เต็มที่ เชื่อมั่นเมื่อคำแปลตัวจริงเผยแพร่สังคมจะตาสว่าง “ณัฐวุฒิ” เผย “ลาออก” แค่ข่าวลือ ขณะที่ “ทักษิณ” แนะเร่งสร้างความกระจ่างชัดให้เกิดขึ้นโดยเร็ว เชื่อสามารถจัดการได้

จากกรณีปาฐกถาภาคภาษาอังกฤษของนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มีผู้นำคำแปลเผยแพร่ โดยกล่าวหาว่าหมิ่นเหม่ต่อสถาบันเบื้องสูง ที่ถูกฝ่ายค้านยื่นถอดถอนและกลุ่มจ้องล้มรัฐบาล รุมถล่ม กดดันอย่างหนักในขณะนี้

มีรายงานว่า แจ้งว่า นายจักรภพ ได้ทำหนังสือชี้แจงต่อ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี โดยเนื้อหาระบุว่า ตามที่มีพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ได้นำเอากรณีที่ พ.ต.ท.วัฒนศักดิ์ มุ่งกิจการดี แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนกองปราบปรามให้ดำเนินคดีแก่ตนเองในกรณีที่ได้ไปบรรยายพิเศษเป็นภาษาอังกฤษแก่สมาชิกสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2550 ก่อนที่จะได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี บัดนี้พรรคการเมืองฝ่ายค้านได้นำมาเป็นประเด็นกล่าวหาว่า การบรรยายดังกล่าวเป็นการกระทำผิดกฎหมาย โดยได้พิจารณาพร้อมตระหนักแล้วเห็นว่า

เพื่อให้กรณีตามที่ได้ถูกกล่าวหาเป็นที่ยุติ ว่า ได้กระทำความผิดหรือไม่ประการใด ซึ่งพร้อมที่จะพิสูจน์ความจริงให้ประจักษ์ชัด จึงขอให้นายกรัฐมนตรี แจ้งไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้พนักงานสอบสวนทำการสืบสวนสอบสวนกรณีดังกล่าวให้ยุติหมดสิ้นกระแส ซึ่งหากนายกรัฐมนตรีมีหนังสือแจ้งไปยัง สตช.แล้วจะทำให้พนักงานสอบสวนไม่ลำบากใจ และหากทำผิดจริงตามข้อกล่าวหาก็พร้อมที่จะให้ดำเนินคดี และพร้อมที่จะรับโทษทัณฑ์ตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นายจักรภพ ให้สัมภาษณ์ว่า กรณีดังกล่าวมีปัญหาเนื่องจากมีภรรยานายทหารคนหนึ่งนำคำแปลปาฐกถาดังกล่าวที่ผิดๆ ไปแจกจ่ายในหมู่ทหาร เมื่อความจริงปรากฏเชื่อว่าทุกฝ่ายจะเข้าใจ

อย่างไรก็ตาม ในวันเดียวกันนี้ ได้มีข่าวลือว่า นายจักรภพ กำลังเตรียมถอดใจลาออกนั้น นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เท่าที่ตนได้ติดต่อทางโทรศัพท์กับนายจักรภพ ทำให้ทราบว่า นายจักรภพ ติดภารกิจอยู่นอกทำเนียบรัฐบาลตลอดทั้งวัน จึงไม่ได้เข้ามาที่ทำเนียบรัฐบาล แต่คงไม่เหมาะที่ตนจะบอกว่าเป็นภารกิจอะไร อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่านายจักรภพ ไม่ได้หนีหายไปไหน และจากการพูดคุยนายจักรภพก็มีน้ำเสียงเป็นปกติ ไม่ได้มีน้ำเสียงที่เคร่งเครียดแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ในวันที่ 22-23 พฤษภาคม นายจักรภพ มีภารกิจที่จะต้องร่วมเดินทางไปกับนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในการเยือนประเทศฟิลิปปินส์อย่างเป็นทางการ ส่วนเรื่องการแปลเอกสารคำบรรยาย นายจักรภพ แจ้งว่า ดำเนินการเสร็จแล้ว และจะทำเป็นเอกสารแจกจ่ายต่อไป ซึ่งส่วนตัวเห็นว่า การแปลคำบรรยายนั้น ต้องมีคนกลางที่เป็นผู้เชี่ยวชาญมาร่วมแปลด้วย เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหา นายณัฐวุฒิ กล่าว

"เพราะเมื่อเรื่องนี้ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จะต้องตัดสินว่า ผิดจริงหรือไม่ แต่ระหว่างนี้ ผมไม่อยากให้ใครใช้เป็นประเด็นเคลื่อนไหว หรือขยายผลใดๆ ก่อนที่จะมีผลการตัดสินออกมา"

อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าว เปิดเผยด้วยว่า ในช่วงเช้า (21 พ.ค.) นายจักรภพ ได้เดินทางขอเข้าพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่บ้านพักซอยจรัญสนิทวงศ์ 69 เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ด้วย

โดยใช้เวลาหารือไม่นานนัก เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ มีภารกิจที่ จ.สุพรรณบุรี โดยจะได้เดินทางไปยังหมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย อ.ศรีประจันต์ ชมการสาธิตการทำนา การแสดงของควายแสนรู้ และการจำลองวิถีชีวิต สภาพความเป็นอยู่ ของชาวนาไทยภาคกลางที่เคียงคู่กับควายมาอย่างยาวนาน เพื่อส่งเสริมคุณค่าและวัฒนธรรมในอาชีพหลักของคนไทย ไปยังต่างชาติ โดยเฉพาะประเทศซาอุดิอาระเบีย ที่สนใจโครงการนี้เป็นพิเศษ ที่จะว่าจ้างบริษัทคนไทยเพื่อไปให้ความรู้เกี่ยวกับการทำนา

จากนั้น พ.ต.ทักษิณ จะได้เดินทางไปรับประทานอาหารกลางวันที่บ้านพักทรงไทยริมแม่น้ำท่าจีนของนายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรคชาติไทย

ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้กล่าวให้สัมภาษณ์ ภายหลังรับประทานอาหารเสร็จ ว่า อยากให้ทุกฝ่ายมีความสามัคคีปรองดอง โดยยึดกฎกติกาของบ้านเมือง เป็นหลักการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด มิเช่นนั้น จะไม่มีทางออกและเกิดความขัดแย้งกันตลอดไป ส่วนกรณีของ นายจักรภพ ที่ถูกกล่าวหาหมิ่นเหม่ต่อสถาบันชั้นสูงนั้น นายจักรภพ จะต้องอธิบายเพื่อสร้างความกระจ่างให้กับสังคมอย่างชัดเจน เพราะทราบกันดีว่า เรื่องลักษณะเช่นนี้สร้างความอ่อนไหวสำหรับคนไทย โดยจะต้องให้ยกสูงไว้กว่าเรื่องทางการเมือง เพราะหากมีใครนำไปพาดพิงเพื่อใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองหรืออย่างใดอย่างหนึ่ง จึงเป็นเรื่องมิบังควรอย่างยิ่ง และเรื่องนี้หากนายจักรภพ ไม่ให้ความกระจ่างก็ต้องถอยออกไป

ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวภายหลังการกระชุมร่วมผู้นำเหล่าทัพว่า อยากเรียนสังคมว่า สิ่งที่ควรกระทำและหลักเทิดพระเกียรติง่ายๆ คือต้องไม่ทำอะไรไปเข้าใกล้แม้แต่นิดเดียว โดยทุกคนไม่ควรนำสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้องและไม่ควรพูด

“อยากให้ทุกคนรู้ว่า สิ่งที่ควรกระทำคืออะไร ไม่ควรเข้าไปให้เกิดระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทแม้แต่นิดเดียว ไม่ว่าเรื่องอะไรทั้งสิ้น โดยสภาพสังคมปัจจุบันควรปล่อยเป็นแนวทางที่มีอยู่ ซึ่งจะทำให้สังคมสงบเรียบร้อย เช่น การที่สื่อพูดถึงสถาบันก็ไม่ใช่ ทุกคนไม่ควรพูดถึง ไม่ควรอ้างอิงท่าน สื่อก็ไม่ควรกระพือให้เป็นข่าว ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่ง ซึ่งสังคมไม่ทำกัน ทุกคนเป็นใต้ผงธุลีไม่พูดเลยก็ได้ และผมก็ไม่อยากชี้นำว่าใครต้องทำอะไร เอาเป็นว่าทุกคนควรจะรู้ว่าต้องทำอย่างไร” พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว

ส่วนที่นายจักรภพ ออกมาระบุว่า ภรรยานายทหารเป็นผู้เผยแพร่คำแปลที่ผิดๆ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบทั้งคู่ว่านายจักรภพพูดอย่างไร แล้วคนที่แปลเป็นใคร แต่ไม่ขอวิจารณ์ แต่ได้อ่านเอกสารคำแปลแล้ว ควรปล่อยให้เจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ ซึ่งไม่มีหน้าที่ไปทำอะไร หากทำไปคงไม่ได้รับความเชื่อถือ ทั้งนี้ ไม่ทราบว่าใครแจกจ่ายเอกสาร เพราะตนไม่ได้เป็นผู้แจกจ่าย อย่างไรก็ตาม ตนติดตามอ่านทางเว็บไซด์แต่ไม่ใช่เรื่องที่ต้องไปวิจารณ์ เพราะไม่มีหน้าที่ไปบอกว่าใครผิดใครถูก

ขณะที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีของนายจักรภพ จะนำไปสู่การปรับ ครม.หรือไม่นั้น คงถามตนไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรี และตัวนายจักรภพ เอง ก็ออกมายืนยันว่า สิ่งที่ทำไปเป็นเรื่องความบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้เป็นอย่างที่กล่าวหา และกำลังจะแปลสิ่งที่เขาได้พูดออกมา ซึ่งคงต้องฟังทุกฝ่าย สุดท้ายความจริงเป็นอย่างไรคงหลีกเลี่ยงไม่พ้น

“ช่วงนี้ท่านจะพิสูจน์ในความจริงใจ หรือสิ่งที่ท่านได้ทำไป ผมก็คิดว่าควรจะให้โอกาสในการพิสูจน์ เพราะเราเองเราก็ไม่รู้ เพราะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ หากถามว่า วิตกกังวลมั้ย ก็เป็นไปตามวัฏจักรความเป็นจริง ถ้าหากท่านทำอะไรที่ไม่ถูกไม่ควร ก็ต้องพิจารณากันไป หากทำแล้วไม่มีอะไรเสียหาย ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย” นายสมชายกล่าว

ส่วนด้านการสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) พล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และโฆษกตร. กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีดังกล่าวนี้ว่า ขณะนี้กองการต่างประเทศ ตร.ยังแปลคำกล่าวของนายจักรภพไม่เรียบร้อย ซึ่งหากแปลเสร็จและพบเข้าข่ายความผิดตามข้อกล่าวหา จะเชิญนายจักรภพ มาให้ปากคำหรือไม่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของพนักสอบสวนกองบังคับการปราบปราม

ขณะที่ พล.ต.ท.อดิศร นนทรีย์ กล่าวว่า วันนี้ (21 พ.ค.) ที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของ บช.ก.ยังไม่มีการประชุมเรื่องนายจักรภพ เนื่องจากทางกองการต่างประเทศยังแปลเอกสารไม่เสร็จ แต่อย่างก็ตามได้เร่งรัดไปแล้วว่าให้รีบแปลให้เสร็จ รวมทั้งทางนายจักรภพ เองแจ้งมาว่า จะนำเอกสารที่แปลเองมาให้ด้วยภายในสัปดาห์นี้ ซึ่ง บช.ก.จะได้นำเอกสารการแปลทั้ง 2 ฉบับมาเทียบเคียงกัน ซึ่งทั้งคดีกล่าวหานายจักรภพ และกล่าวหานักข่าวสำนักข่าวบีบีซี ได้ให้กองบังคับการปราบปรามดำเนินการไปตามขั้นตอน



"พ.ต.ท.ทักษิณ" แนะ "จักรภพ" แจงให้สังคมเข้าใจ ชี้สถาบันเรื่องอ่อนไหว

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปที่จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีนายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรคชาติไทยให้การต้อนรับ จากนั้นทั้งคณะได้เดินทางไปยังหมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย อ.ศรีประจันต์ ชมการสาธิตการทำนา การแสดงของควายแสนรู้ และการจำลองวิถีชีวิต สภาพความเป็นอยู่ ของชาวนาไทยภาคกลางที่เคียงคู่กับควายมาอย่างยาวนาน จากนั้น ได้เดินทางไปรับประทานอาหารกลางวันที่บ้านพักทรงไทยริมแม่น้ำท่าจีนของนายประภัตร โดยมีประชาชนกว่า 100 คนให้การต้อนรับ

ภายหลังรับประทานอาหารเสร็จ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ทางการเมืองไทยปัจจุบันว่า อยากให้ทุกฝ่ายมีความสามัคคีปรองดอง โดยยึดกฎกติกาของบ้านเมือง เป็นหลักการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด มิเช่นนั้น จะไม่มีทางออกและเกิดความขัดแย้งกันตลอดไป พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวถึง กรณีของ นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับการกระทำต่างๆที่ผ่านมา โดยเฉพาะเคยให้สัมภาษณ์ลักษณะหมิ่นเหม่ต่อสถาบันชั้นสูง นายจักรภพ จะต้องอธิบายเพื่อสร้างความกระจ่างให้กับสังคมอย่างชัดเจน เพราะทราบกันดีว่าเรื่องลักษณะเช่นนี้สร้างความอ่อนไหวสำหรับคนไทย โดยจะต้องให้ยกสูงไว้กว่าเรื่องทางการเมือง เพราะหากมีใครนำไปพาดพิงเพื่อใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองหรืออย่างใดอย่างหนึ่ง จึงเป็นเรื่องมิบังควรอย่างยิ่ง และเรื่องนี้หากนายจักรภพ ไม่ให้ความกระจ่างก็ต้องถอยออกไป

ด้านนายประภัตร เปิดเผยว่าการมาของ พ.ต.ท.ทักษิณครั้งนี้ เพื่อต้องการ ที่จะมาชมวิธีการทำนาของชาวนาไทยในภาคกลาง แบบครบวงจร เพื่อที่จะส่งเสริมคุณค่าและวัฒนธรรมในอาชีพหลักของคนไทย ไปยังต่างชาติ โดยเฉพาะประเทศซาอุดิอาระเบีย ที่สนใจโครงการนี้เป็นพิเศษ ที่จะว่าจ้างบริษัทคนไทยเพื่อไปให้ความรู้เกี่ยวกับการทำนา ซึ่งนอกจากจะนำรายได้เข้าประเทศไทยแล้ว ยังเป็นการกระจายความมีชื่อเสียงของข้าวไทยให้กว้างไกลไปทั่วโลก และที่เจาะจงมา อ.ศรีประจันต์ นี้ก็เพื่อเหตุผลดังกล่าว รวมทั้งมาแวะเยี่ยมเยียนในฐานะเพื่อนเก่า ที่ไม่ได้เจอกันมานานพอสมควร



"พงษ์เทพ" ย้ำแก้รธน.ที่มาไม่ชอบธรรม แนะยึดฉบับปี 40 เป็นต้นแบบ

นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย กล่าวถึงการเข้ายื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 50 ว่า เมื่อมีการยื่นญัตติให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว สิ่งที่สภาต้องทำก็ขึ้นอยู่กับรัฐธรรมนูญและข้อบังคับของสภาที่ว่าตามข้อบังคับ หากจำไม่ผิดเมื่อมีการยื่นญัตติก็จะมีการบรรจุภายใน 15 วัน จากนั้นก็เป็นหน้าที่ของประธานสภาผู้แทนราษฎรที่จะดำเนินการตามข้อบังคับ

“ความเห็นส่วนตัวตั้งก่อนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะผ่านการลงประชามติก็ได้ยืนยันมาตลอดและมีความเห็นตรงกันว่า รัฐธรรมนูญปี 40 นั้นไม่เคยมีใครเรียกร้องให้ฉีกทิ้งไป แต่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) มาฉีกทิ้งไป ทั้งที่รัฐธรรมนูญปี 40 ได้ยกร่างในช่วงที่บรรยากาศเป็นประชาธิปไตย ภายใต้บรรยากาศของความต้องการที่จะให้มีการปฏิรูปการเมือง เพราะฉะนั้นจึงถือเป็นแบบอย่างที่ดี หากมีการใช้รัฐธรรมนูญปี 40 เป็นแม่แบบในการแก้ไข” นายพงษ์เทพ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนหน้าที่จะมีการเลือกตั้งมีการมองว่ารัฐธรรมนูญปี 40 ทำให้มีการใช้อำนาจในการแทรกแซงองค์กรอิสระ นายพงษ์เทพ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญปี 40 ใช้มาเป็นเวลา 9 ปี เราได้รู้ว่า มีจุดไหนที่ต้องแก้ไข สมัยรัฐบาลที่มีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เคยให้อาจารย์จากที่ต่างๆทำการศึกษาแล้วว่าจะมีการปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ดีขึ้นอย่างไร เพราะฉะนั้นถือว่ามีแบบอย่างที่ดีในการแก้ไขแล้ว ซึ่งนั้นคือความเห็นของตนที่ยังเหมือนเดิม ในเมื่อเราได้มีการเรียนรู้จุดแข็งจุดอ่อนของรัฐธรรมนูญแล้วก็น่าจะแก้ไขได้ดีส่วนรัฐธรรมนูญปี 50 การยกร่างขึ้นมาภายใต้บรรยากาศที่ไม่เป็นประชาธิปไตย แล้วเจตนารมณ์ของคนที่ตั้งสสร.ก็มีเจตนารมณ์ซึ่งก็คงถือว่าไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของประชาชน เพราะฉะนั้นถ้าพูดถึงแบบหลักของการแก้ไข รัฐธรรมนูญปี 40 น่าเป็นแบบหลักที่ดีในการแก้ไขมากกว่ารัฐธรรมนูญปี 50

เมื่อถามว่า แต่ก็มีการมองว่าการเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 50 เป็นการทำเพื่อประโยชน์ของอดีตไทยรักไทย นายพงษ์เทพ กล่าวว่า ตนยังไม่เห็นว่าการเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 50 จะเป็นประโยชน์กับอดีตไทยรักไทยอย่างไร เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องเป็นประโยชน์เพื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ จะทำเพื่อประโยชน์ของใครคนใดคนหนึ่งไม่ได้ อันนี้คือหลักของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

นายพงษ์เทพ กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องที่เสนอให้มีการลงประชามตินั้น ก็แล้วแต่ ซึ่งรัฐธรรมนูญปี 50 ไม่ได้กำหนดว่าให้ต้องมีการลงประชามติ แต่ถ้าจะทำประชามติก็เป็นเรื่องของประชาชนคนไทยที่เห็นว่าควรมีการลงประชามติหรือไม่ ซึ่งส่วนตัวก็เห็นด้วยเพราะไม่ใช่เรืองเสียหาย แค่เสียงบประมาณเพิ่มเติมในการทำประชามติเท่านั้นส่วนที่มีการโยงไปว่าที่เสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อจะหนีคดียุบพรรคนั้น นายพงษ์เทพ กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการแก้ไขกติกาให้ดีขึ้น กติกาที่ทำอยู่ทุกอย่างในวันนี้ ต้องบอกว่า ไม่มีเหตุผลเท่าที่ควร ตนคิดว่าประชาชนต้องใช้ความหนักแน่น ในการรับฟังจากฝ่ายต่างๆ แล้วใคร่ครวญด้วยตัวเอง


อสส.ตีกลับสำนวนยุบพรรค ชท.-มฌ. ขอกกต.ตั้งคณะกรรมการสอบร่วมอีก

นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เปิดเผยกับ"อินโฟเควสท์"ว่า สำนักงานอัยการสูงสุดได้ประสานงานผ่านมาทางนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต.เพื่อขอให้มีการตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่างอัยการสูงสุดกับ กกต. ในการพิจารณาสอบสวนเพิ่มเติมสำนวนคดียุบพรรคชาติไทย(ชท.)และพรรคมัชฌิมาธิปไตย(มฌ.)

"ทางอัยการสูงสุดประสานงานมาทางเลขาฯ (เลขาธิการ กกต.)ว่าจะยังไม่ส่งฟ้อง แต่จะขอให้ตั้งคณะกรรมการร่วม คงต้องมีหนังสือแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรมาอีกที น่าจะเป็นวันพรุ่งนี้(22 พ.ค.)" นางสดศรี กล่าว

ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 มาตรา 95 ระบุว่า เมื่ออัยการสูงสุดได้รับแจ้งจาก กกต. พร้อมหลักฐานแล้ว ต้องพิจารณาเรื่องดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ถ้าอัยการสูงสุดเห็นสมควร ก็ให้ยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองดังกล่าว

แต่ถ้าอัยการสูงสุดไม่ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองตั้งคณะทำงานขึ้นคณะหนึ่ง โดยมีผู้แทนจากนายทะเบียนและผู้แทนจากสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐาน แล้วส่งให้อัยการสูงสุดเพื่อยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

นางสดศรี กล่าวว่า อัยการสูงสุดมีอำนาจตามกฎหมายที่จะสั่งไม่ฟ้องและตีกลับสำนวนมาที่ กกต. เพราะบางครั้งนักกฎหมายอาจจะมีความคิดเห็นไม่ตรงกันได้

"เป็นอำนาจของอัยการสูงสุดที่มีสิทธิจะโต้แย้ง แล้วส่งเรื่องกลับมาที่ กกต.เพราะบางทีนักกฎหมายอาจมีความเห็นไม่ตรงกันก็ได้ ดังนั้นต้องรอดูวันพรุ่งนี้ตามหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการว่าจะต้องมีการสอบสวนเพิ่มเติมในประเด็นใด" นางสดศรี กล่าว



ยื่นญัตติแก้ รธน.เผด็จการแล้ว! 164 สมาชิกรัฐสภาหนุนทำประชามติ

สมาชิกรัฐสภา จำนวน 164 คน ยื่นญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว พร้อมเสนอให้ทำประชามติถามความเห็นประชาชนก่อนมีการแก้ไข

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคร่วมรัฐบาล และสมาชิกวุฒิสภา นำโดย นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส.นครราชสีมา พรรคพลังประชาชน พร้อมด้วย ส.ว. รวม 164 คน ได้ยื่นญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ต่อนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ซึ่งการยื่นญัตติครั้งนี้ ยืนยันว่า ดำเนินการตามเอกสิทธิ์ของสมาชิกรัฐสภา ไม่ใช่มติของพรรคการเมือง เนื่องจากเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ทำให้การเมืองไม่สามารถเดินหน้าไปได้ นอกจากนี้ ส.ส.ในส่วนของพรรคพลังประชาชน ได้เสนอให้รัฐบาลทำประชามติสอบถามความเห็นประชาชน ก่อนจะมีการแก้ไขว่าเห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 หรือฉบับปี 2550

ขณะที่นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า จากนี้ไปจะตรวจสอบรายชื่อและความถูกต้องต่างๆ ก่อนบรรจุเข้าสู่ระเบียบภายใน 15 วัน หลังเปิดสมัยประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญจะดำเนินการผลีผลามหรือไม่รอบคอบไม่ได้ นายชัย กล่าวด้วยว่า แม้โดยส่วนตัวจะเห็นว่าควรมีการทำประชามติสอบถามประชาชนก่อน แต่เมื่อนั่งในตำแหน่งประธานรัฐสภา ก็ต้องทำตามตัวบทกฎหมายและข้อบังคับ และไม่ทราบกรณีพรรคชาติไทย ไม่มีรายชื่อในญัตติเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะขณะนี้ไม่ได้อยู่ในฐานะรัฐบาล และไม่ได้เป็นประธานวิปรัฐบาล ส่วนการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ประกาศเคลื่อนไหว นายชัย ระบุ ไม่ทราบว่ามีใครบ้าง เพราะไม่เคยไปมาหาสู่กัน และที่ผ่านมาไม่เห็นมีการเคลื่อนไหวต่อต้าน

ทั้งนี้ สส.ที่ลงชื่อสนับสนุนญัติดังกล่าว 164 คน ประกอบด้วย พรรคพลังประชาชน 123 คน พรรคมัชฌิมา 2 คน พรรคเพื่อแผ่นดิน 5 คน พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา 4 คนและ วุฒิสมาชิก 30 คน



Wednesday, May 21, 2008

สันติวิธี

ผมได้ยินมาว่า มี ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง หลายท่าน ตระหนักถึงปัญหาวิกฤติการเมืองที่ชักจะถลำลึกเข้าไปทุกที ความขัดแย้งทางแนวความคิด ที่กลายเป็นเกมชิงอำนาจทางการเมือง ชนิดสุดขั้ว แบ่งเป็นฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา ทำท่าจะบานปลาย

พาดพิงไปถึงสถาบันเบื้องสูง

ความเคลื่อนไหวในทางลับเหล่านี้ มีทั้ง นักการเมือง และบุคคลสำคัญ พยายามที่จะยุติปัญหาโดยสันติวิธี ก่อนที่จะถึงทางตันและสะเทือนไปถึงดวงดาว

กลายเป็นวิกฤติชาติ

จากคำพูดของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี “เรื่องใดที่มีการพาดพิงถึงสถาบันก็เป็นเรื่องที่องคมนตรีจะต้องติดตาม

ขอให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการนำสถาบันเบื้องสูงเข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ได้ทำให้เกิดความสามัคคี และอาจสร้างความแตกแยกเกิดขึ้นได้”

ไม่บังควรอ้างเอาสถาบันมาเป็นประโยชน์กับตัวเอง

ความข้อนี้ผมว่า กลุ่มบุคคลที่คิดการใหญ่ คงได้สำนึกว่า ไม่มีใครเชื่อหรือคล้อยตามกับปฏิบัติการชิงอำนาจทางการเมืองต่อไปอีกแล้ว

ประกอบกับยังมีกระบวนการแนวคิด ลัทธิอุบาทว์ที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด ไม่ว่าจะเป็นนักคิดทางสังคมหรือในคราบของนักวิชาการ มองเห็นช่องทางที่จะระบายความโง่เขลาออกมา เลยช่วยผสมโรงกันใหญ่

มีการพูดถึงความเคลื่อนไหวของกองทัพ ที่ถวายสัตย์ปฏิญาณว่าจะเป็น ทหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและประชาชน

บนเงื่อนไขละเมิดเบื้องสูงกับการปฏิวัติ

เป็นเหตุและผลที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ว่ากันว่าข้อยุแหย่เพื่อให้เกิดการยึดอำนาจของ สายเหยี่ยว เกือบจะสัมฤทธิผล แต่เผอิญที่ สายพิราบ รู้ความเสียก่อนจึงเข้าไปคุยกับผู้ใหญ่ในบ้านเมืองดักหน้า อ้างเหตุผลว่า บ้านเมืองจะไปไม่รอดถ้าจะมีการรัฐประหารเกิดขึ้น ในขณะที่ประเทศกำลังเข้าเขตวิกฤติจากทุกด้าน

ทุกฝ่ายจึงถอยกลับเข้าสู่ที่ตั้ง

โดยมีเงื่อนไขว่าทุกฝ่ายจะต้องยุติบทบาทที่กำลังดำเนินการอยู่ และที่สำคัญ ยุติการพาดพิงถึงสถาบันในทุกกรณี

เลิกพาดพิงถึงมือที่มองไม่เห็น

จับอาการนายกฯ สมัคร สุนทรเวช เข้าเจ้า เข้านาย ตามใจทหาร เป็นอาการที่จะคลี่คลายสถานการณ์ ไม่ใช่ทางรอดของรัฐบาลและของคุณสมัครเท่านั้น แต่เป็นทางรอดของวิกฤติการเมือง.

หมัดเหล็ก


ต้อน 'จักรภพ' เข้ามุม!

ท่ามกลางเสียงตบเท้าของเหล่าขุนทหารคำรามฮึ่มฮั่มๆ

แต่ยังนิ่งอยู่ไม่ตื่นเต้น โดยท่าทีล่าสุดของ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ยืนยันต้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณี “ทัศนคติที่อันตราย” ของนายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกฯ ไม่ใช่มาอ้างกล่าวหาใครต่อใคร แล้วจะต้องเอาออกไป เรื่องแบบนี้ต้องดำเนินการอย่างมีมาตรฐานและมีขั้นตอน

การจะให้ปรับพ้นออกจาก ครม.ไปเลย เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ

ยี่ห้อ “สมัคร” รับประกันได้ในเรื่อง ดื้อกระแส ไม่แคร์เสียงด่า

แต่ในฐานะของคนเป็น “ลูกพี่” ที่ต้องเล่นบทซื้อใจลูกน้อง คิวนี้ “ลุงหมัก” ก็ได้ใจนายจักรภพและลูกพรรคพลังประชาชนไปเต็มๆเหมือนกัน

ที่แน่ๆมันไม่ได้ง่ายอย่างที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาแนะนำด้วยความหวังดี ถ้ารัฐบาลยอมตัดกรณีของนายจักรภพไปเสีย จะทำให้การทำงานของรัฐบาลราบรื่นมากขึ้นและเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย

โดยอารมณ์ของ “ลุงหมัก” ก็คงไม่ต่างจากเมื่อครั้งนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี อุ้มกระเตง “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ลุยฝ่ากระแส สปก.401 จนพังพาบไปทั้งรัฐบาล

งานนั้นก็มีคนเตือนนายชวนอย่างที่นายอภิสิทธิ์แนะนายสมัครแบบนี้แหละ

จากคิวของนายชวนกระเตง “เทพเทือก” ถึงคิวของนายสมัครประคองปีกนายจักรภพ “อภิสิทธิ์” น่าจะต้องจำตัวอย่างไว้เผื่อมีโอกาสได้ขึ้นเป็นใหญ่

คนเป็น “ลูกพี่” ต้องไม่ทิ้ง “ลูกน้อง” เพื่อเอาตัวรอด

อย่างไรก็ตาม เท่าที่ประเมินจากอาการของ “ลุงหมัก” ที่ออกอาการร้อนใจ ส่งซิกเร่งให้ตำรวจสอบสวน จัดการเรื่องของนายจักรภพโดยเร็วที่สุด

จะได้ดับชนวนให้จบเสียที

เก๋าเกมระดับนี้ น่าจะอ่านขาดแล้วว่า “ทัศนคติที่อันตราย” ของนายจักรภพ ไวไฟราวกับน้ำมันเบนซินที่จะล่อไฟให้ลามเผารัฐบาลได้

ยังไงก็ต้องชิงสกัดไว้ก่อน

ประกอบกับวิบากของนายจักรภพไม่ได้มีแค่ “ทัศนคติที่อันตราย” ต่อให้รอดไปได้ก็ยังมีดาบสองรอดักซ้ำอยู่ กับอาการขยับของนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) เปิดคิวยื่นเรื่องถอดถอนนายจักรภพออกจากตำแหน่งต่อประธานวุฒิสภา ในเวลา 09.30 น. วันที่ 21 พฤษภาคม

ไล่บี้ปมแทรกแซงสื่อ

โดยในคำร้องได้มีการระบุถึงพฤติกรรมของรัฐมนตรีที่เข้าข่ายการใช้อำนาจหน้าที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ และการใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อกฎหมาย ส่อว่ากระทำผิดต่อราชการ โดยข้อกล่าวหาแรกเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 46 เรื่องการแทรกแซงสื่อ เช่น กรณีการยึดคลื่นสถานีวิทยุบางแห่ง มีหลักฐานชัดเจนว่ารัฐมนตรีมีพฤติกรรมเข้าไปเกี่ยวข้องกับกรณีนี้ด้วยตัวเอง

ส่วนการใช้อำนาจขัดต่อกฎหมาย คือ กรณีการเข้าไปบริหารจัดการสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ที่รัฐมนตรีเข้าไปเป็นธุระจัดหาบริษัทร่วมผลิต เข้าข่ายการฮั้วประมูลหรือการเข้าไปจัดการวิทยุชุมชนทั้งๆที่ไม่มีอำนาจ ทั้งนี้ พรรคได้เตรียมบัญชีรายชื่อพยานทั้งหมด เพื่อยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่จะพิจารณาเรื่องนี้หลังจากยื่นให้แก่ประธานวุฒิสภา

พร้อมๆกับอีกทางหนึ่ง สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ของ “เจ๊เป็ด” คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการ สตง. ก็สั่งไล่เบี้ยปมจัดจ้างในสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที

ดักหน้าดักหลัง ช่วยกันต้อนเข้ามุมเลย

“จักรภพ” อาการโคม่า

แม้จะแข็งใจสวนหมัด แฉเกมของฝ่ายรุกไล่ “เมื่อเรื่องผมจบก็จะมีเรื่องรัฐมนตรีคนอื่นๆหรือนายกรัฐมนตรีเข้ามาอีก ซึ่งสังคมเริ่มต่อภาพติดแล้วว่า เป็นการไล่ล่าเพื่อหาจุดอ่อนโจมตีรัฐบาล”

แต่ก็คงไม่ทันกาลซะแล้ว.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน


กกต.ระบุ 12 วันรู้ผลสอบ "สมัคร"

วันที่ 20 พ.ค. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสุเมธ อุปนิสากร กกต.ด้านกิจการการมีส่วนร่วม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จะส่งหนังสือชี้แจงกรณีการจัดรายการ “ชิมไปบ่นไป” มายัง กกต.ให้เร่งดำเนินการสอบสวน ว่าหลังจากที่อนุกรรมการไต่สวนฯ สรุปสำนวนและส่งให้ กกต.ก็คาดว่า กกต.จะใช้เวลา 1-2 วัน ในการวินิจฉัยและสรุป ทั้งนี้ ยืนยันการพิจารณาเรื่องคุณสมบัติ ของนายกรัฐมนตรี ไม่รู้สึกกดดัน แม้นายสมัครจะอ้างว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความพยายามของคนที่จ้องล้มเพื่อต้องการให้ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่วนการพิจารณา กกต.จำเป็นต้องตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนฯขึ้นมา เนื่องจากมีผู้ร้องไม่เช่นนั้น กกต.จะถูกร้องเรียนว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยอีกไม่นาน 1-2 วัน ก็ได้ข้อสรุป และ กกต.ก็จะพิจารณาตามข้อเท็จจริงว่านายสมัครเป็นลูกจ้างหรือรับจ้างทำ เมื่อได้ข้อเท็จจริงครบแล้ว กกต.ก็จะพิจารณาอีกครั้ง โดยดูตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 ที่ห้ามนายกรัฐมนตรีเป็นลูกจ้างบริษัท


ย้ำตีความ “ลูกจ้าง” ตาม ก.ม.แพ่ง


นายสุเมธกล่าวด้วยว่า เรื่องนี้ก็จะต้องดูว่านายสมัครชี้แจงว่าอย่างไร ซึ่งกรณีที่นายสมัครอ้างว่าเป็นการรับจ้าง ไม่ได้แปลว่าลูกจ้างนั้น กกต.จะต้องเป็นผู้ตีความตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 268 โดยต้องตีความว่าลูกจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่ง ก็หมายถึงการเป็นลูกจ้างรายเดือน แต่คำว่ารับจ้าง กกต.ก็ต้องตีความ ซึ่งตามความเข้าใจของตนน่าจะหมายถึงการรับจ้างเป็นงานๆ เช่น รับจ้างดายหญ้า ทำงานเสร็จก็จบ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ต้องดูตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญด้วย ขณะนี้ กกต.ยังพูดอะไรไม่ได้มาก เพราะต้องรอดูการชี้แจงของนายสมัครเช่นกัน


กกต.ตั้งอนุสอบ “สมัคร” จัดรายการ


ทางด้านนางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวว่า ขณะนี้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ยังไม่ได้ประสานหรือส่งเจ้าหน้าที่มาชี้แจง กกต. ถึงกรณีการจัดรายการ “ชิมไปบ่นไป” ในระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังจากมีผู้ร้องเรียนเมื่อวันที่ 18 เม.ย.ที่ผ่านมา ว่าการกระทำของนายสมัครลักษณะนี้เป็นการขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 267 ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้อาจจะเคร่งครัดต่อนักการเมืองมาก คือ ไม่ต้องการให้นักการเมืองเข้าไปมีผลประโยชน์ ทับซ้อนระหว่างดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยห้ามนายก-รัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี มีตำแหน่งในนิติบุคคลใดๆ รวมทั้งห้ามเป็นลูกจ้างของบุคคลใด ซึ่งคำว่า “ลูกจ้างของบุคคลใด” เข้าข่ายตามกฎหมายแรงงานหรือไม่ หรือเข้าข่ายในลักษณะที่เป็นการจ้างทำ โดยขณะนี้ กกต.ได้ลงมติให้คณะอนุกรรมการที่ 14 ที่มี พล.อ.ยอดชาย เทพยสุวรรณ เป็นประธานสอบสวนภายใน 15 วัน และสรุปผลส่งให้ที่ประชุม กกต.


“สมัคร”ตกเก้าอี้ทันทีหากขัดรธน.


นางสดศรีกล่าวต่อว่า สำหรับหลักวินิจฉัยต้องดูเรื่องสัญญาการว่าจ้างว่าเป็นสัญญาอะไร หากไม่มีสัญญา กกต. ก็ต้องเชิญเจ้าของบริษัท หรือกรรมการบริษัทมาสอบปากคำ แต่ก็ขึ้นอยู่กับอำนาจของคณะอนุกรรมการฯ ทั้งนี้ การจะวินิจฉัยว่าการจัดรายการจะมีลักษณะเป็นลูกจ้างประจำหรือไม่ประจำ ก็ต้องดูตามกฎหมายว่ามีการว่าจ้างกันจริงหรือไม่ อย่างไร โดย กกต.อาจจำเป็นต้องประสานไปที่กระทรวงแรงงานและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อขอข้อมูลที่เป็นสัญญาการว่าจ้าง มาใช้เป็นหลักฐานเพิ่มเติมด้วย เมื่อถามว่า ขณะนี้นายสมัครระบุว่าได้ยุติบทบาทการจัดรายการแล้ว จะมีผลต่อการสอบสวนหรือไม่ นางสดศรี ตอบว่า การที่มีตำแหน่งในนิติบุคคล เมื่อได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี หรือนายกฯ แล้วจะต้องลาออกภายใน 30 วัน ตามมาตรา 268 แต่หากเป็นกรณีที่มีการดำรงตำแหน่งแล้วไม่ลาออก ถือว่านายสมัครไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 268 การที่นายสมัครยุติบทบาทขณะนี้ ก็ถือว่าไม่มีผล เมื่อถามอีกว่า กกต.จะสามารถวินิจฉัย หรือส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ นางสดศรีตอบว่า ในมาตรา 267 และ 268 ไม่ได้เขียนว่าให้ กกต.ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ถ้าหากขัดตามมาตรา 268 ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี จะสิ้นสุดลงทันที กกต.สามารถวินิจฉัยได้


ป.ป.ช.เล็งสอบ “สมัคร” จัดรายการ


ขณะที่ น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ สัมภาษณ์ถึงกรณีการจัดรายการ “ชิมไปบ่นไป” ของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีที่อาจเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 267 ที่ห้ามนายกฯเป็นลูกจ้างบริษัทเอกชนว่ายังตอบไม่ได้ว่าการเป็นผู้ดำเนินรายการของนายสมัครจะเข้าข่ายการเป็นลูกจ้างบริษัทเอกชนหรือไม่ แต่ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่มีคำว่ารับจ้างอยู่ในกฎหมาย มีแต่คำว่าลูกจ้าง ไม่ทราบว่านายสมัครใช้กฎหมายฉบับไหน ที่บอกว่าเป็นการรับจ้าง และส่วนตัวมองว่าคำว่ารับจ้างกับลูกจ้างมีความหมายไม่ต่างกัน ซึ่งคำว่าลูกจ้างจะแบ่งเป็นการจ้างแรงงานกับการจ้างทำของกรณีของนายสมัครจะเป็นลูกจ้างหรือไม่ ต้องดูว่ามีการทำสัญญาว่าจ้างระหว่างนายสมัครกับบริษัทเอกชนหรือไม่ หากมีการทำสัญญาว่าจ้างก็เข้าข่ายเป็นลูกจ้างบริษัทเอกชน รวมถึงต้องดูลักษณะการจ่ายเงินค่าตอบแทนว่าเป็นการจ่ายค่าตอบแทนในลักษณะใดถ้าเป็นการให้ในลักษณะค่าน้ำมันหรือค่าเดินทางก็ไม่เข้าข่าย ซึ่ง ป.ป.ช.ให้ความสนใจเรื่องนี้และจะหยิบยกมาหารือในที่ประชุม ป.ป.ช.ต่อไป


“เจิมศักดิ์”เย้ยชิมแล้วช่วยไม่ได้


ด้านนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีต ส.ส.ร.ปี 50 กล่าวถึงการระงับรายการ “ชิมไปบ่นไป” ของนายกรัฐมนตรีว่า อยากรู้ว่าถ้านายสมัครไม่ได้เป็นนายกฯจะได้เวลาของสถานีโทรทัศน์หลายช่องอย่างนี้หรือไม่ และทางสถานีก็คงไม่กล้าปรับผังรายการเพราะความเกรงใจ ซึ่งคำพูดของนายกฯที่ว่าได้สั่งให้ยกเลิกรายการไปแล้ว ตรงนี้ถ้าเป็นเพียงผู้รับจ้างอย่างที่อ้าง จะมีอำนาจสั่งยกเลิกรายการได้หรือ การพูดเช่นนี้ก็เท่ากับยอมรับผิดไปส่วนหนึ่งแล้ว เรื่องนี้ผู้ชี้ขาดคือศาลรัฐธรรมนูญ ถึงนายสมัครจะไปออดอ้อนกับ กกต.ว่าขอให้ลงโทษเพียงตักเตือน แต่ตนคิดว่า กกต.ไม่มีอำนาจหน้าที่จะไปลดหย่อนโทษได้ เพราะมีหน้าที่แค่ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเท่านั้น และศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่มีอำนาจไปลดโทษได้เช่นกัน ต้องพิจารณาไปตามความผิด กรณีของนายสมัครก็เหมือนกับ ป.ป.ช.ที่ออกระเบียบเพิ่มค่าตอบแทนให้ตัวเอง ซึ่งเปรียบเสมือนการขโมยควายที่ถือเป็นความผิดสำเร็จ ดังนั้น การที่นายสมัครได้อ้าปากชิมเข้าไปแล้วจึงช่วยไม่ได้ เป็นการตายน้ำตื้น


ฝ่ายค้านยื่นเรื่องถอดถอน จักรภพ ออกจากตำแหน่งแล้ว

กรุงเทพฯ 21 พ.ค. - ฝ่ายค้านได้ยื่นเรื่องถอดถอน นายจักรภพ เพ็ญแข ออกจากตำแหน่ง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แล้ว

ที่รัฐสภา เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา นายสาธิต วงศ์หนองเตย ประธานวิปฝ่ายค้าน พร้อมด้วยสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ประมาณ 30 คน ได้เดินทางไปยื่นเรื่องต่อ นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เพื่อให้พิจารณาถอดถอน นายจักรภพ เพ็ญแข ออกจากตำแหน่ง อ้างมีข้อกล่าวหา และพฤติการณ์ที่ส่อและจงใจใช้อำนาจขัดต่อกฎหมายในรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 270 และมาตรา 46

ทั้งนี้ ประธานวุฒิสภารับปากจะเร่งพิจารณา อย่างช้าวันจันทร์ที่จะถึงนี้ จะส่งเรื่องให้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาต่อไป และจะทำหนังสือแจ้งให้กับสมาชิกทราบ

ส่วนเรื่องการยื่นญัตติแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญของ ส.ส.พรรคพลังประชาชน ในวันนี้ ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์จะนัดหารือกำหนดท่าทีคัดค้าน ในวันพรุ่งนี้.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-21 11:06:52