WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, May 22, 2008

ณัฐวุฒิ เผยจักรภพแปลคำกล่าวเสร็จแล้ว

ทำเนียบฯ 21 พ.ค.- รองโฆษกรัฐบาล เผย “จักรภพ” แปลคำปาฐกถาที่ถูกกล่าวหมิ่นสถาบันเสร็จแล้ว เตรียมเผยแพร่ ขณะที่ “จักรภพ” เก็บตัวเงียบ ยกเลิกการเดินทางร่วมคณะนายกรัฐมนตรีเยือนฟิลิปปินส์ ท่ามกลางกระแสข่าวลือเตรียมยื่นหนังสือลาออก

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้โทรศัพท์พูดคุยกับนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายจักรภพ ไม่มีท่าทีไม่สบายใจอะไร และที่ไม่เข้ามาทำงานที่ทำเนียบรัฐบาลในวันนี้ (21 พ.ค.) เนื่องจากติดภารกิจ แต่คงไม่เหมาะที่จะเปิดเผยว่าเป็นภารกิจอะไร

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ในส่วนของการแปลเอกสารคำบรรยายที่นายจักรภพถูกกล่าวหามีทัศนคติที่อันตรายนั้น นายจักรภพ แปลเสร็จเรียบร้อยแล้ว และจะจัดทำเอกสารแจกจ่ายต่อไป ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าการแปลคำบรรยายนั้นคงต้องมีคนกลางซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญมาแปลอีกครั้ง เพื่อจะได้ไม่มีคำครหา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดทั้งวันผู้สื่อข่าวได้สอบถามคนใกล้ชิดนายจักรภพ ถึงกำหนดการเดินทางมาทำเนียบฯ ครั้งแรกได้รับการแจ้งว่า นายจักรภพจะเดินทางมาปฏิบัติภารกิจที่ทำเนียบฯ ในช่วงบ่าย แต่เมื่อถึงเวลาก็ไม่ได้เดินทางมา ท่ามกลางข่าวลือตลอดช่วงบ่ายว่า นายจักรภพ เตรียมยื่นหลังสือลาออกจากจากตำแหน่ง และล่าสุดนายจักรภพ แจ้งยกเลิกการเดินทางร่วมคณะกับนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ไปเยือนประเทศฟิลิปปินส์อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 22-23 พฤษภาคม 2551.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-21 19:24:00



ความสงบสุข...อันดับรั้งท้ายของโลก

เห็นข่าวการจัดอันดับความสงบสุขของสถาบันจัดดัชนีความสงบสุขโลก (Global Peace Index) ประจำปี 2008 แล้วรู้สึกตกใจ

เพราะประเทศไทยติดอยู่ในอันดับ 118 จากทั้งหมด 140 อันดับ

ซึ่งหมายความว่าประเทศไทยมีความสงบอยู่ในอันดับรั้งท้าย

และที่สำคัญที่สุดเป็นอันดับรองบ๊วยในภูมิภาคเอเซียน คือมีความสงบสุขมากกว่าประเทศพม่า ที่ปกครองโดยรัฐบาลทหาร เป็นเผด็จการมายาวนานนับสิบปี เพียงประเทศเดียวเท่านั้น

ขณะเดียวกันบรรดาประเทศที่อยู่ในอันดับรั้งท้ายของโลกทั้งหลาย ล้วนเป็นประเทศที่มีสงครามกลางเมือง สงครามเชื้อชาติ ศาสนา ที่เรื้อรังมายาวนาน ไม่ว่าจะเป็นอิรัก โซมาเลีย ซูดาน อัฟกานิสถาน อิสราเอล ฯลฯ

เป็นประเทศที่ผู้คนในบ้านเมืองเป็นคนละพวก คนละเผ่าพันธ์อย่างชัดแจ้ง

จึงยิ่งเป็นประเด็นที่น่าตกใจที่ประเทศไทยถูกจัดรวมไว้กับประเทศเหล่านี้

ซึ่งนั่นหมายความว่าในสายตาชาวโลก ประเทศไทยได้ถูกแบ่งแยกอย่างชัดเจน ไม่สามารถเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้แล้วอย่างนั้นหรือเปล่า

เพราะดูตามข้อมูลประกอบการจัดอันดับแล้วพบว่า ประเทศไทย มีปัญหาภาพลักษณ์เสียทั้งในด้าน แนวโน้มการเกิดการก่อการร้าย ระดับอาชญากรรมรุนแรง แนวโน้มการเกิดการชุมนุมประท้วงที่อาจบานปลายไปสู่ความรุนแรง และการเคารพสิทธิมนุษยชน

เมื่อข้อมูลบ่งชัดเช่นนี้แล้วผู้บริหารบ้านเมือง รวมไปถึงผู้ที่มีส่วนทำให้ต่างชาติมองเมืองไทยติดลบ คงจะต้องตระหนักถึงการแก้ปัญหาร่วมกันให้มากขึ้น

ต้องคิดถึงชาติบ้านเมือง เป็นอันดับต้นก่อนจะคิดถึงแต่ประโยชน์ของตัวเอง มุ่งแต่จะทำลายล้างกันโดยไม่ได้คิดคำนึงถึงความเสียหายที่จะตามมา

อย่างเรื่องปัญหาการก่อการร้าย ก็ต้องยอมรับว่าสถานการณ์รุนแรงในภาคใต้ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกยุค ทุกสมัย ทุกรัฐบาล ไม่ว่าผู้นำจะมาจากภาคไหนก็ตามเป็นเรื่องที่มีความพยายามแก้ไขกันอย่างต่อเนื่อง

มีการปรับยุทธวิธีกันมาหลายครั้งหลายหน และส่วนหนึ่งก็มีผลจากปัจจัยภายนอกที่ยากต่อการควบคุม

แม้ว่าในวันนี้จะมีข่าวดีว่าปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เกิดเหตุร้ายน้อยลงกว่า 500 เหตุการณ์ แต่ก็ยังไม่สามารถนิ่งนอนใจได้

หรือจะเป็นระดับอาชญากรรมรุนแรง ก็ไม่แน่ใจว่าการเก็บข้อมูลจะเป็นอย่างไร

ซึ่งอาจจะเกิดจากการที่มีคดีอาชญากรรมต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติหลายต่อหลายครั้งก็เป็นไปได้ ในเรื่องนี้ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาล และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะต้องเข้มงวดกวดขัน ดูแลอย่างใกล้ชิดมากขึ้น รวมไปถึงการเร่งรัดทำความเข้าใจ

ในขณะที่เรื่องของแนวโน้มการเกิดการชุมนุมประท้วงที่อาจบานปลายไปสู่ความรุนแรง และการเคารพสิทธิมนุษยชน ต่างหากกลับเป็นประเด็นที่น่ากังวล

เพราะแม้ว่าบ้านเมืองจะเกิดความเสียหายไปไม่น้อยกว่า 2 พันล้านบาท และผลกระทบต่อเนื่องทางเศรษฐกิจอีกมหาศาล นับตั้งแต่การปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา

ถึงวันนี้มีรัฐบาลที่มาจากครรลองประชาธิปไตย จากเสียงของประชาชนคนไทยทั้งประเทศแล้วก็ตาม
แต่ก็ยังคงมีรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ถูกร่างขึ้นในบรรยากาศเผด็จการ และมีเนื้อหาหลายส่วนกดขี่ และละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชน

รวมทั้งยังคงมีกลุ่มคนที่พยายามออกมาป่วนบ้านเมือง ปล่อยข่าวปฏิวัติ ดึงสถาบันเบื้องสูงลงมากล่าวอ้าง หวังสร้างความวุ่นวาย และเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นในประเทศ

และยิ่งน่าเศร้าใจเพราะหลายคนที่อยู่ทั้งในระดับบงการ และระดับเคลื่อนไหว หลายคนเป็นที่นับหน้าถือตา เคยเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีคนให้ความเคารพนับถือ และบางคนก็ยังเคยมีบทบาทสำคัญในการต่อต้านกับอำนาจเผด็จการมาก่อน

ถึงวันที่บ้านเมืองได้รับผลกระทบไปมากมาย และขณะเดียวกันก็ถูกประจานไปทั้งโลกเช่นนี้แล้ว คนพวกนี้จะมีสำนึกรักชาติผุดขึ้นมาในหัวใจบ้างหรือไม่

หรือยังคิดแต่จะตะบี้ตะบันคัดค้าน เอาชนะคะคานรัฐบาล ด้วยเพียงมองว่าเป็นคนละพวก คนละฝ่ายเท่านั้น
คงต้องฝากเป็นคำถามถึงคนเหล่านี้ว่าแท้ที่จริงแล้วในสมอง มีความคิดอ่านอย่างไรกันแน่ ที่ออกมาเอ่ยอ้างว่ารักชาติ รักสถาบันนั้น แท้จริงแล้วเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า

และในช่วงบั้นปลายชีวิตคนเหล่านี้ได้คิดอ่านทำประโยชน์อะไรเพื่อบ้านเมืองบ้างหรือไม่ หรือจะดีแต่ออกมาจ้องทำลาย สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติ

จะยอมให้ความดีที่เคยสั่งสมกลายเป็นโมฆะ หรือจะให้คนรุ่นหลังออกมา “ถอนหงอก” ว่าเป็นตัวการทำบ้านเมืองฉิบหายวายวอดอย่างนั้นหรือไง...!!


ปฏิบัติการ “พล.อ.สมเจตน์”ปฏิบัติการที่กลาโหมต้องรับผิดชอบ


ไม่ทันข้ามคืน...ไม่ทันข้ามวัน หลังผู้นำเหล่าทัพออกมาขอร้องให้สื่อมวลชนหยุดกระพือข่าวที่เกี่ยวพันต่อการหมิ่นเหม่ไปถึงสถาบันเบื้องสูง เพื่อไม่ให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท รวมถึงไม่สนับสนุนให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหารขึ้นอีกรอบ จะทันจางหาย...???

ซึ่งต้องบอกว่า การออกมาแสดงความห่วงใยของผู้นำเหล่าทัพดังกล่าว นอกจากจะเป็นไปด้วยถ้อยคำที่ระมัดระวังไม่ให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นการข่มขู่สังคมแล้ว

ยังเป็นการฟื้นฟูภาพลักษณ์ของกองทัพไทย ที่ตกต่ำขาดความเชื่อถือจากประชาชนแทบจะสิ้นเชิงแล้วอีกมิติหนึ่งด้วย หลังคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. ลุแก่อำนาจ ใช้กำลังอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เป็นภาษีของประชาชน เข้ายึดการปกครองประเทศ

พลิกฟ้า พลิกแผ่นดินจากระบอบประชาธิปไตย ไปสู่ระบอบเผด็จการอำนาจนิยม...!!!

แต่พลันที่ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ประธานคณะที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม และอดีตหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการ คมช. ออกมาเรียกร้องให้ทหารทำการปฏิวัติอีกครั้ง

บรรยากาศที่ดูน่าจะสงบ เบาบางลงบ้าง กลับทำให้สังคมไทยต้องตกอยู่ในห้วงแห่งความ อึมครึม ขึ้นอีกครั้ง...!!!

โดยกล่าวอ้างว่า ไม่ใช่เป็นการปลุกกระแส แต่เป็นเพราะการบริหารงานของรัฐบาลที่ผ่านมาไม่มีหนทางที่จะสามารถแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองได้ และขณะนี้ทหารทุกคนก็รู้สึกอึดอัด

พล.อ.สมเจตน์ ยังกล่าวอีกว่า การปกครองในระบอบประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ดี แต่การได้คนไม่ดีเข้ามาปกครองบริหารบ้านเมือง โดยไม่มีความชอบธรรม ประเทศชาติก็ไปไม่รอด เพราะขณะนี้ประชาธิปไตยไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาใดๆ ได้

“เรามีแต่นักเลือกตั้งที่ใช้กฎศรีธนญชัย ทุกอย่างต้องตีความหมด เป็นการตีความเพื่อเอาตัวรอด ทำให้ผลประโยชน์บ้านเมืองระส่ำระสาย ยิ่งคนในคณะรัฐมนตรีที่มีแนวความคิดล้มล้างสถาบันเบื้องสูง บ้านเมืองก็ต่ำลงทุกที” นี่คือที่ พล.อ.สมเจตน์ กล่าว

มิพักจะต้องพูดถึงกระแสข่าว เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า มีการประชุมของกลุ่มอำมาตย์ระดับสูงครบชุด อันได้แก่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ นายอานันท์ ปันยารชุน นายปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา และ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย เพื่อวางแผนขยายผลกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หวังเดินเกมกดดันให้คุณจักรภพและคุณสมัครลาออก

มิพักจะต้องกล่าวถึง กระแสข่าว มีการหารือร่วมของเหล่านายทหารที่กำลังจะก่อการ ที่เรียกว่า สายเหยี่ยว แต่ก็ถูกยับยั้งไว้จาก สายพิราบ ที่ให้เหตุผลว่า การก่อการยึดอำนาจอีกครั้งจะสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงให้กับประเทศ

หรือแม้กระทั่งเมื่อวันที่ 21 พ.ค. ที่ผ่านมา พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เรียกผู้บัญชาการเหล่าทัพ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผู้บัญชาการทหารเรือ และพล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ เข้าหารือถึง 2 ชั่วโมง

คาดว่าจะมีเรื่องของสถาบันอยู่ด้วย แต่ก็ได้รับการปฏิเสธว่า มิได้มีการหารือในเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด รวมถึงเรื่องการเมืองด้วย...

ขณะที่มีรายงานข่าวความเคลื่อนไหวของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เข้ามาในคาบเวลาเดียวกันอีกว่า ได้มีการส่งหนังสือไปยังโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า หรือ จปร. ให้จัดหาเวลาเพื่อให้ พล.อ.เปรม ไปกล่าว ปาฐกถา แก่นักเรียนนายร้อย จปร. ในเร็ววันนี้

และยังต่อเนื่องถึง กระแสข่าว การจัดทำ สติ๊กเกอร์ ปกป้องสถาบัน ด้วยว่า จะเริ่มมีการแจกจ่าย เพื่อปลุกระดมในหน่วยงานของทหารนำมาติดหน้ารถ ภายในสัปดาห์หน้า

ทั้งหมดจึงดูราวกับว่า ทัพเผด็จการอำมาตยาธิปไตย เตรียมพร้อมขั้นแตกหัก ด้วยยุทธศาสตร์ แอบอิงจงรักภักดีต่อสถาบันแต่เพียงผู้เดียว มากล่าวอ้างให้ปฏิบัติการเป็นความชอบธรรมอีกครั้ง

แต่นั่นก็ไม่เท่ากับว่า อุบัติการณ์ฮึกเหิมของกลุ่มอำนาจนิยมอำมาตยาธิปไตยที่ออกมาเป็นระลอกคลื่นเช่นนี้ มีผลไปถึง การสั่งพักเดินหน้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ที่ออกมาอย่างฉับพลันหรือไม่

ด้วยข้อเสนอใหม่ คือ การจัดให้ประชาชนลงประชามติ เห็นด้วยหรือไม่ต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ภายในเวลา 45 วัน...???

อย่างไรก็ตาม แม้ทัพอำมาตยาธิปไตย จะเตรียมเคลื่อนพล ที่ก็ยังไม่รู้ว่า ปฏิบัติการครั้งนี้จะได้รับความร่วมมือจากแม่ทัพนายกองตามประสงค์หรือไม่...???

แต่อย่างน้อยปฏิกิริยาเชิงคำขู่นี้ ในคาบเวลานี้ ดูจะมีผล โดยเฉพาะต่อนายสมัคร สุนทรเวช แต่จะมีผลไปถึงมวลชนทัพหน้า ที่ออกมาเรียกร้อง ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยหรือไม่นั้น ยังไม่อาจคาดเดาได้...???

เพราะฉะนั้นแล้ว กระบวนการข่มขู่ต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองด้วยการสนับสนุนให้เกิดการปฏิวัติ ที่ พล.อ.สมเจตน์ สำรอกออกมานั้น จำต้องได้รับการชำระล้าง เพื่อให้ปรากฏต่อสายตาของประชาชนทั้งประเทศให้เกิดความชัดเจนขึ้นก่อนว่า

นี่คือการข่มขู่ด้วยวาจาต่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนใช่หรือไม่...???

ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 68 ที่ระบุว่า บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้มิได้

ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมือง ได้กระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทำดังกล่าว ย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย สั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว แต่ทั้งนี้ ไม่กระทบกระเทือนการดำเนินคดีทางอาญาแก่ผู้กระทำการดังกล่าว

หรือต่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ที่บัญญัติว่า ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต
(1) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจหรือใช้กำลังประทุษร้าย
(2) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ
(3) เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี

นอกจากนั้น การกระทำของ พล.อ.สมเจตน์ ยังต้องได้รับการสอบสวนทางวินัยจากผู้บังคับบัญชาชั้นสูง ตามลำดับชั้นด้วย คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด หรือแม้แต่ ผู้บัญชาการทหารบก...???

เพราะนี่คือรากเหง้า ของทหารเผด็จการที่แสดงออกมาอย่างชัดเจนแล้วว่า ชอบใช้กำลังเข้าแก้ไขปัญหา อันเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

พร ภัทร





ทางลง สุริยะใส

เห็นข่าวคราวของสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย หรือ สนนท. ออกโรงร่อนจดหมายให้นักเคลื่อนไหวรุ่นพี่ ที่ทำตัวสมสู่เผด็จการ ให้ยกเลิกพฤติกรรมเหล่านั้นเสีย และให้ลาออก หรือเลิกแอบอ้างตัวในองค์กรที่ใช้ชื่อทางประชาธิปไตย

สนนท. เป็นชื่อขององค์กรทางประชาธิปไตยที่สำคัญองค์กรหนึ่ง โดยมีมวลหมู่สมาชิกประกอบไปด้วย นักเรียน นิสิต นักศึกษา จากหลากหลายสถาบัน ที่กล้าแสดงออกทางการเมือง และร่วมต่อสู้ทางการเมืองเพื่อประชาธิปไตย มาตั้งแต่เหตุการณ์เดือนตุลามหาวิปโยคโน่นแล้ว

การยื่นข้อเสนอให้ “นักเคลื่อนไหว” ได้ลาออกจากองค์กร ที่ไปแอบอ้างใช้ชื่อประชาธิปไตยมาเคลื่อนไหว ทั้งที่รูปแบบและเนื้อหาฝักใฝ่เผด็จการอย่างชัดแจ้ง เช่น การเคาะกะลาเรียกคณะนายทหารมาปฏิวัติรัฐประหาร หรือการเข้าด้วยช่วยเหลือกับคณะรัฐประหาร ถึงขนาดไปร่วมงานเลี้ยงฉลองความสำเร็จกันอย่างเอิกเกริก โดยไม่สนใจหลักการ หรือแก่นแท้ของการปกครองประเทศ ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างแท้จริง

เราเชื่อว่าวันนี้ ไม่สายเกินไปที่สังคมไทยจะตื่น และได้พิจารณาข้อเท็จจริงเหล่านี้อย่างถ่องแท้ว่าอะไรเป็นอะไร

แยกหมู่ แยกจำพวก ให้ชัดเจน ใครยืนข้างเผด็จการ ใครยืนข้างประชาธิปไตย?

เพราะปัจจุบันนี้มีคนจำพวก มือถือสาก ปากถือศีล เยอะแยะมากมายเต็มไปหมด

บางคนวางมาดนุ่มนิ่ม ทำตัวเป็นคนดี พูดแต่เรื่อง คุณธรรม จริยธรรม ธรรมาภิบาล ขณะที่ในช่วงที่ตนเองมีอำนาจกลับ

ทำแต่เรื่องสามานย์ ส่งทหารไปคุกคาม ส.ส. เพื่อไม่ให้ลงชื่อในญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ วางตัวไม่เหมาะสมกับ

สถานะและตำแหน่ง “รับจ๊อบ” เป็นที่ปรึกษาบริษัทใหญ่ระดับประเทศ เพื่อรับผลประโยชน์ด้านต่างๆ ทั้งเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง รถยนต์ประจำตำแหน่ง ซึ่งเป็นเรื่องไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

บางคนวางมาดเป็นสื่อสารมวลชนที่ดี แต่แท้ที่จริงเอาเงินของประชาชนไปใช้หนี้ โดยผ่านกระบวนการ “แฮร์คัตหนี้” กับ ธนาคารรัฐ อย่างหน้าตาเฉย กลายเป็นบุคคล ล้มบนฟูก

บางคนวางมาดจีบปากจีบคอ เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองเก่าแก่ แต่แท้ที่จริงทำทุกวิถีทางหวังจะได้ตำแหน่งที่ต้องการ โดยไม่สนใจที่มา วิถีทาง และกติกา อันถูกต้องชอบธรรม

ถือเป็นความสำเร็จอีกขั้นหนึ่ง ของฝ่ายประชาธิปไตย ในการ ทำให้ผู้คนในสังคมหูตาสว่าง ขึ้นมา และกล้าที่จะออกมาวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของคนที่ ฝักใฝ่เป็นทาสเผด็จการ

ที่จริงโทษของคนที่ หลอกลวง ประชาชนเหล่านั้น สมควรจะได้รับคือ การจำคุกตลอดชีวิต หรือการประหารชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113, 114, 115, 116 เพื่อให้สาสมกับความผิดที่ได้ทำกับ ประชาชนคนไทยอีกกว่า 63 ล้านคน และทำกับประเทศไทย เพราะก่อให้เกิดความ เสียหายทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง อย่างประเมินค่าไม่ได้
หวังว่าจะมีการขยายความคิดเหล่านี้ไปเรื่อยๆ ช่วยกันแอนตี้ ช่วยกันต่อต้าน การกระทำใดๆ ที่จะไปส่งเสริมเผด็จการ ส่งเสริมการปฏิวัติรัฐประหาร เพื่อที่จะเป็น “เกราะเหล็ก” ปกป้องใครก็ตามที่จะมาทำร้ายทำลายการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข



แฉสื่อชั่ว! ขวางประชามติรธน.


* มีผลประโยชน์ทางธุรกิจเลยแพ้ไม่ได้
ประสานเสียงขานรับ “ประชามติ” หลัง “สมัคร” แจงใช้งบ 2 พันล้าน “อ.จรัล” ชี้สุดคุ้ม เพราะเป็นกระบวนการสร้างความชอบธรรมยิ่งใหญ่พอกับการเลือกตั้ง ส่วนสื่อชั่วที่ออกมากลับลำคัดค้านเป็นเพราะมีผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง “ทักษิณ” หนุนแนวคิดเปิดเวทีฟังเสียงประชาชน ขณะที่ คปพร. ยื่นหนังสือถึงประธานสภาฯ วันนี้ หลัง 164 ส.ส. - ส.ว. ยื่นญัตติแก้ไข รธน.50 พร้อมเสนอให้ภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในกรรมาธิการ คาด 9 มิ.ย. เดินหน้าพิจารณาได้ทันที

ท่ามกลางการผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ที่มีรากเหง้าจากเผด็จการ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีความคืบหน้าไปอีกขั้นเมื่อกลุ่ม ส.ส. และ ส.ว. รวม 164 คน ได้เข้ายื่นญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2550 ต่อนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่รัฐสภา เมื่อเวลา 11.00 น. ของวันที่ 21 พฤษภาคมที่ผ่านมา

เพื่อนำไปสู่กระบวนการตรวจสอบรายชื่อ ตามกฎหมายกำหนดให้สมาชิกรัฐสภา 1 ใน 5 สามารถเข้าชื่อกันยื่นญัตติแก้ไขกฎหมายได้ จากนั้นจึงจะบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันเปิดสมัยประชุมวิสามัญ ในวันที่ 9 มิถุนายนนี้

ขณะเดียวกับที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 27 พฤษภาคมนี้ ให้จัดสรรงบประมาณ 2,000 ล้านบาท เพื่อจัดทำประชามติในการแก้ รธน. ในเดือนกรกฎาคม 2551 เพื่อสอบถามความเห็นของประชาชนว่าจะให้มีการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญปี 50 หรือไม่ คาดว่าจะใช้เวลา 45 วัน

และในทันทีเช่นกันก็เริ่มเกิดเสียงคัดค้านจากฝั่งพรรคประชาธิปัตย์และสื่อบางกลุ่ม ที่กลับลำหลังจากสนับสนุนให้มีการทำประชามติในตอนแรก แต่มาตอนนี้กลับแสดงท่าทีต่อต้านคัดค้านแนวคิดดังกล่าว ด้วยการอ้างถึงเหตุผลของการใช้งบประมาณที่มากเกินไป

“อ.จรัล” ฉะสื่อชั่วแฝงปมธุรกิจ
อ.จรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานคณะกรรมการประชาชนเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (คปพร.) แสดงความเห็นด้วยกับการทำประชามติ เพราะจะได้พิสูจน์ให้ผู้ที่คัดค้านเห็นว่าประชาชนเจ้าของประเทศไม่ต้องการ รธน. ที่มาจากเผด็จการ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นร่วมกัน ประเทศไทยจะได้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น มองว่าการทำประชามติเป็นกระบวนการที่ยิ่งใหญ่พอๆ กับการเลือกตั้ง เนื่องจากการลงประชามติเป็นความชอบธรรมในการแก้ รธน.

ส่วนที่มีผู้คัดค้านโดยตั้งข้อสังเกตว่าใช้งบมากเกินไปนั้น อ.จรัล มองว่าคนพวกนี้มีจุดยืนที่จะคัดค้าน เพราะแพ้จึงไม่เห็นด้วย เช่นฝ่ายค้าน ถ้าไม่ยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ชาติไหนถึงจะได้เป็นรัฐบาล ขณะที่กลุ่มสื่อมวลชน ที่ค้านก็เพราะมีเรื่องธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง ฉะนั้นจะแพ้ไม่ได้

“งบประมาณที่ใช้ในการทำประชามติคุ้มเกินคุ้ม เพราะจะทำให้เรารู้ว่าประชาชนต้องการอย่างไร 2 พันล้านบาทนี้อาจจะช่วยป้องกันเหตุการณ์นองเลือดที่หลายคนบอกว่าถ้าแก้ รธน.จะทำให้เกิดความคัดแย้งจนนองเลือดก็ได้ ถ้าไม่ทำประชามติทางออกก็คือ ต้องดำเนินการตามกระบวนการปกติของรัฐสภา ตรงนี้หากไม่มีคนออกมาค้านค้านนอกสภาก็จะไม่เกิดปัญหา แต่ถ้ามีคนค้านนอกสภามากจะทำให้เกิดกระแสทางการเมือง” อ.จรัล กล่าว และว่า ในวันพรุ่งนี้ (22 พ.ค.) จะเดินทางไปพบนายชัยเพื่อแสดงความยินดีกับตำแหน่งใหม่ และขอให้ท่านยืนหยัดในการเดินหน้าแก้ไข รธน. เพื่อประชาชนต่อไป

นพ.เหวงยื่นสภาเสนอปชช.ร่วมกมธ.
นพ.เหวง โตจิราการ กรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ (คปพร.) เปิดเผยว่า ทาง คปพร. จะเข้ายื่นหนังสือต่อประธานสภาฯ ในวันนี้ (22 พ.ค.) เพื่อให้เร่งแก้ไขระเบียบข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2544 หมวดที่ 6 ข้อ 91 เพื่อเปลี่ยนคณะกรรมาธิการวาระ 2 ให้เป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญ และให้ประชาชนมีส่วนร่วมด้วยอย่างน้อย 1 ใน 3 พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการถ่ายทอดสดในการประชุมสภาฯ เพื่อพิจารณาแก้ไข รธน. อีกทั้งอนุญาตให้กลุ่มคปพร.ใช้ห้องประชุมตึก 2 อาคารรัฐสภาเปิดประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน

พร้อมทั้งสนับสนุนให้รัฐบาลเป็นเจ้าภาพทำประชามติในร่าง รธน. 40 ก. กับ รธน.50 เพื่อลดระดับอุณหภูมิทางการเมืองและการเผชิญหน้า รวมทั้งตัดช่องว่างของกลุ่มคัดค้านไม่ให้ก่อความวุ่นวายในสังคม ตนเห็นว่า หากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยังบ้าเลือดไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี ไม่มีความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่ ยังเคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนในบ้านเมืองอีก ก็หมายความว่ากลุ่มพันธมารฯ พวกนี้ยอมเดินลงเหวนรกไปเอง

“ทักษิณ” หนุน“สมัคร”ทำประชามติ
วันเดียวกัน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หลังนำคณะบุคคลสำคัญจากประเทศซาอุดีอาระเบีย เข้าพบนายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรคชาติไทย ที่ จ.สุพรรณบุรี โดยแสดงความเห็นด้วยกับนายสมัคร ที่เสนอให้มีการทำประชามติในการแก้ไข รธน. เห็นด้วยกับแนวทางของนายกฯ สมัคร ที่จะให้มีการทำประชามติในการแก้ไข รธน. ถือเป็นแนวทางที่ดี เพื่อให้ได้ข้อยุติที่ดี ไม่อยากให้เอาชนะคะคานกัน อยากให้เคารพกติกาที่มีอยู่ หากกติกาไม่ดีก็ควรแก้ไข

เช่นเดียวกับ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ยังคงย้ำจุดยืนเดิมว่า ควรแก้ไข รธน.50 โดยยึด 40 เป็นหลัก พร้อมแนะให้มีการทำประชามติฟังความคิดเห็นประชาชนภายหลังแก้ไข รธน.แล้วเสร็จ ซึ่งไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร อีกทั้งเห็นว่าการแก้ รธน.ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับ 111 คนหรือเพื่อหนีคดียุบพรรค ทุกฝ่ายไม่ควรวิตกกังวลมากเกินไป

ได้ฤกษ์164ส.ส.-ส.ว.ยื่นแก้รธน.50
เมื่อเช้าวานนี้ (21 พ.ค.) ส.ส.พรรคพลังประชาชน และพรรคร่วมรัฐบาล รวมทั้ง ส.ว. นำโดยนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส.นครราชสีมา พรรคพลังประชาชน เข้ายื่นญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร อาทิ ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน นายรณฤทธิชัย คานเขต ส.ส.ยโสธร นายพิกิต ศรีชนะ ส.ส.ยโสธร นายพิเชษฐ์ ตันเจริญ ส.ส.ฉะเชิงเทรา นายนรพล ตันติมนตรี ส.ส.สัดส่วน นางพรทิวา นาคาศัย ส.ส.ไชยนาท พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา เป็นต้น

นายบุญจง กล่าวรายงานต่อประธานรัฐสภาว่า ตามที่มี ส.ส.และส.ว. 164 คนได้เข้าชื่อเพื่อเสนอแก้ไข รธน. เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวถูกประกาศใช้มาช่วงระยะเวลาหนึ่ง และสมาชิกรัฐสภาเห็นว่ามีหลายมาตราเป็นข้อจำกัดต่อการทำงานของสมาชิกรัฐสภา อีกทั้งประชาชนจำนวนก็เรียกร้องให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมตามที่ปรากฎเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่เดินทางมายื่นหนังสือต่อสมาชิกรัฐสภา เนื่องจากเห็นว่าหลายประเด็นใน รธน.50 มีข้อจำกัด ในฐานะตัวแทนประชาชนจึงเห็นพ้องต้องกันในการยื่นแก้ไข

“ชัย”รับลูก เชื่อไม่มีเผชิญหน้า
ด้านนายชัย กล่าวภายหลังว่า การพิจารณาแก้ไขกฎหมายสามารถพิจารณาได้ในสมัยประชุมสามัญทั่วไปและสมัยประชุมวิสามัญ พร้อมทั้งยอมรับ เป็นความสัตย์จริง ว่าก่อนหน้านี้ไม่เห็นด้วยที่จะมีการยื่นแก้ รธน.ในช่วงนี้ แต่เมื่อตนเป็นประธานสภาฯ ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย และไม่ทราบถึงการยื่นครั้งนี้ ยังไม่เป็นมติของพรรค เนื่องจากคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคพลังประชาชนไม่เห็นด้วย แต่ก็สามารถทำความเข้าใจกันภายในพรรคได้ เพราะตามกฎหมายระบุชัดเจน รัฐบาลมีสิทธิยื่นญัตติได้ ฉะนั้นจึงเป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส.ที่เสนอแก้ไขได้

พร้อมทั้งระบุว่าจะไม่เกิดการเผชิญหน้า เพราะประชาชนส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยให้แก้ไข หากสื่อไม่ทำให้เกิดเช่นนั้น จึงอยากให้สื่อได้เสนอความจริง ทั้งนี้ ส่วนตัวเห็นด้วยที่จะต้องทำประชาพิจารณ์ และเมื่อถามถึงกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเตรียมออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านนั้น ไม่ทราบว่าพันธมิตรฯ เป็นใคร ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยไปมาหาสู่ ขณะนี้ยังไม่เห็นประชาชนออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน มีแต่คนออกมาให้มีการแก้ไขเพื่อให้เป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตย

ยึดร่างคปพร.-หนุนทำประชามติ
ขณะเดียวกันมีความเห็นเพิ่มเติมจาก ส.ส. และส.ว. ที่ร่วมลงชื่อในหลากหลายแง่มุม อาทิ นายศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนม กล่าวว่า ร่างแก้ไขเพิ่มเติม รธน.50 ที่ยื่นวันนี้ เป็นร่างฉบับของคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ (คปพร.) โดยไม่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม เพราะความคิดเห็นต่างๆ ให้ไปเสนอกันในชั้นกรรมาธิการ หลังจากยื่นญัตติแล้ว พวกตนจะร่วมลงชื่อเพื่อขอให้มีการจัดทำประชามติต่อรัฐบาล โดยให้ประชาชนตัดสินใจว่าจะเห็นด้วยกับ รธน.50 หรือฉบับแก้ไขเพิ่มเติมยึด รธน.40 เป็นหลัก

อย่างไรก็ดี ไม่ได้เร่งรัดในกำหนดเวลาบรรจุญัตติดังกล่าว ให้เป็นอำนาจการตัดสินใจของนายชัย ส่วนที่ ส.ส.ของพรรคและพรรคร่วมรัฐบาลบางส่วนไม่ร่วมลงชื่อด้วยนั้น ไม่ถือเป็นปัญหาและไม่มีนัยยะทางการเมือง เพราะ ส.ส.บางคนก็ติดภารกิจ ชณะที่กลุ่มพันธมิตรฯ ขู่ยื่นถอดถอน ส.ส.และส.ว.ที่เข้าชื่อนั้น หากเห็นว่าผิดก็เป็นสิทธิดำเนินการได้ แต่มองว่าเป็นหน้าที่ในฐานะได้รับเลือกมาจากประชาชน และมาตรา 291 ก็ให้สิทธิ ไม่ได้ทำโดยพลการ

เปิดรายชื่อไร้เงา“ชท.-ประชาราช”
ด้านนายนิสิต สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด กล่าวถึงรายชื่อ ส.ส. และส.ว.ที่ลงชื่อทั้งสิ้น 164 คน แบ่งเป็น ส.ส. พรรคพลังประชาชน 123 คน พรรคเพื่อแผ่นดิน 5 คน พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา 4 คน พรรคมัชฌิมาธิปไตย 2 คน และ ส.ว. 30 คน ขณะที่ไม่มี ส.ส.พรรคชาติไทยและพรรคประชาราช ส่วนกระบวนการหลังจากเปิดประชุมสมัยวิสามัญวันแรก ในวันที่ 9 มิถุนายนนี้จะนับไปอีก 15 วันก่อนที่ประธานสภาฯ จะบรรจุในวาระการประชุมและนำไปสู่การตั้งคณะกรรมาธิการต่อไป ไม่ได้กำหนดว่าจะพิจารณาแล้วเสร็จเมื่อใด

อย่างไรก็ดี ในส่วนของพรรคชาติไทยอาจจะยังไม่พร้อมลงชื่อ และคงคิดว่าเป็นเรื่องของพรรคร่วมรัฐบาล ความจริงไม่ใช่ เพราะเป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส. จึงไม่มีการประสานงานระหว่างพรรคกับพรรค หากพรรคชาติไทยและพรรคประชาราชอยากขอลงชื่อเพิ่มเติมในภายหลังก็ทำได้

ส่วนที่พรรคชาติไทยไม่ร่วมเข้าชื่อจะมีผลต่อการโหวตในขั้นรับหลักการหรือไม่นั้น นายนิสิต กล่าวว่า ต้องอธิบายเหตุผลในรัฐสภาถึงความจำเป็นในการแก้ไข รธน. ซึ่งรัฐสภาจะวิเคราะห์และตัดสินใจเอง ส่วนที่มี ส.ส.และส.ว.ลงชื่อน้อย น่าจะมีเหตุมาจากกลัวถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งส.ส. และ ส.ว.

7 สว.โวยขอถอนชื่อญัตติ
ส่วนนายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ หนึ่งใน 30 ส.ว.ที่ร่วมลงชื่อ เผยว่า มี ส.ว.เลือกตั้งหลายคนไม่เห็นด้วยกับ รธน.นี้ ส่วนตัวไม่รู้สึกเกรงกลัวต่อการถูกถอดถอนตามมาตรา 122 เพราะทุกอย่างเป็นไปตามมาตรา 291 ที่มีขั้นตอนถูกต้องครบถ้วนอยู่แล้ว

ขณะที่ นายวรวิทย์ บารู ส.ว.ปัตตานี และ นายแวดือลาแม มะมิงจิ ส.ว.สรรหา แถลงถอนรายชื่อออกจากการเป็นผู้สนับสนุนดังกล่าว โดยก่อนหน้านี้ตนได้ลงชื่อสนับสนุนขอประชามติจากประชาชนในการการแก้ไข รธน. แต่ทราบจากที่ปรากฏเป็นข่าวว่าชื่อกลับถูกนำไปสนับสนุนญัตติขอแก้ไข รธน. จึงไม่เห็นด้วย ขอถอนชื่อออก เพราะเห็นว่า รธน.ควรบังคับใช้ไประยะหนึ่งก่อน

สำหรับรายชื่อ ส.ว.ทั้ง 7 คนที่ถอนชื่อออกประกอบด้วย นายวรวิทย์ นายรุสดี บินหะยีสะมะแอ ส.ว.สรรหา นาย สุริยา ปันจอร์ ส.ว.สตูล นายโสภณ ศรีมาเหล็ก ส.ว.น่าน นายแวดือราแม นายมูหามะรอสดี บอตอ ส.ว.นราธิวาส และนายภิญโญ สายนุ้ย ส.ว.กระบี่

“เติ้ง”แทงกั๊กหนุนแก้ในสภา
ในขณะที่ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย เปิดเผยว่า เท่าที่ติดตามข่าวเห็นว่าเป็นการยื่นส่วนตัวไม่ใช่การยื่นในนามพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทยจึงไม่ได้รับการประสานงาน และไม่ได้ร่วมลงชื่อในญัตติดังกล่าว ส่วนตัวเชื่อว่าจะไม่มีการเสนอร่าง รธน. ฉบับของพรรคพลังประชาชนเข้าไปในสภาอีก เพราะส.ส.ที่ลงชื่อส่วนใหญ่ก็เป็นพลังประชาชน ส่วนกระบวนการแก้ไข รธน.ในสภาจะราบรื่นหรือไม่ยังไม่สามารถระบุได้

“เขาร่วมกันเป็นเอกสิทธิ์ เราคงเข้าไปเกี่ยวข้องไม่ได้ ไม่รู้เขาทำกันเอง ถ้าเป็นเรื่องของพรรคเขาคงติดต่อมาแล้ว ตอนนี้ผมยังไม่เห็นร่าง ยังไม่เห็นสาระคงไปแสดงความเห็นอะไรไม่ได้ ต้องขอดูในสภาก่อน มันอีกยาวไกลจะเป็นอย่างไรตอบไม่ได้ คนที่ไม่เห็นด้วยก็ค้านได้ แต่การค้านต้องอยู่ในระบบ” หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าว

ปชป.ดื้อค้านถกท่าทีวันนี้
ขณะที่รัฐมนตรีในฝ่ายรัฐบาลต่างให้ความเห็นในเรื่องนี้เช่นกัน โดยนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ศึกษาธิการ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เห็นว่าถือเป็นสิทธิของ ส.ส.ที่ยื่นร่างแก้ไขได้ตามกฎหมาย สุดท้ายก็ต้องไปยำหรือวิเคราะห์กันในสภาฯ หากได้เสียงตามกฎหมายกำหนด 316 เสียงก็ผ่าน หากไม่ครบก็ไม่ผ่าน

ด้าน นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเสนอแนะว่าควรจะตั้งตัวแทนของแต่ละฝ่ายจากพรรคการเมืองต่างๆ เข้ามาดูกันว่าควรจะเป็นอย่างไรและพูดคุยกัน และเห็นว่าควรจะมีการประสานกันมากกว่านี้ ตัวแทนพรรคการเมืองทั้งหลายควรจะมาดูร่างและเมื่อเห็นพ้องต้องกันก็ลงชื่อร่วมกันจะได้เป็นเอกภาพ

ในอีกด้านหนึ่งพรรคประชาธิปัตย์เตรียมนัดประชุมหารือและกำหนดท่าทีในวันนี้ (22 พ.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะหารือถึงรายละเอียดของร่างดังกล่าว ทั้งนี้ อาจจะทำร่างแก้ไข รธน. ประกบร่างของฝ่ายรัฐบาล ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง


ฉะซ้ำ‘สุริยะใส’ไม่สำนึก ร่วมลงชื่อขับ5พันธมาร

สนนท. ระบุหลังมีจดหมายทวงถามสำนึกประชาธิปไตย ถึง “สุริยะใส” กลับหายเงียบ แถมยังประกาศเตรียมชุมนุมเคลื่อนไหวต่อ ภาคประชาชน ออกโรงจวกหยุดได้แล้ว ชี้มวลชนเสื่อม ไร้มูลเหตุเพียงพอ ด้านกลุ่มมหาประชาชนฯ เตรียมออกแถลงการณ์ตอบโต้สัปดาห์หน้า พร้อมเดินสายปลุกกระแสประชาชนทั่วประเทศ เปิดเวทีลงมติขับไล่ 5 แกนนำพันธมาร พ้นความเป็นคนไทย

ในที่สุดการผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 กำลังจะเดินหน้าเข้าสู่ขั้นตอนในกระบวนการของรัฐสภา หลังจากที่ 164 ส.ส. และส.ว. เข้ายื่นญัตติแก้ไขเพิ่มเติม รธน.50 ต่อประธานรัฐสภา และเตรียมบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมภายใน 15 วันนับตั้งแต่วันเปิดสมัยประชุมวิสามัญในวันที่ 9 มิถุนายนนี้ ขณะเดียวกันกับมีแรงสนับสนุนจากฝ่ายรัฐบาล โดยนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี หนุนให้ใช้งบประมาณ 2 พันล้านบาทในการทำประชามติ เพื่อฟังเสียงเรียกร้องของประชาชน ซึ่งนับเป็นกระบวนการชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตยนั้น

ฉับพลันมีเสียงคัดค้านต่อต้านอย่างรุนแรงจาก แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ยังนิยมในอำนาจเผด็จการประกาศเดินหน้าล่าชื่อถอดถอน ส.ส. และ ส.ว. ที่เข้าชื่อ และเตรียมนัดชุมนุมครั้งใหญ่ เพื่อคัดค้านการแก้ไข รธน.50 อย่างเต็มรูปแบบ ภายหลังได้ประชุมกำหนดท่าทีในวันนี้ (22 พ.ค.)

ขณะที่มีหลายเสียงพยายามจะออกมาเตือนสติแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ให้ยุติบทบาทและหยุดเคลื่อนไหวอันจะนำไปสู่ความแตกแยกและขัดแย้งในสังคมอย่างรุนแรง นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล ที่ปรึกษากลุ่มการ์ดประชาธิปไตยต้านพันธมิตรป่วนเมือง เห็นว่า พันธมิตรฯ พยายามหาข้ออ้างและความชอบธรรมในการออกมาชุมนุมเคลื่อนไหวอีกครั้ง แต่ยังไม่มีเหตุสำคัญที่เหมาะสมพอ อีกทั้งสภาวการณ์ยังไม่อำนวย ประกอบนายทุนที่คอยให้การสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ คงไม่เห็นด้วย จึงส่งผลให้พันธมิตรฯ ต้องอยู่ในภาวะชะงักไม่กล้าออกมาทำอะไรมาก เนื่องจากในการชุมนุมเคลื่อนไหวต้องทำอย่างต่อเนื่อง และในแต่ละครั้งต้องใช้งบประมาณมาก ถ้าหากการชุมนุมไม่มีภาคประชาชนออกมาสนับสนุน ก็จะไม่เกิดประโยชน์กับฝ่ายพันธมิตรฯ และเสี่ยงโดยใช้เหตุ

“ประชาชนจะออกมาสนับสนุนการชุมนุมนั้น ต้องประกอบไปด้วยเห็นผลที่เหมาะสมหรือไม่ อีกทั้งต้องดูทิศทางด้านเศรษฐกิจเป็นตัวสำคัญ ถ้าหากว่าเคลื่อนไหวแล้วเกิดผลกระทบถึงความเป็นอยู่ คงไม่ใครคิดที่จะออกมาร่วมด้วยอย่างแน่นอน” นายนพรุจ กล่าว

พร้อมระบุต่อว่า กลุ่มพันธมิตรฯ ก็ทราบเงื่อนไขนี้ดีจึงประชุมหาช่องทางที่สมเหตุสมผล พร้มทัอมทั้งเห็นด้วยกับการเสนอทำประชามติแก้ รธน. 50 ตามที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เสนอ เป็นเรื่องที่ดีและเหมาะสมอย่างยิ่งจะได้ข้อยุติ อีกทั้งเป็นการปิดช่องทางที่พันธมิตรฯ จะใช้อ้างเคลื่อนไหว ในส่วนทางกลุ่มการ์ดประชาธิปไตยต่อต้านพันธมิตรป่วนเมืองกำลังดำเนินการหามาตรการตอบโต้พันธมิตรฯ ด้วยเช่นกัน

ส่วนที่มีการแจ้งความดำเนินคดีกับ พล.ต.จำลอง ศรีเมืองนั้น เป็นหนังตัวอย่างในช่วงนี้ มันไม่ใช่เรื่องตลก เพราะถ้าคนใดที่พูดมาในลักษณะแบบที่เรียกร้องให้มีการปฏิวัติก็สมควรที่จะทำแบบนั้นเช่นกัน

ด้าน นายประชา ประสพดี สส.พรรคพลังประชาชน และแกนนำกลุ่มมหาประชาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย กล่าวถึงท่าทีของกลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาเคลื่อนไหวข่มขู่ทำให้สังคมเกิดความกังวล ทั้งนี้ ทางกลุ่มมหาประชาชนฯ ได้หารือเพื่อโต้กลับ มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ไม่สามารถจะปล่อยให้กลุ่มพันธมิตรฯ มากำหนดเงื่อนไขให้สังคมเกิดความตึงเครียดโดยใช้ถ้อยแถลงที่ปราศจากข้อเท็จจริง และปราศจากความสงบเรียบร้อย ทั้งนี้ การที่กลุ่ม ส.ส.ขอยื่นแก้ รธน. ถือเป็นสิทธิเสรีภาพพึงกระทำได้ อีกทั้งยังเสนอให้จัดลงประชามติ ก็เป็นเรื่องที่ดีในการหาข้อยุติอยู่แล้ว ดังนั้น ทางกลุ่มฯ จะเคลื่อนไหวครั้งใหญ่เพื่อกดดันพันธมิตรฯ ด้วยเช่นกัน

“พันธมิตรฯ ออกมาเคลื่อนไหวในลักษณะใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น สร้างเงื่อนไขในการปฏิวัติมาใช้สร้างสถานการณ์ ซึ่งทางกลุ่มมหาประชาชนฯ ยอมไม่ได้ จะได้ออกแถลงการณ์จัดกิจกรรมทำประชามติทั่วประเทศ เพื่อประณามและขับไล่กลุ่มพันธมิตรฯ ให้พ้นความเป็นคนไทย อีกทั้งยังไม่สำนึกในพระบรมราโชวาทให้คนไทยสามัคคีปรองดองกัน” แกนนำกลุ่มมหาประชาชน กล่าว

พร้อมระบุถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มมหาประชาชนฯ ไม่ได้ต้องการสร้างความไม่สงบของบ้านเมือง แต่ต้องการเรียกร้องให้ประชาชนได้ร่วมลงประชามติที่จะขับไล่และถอดถอนความเป็นคนไทยของแกนนำพันธมิตรฯ ทั้ง 5 คน และจะออกแถลงการณ์ในสัปดาห์หน้า อีกทั้งจะเปิดช่องทางให้ประชาชนทั่วประเทศช่วยกันส่งไปรษณียบัตรร่วมลงประชามติ เพราะถือว่าเป็นผู้ล้มละลายทางความคิดแล้ว

“ลองไปถามประชาชนดูแล้วกันว่าปฏิวัติแล้วประเทศชาติล่มจมหรือไม่ การปฏิวัติมาแต่ละครั้งไม่เคยเห็นมีอะไรดีขึ้นมาเลยซักอย่างเดียว การเมืองแก้ด้วยการเมืองเท่านั้น ไม่ต้องไปมั่วคิดถึงเรื่องปฏิวัติเลย วันนี้ประชาชนไม่ต้องการให้มีการปฏิวัติเกิดอย่างแน่นอน” แกนนำกลุ่มมหาประชาชน กล่าว

ขณะที่ นายพงษ์สุวรรณ สิทธิเสนา เลขาธิการสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) กล่าวว่า เราไม่ได้ให้ความสำคัญกับคนกลุ่มนี้ มองว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ กับภาคประชาชนอาจเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่นำไปสู่เหตุการณ์รัฐประหารอีกครั้งก็ได้ ซึ่งวิธีการก็ไม่ได้แตกต่างกับตอนที่เกิด 19 กันยายน 2549 โดยใช้ประเด็นต่างๆ ปลุกระดม เรียกร้องความสนใจ และสร้างกระแส เช่นครั้งแรกก็ใช้ประเด็นการโยกย้ายข้าราชการ ต่อมาเรื่องรัฐตำรวจ ล่าสุดก็เป็นเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ ตอนนี้พันธมิตรพยายามทำทุกวิธีทางเพื่อไม่ให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งสามารถปฏิบัติงานได้ ส่วนตัวมองว่า การชุมนุมที่จะเกิดขึ้นคงไม่ได้รับความสนใจจากประชาชนเท่าที่ควร เห็นได้จากครั้งที่ผ่านมา ตอนนี้ประชาชนเขารู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร ส่วนที่มีกระแสรัฐประหารจากฝ่ายทหารนั้น ตนมองว่า สื่อโดยเฉพาะเครือผู้จัดการพยายามนำเสนอเรื่องสถาบัน เพื่อให้มีน้ำหนักและเหตุผลเพียงพอที่จะทำรัฐประหารอีกครั้ง

“การยั่วยุโดยใช้สถาบันมาเป็นเครื่องมือนำไปสู่วิกฤตทางการเมือง สื่อในเครือผู้จัดการมีความช่ำชองอยู่แล้ว เพราะหากเป็นเช่นนั้นแล้วทหารก็มีเหตุผลเพียงพอที่จะออกมาทำรัฐประหารได้ และคงเป็นกลุ่มทหารอำมาตยาธิปไตยที่มีบทบาทและเคลื่อนไหว” เลขาธิการ สนนท. กล่าว

พร้อมระบุภายหลังได้เขียนจดหมายเปิดผนึกถึง นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และเป็นผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรฯ ในฐานะเป็นรุ่นพี่และอดีตเลขาธิการ สนนท. ปี 2537 โดยจี้ให้ทบทวนบทบาทของตัวเอง และหันกลับมายืนข้างฝ่ายประชาธิปไตย ตอนนี้ยังไม่ได้รับการติดต่อจากนายสุริยะใส ส่วนตัวไม่ได้หวังผลจะต้องออกมาตอบโต้ แต่เป็นจดหมายจากน้องถึงพี่ที่ต้องการให้มีจิตสำนึก เนื่องจากบทบาทที่เปลี่ยนแปลงไป 15 ปีก่อน ทั้งนี้ หากจะมีบทบาทใน ครป.ก็ควรยุติบทบาทในพันธมิตร ต้องแยกให้ชัดเจน

ฉิบหายมาแล้วเท่าไร? จี้เอาผิด‘สมเจตน์’ยุปฏิวัติ

ภาคประชาชน โวยสนั่น ปาก”พล.อ.สมเจตน์” ปั่นหัวทหารออกมาปฏิวัติรัฐประหาร ชี้ผิดกฎหมาย ทำจริงเศรษฐกิจพังยับ ประชาชนนับแสนเคลื่อนพลแน่ ชี้ พูดพล่อยๆ ต้องสอบผิดวินัยร้ายแรง พร้อมตอกหน้า ทหารนั่นแหละทำเศรษฐกิจชาติพัง ขณะที่กลุ่มการ์ดประชาธิปไตยฯ ฉุนจัดเตรียมออกแถลงการณ์ประณาม ปฏิวัติรัฐประหาร ตัวการแท้จริงทำลาย ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ระบุควรดำเนินคดีตามกฎหมาย

นายพิชา วิจิตรศิลป์ ทนายความนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ประธานที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม ออกมาระบุ เวลานี้ปัญหาบ้านเมืองไม่สามารถแก้ได้จึงต้องมีการปฏิวัติ ว่า การที่ พล.อ.สมเจตน์ ออกมาพูดแบบนี้เพราะไม่รู้ว่าจะทำยังไง ซึ่งก็คงต้องปล่อยให้พูดไป ซึ่งอยากให้ฝ่ายทหารกลับไปเปิดรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ฝ่ายเผด็จการร่างขึ้นมา ในมาตรา 68 ที่บอกว่า เป็นการล้มล้างรัฐบาล จึงผิดกฏหมายอาญามาตรา 113 ซึ่งตนมองว่า เป็นกบฎ

นอกจากนี้ หากเกิดการปฏิวัติรัฐประหารขึ้นจริง จะไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ เพราะเศรษฐกิจย่ำแย่ตอนนี้ก็มีสาเหตุมาจากการปฏิวัติรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 ที่ผ่านมาทั้งสิ้น คือทำให้นักลงทุนไม่กล้าเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ดังนั้น การอ้างเหตุว่าเศรษฐกิจแย่จึงต้องมีการปฏิวัติรัฐประหารอีก จึงเป็นการอ้างเหตุผลเดิมๆ อย่างไรก็ตาม ตนจะไม่ยอมให้มีการปฏิวัติเกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม การออกมาปล่อยข่าวเช่นนี้ แสดงว่าฝ่ายทหารถึงทางตัน ตนจึงอยากให้มีการลงประชามติตามที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เตรียมเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.)ในวันอังคารที่จะถึงนี้ พร้อมงบประมาณ 2.2 พันล้านบาท ในการดำเนินการ พร้อมอยากบอกว่ารัฐธรรมนูญปี 50 เป็นกฎโจร ไม่ใช่รัฐธรรมนูญ จึงไม่สามารถแก้ได้ ต้องยกเลิกใช้เท่านั้น ซึ่งการนำประชามติ 14 ล้านคน มาอ้างคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ก็ไม่ชอบธรรมเพราะเป็นการโกงมาตั้งแต่แรก รวมทั้งยังนำการลงพระปรมาภิไธยมากล่าวอ้างอีกด้วยนั้น ก็ไม่ถูกต้องเพราะรัฐธรรมนูญปี 40 ในหลวงก็ทรงลงพระปรมาภิไธยเช่นกัน

นอกจากนี้ อยากขอย้อนถามกลับไปยังพล.อ.สมเจตน์ ด้วยว่า ครั้งที่เกิดรัฐประหารปี 2549 ประเทศเสียหายไปมากมายเท่าใด ใครรับผิดชอบ ซึ่งหาการปฏิวัติรัฐหารเกิดขึ้นจริงอีกรอบ เชื่อว่าจะมีประชาชนจำนวนมหาศาลจากหลายกลุ่ม ออกมาคัดค้านอย่างแน่นอน อาทิเช่น กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) และกลุ่มทนายอย่างตน ฯลฯ

“รัฐบาลชุดนี้ได้อำนาจมาแล้วใช้ไม่เป็น รวมทั้งผู้บัญชาการทหารบกหมดน้ำยาแล้วหรือ จึงปล่อยให้มีการคุกคามรัฐบาลจากทหารออกมาเช่นนี้ บ้านเมืองกว่าจะปรับให้กลับคืนสู่ประชาธิปไตยใช้เวลานานเท่าใด” ทนายชื่อดัง กล่าว

ด้านนายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า ควรต้องถามกลับไปยังฝ่ายทหารว่า หากเกิดการปฏิวัติแล้วเศรษฐกิจจะดีขึ้นจริงหรือไม่ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลก็ กำลังเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจอยู่เช่นกัน ซึ่งปัญหาของทหารคือแพ้แล้วไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ โดยเฉพาะการรัฐประหารปี 49 ทหารที่ร่วมรัฐประหารไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อบุคคลที่อยู่เหนือการเมือง จากนั้นก็ร่างรัฐธรรมนูญปี 50 ขึ้น เพื่อกำหนดกติกาใหม่ให้ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ

“เมื่อมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น ประชาชนส่วนใหญ่รู้ทัน จึงต้องเลือกให้พรรคพลังประชาชนที่ถูกฝ่ายทหารทำลายล้างมาตลอดเข้ามาเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ ซึ่งเป็นมติของประชาชน ในฐานะเป็นทหารที่มีหน้าที่ป้องกันประเทศควรกลับเข้าสู่กรมกองได้แล้ว”

นายศุภชัย กล่าวด้วยว่า การที่ พล.อ.สมเจตน์ ออกมาระบุ รัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ ทหารจึงควรออกมาปฏิวัตินั้น กระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการทหารบก ควรมีการตั้งกรรมการสอบสวนขึ้น ในฐานะเป็นทหารที่ไม่ยึดถือระบอบประชาธิปไตย ซึ่งหากมีแนวคิดเช่นนี้จริงควรลงโทษทางวินัยขั้นร้ายแรง ไม่เหมาะที่จะดำรงตำแหน่งต่อไป เพราะเป็นแนวคิดแบบโบราณ และอาจทำให้ต่างชาติเข้าใจผิดอันจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจด้วย

“พล.อ.สมเจตน์ อย่าเสนอแนวคิดแบบโบร่ำโบราณ เพราะอาจทำให้ชาวต่างชาติเข้าใจผิด คิดว่าพล.อ.สมเจตน์ เป็นคนสูงส่ง แต่แท้จริงแล้วเป็นคำพูดพล่อยๆ และ พล.อ.สมเจตน์ ควรต้องรู้ด้วยว่า ทหารที่ออกมาทำการปฏิวัติรัฐประหารนั่นแหละเป็นคนทำให้เศรษฐกิจย่ำแย่ ขระที่มีเพียงนายพลร่วมก่อการที่รวยขึ้นเท่านั้น” นายศุภชัยกล่าว

นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล ที่ปรึกษากลุ่มการ์ดประชาธิปไตยต่อต้านพันธมิตรฯป่วนเมือง กล่าวให้ความเห็นกรณีเดียวกันนี้ว่า เป็นการกระทำของพวกที่ชอบนำสถาบันเบื้องสูงมาแอบอ้าง ให้เกิดเงื่อนไขในการทำรัฐประหาร ดังนั้น กลุ่มการ์ดประชาธิปไตยฯจะออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 6 ชี้ให้เห็นว่า การทำรัฐประหารเป็นภัยต่อสถาบันเบื้องสูง ร่วมไปถึงชาติ ศาสนา และทำลายเศรษฐกิจของชาติอย่างรุนแรง ซึ่งทหารควรหยุดอ้างสถาบัน หยุดใช้ศาลเตี้ยในการตัดสินได้แล้ว

ต่อข้อถามว่า การออกมาพูดของ พล.อ.สมเจตน์ ดังลก่าวควรมีการแจ้งความดำเนินคดีหรือไหม นายนพรุจ กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้นายวรัญชัย โชคชนะ ได้แจ้งความให้ดำเนินคดีกับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นหนังตัวอย่างไปแล้ว หากจะมีบุคคลใดออกมาพูดให้มีการปฏิวัติรัฐประหารเช่นเดียวกัน ก็สมควรที่ดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีเช่นกัน




ฝีมือพวกขู่ประท้วง ประจานไทยทั่วโลก ติดอันดับไม่สงบสุข

ไทยติดอันดับประเทศไร้ความสงบสุข รั้งอันดับท้ายๆ ของโลก แถมยังติดอันดับรองบ๊วยในอาเซียน ดีกว่าพม่าแค่ประเทศเดียว ระบุสาเหตุสำคัญเพราะสถานการณ์ส่อชุมนุมประท้วงบานปลายนำไปสู่ความรุนแรง อดีตเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ระบุส่งผลนักลงทุนไม่กล้าเข้าไปทำธุรกิจ

ผลจากการที่คนบางกลุ่มบางพวกออกมาขัดขวางการทำงานของรัฐบาล จนทำให้ถูกมองในสายตาต่างชาติว่าบ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย และผลจากการจัดอันดับประเทศไร้ความสงบสุข ทำให้ประเทศไทยอยู่ในอันดับรั้งท้าย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สถาบันจัดดัชนีความสงบสุขโลก (Global Peace Index)ได้จัดอันดับประเทศที่มีสงบสุขที่สุดของโลก ประจำปี 2008 จากประเทศที่ถูกจัดอันดับทั้งหมด 140 อันดับ ผลปรากฎว่า ไอซ์แลนด์ คว้าแชมป์เป็นประเทศที่มีความสงบสุขที่สุดของโลก ขณะที่อันดับสอง ได้แก่ เดนมาร์ก อันดับสาม นอร์เวย อันดับสี่ นิวซีแลนด์ อันดับห้า ญี่ปุ่น อันดับหก ไอร์แลนด์ อันดับเจ็ด โปรตุเกส อันดับแปด ฟินแลนด์ อันดับเก้า ลักแซมเบิร์ก และอันดับสิบ ออสเตรีย

ขณะที่ประเทศที่รั้งอันดับประเทศที่มีความสงบสุขน้อยที่สุดของโลก ได้แก่ อิรัก โซมาเลีย ซูดาน อัฟกานิสถาน อิสราเอล ชาด สาธารณรัฐแอฟริกากลาง เกาหลีเหนือ เลบานอน รัสเซีย

ทั้งนี้ ผลจัดอันดับนี้ วัดคะแนนจาก 1 หมายถึงมีความสงบสุขมากที่สุด และ 5 หมายถึงมีความสงบสุขน้อยที่สุด

สำหรับไทยในปีนี้ สถาบัน Global Peace Index จัดอยู่ที่อันดับ 118 โดยมีอันดับต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน ได้แก่ สิงคโปร์ อันดับที่ 29 เวียดนาม อันดับที่ 37 มาเลเซีย อันดับที่ 38 ลาว อันดับที่ 51 อินโดนีเซีย อันดับที่ 68 กัมพูชา อันดับที่ 91 โดยเหนือกว่าเพียงประเทศเดียวคือพม่า ในอันดับที่ 126

ขณะที่เมื่อพิจารณาดัชนีการจัดอันดับในปัจจัยต่าง ๆ พบว่า ไทยมีปัญหาภาพลักษณ์เสียในด้านต่าง ๆ หลายด้าน ได้แก่ แนวโน้มการเกิดการก่อการร้าย (4 คะแนน )ระดับอาชญากรรมรุนแรง(4คะแนน) แนวโน้มการเกิดการชุมนุมประท้วงที่อาจบานปลายไปสู่ความรุนแรง (4คะแนน) การเคารพสิทธิมนุษยชน (4คะแนน) ระดับความขัดแย้งขององค์กรภายใน (3คะแนน) อัตราประชากรถูกฆ่าตาย ในระดับทุก 1 รายต่อแสน(3คะแนน) ศักยภาพด้านกองทัพ(3คะแนน) ระดับความไม่เชื่อมั่นของพลเมืองต่างชาติต่อความสงบสุขภายในประเทศ (3คะแนน)

ทางด้านนายสตีฟ กิลเลเลีย กล่าวว่า ผลจัดอันดับนี้มีจุดประสงค์เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบธุรกิจสำหรับประเทศต่าง ๆ ขณะที่อาร์คบิชอฟ ดิสมอนด์ ตูตู อดีตเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ กล่าวว่า หากประเทศใดที่มีดัชนีความสงบสุขต่ำ ก็จะส่งผลให้นักลงทุนไม่กล้าเข้าไปทำธุรกิจด้วย




สปิริต‘จักรภพ’เปิดทางตร.สอบเต็มที่

“จักรภพ” แสดงสปิริต สวนทางกระแสกดดัน ส่งหนังสือถึงนายกฯ ช่วยแจ้ง ตร.สอบสวนให้เต็มที่ เชื่อมั่นเมื่อคำแปลตัวจริงเผยแพร่สังคมจะตาสว่าง “ณัฐวุฒิ” เผย “ลาออก” แค่ข่าวลือ ขณะที่ “ทักษิณ” แนะเร่งสร้างความกระจ่างชัดให้เกิดขึ้นโดยเร็ว เชื่อสามารถจัดการได้

จากกรณีปาฐกถาภาคภาษาอังกฤษของนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มีผู้นำคำแปลเผยแพร่ โดยกล่าวหาว่าหมิ่นเหม่ต่อสถาบันเบื้องสูง ที่ถูกฝ่ายค้านยื่นถอดถอนและกลุ่มจ้องล้มรัฐบาล รุมถล่ม กดดันอย่างหนักในขณะนี้

มีรายงานว่า แจ้งว่า นายจักรภพ ได้ทำหนังสือชี้แจงต่อ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี โดยเนื้อหาระบุว่า ตามที่มีพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ได้นำเอากรณีที่ พ.ต.ท.วัฒนศักดิ์ มุ่งกิจการดี แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนกองปราบปรามให้ดำเนินคดีแก่ตนเองในกรณีที่ได้ไปบรรยายพิเศษเป็นภาษาอังกฤษแก่สมาชิกสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2550 ก่อนที่จะได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี บัดนี้พรรคการเมืองฝ่ายค้านได้นำมาเป็นประเด็นกล่าวหาว่า การบรรยายดังกล่าวเป็นการกระทำผิดกฎหมาย โดยได้พิจารณาพร้อมตระหนักแล้วเห็นว่า

เพื่อให้กรณีตามที่ได้ถูกกล่าวหาเป็นที่ยุติ ว่า ได้กระทำความผิดหรือไม่ประการใด ซึ่งพร้อมที่จะพิสูจน์ความจริงให้ประจักษ์ชัด จึงขอให้นายกรัฐมนตรี แจ้งไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้พนักงานสอบสวนทำการสืบสวนสอบสวนกรณีดังกล่าวให้ยุติหมดสิ้นกระแส ซึ่งหากนายกรัฐมนตรีมีหนังสือแจ้งไปยัง สตช.แล้วจะทำให้พนักงานสอบสวนไม่ลำบากใจ และหากทำผิดจริงตามข้อกล่าวหาก็พร้อมที่จะให้ดำเนินคดี และพร้อมที่จะรับโทษทัณฑ์ตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นายจักรภพ ให้สัมภาษณ์ว่า กรณีดังกล่าวมีปัญหาเนื่องจากมีภรรยานายทหารคนหนึ่งนำคำแปลปาฐกถาดังกล่าวที่ผิดๆ ไปแจกจ่ายในหมู่ทหาร เมื่อความจริงปรากฏเชื่อว่าทุกฝ่ายจะเข้าใจ

อย่างไรก็ตาม ในวันเดียวกันนี้ ได้มีข่าวลือว่า นายจักรภพ กำลังเตรียมถอดใจลาออกนั้น นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เท่าที่ตนได้ติดต่อทางโทรศัพท์กับนายจักรภพ ทำให้ทราบว่า นายจักรภพ ติดภารกิจอยู่นอกทำเนียบรัฐบาลตลอดทั้งวัน จึงไม่ได้เข้ามาที่ทำเนียบรัฐบาล แต่คงไม่เหมาะที่ตนจะบอกว่าเป็นภารกิจอะไร อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่านายจักรภพ ไม่ได้หนีหายไปไหน และจากการพูดคุยนายจักรภพก็มีน้ำเสียงเป็นปกติ ไม่ได้มีน้ำเสียงที่เคร่งเครียดแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ในวันที่ 22-23 พฤษภาคม นายจักรภพ มีภารกิจที่จะต้องร่วมเดินทางไปกับนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในการเยือนประเทศฟิลิปปินส์อย่างเป็นทางการ ส่วนเรื่องการแปลเอกสารคำบรรยาย นายจักรภพ แจ้งว่า ดำเนินการเสร็จแล้ว และจะทำเป็นเอกสารแจกจ่ายต่อไป ซึ่งส่วนตัวเห็นว่า การแปลคำบรรยายนั้น ต้องมีคนกลางที่เป็นผู้เชี่ยวชาญมาร่วมแปลด้วย เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหา นายณัฐวุฒิ กล่าว

"เพราะเมื่อเรื่องนี้ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จะต้องตัดสินว่า ผิดจริงหรือไม่ แต่ระหว่างนี้ ผมไม่อยากให้ใครใช้เป็นประเด็นเคลื่อนไหว หรือขยายผลใดๆ ก่อนที่จะมีผลการตัดสินออกมา"

อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าว เปิดเผยด้วยว่า ในช่วงเช้า (21 พ.ค.) นายจักรภพ ได้เดินทางขอเข้าพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่บ้านพักซอยจรัญสนิทวงศ์ 69 เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ด้วย

โดยใช้เวลาหารือไม่นานนัก เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ มีภารกิจที่ จ.สุพรรณบุรี โดยจะได้เดินทางไปยังหมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย อ.ศรีประจันต์ ชมการสาธิตการทำนา การแสดงของควายแสนรู้ และการจำลองวิถีชีวิต สภาพความเป็นอยู่ ของชาวนาไทยภาคกลางที่เคียงคู่กับควายมาอย่างยาวนาน เพื่อส่งเสริมคุณค่าและวัฒนธรรมในอาชีพหลักของคนไทย ไปยังต่างชาติ โดยเฉพาะประเทศซาอุดิอาระเบีย ที่สนใจโครงการนี้เป็นพิเศษ ที่จะว่าจ้างบริษัทคนไทยเพื่อไปให้ความรู้เกี่ยวกับการทำนา

จากนั้น พ.ต.ทักษิณ จะได้เดินทางไปรับประทานอาหารกลางวันที่บ้านพักทรงไทยริมแม่น้ำท่าจีนของนายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรคชาติไทย

ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้กล่าวให้สัมภาษณ์ ภายหลังรับประทานอาหารเสร็จ ว่า อยากให้ทุกฝ่ายมีความสามัคคีปรองดอง โดยยึดกฎกติกาของบ้านเมือง เป็นหลักการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด มิเช่นนั้น จะไม่มีทางออกและเกิดความขัดแย้งกันตลอดไป ส่วนกรณีของ นายจักรภพ ที่ถูกกล่าวหาหมิ่นเหม่ต่อสถาบันชั้นสูงนั้น นายจักรภพ จะต้องอธิบายเพื่อสร้างความกระจ่างให้กับสังคมอย่างชัดเจน เพราะทราบกันดีว่า เรื่องลักษณะเช่นนี้สร้างความอ่อนไหวสำหรับคนไทย โดยจะต้องให้ยกสูงไว้กว่าเรื่องทางการเมือง เพราะหากมีใครนำไปพาดพิงเพื่อใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองหรืออย่างใดอย่างหนึ่ง จึงเป็นเรื่องมิบังควรอย่างยิ่ง และเรื่องนี้หากนายจักรภพ ไม่ให้ความกระจ่างก็ต้องถอยออกไป

ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวภายหลังการกระชุมร่วมผู้นำเหล่าทัพว่า อยากเรียนสังคมว่า สิ่งที่ควรกระทำและหลักเทิดพระเกียรติง่ายๆ คือต้องไม่ทำอะไรไปเข้าใกล้แม้แต่นิดเดียว โดยทุกคนไม่ควรนำสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้องและไม่ควรพูด

“อยากให้ทุกคนรู้ว่า สิ่งที่ควรกระทำคืออะไร ไม่ควรเข้าไปให้เกิดระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทแม้แต่นิดเดียว ไม่ว่าเรื่องอะไรทั้งสิ้น โดยสภาพสังคมปัจจุบันควรปล่อยเป็นแนวทางที่มีอยู่ ซึ่งจะทำให้สังคมสงบเรียบร้อย เช่น การที่สื่อพูดถึงสถาบันก็ไม่ใช่ ทุกคนไม่ควรพูดถึง ไม่ควรอ้างอิงท่าน สื่อก็ไม่ควรกระพือให้เป็นข่าว ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่ง ซึ่งสังคมไม่ทำกัน ทุกคนเป็นใต้ผงธุลีไม่พูดเลยก็ได้ และผมก็ไม่อยากชี้นำว่าใครต้องทำอะไร เอาเป็นว่าทุกคนควรจะรู้ว่าต้องทำอย่างไร” พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว

ส่วนที่นายจักรภพ ออกมาระบุว่า ภรรยานายทหารเป็นผู้เผยแพร่คำแปลที่ผิดๆ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบทั้งคู่ว่านายจักรภพพูดอย่างไร แล้วคนที่แปลเป็นใคร แต่ไม่ขอวิจารณ์ แต่ได้อ่านเอกสารคำแปลแล้ว ควรปล่อยให้เจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ ซึ่งไม่มีหน้าที่ไปทำอะไร หากทำไปคงไม่ได้รับความเชื่อถือ ทั้งนี้ ไม่ทราบว่าใครแจกจ่ายเอกสาร เพราะตนไม่ได้เป็นผู้แจกจ่าย อย่างไรก็ตาม ตนติดตามอ่านทางเว็บไซด์แต่ไม่ใช่เรื่องที่ต้องไปวิจารณ์ เพราะไม่มีหน้าที่ไปบอกว่าใครผิดใครถูก

ขณะที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีของนายจักรภพ จะนำไปสู่การปรับ ครม.หรือไม่นั้น คงถามตนไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรี และตัวนายจักรภพ เอง ก็ออกมายืนยันว่า สิ่งที่ทำไปเป็นเรื่องความบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้เป็นอย่างที่กล่าวหา และกำลังจะแปลสิ่งที่เขาได้พูดออกมา ซึ่งคงต้องฟังทุกฝ่าย สุดท้ายความจริงเป็นอย่างไรคงหลีกเลี่ยงไม่พ้น

“ช่วงนี้ท่านจะพิสูจน์ในความจริงใจ หรือสิ่งที่ท่านได้ทำไป ผมก็คิดว่าควรจะให้โอกาสในการพิสูจน์ เพราะเราเองเราก็ไม่รู้ เพราะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ หากถามว่า วิตกกังวลมั้ย ก็เป็นไปตามวัฏจักรความเป็นจริง ถ้าหากท่านทำอะไรที่ไม่ถูกไม่ควร ก็ต้องพิจารณากันไป หากทำแล้วไม่มีอะไรเสียหาย ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย” นายสมชายกล่าว

ส่วนด้านการสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) พล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และโฆษกตร. กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีดังกล่าวนี้ว่า ขณะนี้กองการต่างประเทศ ตร.ยังแปลคำกล่าวของนายจักรภพไม่เรียบร้อย ซึ่งหากแปลเสร็จและพบเข้าข่ายความผิดตามข้อกล่าวหา จะเชิญนายจักรภพ มาให้ปากคำหรือไม่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของพนักสอบสวนกองบังคับการปราบปราม

ขณะที่ พล.ต.ท.อดิศร นนทรีย์ กล่าวว่า วันนี้ (21 พ.ค.) ที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของ บช.ก.ยังไม่มีการประชุมเรื่องนายจักรภพ เนื่องจากทางกองการต่างประเทศยังแปลเอกสารไม่เสร็จ แต่อย่างก็ตามได้เร่งรัดไปแล้วว่าให้รีบแปลให้เสร็จ รวมทั้งทางนายจักรภพ เองแจ้งมาว่า จะนำเอกสารที่แปลเองมาให้ด้วยภายในสัปดาห์นี้ ซึ่ง บช.ก.จะได้นำเอกสารการแปลทั้ง 2 ฉบับมาเทียบเคียงกัน ซึ่งทั้งคดีกล่าวหานายจักรภพ และกล่าวหานักข่าวสำนักข่าวบีบีซี ได้ให้กองบังคับการปราบปรามดำเนินการไปตามขั้นตอน



"พ.ต.ท.ทักษิณ" แนะ "จักรภพ" แจงให้สังคมเข้าใจ ชี้สถาบันเรื่องอ่อนไหว

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปที่จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีนายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรคชาติไทยให้การต้อนรับ จากนั้นทั้งคณะได้เดินทางไปยังหมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย อ.ศรีประจันต์ ชมการสาธิตการทำนา การแสดงของควายแสนรู้ และการจำลองวิถีชีวิต สภาพความเป็นอยู่ ของชาวนาไทยภาคกลางที่เคียงคู่กับควายมาอย่างยาวนาน จากนั้น ได้เดินทางไปรับประทานอาหารกลางวันที่บ้านพักทรงไทยริมแม่น้ำท่าจีนของนายประภัตร โดยมีประชาชนกว่า 100 คนให้การต้อนรับ

ภายหลังรับประทานอาหารเสร็จ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ทางการเมืองไทยปัจจุบันว่า อยากให้ทุกฝ่ายมีความสามัคคีปรองดอง โดยยึดกฎกติกาของบ้านเมือง เป็นหลักการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด มิเช่นนั้น จะไม่มีทางออกและเกิดความขัดแย้งกันตลอดไป พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวถึง กรณีของ นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับการกระทำต่างๆที่ผ่านมา โดยเฉพาะเคยให้สัมภาษณ์ลักษณะหมิ่นเหม่ต่อสถาบันชั้นสูง นายจักรภพ จะต้องอธิบายเพื่อสร้างความกระจ่างให้กับสังคมอย่างชัดเจน เพราะทราบกันดีว่าเรื่องลักษณะเช่นนี้สร้างความอ่อนไหวสำหรับคนไทย โดยจะต้องให้ยกสูงไว้กว่าเรื่องทางการเมือง เพราะหากมีใครนำไปพาดพิงเพื่อใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองหรืออย่างใดอย่างหนึ่ง จึงเป็นเรื่องมิบังควรอย่างยิ่ง และเรื่องนี้หากนายจักรภพ ไม่ให้ความกระจ่างก็ต้องถอยออกไป

ด้านนายประภัตร เปิดเผยว่าการมาของ พ.ต.ท.ทักษิณครั้งนี้ เพื่อต้องการ ที่จะมาชมวิธีการทำนาของชาวนาไทยในภาคกลาง แบบครบวงจร เพื่อที่จะส่งเสริมคุณค่าและวัฒนธรรมในอาชีพหลักของคนไทย ไปยังต่างชาติ โดยเฉพาะประเทศซาอุดิอาระเบีย ที่สนใจโครงการนี้เป็นพิเศษ ที่จะว่าจ้างบริษัทคนไทยเพื่อไปให้ความรู้เกี่ยวกับการทำนา ซึ่งนอกจากจะนำรายได้เข้าประเทศไทยแล้ว ยังเป็นการกระจายความมีชื่อเสียงของข้าวไทยให้กว้างไกลไปทั่วโลก และที่เจาะจงมา อ.ศรีประจันต์ นี้ก็เพื่อเหตุผลดังกล่าว รวมทั้งมาแวะเยี่ยมเยียนในฐานะเพื่อนเก่า ที่ไม่ได้เจอกันมานานพอสมควร