WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, May 22, 2008

ปรับ ครม.ลงตัว สมัครเผยรอฟังผลได้ค่ำนี้

นายกรัฐมนตรีเผยได้มีการปรับ ครม.เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ขอให้ติดตามรอความชัดเจนอีกครั้งในช่วงข่าวภาคค่ำจากทางสำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นายสมัคร สุนทรเวช ได้ไปเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านต่างประเทศ ระดับภาคครั้งที่ 1 ที่กระทรวงต่างประเทศ โดยมี นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และนายนพดาล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ เข้าร่วมด้วย

หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับการปรับคณะรัฐมนตรีว่าได้ดำเนินการแล้วไม่มีปัญหาอะไร ทั้งนี้ให้รอความชัดเจนอีกครั้ง สามารถติดตามได้จากข่าวภาคค่ำทางสำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ อย่างไรก็ตามนายกฯยืนยันจะยังไม่มีการปรับในส่วนของ นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่ง เนื่องจากต้องรอความชัดเจนจากกระบวนการสอบสวนตามกฎหมาย ดังนั้นนายจักรภพ ก็ยังมีสิทธิ์ที่จะสามารถทำงานต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การปรับครม.ครั้งนี้ ให้นายเชาวรัตน์ ชาญวีระกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคม แทนนายสุธา ชันแสง และให้นายวิชาญ มีชัยนันท์ มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข แทน

ก่อนจะสายเกินแก้

ผมได้มีโอกาสสนทนาทางโทรศัพท์กับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ถึงความเป็นไปของเหตุการณ์บ้านเมือง ในขณะนี้ ต่างก็แสดงความวิตกกังวลว่า เรากำลังจะสูญเสียอะไรบางอย่างไป

โดยเฉพาะความสันติสุข ที่เคยมีมาอย่างช้านาน

ไม่ใช่ในบทบาทของนักการเมืองที่มองอยู่บนผลประโยชน์ทางการเมือง แต่มองถึงอนาคตของลูกหลานในฐานะผู้อาวุโสมากกว่า ที่ผมฟังจากน้ำเสียงของ บิ๊กจิ๋ว บ่งบอกถึงความเป็นห่วงว่าจะกลายเป็น ปัญหาน้ำผึ้งหยดเดียวก็คือ เรื่องของสถาบัน

จะเป็นการตอกรอยแยกให้เกิดขึ้นในแผ่นดิน

พล.อ.ชวลิตอธิบายสั้นๆว่า มีบางคนบางกลุ่มที่ยังมีแนวความคิด สาธารณรัฐ แต่ไม่ว่าจะด้วยปัจจัยและเงื่อนไขใดๆก็ตาม ไม่มีทาง ที่จะเป็นไปได้อย่างเด็ดขาด สำหรับประเทศไทย

เป็นเพียงความฝันเฟื่องของคนบางกลุ่มเท่านั้น ฝันกันมานานและก็เป็นแค่ความฝันต่อไป แต่ต้องไม่ใช้เป็นเครื่องมือหรือนำมาซึ่งการแสดงออกต่อการละเมิดสถาบัน เป็นการแสดงถึงความไม่จงรักภักดี

ส่วนที่เพิ่งจะมีข่าวว่า คุณจักรภพ เพ็ญแข รมต.สำนักนายกฯไปพบที่งานบุญ จ.นครพนม และขอให้เข้าไปช่วยเจรจาเคลียร์ปัญหากับทหารให้นั้น บิ๊กจิ๋ว ปฏิเสธข่าวดังกล่าวบอกว่า ได้พูดคุยกับคุณจักรภพอยู่ไม่กี่คำ ก็เป็นการทักทายกันธรรมดามากกว่า

หรือข่าวที่อดีตผู้นำ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไปพบที่บ้าน เพื่อขอให้กลับมารับตำแหน่งนายกฯ ในกรณีที่ คุณสมัคร สุนทรเวช มีปัญหาก็เช่นกัน บิ๊กจิ๋ว หัวเราะชอบใจบอกว่าคงไม่ถึงขั้นนั้น ถ้าจะถามสารทุกข์ สุกดิบ พูดเรื่องเหตุการณ์ทั่วไปกว้างๆ ในฐานะคนรู้จักกันก็เป็นอีกเรื่อง

แต่จะขอให้กลับมาเป็นนายกฯ ไม่มี

ผมได้ยิน พล.อ.ชวลิตเปรยๆด้วยว่า เรามันแก่แล้ว มีสติปัญญาจะช่วยบ้านเมืองได้แค่ไหนก็ทำไปแค่นั้น แม้จะไม่ได้อยู่ในเวทีการเมือง แต่ก็หนีไม่พ้นชาวบ้าน ยิ่งเวลานี้ ที่ชาวบ้านกำลังเดือดร้อนด้วยแล้ว ก็จะได้ยินเรื่องปัญหาของชาวบ้านเยอะไปหมด โดยเฉพาะในช่วงเวลาเปิดเทอมอย่างนี้ บางคนโทร.มาว่าสามีหายจากบ้านไปหลายวัน เพราะหาค่าเทอมให้ลูกไม่ได้ ไม่เคยมียุคไหนที่ความเป็นอยู่ตกต่ำขนาดนี้

เรื่องการเมืองยังเป็นรอง อยากให้สังคมช่วยกันหาทางออกปัญหาความเดือดร้อนชาวบ้านมากกว่า ผมฟัง พล.อ.ชวลิตปรารภเป็นคำสุดท้ายก่อนที่จะวางสาย

กรณีของคุณสมัครกับรายการชิมไปบ่นไป จะมาตายน้ำตื้นหรือไม่ ยังคาบลูกคาบดอก ไม่เฉพาะอนาคตของคุณสมัคร แต่หมายถึงปัญหาของชาติในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ แล้วใครจะขึ้นมาเป็นนายกฯ.

หมัดเหล็ก



เสียวโดนเช็กบิลเร็ว

ไม่ใช่วาระปกติแน่ๆ กับคิวที่อดีตผู้นำพลเรือนอย่างนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ขยับเรียกประชุมระดับแกนนำพรรค

กำชับให้ออกมาแสดงจุดยืนกรณีการหมิ่นสถาบัน ไล่บี้ผู้ใหญ่ของพรรคให้แสดงท่าที

“ต้องชี้แจงให้สังคมเข้าใจและต้องทำความเข้าใจ เพราะวันนี้มีคนโจมตีสถาบัน เราเป็น ส.ส.เป็นคนไทย ต้องสำนึกเสมอว่ามีหน้าที่ในการปกป้องประเทศและสถาบันพระมหากษัตริย์ อยากให้ทุกคนเป็นปากเป็นเสียง อย่านิ่งเฉยกับเรื่องนี้”

“ชวน” ออกแอ็กชั่นเต็มที่

และก็คงไม่ใช่วาระธรรมดาเหมือนกันที่อดีตผู้นำทหารอย่าง “บิ๊กจิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ผู้ที่ได้เครื่องราชฯชั้นรามาธิบดีชั้น 2 มหาโยธิน จากการผ่านตำแหน่งสำคัญๆ ทั้งอดีตนายกรัฐมนตรี อดีต รมว.กลาโหม อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด อดีตผู้บัญชาการทหารบก

กลับมาเคลื่อนไหวอย่างร้อนแรงต่อเนื่องรายวัน

เริ่มจากคิวแฉขบวนการล้มปืน ทุน เจ้า ถึงคิวล่าสุด “บิ๊กจิ๋ว” เปิดเผยเบื้องหลังจากการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รุดเข้าพบถึงบ้านในซอยปิ่นประภาคม มีการพูดถึงปมของนายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

“พ.ต.ท.ทักษิณมีความห่วงใยมากที่คุณจักรภพพูดจาไป ท่านบอกว่าคุณจักรภพต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ และคงพิจารณาตัวเองได้ว่าต้องทำอย่างไร”

พร้อมตีธงเป็นนัย เราต้องเข้าใจว่าคนไทยคงยอมในเรื่องนี้ไม่ได้ ทุกคนควรตระหนักให้ดี หากเป็นจริงดังกล่าว ผู้ที่ประพฤติสิ่งที่ไม่ถูกต้อง หรือพูดจาในสิ่งที่ไม่ดี ไม่ว่าเป็นใครต้องรับผิดชอบตัวเอง

“บิ๊กจิ๋ว” ออกแรงแข็งขันไม่แพ้กัน

ต่างฝ่ายต่างทนนิ่งเฉยไม่ได้กับประเด็นกระทบสถาบัน

แต่ที่โดนสั่งวิดพื้นกันไปหมาดๆ ก็บรรดาเหล่าขุนทัพนายกองที่ยังทำหน้าที่ได้ไม่แข็งขัน แค่ส่งเสียงคำรามฮึ่มฮั่มๆประปราย

ไม่พรึบพรับเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

ล่าสุดแว่วๆมีการเรียกติวเข้มรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 หมวด 2 พระมหากษัตริย์ มาตรา 8 องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆมิได้

สัญญาณไฟแยกสี่เสาเทเวศร์ไฟเขียวผ่านตลอดเลย

เป่านกหวีดขุนทหาร เรียงแถวตบเท้าออกมาปกป้องสถาบัน

โดยอาการขยับของแต่ละฝ่าย สะท้อนปมกระทบเบื้องสูง ประเด็น “ทัศนคติที่อันตราย” ของ “จักรภพ” เป็นหัวเชื้อไวไฟระดับเบนซิน 95 ที่ลามทุ่งแค่ชั่วข้ามคืน

ต้องรีบ “ตัดตอน” กันไวๆ

และก็เป็นอะไรที่ไม่อยากเสี่ยงดับไฟหลายทาง ล่าสุด “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ออกมาระบุ รัฐบาลพร้อมจัดสรรงบกลางจำนวน 2,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการจัดทำประชามติสอบถามความเห็นจากประชาชนทั่วประเทศว่า เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญปี 50 หรือไม่

พร้อมกับขอให้นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาฯ ระงับการบรรจุญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญของ ส.ส.พรรคพลังประชาชนไว้ก่อน จนกว่าจะทำประชามติเสร็จ

โดยจะเสนอเรื่องดังกล่าวให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาในสัปดาห์หน้า และน่าจะจัดลงคะแนนเสียงประชามติได้ในช่วงราวต้นเดือนกรกฎาคม

นายกฯแตะเบรก ลดคันเร่งเกมรื้อรัฐธรรมนูญ

ยังไม่พูดถึงแรงเสียดทานภายนอก แต่โฟกัสจากอาการเครื่องรวนภายใน

จากคิวขวางลำของนายสุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่ทักท้วงกลางวงประชุม ครม. ตามประเพณีปฏิบัติเมื่อเปิดประชุมสภาฯสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณางบประมาณแล้วก็จะปิด ไม่ควรมีกฎหมายอื่นเข้ามาพิจารณาด้วย

“ถ้าเปิดยาวอย่างนั้นอาจจะวุ่นวาย มันจะเสียหายได้”

ไหนจะอาการดึงเกมหยั่งเชิงของ “บิ๊กเติ้ง” นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ส่งซิกลูกแถวไม่ให้ร่วมลงชื่อในญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญร่วมกับคนของพรรคพลังประชาชน

อ้างไม่ได้รับการประสานขอเสียง

โดยรูปการณ์ที่พรรคร่วมรัฐบาลยังคุมเกมกันเองไม่ได้ ถ้าขืนลุยถั่วรื้อรัฐธรรมนูญกันในห้วงที่แรงเสียดทานถาโถมเข้าใส่แทบตั้งตัวไม่ติด

มีสิทธิโดนเช็กบิลเร็ว.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน


สื่อในสังคมอัมพฤกษ์

วิพากษ์คนอื่นมามากแล้ว คราวนี้ สื่อจึงกลายเป็นเป้าของการวิพากษ์บ้าง ในเวทีการเสวนาของสมาคมนักข่าวฯ ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ กล่าวว่า ความขัดแย้งในสังคมไทย ไม่ได้ขัดแย้งกันในเรื่องประเด็น แต่ขัดแย้งเรื่องพวกส่วนตัว สื่อถูกบังคับโดยปริยายให้ เลือกพวก แม้ใครจะพยายามวางตัวอยู่ตรงกลาง ก็ไม่มีใครฟัง สังคมไทยจึงเป็น “สังคมอัมพฤกษ์” เคลื่อนไหวไม่ได้ท่ามกลางความขัดแย้ง

ในเวทีเดียวกัน นักวิชาการอีกท่านหนึ่ง คือ ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ พูดถึงสื่อกับความรุนแรงใน 3 ประเด็น คือ สื่อเป็นอาวุธผลิตความเกลียดชังและความกลัว สื่อเป็นศูนย์บัญชาการให้เกิดสถานการณ์รุนแรง และสื่อทำให้สังคมรู้สึกว่าไม่มีทางออก ต้องใช้ความรุนแรงเพียงอย่างเดียว พร้อมทั้งเสนอทางออก ให้สื่อยึดความเป็นมืออาชีพ และเรียกร้องอยากเห็นสื่ออารยะ คือสื่อที่มีมารยาท

นักวิชาการอีกท่านหนึ่ง ซึ่งร่วม ในวงเสวนา คือ รศ.ดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ กล่าวว่า ในปัจจุบันสื่อเลือกข้างสูงกว่าการทำหน้าที่ เพราะความยัดแย้งทางการเมือง มีความเป็นสื่อการเมืองสูง และกำลังย้ายตัวเองมาสู่รูปแบบการทำงานสื่อโฆษณาชวนเชื่อมากขึ้น จากที่เคยทำหน้าที่เป็นนายทวาร เพื่อให้หลายๆฝ่ายมาเสวนาและอภิปราย สื่อที่เป็นอิสระจากอำนาจรัฐ ก็มาทำหน้าที่ตรงนี้ด้วย

น่าเสียดาย ที่ส่วนใหญ่เป็นการพูดถึง “สื่อ” โดยรวม ไม่ได้แยกว่าเป็นสื่อวิทยุ โทรทัศน์ หรือสื่อหนังสือพิมพ์ ในอดีตสื่อที่เคยมีอิทธิพลมากที่สุดในการปลุกระดมความรุนแรง คือ วิทยุและโทรทัศน์ แต่หนังสือพิมพ์ก็อาจมีส่วนอยู่บ้าง ทั้งในอดีตและปัจจุบัน วิทยุและโทรทัศน์เป็นของรัฐ หรืออยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ มีรัฐบาลและรัฐมนตรีบางคนพยายามทำให้เป็นกระบอกเสียงรัฐบาล

เคยเกิดเหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองถึงขึ้นนองเลือด ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยหลายหน เช่น เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 เป็นต้น ที่เห็นได้ชัดเจนว่ามีอิทธิพลของสื่อมวลชน ก่อให้เกิดความรุนแรง คือเหตุการณ์ 6 ตุลาคม โดยใช้ทั้งวิทยุกระจายเสียงและหนังสือพิมพ์ สร้างความเกลียดชัง ความ เคียดแค้น และการฆ่า

สื่อมักจะชอบอ้างว่า ตนเป็น “กระจก” ของสังคม คราวนี้ จะต้องหันหน้าไปส่อง “กระจก” ของคนอื่นบ้าง เป็นกระจกจากนักวิชาการ ที่ยื่นมาให้สื่อส่องดูตัวเอง และสะท้อนภาพสื่ออย่างเป็นระบบ สื่อในฐานะที่อาจจะมีบทบาทหรืออิทธิพลต่อความรุนแรงทางการเมืองได้ ก็ต้องถูกตรวจสอบเช่นเดียวกับองค์กรอื่นๆ ผู้ตรวจสอบคือประชาชน ผู้อ่าน ผู้ฟัง ผู้ชม รวมทั้งตรวจสอบกันเองและโดยกฎหมาย

ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง สื่อจะต้องยึดหลักวิชาชีพให้มั่นคง ทำหน้าที่เป็นตลาดเสรีของความคิดเห็นของฝ่ายต่างๆ เสนอข่าวทุกฝ่ายอย่างสมดุลและเป็นธรรม ส่วนการแสดงความคิดเห็น จะต้องกระทำโดยปราศจากอคติ ไม่ว่าจะเป็นฉันทาคติ ลำเอียง เพราะชอบพอ โทสาคติ ลำเอียงเพราะโกรธหรือเกลียด โมหาคติ ลำเอียงเพราะหลง และภยาคติ ลำเอียงเพราะความกลัว.




ปชป.นัดประชุมกำหนดจุดยืน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ว่า พรรคประชาธิปัตย์จะมีการประชุมในวันที่ 22 พ.ค. เพื่อดูรายละเอียดว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของ ส.ส.รัฐบาลเป็นอย่างไร ก่อนจะกำหนดท่าทีของพรรคต่อไป ตราบใดที่เป็นการแก้ไขเพื่อตัวเองเราก็ไม่เห็นด้วย และอาจนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งในสังคม เบื้องต้นพรรคประชาธิปัตย์อาจมีการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเข้าประกบ ส่วนแนว ความคิดที่จะไม่ร่วมสังฆกรรมกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นก็เป็นอีกแนวทางหนึ่ง แต่หากไม่เข้าไปร่วมพิจารณาหรือไม่เข้าไปแปรญัตติเลย จะเท่ากับเป็นการให้การพิจารณาผ่านไปรวดเร็วโดยไม่มีความรอบคอบ ส่วนตัวรู้สึกว่าเราต้องทำหน้าที่ในการคัดค้าน อย่างน้อยก็มีท่าทีของ ส.ว. และ ส.ส.พรรคพลังประชาชนบางส่วนที่รับฟังข้อเสนอแนะบางประเด็นจากพรรคประชาธิปัตย์ เหมือนอย่างที่ก่อนหน้านี้มีคนมาบอกว่าอย่างไรเขาก็จะแก้ไข 2-3 มาตราให้เสร็จก่อนปิดสมัยประชุมรัฐสภา ตนก็บอกว่ามันไม่แน่เสมอไป เพราะพรรคการเมืองต้องฟังเสียงของสังคมด้วย ในที่สุดการแก้ไขก็ไม่เกิดขึ้นในการประชุมสมัยสามัญ

แฉตีสองหน้าหวังลดแรงต้าน

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การที่นายกฯของบทำประชามติว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ ขณะที่ลูกพรรคพลังประชาชนก็ไปยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตรงนี้ทำให้มองได้ว่าที่สุดแล้วเป็นปาหี่ตีสองหน้าตบตาประชาชนหรือเปล่า เพราะการที่ไปถามประชาชนหลังจากที่ยื่นร่างแก้ไขแล้ว ทำให้มองเห็นชัดว่าจริงๆแล้วอยากฟังความเห็นของประชาชนหรือไม่ หรือเป็นแค่เกมการเมืองที่จะลดกระแสความไม่เห็นด้วยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้าสมมติว่านายกฯต้องการจะถามประชาชนก่อน ก็ควรบอกให้ลูกพรรคถอนร่างออกมา สำหรับตัวร่างที่ ส.ส.พรรคพลังประชาชนยื่นไปนั้น เป้าหมายอยู่ที่มาตรา 237 และ มาตรา 309 เพื่อช่วยเหลือคนบางคนให้พ้นจากคดีของ คตส. ซึ่งยังมีอยู่บางมาตราที่ระบุว่า ประกาศของคปค.ที่ขัดกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอเข้าไปใหม่ถือเป็นการบังคับใช้ไม่ได้ ตรงนี้ถือเป็นการมัดตราสัง คตส. ป.ป.ช. และ กกต.ชุดปัจจุบัน เพราะองค์กรเหล่านี้เกิดจากคำสั่งของ คปค. ถ้าใช้บังคับไม่ได้ก็แปลว่าถึงที่สุดแล้วต้องยกเลิกทั้งหมด จึงอยากให้ประชาชนติดตามและรู้เท่าทัน

คตส.แนะเอาเงินช่วยการศึกษาดีกว่า

นายอุดม เฟื่องฟุ้ง กรรมการ คตส. กล่าวถึงกรณีที่นายกฯจะของบประมาณ 2,000 ล้านบาท ทำประชามติรัฐธรรมนูญว่า ขณะนี้คนไทยเดือดร้อนเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ จึงควรใช้เงินเพื่อเรื่องปากท้องชาวบ้าน มากกว่าเรื่องการเมือง การทำประชามติไม่ใช่ใช้เงินแค่ 20-30 ล้านบาท แต่ใช้เป็นพันล้าน ถ้าจะให้ดีรัฐบาลควรจะนำเงิน 2,000 พันล้านบาท ไปช่วยนักศึกษาที่สอบติดมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ 2 แสนคน เป็นค่าทุนการศึกษา เชื่อว่าน่าจะใช้แค่เพียง 1 พันล้านบาท เหลืออีก 1 พันล้านบาท อาจนำไปตั้งเป็นกองทุนเพื่อช่วยเหลือเด็กนักเรียน จะเป็นประโยชน์มากกว่านำไปใช้เพื่อการเมือง

พันธมิตรฯเตรียมจัดชุมนุมใหญ่

ขณะเดียวกัน ที่บ้านพระอาทิตย์ 5 แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกอบด้วย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายพิภพ ธงไชย นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ และนายสมศักดิ์ โกศัยสุข ได้ประชุมหารือประเมินสถานการณ์ทางการเมือง และวิเคราะห์ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของ ส.ส.ซีกรัฐบาล จากนั้น นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรฯ แถลงว่า ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ให้จัดชุมนุมใหญ่คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อฟอกผิดระบอบทักษิณ และรณรงค์ล่ารายชื่อถอดถอน ส.ส.ที่ลงชื่อสนับสนุนแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่วนรายละเอียดการดำเนินการจะแถลงให้ทราบอีกครั้งในวันที่ 22 พ.ค. เนื่องจากต้องขอเวลาศึกษาวิเคราะห์ตรวจสอบรายละเอียดร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอีก 1 วัน รวมทั้งต้องประเมินสถานการณ์ทางการเมืองให้รอบคอบ เพื่อกำหนดแนวทางมาตรการคุ้มครองประชาชนที่ออกมาร่วมชุมนุม ไม่ให้ถูกคุกคามและถูก ทำร้ายร่างกาย ส่วนกรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เตรียมของบประมาณ 2,000 ล้านบาทเพื่อทำประชามติในเดือน ก.ค.นั้น ถือว่าเป็นการทำประชามติหลังจากมีการยื่นญัตติไปแล้ว จึงไม่อยู่ในเงื่อนไขที่กลุ่มพันธมิตรฯเคยเรียกร้อง ดังนั้น จะใช้สิทธิตาม กฎหมายชุมนุมเคลื่อนไหวคัดค้านให้ถึงที่สุด

ย้ำปมฟอกผิดคดีของ “ทักษิณ”

นายสุริยะใสกล่าวอีกว่า ในเบื้องต้นแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯประเมินว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคพลังประชาชนเป็นการทำรัฐประหารเงียบผ่านระบบรัฐสภา นำไปสู่การยุบและยกเลิก ทำให้เกิดการฟอกผิดคดีที่เกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ดังเห็นได้ชัดในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 14 จะส่งผลให้องค์กรต่างๆ อาทิ คตส. กกต. จะถูกยุบและยกเลิก นายสุริยะใสยังได้กล่าวถึงข้อเรียกร้องขององคมนตรี และนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่ขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องหยุดพูด หรือนำสถาบันเบื้องสูงมาข้องเกี่ยวกับการเมืองว่า เรื่องนี้คงร้องขอกันไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาทั้งรัฐบาลและกองทัพปล่อยปละละเลย ไม่ได้ทำหน้าที่ในป้องปรามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งคัด เพื่อไม่ให้มีกล่าวร้ายพาดพิงให้สถาบันเสื่อมเสีย ปล่อยให้นำเสนอผ่านเว็บไซต์ ซีดี และใบปลิว จนสถานการณ์บานปลายและลามปามไปมาก แทนที่จะป้องปรามคนที่ออกมาโจมตีสถาบัน กลับมาเรียกร้องให้ทุกคนโดยเฉพาะฝ่ายพสกนิกรผู้ที่จงรักภักดีหยุดพูด คงไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องนัก

“ประชา” ลั่นจัดม็อบตามประกบ

ด้านนายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน ในฐานะแกนนำกลุ่มมหาประชาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย ให้สัมภาษณ์ว่า หากกลุ่มพันธมิตรฯออกมาเคลื่อนไหวเมื่อใด กลุ่มมหาประชาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตยก็จำเป็นต้องออกมาเคลื่อนไหวเช่นเดียวกัน จะไม่ยอมให้กลุ่มพันธมิตรฯเอาการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาเป็นเงื่อนไขนำไปสู่การปฏิวัติ เพราะกระบวนการนี้ควรให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน นายกฯก็ระบุแล้วว่า จะทำประชามติขอความเห็นจากประชาชน อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวของเราจะยังคงเป็นไปในรูปแบบสันติวิธี หลีกเลี่ยงการปะทะ แต่ถ้ากลุ่มพันธมิตรฯมาชุมนุมกันที่ท้องสนามหลวง เราก็จะไปที่สนามหลวงเหมือนกัน อาจต้องแบ่งซีกกันคนละครึ่ง จะไม่ยอมให้มีการเคลื่อนไหวฝ่ายเดียว ต้องเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและฝ่ายรักษาความมั่นคงที่จะเข้ามาควบคุมดูแลมวลชน


ศาลฎีกานัดพิจารณาคำร้องสุเทพ กล่าวหา ร.ต.อ.เฉลิม 30 พ.ค.


กรุงเทพฯ 21 พ.ค.-นายอนันต์ วงษ์ประภารัตน์ เลขานุการศาลฎีกา กล่าวว่า ขณะนี้นายวิรัช ลิ้มวิชัย ประธานศาลฎีกา กำหนดวันประชุมใหญ่ศาลฎีกาเพื่อพิจารณาว่า จะรับคำร้องของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อแต่งตั้งผู้ไต่สวนอิสระหรือไม่ ในวันที่ 30 พฤษภาคมนี้ เวลา 13.30 น. เพื่อตรวจสอบพฤติกรรม ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 275 ที่ลุแก่อำนาจสั่งการให้นายบุญเชิด คิดเห็น รักษาการอธิบดีกรมที่ดิน ตรวจสอบการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินบริษัท ศรีสุบรรณฟาร์ม จำกัดของครอบครัวเทือกสุบรรณ จนกระทั่งนายบุญเชิด สั่งเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ดินของบริษัท ศรีสุบรรณฟาร์ม จำนวน 1,338 ไร่ 59 แปลง บริเวณ ต.น้ำหัก อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา

ส่วนหลักเกณฑ์การแต่งตั้งผู้ไต่สวนอิสระนั้น นายอนันต์ กล่าวว่า ต้องเป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งได้เสนอกฎหมายเกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้ไต่สวนอิสระต่อสภาผู้แทนราษฎรแล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่ได้ถูกบรรจุเป็นวาระพิจารณา อย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายเรื่องการแต่งตั้งผู้ไต่สวนอิสระยังไม่ได้ถูกพิจารณา แต่ไม่กระทบต่อการพิจารณาคำร้องของนายสุเทพ เพราะการพิจารณามีช่องทางตามกฎหมายที่บัญญัติไว้อยู่แล้ว ส่วนแนวทางของที่ประชุมใหญ่จะออกมาเป็นอย่างไร ต้องรอฟังคำสั่งในวันที่ 30 พฤษภาคมนี้.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-21 19:37:37



พล.อ.อนุพงษ์ แจงส่งทหารพรานชุดที่ 2 ลงใต้


21 พ.ค.- พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีกระแสข่าวจะมีการถอนกำลังหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษออกจากพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า ไม่เป็นความจริง ส่วนความคืบหน้าเรื่องการส่งทหารพรานชุดที่ 2 ลงพื้นที่ เรื่องนี้เป็นเพียงการวางหลักการไว้เฉย ๆ และเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการหลายขั้นตอน ทั้งในเรื่องของการฝึกกำลังพล ซึ่งต้องใช้เวลา 8 เดือน ถึง 1 ปี และต้องขออนุมัติจากผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) รวมทั้งจะต้องมีผลกระทบเรื่องการตั้งงบประมาณที่จะต้องจัดตั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ด้วย

ส่วนความคืบหน้าการปรับโครงสร้างใหม่ของ กอ.รมน. คงใช้เวลาอีกประมาณ 1 เดือนจะแล้วเสร็จ ซึ่งต้องเรียนให้นายกรัฐมนตรีออกคำสั่ง และเพื่อให้ผู้ที่บรรจุอยู่ใน กอ.รมน.ไปเตรียมแผนงานโครงการต่าง ๆ และปรับให้เข้ากับงบประมาณปี 52 ต่อไป .-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-21 19:31:42

ณัฐวุฒิ เผยจักรภพแปลคำกล่าวเสร็จแล้ว

ทำเนียบฯ 21 พ.ค.- รองโฆษกรัฐบาล เผย “จักรภพ” แปลคำปาฐกถาที่ถูกกล่าวหมิ่นสถาบันเสร็จแล้ว เตรียมเผยแพร่ ขณะที่ “จักรภพ” เก็บตัวเงียบ ยกเลิกการเดินทางร่วมคณะนายกรัฐมนตรีเยือนฟิลิปปินส์ ท่ามกลางกระแสข่าวลือเตรียมยื่นหนังสือลาออก

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้โทรศัพท์พูดคุยกับนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายจักรภพ ไม่มีท่าทีไม่สบายใจอะไร และที่ไม่เข้ามาทำงานที่ทำเนียบรัฐบาลในวันนี้ (21 พ.ค.) เนื่องจากติดภารกิจ แต่คงไม่เหมาะที่จะเปิดเผยว่าเป็นภารกิจอะไร

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ในส่วนของการแปลเอกสารคำบรรยายที่นายจักรภพถูกกล่าวหามีทัศนคติที่อันตรายนั้น นายจักรภพ แปลเสร็จเรียบร้อยแล้ว และจะจัดทำเอกสารแจกจ่ายต่อไป ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าการแปลคำบรรยายนั้นคงต้องมีคนกลางซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญมาแปลอีกครั้ง เพื่อจะได้ไม่มีคำครหา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดทั้งวันผู้สื่อข่าวได้สอบถามคนใกล้ชิดนายจักรภพ ถึงกำหนดการเดินทางมาทำเนียบฯ ครั้งแรกได้รับการแจ้งว่า นายจักรภพจะเดินทางมาปฏิบัติภารกิจที่ทำเนียบฯ ในช่วงบ่าย แต่เมื่อถึงเวลาก็ไม่ได้เดินทางมา ท่ามกลางข่าวลือตลอดช่วงบ่ายว่า นายจักรภพ เตรียมยื่นหลังสือลาออกจากจากตำแหน่ง และล่าสุดนายจักรภพ แจ้งยกเลิกการเดินทางร่วมคณะกับนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ไปเยือนประเทศฟิลิปปินส์อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 22-23 พฤษภาคม 2551.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-21 19:24:00



ความสงบสุข...อันดับรั้งท้ายของโลก

เห็นข่าวการจัดอันดับความสงบสุขของสถาบันจัดดัชนีความสงบสุขโลก (Global Peace Index) ประจำปี 2008 แล้วรู้สึกตกใจ

เพราะประเทศไทยติดอยู่ในอันดับ 118 จากทั้งหมด 140 อันดับ

ซึ่งหมายความว่าประเทศไทยมีความสงบอยู่ในอันดับรั้งท้าย

และที่สำคัญที่สุดเป็นอันดับรองบ๊วยในภูมิภาคเอเซียน คือมีความสงบสุขมากกว่าประเทศพม่า ที่ปกครองโดยรัฐบาลทหาร เป็นเผด็จการมายาวนานนับสิบปี เพียงประเทศเดียวเท่านั้น

ขณะเดียวกันบรรดาประเทศที่อยู่ในอันดับรั้งท้ายของโลกทั้งหลาย ล้วนเป็นประเทศที่มีสงครามกลางเมือง สงครามเชื้อชาติ ศาสนา ที่เรื้อรังมายาวนาน ไม่ว่าจะเป็นอิรัก โซมาเลีย ซูดาน อัฟกานิสถาน อิสราเอล ฯลฯ

เป็นประเทศที่ผู้คนในบ้านเมืองเป็นคนละพวก คนละเผ่าพันธ์อย่างชัดแจ้ง

จึงยิ่งเป็นประเด็นที่น่าตกใจที่ประเทศไทยถูกจัดรวมไว้กับประเทศเหล่านี้

ซึ่งนั่นหมายความว่าในสายตาชาวโลก ประเทศไทยได้ถูกแบ่งแยกอย่างชัดเจน ไม่สามารถเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้แล้วอย่างนั้นหรือเปล่า

เพราะดูตามข้อมูลประกอบการจัดอันดับแล้วพบว่า ประเทศไทย มีปัญหาภาพลักษณ์เสียทั้งในด้าน แนวโน้มการเกิดการก่อการร้าย ระดับอาชญากรรมรุนแรง แนวโน้มการเกิดการชุมนุมประท้วงที่อาจบานปลายไปสู่ความรุนแรง และการเคารพสิทธิมนุษยชน

เมื่อข้อมูลบ่งชัดเช่นนี้แล้วผู้บริหารบ้านเมือง รวมไปถึงผู้ที่มีส่วนทำให้ต่างชาติมองเมืองไทยติดลบ คงจะต้องตระหนักถึงการแก้ปัญหาร่วมกันให้มากขึ้น

ต้องคิดถึงชาติบ้านเมือง เป็นอันดับต้นก่อนจะคิดถึงแต่ประโยชน์ของตัวเอง มุ่งแต่จะทำลายล้างกันโดยไม่ได้คิดคำนึงถึงความเสียหายที่จะตามมา

อย่างเรื่องปัญหาการก่อการร้าย ก็ต้องยอมรับว่าสถานการณ์รุนแรงในภาคใต้ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกยุค ทุกสมัย ทุกรัฐบาล ไม่ว่าผู้นำจะมาจากภาคไหนก็ตามเป็นเรื่องที่มีความพยายามแก้ไขกันอย่างต่อเนื่อง

มีการปรับยุทธวิธีกันมาหลายครั้งหลายหน และส่วนหนึ่งก็มีผลจากปัจจัยภายนอกที่ยากต่อการควบคุม

แม้ว่าในวันนี้จะมีข่าวดีว่าปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เกิดเหตุร้ายน้อยลงกว่า 500 เหตุการณ์ แต่ก็ยังไม่สามารถนิ่งนอนใจได้

หรือจะเป็นระดับอาชญากรรมรุนแรง ก็ไม่แน่ใจว่าการเก็บข้อมูลจะเป็นอย่างไร

ซึ่งอาจจะเกิดจากการที่มีคดีอาชญากรรมต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติหลายต่อหลายครั้งก็เป็นไปได้ ในเรื่องนี้ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาล และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะต้องเข้มงวดกวดขัน ดูแลอย่างใกล้ชิดมากขึ้น รวมไปถึงการเร่งรัดทำความเข้าใจ

ในขณะที่เรื่องของแนวโน้มการเกิดการชุมนุมประท้วงที่อาจบานปลายไปสู่ความรุนแรง และการเคารพสิทธิมนุษยชน ต่างหากกลับเป็นประเด็นที่น่ากังวล

เพราะแม้ว่าบ้านเมืองจะเกิดความเสียหายไปไม่น้อยกว่า 2 พันล้านบาท และผลกระทบต่อเนื่องทางเศรษฐกิจอีกมหาศาล นับตั้งแต่การปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา

ถึงวันนี้มีรัฐบาลที่มาจากครรลองประชาธิปไตย จากเสียงของประชาชนคนไทยทั้งประเทศแล้วก็ตาม
แต่ก็ยังคงมีรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ถูกร่างขึ้นในบรรยากาศเผด็จการ และมีเนื้อหาหลายส่วนกดขี่ และละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชน

รวมทั้งยังคงมีกลุ่มคนที่พยายามออกมาป่วนบ้านเมือง ปล่อยข่าวปฏิวัติ ดึงสถาบันเบื้องสูงลงมากล่าวอ้าง หวังสร้างความวุ่นวาย และเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นในประเทศ

และยิ่งน่าเศร้าใจเพราะหลายคนที่อยู่ทั้งในระดับบงการ และระดับเคลื่อนไหว หลายคนเป็นที่นับหน้าถือตา เคยเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีคนให้ความเคารพนับถือ และบางคนก็ยังเคยมีบทบาทสำคัญในการต่อต้านกับอำนาจเผด็จการมาก่อน

ถึงวันที่บ้านเมืองได้รับผลกระทบไปมากมาย และขณะเดียวกันก็ถูกประจานไปทั้งโลกเช่นนี้แล้ว คนพวกนี้จะมีสำนึกรักชาติผุดขึ้นมาในหัวใจบ้างหรือไม่

หรือยังคิดแต่จะตะบี้ตะบันคัดค้าน เอาชนะคะคานรัฐบาล ด้วยเพียงมองว่าเป็นคนละพวก คนละฝ่ายเท่านั้น
คงต้องฝากเป็นคำถามถึงคนเหล่านี้ว่าแท้ที่จริงแล้วในสมอง มีความคิดอ่านอย่างไรกันแน่ ที่ออกมาเอ่ยอ้างว่ารักชาติ รักสถาบันนั้น แท้จริงแล้วเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า

และในช่วงบั้นปลายชีวิตคนเหล่านี้ได้คิดอ่านทำประโยชน์อะไรเพื่อบ้านเมืองบ้างหรือไม่ หรือจะดีแต่ออกมาจ้องทำลาย สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติ

จะยอมให้ความดีที่เคยสั่งสมกลายเป็นโมฆะ หรือจะให้คนรุ่นหลังออกมา “ถอนหงอก” ว่าเป็นตัวการทำบ้านเมืองฉิบหายวายวอดอย่างนั้นหรือไง...!!


ปฏิบัติการ “พล.อ.สมเจตน์”ปฏิบัติการที่กลาโหมต้องรับผิดชอบ


ไม่ทันข้ามคืน...ไม่ทันข้ามวัน หลังผู้นำเหล่าทัพออกมาขอร้องให้สื่อมวลชนหยุดกระพือข่าวที่เกี่ยวพันต่อการหมิ่นเหม่ไปถึงสถาบันเบื้องสูง เพื่อไม่ให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท รวมถึงไม่สนับสนุนให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหารขึ้นอีกรอบ จะทันจางหาย...???

ซึ่งต้องบอกว่า การออกมาแสดงความห่วงใยของผู้นำเหล่าทัพดังกล่าว นอกจากจะเป็นไปด้วยถ้อยคำที่ระมัดระวังไม่ให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นการข่มขู่สังคมแล้ว

ยังเป็นการฟื้นฟูภาพลักษณ์ของกองทัพไทย ที่ตกต่ำขาดความเชื่อถือจากประชาชนแทบจะสิ้นเชิงแล้วอีกมิติหนึ่งด้วย หลังคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. ลุแก่อำนาจ ใช้กำลังอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เป็นภาษีของประชาชน เข้ายึดการปกครองประเทศ

พลิกฟ้า พลิกแผ่นดินจากระบอบประชาธิปไตย ไปสู่ระบอบเผด็จการอำนาจนิยม...!!!

แต่พลันที่ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ประธานคณะที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม และอดีตหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการ คมช. ออกมาเรียกร้องให้ทหารทำการปฏิวัติอีกครั้ง

บรรยากาศที่ดูน่าจะสงบ เบาบางลงบ้าง กลับทำให้สังคมไทยต้องตกอยู่ในห้วงแห่งความ อึมครึม ขึ้นอีกครั้ง...!!!

โดยกล่าวอ้างว่า ไม่ใช่เป็นการปลุกกระแส แต่เป็นเพราะการบริหารงานของรัฐบาลที่ผ่านมาไม่มีหนทางที่จะสามารถแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองได้ และขณะนี้ทหารทุกคนก็รู้สึกอึดอัด

พล.อ.สมเจตน์ ยังกล่าวอีกว่า การปกครองในระบอบประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ดี แต่การได้คนไม่ดีเข้ามาปกครองบริหารบ้านเมือง โดยไม่มีความชอบธรรม ประเทศชาติก็ไปไม่รอด เพราะขณะนี้ประชาธิปไตยไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาใดๆ ได้

“เรามีแต่นักเลือกตั้งที่ใช้กฎศรีธนญชัย ทุกอย่างต้องตีความหมด เป็นการตีความเพื่อเอาตัวรอด ทำให้ผลประโยชน์บ้านเมืองระส่ำระสาย ยิ่งคนในคณะรัฐมนตรีที่มีแนวความคิดล้มล้างสถาบันเบื้องสูง บ้านเมืองก็ต่ำลงทุกที” นี่คือที่ พล.อ.สมเจตน์ กล่าว

มิพักจะต้องพูดถึงกระแสข่าว เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า มีการประชุมของกลุ่มอำมาตย์ระดับสูงครบชุด อันได้แก่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ นายอานันท์ ปันยารชุน นายปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา และ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย เพื่อวางแผนขยายผลกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หวังเดินเกมกดดันให้คุณจักรภพและคุณสมัครลาออก

มิพักจะต้องกล่าวถึง กระแสข่าว มีการหารือร่วมของเหล่านายทหารที่กำลังจะก่อการ ที่เรียกว่า สายเหยี่ยว แต่ก็ถูกยับยั้งไว้จาก สายพิราบ ที่ให้เหตุผลว่า การก่อการยึดอำนาจอีกครั้งจะสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงให้กับประเทศ

หรือแม้กระทั่งเมื่อวันที่ 21 พ.ค. ที่ผ่านมา พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เรียกผู้บัญชาการเหล่าทัพ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผู้บัญชาการทหารเรือ และพล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ เข้าหารือถึง 2 ชั่วโมง

คาดว่าจะมีเรื่องของสถาบันอยู่ด้วย แต่ก็ได้รับการปฏิเสธว่า มิได้มีการหารือในเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด รวมถึงเรื่องการเมืองด้วย...

ขณะที่มีรายงานข่าวความเคลื่อนไหวของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เข้ามาในคาบเวลาเดียวกันอีกว่า ได้มีการส่งหนังสือไปยังโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า หรือ จปร. ให้จัดหาเวลาเพื่อให้ พล.อ.เปรม ไปกล่าว ปาฐกถา แก่นักเรียนนายร้อย จปร. ในเร็ววันนี้

และยังต่อเนื่องถึง กระแสข่าว การจัดทำ สติ๊กเกอร์ ปกป้องสถาบัน ด้วยว่า จะเริ่มมีการแจกจ่าย เพื่อปลุกระดมในหน่วยงานของทหารนำมาติดหน้ารถ ภายในสัปดาห์หน้า

ทั้งหมดจึงดูราวกับว่า ทัพเผด็จการอำมาตยาธิปไตย เตรียมพร้อมขั้นแตกหัก ด้วยยุทธศาสตร์ แอบอิงจงรักภักดีต่อสถาบันแต่เพียงผู้เดียว มากล่าวอ้างให้ปฏิบัติการเป็นความชอบธรรมอีกครั้ง

แต่นั่นก็ไม่เท่ากับว่า อุบัติการณ์ฮึกเหิมของกลุ่มอำนาจนิยมอำมาตยาธิปไตยที่ออกมาเป็นระลอกคลื่นเช่นนี้ มีผลไปถึง การสั่งพักเดินหน้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ที่ออกมาอย่างฉับพลันหรือไม่

ด้วยข้อเสนอใหม่ คือ การจัดให้ประชาชนลงประชามติ เห็นด้วยหรือไม่ต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ภายในเวลา 45 วัน...???

อย่างไรก็ตาม แม้ทัพอำมาตยาธิปไตย จะเตรียมเคลื่อนพล ที่ก็ยังไม่รู้ว่า ปฏิบัติการครั้งนี้จะได้รับความร่วมมือจากแม่ทัพนายกองตามประสงค์หรือไม่...???

แต่อย่างน้อยปฏิกิริยาเชิงคำขู่นี้ ในคาบเวลานี้ ดูจะมีผล โดยเฉพาะต่อนายสมัคร สุนทรเวช แต่จะมีผลไปถึงมวลชนทัพหน้า ที่ออกมาเรียกร้อง ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยหรือไม่นั้น ยังไม่อาจคาดเดาได้...???

เพราะฉะนั้นแล้ว กระบวนการข่มขู่ต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองด้วยการสนับสนุนให้เกิดการปฏิวัติ ที่ พล.อ.สมเจตน์ สำรอกออกมานั้น จำต้องได้รับการชำระล้าง เพื่อให้ปรากฏต่อสายตาของประชาชนทั้งประเทศให้เกิดความชัดเจนขึ้นก่อนว่า

นี่คือการข่มขู่ด้วยวาจาต่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนใช่หรือไม่...???

ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 68 ที่ระบุว่า บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้มิได้

ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมือง ได้กระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทำดังกล่าว ย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย สั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว แต่ทั้งนี้ ไม่กระทบกระเทือนการดำเนินคดีทางอาญาแก่ผู้กระทำการดังกล่าว

หรือต่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ที่บัญญัติว่า ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต
(1) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจหรือใช้กำลังประทุษร้าย
(2) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ
(3) เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี

นอกจากนั้น การกระทำของ พล.อ.สมเจตน์ ยังต้องได้รับการสอบสวนทางวินัยจากผู้บังคับบัญชาชั้นสูง ตามลำดับชั้นด้วย คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด หรือแม้แต่ ผู้บัญชาการทหารบก...???

เพราะนี่คือรากเหง้า ของทหารเผด็จการที่แสดงออกมาอย่างชัดเจนแล้วว่า ชอบใช้กำลังเข้าแก้ไขปัญหา อันเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

พร ภัทร